Category: เศรษฐกิจ

  • อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดวันนี้ 25/03/69 พรุ่งนี้ 26/03/69 จาก 4 สถานี

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดวันนี้ 25/03/69 พรุ่งนี้ 26/03/69 จาก 4 สถานี

    อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ปั๊ม “ปตท.” (PTT),ปั๊ม “บางจาก” (Bangchak),ปั๊ม “เชลล์” (Shell),ปั๊ม “พีที” (PT)

    วันที่ 25 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงาน ราคาน้ํามันอัปเดตล่าสุดจากผู้ให้บริการน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ ปตท., บางจาก, PT และเชลล์ ล่าสุด เมื่อเวลา 20.00 น. พรุ่งนี้ 26 มี.ค.69 มีราคาดังนี้

    ราคาน้ำมันปั๊ม “ปตท.” (PTT)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 35.05 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 30.05 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 26.79 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 34.68 บาท/ลิตร

    ดีเซล หมุนเร็วธรรมดา ราคา : 32.94 บาท/ลิตร

    เบนซิน :ราคา 43.64 บาท/ ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “บางจาก” (Bangchak)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 35.05 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 30.05 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 26.79 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 34.68 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมียม : ราคา 49.54 บาท/ลิตร

    ดีเซล หมุนเร็วธรรมดา ราคา : 32.94 บาท/ลิตร

    ดีเซล พรีเมี่ยม : ราคา 48.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” (PT)

    ดีเซล ราคา 32.94 บาท/ ลิตร

    เบนซิน ราคา 44.14 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 35.05 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 34.68 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 30.05 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” (Shell)

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20: ราคา 30.90 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 35.88 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 35.90 บาท/ลิตร

    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 49.84 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล : ราคา 33.44 บาท/ลิตร

    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล : ราคา 49.84 บาท/ลิตร

    (อัปเดตข้อมูล ณ วันที่ 24 มี.ค.2569 เวลา 05.00 น.)

    ทั้งนี้การแสดงราคาน้ำมันข้างต้นนี้ได้อ้างอิงมาจากรายงานโดยสำนักนโยบายปิโตรเลียมและปิโตรเคมี หรือ สนพ. โดยมีอัปเดทราคาน้ำมันทุกครั้งที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันตอนตี 5 (5.00 น.) ของวันที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคา

    ราคาที่แสดงนี้เป็นราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น กทม. โปรดสำรวจราคาจากหน้าปั๊มอีกครั้ง

    ที่มา : www.eppo.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/137172&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32liS1Zj3EL6jWiRHynf9c

  • ราคาน้ำมันประจำวันที่ 26/03/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    ราคาน้ำมันประจำวันที่ 26/03/69 อัปเดตจาก 4 สถานี

    อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ปั๊ม “ปตท.” (PTT),ปั๊ม “บางจาก” (Bangchak),ปั๊ม “เชลล์” (Shell),ปั๊ม “พีที” (PT)

    วันที่ 26 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงาน ราคาน้ํามันอัปเดตล่าสุดจากผู้ให้บริการน้ำมันทุกชนิดจาก 4 สถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ ปตท., บางจาก, PT และเชลล์ (อัปเดตข้อมูล ณ วันที่ 26 มี.ค.2569 เวลา 05.00 น.) มีราคาดังนี้

    ราคาน้ำมันปั๊ม “ปตท.” (PTT)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 41.05 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20: ราคา 36.05 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E85 : ราคา 32.79 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 40.68 บาท/ลิตร

    ดีเซล หมุนเร็วธรรมดา: ราคา 38.94 บาท/ลิตร

    เบนซิน95 :ราคา 49.64 บาท/ ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “บางจาก” (Bangchak)

    แก๊สโซฮอล์ 95 : ราคา 41.05 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20 : ราคา 36.05 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E85: ราคา 32.79 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91 : ราคา 40.68 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมียม : ราคา 57.54 บาท/ลิตร

    ดีเซล หมุนเร็วธรรมดา ราคา :38.94 บาท/ลิตร

    ดีเซลพรีเมียม ราคา :56.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “พีที” (PT)

    ดีเซล: ราคา 38.94 บาท/ ลิตร

    เบนซิน: ราคา 50.14 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 41.05 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 40.68 บาท/ลิตร

    แก๊สโซฮอล์ E20: ราคา 36.05 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันปั๊ม “เชลล์” (Shell)

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20: ราคา 36.55 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 40.93 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 41.55 บาท/ลิตร

    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 49.84 บาท/ลิตร

    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล : ราคา 38.94 บาท/ลิตร

    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล : ราคา 57.84 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้การแสดงราคาน้ำมันข้างต้นนี้ได้อ้างอิงมาจากรายงานโดยสำนักนโยบายปิโตรเลียมและปิโตรเคมี หรือ สนพ. โดยมีอัปเดทราคาน้ำมันทุกครั้งที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันตอนตี 5 (5.00 น.) ของวันที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคา

    ราคาที่แสดงนี้เป็นราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น กทม. โปรดสำรวจราคาจากหน้าปั๊มอีกครั้ง

    ที่มา : www.eppo.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/137212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hsRbFNoVsVZvQxCZu7T9F

  • ครม.อนุทิน 2 จ่อเดินเครื่อง เร่ง Quick Win กู้เศรษฐกิจโตต่ำ 1.8%

    ครม.อนุทิน 2 จ่อเดินเครื่อง เร่ง Quick Win กู้เศรษฐกิจโตต่ำ 1.8%

    ครม.อนุทิน 2 จ่อเดินเครื่อง เร่ง Quick Win กู้เศรษฐกิจโตต่ำ 1.8%

    เศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่าง “ความหวัง” และ “ความเปราะบาง” ในจังหวะที่การเมืองเริ่มคลี่คลาย หลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีความชัดเจนมากขึ้น โผคณะรัฐมนตรี “อนุทิน 2” ที่ใกล้เสร็จสมบูรณ์ ไม่เพียงปลดล็อกสุญญากาศทางอำนาจ แต่ยังถูกจับตาในฐานะ “จุดเริ่มต้น” ของการเร่งเครื่องนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น (Quick Win) เพื่อประคองการเติบโตของประเทศ

    ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทั้งความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันจากอุปทานส่วนเกินในตลาดโลก ความหวังจึงถูกฝากไว้กับมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ ลดค่าครองชีพ และการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีนัยต่อทิศทางตลาดทุนและกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องโดยตรง

    นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ในระยะถัดไปเศรษฐกิจไทยน่าจะทยอยดีขึ้น หลังรัฐบาลสามารถจัดตั้งได้อย่างราบรื่น โดย ล่าสุดจากการรายงานข่าวของหลายสำนัก โผ ครม. อนุทิน 2 ได้ข้อสรุปรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งแล้วจำนวน 35 คน

    โดยยังเหลืออีก 1 ตำแหน่งที่รอความชัดเจน ซึ่งหากการตรวจสอบประวัติผ่านพ้นไปด้วยดี กระบวนการถัดไป คือการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ , การเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน , การแถลงนโยบายต่อ รัฐสภา (ครม. จะต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เข้ารับหน้าที่)

    และการประชุม ครม. นัดแรก ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นช่วงต้นเดือนถึงกลางเดือนเม.ย.69 โดยนโยบายที่จะถูกเข็นออกมาเป็นลำดับแรกๆ เน้นไปที่ความรวดเร็วและเห็นผลทันตา (QUICK WIN) เพื่อกู้สถานการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ที่คาดว่าจะโต ต่ำเพียง 1.8% เท่านั้น

    โดยโครงการที่จะทำได้เร็วและเห็นผลกับเศรษฐกิจไทยทันตา อาทิ คนละครึ่ง พลัส (PHASE 2), คุมราคาพลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาท, นโยบาย ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ PLUS, บัญชีออมส่วนบุคคล (TISA) และ BOI FAST PASS (THAILAND PLUS)

