Category: เศรษฐกิจ

  • ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจ ก.พ.69 ฟื้นตัว ท่องเที่ยวหนุน จับตาปมตะวันออกกลาง

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจ ก.พ.69 ฟื้นตัว ท่องเที่ยวหนุน จับตาปมตะวันออกกลาง

    “คลัง” เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ก.พ. 2569 ส่งสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง อานิสงส์ภาคการท่องเที่ยวกับภาคการส่งออกที่ยังคงขยายตัวได้ดี ดันดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคพุ่งสูงสุดในรอบ 9 เดือน ระบุเสถียรภาพยังแกร่งเตือนจับตาความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่อาจกระทบห่วงโซ่การผลิต

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.พ. 2569 ภาพรวมได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากการขยายตัวของการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนที่เริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งและรถจักรยานยนต์ใหม่ที่เพิ่มขึ้น 5.8% และ 1.3% ตามลำดับ

    รวมทั้งสอดรับกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ขยับขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 แตะระดับ 53.7 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบ 9 เดือน โดยได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการส่งออก

    อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังคงมีความกังวลเรื่องค่าครองชีพ ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริงในเดือน ก.พ. 2569 หดตัวลง -4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ในภาคการส่งออกยังคงทำผลงานได้ดี โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 29,439.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 20 ที่ระดับ 9.9% ซึ่งหากตัดกลุ่มน้ำมัน สินค้าเกี่ยวเนื่องกับทองคำและยุทธปัจจัยออกไป พบว่าการส่งออกขยายตัวถึง 11.0% นำโดยกลุ่มสินค้าเครื่องอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่พุ่งแรง รวมถึงผลไม้สดและไก่แปรรูป

    เมื่อพิจารณารายตลาดพบว่าตลาดหลักอย่างสหรัฐ ขยายตัวโดดเด่นถึง 40.5% แม้ตลาดอินเดียและไต้หวันจะชะลอตัวลง ขณะที่ด้านการลงทุนภาคเอกชนยังมีทิศทางทรงตัว โดยปริมาณการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น 43.7% แต่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่กลับลดลง -10.0%

    ด้านอุปทาน ภาคบริการด้านการท่องเที่ยวยังคงเป็นกำลังหลักที่สำคัญ โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยถึง 3.26 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.6% ขณะที่การท่องเที่ยวในประเทศมีคนไทยเดินทางสูงถึง 23.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.3% ส่วนภาคการเกษตรขยายตัว 5.5% ตามผลผลิตพืชผลสำคัญที่เพิ่มขึ้น

    สำหรับภาคอุตสาหกรรม ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 90.0 รับอานิสงส์จากคำสั่งซื้อที่ฟื้นตัว แต่ในระยะต่อไปยังคงมีแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น

    ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่ง โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ก.พ. 2569 อยู่ที่ -0.88% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2569 อยู่ที่ 66.0% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 293.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สำหรับทิศทางเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงิน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ทั่วโลกในเดือน ก.พ. 2569 ยังคงบ่งชี้ถึงทิศทางการขยายตัวเหนือระดับ 50 จุด อย่างไรก็ตาม สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเน้นย้ำว่ายังมีความจำเป็นต้องติดตามความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีอิหร่านและความตึงเครียดด้านความมั่นคงในตะวันออกกลางที่อาจยกระดับขึ้น

    ส่วนของภาวะตลาดการเงินไทย ข้อมูลล่าสุดจนถึงวันที่ 26 มี.ค. 2569 พบว่าตลาดตราสารทุนได้รับแรงหนุนจากนักลงทุนรายย่อยในประเทศที่มียอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปี 20,274.95 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติแม้จะมีสถานะเทขายในเดือน มี.ค. แต่ภาพรวมตั้งแต่ต้นปียังคงมียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 20,814.42 ล้านบาท

    เช่นเดียวกับตลาดตราสารหนี้ที่นักลงทุนต่างชาติยังคงถือสถานะซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีรวม 26,785.35 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและทิศทางนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1227408&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_NL0aC0fjSytFK10u8UaB

  • บีโอไอ หนุน ผู้ประกอบการไทย กำลังหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คู่ดึงดูดลงทุนต่างประเทศ

    บีโอไอ หนุน ผู้ประกอบการไทย กำลังหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คู่ดึงดูดลงทุนต่างประเทศ

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นอกเหนือจากบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมากแล้ว ผู้ประกอบการไทยก็มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมีการลงทุนเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทที่มีหุ้นไทยข้างมาก มีจำนวน 1,170 โครงการ คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของจำนวนโครงการที่ขอรับการส่งเสริมทั้งหมด มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 676,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 86 สะท้อนถึงขีดความสามารถด้านการลงทุนของภาคเอกชนไทย 

    กระทรวงอุตสาหกรรม
    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

    โดยเฉพาะในสาขาที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพสูง เช่น กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่ง กลุ่มดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ กลุ่มพลังงานสะอาด กลุ่มโลหะและเคมีภัณฑ์ กลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มบริการทางการแพทย์ กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
     
    ในปี 2568 กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่ง มีเงินลงทุนรวม 195,899 ล้านบาท (98 โครงการ) โดยมีโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของกลุ่มอมตะ, โรจนะ, บางปะกง อินดัสเทรียล เอสเตท, เจซีเค, อารยะ, ซีพี ฟิวเจอร์ ซิตี้  โครงการผลิตน้ำประปาและน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมของ บจ.ทีอีดับบลิว วอเทอร์ และ บจ.อีสท์วอเตอร์ สเตคอน ยูทิลิตี้ส์  โครงการบริหารจัดการกากอินทรีย์ของ บมจ.ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์  โครงการขนส่งทางรางของ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ โครงการขนส่งทางอากาศของ บมจ.การบินไทย และโครงการขนส่งสินค้าทางเรือของอีกหลายบริษัท เป็นต้น
     
    กลุ่มดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ มีเงินลงทุนรวม 187,494 ล้านบาท (66 โครงการ) โดยเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่สำคัญอย่างดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์ เพื่อรองรับความต้องการด้านการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    รวมทั้งเทคโนโลยี AI ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เช่น บจ.ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ บจ.จีเอสเอ ดาต้า เซนเตอร์ และ บจ.ไทย ดีซี วัน เป็นต้น
     
    กลุ่มพลังงานสะอาด มีเงินลงทุนรวม 103,083 ล้านบาท (319 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว เช่น บจ.กันกุล โซลาร์ พาวเวอร์เจน, บจ.ดับบลิวเอชเอ โซล่าร์, บจ.อีสานพลังงานสะอาด, บจ.สยาม ไชน์นิ่ง เอ็นเนอร์ยี, บจ.บลู สกาย วินด์ พาวเวอร์, บจ.ด่านขุนทด วินด์ วัน, บจ.วายุ เพาเวอร์ เป็นต้น
     
    กลุ่มโลหะ เคมีภัณฑ์และวัสดุก่อสร้าง มีเงินลงทุนรวม 91,433 ล้านบาท (160 โครงการ) โดยมีโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการผลิตโปแตซเซียมคลอไรด์ ของ บจ.เอเซีย แปซิฟิค โปแตซ และ บจ.อาเซียนโปแตชชัยภูมิ  โครงการผลิตกระป๋องอะลูมิเนียมของ บจ.ไทย เบเวอร์เรจ แคน และ บจ.คราวน์ ทีซีพี เบฟเวอเรจ แคนส์  โครงการผลิตปูนซิเมนต์ของ บจ.ปูนซิเมนต์ไทย (ท่าหลวง) โครงการผลิตลวดเหล็กและเพลาเหล็กของ บมจ.แม่น้ำสแตนเลสไวร์ เป็นต้น
     
    กลุ่มเกษตรและอาหาร มีเงินลงทุนรวม 45,383 ล้านบาท (243โครงการ) โดยมีโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการผลิตซอสปรุงรสและอาหารพร้อมรับประทานส่งออกไปทั่วโลกของ บมจ. เอ็กโซติค ฟู้ด โครงการผลิตอาหารแปรรูปแช่แข็งของ บจ.อุตสาหกรรมทวีวงษ์ โครงการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงของ บมจ.ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น และ บจ.แอ๊บโซลูท นูทริชั่น โครงการผลิตภัณฑ์จากวัสดุทางการเกษตรของ บมจ.วนชัย กรุ๊ป, บจ.แอดวานซ์ ไฟเบอร์ และ บจ.ระยอง เอ็มดีเอฟ เป็นต้น

    นอกจาก 5 กลุ่มหลักดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยยังได้มีการลงทุนและสร้างนวัตกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย เช่น กิจการศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและโรงพยาบาล กิจการผลิตเวชภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์ กิจการผลิตยาและสารสกัดจากสมุนไพร กิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ กิจการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า กิจการต่อเรือและซ่อมเรือ กิจการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กิจการสร้างภาพยนตร์และบริการสนับสนุนการถ่ายทำภาพยนตร์ กิจการด้านการท่องเที่ยว กิจการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ 

    โดยการลงทุนของบริษัทไทยที่กระจายตัวในหลายอุตสาหกรรม สะท้อนพัฒนาการของธุรกิจไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดในโลกยุคใหม่ ที่ผ่านมา บีโอไอให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยมีบริษัทไทยจำนวนมากที่ได้รับการส่งเสริมจนสามารถเติบโตจาก SMEs เป็นบริษัทขนาดใหญ่ออกไปสู่ตลาดโลกได้

    ทั้งนี้ ในการขอรับการส่งเสริม บีโอไอกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1 ล้านบาท และสำหรับ SMEs ไทย จะได้รับการผ่อนปรนเงินลงทุนขั้นต่ำเหลือเพียง 5 แสนบาท พร้อมอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรใช้แล้วในประเทศบางส่วนเพื่อลดต้นทุน และให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเป็นแต้มต่อพิเศษ โดยเพิ่มวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็น 2 เท่าของโครงการทั่วไป
     
    นอกจากมาตรการทางภาษีแล้ว บีโอไอยังเดินหน้าใช้เครื่องมือด้านการเงิน ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการให้เงินอุดหนุนเพื่อพัฒนาบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Upskill & Reskill) โดยตั้งเป้าพัฒนาบุคลากร 1 แสนคน อีกทั้งยังมีมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ปรับปรุงประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การวิจัยและพัฒนา และการปรับเปลี่ยนไปสู่ธุรกิจใหม่หรืออุตสาหกรรมสีเขียว โดยให้เงินสนับสนุนร้อยละ 30–50 ของเงินลงทุนจริง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศอย่างยั่งยืน
     
