Category: เศรษฐกิจ

  • ยกแรก‘ศึกซักฟอก’นโยบาย ชำแหละ ‘พลังงานวิกฤติ-เศรษฐกิจติดลบ’

    ยกแรก‘ศึกซักฟอก’นโยบาย ชำแหละ ‘พลังงานวิกฤติ-เศรษฐกิจติดลบ’

    หลังจากนายกฯ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 35 คน เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน ในวันที่6 เม.ย.2569 ขั้นตอนต่อไป รัฐบาลเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันที่ 9-10 เม.ย. จากนั้นจะเริ่มบริหารราชการอย่างเต็มรูปแบบ 

    เจาะลึกนโยบายรัฐบาล นำโดย พรรคภูมิใจไทย ซึ่งจะแถลงต่อรัฐสภา แบ่งออกเป็น 5 ด้าน เนื้อหาโดยสรุป

    1.นโยบายด้านเศรษฐกิจ จะเน้นส่งเสริมการลงทุน SMEs ลดการบั่นทอนศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ และคนไทย ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ทันต่อยุคดิจิทัล และสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เพิ่มบทบาทเอกชน และส่งเสริมด้านการค้าระหว่างประเทศเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า

    2.นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ในการส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบรวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกMOU 2544ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และจะทบทวนนโยบาย Free Visa 

    3.นโยบายด้านสังคม มุ่งเน้นเรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที โดยปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่สามารถรองรับกับรูปแบบการจ้างในเศรษฐกิจสมัยใหม่

    4.นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม โดยการบริหารจัดการน้ำ และป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบ  

    5.นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย  เร่งผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (Omnibus law) ต่อสภาผู้แทนราษฎร ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี

    ยกแรก‘ศึกซักฟอก’นโยบาย ชำแหละ ‘พลังงานวิกฤติ-เศรษฐกิจติดลบ’ อีกทั้งเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น โดยเสนอ “นโยบายเร่งด่วน” 23 ข้อใหญ่ ดังนี้ 

    ด้านเศรษฐกิจ 1. สร้างโอกาสเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย 2. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน ด้านการค้า 3.เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า  

    ด้านการเกษตร 4.เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่การเกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ด้านการท่องเที่ยว 5.สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง

    ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 6. เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก 7. เสริมสร้างเสถียรภาพ

    8. ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทย ผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะ“ทีมประเทศไทย” 9.ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ 10. สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน 11. พัฒนาระบบการป้องกันประเทศ และพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต 12. พัฒนาระบบทหารอาสา และการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

    ด้านสังคม 13. เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา 14. พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที 15. เสริมสร้างสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม และสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย

    ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม 16. บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ 17. พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

    18. ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593 (คศ.2050) 19.การอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล

    ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฏหมาย 20. ราชการทันใจ เปลี่ยนผ่านสู่ “ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ” อย่างเป็นรูปธรรม 21. ปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ 22. การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น 23. แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

    ยกแรก‘ศึกซักฟอก’นโยบาย ชำแหละ ‘พลังงานวิกฤติ-เศรษฐกิจติดลบ’

    “เสถียรภาพ”แข็ง- “ความเชื่อมั่น”อ่อนแอ

    ภายใต้ภายความมั่นคงในแง่เสถียรภาพของ “รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย” ในฐานะรัฐบาลเสียงข้างมาก “293 เสียง”  กุมอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ  ทว่าเวลานี้ “รัฐบาลภูมิใจไทย” กลับเผชิญสภาวะวิกฤติศรัทธาจากปัญหาพลังงานขาดแคลน ขยายวงไปถึงปัญหาเศรษฐกิจ 

    สอดคล้องจากผลสำรวจ  “นิด้าโพล”สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยเมื่อวันที่ 5 เม.ย.2569 หัวข้อ “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” โดยสอบถามความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของ “นายกฯอนุทิน” ในการแก้ไขวิกฤติพลังงานและเศรษฐกิจ

    โดยผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ความเห็นเอกฉันท์ “ไม่มั่นใจ”การแก้ปัญหารัฐมนตรีมืออาชีพ ทั้ง  “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์  รวมถึง  “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ  และ รมว.คลัง ต่อประเด็นแก้วิกฤติพลังงาน-เศรษฐกิจได้

    “นิด้าโพล” ยังเปิดเผยว่า ความเห็นประชาชน  46.87% ระบุว่า ไม่เห็นใจ “นายกฯอนุทิน” ต่อความพยายามแก้ไขวิกฤติพลังงาน และเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    เป็นการสะท้อนว่า ภายใต้ความมั่นคงทาง “เสถียรภาพการเมือง” ทว่า นาทีนี้รัฐบาลกลับเผชิญสภาวะความเชื่อมั่นที่ถูก “เซาะกร่อน” จากปัญหาพลังงานและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 