    ทั้งนี้ สถาบันวิเคราะห์เศรษฐกิจชั้นนำ ทั้งกระทรวงการคลัง, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, SCB-EIC, KKP RESEARCH และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มีมุมมองที่สอดคล้องกันว่า เศรษฐกิจ ไทยในปี 2569 จะอยู่ในภาวะชะลอตัว

    โดยคาดตัวเลข GDP ว่าจะขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.6% ถึง 2.0% (โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.8%) แม้เศรษฐกิจไทยจะยังได้รับแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่ม อิเล็กทรอนิกส์อยู่ในปัจจุบัน

    แต่อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยเองก็ยังคงต้องเผชิญแรงกดดันหนักจากปัจจัยเสี่ยงภายนอก ทั้งในเรื่องของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก และการแข่งขันที่สูงขึ้นจากปัญหาสินค้าอุปทานส่วนเกินจากต่างประเทศ

    หุ้นรับอานิสงส์

    นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ลงทุนหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ยืนยันว่าการจัดโผ ครม. อนุทิน 2 เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วและเตรียมนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในสัปดาห์นี้

    ประเด็นที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนตัวรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายและการแต่งตั้งทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่การออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนในระยะสั้นได้อย่างรวดเร็ว (ผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มพาณิชย์และนิคมอุตสาหกรรม อาทิ CPALL, CPAXT, AMATA, WHA)

    ปลดล็อกสูญญากาศการเมือง

    นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด กล่าวว่า แม้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยจะได้รับแรงหนุนเชิงบวกจากความชัดเจนทางการเมืองภายในประเทศ ภายหลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมาก 293 เสียงเลือกนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี

    ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกสูญญากาศทางการบริหาร และกำลังเข้าสู่กระบวนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงสิ้นเดือนมีนาคมนี้ เพื่อเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้เสร็จสิ้นก่อนเทศกาลสงกรานต์

    “แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงมีความกังวลแฝงอยู่จากประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัยกรณีรูปแบบบัตรเลือกตั้ง ที่อาจต้องใช้เวลาติดตามความชัดเจนอีกราวหนึ่งเดือน”

    อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลและการเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น เป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นความเชื่อมั่นและการประคองการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ซึ่งถูกประเมินว่าจะขยายตัวในระดับจำกัด มาตรการที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อมีแนวโน้มส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบางกลุ่มอุตสาหกรรมในระยะถัดไป

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกประเทศและความไม่แน่นอนในประเด็นกฎหมายภายในประเทศยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนควรพิจารณาข้อมูลทั้งด้านนโยบายเศรษฐกิจ ทิศทางการเติบโต และปัจจัยเสี่ยงควบคู่กัน เพื่อประเมินภาพรวมและแนวโน้มตลาดในระยะต่อไปอย่างรอบด้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/654882&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14Tdh9AnJEDNshNvHTFE-b

  • สงครามยืดเยื้อ ดันพลังงานพุ่ง: ความเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจและพอร์ตลงทุน

    สงครามยืดเยื้อ ดันพลังงานพุ่ง: ความเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจและพอร์ตลงทุน

    สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความตึงเครียดในปัจจุบัน ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน แม้ผลกระทบทางการทหารอาจยังจำกัดอยู่ในบางพื้นที่ แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจกลับขยายวงกว้างอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะผ่าน “ราคาพลังงาน” ซึ่งถือเป็นต้นทุนพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจโลก

    หนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ถูกจับตามองคือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังตลาดโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย การตอบโต้ของอิหร่านผ่านการโจมตีเรือขนส่งและสร้างความเสี่ยงต่อการเดินเรือในบริเวณดังกล่าว เทียบได้กับการ “ปิดช่องแคบโดยพฤตินัย” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในประเทศผู้ผลิตหลัก เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ก็กลายเป็นเป้าหมายของการโจมตี เพิ่มความเปราะบางให้กับระบบพลังงานโลก ผลที่ตามมาคือ ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวสูงขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี นับตั้งแต่เหตุการณ์รัสเซียบุกยูเครน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังส่งผลกระทบเชิงลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน

    ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นมีผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อ เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนสำคัญในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การขนส่ง หรือการบริโภคในครัวเรือน นอกจากนี้ ยังมีผลต่อสินค้าที่จัดเป็นต้นทุนการผลิตเช่น ปิโตรเคมีภัณฑ์ ซึ่งในปัจจุบันเริ่มขาดแคลนและมีราคาปรับตัวสูงขึ้น เมื่อผู้ประกอบการเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ย่อมมีแนวโน้มส่งผ่านภาระดังกล่าวไปยังผู้บริโภค ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นในวงกว้างเป็นลูกโซ่

    ในบริบทนี้ ความท้าทายสำคัญคือทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งก่อนหน้านี้หลายประเทศอยู่ในวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังผ่านช่วงชะลอตัว อย่างไรก็ตาม หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องชะลอการลดดอกเบี้ย หรือแม้แต่กลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะ “Stagflation” หรือสถานการณ์ที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ แต่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง

    ในมุมของตลาดการลงทุน ความไม่แน่นอนดังกล่าวส่งผลกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นทั่วโลก ทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย แม้บางประเทศจะไม่ได้พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางโดยตรง แต่ด้วยกลไกของตลาดโลกที่เชื่อมโยงกัน อุปทานที่ลดลงและอุปสงค์ที่ยังคงสูง ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวขึ้นในแทบทุกภูมิภาค ส่งผลให้ต้นทุนทางธุรกิจเพิ่มขึ้น และกระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน ในทางกลับกัน สินทรัพย์บางประเภทกลับได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว กลุ่มพลังงานต้นน้ำและสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนที่ดีจากราคาขายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ทองคำยังคงได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แม้ในบางช่วงราคาจะมีการปรับฐานบ้างตามแรงขายทำกำไร

    สำหรับภาคธุรกิจ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างชัดเจน ได้แก่ อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น สายการบิน การขนส่ง และอุตสาหกรรมการผลิตบางประเภท ซึ่งต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น หากไม่สามารถปรับราคาสินค้าและบริการได้ทัน อาจส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรในระยะถัดไป

    ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ การบริหารพอร์ตการลงทุนจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ “การกระจายความเสี่ยง” มากยิ่งขึ้น นักลงทุนควรพิจารณาสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในการปรับตัวได้ดีในภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน และสามารถช่วยลดความผันผวนโดยรวมของพอร์ตได้

    ในบริบทดังกล่าว บลจ.ทาลิสเสนอทางเลือกการลงทุนผ่านกองทุน TLDEFENSE ซึ่งมีนโยบายเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศ โดยมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากการที่หลายประเทศทั่วโลกเร่งเพิ่มงบประมาณและยกระดับขีดความสามารถด้านความมั่นคง ท่ามกลางความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงยืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม กองทุนมีนโยบายการลงทุนที่เฉพาะเจาะจงและมีความผันผวนสูงกว่าสินทรัพย์ทั่วไป จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ในระดับสูง และมีมุมมองการลงทุนในระยะยาวเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลรายละเอียดของกองทุนอย่างรอบคอบ และพิจารณากำหนดสัดส่วนการลงทุนในระดับประมาณ 10-15% ของพอร์ตโดยรวม เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1226777&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12gP0c78n7KbVwDeJ3-e3P

  • กรมการพัฒนาชุมชน เปิดฉากยิ่งใหญ่ กาฬสินธุ์ปักหมุดจุดแรก “OTOP ภูมิภาค 2569” ขนทัพสินค้าภูมิปัญญาไทยสร้างสีสัน กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองน้ำดำ