    “บีโอไอให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงซัพพลายเชน และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนักลงทุนไทยและต่างชาติ เพราะเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ต้องมีฐานผู้ประกอบการในประเทศที่เข้มแข็ง ตัวเลขการลงทุนของบริษัทไทย ที่เติบโตถึงร้อยละ 86 ในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียวเป็นสัญญาณที่ดี สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ และพร้อมปรับตัวเพื่อก้าวสู่การแข่งขันในระดับโลก” นายนฤตม์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/272066&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Us8IMISKL0n2xQHdGAZRt

  • โครงการ ECRL คืบหน้าร้อยละ 91 เปิดตัวขบวนรถโดยสาร-ขนส่งสินค้า เตรียมทดสอบก่อนเปิดเดินรถ

    โครงการ ECRL คืบหน้าร้อยละ 91 เปิดตัวขบวนรถโดยสาร-ขนส่งสินค้า เตรียมทดสอบก่อนเปิดเดินรถ

    โครงการรถไฟชายฝั่งตะวันออก (East Coast Rail Link: ECRL) มีความคืบหน้าแล้วร้อยละ ๙๑ โดยล่าสุดได้มีการเปิดตัวขบวนรถไฟโดยสารและรถไฟขนส่งสินค้าเป็นครั้งแรก ณ สถานี Kota Sultan Ahmad Shah ทั้งนี้ โครงการจะประกอบด้วยขบวนรถไฟโดยสารประเภท EMU รุ่น Golden Train แบบ ๖ ตู้ จำนวน ๒ ชุด และหัวรถจักรไฟฟ้าสำหรับขนส่งสินค้า (E-Loco) ซึ่งมีกำหนดจะเข้าสู่การทดสอบการเดินรถในระยะต่อไป

    การทดสอบดังกล่าวจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ครอบคลุมระยะทางรวมประมาณ ๘,๐๐๐ กิโลเมตร เพื่อประเมินความพร้อมของระบบและความปลอดภัยในการให้บริการ โดยตั้งเป้าหมายให้การทดสอบเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพก่อนเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาเลเซีย (นาย Anthony Loke) เปิดเผยว่า ขบวนรถไฟดังกล่าวได้ถูกส่งมอบจากเมืองต้าเหลียน สาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ภายหลังผ่านกระบวนการทดสอบและรับรองมาตรฐานจากโรงงานผู้ผลิต โดยบริษัท Malaysia Rail Link Sdn. Bhd. (MRL) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบโครงการ และอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในช่วงก่อนเริ่มเปิดให้บริการ

    ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาอีกประมาณ ๑๑ เดือนก่อนเปิดให้บริการในช่วงแรกของเส้นทาง จากสถานีกอมบัก รัฐสลังงอร์ ไปยังสถานีโกตาบารู รัฐกลันตัน โดยโครงการดังกล่าวจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายรถไฟของ Keretapi Tanah Melayu (KTM) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบรางให้มีความเชื่อมโยงอย่างบูรณาการ อำนวยความสะดวกต่อการเดินทางของประชาชน และสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม

    นอกจากนี้ โครงการ ECRL ยังเป็นโครงการสำคัญภายใต้กรอบความร่วมมือ Belt and Road Initiative (BRI) และถือเป็นปัจจัยสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของมาเลเซีย ทั้งในด้านการขนส่งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า โดยขบวนรถไฟโดยสาร EMU ที่เหลืออีก ๙ ชุด และหัวรถจักรไฟฟ้าสำหรับขนส่งสินค้า (E-Loco) อีก ๑๐ คัน มีกำหนดทยอยส่งมอบภายในปี ๒๕๖๙

    สำหรับกรณีเหตุลักขโมยสายเคเบิลและอุปกรณ์ตามแนวเส้นทาง รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของโครงการ เนื่องจากสามารถดำเนินการซ่อมแซมและเปลี่ยนทดแทนได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน บริษัท Maxis Bhd ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมรายใหญ่ของมาเลเซีย ได้รับการแต่งตั้งให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายสื่อสารโทรคมนาคมตลอดแนวเส้นทาง ECRL เพื่อรองรับการให้บริการในอนาคต


    บทวิเคราะห์ผลกระทบ

    ๑. ด้านโลจิสติกส์ การค้า และห่วงโซ่อุปทาน
    ความคืบหน้าของโครงการ ECRL ซึ่งกำลังเข้าสู่ระยะทดสอบระบบ สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากช่วงก่อสร้างไปสู่ความพร้อมในการเปิดให้บริการ เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการขนส่งระบบราง เชื่อมโยงพื้นที่ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรมาเลเซีย ส่งผลให้การขนส่งสินค้ามีความคล่องตัวมากขึ้น และช่วยลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนนในบางเส้นทางและบางประเภทสินค้า อันอาจนำไปสู่การลดต้นทุนโลจิสติกส์ในระยะยาว

    ๒. ด้านการลงทุนและการพัฒนาเมืองตามแนวเส้นทาง
    ความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมของโครงการ โดยเฉพาะการเปิดตัวขบวนรถไฟ จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนภาคเอกชนในการตัดสินใจลงทุนในพื้นที่ตามแนวเส้นทางและบริเวณสถานี อาทิ คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า ธุรกิจบริการ และโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในลักษณะกระจายตัวไปยังรัฐฝั่งตะวันออกมากยิ่งขึ้น

    ๓. ด้านการท่องเที่ยวและการเดินทางของประชาชน
    โครงการ ECRL จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางภายในประเทศ ลดระยะเวลาในการเดินทางระหว่างภูมิภาค และสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในเมืองรองตามแนวเส้นทาง หากมีการบริหารจัดการด้านความถี่ในการให้บริการ อัตราค่าโดยสาร และการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นอย่างเหมาะสม จะช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการไปยังพื้นที่ท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ๔. ด้านโอกาสและผลกระทบต่อไทยและผู้ประกอบการไทย
    ในเชิงโอกาส แม้การจัดซื้อจัดจ้างในส่วนของระบบรางหลักและขบวนรถไฟของโครงการ ECRL จะมีแนวโน้มผูกกับห่วงโซ่อุปทานของผู้รับเหมาหลักจากต่างประเทศ อาทิ จีน และผู้ประกอบการภายในมาเลเซีย ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีข้อจำกัดในการเข้าร่วมโดยตรง อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสในภาคเศรษฐกิจต่อเนื่องตามแนวเส้นทางที่จะขยายตัวภายหลังโครงการเปิดให้บริการ โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม วัตถุดิบสำหรับธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และการจัดเลี้ยง (HoReCa) ตลอดจนบริการด้านโลจิสติกส์ เช่น คลังสินค้า การบรรจุภัณฑ์ และการขนส่งในช่วงปลายทาง

    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยที่มีตลาดในมาเลเซียอยู่แล้วสามารถใช้โอกาสจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว ปรับแผนการกระจายสินค้าและเลือกพันธมิตรทางธุรกิจให้สอดคล้องกับโครงข่ายโลจิสติกส์ใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่งสินค้า ลดระยะเวลา และรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดมาเลเซีย


    ความคิดเห็น สคต.

    สำนักงานฯ เห็นว่า ความคืบหน้าของโครงการรถไฟชายฝั่งตะวันออก (ECRL) จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานภายในคาบสมุทรมาเลเซีย โดยเฉพาะเมื่อมีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายรถไฟเดิมผ่านสถานีเชื่อมต่อ (interchange) ซึ่งจะทำให้ระบบการขนส่งมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    ในเชิงโอกาส โครงการดังกล่าวมีแนวโน้มส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามแนวเส้นทางและบริเวณสถานี ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ทั้งในภาคการส่งออกและบริการด้านโลจิสติกส์ เข้าไปแสวงหาโอกาสทางธุรกิจและสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในท้องถิ่นได้มากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ระยะการทดสอบระบบก่อนเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์จะเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินความพร้อมและความน่าเชื่อถือของโครงการ หากการดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและเร่งการลงทุนในพื้นที่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ในทางกลับกัน หากเกิดความล่าช้าหรืออุปสรรคในช่วงเริ่มต้น อาจส่งผลให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์เกิดขึ้นช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/vjysc7sw75ycq9gsncu1kpqj&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Y-VhlZxgdmDjTDEXXOv5g

  • “สินค้าละเมิด” ทะลัก 3 เดือน ยึดกว่า 7.2 แสนชิ้น กิจเสียหายกว่า 700 ล้านบาท

    “สินค้าละเมิด” ทะลัก 3 เดือน ยึดกว่า 7.2 แสนชิ้น กิจเสียหายกว่า 700 ล้านบาท

    วันนี้ (30 มี.ค.2569) นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวถึงผลการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในท้องตลาด ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม – มีนาคม) สามารถจับกุมสินค้าละเมิด 150 คดี ยึดของกลางได้กว่า 5.2 แสนชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 690 ล้านบาท โดยมูลค่าเพิ่มขึ้น 65.58% จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2568

    ทั้งนี้ ผลการบูรณาการปราบปรามการละเมิดฯ ในท้องตลาดตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา สามารถจับกุม 1,180 คดี ยึดของกลาง 3.5 ล้านชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 1,175 ล้านบาท

    ภาพประกอบข่าว

    ส่วนการปราบปรามฯ ในช่องทางออนไลน์ ในช่วง 3 เดือนจับกุมสินค้าละเมิด 57 คดี ยึดของกลางได้กว่า 2 แสนชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 67 ล้านบาท โดยมูลค่าเพิ่มขึ้น 362% จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2568 ทั้งนี้ ผลการปราบปรามการละเมิดฯ ในช่องทางออนไลน์ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา จับกุม 275 คดียึดของกลาง 4.75 แสนชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 183 ล้านบาท

    นางอรมน กล่าวอีกว่า  การดำเนินงานดังกล่าวเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ และผู้ประกอบการด้านการค้า ลงพื้นที่ตรวจค้นแหล่งจำหน่ายสินค้าละเมิดในพื้นที่เสี่ยงสำคัญทั่วประเทศ รวมถึงการเฝ้าระวังการจำหน่ายสินค้าละเมิดผ่านช่องทางออนไลน์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ภาพประกอบข่าว

    นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลไปสู่การจับกุมผู้นำเข้าและผู้กระทำผิดรายใหญ่ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้สินค้าละเมิดเข้ามาในประเทศ โดยพบว่าสินค้าส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ ก่อนกระจายเข้าสู่ท้องตลาด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

    เรามีแผนยกระดับการปราบปรามให้มีประสิทธิภาพในทุกมิติ โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและภาคเอกชนอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น และใช้กฎหมายฟอกเงินเพื่อกวาดล้างตัดวงจรผู้กระทำความผิดรายใหญ่