    ฉะนั้นสัญญาณจาก“พรรคสีน้ำเงิน” ในฐานะแกนนำรัฐบาล ที่เวลานี้เห็นชัดว่าพยายาม“พลิกเกม” ปล่อยแคมเปญประชานิยมเพื่อพลิกวิกฤติความเชื่อมั่น ต้องจับตาว่าจะสามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นที่เสียไปกลับคืนมาได้มากน้อยเพียงใด

    ยกแรก”ซักฟอก”นโยบายล่า”ไอ้โม่ง”

    ที่สำคัญ ต้องจับตาเวทีแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐบาล ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 2 วันข้างหน้า แม้ดูเหมือนจะไม่ต่างอะไรกับสังเวียน“ซักฟอก” ยกแรกของฝ่ายค้าน ท่ามกลางสถานการณ์ที่สังคมยังคงตั้งปมสงสัย ในหลากหลายปมร้อน 

    โดยเฉพาะประเด็น “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน ที่แม้ล่าสุด “นายกฯหนู” จะออกแอ็กชั่นขึงขัง มีข้อมูลอยู่แล้ว แต่เก็บอาการเพื่อไม่ให้ “ผู้กระทำผิด” รู้ตัว  ทว่ามีหลายปมที่อาจยังไม่สิ้นข้อสงสัย โดยเฉพาะ “ผู้กระทำผิด” ที่จับได้ เอาเข้าจริงจะเป็น “ไอ้โม่ง” ตัวบงการตัวจริง หรือสุดท้ายเพียง “ปลาซิวปลาสร้อย” เท่านั้น 

    จับสัญญาณ “ฝ่ายค้าน” ในเวทีแถลงนโยบายรัฐบาลรอบนี้ ได้ล็อกเป้าไปที่การล่า “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน ทั้งพรรคประชาชนในฐานะพรรคแกนนำฝ่ายค้าน พุ่งเป้าชี้จุดอ่อนไปที่ผู้นำรัฐบาล “อนุทิน”

    ภายใต้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “จากโรคกระจอกถึงรวยไม่ไหวแล้ว” มี “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็น “แม่ทัพ” ในการวางยุทธศาสตร์อภิปราย

    โดยเฉพาะประเด็นกักตุนน้ำมัน ก่อนหน้านี้ “รังสิมันต์ โรม”สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาจั่วหัวประเด็นการ “ถอนทุนการเมือง” ของนายทุนพรรคการเมืองบางพรรค ที่เร็วกว่าที่คาดคิด 

    ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ล่าสุด จัดวาง “5ขุนพล” นำโดย “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึง 2 แคนดิเดตนายกฯ และรองหัวหน้าพรรค ทั้ง “กรณ์ จาติกวาณิช ” และ “การดี เลียวไพโรจน์” ร่วมกับหัวหมู่ทะลวงฟันพรรค 

    ทิ่มตรงไปที่ผลสำรวจนิด้าโพล สะท้อนชัดถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ไม่ต่างจากประเด็นไอ้โม่ง ที่มีการทักท้วงเรื่องดังกล่าวตั้งแต่แรก รวมถึงแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการในการแบ่งเบาภาระของประชาชน ซึ่งรัฐบาลพูดในหลักการมาแล้ว แต่ยังไม่ได้ไปทั่วถึง ยังไม่ได้มีการปฏิบัติจริง

    ต้องจับตาเวทีแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐบาล กำลังถูกฝ่ายค้านเปลีี่ยนเป็นเวทีซักฟอกรัฐบาลยกแรก เป็นสนามประลองกำลังระหว่าง 2 ขั้วการเมืองในจังหวะที่รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำอย่างหนัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1228524&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07dFB8-eo65Jn30RnosbV5

  • ดร.ณัฏฐ์ ชี้น้ำมันแพงเข้าข่ายเหตุเร่งด่วน ครม.สั่งแก้ได้ทันที

    ดร.ณัฏฐ์ ชี้น้ำมันแพงเข้าข่ายเหตุเร่งด่วน ครม.สั่งแก้ได้ทันที

    นักกฎหมายมหาชน ระบุปัญหาราคาน้ำมันกระทบความมั่นคงเศรษฐกิจ เข้าข่าย “จำเป็นเร่งด่วน” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 วรรคสอง ครม.มีอำนาจดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องรอแถลงนโยบาย หวั่นปล่อยช้ากระทบทั้งเศรษฐกิจและการเมือง