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดฉากยิ่งใหญ่ กาฬสินธุ์ปักหมุดจุดแรก “OTOP ภูมิภาค 2569” ขนทัพสินค้าภูมิปัญญาไทยสร้างสีสัน กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองน้ำดำ

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดฉากยิ่งใหญ่ กาฬสินธุ์ปักหมุดจุดแรก “OTOP ภูมิภาค 2569” ขนทัพสินค้าภูมิปัญญาไทยสร้างสีสัน กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองน้ำดำ


    25/03/2569 | 41 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดฉากยิ่งใหญ่ กาฬสินธุ์ปักหมุดจุดแรก “OTOP ภูมิภาค 2569” ขนทัพสินค้าภูมิปัญญาไทยสร้างสีสัน กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองน้ำดำ

    วันนี้ (25 มีนาคม 2569) เวลา 15.00 น. ณ ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “OTOP ภูมิภาค ประจำปี 2569” จุดดำเนินการที่ 1 จังหวัดกาฬสินธุ์ ภายใต้แนวคิด “สีสันถิ่นเรา เรื่องเล่าแห่งภูมิปัญญา” โดยมีคณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ และพี่น้องประชาชนชาวกาฬสินธุ์เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก เพื่อร่วมสืบสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นและสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

    การจัดงานในครั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เลือกจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นจุดเริ่มต้นในการนำเสนอเสน่ห์แห่งภูมิปัญญาจากทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นการผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่สากลและสร้างรายได้หมุนเวียนสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    ✨ ไฮไลต์ห้ามพลาดในงาน OTOP ภูมิภาค จ.กาฬสินธุ์:

    🛍️ ช้อปจุใจ: พบกับผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับพรีเมียมจากทั่วทุกภาคกว่า 200 บูท ทั้งผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์อันเลื่องชื่อ, อาหารรสเด็ด, ของใช้ของตกแต่งบ้าน และงานหัตถศิลป์ล้ำค่า

    📖 นิทรรศการภูมิปัญญา: สัมผัสเรื่องราว (Storytelling) เบื้องหลังชิ้นงานที่สะท้อนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์

    🎭 ความบันเทิงจัดเต็ม: ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดังทุกคืน

    🎁 ลุ้นโชคทอง: ช้อปครบ 500 บาท รับคูปองลุ้นรางวัลใหญ่ “ทองคำ” และรางวัลอื่นๆ อีกมากมายในวันสุดท้ายของการจัดงาน!

    นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ถือเป็นโอกาสอันดีของพี่น้องชาวกาฬสินธุ์ที่จะได้เลือกซื้อสินค้าคุณภาพจากทั่วประเทศในที่เดียว และยังเป็นการแสดงศักยภาพของจังหวัดในการเป็นเจ้าบ้านต้อนรับงานระดับประเทศ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

    ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วม “ช้อป ชิม แชร์ และเชียร์” สินค้าไทยในบรรยากาศแอร์เย็นฉ่ำ เดินสบายตลอดทั้งงานครับ!

    📍 พิกัด: ณ ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์

    📅 วันที่: 25 – 31 มีนาคม 2569

    ⏰ เวลา: 10.00 – 21.00 น.

    🌐 จัดโดย: กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย

    #OTOPภูมิภาค


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/342706&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_fsWJLgWFYtl49-5z0Aus

  • รู้จัก ‘เอกนิติ’ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ โจทย์ใหญ่ 4 ปี พาไทยฝ่าวิกฤต

    รู้จัก ‘เอกนิติ’ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ โจทย์ใหญ่ 4 ปี พาไทยฝ่าวิกฤต

    รู้จัก ‘เอกนิติ’ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ โจทย์ใหญ่ 4 ปี พาไทยฝ่าวิกฤต

    การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี คนที่ 32  มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยตำแหน่งหัวใจเศรษฐกิจของประเทศอย่างรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถูกวางตัวให้ “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รับหน้าที่ต่อเนื่องเป็นสมัยที่ 2 ท่ามกลางโจทย์ท้าทายทั้งในและต่างประเทศ

    การกลับมารับตำแหน่งครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการสานต่อนโยบายเดิม แต่เป็น “ภารกิจ 4 ปี” ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ภายใต้แรงกดดันจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงาน

    เส้นทาง ‘นักเศรษฐศาสตร์ตัวจริง’ สู่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

    ในแง่ประวัติและเส้นทางอาชีพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถือเป็นนักเศรษฐศาสตร์สายตรงที่เติบโตจากระบบราชการกระทรวงการคลังอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยมีพื้นฐานทางวิชาการที่แข็งแกร่ง เริ่มจากการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ก่อนคว้าทุนรัฐบาลศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ University of Illinois at Urbana-Champaign และปริญญาเอกจาก Claremont Graduate University ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเน้นด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคและการเงินระหว่างประเทศ อันเป็นองค์ความรู้สำคัญต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในระดับประเทศ

    หลังสำเร็จการศึกษา เขาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพในภาคเอกชน ก่อนเข้าสู่ราชการในกระทรวงการคลัง และค่อย ๆ สั่งสมประสบการณ์ในสายงานเศรษฐกิจการคลัง ทั้งในเชิงนโยบายและการบริหารองค์กร โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง อาทิ โฆษกกระทรวงการคลัง รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงในตำแหน่งอธิบดีของหน่วยงานหลักระบบการคลังไทย ได้แก่

    • กรมสรรพากร
    • กรมสรรพสามิต
    • กรมธนารักษ์ 

    นอกจากประสบการณ์ภายในประเทศแล้ว ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ยังมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งการดำรงตำแหน่งด้านเศรษฐกิจการคลังในต่างประเทศ และการทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก และโครงการความร่วมมือด้านภาษีระหว่าง OECD และ UNDP

    ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้มีมุมมองเชิงเปรียบเทียบและเข้าใจบริบทเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดนโยบายในยุคที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด

    ทิ้งชีวิตราชการ รับโจทย์กู้เศรษฐกิจ

    จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตราชการเกิดขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจลาออก ทั้งที่เหลือเวลากว่า 6 ปีในเส้นทางราชการ และมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ “Technocrat” ที่ก้าวเข้าสู่การกำหนดนโยบายในระดับสูง ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ต้องการการตัดสินใจเชิงรุก และการบริหารเชิงบูรณาการ

    ‘Quick Big Win’ จุดสตาร์ทฟื้นเศรษฐกิจ

    ผลงานในช่วงสั้นของรัฐบาลก่อนหน้า กลายเป็นเครื่องพิสูจน์ศักยภาพของเขาในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ โดยได้ผลักดันมาตรการ “5 เสาหลัก 1 ฐานราก” หรือ “Quick Big Win” ภายใต้แนวคิด “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ซึ่งครอบคลุมทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน การเร่งรัดการลงทุน และการรักษาวินัยการคลังผ่านการปรับแผนการคลังระยะปานกลาง

    ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนผ่านตัวเลขเศรษฐกิจ โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัวได้กว่า 2.5% ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ และช่วยให้ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปีขยายตัวในระดับที่สร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและนักลงทุน

    โจทย์ใหญ่ 4 ปี ฟื้นเศรษฐกิจท่ามกลาง ‘โลกผันผวน’

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในระยะ 4 ปีข้างหน้ามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทั้งจากแรงกดดันด้านราคาพลังงาน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และข้อจำกัดด้านวินัยการคลังของประเทศ การบริหารนโยบายเศรษฐกิจจึงต้องอาศัยความสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรักษาการเติบโต และการรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

    ภายใต้กรอบนโยบาย “10 Plus” ที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเตรียมผลักดัน จะมุ่งเน้นการยกระดับเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ตั้งแต่การดูแลผู้มีรายได้น้อย การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs การเร่งรัดการลงทุน การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล ตลอดจนการยกระดับทักษะแรงงานและระบบการศึกษา เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ในบริบทดังกล่าว บทบาทของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่เพียงในมิติของการออกแบบนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน ภายใต้ความจำเป็นในการรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง

    ภารกิจ 4 ปีจากนี้ จึงเปรียบเสมือนบททดสอบสำคัญของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาชี้ชะตาว่า ไทยจะสามารถเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่เปราะบาง ไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนได้หรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/654857&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F1BJzW9uUfn1l5lgFo3xJ

  • ‘จาตุรนต์’ ชง 4 ทางออกวิกฤตพลังงาน!