    ภาพประกอบข่าว

    นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิด บนแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมขยายความร่วมมือกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ ในการขยายผลการจับกุมดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด และสร้างความตระหนักรู้ในภัยอันตรายของการใช้ของปลอม รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนเชิงลึก ตลอดจนการสร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภคให้ตระหนักถึงผลกระทบของสินค้าละเมิด และส่งเสริมการเลือกซื้อสินค้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย

     อ่านข่าว:

    พณ.-DSI ลุยยึดสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ กว่า 1 แสนชิ้น มูลค่า 30 ล้านบาท

    “สหรัฐฯ” เปิดรายงานตลาดขายสินค้าปลอมออนไลน์ ไม่มีชื่อ “ไทย”

    บุกทลายโกดังของเถื่อน เจอเครื่องสำอางปลอมกว่า 2.23แสนชิ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503998&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Cvt_HIXJrQVhdKRLCWVg9

  • กูรูมองเศรษฐกิจไทยซึมยาว เซ่นไฟสงครามต้นทุนพลังงานพุ่ง

    กูรูมองเศรษฐกิจไทยซึมยาว เซ่นไฟสงครามต้นทุนพลังงานพุ่ง

    กูรูมองเศรษฐกิจไทยซึมยาว เซ่นไฟสงครามต้นทุนพลังงานพุ่ง

    กูรูมองเศรษฐกิจไทยซึมยาว เซ่นไฟสงครามต้นทุนพลังงานพุ่ง

    สถานการณ์พลังงานโลกที่ตึงตัวจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น

    ในภาพรวม เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญแรงกดดันด้านกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs อาจเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้เต็มที่ ส่งผลให้กำไรลดลงและสภาพคล่องตึงตัว

    แหล่งข่าวจากแวดวงภาคการส่งออกระบุว่า อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว เนื่องจากประเทศคู่ค้าหลักต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ภาคการท่องเที่ยวของไทยอาจยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ หากสถานการณ์ความไม่แน่นอนไม่ลุกลามจนกระทบการเดินทางระหว่างประเทศ

    ในด้านนโยบาย ภาครัฐอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังเพื่อบรรเทาผลกระทบ เช่น การอุดหนุนราคาพลังงานบางส่วน หรือมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจต้องพิจารณานโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง เพื่อควบคุมเงินเฟ้อโดยไม่กระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากเกินไป

    สำหรับภาคเอกชน ควรเร่งปรับตัวด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หันไปใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น และบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม รวมถึงกระจายความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกที่ผันผวน

    ในส่วนของประชาชน ควรปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย โดยเน้นความจำเป็น ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เช่น การใช้ขนส่งสาธารณะ หรือเลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน รวมถึงวางแผนการเงินอย่างรอบคอบเพื่อรองรับความไม่แน่นอน

    นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยระบุว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก การสู้รบในตะวันออกกลางส่อเค้าบานปลาย กระทบต่อต้นทุนพลังงานทั่วโลกรวมทั้งไทยและนำมาซึ่งการกดทับการเติบโตเศรษฐกิจภายในประเทศและกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว

    มองว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวจากแรงกดดันด้านพลังงานและเงินเฟ้อ แต่หากทุกภาคส่วนสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม ก็ยังมีโอกาสประคองตัวและฟื้นตัวได้ในระยะกลางถึงยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/655331&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tAp2slfhfjSzkxH70BQaA

  • ผ่า 3 ฉากทัศน์ ค่าเงินบาท Vs ราคานํ้ามันดิบ ผลกระทบเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวไทย 

    ผ่า 3 ฉากทัศน์ ค่าเงินบาท Vs ราคานํ้ามันดิบ ผลกระทบเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวไทย 

    นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ในการวิเคราะห์ทิศทางของค่าเงินบาทไม่อาจมองข้ามอิทธิพลของ “ราคานํ้ามันดิบในตลาดโลก” ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างและส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อทั้งเสถียรภาพของค่าเงินและต้นทุนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ดังนี้

    1. กลไกการส่งผ่านผ่านดุลบัญชีเดินสะพัด

    งานวิจัยเชิงประจักษ์ที่ใช้แบบจําลองทางเศรษฐมิติยืนยันว่า ราคานํ้ามันดิบเป็นหนึ่งในตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในระยะยาวอย่างมีนัยสําคัญ เนื่องจากประเทศไทยมีสถานะเป็นประเทศผู้นําเข้านํ้ามันสุทธิ (Net Oil Importer) โดยต้องพึ่งพาการนําเข้านํ้ามันดิบสูงถึงร้อยละ 86 ของปริมาณการบริโภคภายในประเทศ และมูลค่าการนําเข้าพลังงานคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 6.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เมื่อราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น 

    ประเทศไทยจําเป็นต้องใช้เงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐ จํานวนมหาศาลเพื่อชําระค่าพลังงานที่นําเข้า การไหลออกของเม็ดเงินนี้ส่งผลให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงสูงที่จะพลิกจากภาวะเกินดุลไปสู่การขาดดุล 

    จากการประเมินความอ่อนไหวของสถาบันการเงิน (Sensitivity Analysis) พบว่าหากราคานํ้ามันดิบโลกเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลจะส่งผลให้ดุลการค้าของไทยลดลงร้อยละ 0.9 ของ GDP ซึ่งสะท้อนความเปราะบางอย่างมาก สภาวะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนี้จะสร้างแรงกดดันให้ “เงินบาทอ่อนค่าลง” ตามกลไกตลาดในที่สุด

    2. ผลกระทบแบบทวีคูณต่อต้นทุนพลังงานภายในประเทศ

    ความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินและราคานํ้ามันยังส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานหน้าสถานีบริการและต้นทุนการขนส่งภายในประเทศ ตัวอย่างเช่น หากราคานํ้ามันดิบอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในสภาวะที่เงินบาทแข็งค่า (เช่น 32 บาทต่อดอลลาร์) ต้นทุนการนําเข้าจะอยู่ที่ประมาณ 3,200 บาท แต่หากเงินบาทอ่อนค่าลง (เช่น.37 บาทต่อดอลลาร์) ต้นทุนนําเข้านํ้ามันปริมาณเท่าเดิมจะพุ่งสูงถึง 3,700 บาททันที 

    ดังนั้น เมื่อเกิดสภาวะที่ราคาน้ำมันดิบโลกแพงขึ้นพร้อมกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง จะกลายเป็นปัจจัยซํ้าเติมต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพภายในประเทศอย่างรุนแรง

    3. แรงกระเพื่อมถึงห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

    ความผันผวนของราคานํ้ามันดิบและค่าเงินบาทได้สร้างแรงกดดันต่อโครงสร้างต้นทุนของผู้ประกอบการท่องเที่ยวในทุกมิติ ในภาคการขนส่งทางอากาศ ราคานํ้ามันอากาศยาน (Jet fuel) ที่พุ่งสูงขึ้นบีบบังคับให้สายการบินต้องพยุงต้นทุนด้วยการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง ส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินอาจปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 15-20 ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 

    นอกจากนี้ ภาวะต้นทุนพลังงานแพงยังส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสําหรับนักท่องเที่ยวพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 40 ในขณะที่ต้นทุนการดําเนินงานของธุรกิจโรงแรมและการบริการก็ขยับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25 ตามไปด้วย การส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นเหล่านี้ไปยังนักท่องเที่ยว จะย้อนกลับมาบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ขณะที่การประเมินฉากทัศน์การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

    นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า เพื่อคาดการณ์อนาคตและกําหนดทิศทางเชิงนโยบาย การประเมินฉากทัศน์การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐใน 3 ระดับ จะทําให้เห็นถึงผลกระทบเชิงปริมาณและทิศทางการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ฉากทัศน์ที่ 1 ค่าเงินบาทตํ่ากว่า 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (วิกฤตความสามารถในการแข่งขัน) 

    ฉากทัศน์นี้จัดเป็นสภาวะจําลองขั้นวิกฤตซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากกระแสเงินทุนไหลเข้าเก็งกําไรในสินทรัพย์เสี่ยงของไทยอย่างรุนแรง ราคาทองคําในตลาดโลกพุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง หรือดอลลาร์สหรัฐเสื่อมค่าลงอย่างหนักจากปัญหาหนี้สาธารณะในสหรัฐฯ การที่เงินบาทแข็งค่าหลุดระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะสร้างผลกระทบที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

    ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว: หากค่าเงินบาทแข็งค่าถึงระดับนี้อย่างเรื้อรัง จะบั่นทอนรายได้จากการท่องเที่ยวของไทยลงถึงร้อยละ 15-17 การแข็งค่าระดับนี้ทําให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมองว่าการเดินทางมาประเทศไทยมีราคาแพงเกินจริงอย่างไม่มีเหตุผล เมื่อเทียบกับคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับ การหดตัวจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันในกลุ่มตลาดระยะไกล (Long-haul) จากยุโรปและอเมริกา เนื่องจากค่าใช้จ่ายโดยรวมจะเกินกว่างบประมาณที่ยอมรับได้ ในขณะที่ตลาดระยะใกล้จากประเทศเพื่อนบ้านจะเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปยังเวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซียอย่างถาวร

    ความท้าทายของภาคธุรกิจ: อุตสาหกรรมโรงแรมจะเผชิญกับภาวะอุปทานส่วนเกิน Oversupply อย่างหนักหน่วง ปัจจุบันประเทศไทยมีห้องพักที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและห้องพักทางเลือกในแพลตฟอร์มอย่าง Airbnb รวมกันมากกว่า 200,000 ห้อง (คิดเป็นร้อยละ 15 ของอุปทานทั้งหมด) เมื่ออุปสงค์หดตัวลงอย่างรุนแรงถึงร้อยละ 15-17 สงครามราคา จะปะทุขึ้นในหมู่ผู้ประกอบการโรงแรมระดับ3 ดาวลงมา นําไปสู่การลดคุณภาพบริการ การปลดพนักงาน และปัญหาหนี้เสียในภาคอุตสาหกรรมบริการ

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค: ภาพรวมของเศรษฐกิจไทย (GDP) จะถูกฉุดรั้งอย่างรุนแรง ภาคการส่งออกจะสูญเสียตลาดให้แก่ประเทศคู่แข่งในอาเซียนอย่างไม่อาจกู้คืนได้ และหากราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกทรงตัวในระดับสูงกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามการคาดการณ์ของ Bank of America ในช่วงไตรมาสที่สองของปีประเทศไทยอาจเผชิญกับภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดซึ่งจะยิ่งซํ้าเติมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้ทรุดโทรมลง

