Category: เศรษฐกิจ

  • การดี ชง กมธ.ดีอี 5 วาระเร่งด่วนดิจิทัลไทย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต

    การดี ชง กมธ.ดีอี 5 วาระเร่งด่วนดิจิทัลไทย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต

    วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.47 น.

    การดี ชง กมธ.ดีอี 5 วาระเร่งด่วนดิจิทัลไทย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต

    เมื่อวันที่ 21 พ.ค.2569 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “5 วาระเร่งด่วนดิจิทัลไทย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต

    วันนี้อ้อได้มีโอกาสเข้าไปนำเสนอและแลกเปลี่ยนความเห็นในคณะ กมธ. การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กมธ. DE) ค่ะ

    ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเทคโนโลยีไม่ได้เป็นแค่ “ทางเลือก” แต่คือ “ทางรอด” ของประเทศ สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ไม่ใช่แค่การวางแผน แต่คือ “การลงมือขับเคลื่อนให้เกิดผลจริง”

    อ้อเสนอ 5 วาระสำคัญที่เราต้องเร่งผลักดัน เพื่อปลดล็อกศักยภาพของเศรษฐกิจและสังคมไทย

    1. Open Data รัฐต้องเชื่อม ข้อมูลต้องเปิด
    ข้อมูลคือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศ เราต้องเร่งผลักดันให้เกิดการเปิดเผยและเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ (Open Data & Interoperability) เพื่อให้ภาคเอกชน สตาร์ทอัพ และประชาชน นำข้อมูลไปต่อยอด สร้างนวัตกรรม รวมถึงสร้างความโปร่งใสในการบริหารงานของภาครัฐ

    2. Fair Trade & Platform Regulation: คุ้มครองผู้ประกอบการไทย กำกับแพลตฟอร์มต่างชาติ
    #SME ไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมบนโลกออนไลน์ เราต้องเร่งสร้างกลไกกำกับดูแลแพลตฟอร์มต่างชาติอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรฐานสินค้า การจัดเก็บภาษี หรือการป้องกันการทุ่มตลาด เพื่อสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม และปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย

    3. Digital Asset & Asset Tokenization: สร้างโอกาสใหม่แห่งการระดมทุน
    ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล เราควรเร่งส่งเสริมและปลดล็อกกฎเกณฑ์เพื่อสนับสนุน Asset Tokenization (การแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงให้เป็น #โทเคนดิจิทัล ) อย่างปลอดภัย ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกเข้ามาในประเทศ

    4. AI Economy Readiness: เตรียมพร้อมรับมือเศรษฐกิจ AI
    AI กำลังเปลี่ยนผ่านทุกอุตสาหกรรม ไทยจะเป็นแค่ “ผู้ใช้” ไม่ได้ เราต้องเตรียมความพร้อมใน 3 แกนหลัก คือ
    * คน: อัปสกิลและรีสกิลแรงงานด่วน
    * ธุรกิจ/Ecosystem: สนับสนุนให้เกิดการใช้และพัฒนา AI ในภาคธุรกิจ
    * กฎหมาย: ต้องมีกฎหมายที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม แต่ก็รัดกุมพอที่จะคุ้มครองสิทธิและจริยธรรม
    * Data Center

    5. Space Economy: บุกเบิกเศรษฐกิจอวกาศ
    หลายคนอาจมองว่าไกลตัว แต่ #เศรษฐกิจอวกาศ คือขุมทรัพย์ใหม่ โดยเฉพาะเรื่อง Earth Observation และ Space Data Commercialization
    การนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลอวกาศมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ จะช่วยพลิกโฉมทั้งภาคการเกษตร การจัดการภัยพิบัติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาล

    ทั้ง 5 ข้อนี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน อ้อหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอเหล่านี้จะถูกนำไปขับเคลื่อนต่อในระดับนโยบายอย่างเร่งด่วน
    แล้วทุกคนล่ะคะ คิดว่าวาระไหนที่เราควรเร่งผลักดันมากที่สุดในตอนนี้? “

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/966062&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32lY4duFqzzH2myyY-iggE