    6 เมษายน 2569 – “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ เป็นไปตามกลไกรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 วรรคหนึ่ง เป็นเงื่อนไขในการบังคับก่อนที่จะปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรี

    แต่คณะรัฐมนตรีจะมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินหรือ มีเงื่อนไขบังคับก่อน โดยคณะรัฐมนตรีจะต้องแถลงต้อง “แถลงนโยบาย” ต่อรัฐสภา จึงจะมีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินได้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 วรรคหนึ่ง

    ภาษาชาวบ้าน คือ ถวายสัตย์ฯยังไม่มีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐธรรมนูญกำหนดให้ ครม.แถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน เป็นเงื่อนไขบังคับก่อน ทำให้ประชาชนรับรู้ว่า รัฐบาลอนุทิน 2 นโยบายด้านใดบ้าง ทั้งการให้แถลงนโยบายจะต้องเป็นไปตามหลักคุ้มค่า ที่มาของงบประมาณและไม่ขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติ โดยการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ห้ามมิให้ฝ่ายค้านลงมติไม่ไว้วางใจ

    กลไกรัฐธรรมนูญ ก่อนแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี มีหลัก ย่อมมีข้อยกเว้น “ก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภา” หากมีกรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีที่เข้ารับหน้าที่จะดำเนินการไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จำเป็นก็ได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 วรรคสอง

    คำว่า “สำคัญและจำเป็นเร่งด่วน” หมายความว่า ปัญหานั้น ต้องสำคัญระดับประเทศในเชิงมหภาคและจำเป็นเร่งด่วน ไม่อาจรอได้ หากเนินช้าจะทำให้ประเทศเกิดความเสียหาย เช่น กระทบต่อความปลอดภัยของประเทศ กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นต้น

    ปัญหาด้านพลังงาน “น้ำมันเชื้อเพลิง” เป็นปัญหาในเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ เพราะภาคอุตสาหกรรมก็ดี ภาคประชาชนก็ดี จำเป็นต้องใช้น้ำมันในการเติมรถยนต์ รถบรรทุก ที่ใช้ในการขนส่ง บรรทุกและใช้สัญจรไปมา โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลก็ดี  เบนซิล ก็ดี เป็นความจำเป็นแก่รถยนต์ที่ประชาชนที่ต้องใช้ประจำวัน การปรับราคาน้ำมันให้ราคาสูงเพิ่มขึ้น โดย คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(กบน.)ไม่อาจควบคุมได้ ปล่อยไห้น้ำมันลอยตัว

    พูดภาษาชาวบ้าน คือ ราคาน้ำมันแพง” ทำให้มีผลกระทบต่อการดำรงชีพของพี่น้องประชาชนและภาคอุตสาหกรรมของประเทศเป็นวงกว้าง  กระทบต่อความมั่นคงเศรษฐกิจ กระทบต่อเศรษฐกิจโดยภาพรวมของประเทศ ส่งผลทำให้ประชาชนอุปโภคและบริโภคสินค้าทุกประเภทที่มีราคาสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวทำให้ประชาชนได้รับเดือดร้อนกันถ้วนหน้า แม้อ้างว่าตัวแปรเกิดจากภาวะภัยสงครามและเศรษฐกิจโลก              

    ภาวะน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาเพิ่ม  อยู่ในภาวะรัฐสามารถใช้กลไกในการบริหารราชการแผ่นดินกำกับควบคุมได้ และปัญหาพลังงานเชื้อเพลิง เป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นกรณีสำคัญและจำเป็นเร่งด่วนของประเทศ ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อภาวะเศรษกิจของประเทศ อันเป็นประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 162 วรรคสอง เปิดช่องให้ ครม.ที่เข้ารับหน้าที่จะดำเนินการไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จำเป็นก็ได้   

    พูดภาษาชาวบ้าน คือ ปัญหาพลังงาน “ราคาน้ำมัน” เชื้อเพลิงพุ่งเกินกว่า 50 บาท กระทบต่อประชาชนและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงผู้ใช้รถส่วนบุคคลและรถสาธารณะ ได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า กระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ เป็นความจำเป็นเร่งด่วน ที่รัฐบาลต้องเร่งรีบในการแก้ปัญหาโดยด่วน  อาทิ ในการตรา พรก.ในการอุ้มราคาน้ำมันและกำกับควบคุมราคาน้ำมัน หรือหาพลังงานหรือสินค้าหรือบริการทดแทนเพิ่มเติม