    ฉากทัศน์ที่ 2 ค่าเงินบาทอยู่ที่ 30-32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านและคัดกรอง)

    นี่คือฉากทัศน์ที่เป็นสภาวะปัจจุบันและมีแนวโน้มที่จะดําเนินต่อไปในช่วงปี2569 โดย Bank of America คาดการณ์ว่าเงินบาทจะอ่อนค่าไปแตะระดับ 33 บาทในช่วงกลางปี 2569 ก่อนจะแข็งค่ากลับมาปิดปีที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ระดับอัตราแลกเปลี่ยนนี้ถือเป็น “ตัวกรอง” ทางโครงสร้างเศรษฐกิจที่บีบบังคับให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องก้าวออกจาก Comfort Zone

    การปรับเปลี่ยนองค์ประกอบนักท่องเที่ยว ภายใต้ค่าเงินในกรอบ 30-32 บาท ประเทศไทยยังคงไม่สูญเสียความน่าดึงดูดใจระดับโลก แต่โครงสร้างและคุณลักษณะของนักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสําคัญ นักท่องเที่ยวที่ให้ความสําคัญกับราคาของถูกจะลดลง ในขณะที่ตลาดที่มี “ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจสูง” จะทวีความสําคัญมากขึ้น 

    กลุ่มนักท่องเที่ยวรายได้สูงจากตลาดระยะใกล้ เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ซึ่งตัดสินใจเดินทางโดยเน้นที่ประสบการณ์ ความปลอดภัย สุขภาพและ Gastronomy มากกว่าการพิจารณาเพียงแค่ราคา จะกลายเป็นเป้าหมายหลัก 

    ข้อมูลการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1,300 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังคงตํ่ากว่าระดับ 1,600 ดอลลาร์สหรัฐของญี่ปุ่น และ 1,700 ดอลลาร์สหรัฐของสิงคโปร์แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีช่องว่างในการยกระดับไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียม ฉากทัศน์นี้เป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทยกําลังก้าวข้ามยุค “ของถูก” ไปสู่อนาคตของการท่องเที่ยวที่กําหนดด้วยประสบการณ์ คุณภาพ และมูลค่าระยะยาว

    ผลลัพธ์เชิงธุรกิจและภาพรวมเศรษฐกิจ: การเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวมจะขยายตัวในระดับที่ตํ่ากว่าศักยภาพ (ประมาณร้อยละ 1.8 – 2.0) ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความท้าทายจากปรากฏการณ์ที่นักท่องเที่ยวระมัดระวังในการใช้จ่าย ธุรกิจระดับกลางที่ไม่มีจุดขายชัดเจนจะประสบปัญหา ในขณะที่ธุรกิจที่นําเสนอบริการเชิงคุณค่า เช่น Medical Tourism สปาและการดูแลสุขภาพ จะสามารถปรับตัวและดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกําลังซื้อสูงเพื่อรักษากําไรไว้ได้

    ฉากทัศน์ที่ 3 ค่าเงินบาทอยู่ที่ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (จุดสมดุลเชิงยุทธศาสตร์)

    ระดับอัตราแลกเปลี่ยนในกรอบ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ได้รับการประเมินจากภาคเอกชนและหอการค้าไทยว่าเป็น “จุดสมดุลเชิงกลยุทธ์” (Strategic Sweet Spot) ที่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจตามความเป็นจริงมากที่สุด ในขณะที่การอ่อนค่าไปจนถึง 35 บาทต่อดอลลาร์เหมือนเช่นในปี 2562 (ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19) จะเป็นปัจจัยหนุนเชิงบวกที่ทรงพลังที่สุด

    ประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว: เมื่อค่าเงินบาทอยู่ในระดับนี้ ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยจะทัดเทียมหรือเหนือกว่าประเทศเวียดนามและญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวต่างชาติจะรู้สึกถึงความคุ้มค่าอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยปลดล็อกข้อจํากัดทางจิตวิทยาในการตัดสินใจเดินทาง อํานาจซื้อที่เพิ่มขึ้นจะช่วยดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนขนาดใหญ่ (Group) ให้กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง: การใช้จ่ายที่ผ่อนคลายขึ้นของนักท่องเที่ยวในฉากทัศน์นี้ จะก่อให้เกิดตัวคูณผลสัมฤทธิ์ (Multiplier Effect) ที่มีประสิทธิภาพ เม็ดเงินจะไหลทะลักออกจากโรงแรมหรูใจกลางเมือง กระจายลงสู่ร้านอาหารริมทาง ธุรกิจนวดแผนไทย รถรับจ้างสาธารณะ และตลาดนัดชุมชนช่วยบรรเทาปัญหาการกระจุกตัวของรายได้ ซึ่งในปัจจุบันรายได้จากการท่องเที่ยวยังคงกระจุกตัวอยู่เพียง 6 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และกระบี่ 

    ยิ่งไปกว่านั้น ในมิติของเศรษฐกิจมหภาค ค่าเงินที่ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะช่วยชุบชีวิตภาคการส่งออกของไทยให้กลับมามีส่วนต่างกําไรที่เหมาะสม ป้องกันปัญหาสินค้านําเข้าทะลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศจนเกินควบคุม ช่วยผลักดันให้ GDP ของประเทศสามารถขยายตัวทะลุเป้าหมายร้อยละ 2.5 ได้สําเร็จ

    นายยุทธศักดิ์ ระบุว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทจึงเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศไทยการพึ่งพากลยุทธ์การลดราคาและเน้นปริมาณการรองรับนักท่องเที่ยวจํานวนมากเช่นในอดีต สร้างความเปราะบางเมื่อประเทศต้องเผชิญกับสภาวะเงินบาทแข็งค่า ดังนั้น เพื่อก้าวข้ามผ่านวงจรอุบาทว์ที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยจําเป็นต้องดําเนินการปรับตัวเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

    1. การปรับจุดยืนทางการตลาดจาก “ปริมาณ” สู่ “คุณค่า” เร่งเปลี่ยนผ่านรูปแบบธุรกิจ โดยลดการพึ่งพานักท่องเที่ยวที่อ่อนไหวต่อราคา และหันมามุ่งเน้นกลุ่มที่มีความยืดหยุ่นสูง การใช้ประโยชน์จากกระแส “Silver Economy” หรือสังคมผู้สูงวัย โดยบูรณาการภาคการท่องเที่ยวเข้ากับบริการด้านสุขภาพและการแพทย์ (Medical and Wellness Tourism) จะช่วยเพิ่มระยะเวลาการพํานักและมูลค่าการใช้จ่ายต่อหัวได้อย่างมีนัยสําคัญ 

    ธุรกิจโรงแรมจําเป็นต้องชูจุดเด่นด้านคุณค่าของประสบการณ์ ความปลอดภัย สุขภาพ และคุณภาพของการบริการระดับเวิลด์คลาส เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มชดเชยความเสียเปรียบด้านอัตราแลกเปลี่ยน

    2. การปกป้องและเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนที่ผันผวนตามอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ประกอบการโรงแรมและบริการร้านอาหารควรลดสัดส่วนการนําเข้าวัตถุดิบลงจากปัจจุบันที่ร้อยละ 30-35 และหันมาใช้กระบวนการจัดซื้อวัตถุดิบคุณภาพสูงจากเครือข่ายเกษตรกรภายในประเทศ 

    การทําเช่นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงด้านค่าเงิน แต่ยังเป็นการกระตุ้นตัวคูณทางเศรษฐกิจระดับฐานราก ในขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องมีมาตรการปกป้องผู้ประกอบการ SMEs จากการทุ่มตลาดของสินค้านําเข้าราคาถูก เพื่อรักษาเอกลักษณ์และขีดความสามารถในการผลิตสินค้าของที่ระลึกและไลฟ์สไตล์ของไทย

    3. นโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการบริหารจัดการค่าเงินแบบบูรณาการ ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังประสานการทํางานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งเชิงนโยบายในสภาวะที่การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นการลงทุนและชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งอาจถูกจํากัดด้วยความกังวลด้านเสถียรภาพและภาวะเงินเฟ้อ 

    ภาครัฐจึงจําเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการคลังอย่างตรงจุด (Targeted Measures) เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ส่งออกและธุรกิจท่องเที่ยว พร้อมทั้งกําหนดมาตรการแยกบัญชีการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากการซื้อขายทองคําออกจากระบบแลกเปลี่ยนเงินตราปกติอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การประเมินค่าเงินบาทสะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ไม่ให้บิดเบือนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    นายยุทธศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นทั้งบททดสอบและตัวเร่งปฏิกิริยาต่อเศรษฐกิจไทย การที่ค่าเงินบาททรงตัวอยู่ในกรอบ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นจุดสมดุล (Sweet Spot) ที่เอื้ออํานวยต่อทั้งการเติบโตของการส่งออกและการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มกําลัง 

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้จํากัดอยู่เพียงตัวเลขของอัตราแลกเปลี่ยน หากแต่อยู่ที่ความสามารถของกลไกภาครัฐและเอกชนในการปรับตัวเชิงโครงสร้าง ก้าวข้ามขีดจํากัดด้านการแข่งขันด้วยราคาและรังสรรค์ระบบนิเวศการท่องเที่ยวของไทยให้มีความยืดหยุ่น ทรงคุณค่า และพร้อมรับมือกับความผันผวนของโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655263&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zLgcLlbgYkcS-Q7-znFAQ

  • “ทองคำ” สินทรัพย์การออม สะท้อนทุนสำรอง “เศรษฐกิจไทย”

    “ทองคำ” สินทรัพย์การออม สะท้อนทุนสำรอง “เศรษฐกิจไทย”

    ปัจจุบัน “ทองคำ” ไม่ใช่เพียงเครื่องประดับหรือสินทรัพย์เพื่อการออมของคนไทยเท่านั้น แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อกระแสเงินทุนและทิศทางค่าเงินบาท โดยเฉพาะในช่วงปี 2568  ที่ “ราคา” ทองคำในตลาดโลกปรับตัวอยู่ในระดับสูงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้นักลงทุนหันทั่วโลกเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

    ภาพประกอบข่าว

    ประเทศไทยซึ่งเป็น “ศูนย์กลางการค้าทองคำ” ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้อานิสงส์จากปัจจัยดังกล่าวโดยตรง ทำให้กิจกรรมการซื้อขาย รวมถึงการส่งออกและนำเข้าทองคำขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลต่อภาคการเงิน ค่าเงินบาท และภาคเศรษฐกิจบางส่วนทั้งทางตรงและทางอ้อม