    ‘จาตุรนต์’ ชง 4 ทางออกวิกฤตพลังงาน!

    ‘จาตุรนต์’ เสนอ 4 ทางออกวิกฤตพลังงาน หวั่นวิกฤตลามทั้งเศรษฐกิจ แนะรัฐแก้ทั้งเฉพาะหน้า-วางแผนระยะยาว ลั่นอย่าปล่อยปชช.แบกภาระลำพัง

    25 มี.ค.25698 – นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า วันนี้สิ่งที่ประชาชนรับรู้คือ ปัญหาน้ำมันไม่ได้เป็นแค่ข่าวต่างประเทศอีกต่อไป แต่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของคนไทย ซึ่งตนเพิ่งลงพื้นที่ไปพบพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่จ.ฉะเชิงเทรา และได้รับฟังตรงกันว่า ปั๊มน้ำมันดีเซลที่อยู่ใกล้บ่อกุ้งที่สุดไม่มีน้ำมันมาแล้ว 10 วัน นี่คือความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับคนทำมาหากินจริง ทั้งที่ในภาพรวม อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานยืนยันว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอ 103 วัน และโรงกลั่นยังมีกำลังผลิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็วได้ราว 79.9 ล้านลิตรต่อวัน สะท้อนชัดว่า ปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่ไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณน้ำมันรวมของประเทศ แต่เป็นปัญหาการกระจาย การบริหารจัดการ และความเชื่อมั่นในระบบด้วย ดังนั้น วิกฤตเฉพาะหน้าที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ในเวลานี้คือ เหตุใดประชาชนจึงหาปั๊มเติมน้ำมันไม่ได้ รัฐบาลจะแก้ปัญหานี้อย่างไรให้ประชาชนมั่นใจว่า น้ำมันจะไม่ขาดช่วง การกระจายจะไม่สะดุด และจะไม่เกิดการกักตุนหรือเก็งกำไรจนคนเดือดร้อนไปมากกว่านี้ รัฐต้องแยกให้ออกระหว่างน้ำมันมีในระบบกับน้ำมันไปถึงมือประชาชนหรือไม่ เพราะถ้าสื่อสารไม่ชัด ประชาชนก็จะยิ่งเร่งซื้อ ผู้ค้าบางส่วนก็จะยิ่งชะลอขาย และปัญหาจะลุกลามจากความตื่นตระหนกมากกว่าปริมาณน้ำมันจริง นอกจากนี้ เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนการผลิต การขนส่ง การเกษตร และการค้าระหว่างประเทศจะสูงขึ้นพร้อมกัน เศรษฐกิจโลกจึงมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะที่เงินเฟ้อสูง แต่การเติบโตต่ำลงพร้อมกัน ซึ่งเป็นภาวะที่แก้ยากและกระทบทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค รัฐบาลทั่วโลกพร้อมกัน การประเมินของ IMF ระบุว่า หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 10% และยืนอยู่ในระดับสูงนาน 1 ปี จะดันเงินเฟ้อโลกขึ้นประมาณ 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ และกดผลผลิตโลกลดลงราว 0.1-0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ นี่คือสัญญาณว่าความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดน้ำมัน แต่กำลังลามไปสู่เศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

    นายจาตุรนต์ กล่าวด้วยว่า ยิ่งไปกว่านั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของน้ำมันและ LNG ของโลก ยังคงเป็นคอขวดของเศรษฐกิจโลก เมื่อเส้นทางนี้มีปัญหา ประเทศในเอเชียรวมถึงไทยย่อมรับแรงกระแทกมากกว่าหลายภูมิภาคของโลก ประเทศไทยจึงเป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางต่อวิกฤตนี้มาก เพราะไทยยังเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิในระดับสูง และหากราคาน้ำมันสูงยืดเยื้อไทยจะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น (Cost-push inflation) รุนแรงขึ้นอีก เพราะต้นทุนจะไล่ขึ้นทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่พลังงาน ขนส่ง วัตถุดิบ ปุ๋ย อาหาร ไปจนถึงราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ขณะที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินว่า ราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาทต่อลิตร จะฉุด GDP ไทยลงราว 0.02% ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ปัญหาน้ำมันไม่ได้จบแค่ที่หน้าปั๊มหรือราคาขายปลีก แต่สามารถกดการเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบได้ด้วย หากวิกฤตพลังงานลากยาวไปถึงช่วงกิจกรรมเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ฤดูกาลท่องเที่ยวหรือเทศกาลสงกรานต์ ผลกระทบจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย เพราะรายได้จากการเดินทาง การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายภายในประเทศอาจหดตัวลงพร้อมกับต้นทุนการขนส่งที่พุ่งขึ้น เมื่อเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศลดลงในเวลาเดียวกับที่ต้นทุนสูงขึ้น ก็ยิ่งเสี่ยงทำให้เศรษฐกิจโดยรวมทรุดหนักลงอีกชั้นหนึ่ง แม้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตจะช่วยบรรเทาได้บ้างในระยะสั้น แต่ก็ช่วยได้ไม่มากเมื่อเทียบกับวิกฤตใหญ่ที่กระทบทั้งระบบ อีกทั้งทำให้รัฐสูญเสียรายได้โดยตรง

    นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ไทยมีข้อจำกัดทางการคลังและภาระหนี้สาธารณะสูง โดยหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 12.54 ล้านล้านบาท หรือ 65.96% ของ GDP ขณะที่กรอบหนี้สาธารณะกำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP หมายความว่า หากคิดแบบตรงไปตรงมา ไทยเหลือช่องว่างใต้เพดานหนี้เพียงราว 4.04% ของ GDP หรือประมาณ 7.7 แสนล้านบาทเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 2569 ที่ตั้งไว้ 8.6 แสนล้านบาท สะท้อนว่าพื้นที่ทางการคลังของไทยเหลือไม่มาก และยังต้องเผื่อไว้รองรับการขาดดุลงบประมาณ ภาระดอกเบี้ย และความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่ผันผวนด้วย ดังนั้น ยิ่งรายได้รัฐลดลง พื้นที่งบประมาณสำหรับดูแลเรื่องจำเป็นอื่น เช่น ค่าไฟ ผู้มีรายได้น้อย ภาคเกษตร และการประคองเศรษฐกิจก็ยิ่งแคบลง รัฐจึงไม่อาจพึ่งการลดภาษีหรือการอุดหนุนเฉพาะหน้าเป็นคำตอบหลักได้ตลอดไป สอดคล้องกับที่นายกรัฐมนตรียืนยันแล้วว่าจะไม่ตรึงราคาน้ำมันและจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด แต่รัฐบาลต้องพูดความจริงกับประชาชนให้หมดว่าประเทศกำลังเผชิญปัญหาใหญ่เพียงใด และปัญหานั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมัน แต่ลามไปถึงค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า ค่าครองชีพ และเศรษฐกิจทั้งระบบ เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาลจึงต้องตอบให้ชัดว่าจะช่วยใครก่อน ใช้เกณฑ์อะไร ใช้งบจากไหน และมีแผนรองรับในช่วง 3 ถึง 6 เดือนอย่างไร เพราะหากไม่มีรายละเอียดเหล่านี้

    นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า คำว่าปล่อยตามกลไกตลาดอาจกลายเป็นเพียงการปล่อยให้ประชาชนแบกรับภาระลำพัง ในระยะสั้นรัฐต้องเร่งแก้ปัญหาการกระจายน้ำมันให้ได้ก่อน โดยเปิดเผยข้อมูลสต็อกและการกระจายให้ชัด ตรวจสอบการกักตุนและการเก็งกำไรอย่างจริงจัง และช่วยเหลือแบบเจาะจงไปยังกลุ่มที่เดือดร้อนจริง เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงานขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งหาแหล่งนำเข้าน้ำมันและ LNG เพิ่มจากหลายภูมิภาค ลดการพึ่งพาตะวันออกกลางมากเกินไป และวางแผนให้ราคาพลังงานค่อยๆ สะท้อนต้นทุนจริงอย่างมีระบบ รวมทั้งเร่งการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน อีกทั้งรัฐควรเตรียมการเพิ่มบริการขนส่งสาธารณะให้เพียงพอ เข้าถึงง่าย และมีต้นทุนที่ประชาชนรับไหว เพื่อเป็นทางเลือกในการลดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางของประชาชนในช่วงที่ราคาพลังงานผันผวน เพราะการดูแลประชาชนไม่ควรมีแต่การพยุงราคาน้ำมันเท่านั้น แต่ต้องช่วยลดความจำเป็นในการแบกรับต้นทุนน้ำมันของประชาชนด้วย แต่การรับมือวิกฤตครั้งนี้จะหยุดอยู่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ ประเทศไทยต้องวางแผนสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืนควบคู่กันไปด้วยคือ 1.ต้องกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและก๊าซให้หลากหลายขึ้น ไม่พึ่งพาภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป 2.ต้องทบทวนระบบสำรองพลังงาน การกระจาย และโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังเก็บและขนส่ง ให้สามารถรองรับภาวะสะดุดของตลาดโลกได้จริง 3.ต้องลดการพึ่งพาน้ำมันในภาคขนส่งและการผลิตอย่างเป็นระบบ โดยใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว และ 4.ต้องทำให้ภาคเกษตร ภาคขนส่ง และภาคการผลิตของไทยปรับตัวได้มากขึ้น ไม่ปล่อยให้ทั้งระบบเปราะบางต่อราคาน้ำมันโลกเช่นเดิม เพราะความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการมีน้ำมันพอใช้ในวันนี้ แต่คือการทำให้ประเทศมีความสามารถรับมือกับความผันผวนของโลกได้ในระยะยาว

    “เมื่อเราวางแผนความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืนได้แล้ว ประเทศไทยก็ต้องคิดเรื่องการสร้างรายได้และเสริมความแข็งแรงของเศรษฐกิจไปพร้อมกันด้วย ต้องใช้แรงกดดันครั้งนี้เป็นตัวเร่งให้ไทยก้าวจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การเป็นการสร้างฐานเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น (Resilient Base) ของภูมิภาค คือเป็นฐานเศรษฐกิจที่รับแรงกระแทกจากโลกได้ดีกว่าเดิม มีความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร โลจิสติกส์ และการผลิตมากขึ้น ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เร่งพลังงานสะอาด ปรับระบบขนส่งและการผลิตให้มีประสิทธิภาพขึ้น และต่อยอดจุดแข็งของประเทศในด้านอาหาร เกษตร เทคโนโลยี บริการสุขภาพ และการลงทุนใหม่ เพื่อให้ไทยมีแหล่งรายได้ที่มั่นคงกว่าเดิม และมีความพร้อมรองรับการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนในระยะยาวได้มากขึ้น ทั้งนี้ วิกฤตการณ์ครั้งนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับพี่น้องประชาชนอย่างมาก แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่ปล่อยให้ความเจ็บปวดนี้สูญเปล่า ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อเสนอที่ได้อภิปรายมา ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่หน้าปั๊ม การจัดการสต็อกและการกระจายอย่างมีประสิทธิภาพ การบอกความจริงกับประชาชน การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า และการยกระดับประเทศจากการตั้งรับเฉพาะหน้า ไปสู่การเป็นฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงและยืดหยุ่นมากขึ้น จะได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังจากสภาแห่งนี้และจากรัฐบาล ญัตติด่วนนี้จึงไม่ใช่เพียงการขอให้รัฐบาลชี้แจงปัญหาน้ำมันเฉพาะหน้า แต่คือการขอให้รัฐบาลตอบคำถามสำคัญให้ประชาชนทั้งประเทศว่า ปัญหานี้ใหญ่เพียงใด รัฐจะจัดการอย่างไร จะใช้งบประมาณอย่างไรให้คุ้มค่าและเป็นธรรม และจะพาประเทศเดินผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปอย่างมีทิศทาง พร้อมทั้งยกระดับประเทศไทยให้แข็งแรงกว่าเดิมได้อย่างไร” นายจาตุรนต์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/969061/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Xs2iiRm4PsxqL1okbmQqJ

  • “จาตุรนต์” เตือนวิกฤตน้ำมันลามทั้งระบบเศรษฐกิจ ขอรัฐบาลพูดความจริงกับประชาชน

    “จาตุรนต์” เตือนวิกฤตน้ำมันลามทั้งระบบเศรษฐกิจ ขอรัฐบาลพูดความจริงกับประชาชน

    “จาตุรนต์” เตือนวิกฤตน้ำมันลามทั้งระบบเศรษฐกิจ ขอรัฐบาลพูดความจริงกับประชาชน

    “จาตุรนต์” เตือนวิกฤตน้ำมันลามทั้งระบบเศรษฐกิจ ขอรัฐบาลพูดความจริงกับประชาชน

    ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม โดยมีการเสนอญัตติด่วน เพื่ออภิปรายเรื่องราคาพลังงาน ที่เพิ่มสูงขึ้นจากเหตุการณ์สู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลาง ที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย

    โดย นายจตุรนต์ ฉายแสง สส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า จากที่ตนได้สำรวจพบว่า บางปั๊มไม่มีน้ำมัน และหลายพื้นที่สะท้อนปัญหาเรื่องเดียวกันทั้งหมด 

    TPTV
    “จาตุรนต์” เตือนวิกฤตน้ำมันลามทั้งระบบเศรษฐกิจ ขอรัฐบาลพูดความจริงกับประชาชนให้หมด

    รัฐบาลบอกมีน้ำมันแต่ปั๊มน้ำมันไม่มีน้ำมันให้เติม เป็นเพราะอะไรฉะนั้นรัฐบาลต้องตรวจสอบให้ชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการกระจายน้ำมัน การบริหารจัดการ และการตรวจสอบดูแล ซึ่งอาจจะเชื่อมโยงไปถึงการทุจริต การแสวงหาผลประโยชน์ การได้ประโยชน์ของใครก็ตาม เกิดจากข้อเท็จจริงที่กองทุนน้ำมันใช้เงินอุดหนุนอยู่ และบอกว่าส่วนต่างราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 20 บาท ส่วนต่างตรงนี้จะเป็นประเด็นหากมีน้ำมันอยู่กับตัว และคิดว่าน้ำมันข้างหน้าจะราคาขึ้น ถ้าเขายังไม่ขายเก็บไว้ถึงวันข้างหน้า ราคาแพงขึ้นรายได้ก็มากขึ้นเป็นลิตรละ 20 บาท

