Category: เศรษฐกิจ

  • กรมการจัดหางาน ชู “ตลาดนัดวันศุกร์” เป็นสปริงบอร์ดสร้างรายได้กลุ่มอาชีพอิสระ เชื่อมั่นเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างเครือข่ายตลาดที่ยั่งยืน

    กรมการจัดหางาน ชู “ตลาดนัดวันศุกร์” เป็นสปริงบอร์ดสร้างรายได้กลุ่มอาชีพอิสระ เชื่อมั่นเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างเครือข่ายตลาดที่ยั่งยืน

    กรมการจัดหางาน ชู “ตลาดนัดวันศุกร์” เป็นสปริงบอร์ดสร้างรายได้กลุ่มอาชีพอิสระ เชื่อมั่นเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างเครือข่ายตลาดที่ยั่งยืน

    กรมการจัดหางาน เดินหน้าจัดกิจกรรม “ตลาดนัดวันศุกร์” ครั้งที่ 37 เปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าฟรีให้กลุ่มอาชีพอิสระและกลุ่มรับงานไปทำที่บ้าน มั่นใจเป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่ช่วยสร้างรายได้จริง พร้อมยกระดับสู่การเป็นเครือข่ายทางการตลาดที่เข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ

    นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานมีนโยบายเชิงรุกในการส่งเสริมการมีงานทำและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระและกลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้าน ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก จึงได้จัดกิจกรรม “ตลาดนัดวันศุกร์” ณ บริเวณชั้น 1 อาคารกระทรวงแรงงาน เพื่อเป็นช่องทางให้กลุ่มอาชีพเหล่านี้ได้นำผลิตภัณฑ์คุณภาพมาจัดแสดงและจำหน่ายโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

    “เราต้องการให้พื้นที่นี้เป็นมากกว่าแค่ตลาดนัด แต่เป็น ‘สะพานเชื่อมโยงโอกาส’ ที่ทำให้ผู้ผลิตได้พบกับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งจากการจัดงานต่อเนื่องมาถึงครั้งที่ 37 สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่กลุ่มอาชีพไปแล้วกว่า 247,000 บาท สินค้าที่นำมาจำหน่ายมีความหลากหลายและโดดเด่น อาทิ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรภูมิปัญญาไทย งานคราฟต์เครื่องหนังประณีต และขนมไทยโบราณ ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง”

    นายสมชาย ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการจัดหางานมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า กิจกรรมนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการ “สร้างเครือข่ายทางการตลาด” โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาทักษะการขาย และสร้างคอนเนคชันทางการค้าร่วมกับพันธมิตรใหม่ๆ ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจขนาดย่อมมีความแข็งแกร่งและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

    สำหรับประชาชนที่กำลังมองหาอาชีพเสริม หรือต้องการต่อยอดช่องทางสร้างรายได้ กรมการจัดหางานขอเชิญชวนเข้ามาร่วมเยี่ยมชมและสนับสนุนสินค้าคุณภาพภายในงาน หรือศึกษาข้อมูลการส่งเสริมอาชีพเพิ่มเติมได้ที่
    • เว็บไซต์: www.doe.go.th/vgnew (กองส่งเสริมการมีงานทำ)
    • แพลตฟอร์มคนทำงานอิสระ: คนทำงานอิสระ.doe.go.th
    • สายด่วนกรมการจัดหางาน: โทร. 1506 กด 2
    • สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 และสำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1012403&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0179PEz2WjLnT72WYsv0vO

  • รัฐบาลปลื้ม “สงกรานต์ 2569” เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

    รัฐบาลปลื้ม “สงกรานต์ 2569” เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

    รัฐบาลปลื้ม “สงกรานต์ 2569” เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง


    15/04/2569 | 72 |

    วันที่ 15 เมษายน 2569 — นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในทุกภูมิภาคของประเทศเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในแต่ละพื้นที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลัก มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 91 จุดทั่วกรุง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานใน 6 สถานที่สำคัญรวมกว่า 558,561 คน โดย “สงกรานต์สยาม 2569” ที่สยามสแควร์ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้เข้าร่วมงาน 183,544 คน รองลงมาคือถนนสีลม และไอคอนสยาม สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในเขตเมือง ขณะเดียวกัน จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา ยังคงเน้นการสืบสานประเพณีควบคู่กับกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    ภาคตะวันออกมีความโดดเด่นจากการจัดงาน “วันไหล” ที่ขยายระยะเวลาเทศกาลออกไป โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา ที่มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนเมษายน ช่วยกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดระยองได้ใช้จุดเด่นด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านกิจกรรม “สงกรานต์ถนนทุเรียน” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ภาคเหนือยังคงรักษาเอกลักษณ์ “ปี๋ใหม่เมือง” อย่างเข้มแข็ง จังหวัดเชียงใหม่จัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวันที่ 6–17 เมษายน โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดเชียงรายและพะเยาได้พัฒนาแนวทางการจัดงานให้ผสมผสานกิจกรรมร่วมสมัย รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีบรรยากาศคึกคักตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นกับ “ถนนข้าวเหนียว” ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของภูมิภาค รวมถึงจังหวัดนครราชสีมาและอุดรธานีที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน

    ภาคใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 11–15 เมษายน จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 149,690 คน สร้างรายได้กว่า 4,083 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราชยังคงบรรยากาศคึกคัก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