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ปี 2568 ทองคำได้ก้าวขึ้นจากการเป็นเพียงสินทรัพย์เพื่อการออมหรือการลงทุน มาเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อกระแสเงินทุน ค่าเงินบาท และโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ จาก “ราคาทองคำโลก” ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้กิจกรรมการซื้อขาย การนำเข้า และการส่งออกทองคำของไทยขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในภาคการเงิน ภาคการผลิต และภาคการค้า พร้อมสะท้อนความจำเป็นในการแยกวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจที่รวมและไม่รวมทองคำ เพื่อให้การประเมินภาวะเศรษฐกิจและการกำหนดนโยบายมีความแม่นยำยิ่งขึ้น

    ทองคำปี 2568 สถิติแห่งการขาย “ทำกำไร”

    ผอ. สนค. กล่าวว่า ปี 2568 มูลค่าการส่งออกทองคำของไทยเติบโตขึ้นอย่างโดดเด่น โดยทองคำแท่งมีสัดส่วน 3.8% ของมูลค่าการส่งออกรวม (เพิ่มขึ้นจาก 2.9% ในปี 2567) ขยายตัวถึง 48.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคาโลก  ขณะที่การนำเข้า แม้ปริมาณการนำเข้าทองคำแท่งจะลดลงเล็กน้อย แต่มูลค่าการนำเข้ากลับเพิ่มขึ้นตามระดับราคาทองคำที่สูงขึ้น การขยายตัวดังกล่าวสอดคล้องกับราคาทองคำโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

    ขณะเดียวกัน ราคาทองคำที่ทำระดับสูงสุดใหม่ยังจูงใจให้นักลงทุนและผู้ถือครองทองคำในประเทศทยอยขายทำกำไร สำหรับราคาทองคำในประเทศ เมื่อต้นปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 42,500 บาทต่อบาททองคำ และปรับเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 65,000 บาทต่อบาททองคำในช่วงปลายปี หรือเพิ่มขึ้นราว 53% ภายในปีเดียว

    ภาพประกอบข่าว

    แม้ทองคำจะถูกมองเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนเป็นหลัก แต่ในภาคการผลิตจริง ทองคำนำเข้าถือเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งสร้างการจ้างงานให้กับคนไทยกว่า 7 แสนคน  ไทยนำเข้าทองคำดิบและกึ่งแปรรูปเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตเครื่องประดับ เช่น ทองคำ 18K และ 22K ที่มีมูลค่าเพิ่มจากการออกแบบและฝีมือช่าง ช่วยยกระดับมูลค่าสินค้าและศักยภาพการส่งออกของไทย  นอกจากนี้ ทองคำยังถูกใช้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในปริมาณจำกัด สำหรับแผ่นวงจรพิมพ์และขั้วต่อสัญญาณ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรมส่งออกของประเทศ

    “ทองคำ” ดีด เพิ่มทุนสำรอง “เศรษฐกิจไทย”

    การขยายตัวของการส่งออกทองคำช่วยเสริมเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทย ทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 262,186 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 305,597 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 16.6% ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ปัจจัยสำคัญมาจากราคาทองคำที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้มูลค่าทางบัญชีของทองคำที่ถือครองเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจากการส่งออกทองคำ

    ภาพประกอบข่าว

    ในขณะที่ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาท ปลายปี 2568 แข็งค่าขึ้นประมาณ 9.4% เมื่อเทียบกับต้นปี ซึ่งช่วยลดต้นทุนการนำเข้าสินค้าสำคัญ เช่น น้ำมัน เครื่องจักร และวัตถุดิบ และช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อภายในประเทศบางส่วน อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าที่รวดเร็วและสูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ได้กระทบความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกบางกลุ่ม โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต (OEM) ที่มีอัตรากำไรต่ำและแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก

    ผอ. สนค. กล่าวว่า ประเทศไทยมีตลาดทองคำที่มีสภาพคล่องค่อนข้างสูง และในช่วงที่ราคาทองคำโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น นักลงทุนบางส่วนอาจขายทองคำเพื่อทำกำไร เฉพาะการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หรือแอปพลิเคชัน ซึ่งธุรกรรมดังกล่าวมักอ้างอิงราคาทองคำในตลาดโลกที่ซื้อขายเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ในบางกรณี เมื่อเงินดอลลาร์สหรัฐถูกแลกกลับมาเป็นเงินบาท อาจทำให้เกิดแรงซื้อเงินบาทในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในบางช่วงเวลา และอาจมีส่วนต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในระยะสั้น

    ภาพประกอบข่าว

    ค่าเงินบาทไม่ได้ขึ้นอยู่กับธุรกรรมทองคำเพียงปัจจัยเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคอื่น เช่น ดุลบัญชีเดินสะพัด กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ นโยบายอัตราดอกเบี้ย และการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย

    แต่ในบางช่วงเวลาที่ราคาทองคำผันผวนมาก มูลค่าธุรกรรมซื้อขายทองคำอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กระแสเงินจากธุรกรรมดังกล่าวอาจมีบทบาทต่อทิศทางค่าเงินบาทในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวตามภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยพื้นฐานเป็นสำคัญความพยายามลดผลกระทบของธุรกรรมทองคำต่อค่าเงินบาทเพื่อลดผลกระทบจากธุรกรรมทองคำต่อค่าเงินบาท ในปี 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทยและภาคเอกชนได้สนับสนุนการซื้อขายทองคำด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Gold Wallet และ USD Trading เพื่อลดความจำเป็นในการแลกเงินบาทโดยตรง อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามประสิทธิผลของมาตรการดังกล่าวในระยะต่อไป

    ภาพประกอบข่าว

    อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่า การขยายตัวของมูลค่าการส่งออกที่รวมทองคำอาจไม่สะท้อนความแข็งแกร่งที่แท้จริงของภาคส่งออกไทย ดังนั้น การพิจารณาสถิติการส่งออกที่ไม่รวมทองคำจึงมีความสำคัญต่อการประเมินภาวะเศรษฐกิจและการกำหนดนโยบายอย่างแม่นยำ ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดทำรายงานมูลค่าการส่งออกที่ไม่รวมทองคำ น้ำมัน และยุทธปัจจัยเป็นประจำทุกเดือน เพื่อสะท้อนศักยภาพการส่งออกที่แท้จริงของไทย และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีความชัดเจนและแม่นยำมากยิ่งขึ้นในอนาคต

    YLG ชี้ 4 ปัจจัยหนุน “ทองคำ” แกร่ง เป้าปีนี้ 5,824 ดอลลาร์

    ด้านกูรูในวงการทองอย่าง วายแอลจี มองว่า ทองคำดีดตัวแรงระยะสั้นหลังจากผ่านภาวะขายมากเกินไป จนล่าสุดเกิด Bullish Divergence แต่แนะต้องระวังหากแรงดีดไม่ผ่าน 4,996 ดอลลาร์ หรือ 77,300 บาทต่อบาททองคำ อาจเป็นการ “ดีดเพื่อลงต่อ” ไปเข้าสู่การ “พักตัวระยะกลาง” ชี้การพักตัวระยะกลางเป็นโอกาสสะสม ส่วนระยะยาวยังไปต่อเทรนด์ขาขึ้นยังชัดเจน ราคาสามารถยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันได้อย่างต่อเนื่อง คงเป้าหมายปีนี้ที่ 5,596-5,824 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ หรือ 86,600-90,000 บาทต่อบาททองคำ แนะคนมีทองมาทยอยขายทำกำไรตามรอบ ส่วนคนไม่มีทองหาจังหวะซื้อช่วงราคาพักตัว

    ภาพประกอบข่าว

     นางพวรรณ์  นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯละอิหร่าน กดดันตลาดแต่ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวในกรอบทางเทคนิคที่ประเมินไว้มองว่าการปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมาเป็นการ “พักตัวระยะกลาง” (Correction) เท่านั้น ขณะที่ภาพรวมระยะยาวยังเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนจากการที่ราคาสามารถยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันได้อย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ประเมินเป้าหมายการปรับฐานรอบนี้มีแนวรับสำคัญที่ 4,096-3,926 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ หรือ 63,300 – 60,700 บาทต่อบาททองคำ และระดับลึกสุดที่ 3,556 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ หรือ 55,000 บาทต่อบาททองคำ มองว่าโอกาสที่จะลงไปถึงระดับลึกสุดนั้นมีน้อย หากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลายลง แต่หากการปรับฐานเสร็จสิ้นและราคาทะลุผ่านแนว 4,996 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ ไปได้ จะเป็นสัญญาณยืนยัน (Confirm) การกลับเข้าสู่เทรนด์ขาขึ้นรอบใหญ่อีกครั้ง โดยคงเป้าหมายปีนี้ที่ 5,596-5,824 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ หรือ 86,600-90,000 บาทต่อบาททองคำ

    ภาพประกอบข่าว

    สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ผู้ที่มีทองคำในมือจำนวนมาก หากราคาดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 4,668 ดอลลาร์ แต่ไม่ผ่าน แนะนำแบ่งขายทำกำไรเพื่อลดสถานะบางส่วน แต่หากผ่าน 4,996 ดอลลาร์ไปได้ ให้ชะลอการขายเพื่อรอไปขายใกล้จุดสูงสุดเดิม (All Time High)  ส่วนผู้ที่ไม่มีทองคำในมือ: แนะนำใช้จังหวะการพักตัวของราคา (Buy on Dip) เป็นโอกาสทยอยสะสม โดยเฉพาะหากราคาไม่หลุดแนวรับแรกที่ 4,096-3,926 ดอลลาร์

    ทั้งนี้ในระยะยาววายแอลจียังคงมองว่าทองคำเป็นขาขึ้นต่อไปจากปัจจัยสนับสนุนหลัก ไม่ว่ะเป็น   ความเสี่ยงของเศรษฐกิจถดถอย (Recession) รวมไปถึงภาวะ Stagflation แม้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่จะ “ไม่ฟันธง” ว่า เศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นตามความตึงเครียดในตะวันออกกลา รวมถึงแรงซื้อทองคำจากธนาคารกลาง ความไม่แน่นอนด้านนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์จะเป็น “ตัวเร่ง” ของเทรนด์ใหญ่ที่กำลังเกิดอยู่แล้ว ซึ่งก็คือ De-dollarization และ Central Bank Gold Buying ให้เร่งตัวมากขึ้น และนั่นจะเป็นปัจจัยที่คอยหนุนทองคำให้ปรับตัวขึ้นเป็นระยะตลอดปี 2026 ซึ่งล่าสุด ธนาคารกลางจีน (PBOC) ยังคงเข้าซื้อทองคำเพิ่มในเดือน ก.พ. เป็นเดือนที่ 16 ติดต่อกัน โดยถือทองเพิ่มขึ้น 30,000 ทรอยออนซ์ หรือ 0.93 ตันสู่ระดับ 74.22 ล้านทรอยออนซ์ หรือ 2,308 ตัน