    แม้ ครม.อนุทิน 2 กำหนดแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 9 – 10 เมษายน 2569 ภายในสัปดาห์นี้ หากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรัฐมนตรี หากเห็นว่า  หากปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวจะเพิ่มขึ้น หากปล่อยเนิ่นช้าไปจะกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ อันเป็นประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน ไม่จำต้องรอให้แถลงนโยบายก่อนถึงจะแก้ปัญหา เพราะยิ่งปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวเพิ่มขึ้น อาจมีผลกระทบทางอ้อมในแง่การเมือง ต่อความสั่นคลอนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แม้จะเพิ่งเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินก็ตาม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/976067/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22xBEuJQOt3k_h4ogU-957

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 เม.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 เม.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 เม.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด  “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นอีก 2.80 บาทต่อลิตร

    เช่นเดียวกับน้ำมันดีเซล B20 เพิ่มขึ้น 2.80 บาท/ลิตร จาก 42.75บาท/ลิตร เป็น 45.54 บาทต่อลิตร 

    ขณะที่น้ำมันดีเซล พรีเมี่ยมของโออาร์ขึ้นราคา 6.50 บาทต่อลิตร และดีเซล พรีเมี่ยมของบางจากขึ้นราคา 4.80 บาทต่อลิตร

    ส่วนราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์95 ,91 ,อี85 (E85) และอี20 (E20) ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 70.44 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 50.54 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 70.94 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 50.54 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 เม.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/655895&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uvvkPYNgSEGFyE15JwUYX

  • โจ มณฑานี โพสต์สวนกลับ สุนารี ปมเศรษฐกิจบ้านเมือง

    โจ มณฑานี โพสต์สวนกลับ สุนารี ปมเศรษฐกิจบ้านเมือง

    โจ มณฑานี โพสต์สวนกลับ สุนารี ปมเศรษฐกิจบ้านเมือง

    หลังจากที่ สุนารี ราชสีมา โพสต์เดือด “ใครที่กังวลเรื่องน้ำหนักสบายใจได้นะจ้ะ เพราะอีกไม่กี่วันพวกเราก็จะไม่มีจะแ-ด-x-กันละ” พร้อมตอกย้ำความฮาในคอมเมนต์ต่ออีกว่า “เย้ๆๆๆๆๆๆๆผอมกันถ้วนหน้า”

    ล่าสุด โจ มณฑานี โพสต์แสดงความเห็นสวนกลับ ระบุว่า “คุณสุนารีคงไม่อดตายกระมังคะ เพราะดิฉันไม่เชื่อว่าระดับคุณสุนารีไม่มี #ความฉลาดในการจัดการบริหารชีวิต ในยาม #วิกฤตโลก

    สงครามที่สหรัฐกับอิสราเอลก่อขึ้น สร้างความทุกข์ยากทั้งโลก แต่คนดังระดับเศรษฐีแบบคุณสุนารี นอกจากไม่คิดหาวิธีช่วยชาติช่วยสังคม ยังโพสต์แซะกระแนะกระแหนเอาสะใจ ที่นอกจากไม่ช่วยอะไร ไม่ใช้พลังอำนาจของการเป็นผู้มีอิทธิพลของสังคม มาช่วยปลุกใจคนในชาติสู้วิกฤตแล้ว กลับยังซ้ำเติมความทุกข์ของชาติและคนทั้งโลกอีกด้วย

    เมื่อประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ แล้วหันมามองย้อนข้างหลังว่า..ใครใช้พลังของตนเตือนสติคนไทย ปลุกใจให้ลุกขึ้นมาช่วยกัน หรือใครใช้พลังของตนกระทืบซ้ำความทุกข์ของคนในชาติ คำพูดของคุณจะถูกนำมาวนซ้ำๆไปตลอด นับสิบปี

    เชื่อว่าคำนี้ของคุณสุนารี จะเป็นอีกหนึ่งที่ถูกวนซ้ำๆๆค่ะ และคุณสุนารีจะต้องรับผิดชอบผลของคำพูดตัวเอง #สามัคคีคือพลัง #คนไทยต้องช่วยกัน”


    ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://entertain.teenee.com/thaistar/319037.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1W2yNJmLEcSMWzZm-BFEQU

  • ครม. เห็นชอบร่างแถลงนโยบายรัฐบาลนายกฯอนุทิน ยึด 5 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ พร้อมแต่งตั้งข้าราชการการเมือง 4 ตำแหน่ง

    ครม. เห็นชอบร่างแถลงนโยบายรัฐบาลนายกฯอนุทิน ยึด 5 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ พร้อมแต่งตั้งข้าราชการการเมือง 4 ตำแหน่ง

    ครม. เห็นชอบร่างแถลงนโยบายรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ยึด 5 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ พร้อมแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ 4 ตำแหน่ง

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (6 เมษายน 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอจำนวน 4 ตำแหน่ง ได้แก่