    ส่วนภาคตะวันตกเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแข่งขันเรือยาวและกิจกรรมเชิงประเพณี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจในภาพรวม แต่การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการใช้ “วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกภูมิภาค

    “สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่คึกคัก แต่คือรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับคนไทยในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงภาคธุรกิจท้องถิ่น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน” นางสาวลลิดา กล่าว

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/163068


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/494585&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1q8dhJNKA7MyiRFOcZXSiR

  • เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง คนไทยเตรียมรับมือ

    เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง คนไทยเตรียมรับมือ

    เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง คนไทยเตรียมรับมือ

    เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง เสี่ยง Stagflation จากพิษสงครามตะวันออกกลาง คนไทยต้องเตรียมรับมือให้ดี

    • เศรษฐกิจไทยปี 2569 โตต่ำเหลือราว 1.2–1.6% ขณะที่เงินเฟ้อพุ่ง เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation (โตช้าแต่ของแพง)
    • สงครามตะวันออกกลางดันราคาพลังงานสูง กระทบต้นทุนทั้งระบบ ทำให้ไทยซึ่งนำเข้าพลังงานมาก “เปราะบางหนัก”
    • ไทยเสี่ยง “ขาดดุลแฝดสาม” ค่าเงินบาทอ่อน เศรษฐกิจผันผวน ขณะที่รัฐต้องใช้นโยบายช่วยเฉพาะจุดมากขึ้น

    เศรษฐกิจไทย 2569 ส่อชะลอหนัก! โตต่ำ 1.4% เงินเฟ้อพุ่ง เสี่ยง Stagflation จากพิษสงครามตะวันออกกลาง คนไทยต้องเตรียมรับมือให้ดี

    เศรษฐกิจไทยปี 2569 กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน หลังศูนย์วิจัย SCB EIC ปรับลดคาดการณ์ GDP เหลือเพียง 1.4% ท่ามกลางเงินเฟ้อที่เร่งตัวแตะ 3.2% สูงเกินกรอบเป้าหมาย ธปท. สะท้อนภาพ “โตต่ำ-ของแพง” จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางที่ดันราคาพลังงานพุ่งและกระทบห่วงโซ่อุปทานโลกโดยตรง

    ปัจจัยเสี่ยงหลักมาจากวิกฤตพลังงานที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยราคาน้ำมันดิบอาจแกว่งตัวสูงถึง 85–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กดดันต้นทุนขนส่งและราคาสินค้าในประเทศ ขณะที่ไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง จึงตกอยู่ในกลุ่มเปราะบาง เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือเศรษฐกิจชะลอแต่ค่าครองชีพพุ่ง

    อีกด้านหนึ่ง ไทยยังเผชิญความเสี่ยง “ขาดดุลแฝดสาม” ทั้งดุลบัญชีเดินสะพัด ดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย และดุลการคลัง จากภาระนำเข้าน้ำมัน เงินทุนไหลออก และมาตรการภาครัฐที่ต้องใช้งบพยุงค่าครองชีพ ซึ่งอาจกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าต่อเนื่อง

    ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว นโยบายดอกเบี้ยกลายเป็นโจทย์ยาก โดยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.0% แม้เงินเฟ้อสูง เพื่อไม่ซ้ำเติมภาระหนี้ครัวเรือน แต่หากเศรษฐกิจชะลอรุนแรง อาจเห็นการลดดอกเบี้ยลงอีก ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้มชะลอการลดดอกเบี้ยออกไป จากแรงเงินเฟ้อโลกที่ยังไม่คลี่คลาย

    ด้าน กกร. ประเมินสอดคล้องกัน โดยปรับกรอบ GDP ไทยเหลือ 1.2–1.6% และเตือนว่าหากสงครามยืดเยื้อ อาจกระทบทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว และกำลังซื้อในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนผ่านสัญญาณการใช้ดีเซลที่ลดลง และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มหายไปกว่า 1 ล้านคนในช่วงสั้น

    ขณะที่สภาพัฒน์ประเมินฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยไว้หลายระดับ โดยกรณีเลวร้าย หากสงครามยืดเยื้อเกิน 6 เดือน เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเพียง 0.2% และเงินเฟ้อพุ่งแตะ 5.8% สะท้อนความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยควบคู่ค่าครองชีพสูง

    ทั้งนี้ ภาครัฐถูกแนะให้เร่งปรับนโยบายจากการกระตุ้นแบบวงกว้าง ไปสู่มาตรการ “3T” คือช่วยเฉพาะจุด ชั่วคราว และมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว เพื่อรักษาเสถียรภาพการคลังในช่วงที่หนี้สาธารณะใกล้แตะเพดาน 70% ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังปกคลุมเศรษฐกิจโลกตลอดปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862981&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z3dUw-q0EMNanOWhrNzxT

  • หนี้ครัวเรือนไทยพุ่ง 86.7% ต่อ GDP คนไทยเริ่มกู้กินกู้ใช้ ฝ่าเศรษฐกิจเปราะบาง

    หนี้ครัวเรือนไทยพุ่ง 86.7% ต่อ GDP คนไทยเริ่มกู้กินกู้ใช้ ฝ่าเศรษฐกิจเปราะบาง

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนไตรมาส 4/2568 มีแรงหนุนหลักจากสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 12.72 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 1.19 แสนล้านบาทจากไตรมาสก่อน สะท้อนว่าครัวเรือนยังจำเป็นต้องพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางรายได้ที่ฟื้นตัวช้า 