    ฉะนั้นการควบคุมดูแลเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่าน้ำมันสำรองในระบบ กับไม่มีน้ำมันในมือประชาชนเป็นปัญหาที่ควบคู่กันอยู่ตอนนี้ ปัญหานี้สะท้อนถึงปัญหาที่ใหญ่กว่านี้ หากดูแลให้ดีไม่ได้ด้วยการบริหารจัดการ เราจะรับมือกับปัญหาที่ใหญ่กว่านี้ไม่ได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะลุกลามจากแค่เรื่องน้ำมันกลายเป็นเศรษฐกิจโลก และเป็นปัญหาการกระจาย การบริหารจัดการ และความเชื่อมั่นในระบบ

    ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่า เหตุใดประชาชนจึงหาปั๊มเติมน้ำมันไม่ได้ ทั้งที่รัฐบาลยังยืนยันว่า มีน้ำมันอยู่ในระบบ พร้อมทั้งต้องทำให้ประชาชนมั่นใจว่า น้ำมันจะไม่ขาดช่วง การกระจายจะไม่สะดุด และจะไม่เกิดการกักตุนหรือเก็งกำไร จนทำให้สถานการณ์ลุกลามจากความตื่นตระหนกมากกว่าปริมาณน้ำมันจริง ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาน้ำมันแพงหรือเติมน้ำมันยาก แต่เป็นแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่พลังงาน การขนส่ง วัตถุดิบ ปุ๋ย อาหาร เงินเฟ้อ และกำลังซื้อของประชาชน โดยอ้างข้อมูลจาก IMF ว่า ราคาน้ำมัน และก๊าซเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา และราคาน้ำมันปรับขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งกำลังกดดันเศรษฐกิจโลกให้เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ stagflation หรือ ภาวะเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ

    ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันสูงยืดเยื้อ ไทยจะเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อด้านต้นทุน หรือ cost-push inflation มากขึ้น โดยต้นทุนจะส่งผ่านจากพลังงานไปยังภาคขนส่ง การผลิต การเกษตร และราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน พร้อมอ้างการประเมินของสภาพัฒน์ว่า ราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาทต่อลิตร จะฉุด GDP ไทยลงราว 0.02% และหากวิกฤตลากยาวไปถึงช่วงกิจกรรมเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ฤดูกาลท่องเที่ยว หรือเทศกาลสงกรานต์ ก็จะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจภายในประเทศ

    นายจาตุรนต์ ยังกล่าวว่า แม้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตจะช่วยบรรเทาภาระได้บ้างในระยะสั้น แต่เป็นมาตรการที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับวิกฤตที่กระทบทั้งระบบ และยังทำให้รัฐสูญเสียรายได้โดยตรง ในเวลาที่ไทยมีข้อจำกัดทางการคลัง และภาระหนี้สาธารณะสูงอยู่แล้ว โดยหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 12.54 ล้านล้านบาท หรือ 65.96% ของ GDP ใกล้กรอบเพดานหนี้ที่ 70% ของ GDP อย่างมาก จึงไม่สามารถพึ่งมาตรการอุดหนุน หรือการลดภาษีเป็นคำตอบหลักได้ตลอดไป

    เมื่อรัฐบาลยืนยันแล้วว่า จะไม่ตรึงราคาน้ำมันและจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ “พูดความจริงกับประชาชนให้หมดว่าปัญหาใหญ่เพียงใด จะช่วยใครก่อน ใช้เกณฑ์อะไร ใช้งบจากไหน และมีแผนรองรับในช่วง 3 – 6 เดือนอย่างไร เพราะหากไม่มีรายละเอียดเหล่านี้ คำว่า “ปล่อยตามกลไกตลาด” ก็อาจกลายเป็นเพียงการปล่อยให้ประชาชนแบกรับภาระลำพัง

    นายจาตุรนต์ จึงเสนอให้รัฐแก้ปัญหาการกระจายน้ำมันก่อนเป็นลำดับแรก เปิดเผยข้อมูลสต๊อก และการกระจายให้ชัด  ตรวจสอบการกักตุน และการเก็งกำไรอย่างจริงจัง และช่วยเหลือแบบเจาะจงไปยังกลุ่มที่เดือดร้อนจริง เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงานขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อย ควบคู่กับการหาแหล่งนำเข้าน้ำมันและ LNG จากหลายภูมิภาค ลดการพึ่งพาตะวันออกกลางมากเกินไป และเร่งขยายบริการขนส่งสาธารณะ เพื่อลดภาระค่าเดินทางของประชาชน

    ในระยะยาว ให้รัฐบาลใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นแรงผลักดัน ในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น “resilient base” ของภูมิภาค หรือฐานเศรษฐกิจที่รับแรงกระแทกจากโลกได้ดีกว่าเดิม โดยต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงาน กระจายแหล่งนำเข้า ปรับปรุงระบบสำรองและโครงสร้างพื้นฐาน ลดการพึ่งพาน้ำมันในภาคขนส่งและการผลิต และเสริมความแข็งแรงของภาคเกษตร อาหาร โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรม เพื่อให้ไทยรับมือกับความผันผวนของโลกได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/271708&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GmPVO0ZG6Qlck1Fka2k3A

  • ศ.วิจัยกสิกรฯ หั่นเป้าส่งออกไทยปี69 โตต่ำกว่า1% จากสงครามตะวันออกกลาง

    ศ.วิจัยกสิกรฯ หั่นเป้าส่งออกไทยปี69 โตต่ำกว่า1% จากสงครามตะวันออกกลาง

    วันนี้, 17:34น.

              ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การส่งออกไทยในปี 2569 มีความเสี่ยงจะขยายตัวได้ต่ำกว่า 1% ขึ้นอยู่กับความรุนแรง และความยืดเยื้อของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งจากเดิมที่ยังไม่เกิดเหตุการณ์ความตึงเครียดนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เคยประมาณการภาพรวมการส่งออกของไทยในปีนี้ว่าจะขยายตัวได้ 1.6%  โดย 5 ปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออกของไทย ได้แก่

              1. การส่งออกไปตะวันออกกลางเสี่ยงชะงักรุนแรง การส่งออกไปตะวันออกกลางมีสัดส่วน 3-4% ของการส่งออกไทยทั้งหมด โดยกลุ่มรถยนต์ ข้าว และอาหารทะเลแปรรูป คาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพึ่งพาตลาดนี้สูงกว่า 10% ท่ามกลางการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และคลองสุเอซ ที่ชะงักงันจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

              2. ภาพรวมค่าขนส่งสินค้าปรับสูงขึ้น  ค่าระวางเรือ และค่าประกันภัย ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมากจากช่วงก่อนเกิดการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 69 โดยเฉพาะค่าระวางเรือจากไทยไปยุโรป ปรับเพิ่มขึ้นราว 14-17% โดยการส่งออกไปยุโรป อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปอ้อมทวีปแอฟริกา ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น 10-15 วัน

              3. แนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอลง  กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ และส่งผลให้ราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ อยู่ระดับเหนือกว่า 100 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรลต่อเนื่อง จะกระทบอัตราเงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ

              4. รัฐบาลออกมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซหุงต้ม การระงับส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซหุงต้ม เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานในประเทศ ยกเว้นการส่งออกไปยัง สปป.ลาว และเมียนมา โดยมูลค่าการส่งออกเชื้อเพลิงที่ถูกระงับคิดเป็นเกือบ 80% ของการส่งออกเชื้อเพลิงทั้งหมดของไทย อย่างไรก็ตาม การนำเข้าเชื้อเพลิงมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน จากการชะงักของอุปทานจากตะวันออกกลาง ขณะที่ระดับราคาที่สูงขึ้น อาจทำให้มูลค่าการค้าปรับเพิ่มขึ้น