    1. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี 

    2. พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

    3. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

    4. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ดำรงตำแหน่ง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 เป็นต้นไป 

    นอกจากนี้ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าวันนี้ (6 เมษายน 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) มีมติเห็นชอบคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยนโยบายหลักประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านเศรษฐกิจ 2. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 3. ด้านสังคม 4. ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และ 5. ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย

    ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การผลิตและขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเกิดความชะงักงัน ปริมาณลดลงสวนทางกับความต้องการ ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเผชิญ ความท้าทายด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ และด้านความมั่นคงด้วย

    โดยการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในวาระนี้ จะต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ พร้อมปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น “ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” โดยจะรวมพลังภาคเอกชนและประชาชน ปรับบทบาทภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รวมทั้งเร่งรัดต่อยอดการพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ โดยกลไกการบริหารราชการในรูปแบบ “Cluster” แบ่งการทำงานออกเป็น 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ ได้แก่

    1. ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

    2. ด้านการผลิต การค้าและบริการ 

    3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

    4. ด้านสังคมและสวัสดิการ และ 

    5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

    “ รัฐบาลพร้อมที่จะแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยภายหลังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว จะมีการจัดทำคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ และประชาชนสามารถเข้าถึงเอกสารได้ผ่านทาง www.thaigov.go.th” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเชิญชวนติดตามการแถลงนโยบายของรัฐบาล 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/qrnPX8eLW&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DkSxmzQmUWnBaPas9daTY

  • ครม. เห็นชอบร่างแถลงนโยบายรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ใช้ 5 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

    ครม. เห็นชอบร่างแถลงนโยบายรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ใช้ 5 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

    ครม. เห็นชอบร่างแถลงนโยบายรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ใช้ 5 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

    (6 เมษายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าวันนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) มีมติเห็นชอบคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยนโยบายหลักประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านเศรษฐกิจ 2. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 3. ด้านสังคม 4. ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และ 5. ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย

    นางสาวรัชดา ฯ  กล่าวต่อว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การผลิตและขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเกิดความชะงักงัน ปริมาณลดลงสวนทางกับความต้องการ ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเผชิญ
    ความท้าทายด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ และด้านความมั่นคงด้วย

    โดยการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในวาระนี้ จะต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ พร้อมปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น “ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” โดยจะรวมพลังภาคเอกชนและประชาชน ปรับบทบาทภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รวมทั้งเร่งรัดต่อยอดการพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ   โดยกลไกการบริหารราชการในรูปแบบ “Cluster” แบ่งการทำงานออกเป็น 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ ได้แก่

    1. ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 
    2. ด้านการผลิต การค้าและบริการ 
    3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 
    4. ด้านสังคมและสวัสดิการ และ 
    5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

    “ รัฐบาลพร้อมที่จะแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยภายหลังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว จะมีการจัดทำคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ และประชาชนสามารถเข้าถึงเอกสารได้ผ่านทาง www.thaigov.go.th” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเชิญชวนติดตามการแถลงนโยบายของรัฐบาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/69662&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XWO4_SAs8TjYQqH5OA9lR

  • นายกฯ เรียก รมต.เศรษฐกิจ ถกรื้อโครงสร้างราคานํ้ามัน ก่อนนำเข้า ครม.นัดพิเศษ คํ่านี้

    นายกฯ เรียก รมต.เศรษฐกิจ ถกรื้อโครงสร้างราคานํ้ามัน ก่อนนำเข้า ครม.นัดพิเศษ คํ่านี้

    นายกฯอนุทิน เรียกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ถกปมวิกฤติพลังงาน-รื้อโครงสร้างราคานํ้ามัน ก่อนนำเข้าที่ประชุม ครม.นัดพิเศษคํ่านี้

    6 เมษายน 2569 – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลในเวลา 14.00 น. และได้เรียกนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อประชุมหารือเรื่องปรับปรุงโครงสร้างราคาขายส่งนํ้ามันหน้าโรงกลั่น ก่อนจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษในช่วงค่ำวันนี้ เพื่อให้มีมติเห็นชอบ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/975959/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qongDtSeDA_RkwKK7KHXN

  • มติ ครม. เห็นชอบ “คำแถลงนโยบายรัฐบาล” ใช้ 5 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

    มติ ครม. เห็นชอบ “คำแถลงนโยบายรัฐบาล” ใช้ 5 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

    มติ ครม.นัดพิเศษ เห็นชอบ “คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี” ใช้ 5 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ พร้อมแถลงต่อรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. เป็นต้นไป

    เมื่อเวลา 21.45 น. วันที่ 6 เมษายน 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) มีมติเห็นชอบคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยนโยบายหลักประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 