    ภาพประกอบข่าว

    สิ่งที่ต้องติดตามหลังจากนี้ คือ การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) แม้ CME FedWatch Tool จะปรับลดการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง อย่างไรก็ดี Goldman Sachs ยังคง ไม่เปลี่ยนแปลงสมมติฐานหลัก ที่คาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25 % ในเดือนกันยายนและธันวาคมของปีนี้ ในขณะที่กระแสเงินทุนไหลเข้า-ออกจากกองทุน ETF ทองคำ กระแสเงินลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันความต้องการทองคำผ่านกองทุน ETF ทั่วโลกในปี 2025 โดยกองทุน ETF ทองคำมีการเข้าซื้อสุทธิประมาณ 800 ตัน อย่างไรก็ดี ปีนี้เริ่มเกิดกระแสเงินทุนไหลออก นำโดยกองทุน SPDR ที่มีการลดการถือครองทองคำลง -13.5 ตันในปีนี้

    อ่านข่าว:

    “ทองคำ” ยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย กรุงไทยฯชี้ตลาดการเงินโลกผันผวน

    ราคา “ทองคำ”ดิ่งเหว เฟดยืนลดดอกเบี้ยปีนี้ 1 ครั้ง น้ำมันขึ้นทะลุ $110

    “ทองคำ” แค่ปรับฐาน YLG มั่นใจปีนี้ ทะลุ 5,596 ดอลลาร์/ออนซ์  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504003&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1m_MtBUJs_5Z4hXIERdibX

  • เชียงใหม่///ยกระดับอาหารไทยจากรสชาติ สู่ระบบฟื้นฟูสุขภาพและเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ | TOPNEWS

    เชียงใหม่///ยกระดับอาหารไทยจากรสชาติ สู่ระบบฟื้นฟูสุขภาพและเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ | TOPNEWS

    อาหารไทยสุขภาพ ดาวรุ่งเศรษฐกิจใหม่ เชฟไทยเปิดแนวคิด ‘อาหารคือการเลี้ยงชีวิต’ ชี้ทางออกปัญหาสุขภาพคนไทย ผ่านอาหารที่เข้าใจธรรมชาติ

    ท่ามกลางกระแสโลกที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิต “อาหารไทย” กำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่ม Wellness Economy และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง และในยุคที่คนไทยเผชิญกับปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดัน และโรคหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “อาหาร” กำลังถูกมองใหม่ในฐานะเครื่องมือสำคัญของการป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ

    ล่าสุด นายพัฒนพร ธรรมจารี หรือเชฟเก่ง เชฟไทยผู้มีประสบการณ์กว่า 20 ปีในต่างประเทศ ผู้ก่อตั้งร้านอาหาร Currycious ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Wellness Food Director ที่ Silver Wellness by Srichaiyapura จังหวัดเชียงใหม่ออกมาเปิดเผยแนวคิด “อาหารคือระบบของชีวิต” พร้อมเสนอแนวทางใหม่ในการพัฒนาอาหารไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสุขภาพของสังคม  เปลี่ยนมุมมอง: จาก “กินให้อร่อย” สู่ “กินเพื่อฟื้นฟูชีวิต”

    เชฟพัฒนพร กล่าวว่าปัญหาสำคัญของสังคมปัจจุบัน ไม่ใช่การขาดอาหาร แต่คือ “การกินที่ไม่เข้าใจธรรมชาติของอาหาร”ที่ผ่านมา เราเน้นรสชาติ ความสะดวก และความเร็ว แต่เราอาจลืมว่า อาหารคือสิ่งที่เข้าไปสร้างชีวิตเราในทุกวัน” การเปลี่ยนวิธีคิดเพียงเล็กน้อย เช่น การเลือกวัตถุดิบและวิธีปรุง สามารถลดความเสี่ยงของโรคได้ในระยะยาวอาหารไทยมีคำตอบ…ถ้าเราใช้ให้ถูก

    เชฟเก่ง ระบุว่า อาหารไทยดั้งเดิมมีศักยภาพสูงในการเป็น “อาหารเพื่อสุขภาพ” อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้สมุนไพรเป็นส่วนประกอบหลักการปรุงแบบสมดุลรส (เปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด) การใช้วัตถุดิบสดและตามฤดูกาล แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ “การปรับสูตรจนเสียสมดุล” เช่น การใช้โซเดียมสูงหรืออาหารแปรรูปมากเกินไป

    แนวทางใหม่: “Wellness Gastronomy”จากประสบการณ์และการศึกษาด้านอาหาร เชฟพัฒนพรได้พัฒนาแนวคิด Wellness Gastronomy ซึ่งเน้นการออกแบบอาหารให้ส่งผลต่อสุขภาพอย่างแท้จริง

    โดยมีหลักสำคัญ ได้แก่ลดโซเดียม (Low Sodium) เพื่อป้องกันโรค ใช้กระบวนการหมัก (Fermentation) เพื่อเพิ่มจุลินทรีย์ที่ดี เลือกวัตถุดิบธรรมชาติและท้องถิ่น กินอย่างมีสติ (Mindful Eating) “อาหารที่ดี ไม่ใช่แค่ไม่ทำร้ายร่างกาย แต่ต้องช่วยฟื้นฟูและสร้างสมดุลให้ชีวิตด้วย”  จากครัว…สู่การแก้ปัญหาสุขภาพระดับสังคม “ถ้าคนไทยกินอาหารที่เข้าใจร่างกายมากขึ้น เราจะลดจำนวนผู้ป่วยได้ตั้งแต่ต้นทาง” แนวคิดนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องอาหาร แต่เกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

    วงการอาหารต้องปรับตัวนอกจากภาคผู้บริโภค “เชฟเก่ง”ยังฝากถึงผู้ประกอบการอาหารว่า“ร้านอาหารในอนาคต ต้องไม่ใช่แค่ขายความอร่อย แต่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสุขภาพของลูกค้า”โดยเฉพาะในยุคที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกเริ่มมองหา“อาหารที่ดีต่อสุขภาพ + มีเรื่องราว + มีวัฒนธรรม”  โอกาสของประเทศไทยมีจุดแข็งด้าน สมุนไพร -อาหารพื้นถิ่น-วัฒนธรรมการกิน ซึ่งสามารถพัฒนาเป็น “ศูนย์กลางอาหารสุขภาพของโลก” หากมีการยกระดับอย่างจริงจัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1531573&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VJ0OygpPEwDVeNjlWe8DU

  • นักวิชาการชี้สัญญาณอันตราย! น้ำมันพุ่ง-นโยบายอ่อนแอดันเศรษฐกิจสู่ภาวะชะงักงัน

    นักวิชาการชี้สัญญาณอันตราย! น้ำมันพุ่ง-นโยบายอ่อนแอดันเศรษฐกิจสู่ภาวะชะงักงัน

    นักวิชาการชี้สัญญาณอันตราย! น้ำมันพุ่ง-นโยบายอ่อนแอดันเศรษฐกิจสู่ภาวะชะงักงัน

    นักวิชาการชี้สัญญาณอันตราย! น้ำมันพุ่ง-นโยบายอ่อนแอดันเศรษฐกิจสู่ภาวะชะงักงัน

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการ บมจ บางจากปิโตรเลียม (บมจ บางจากคอร์เปอร์เรชัน) เปิดเผยว่า การขึ้นราคาน้ำมันทีเดียว 6 บาทต่อลิตรกลางดึกหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ตอน 3 ทุ่ม ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า จะทำให้ผู้กักตุนน้ำมันและเก็งกำไรที่รู้ข้อมูลวงในได้ประโยชน์บนความเดือดร้อนของผู้ใช้น้ำมันหรือไม่ 

    การค่อยๆลอยตัวราคาน้ำมันตามราคาตลาดโลกหรือการขึ้นราคาแบบขั้นบันไดตามตลาดโลกจะเป็นมาตรการที่เหมาะสมกว่า การปรับขึ้นทีเดียว 6 บาทก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการลักลอบนำน้ำมันไปขายประเทศเพื่อนบ้านได้มากนัก เพราะส่วนต่างราคาน้ำมันในประเทศที่ได้รับการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันกับประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศยังสูงมาก พฤติกรรมลักลอบส่งออกน้ำมันไปยังเพื่อนบ้านจะหยุดลง 

    เมื่อราคาในประเทศบวกค่าขนส่ง เท่ากับหรือมากกว่า ราคาประเทศเพื่อนบ้าน การทำกำไรจากส่วนต่างราคาเชิงพื้นที่ (Spatial Arbitrage) จะยังเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าราคาในประเทศยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหรือต่ำกว่าราคาในตลาดโลกค่อนข้างมาก 

    การปรับขึ้นราคาน้ำมันทีเดียว 6 บาทจึงยังไม่ได้ช่วยอะไรมากนักเพราะโอกาสแห่งการเก็งกำไรแบบ Spatial Arbitrage ยังเกิดขึ้นต่อไป การตอบสนองทางนโยบายที่อ่อนแอ จะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและอาจเกิดการขาดแคลนสินค้าในไตรมาสสองได้ 

    นักวิชาการชี้สัญญาณอันตราย! น้ำมันพุ่ง-นโยบายอ่อนแอดันเศรษฐกิจสู่ภาวะชะงักงัน

    โดยสินค้าขาดแคลนจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเลียม เม็ดพลาสติก พลาสติกบรรจุภัณฑ์ ปุ๋ย วัสดุก่อสร้าง ยารักษาโรค เคมีภัณฑ์และสีทาบ้าน เป็นต้น  

    ความเสี่ยงStagflation แบบทศวรรษ 1970 อาจเกิดขึ้น ภาวะเศรษฐกิจถดถอยชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อสูงมากจะเกิดขึ้นในประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชีย 

    ส่วนสถานการณ์จะรุนแรงและยาวนานเหมือนช่วงทศวรรษ 1970 หรือไม่ ต้องติดตามว่า สหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะขยายขอบเขตสงครามไปมากขนาดไหน อย่างไรก็ตาม ปัญหาการว่างงานจะเป็นเรื่องใหญ่ในระยะต่อไป เนื่องจากตลาดแรงงานมนุษย์จะถูกซ้ำเติมด้วยเทคโนโลยีเอไอเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในเกือบทุกธุรกิจอุตสาหกรรมอีกด้วย Generative AI and AGI จะเปลี่ยนกายวิภาคของงาน (Anatomy of Work) เสริมศักยภาพการทำงานของแรงงานมนุษย์ 