    ขณะที่สินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์แม้ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง

    สำหรับสินเชื่อที่หดตัวจากไตรมาสก่อน ได้แก่ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ สินเชื่อเพื่อการศึกษา และสินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ ซึ่งยังคงลดลงต่อเนื่อง

    ทั้งนี้เมื่อพิจารณาหนี้ครัวเรือนแยกตามประเภทผู้ให้สินเชื่อ พบว่า สินเชื่อจากสถาบันการเงินเอกชนยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์และบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งรวมกันคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของสินเชื่อภาคครัวเรือนทั้งหมด

    โดยยอดคงค้างสินเชื่อครัวเรือนของธนาคารพาณิชย์หดตัวราว -2% จากปีก่อน (YOY) หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 7 ขณะที่ยอดคงค้างสินเชื่อครัวเรือนของบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคลหดตัว -0.6% จากปีก่อน ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5

    อย่างไรก็ดี หนี้ครัวเรือนโดยรวมกลับมาขยายตัวได้จากสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจและสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งยังคงเติบโตต่อเนื่องจากมาตรการช่วยเหลือภาครัฐที่มีส่วนพยุงเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน สินเชื่อผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ และโรงรับจำนำ เร่งตัวขึ้นมาก สะท้อนว่าครัวเรือนหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงง่ายและมีเงื่อนไขยืดหยุ่นกว่าสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลักที่ยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ 

    แนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ครัวเรือนบางส่วนยังเผชิญปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย และต้องการเสริมสภาพคล่องระยะสั้นผ่านการก่อหนี้เพิ่มเติม ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้า ซึ่งอาจนำไปสู่การสะสมภาระหนี้และเพิ่มความเสี่ยงในการชำระหนี้ในระยะข้างหน้า

    มาตรฐานการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ยังเข้มงวดต่อเนื่อง

    ภาพ ธนาคารแห่งประเทศไทย

    SCB EIC ประเมินปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้น จากตลาดแรงงานที่ยังเปราะบางท่ามกลางค่าครองชีพที่เร่งตัวเร็ว

    ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยมีแนวโน้มแย่ลงจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่

    1. ตลาดแรงงานเปราะบาง

    โดยอัตราการว่างงานของไทยเริ่มเร่งตัวขึ้นในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2026 สู่ระดับ 0.9% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงงานจบใหม่หางานทำได้ยากขึ้น ส่งผลให้อัตราว่างงานของผู้ที่ไม่เคยทำงานมาก่อนเร่งตัว

    นอกจากนี้ ในปี 2025 จำนวนผู้มีงานทำในกลุ่มอายุ 15-24 ปีหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนความต้องการจ้างงานแรงงานจบใหม่ที่ลดลง ทำให้แรงงานจบใหม่บางส่วนต้องหันไปทำงานนอกระบบมากขึ้น ซึ่งมักมีความมั่นคงทางรายได้ต่ำกว่าการทำงานในระบบ

    นอกจากนี้จำนวนผู้มีงานทำปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2025 ที่การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่ช่วง COVID-19

    สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้า และภาคการผลิตที่ยังหดตัวต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน จำนวนคนทำงานในภาคเกษตรลดลงจากการย้ายไปทำงานในภาคเศรษฐกิจอื่นที่ให้รายได้สูงกว่า เช่น ภาคบริการ อย่างไรก็ดี ภาคบริการมีขีดจำกัดในการรองรับแรงงาน และงานบางส่วนเป็นงานที่มีรายได้ต่ำ ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยของแรงงานปรับลดลง

    และปัจจัยเหล่านี้ซ้ำเติมแนวโน้มรายได้ของครัวเรือนในภาพรวมให้มีความเสี่ยงลดลงได้อีกในระยะข้างหน้า สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งพบว่า จำนวนธุรกิจเปิดใหม่ยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนการลงทุนภาคเอกชนที่ลดลงและจำกัดโอกาสในการจ้างงานใหม่

    2. ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเร่งค่าครองชีพ กดดันรายได้ที่แท้จริง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการจ้างงาน

    โดยราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นมากจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อราคาสินค้าและบริการอื่นๆ SCB EIC ประเมินว่าเงินเฟ้อไทยปี 2026 จะเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 3.2% ซึ่งจะกดดันรายได้ที่แท้จริงของแรงงานที่เพิ่งฟื้นกลับมาใกล้เคียงระดับก่อน COVID-19

    เงินเฟ้อสูงจากราคาน้ำมันอาจกดดันรายได้ที่แท้จริงแรงงานไทย 2026

    ภาพ ธนาคารแห่งประเทศไทย

    ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเพิ่มต้นทุนให้ภาคธุรกิจ กระทบความสามารถในการทำกำไร และอาจจำกัดการจ้างงานหรือการปรับขึ้นค่าจ้างในระยะข้างหน้า

    นอกจากนี้ SCB EIC ประเมินว่าหลายกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากสถานการณ์ดังกล่าว เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการปลูกข้าว การผลิตแผ่นไม้และผลิตภัณฑ์ไม้เพื่อการก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มเคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก และยางสังเคราะห์ เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งเพิ่มขึ้น