    1. ด้านเศรษฐกิจ 

    2. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 

    3. ด้านสังคม 

    4. ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม 

    5. ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย 

    นางสาวรัชดา กล่าวต่อไปว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การผลิตและขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเกิดความชะงักงัน ปริมาณลดลงสวนทางกับความต้องการ ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ และด้านความมั่นคงด้วย

    โดยการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในวาระนี้ จะต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ พร้อมปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น “ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” โดยจะรวมพลังภาคเอกชนและประชาชน ปรับบทบาทภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รวมทั้งเร่งรัดต่อยอดการพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ โดยกลไกการบริหารราชการในรูปแบบ “Cluster” แบ่งการทำงานออกเป็น 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ ได้แก่

    1. ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

    2. ด้านการผลิต การค้าและบริการ 

    3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

    4. ด้านสังคมและสวัสดิการ และ 

    5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 

    “รัฐบาลพร้อมที่จะแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยภายหลังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว จะมีการจัดทำคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ และประชาชนสามารถเข้าถึงเอกสารได้ผ่านทาง www.thaigov.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2925061&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ov1zUr6sh2hWjdfcDeJHk

  • ปิดฉากมอเตอร์โชว์ ทุบสถิติยอดจอง 1.3 แสนคัน ปลุกตลาดยานยนต์ไทย สวนทางเศรษฐกิจซบ

    ปิดฉากมอเตอร์โชว์ ทุบสถิติยอดจอง 1.3 แสนคัน ปลุกตลาดยานยนต์ไทย สวนทางเศรษฐกิจซบ

    ปิดฉากมอเตอร์โชว์ ทุบสถิติยอดจอง 1.3 แสนคัน ปลุกตลาดยานยนต์ไทย สวนทางเศรษฐกิจซบ

    ปิดฉากมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ทุบสถิติยอดจอง 132,951 คัน สวนทางเศรษฐกิจซบ สะท้อนกำลังซื้อ ความเชื่อมั่นตลาดเริ่มฟื้นตัว

    ปิดฉากลงอย่างสวยงาม สำหรับงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 ซึ่งจัดโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ภายใต้ธีม “The ICONIC SYNCHRONICITY” หรือ บริบทแห่งการขับเคลื่อนไร้ที่ติ ที่จัดขึ้นท่ามกลางสภาวะความผันผวนด้านพลังงาน เนื่องจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง แต่การจัดงานยังคงได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากผู้บริโภคและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยตลอดระยะเวลาการจัดงานสามารถสร้างยอดจองรถยนต์ 132,951 คัน และรถจักรยานยนต์ 2,056 คัน ยอดผู้เข้าชมงานรวมทั้งสิ้น 1,798,312 คน สะท้อนถึงกำลังซื้อ และความเชื่อมั่นของตลาดที่เริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง 

    นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 เปิดเผยว่า แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความผันผวน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ถึงกระนั้นงาน “Bangkok International Motor Show” ยังคงเป็นงานแสดงยานยนต์ที่มีศักยภาพในการช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา

    ปิดฉากมอเตอร์โชว์ ทุบสถิติยอดจอง 1.3 แสนคัน ปลุกตลาดยานยนต์ไทย สวนทางเศรษฐกิจซบ  

    สำหรับไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้ คือการขยายตัวของกลุ่มยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีค่ายรถชั้นนำทั้งจากเอเชียและยุโรปนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เข้ามาเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกันรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในยังคงได้รับความสนใจ โดยเฉพาะในกลุ่มรถอเนกประสงค์และรถกระบะที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตจริง

    “ความสำเร็จของงานในครั้งนี้ไม่ได้วัดเพียงยอดจองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบทบาทของงานในการเป็น “แพลตฟอร์ม” เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้บริโภค ตลอดจนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่การเปลี่ยนผ่านในยุคพลังงานใหม่อย่างเป็นรูปธรรม”

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย โปรโมชั่นพิเศษ และกิจกรรมทดลองขับที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี รวมถึงการนำเสนอเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ และโซลูชันการเดินทางแห่งอนาคต สำหรับภาพรวมของงานในปีนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนผ่านทั้งด้านเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และโครงสร้างตลาด โดยมีงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ทำหน้าที่เป็นเวทีหลักในการขับเคลื่อนและสร้างแรงส่งให้กับทั้งระบบอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย

    ปิดฉากมอเตอร์โชว์ ทุบสถิติยอดจอง 1.3 แสนคัน ปลุกตลาดยานยนต์ไทย สวนทางเศรษฐกิจซบ ปิดฉากมอเตอร์โชว์ ทุบสถิติยอดจอง 1.3 แสนคัน ปลุกตลาดยานยนต์ไทย สวนทางเศรษฐกิจซบ ปิดฉากมอเตอร์โชว์ ทุบสถิติยอดจอง 1.3 แสนคัน ปลุกตลาดยานยนต์ไทย สวนทางเศรษฐกิจซบ