               5. การขาดแคลนวัตถุดิบ กระทบการผลิตและการส่งออก ตะวันออกกลาง เป็นแหล่งผลิตปุ๋ยยูเรียราว 1 ใน 3 ของโลก การปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบการขนส่งสินค้า โดยราคาปุ๋ย ณ วันที่ 20 มี.ค. 69 ปรับเพิ่มขึ้นราว 23% จากช่วงก่อนที่อิหร่านจะถูกโจมตี ขณะเดียวกัน วัตถุดิบที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน อาทิ เม็ดพลาสติก บรรจุภัณฑ์ ได้รับผลกระทบจากการขนส่งที่ล่าช้า และมีราคาสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไปยังภาคการผลิต และภาคการเกษตร ตลอดจนการส่งออกของไทย

               ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า การส่งออกไทยเดือนก.พ.69 ขยายตัวที่ 9.9% ชะลอลงจากเดือนม.ค.69 ที่ขยายตัวสูงถึง 24.4% โดยเป็นผลจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่แม้จะขยายตัวสูง แต่เป็นอัตราที่ชะลอลง นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าที่เคยถูกสหรัฐฯ จัดเก็บภาษี Reciprocal Tariffs เติบโตชะลอลง เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ รวมทั้งการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ปรับลดลง 30%

    บทวิเคราะห์ฉบับเต็ม https://kresearch.co/4v5hiP8

    #ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

    #การส่งออก 

    #ตะวันออกกลาง

    Cr:KResearch 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pTN0XZcEgWeDqidOmVHD_

  • วิกฤติน้ำมันฉุดเชื่อมั่นเดินทาง ‘ททท.’ แก้เกมปลุก ‘เที่ยวใกล้บ้าน’ ปั๊มเศรษฐกิจ

    วิกฤติน้ำมันฉุดเชื่อมั่นเดินทาง ‘ททท.’ แก้เกมปลุก ‘เที่ยวใกล้บ้าน’ ปั๊มเศรษฐกิจ

    “วิกฤติน้ำมัน” ฉุดเชื่อมั่นภาคการเดินทางท่องเที่ยว “ททท.” แก้เกมเน้นโปรโมตคนไทย “เที่ยวใกล้บ้าน” รับมือผลกระทบ “สงครามตะวันออกกลาง” ทำน้ำมันแพง และขาดแคลน ล่าสุด 20 มี.ค.69 ประชุมร่วมกับภาคเอกชน 10 หน่วยงาน ย้ำสร้างสมดุลตลาด และการออกมาตรการส่งเสริมท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ด้าน “สมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก” เผยยอดจองห้องพัก “พัทยา-บางแสน” ช่วงปิดเทอมหน้าร้อน มี.ค.-เม.ย. ยังหนาแน่น 70-80% สวนทางตลาดหน่วยงานรัฐ และเอกชน ชะลอการจัดงานประชุมสัมมนาใหม่ออกไปก่อน เพื่อลดการใช้น้ำมัน และการเดินทาง

    ภาคการท่องเที่ยวไทยเผชิญความท้าทายสำคัญจากวิกฤติความเชื่อมั่นด้านพลังงาน ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น การขาดแคลนน้ำมัน เอกชนกังวลว่าหากมีน้ำมันไม่เพียงพอ คนจะตัดสินใจไม่เดินทางทันที โดยเฉพาะในช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ที่คนไทยนิยมเดินทางด้วยรถยนต์เป็นหลัก สะเทือนต่ออุตสาหกรรมทั้งระบบ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยปรับสูงขึ้น เกิดเหตุติดขัดในการเติมน้ำมันหน้าปั๊ม หากจะพูดว่าไม่กระทบคงเป็นไปไม่ได้ เพราะประชาชนก็ได้รับผลกระทบจากการหาปั๊มเติมน้ำมันได้แบบไม่ปกติ และน้ำมันมีราคาแพงขึ้นจริงๆ เมื่อการใช้รถเดินทางประจำวันต้องคิดมากขึ้น ย่อมมีผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวแน่นอน

    “เรื่องการเดินทางการท่องเที่ยวถือเป็นวงล้อหนึ่งที่ตอนนี้อาจไม่ใช่ช่วงเวลาในการเคลื่อนไหวมากนัก แต่ก็ต้องส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดย ททท.วางแผนรับมือสถานการณ์ที่ไม่ปกตินี้ผ่านแคมเปญ Healing is The New Luxury มุ่งโปรโมตการท่องเที่ยวเพื่อเยียวยาจิตใจ โดยเฉพาะตลาดไทยเที่ยวไทย เน้นเที่ยวระยะใกล้ ค้นหาแหล่งท่องเที่ยว Hidden Gem หรือเพชรเม็ดงามที่ซ่อนอยู่ใกล้ตัว และประสบการณ์ใหม่ๆ ที่พร้อมให้เดินทางไปสัมผัส”

    ส่งเสริมท่องเที่ยวเยียวยาเศรษฐกิจไทย

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในตอนนี้ทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกันในการพยุงเศรษฐกิจ แต่ต้องลดการใช้พลังงานลงด้วย โดย ททท.มุ่งดำเนินการ 3 เรื่องพร้อมกัน ได้แก่ 1.เที่ยวเพื่อเยียวยาตัวเอง 2.เที่ยวเพื่อเยียวยาผู้ประกอบการทุกธุรกิจ เพราะเมื่อมีการท่องเที่ยว ก็จะเกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งอาหารการกิน ที่พัก ของฝาก และ 3.เที่ยวเพื่อเยียวยาเศรษฐกิจในประเทศ เน้นสนับสนุนให้คนไทยออกเที่ยวใกล้บ้าน หรือหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในชุมชนมากขึ้น

    “จากสถานการณ์แบบนี้ การเที่ยวใกล้บ้านถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะเยียวยาธุรกิจ และสภาวะจิตใจตัวเองได้”

    การดำเนินแคมเปญใช้ประเทศไทยเป็นที่พัก ท่องเที่ยวเพื่อเยียวยาตัวเองจากความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวันที่ต้องเผชิญทั้งโลกความจริง และโลกออนไลน์ โดยภาคการท่องเที่ยวยังสามารถขับเคลื่อนต่อได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนมีฐานะกำลังซื้อที่สามารถเที่ยวได้ หากหาเที่ยวบินได้ก็จะออกไปเที่ยวต่างประเทศอยู่ดี ทำให้ตอนนี้ต้องเน้นดึงดูดใจให้กลับมาเที่ยวในประเทศ เที่ยวเป็นกลุ่มเพื่อนหรือพร้อมหน้าครอบครัว ใช้เวลาอยู่กับสิ่งใหม่ แต่อยู่ในระยะใกล้ตัวเองมากขึ้น และใช้เวลานี้แชร์เรื่องราวดีๆ ออกไปให้คนอื่นเห็นด้วย

    “แคมเปญกระตุ้นนักท่องเที่ยวไทยกลุ่มตลาดระดับบน จะเน้นเที่ยวแบบมีคุณค่า ทั้งการสร้างคุณค่าให้กับผู้ประกอบการทั่วไป สร้างคุณค่าให้เศรษฐกิจ และชีวิตตัวเอง”

    วิกฤติน้ำมันฉุดเชื่อมั่นเดินทาง ‘ททท.’ แก้เกมปลุก ‘เที่ยวใกล้บ้าน’ ปั๊มเศรษฐกิจ

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    ททท.ประชุมร่วมเอกชน เน้นออกมาตรการเหมาะสม

    และเมื่อวันที่ 20 มี.ค.2569 นางสาวฐาปนีย์ ผู้ว่าการ ททท. เป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในภาวะวิกฤติ (ศตท.) ร่วมกับผู้แทนจาก 10 หน่วยงานภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมสายการบินแห่งประเทศไทย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.) สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) สมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย (สปข.) สมาคมโรงแรมไทย (THA) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT

    ที่ประชุม ได้ประเมินสถานการณ์ และวิเคราะห์ผลกระทบจากความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอย่างรอบด้าน ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมอง ข้อเสนอ และแนวทางมาตรการเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว ลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และกำหนดแนวทางการบริหารจัดการภาคการท่องเที่ยวไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดย ททท.ได้ชี้แจงเน้นย้ำการสร้างสมดุล และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับสถานการณ์ อาทิ การเที่ยวในประเทศ ประชุมในประเทศ เที่ยวใกล้บ้าน ค้นหาแหล่งท่องเที่ยว Hidden Gem มาเจียระไน และเที่ยวเป็นหมู่คณะ เพื่อลดการใช้พลังงาน เป็นต้น

    ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยทั้งทางตรงจากค่าโดยสารเครื่องบินที่เพิ่มขึ้น และทางอ้อมจากกำลังซื้อ และต้นทุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล และกลุ่มรายได้สูง จึงมีความจำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ และเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างทันท่วงที ทั้งการบริหารจัดการเที่ยวบิน การส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาคและในประเทศ การบริหารต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และการจัดตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

    “บางแสน” ตลาดจัดประชุมสัมมนาชะลอตัว

    นายวัชรพงศ์ คุณปลื้ม นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำมันในประเทศล่าสุด ด้วยฐานลูกค้าโรงแรมในบางแสนส่วนใหญ่กว่า 90% เป็นคนไทย ถ้าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป พบว่ายังมีการเดินทาง ยอดจองห้องพักหนาแน่น เพราะคนไทยนิยมเดินทางเดือนมี.ค.- พ.ค. ช่วงปิดภาคเรียน พาลูกหลานมาเที่ยวอยู่แล้ว ประกอบ กับโลเคชันของบางแสนอยู่ใกล้กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และนนทบุรี ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของภาคท่องเที่ยวบางแสนด้วย

    แต่สำหรับโรงแรมที่มีห้องประชุมสัมมนา เริ่มได้รับฟีดแบ็กจากฝ่ายขายแล้วว่าหลายๆ หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่มีคำสั่งให้ข้าราชการทำงานที่บ้าน (Work From Home) ทำให้ต้องชะลอหรือยกเลิกการจัดงานประชุมสัมมนาที่ยังไม่ได้ยืนยันจัดไปก่อน เพื่อลดการใช้น้ำมัน และการเดินทาง

    “ในงานไทยเที่ยวไทย เมื่อวันที่ 5-8 มี.ค.69 ที่ผ่านมา โรงแรมในบางแสนได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไทยในการซื้อเวาเชอร์ห้องพัก โดยเฉพาะที่จะมาใช้ในช่วงเดือนมี.ค.- พ.ค. ถือว่าใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ตลาดที่เห็นชัดว่ามียอดจองน้อยลงคือ ตลาดประชุมสัมมนาจากทั้งภาครัฐ และเอกชน โดยเฉพาะงานที่ยังไม่คอนเฟิร์ม ก็จะขอเวลาในการคิดก่อน ยังลังเลว่าจะจัดหรือไม่ โดยมองว่าสัปดาห์นี้น่าจะเห็นความชัดเจนเรื่องสถานการณ์น้ำมันมากขึ้นว่ามีผลต่อการท่องเที่ยวของคนไทยมากน้อยแค่ไหน”

    แนวโน้ม มี.ค.-เม.ย. ยอดเข้าพัก “บางแสน” 70-80%

    นายวัชรพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับอัตราการเข้าพักเดือนมี.ค. ของโรงแรมในบางแสนมีแนวโน้มอยู่ที่ 70% ส่วนเดือนเม.ย. มียอดจองเข้ามาแล้ว 60% คาดว่าตลอดเดือนเม.ย. จะเพิ่มเป็น 80% เพราะมีวันหยุดยาว 2 ช่วงคือ วันจักรี และวันสงกรานต์ นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยววันไหลบางแสน มีกิจกรรมมากมายดึงดูดนักท่องเที่ยว ทำให้ช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ยอดจองโรงแรมล่วงหน้าในบางแสนยังดีอยู่ มีเข้ามาเรื่อยๆ โดยระดับราคาห้องพักยังใกล้เคียงกับช่วงสงกรานต์ปีที่แล้ว

    ด้านผลกระทบจากน้ำมันที่มีต่อต้นทุนประกอบการโรงแรม เริ่มได้รับแจ้งจากซัพพลายเออร์บางรายแล้วว่าจะยืนราคาสินค้าเดิมถึงสิ้นเดือนมี.ค.นี้ และจะขอขึ้นราคาบางรายการในเดือนเม.ย. ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมได้ให้นโยบายแต่ละแผนกเพื่อรับมือกับความเสี่ยงการขึ้นราคาต้นทุนสินค้า ซึ่งไม่อยากไปผลักภาระให้ลูกค้าด้วยการปรับราคาขึ้น ถ้าบางอย่างสามารถลดการใช้ลงได้ เช่น แก้วพลาสติก ถ้าลูกค้ามีแก้วนำมาเอง ก็จะได้ส่วนลดไป

    คนไทยฮึดฝ่าน้ำมันแพง ยังจองโรงแรมเที่ยว “พัทยา”

    นางสาวมรกต กุลดิลก เลขาธิการสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก กล่าวเสริมว่า ด้านสถานการณ์ตลาดนักท่องเที่ยวไทยเดินทางมาพัทยา แม้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นกระทบต่อค่าครองชีพ และปั๊มน้ำมันในบางพื้นที่จำกัดปริมาณการเติม แต่จากการติดตามแนวโน้มตลาดพบว่ายังไม่กระทบมากนัก เนื่องจากเข้าสู่ช่วงปิดภาคเรียน คนไทยวางแผนจองมาเที่ยวแล้ว ไม่พบการยกเลิกจองห้องพัก และด้วยระยะทางจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล มาพัทยาอยู่ที่ประมาณ 300 กิโลเมตรเท่านั้น สัดส่วนค่าน้ำมันไม่ได้เพิ่มสูงมากเมื่อเทียบกับเดินทางไปเชียงใหม่หรือจังหวัดอื่นๆ ที่ไกลกว่านี้ จึงยังไม่กระทบมาก

    สำหรับการประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน สมาคมคาดการณ์ว่าเดือนมี.ค. โรงแรมในพัทยาจะมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 70% ส่วนเดือนเม.ย. น่าจะประคองอัตราการเข้าพักได้ราว 60-70% เฉพาะวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์น่าจะมีอัตราการเข้าพักสูงถึง 90% โดยโรงแรมบางแห่งมียอดจองเต็มแล้ว

    “แต่ถ้ามีผลกระทบจากสงครามเข้ามาเพิ่มเติม ภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติก็น่าจะลดลง แต่ยังเชื่อว่าตลาดนักท่องเที่ยวไทยน่าจะมาทดแทนได้ เพราะบางส่วนก็เลือกเดินทางด้วยรถสาธารณะ ขณะที่รถแท็กซี่ EV ก็มีให้บริการนักท่องเที่ยวในพื้นที่มากขึ้น สถานีชาร์จรถไฟฟ้ามีรถจองคิวชาร์จเต็มตลอด ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมในพัทยาพูดคุยกันถึงการยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวก เพิ่มจุดชาร์จรถ EV มากขึ้นอีกด้วย”

    วิกฤติน้ำมันฉุดเชื่อมั่นเดินทาง ‘ททท.’ แก้เกมปลุก ‘เที่ยวใกล้บ้าน’ ปั๊มเศรษฐกิจ

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1226560&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KtNvdBcaf_RAUoy4HeEqc