    ขณะที่การส่งออกสินค้าไปตลาดตะวันออกกลางถูกจำกัดลงและแรงงานในธุรกิจกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้มีจำนวนราว 2.6 ล้านคน หรือ 6.5% ของแรงงานทั้งหมด หากภาคธุรกิจจำเป็นต้องควบคุมต้นทุนเพื่อประคองกิจการท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังสูง แรงงานกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกลดชั่วโมงทำงาน ลดค่าล่วงเวลา หรือชะลอการจ้างงานลง ซึ่งอาจซ้ำเติมความเปราะบางของตลาดแรงงานไทยในปีนี้

    SCB EIC ระบุว่ามาตรการภาครัฐควรมุ่งบรรเทาค่าครองชีพในระยะสั้นอย่างตรงจุดควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว

    ในระยะสั้น ภาครัฐควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพแบบมุ่งเป้า (Targeted) โดยเฉพาะด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อครัวเรือนเปราะบางและกลุ่มรายได้น้อยที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารและพลังงานสูง มาตรการควรออกแบบให้ตรงกลุ่มและมีลักษณะชั่วคราว เพื่อช่วยประคองกำลังซื้อและลดความจำเป็นที่ครัวเรือนต้องก่อหนี้เพิ่มเพื่อใช้จ่ายสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน

    ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเดินหน้ามาตรการปรับโครงสร้างหนี้และลดภาระหนี้ของลูกหนี้กลุ่มเปราะบางควบคู่กัน เพื่อเสริมสภาพคล่องในช่วงที่รายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

    ในระยะยาว การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมุ่งแก้ที่ต้นตอของปัญหา โดยเฉพาะการยกระดับรายได้และความสามารถในการหารายได้ของครัวเรือน ภาครัฐจึงควรเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการสร้างงานที่มีผลิตภาพสูง และขยายโอกาสในการเข้าถึงอาชีพและแหล่งรายได้ใหม่

    นอกจากนี้ ควรพัฒนาระบบสวัสดิการให้รองรับสังคมสูงอายุได้ดีขึ้น และส่งเสริมวินัยและภูมิคุ้มกันทางการเงินของครัวเรือน เพื่อช่วยให้ครัวเรือนสามารถรับมือกับความผันผวนของรายได้และค่าครองชีพได้ดีขึ้นในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาหนี้เพื่อการบริโภค และทำให้การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเกิดผลอย่างยั่งยืนมากขึ้น.

    หนี้ครัวเรือนไทยพุ่ง 86.7% ต่อ GDP คนไทยเริ่มกู้กินกู้ใช้ ฝ่าเศรษฐกิจเปราะบาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/740951&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WyPhtaTnG6iqyD-HQKDuN

  • รัฐบาลปลื้ม สงกรานต์ 69 เงินสะพัดทั่วประเทศ สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

    รัฐบาลปลื้ม สงกรานต์ 69 เงินสะพัดทั่วประเทศ สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

    รัฐบาลปลื้ม “สงกรานต์ 2569” เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

    วันที่ 15 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในทุกภูมิภาคของประเทศเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในแต่ละพื้นที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลัก มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 91 จุดทั่วกรุง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานใน 6 สถานที่สำคัญรวมกว่า 558,561 คน โดย “สงกรานต์สยาม 2569” ที่สยามสแควร์ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้เข้าร่วมงาน 183,544 คน รองลงมาคือถนนสีลม และไอคอนสยาม สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในเขตเมือง ขณะเดียวกัน จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา ยังคงเน้นการสืบสานประเพณีควบคู่กับกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    ภาคตะวันออกมีความโดดเด่นจากการจัดงาน “วันไหล” ที่ขยายระยะเวลาเทศกาลออกไป โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา ที่มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนเมษายน ช่วยกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดระยองได้ใช้จุดเด่นด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านกิจกรรม “สงกรานต์ถนนทุเรียน” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ภาคเหนือยังคงรักษาเอกลักษณ์ “ปี๋ใหม่เมือง” อย่างเข้มแข็ง จังหวัดเชียงใหม่จัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวันที่ 6–17 เมษายน โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดเชียงรายและพะเยาได้พัฒนาแนวทางการจัดงานให้ผสมผสานกิจกรรมร่วมสมัย รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ

    ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีบรรยากาศคึกคักตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นกับ “ถนนข้าวเหนียว” ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของภูมิภาค รวมถึงจังหวัดนครราชสีมาและอุดรธานีที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน

    ภาคใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 11–15 เมษายน จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 149,690 คน สร้างรายได้กว่า 4,083 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราชยังคงบรรยากาศคึกคัก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

    ส่วนภาคตะวันตกเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแข่งขันเรือยาวและกิจกรรมเชิงประเพณี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจในภาพรวม แต่การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการใช้ “วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกภูมิภาค
    “สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่คึกคัก แต่คือรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับคนไทยในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงภาคธุรกิจท้องถิ่น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2926762&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KX9euLd8Hjl-6TdLgcWP-