    นายจาตุรนต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จอันงดงามของการจัดงานในปีนี้ถือเป็นผลลัพธ์จากความมุ่งมั่นตั้งใจและการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอขอบคุณคณะผู้บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่เป็นส่วนสำคัญทำให้การจัดงานเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย นอกจากนี้ ยังต้องขอขอบคุณทีมงานทุกท่านที่ได้ทุ่มเทแรงกายและแรงใจในการทำงานอย่างหนักตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

    “ผมขอขอบคุณผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นค่ายรถยนต์และจักรยานยนต์ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมถึงประชาชนที่ให้ความสนใจและมาเยี่ยมชมงานอย่างล้นหลาม ซึ่งทุกท่านมีส่วนร่วมสำคัญในการผลักดันให้เกิดความสำเร็จในวันนี้ และเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำคัญของงานแสดงยานยนต์นี้ในระดับประเทศและระดับภูมิภาค” นายจาตุรนต์กล่าว

    อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาและยกระดับรูปแบบการจัดงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงของโลกยานยนต์ในยุคปัจจุบันและอนาคต เพื่อให้งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์  ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในงานแสดงยานยนต์ระดับนานาชาติที่สำคัญของภูมิภาคในอนาคต

    เตรียมพบกับงาน “Bangkok International Motor Show” ครั้งที่ 48 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 22 มีนาคม- 4 เมษายน 2570 ณ อิมแพค เมืองทองธานี ที่คาดว่าจะยิ่งใหญ่ และเข้มข้นกว่าทุกปีที่ผ่านมา
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378975778&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2trSxmh3MmflBM7NTWGRLS

  • PMI ภาคบริการสหรัฐต่ำกว่าคาด หนุนโอกาสลดดอกเบี้ย BTC ดีดตัว

    PMI ภาคบริการสหรัฐต่ำกว่าคาด หนุนโอกาสลดดอกเบี้ย BTC ดีดตัว

    Siam Blockchain

    By

    เมษายน 6, 2026

    PMI ภาคบริการสหรัฐต่ำกว่าคาด หนุนโอกาสลดดอกเบี้ย BTC ดีดตัว

    สรุปข่าว
    • ดัชนี ISM PMI ภาคบริการสหรัฐฯ เดือนล่าสุดออกมาที่ 54 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 54.8 และลดลงจากค่าก่อนหน้าที่ 56.1
    • ภาคบริการที่ชะลอตัวกว่าคาดเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะลดดอกเบี้ย เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อในภาคบริการเริ่มคลายตัว
    • Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ $69,381 (+3.74%) และ Ethereum อยู่ที่ $2,144.86 (+5.36%) โดยนักลงทุนจับตาว่าดอลลาร์ที่อาจอ่อนค่าจะหนุนให้เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

    ตัวเลข PMI ภาคบริการที่ต่ำกว่าคาดสะท้อนว่าเงินเฟ้อในภาคบริการ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่เหนียวแน่นที่สุดในสายตา Fed กำลังชะลอลง เปิดทางให้ Fed มีเหตุผลมากขึ้นในการลดดอกเบี้ย ส่งผลให้ดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าและเป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และ Ethereum ในระยะสั้น

    วันที่ 6 เม.ย. 2569 เวลา 22:00 น. ตามเวลาไทย (10:00 AM EST) สถาบัน ISM เผยดัชนี PMI ภาคบริการ (ISM Non-Manufacturing PMI) ของสหรัฐฯ ออกมาที่ระดับ 54 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 54.8 และลดลงจากค่าเดือนก่อนหน้าที่ 56.1 แม้ตัวเลขยังสูงกว่าเส้น 50 ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคบริการยังอยู่ในโซนขยายตัว แต่แรงส่งที่ชะลอลงชัดเจนกว่าที่ตลาดคาด

    ดัชนี ISM PMI ภาคบริการเป็นตัวชี้วัดสุขภาพของภาคบริการสหรัฐฯ ซึ่งครอบคลุมกว่า 70% ของ GDP ทั้งประเทศ ครอบคลุมธุรกิจตั้งแต่ร้านอาหาร โรงแรม บริการสุขภาพ ไปจนถึงบริการทางการเงิน ดัชนีนี้รวบรวมข้อมูลจากดัชนีย่อยสำคัญ ได้แก่ ยอดออร์เดอร์ใหม่ กิจกรรมทางธุรกิจ การจ้างงาน และราคาสินค้าที่จ่ายออกไป ค่าเกิน 50 หมายถึงขยายตัว ต่ำกว่า 50 หมายถึงหดตัว