    จากการวิจัยพบว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะทำให้สามารถประหยัดเวลาการทำงานของแรงงานมนุษย์ได้ไม่ต่ำกว่า 60-70% Generative AI and AGI จะเข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ความรู้สูง ทักษะสูงและค่าจ้างสูงมากกว่าแรงงานทักษะต่ำและค่าจ้างต่ำ 

    มีการคาดการณ์ตำแหน่งงานในตลาดแรงงานทั้งหมดครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 50% จะถูกแทนที่โดยระบบอัตโนมัติภายในปี ค.ศ. 2045  Generative AI ผนวกเข้ากับเทคโนโลยีการผลิตจะทำให้อัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นระหว่าง 0.5-3.4% ต่อปี Augmentation แรงงานทักษะต่ำให้ทำงานได้ดีขึ้นและสร้างผลกำไรให้กับกิจการได้มากขึ้น   

    Artificial General Intelligence (AGI) หรือ General AI (ปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาให้ใกล้เคียงมนุษย์) และ Generative AI (ปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์) จะนำไปสู่อุปทานส่วนเกินจำนวนมากของงานสร้างสรรค์ อุปทานแรงงานสร้างสรรค์ นำไปสู่การลดลงของอุปสงค์ต่อแรงงานสร้างสรรค์ของมนุษย์อย่างชัดเจนในระยะ 5-10 ปีข้างหน้าและอนาคตต่อไป Generative AI ทำให้สามารถพัฒนาสู่AGI (Artificial General Intelligence) 

    ซึ่งเป็นปัญญาประดิษฐ์สามารถทำงานเลียนแบบสมองมนุษย์ได้ ไม่ได้เป็นเพียงปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานเฉพาะเจาะจงตามโปรแกรมคำสั่งที่ถูกป้อนให้เท่านั้น การเกิดขึ้นของ Gen AI และ AGI จะทำให้แรงงานทักษะขั้นสูงมีผลิตภาพ (Productivity) และผลผลิตเพิ่มขึ้นหลากหลายและเติบโตอย่างก้าวกระโดดทำให้เรา สามารถทำงานน้อยลงได้ผลผลิตมากกว่าเดิม และ Generative AI และ Quantum Computing จะเข้ามา ทำงานแทนแรงงานมนุษย์ได้แทบจะทุกสาขาวิชาชีพ รวมทั้งสามารถทำงานในสิ่งที่ศักยภาพของสมองมนุษย์มีขีดจำกัด ไม่สามารถทำได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655258&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HB5L2BKnCR54-3ZX76eZM

  • ราคาน้ำมันพุ่ง สะเทือนทั้งประเทศ เสียงสะท้อนภาคธุรกิจและคำถามใหญ่ถึงรัฐบาล

    ราคาน้ำมันพุ่ง สะเทือนทั้งประเทศ เสียงสะท้อนภาคธุรกิจและคำถามใหญ่ถึงรัฐบาล

    ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากภายในประเทศ หากแต่มีต้นกำเนิดไกลออกไปหลายพันกิโลเมตรในภูมิภาคตะวันออกกลาง พื้นที่ซึ่งความขัดแย้งยังคงไร้สัญญาณยุติ และกำลังส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงมายังเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะ “ราคาพลังงาน” ที่กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจยุคนี้

    ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งพรวดอย่างรวดเร็ว ความร้อนแรงดังกล่าวไม่ใช่เพียงตัวเลขในตลาดซื้อขายพลังงาน แต่กำลังกลายเป็นต้นทุนชีวิตจริงของผู้คนและธุรกิจทั่วประเทศไทย เพราะในฐานะประเทศนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด ไทยแทบไม่มีทางหลีกเลี่ยงแรงกระแทกนี้ได้เลย

    การประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกลิตรละ 6 บาทในช่วงกลางดึกวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เพียงข่าวเศรษฐกิจธรรมดา หากแต่เป็นสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ถึงข้อจำกัดของนโยบายรัฐที่เคยใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือพยุงค่าครองชีพมาอย่างยาวนาน

    วันนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบกว่า 35,000 ล้านบาท และมีเงินไหลออกมากกว่าวันละ 2,000 ล้านบาท แม้ล่าสุดจะลดลงเหลือประมาณ 1,700 ล้านบาทต่อวัน แต่สถานะดังกล่าวสะท้อนชัดว่า “การตรึงราคา” ไม่สามารถทำได้ตลอดไป เมื่อรัฐเริ่มลดการอุดหนุน ราคาน้ำมันจึงถูกปล่อยให้สะท้อนกลไกตลาดมากขึ้น

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “น้ำมันแพงขึ้นหรือไม่” แต่คือ “เศรษฐกิจไทยพร้อมรับแรงกระแทกหรือยัง” เพราะทันทีที่ราคาน้ำมันขยับขึ้นพรวด เศรษฐกิจทั้งระบบก็สั่นคลอนหนักในทันที

    ดีเซลคือหัวใจโลจิสติกส์ไทย

    เสียงสะท้อนที่ดังที่สุดเริ่มต้นจากภาคอุตสาหกรรม เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ภาพสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า การปรับขึ้นครั้งนี้ถือเป็นการขึ้นราคาสูงสุดในคราวเดียว และเป็นการเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25 ภายในสัปดาห์เดียว ผลกระทบไม่ได้เกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เกิด “ทันที”

    ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นทันที โรงงานต้องแบกค่าเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นทันที และต้นทุนวัตถุดิบก็สูงขึ้นทันทีเช่นกัน เพราะดีเซลคือหัวใจของระบบโลจิสติกส์ไทย ตั้งแต่รถบรรทุกสินค้า รถขนวัตถุดิบ ไปจนถึงเครื่องจักรในสายการผลิต

    ส.อ.ท. ประเมินว่า หากราคาดีเซลอยู่ระดับ 38.94 บาทต่อลิตร ต้นทุนขนส่งอาจพุ่งขึ้น 20-25% และราคาสินค้าในภาพรวมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 8-10% ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้ออาจเร่งตัวแตะ 5-6% ซึ่งหมายความว่า ผู้บริโภคจะเริ่มรู้สึกว่ารายได้เท่าเดิม แต่ใช้ชีวิตยากขึ้นทุกวัน

    สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือนาฬิกาเศรษฐกิจกำลังเดินเข้าสู่เดือนเมษายน เมื่อสต๊อกสินค้าที่ซื้อไว้ก่อนน้ำมันขึ้นราคาหมดลง ราคาสินค้าลอตใหม่จะต้องปรับขึ้นตามกลไกตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    และในสายตาภาคอุตสาหกรรม วิกฤติยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะ “ค่าไฟฟ้า” อาจกลายเป็นระเบิดลูกถัดไป หากค่าไฟฟ้าผันแปรปรับเกิน 4 บาทต่อหน่วย อุตสาหกรรมพลังงานสูงอย่างเหล็ก ซีเมนต์ เซรามิก เยื่อกระดาษ และเคมีภัณฑ์ จะเผชิญต้นทุนซ้ำซ้อนจนกระทบความสามารถแข่งขันของประเทศ

    เมื่อโรงงานเริ่มหายใจติดขัด ผลกระทบจะไหลลงสู่ผู้ประกอบการรายเล็กทันที

    ธุรกิจ SME ซึ่งมีสายป่านสั้นกำลังกลายเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด เพราะต้นทุนเพิ่มขึ้นรวดเร็ว แต่ไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้ทัน ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องจึงเริ่มปรากฏอย่างเงียบๆ

    ขอเพียงน้ำมันอย่าขาดแคลน

    ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวที่เพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤติโควิดกลับต้องเผชิญคลื่นลูกใหม่ที่ชื่อว่า “น้ำมันแพง”

    ที่เมืองพัทยา เมืองท่องเที่ยวระดับโลก นางสาวชลิตา บุญมาฉาย นายกสมาคมเรือเร็วโดยสารบาลีฮายพัทยา เล่าถึงสถานการณ์ด้วยน้ำเสียงกังวลว่า ธุรกิจเรือนำเที่ยวซึ่งต้องใช้น้ำมันวันละประมาณ 600 ลิตร กำลังเผชิญปัญหาทั้งราคาที่พุ่งขึ้นและการจำกัดปริมาณขายน้ำมัน

    จากเดิมใช้น้ำมันวันละประมาณ 18,000 บาท แต่หลังจากเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันในประเทศประเทศไทย ทำให้ปั๊มน้ำมันเริ่มมีมาตรการการขายที่รัดกุมมากขึ้น โดยจะขายน้ำมันให้กับผู้ประกอบการเรือเพียง 200 ลิตรต่อ 1 ผู้ประกอบการเท่านั้น บางปั๊มก็ให้โควตาน้ำมันไม่ถึง จึงทำให้ผู้ประกอบการเรือต้องวิ่งหาปั๊มน้ำมันเพื่อเติมให้ได้ตามจำนวนที่จะต้องใช้กับเรือสปีดโบ๊ตและนำเที่ยวของตัวเอง

    ด้านผลกระทบในปัจจุบัน ผู้ประกอบการเรือสปีดโบ๊ตและเรือนำเที่ยวต่างๆในเมืองพัทยา เริ่มมีความกังวล หากอนาคตน้ำมันขาดแคลน ผู้ประกอบการเรือคงได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก กิจการต้องหยุดชะงักลงอย่างแน่นอน โชคดีที่ปั๊มน้ำมันในเขตพื้นที่เมืองพัทยายังเห็นใจผู้ประกอบการเรือนำเที่ยว โดยยินยอมให้มีการเติมน้ำมันใส่ถังน้ำมันสำรอง (30 ลิตร) แต่บางปั๊มน้ำมันไม่อนุญาตให้เติมน้ำมันใส่ถัง จนผู้ประกอบการมีแนวคิดว่าหากอนาคตไม่ให้เติมน้ำมันใส่ถังสำรองให้ คงจะลากเรือไปเติมที่ปั๊มน้ำมัน

    ส่วนเรื่องน้ำมันมีการขึ้นราคาแบบพุ่งพรวด 6 บาท ภายในวันเดียวช่วงกลางดึกคืนวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา ยอมรับตกใจมาก แต่ถึงแม้ราคาน้ำมันจะเพิ่มสูงขึ้น ในฐานะผู้ประกอบการเรือสปีดโบ๊ต คงต้องยอมรับสภาพ