  • IMF เตือน ‘สงครามตะวันออกกลาง’ ฉุดเศรษฐกิจโลก เหลือ 3.1% เสี่ยงวิกฤตพลังงานซ้ำ

    IMF เตือน ‘สงครามตะวันออกกลาง’ ฉุดเศรษฐกิจโลก เหลือ 3.1% เสี่ยงวิกฤตพลังงานซ้ำ

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026 ลงเหลือ 3.1% จาก 3.3% เมื่อต้นปี ท่ามกลางแรงกระแทกใหม่จากสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังสั่นคลอนตลาดพลังงาน เงินเฟ้อ และเสถียรภาพการเงินโลก พร้อมเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ โลกอาจเผชิญ “วิกฤตพลังงานรอบใหม่” ซ้ำรอยปี 2022

    วันที่ 14 เมษายน 2026 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ รายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน 2026 ระบุชัดว่า โมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เคยขับเคลื่อนด้วยการลงทุนด้านเทคโนโลยี สภาพคล่องทางการเงินที่ผ่อนคลาย และนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ กำลังถูก “หยุดลง” อย่างกะทันหันจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของอุปทานน้ำมันและก๊าซของโลก

    3 ช่องทาง ‘แรงกระแทก’ ที่กำลังลามทั้งระบบ

    IMF ชี้ว่า ผลกระทบของสงครามครั้งนี้จะส่งผ่านเศรษฐกิจโลกผ่าน 3 ช่องทางหลัก

    หนึ่ง ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งขึ้น ซึ่งถือเป็น ‘Negative Supply Shock’ ตามตำราเศรษฐศาสตร์ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ห่วงโซ่อุปทานสะดุด และเงินเฟ้อเร่งตัว ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคถูกบั่นทอน

    สอง ความเสี่ยงของการเกิด ‘วงจรค่าแรง–ราคา’ หากภาคธุรกิจทยอยขึ้นราคาสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุน และแรงงานเรียกร้องค่าแรงเพิ่มเพื่อรักษารายได้จริง ซึ่งจะยิ่งทำให้เงินเฟ้อฝังตัวลึกขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่ความคาดหวังเงินเฟ้อยังไม่มั่นคง

    สาม ความผันผวนในตลาดการเงิน เมื่อความเสี่ยงมหภาคเพิ่มขึ้น นักลงทุนอาจปรับพอร์ตอย่างฉับพลัน นำไปสู่การเทขายสินทรัพย์ ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า เงินทุนไหลออก และภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นทั่วโลก

    โลกยังโต…แต่โตช้าลง และเงินเฟ้อกลับมา

    ภายใต้ ‘Reference Forecast’ ที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อ เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ 3.1% ในปีนี้ ขณะที่เงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 4.4% ซึ่งถือเป็นการหักล้างแนวโน้มเงินเฟ้อขาลงที่โลกพยายามสร้างมาตลอดช่วงหลังโควิด

    อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์เลวร้ายลง IMF ประเมินว่าในกรณี Adverse เศรษฐกิจโลกอาจโตเพียง 2.5% และเงินเฟ้อพุ่งขึ้นเป็น 5.4% ขณะที่ในกรณี Severe ซึ่งรวมถึงการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานอย่างยืดเยื้อ เศรษฐกิจโลกอาจชะลอลงเหลือเพียง 2% และเงินเฟ้อทะลุ 6% ซึ่งใกล้เคียงกับภาวะ Stagflation

    ใครเจ็บหนักที่สุด

    ประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาและรายได้ต่ำ จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและพื้นที่นโยบายที่จำกัด ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกพลังงานเองก็ไม่ได้ปลอดภัย เนื่องจากต้องเผชิญความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน การผลิต และการส่งออกที่สะดุด

    อีกด้านหนึ่ง ประเทศที่พึ่งพาแรงงานในตะวันออกกลางอาจได้รับผลกระทบจากเงินโอนกลับประเทศ (Remittances) ที่ลดลง ซึ่งจะซ้ำเติมเศรษฐกิจภายในประเทศ

    บทเรียนจากปี 2022: รอบนี้อาจยากกว่าเดิม

    IMF เปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับวิกฤตราคาพลังงานปี 2022 หลังสงครามรัสเซีย–ยูเครน ซึ่งในครั้งนั้น ธนาคารกลางทั่วโลกสามารถใช้นโยบายการเงินเข้มงวดเพื่อกดเงินเฟ้อลงได้โดยไม่ทำให้เศรษฐกิจถดถอยรุนแรง

    แต่ครั้งนี้เงื่อนไขต่างออกไป ตลาดแรงงานเริ่มอ่อนตัว สภาพคล่องส่วนเกินลดลง และโครงสร้างเศรษฐกิจอาจกลับเข้าสู่ภาวะที่การลดเงินเฟ้อต้องแลกกับต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้โจทย์ของผู้กำหนดนโยบายยากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    นโยบายต้อง ‘แม่น’ และ ‘มีวินัย’ มากขึ้น

    IMF แนะนำว่า ธนาคารกลางควรสามารถ “มองข้าม” การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานในระยะสั้นได้ ตราบใดที่ความคาดหวังเงินเฟ้อยังยึดเหนี่ยวอยู่ แต่หากเริ่มหลุดกรอบ จำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา

    ด้านนโยบายการคลัง IMF เตือนให้หลีกเลี่ยงมาตรการแบบเหวี่ยงแห เช่น การอุดหนุนราคาพลังงานทั้งระบบ ซึ่งมีต้นทุนสูงและบิดเบือนกลไกตลาด โดยแนะนำให้ใช้มาตรการช่วยเหลือแบบ “เฉพาะจุด ชั่วคราว และมีเป้าหมายชัดเจน” แทน