    ทำไม PMI ภาคบริการถึงสำคัญกับ Fed มากกว่าภาคการผลิต

    ในสายตาของ Fed เงินเฟ้อในภาคบริการ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่า ค่าประกันสุขภาพ หรือค่าบริการต่างๆ ถือเป็นองค์ประกอบที่เหนียวแน่นและลดลงได้ยากกว่าราคาสินค้าทั่วไปมาก ดังนั้นเมื่อ PMI ภาคบริการชะลอตัวต่ำกว่าคาด สัญญาณนี้บอกว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในส่วนที่ Fed เป็นห่วงมากที่สุดกำลังลดลง ซึ่งเปิดพื้นที่ให้คณะกรรมการนโยบายการเงินสามารถพิจารณาลดดอกเบี้ยได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นการเติมเชื้อเพลิงให้เงินเฟ้อกลับมาปะทุอีกครั้ง

    ตัวเลขที่ออกมาวันนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อเทียบกับแนวโน้ม เพราะค่า PMI ภาคบริการลดลงจาก 56.1 ในเดือนก่อนมาอยู่ที่ 54 นั่นคือลดลงถึง 2.1 จุดภายในเดือนเดียว ซึ่งถือว่าชะลอลงค่อนข้างเร็ว ตลาดพันธบัตรเริ่มปรับราคารับข่าวนี้ทันที โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลง ซึ่งเป็นสัญญาณที่เป็นบวกต่อสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนคงที่อย่างคริปโต

    ผลกระทบต่อ Bitcoin และ Ethereum หลังตัวเลขออก

    ณ ขณะที่รายงานข่าวนี้ Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ $69,381 บวกขึ้น 3.74% ใน 24 ชั่วโมง ส่วน Ethereum อยู่ที่ $2,144.86 บวกขึ้น 5.36% ตัวเลข PMI ที่ต่ำกว่าคาดเพิ่มแรงหนุนให้กับการดีดตัวที่กำลังเกิดขึ้น เนื่องจากตลาดมองว่าความเป็นไปได้ที่ Fed จะลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปสูงขึ้น

    ตรรกะการเชื่อมโยงระหว่าง PMI ภาคบริการกับคริปโตอาจฟังดูอ้อมค้อม แต่อธิบายได้ไม่ยาก เมื่อภาคบริการชะลอตัว โอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ต้นทุนเสียโอกาสในการถือสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และ Ethereum จึงลดลงตาม เงินทุนก็ไหลเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น

    สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้

    แม้ตัวเลขวันนี้จะเป็นบวกต่อคริปโต นักลงทุนควรติดตามตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนี PCE ในช่วงสัปดาห์ถัดๆ ไป เพราะ Fed ยังคงให้น้ำหนักกับข้อมูลเงินเฟ้อโดยตรงมากกว่า PMI เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ถ้อยแถลงจากเจ้าหน้าที่ Fed หลังจากนี้จะสำคัญมาก ว่าพวกเขาตีความตัวเลขภาคบริการที่ชะลอตัวรอบนี้อย่างไร


    ความเห็นผู้เขียน

    ส่วนตัวผมมองว่าตัวเลข PMI ภาคบริการรอบนี้น่าสนใจมาก เพราะไม่ใช่แค่ต่ำกว่าคาดเล็กน้อย แต่ยังลดลงจากเดือนก่อนหน้าค่อนข้างชัดเจนด้วย ถ้าตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคและ PCE ในช่วงถัดไปออกมาในทิศทางเดียวกัน ก็น่าจะเป็นปัจจัยหนุนที่แข็งแกร่งพอให้ตลาดคริปโตรักษาโมเมนตัมขาขึ้นเอาไว้ได้

    อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่ถือ Bitcoin หรือ Ethereum อยู่ตอนนี้ ผมแนะนำให้อย่าพึ่งพาตัวเลขเดียวมากเกินไป เพราะ Fed ชอบมองภาพรวมจากหลายตัวชี้วัดพร้อมกัน ตัวเลขดีแค่ตัวเดียวยังไม่พอให้เขาเปลี่ยนนโยบายได้ทันที จับตา PMI รอบหน้าและตัวเลขการจ้างงานควบคู่กันไปด้วยจะปลอดภัยกว่า

    ภาพจาก AI

    📅 ผู้ที่สนใจดูปฏิทินเศรษฐกิจ สามารถดูได้ที่นี่

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/04/06/us-ism-non-manufacturing-pmi-below-forecast-bullish-crypto/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DiOxn0GhMfptnklMRaMLM