    “ขอเพียงน้ำมันอย่าขาดแคลน หากน้ำมันขาดแคลน นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการจะได้รับผลกระทบโดยตรงและกิจการให้บริการนักท่องเที่ยวจะหยุดชะงักลงทันที”

    เร่งออกมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว

    สถานการณ์ที่เมืองพัทยาคล้ายกับที่จังหวัดกระบี่ เมืองท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งของประเทศ นายชัยภัทร วสุนทรา นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการต้องเผชิญปัญหาซ้อนกันหลายด้าน ทั้งการยกเลิกเที่ยวบินจากตะวันออกกลางที่ทำให้นักท่องเที่ยวหายไป 20–30% และต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

    รถรับส่งนักท่องเที่ยวต้องรวมเที่ยววิ่งเพื่อลดค่าน้ำมัน ค่าโดยสารบางเส้นทางปรับเพิ่มขึ้นทันที 100 บาทต่อเที่ยว ขณะที่เรือนำเที่ยวต้องบวกต้นทุนเพิ่มในทุกแพ็กเกจ

    แม้ผู้ประกอบการจะพยายามประคองราคาเพื่อรักษานักท่องเที่ยว แต่ความจริงคือพวกเขากำลังแบกรับต้นทุนแทนลูกค้าอยู่

    นายชัยภัทร กล่าวว่า ทันทีที่รัฐบาลสั่งห้ามมีการกักตุนน้ำมัน ผู้ประกอบการทำทัวร์ได้รับความเดือดร้อนทันที จากปัญหาการซื้อน้ำมันไปใช้กับเรือนำเที่ยว เพราะเดิมเราจะซื้อน้ำมันใส่แกลลอน แต่หลังมีคำสั่งห้าม ทำให้บางรายซื้อน้ำมันไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่ยังโชคดีที่เป็นลูกค้าประจำกับปั๊มในพื้นที่ ทางปั๊มจึงเข้าใจว่าไม่ได้ซื้อเพื่อกักตุน จึงซื้อขายได้ปกติ แต่ต้องลดปริมาณน้ำมันที่ซื้อลง เพราะน้ำมันมีปริมาณจำกัด หากผู้ประกอบการเรือรายใดต้องใช้น้ำมันมาก ก็ต้องแก้ปัญหาด้วยการวิ่งซื้อถี่ขึ้น จากเดิมซื้อสัปดาห์ละ 1 รอบ ก็อาจต้องวิ่งซื้อเพิ่มเป็น 2-3 รอบ

    นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวฯ กล่าวถึงสถานการณ์ล่าสุด ที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นลิตรละ 6 บาทในวันเดียวว่า ยอมรับว่าการปรับขึ้นอย่างก้าวกระโดดของราคาน้ำมันครั้งล่าสุด ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการแน่นอน ตอนนี้จึงมีผู้ประกอบการบางรายที่ต้องใช้น้ำมันเป็นหลัก เช่น รถรับส่งนักท่องเที่ยว รถโดยสาร เรือนำเที่ยว ต้องปรับตัวด้วยการบริหารจัดการเส้นทางวิ่งของรถ หากมีกลุ่มนักท่องเที่ยวเข้ามาสนามบินในเวลาใกล้กัน และไปพักโรงแรมเดียวกัน หรือใกล้กัน ก็อาจจะให้เดินทางพร้อมกันด้วยรถคันเดียว

    “สิ่งที่อยากฝากถึงรัฐบาล อยากให้รีบตั้งรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มโดยเร็ว แล้วเร่งออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อให้ทันช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มีกลุ่มนักท่องเที่ยวเป็นคนไทย ทั้งมาตรการคนละครึ่ง หรือไทยเที่ยวไทย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวโดยเร็ว”

    เครื่องจักรกลการเกษตรไม่ได้กินข้าว

    หากภาคอุตสาหกรรมและท่องเที่ยวกำลังหายใจลำบาก ภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นฐานรากของประเทศกำลังเผชิญภาวะที่หนักหนากว่า

    นายพนม ตะโกเมือง อุปนายกสมาคมกลุ่มชาวไร่อ้อยเขต 7 ถ่ายทอดความจริงของเกษตรกรด้วยถ้อยคำที่สะท้อนความเหนื่อยล้าอย่างชัดเจนว่า เครื่องจักรกลการเกษตรไม่ได้กินข้าว แต่กินน้ำมัน และน้ำมันคือสิ่งที่หาได้ยากที่สุดในเวลานี้

    รถตัดอ้อยหนึ่งคันต้องใช้น้ำมันวันละกว่า 300 ลิตร แต่บางปั๊มจำกัดการขายเพียง 500-1,000 บาทต่อครั้ง เกษตรกรจึงต้องขับรถไกลนับร้อยกิโลเมตรเพื่อหาน้ำมันมาเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ลงทุนมาทั้งปี

    “แพงแค่ไหนก็ต้องเก็บเกี่ยว เพราะถ้าไม่เก็บจะเสียหายหนักกว่า” เขากล่าว

    เพราะการเก็บเกี่ยวผลผลิตยังไม่จบฤดูกาล ยังต้องใช้อยู่ ทั้งรถบรรทุก รถตัดอ้อย ทั้งคนงาน ทั้งอีแต๋น รถไถลาก รถเทรเลอร์ที่อยู่ในไร่อ้อย แล้วยังมีการเตรียมดินเตรียมอะไรต่อมิอะไรมันจะเกี่ยวพันกันไปหมดอย่างน้อยก็อีก 2-3 เดือนกระบวนการทุกอย่างถึงจะจบ พอไม่มีน้ำมันเติม มันก็กระทบหมด

    “เราไม่ได้คิดว่าราคาน้ำมันมันจะโดดพรวดพราดขึ้นแบบ 36 บาท หรือ 40 บาท ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจขนาดนั้น แต่ยังคิดว่าเขาจะประคองไปอยู่ แล้วน้ำมันเนี่ยไปนอนเฝ้าที่ปั๊มกันเป็นวันเป็นคืนก็ยอมทนตรงนั้น ถือว่ามันเป็นเหมือนกันหมด”

    “อยากให้รัฐบาลมาดูเรื่องราคาอ้อยราคาน้ำตาลในปีหน้าว่าจะไปยังไง แล้วราคาน้ำมันแพงขนาดนี้จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อ ไม่ใช่พูดอย่างนี้แล้วโยนให้รัฐบาลทั้งหมด ทุกวันนี้เราก็ช่วยเหลือตัวเราเอง แต่มาเจอราคาน้ำมันแบบนี้ เราคงช่วยกันได้ไม่ยาว ศักยภาพเราไม่พอขนาดที่ว่าเราจะอยู่กันได้เป็นเดือนๆ รัฐต้องมีมาตรการออกมา ไม่งั้นแย่แน่ แย่ก็คือทำมาหากินไม่ได้ กระทบไปหมด ก็วิงวอนรัฐบาล จะช่วยเราแบบไหนว่ามาเลย เราจะได้ไปถูก เราจะได้ทำมาหากินถูกในอาชีพของเรา”

    ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ต้นทุนเพิ่ม แต่คือความไม่แน่นอน เกษตรกรไม่รู้ว่ารัฐจะช่วยอย่างไร จะมีน้ำมันใช้ต่อหรือไม่ หรือราคาพืชผลในปีหน้าจะเพียงพอชดเชยต้นทุนหรือเปล่า

    คำถามของชาวไร่อ้อยจึงเรียบง่ายแต่หนักแน่น รัฐบาลจะให้ประชาชนทำมาหากินต่อไปอย่างไรในโลกที่ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงเช่นนี้

    รัฐต้องตื่นตัวก่อนวิกฤติจะลามทุ่ง

    เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าการปรับขึ้นราคาน้ำมันไม่ได้กระทบเฉพาะคนขับรถยนต์ส่วนบุคคล แต่กำลังส่งแรงกระแทกเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ไร่อ้อย ธุรกิจท่องเที่ยว โรงงานอุตสาหกรรม รถบรรทุกสินค้า ไปจนถึงโต๊ะอาหารของประชาชน

    นักเศรษฐศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “เงินเฟ้อจากพลังงาน” เพราะเมื่อน้ำมันแพง ทุกอย่างจะแพงตามโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินว่า ทุกการขึ้นราคาดีเซล 1 บาทต่อลิตร จะทำให้ GDP ประเทศลดลงประมาณ 0.02% ซึ่งหมายความว่าการขึ้นครั้งเดียว 6 บาท อาจกดการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ และหากสงครามยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตไม่ถึง 1%

    นี่คือสัญญาณเตือนระดับประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจไม่ได้เรียกร้องให้รัฐตรึงราคาน้ำมันตลอดไป เพราะทุกฝ่ายเข้าใจข้อจำกัดของกองทุนน้ำมันที่ติดลบหนัก แต่สิ่งที่ต้องการคือ “การบริหารวิกฤติอย่างมีทิศทาง”

    ข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมชัดเจน ทั้งการส่งเสริมพลังงานชีวภาพ การเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ การรวมเที่ยวขนส่งเพื่อลดการวิ่งเปล่า การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ SME รวมถึงการยกระดับการประหยัดพลังงานให้เป็นวาระแห่งชาติ

    ขณะที่ภาคท่องเที่ยวต้องการมาตรการกระตุ้นรายได้เร่งด่วน ส่วนภาคเกษตรต้องการความชัดเจนเรื่องต้นทุนพลังงานและราคาพืชผลในอนาคต

    ทั้งหมดนี้สะท้อนข้อเท็จจริงที่สำคัญว่า วิกฤติราคาน้ำมันไม่ใช่เรื่องของกระทรวงพลังงานเพียงหน่วยงานเดียว แต่เป็นโจทย์เศรษฐกิจระดับชาติที่ต้องการการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างรวดเร็วและจริงจัง

    ในวันที่โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แม้ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมราคาน้ำมันโลกได้ แต่ก็สามารถควบคุม “ความพร้อมในการรับมือ” ได้

    เสียงจากโรงงาน เรือท่องเที่ยว รถบรรทุก และไร่อ้อย กำลังส่งสารเดียวกันไปยังรัฐบาลให้ตื่นตัวก่อนที่ต้นทุนพลังงานจะลุกลามกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ

    เพราะเมื่อพลังงานคือเส้นเลือดของเศรษฐกิจ หากเส้นเลือดเริ่มอ่อนแรง ทั้งร่างกายประเทศย่อมสั่นคลอนตามไปด้วย และเวลาที่เหลือในการแก้ปัญหา อาจเหลือไม่มากอย่างที่หลายฝ่ายคิด!!

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2923360&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1l9ixQKBMxCZLX7WnuQleq