    การปล่อยให้ราคาสะท้อนความขาดแคลนยังคงเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการปรับตัวทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทาน ขณะที่การควบคุมราคาหรือจำกัดการส่งออกมักให้ผลย้อนกลับและซ้ำเติมปัญหาในระยะยาว

    โลกหลายขั้ว กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

    นอกเหนือจากผลกระทบระยะสั้น สงครามครั้งนี้ยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของโลกสู่ระเบียบใหม่ที่มีหลายขั้วอำนาจมากขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับความตึงเครียดทางการค้า การแบ่งขั้ว และการลดทอนความร่วมมือระหว่างประเทศ

    IMF เตือนว่า แนวโน้มดังกล่าวอาจลดศักยภาพการเติบโตของโลกในระยะยาว แม้ในอีกด้านหนึ่ง การค้าและห่วงโซ่อุปทานกำลังถูก “จัดเส้นทางใหม่” ผ่านพันธมิตรและภูมิภาคใหม่ ๆ

    บทสรุป: ความเสี่ยงระยะสั้น vs โอกาสระยะยาว

    แม้โลกกำลังเผชิญแรงกระแทกจากสงครามและพลังงาน แต่ IMF ชี้ว่าไม่ควรละสายตาจากปัจจัยบวกในระยะยาว โดยเฉพาะความก้าวหน้าของ AI ที่อาจเป็นตัวขับเคลื่อนผลิตภาพครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก

    อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ไม่ราบรื่น ความเสี่ยงฟองสบู่ในตลาดการเงินและการเปลี่ยนผ่านของตลาดแรงงานยังคงเป็นโจทย์สำคัญ

    สุดท้าย IMF ย้ำว่า ทางออกที่ดีที่สุดในการจำกัดความเสียหายยังคงเป็น “การยุติสงครามโดยเร็ว” ควบคู่กับการรักษาความร่วมมือระหว่างประเทศ เพราะในโลกที่เปราะบางขึ้น ความร่วมมืออาจเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดในการรักษาเสถียรภาพและการเติบโตในระยะยาว

    ABOUT THE AUTHOR

    นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

    บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว THE STANDARD วิทยากรด้านสื่อและการทำคอนเทนต์ออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/imf-middle-east-war-global-economy-energy-crisis/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G4zBMXS7SV1vpAQL4mTUZ

  • ไอเอ็มเอฟเตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอยหากสงครามยังยืดเยื้อ ส่วนจีดีพีไทยปีนี้คาดโตแค่ 1.5% – BBC News ไทย

    ไอเอ็มเอฟเตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอยหากสงครามยังยืดเยื้อ ส่วนจีดีพีไทยปีนี้คาดโตแค่ 1.5% – BBC News ไทย

    คำบรรยายวิดีโอ, รับชม: ผู้สื่อข่าวบีบีซีมิเชลล์ ฟลูรี รายงานถึงสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันและสงครามอาจฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
      • Author, เดียร์เบล จอร์แดน
      • Role, ผู้สื่อข่าวธุรกิจ
    • เวลาอ่าน: 6 นาที

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ (International Monetary Fund -IMF) ออกมาเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเสี่ยงจะตกไปอยู่ในภาวะถดถอย (recession) หากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดียวกับราคาพลังงานที่คงตัวในระดับสูง

    ในรายงานวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ไอเอ็มเอฟระบุว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งราคาน้ำมัน ก๊าซ และอาหารพุ่งสูงขึ้น และยังคงอยู่ในระดับสูงตลอดทั้งปีนี้และปีหน้า เศรษฐกิจโลกอาจหดตัวลงต่ำกว่า 2% ในปี 2026

    “นี่จะหมายถึงสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกเกือบเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งเกิดขึ้นเพียงสี่ครั้งนับตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา” ครั้งล่าสุดเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย เกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19

    ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่ที่สงครามเปิดฉากเมื่อกว่า 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญถูกปิดลงในทางปฏิบัติ และการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านก็เพิ่งล่มไป

    ไอเอ็มเอฟระบุว่า “เป็นอีกครั้งที่เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะหลุดออกนอกเส้นทาง ครั้งนี้จากการปะทุขึ้นของสงครามในตะวันออกกลางซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือน ก.พ. 2026”

    รายงานชี้ว่า ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ราคาน้ำมันอาจพุ่งไปแตะค่าเฉลี่ย 110 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปีนี้ และตัวเลขอาจสูงถึง 125 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2027

    จากสมมติฐานข้างต้น ไอเอ็มเอฟกล่าวว่าอัตรางานเฟ้ออาจสูงถึง 6% ในปีนี้ สถานการณ์นี้อาจบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอให้ราคาสินค้าต่าง ๆ ลดลงมา

    ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์แห่งไอเอ็มเอฟ บอกกับบีบีซีว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนานออกไปจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งไม่หยุด นั่นจะส่งผลให้ตัวเลขอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อไปยังความมั่นคงทางอาหารในบางประเทศ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • .

    • Trump walks to Air Force One on April 11, 2026 at Joint Base Andrews, Maryland

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    เขาเตือนว่า แม้ว่าความขัดแย้งจะยุติลงในวันนี้ แต่ผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันจะยังรุนแรงเทียบได้กับวิกฤตน้ำมันทศวรรษที่ 1970 อยู่ดี ตอนนั้นคือช่วงเวลาที่เหล่าผู้ผลิตน้ำมันจากโลกอาหรับได้ประกาศคว่ำบาตรสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ ที่สนับสนุนอิสราเอลในช่วงสงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War)

    อย่างไรก็ดี กูรินชาเสริมว่าโลกทุกวันนี้พึ่งพาน้ำมันและเชื้อเพลิงฟอสซิลลดลง ดังนั้น ผลกระทบต่อผู้บริโภคจึงรุนแรงน้อยกว่า

    ขณะที่รัฐบาลต่าง ๆ กำลังพิจารณาปล่อยมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากไอเอ็มเอฟเตือนว่า มาตรการต่าง ๆ ต้องเน้นระยะสั้นและตรงจุดเท่านั้น

    “รัฐบาลต่าง ๆ ควรระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะตอนนี้แทบไม่มีพื้นที่ทางการคลังเหลือให้ไปช่วยอุดหนุนครัวเรือนมากนัก มันจะกลายเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลัง และมาตรการนั้นจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ”

    A long line of cars lined up for gas at filling station on a Saturday night during the oil crisis of 1973, Brooklyn, New York City

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, แม้ว่าความขัดแย้งจะยุติลงในวันนี้ แต่ผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันจะยังรุนแรงเทียบได้กับวิกฤตน้ำมันทศวรรษที่ 1970 อยู่ดี

    สงครามครั้งนี้ส่งให้ราคาน้ำมันเคยพุ่งขึ้นใกล้ระดับ 120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ก่อนจะปรับลดลง โดยในวันอังคาร (14 เม.ย.) ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 98.85 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล

    นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟ ยังชี้ว่า ความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะเพิ่มสูงขึ้น หากสถานการณ์รุนแรงยืดเยื้อเกินสองปี

    รายงานระบุว่า หากความขัดแย้งคลี่คลายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า การผลิตรวมถึงการส่งออกพลังงานจากตะวันออกกลางเริ่มกลับสู่ภาวะปกติภายในกลางปีนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะชะลอลงมาอยู่ที่ 3.1%

    ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 3.3% ขณะที่การคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าถูกคงไว้ที่ 3.2%

    สำหรับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ไอเอ็มเอฟ คาดว่า สหราชอาณาจักรจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากแรงกระแทกด้านพลังงาน อันเป็นผลจากสงครามอิหร่าน

    เศรษฐกิจตะวันออกกลางจะเป็นอย่างไร

    ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในอ่าวอาหรับมีแนวโน้มเผชิญการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง หรืออาจถึงขั้นหดตัวในปีนี้ ตามการคาดการณ์ของไอเอ็มเอฟ

    รายงานประเมินว่า เศรษฐกิจอิหร่านจะหดตัว 6.1% ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าจะฟื้นตัวกลับมาเติบโต 3.2% ในปี 2027 หากสงครามยุติลงภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

    สำหรับประเทศอย่างกาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ของโลก และได้ตกเป็นเป้าการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่านโดย โรงแยกก๊าซราส ลัฟฟาน (Ras Laffan) ของกาตาร์ ซึ่งเป็นโรงแปรรูป LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถูกโจมตี และคาดว่าจะยังไม่สามารถกลับมาเดินเครื่องได้เต็มกำลังในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

    ไอเอ็มเอฟคาดว่าเศรษฐกิจกาตาร์จะหดตัว 8.6% ในปี 2026 ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาเติบโต 8.6% ในปีถัดไป

    Workers unload goods from the back of a truck at the Jamila food market in Sadr City, east Baghdad on April 13, 2026.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ราคาอาหารปรับสูงขึ้นในหลายประเทศท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน

    รายงานยัง ระบุว่า อิรัก ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่าน จะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามในปีนี้ โดยเศรษฐกิจจะชะลอลง 6.8% แต่คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยเติบโต 11.3% ในปี 2027

    ไอเอ็มเอฟ ยังชี้ว่า ความสามารถในการรับมือทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ และความพร้อมของเส้นทางส่งออกทางเลือก ตัวอย่างเช่น ซาอุดีอาระเบียมีท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ที่เชื่อมจากอ่าวเปอร์เซียไปยังทะเลแดง ซึ่งสามารถขนส่งน้ำมันได้สูงสุดถึง 7 ล้านบาร์เรล/วัน

    สำหรับเศรษฐกิจซาอุดีอาระเบีย คาดว่าจะชะลอตัวในปี 2026 แต่ยังเติบโตได้ 3.1% และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องเป็น 4.5% ในปีถัดไป

    ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในตะวันออกกลางส่วนใหญ่มีแนวโน้มฟื้นตัวในปีหน้า โดย “ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการผลิตและการขนส่งพลังงานจะกลับสู่ภาวะปกติภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า”

    อย่างไรก็ตาม ไอเอ็มเอฟ เตือนว่า สมมติฐานดังกล่าวอาจต้องมีการปรับทบทวน หากความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป และระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นจะถูกประเมินใหม่

    นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟ ยังปรับลดประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปีนี้ โดยคาดว่าจะขยายตัว 4.4% ในปี 2026 ลดลงจากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ 4.5% เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

    ขณะที่ คาดการณ์เศรษฐกิจจีนในปี 2027 ยังคงเดิมที่อัตราการเติบโตที่ 4%

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศยังระบุว่า รัสเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น โดยคาดว่า เศรษฐกิจรัสเซียจะเติบโต 1.1% ทั้งในปีนี้และปีหน้า สูงกว่าคาดการณ์เดิมที่ 0.8% และ 1% ตามลำดับ

    ก่อนหน้านี้ รัสเซียเผชิญมาตรการคว่ำบาตรหลายระลอก หลังจากเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อกว่า 4 ปีก่อน

    ในเดือน มี.ค. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ยกเลิกข้อจำกัดการส่งออกน้ำมันของรัสเซีย ท่ามกลางราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง

    นอกจากนี้ เขายังผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรต่อน้ำมันอิหร่านชั่วคราว ครอบคลุมปริมาณ 140 ล้านบาร์เรล เป็นเวลา 30 วัน

    อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ทรัมป์ประกาศใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน เพื่อสกัดการส่งออกน้ำมัน

    สถานการณ์ประเทศไทย

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    ในรายงานฉบับล่าสุดนี้ ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตแค่ราว 1.5% ในปี 2026 ก่อนจะขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.1% ในปี 2027 ขณะที่ค่าเฉลี่ยการเติบโตของ 5 ประเทศอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ในปี 2026 ไอเอ็มเอฟ ประเมินไว้ที่ 3.2% และเพิ่มเป็น 3.5% ในปี 2027

    สำหรับเวียดนาม ไอเอ็มเอฟประเมินว่า ตัวเลขจีดีพีในปีนี้จะหดตัวลงจากปีก่อนหน้า ลงมาอยู่ที่ 7.1% ในปี 2026 ก่อนจะหดตัวลงอีกในปี 2027 เหลือ 6.7%

    เมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกรุงศรีเผยแพร่รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์ โดยชี้ว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย ที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลงมาตั้งแต่ก่อนมีสงครามแล้ว โดยเฉพาะในภาคการส่งออกและการบริโภค

    รายงานฉบับนี้เสริมว่า สงครามในตะวันออกกลางนั้นยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่านราคาน้ำมัน ต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนการผลิต การหยุดชะงักของภาคการผลิตและการส่งออกสินค้าในหลายกลุ่ม รวมไปถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลาง

    ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ด้านศูนย์วิจัย KKP Research ภายใต้กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ออกรายงาน ที่วิเคราะห์ว่า หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ เกิดการขาดแคลนน้ำมันกินระยะเวลายาวนานขึ้น เศรษฐกิจไทยจะเริ่มได้รับผลกระทบคือระดับราคาน้ำมันเฉลี่ยค้างอยู่ในช่วง 85–90 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลเป็นระยะเวลานานขึ้น (4-6 เดือน) จีดีพีของไทยในปี 2026 จะอยู่ที่ราว 1.4%

    ศูนย์วิจัย KKP Research ยังระบุอีกว่า หากเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ในกรณีสถานการณ์ลุกลามกลายเป็นสงครามภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น และมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตน้ำมัน ที่ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ในระยะสั้น ทำให้ตลาดน้ำมันอยู่ในภาวะขาดแคลนเป็นเวลานาน ราคาอาจค้างสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลเป็นเวลานาน จีดีพีไทยในปีนี้จะเติบโตต่ำกว่า 0.7%

    รายงานเพิ่มเติมโดยปณิศา เอมโอชา ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cp844jd10e8o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-mBDzelFGpsek9kJ-5yBd

  • เปิดกลุ่มหุ้นเด่น ฝ่าพายุเศรษฐกิจ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    เปิดกลุ่มหุ้นเด่น ฝ่าพายุเศรษฐกิจ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    1. พัชรนันท์ สิงหรา (พี่เรย์) 064-954-9826

    2. ปวิตรา วงศ์สวาสดิ์ (โอ๊ย) 082-550-0253

    3. มลฤดี สิงหรา (หนูเล็ก) 081-9923266

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/04/15/632508/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tpgZmboAF43hoWIaeljAO

  • จับตา หุ้นไทย ก่อนเปิดตลาดหลังสงกรานต์  พรุ่งนี้ 16/04/69

    จับตา หุ้นไทย ก่อนเปิดตลาดหลังสงกรานต์ พรุ่งนี้ 16/04/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/141579&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bJvVCLMIVymW6SxFWp2_7

  • อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 15 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 15 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ 15 เม.ย. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ดีเซล ล่าสุด ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดตราคาน้ำมัน 15 เมษายน 2569 กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด โดยทีมข่าวเศรษฐกิจ อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ 15/4/2569 เวลา 09.00 น.  มีดังต่อไปนี้

    อัปเดตราคาน้ำมัน วันที่ 15 เม.ย. 2569 มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. 

    ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันนี้ 15 เมษายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.40 บาท/ลิตร
    • ดีเซล อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.54 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 66.30 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 55.04 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันนี้ 15 เมษายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.40 บาท/ลิตร
    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 66.80 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 97 อยู่ที่ 56.54 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 33.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์”วันนี้ 15 เมษายน 2569

    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 39.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.83 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 44.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 73.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” วันนี้ 15 เมษายน 2569

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 57.51 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 70.94 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ส่งผลให้ราคาอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุด คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949536/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hJsE9MxV7gcEnvEgqlDu2