  • รัฐบาลเคาะ “ไทยช่วยไทย พลัส” แจกหนัก 60/40 ดันเศรษฐกิจฐานราก เปิดลงทะเบียน 25 พ.ค.นี้ ผ่านแอปฯ เป๋าตัง จำกัด 30 ล้านสิทธิ์

    รัฐบาลเคาะ “ไทยช่วยไทย พลัส” แจกหนัก 60/40 ดันเศรษฐกิจฐานราก เปิดลงทะเบียน 25 พ.ค.นี้ ผ่านแอปฯ เป๋าตัง จำกัด 30 ล้านสิทธิ์

    รัฐบาลเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจกลางปี 2569 เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์ร่วมจ่ายแบบใหม่ 60/40 ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เริ่ม 25–29 พฤษภาคมนี้ จำกัด 30 ล้านสิทธิ์ โดยรัฐช่วยจ่ายสูงสุด 4,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ 4 เดือน หวังพยุงกำลังซื้อประชาชนและฟื้นเศรษฐกิจรายย่อยทั่วประเทศ รัฐบาลเปิดมาตรการใหม่ “ไทยช่วยไทย พลัส” อัดงบกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐบาลได้เปิดรายละเอียดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนในรูปแบบ “ร่วมจ่าย 60/40” โดยรัฐบาลจะช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ประชาชน 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40%

    ทั้งนี้ รัฐบาลกำหนดวงเงินช่วยเหลือไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน รวมระยะเวลาโครงการ 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน–กันยายน 2569 หรือรวมวงเงินสูงสุด 4,000 บาทต่อคน

    เปิดลงทะเบียน 25–29 พ.ค.นี้ ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง”สำหรับการเปิดลงทะเบียน โครงการจะเปิดให้ประชาชนทั้งผู้มีสิทธิ์เดิมและรายใหม่ ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 25–29 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 06.00–22.00 น. ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”

    โดยรัฐบาลกำหนดจำนวนสิทธิ์ไว้ไม่เกิน 30 ล้านคน หรือจนกว่าจะครบจำนวนสิทธิ์ก่อนปิดลงทะเบียน คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ผู้มีสิทธิ์ลงทะเบียนต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ เป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันลงทะเบียน มีบัตรประจำตัวประชาชน ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
    ไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิ์หรือเรียกเงินคืนจากโครงการรัฐที่ผ่านมา เช่น คนละครึ่ง ระยะ 2–5 และคนละครึ่งพลัส

    วิธีลงทะเบียน “ผู้ใช้เดิม” ทำง่ายผ่านแอปฯ
    สำหรับประชาชนที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” มาก่อน สามารถลงทะเบียนได้ง่ายผ่านแอป “เป๋าตัง” โดยมีขั้นตอนดังนี้(1.)เปิดแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
    (2.)กดแบนเนอร์ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)”(3.)อ่านรายละเอียดและเงื่อนไขโครงการ(4.)กดยืนยันสิทธิ์และยอมรับเงื่อนไข(5,)รอผลตรวจสอบสิทธิ์ผ่านแอปฯ

    สำหรับ รายใหม่ต้องสมัคร G-Wallet ก่อน
    ส่วนประชาชนที่ไม่เคยใช้สิทธิ์ “คนละครึ่ง พลัส” มาก่อน ต้องดำเนินการเพิ่มเติม ดังนี้ (1.)ดาวน์โหลดแอป “เป๋าตัง”(2.)สมัครใช้งานและเปิดระบบ G-Wallet(3.)เข้าสู่เมนู “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)”(4.)กรอกข้อมูลและยืนยันตัวตน(5.)รอผลอนุมัติภายใน 3 วัน

    เริ่มใช้สิทธิ์ 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69
    โครงการกำหนดให้เริ่มใช้สิทธิ์ผ่านแอป “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00–23.00 น.
    ส่วนการใช้สิทธิ์ผ่านระบบ Food Delivery Platform สามารถใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00–21.00 น.

    ซื้ออะไรได้บ้าง? สิทธิ์ “ไทยช่วยไทย พลัส” สามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการที่ร่วมโครงการ ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค บริการที่กำหนด สั่งอาหารผ่าน Food Delivery Platform ที่เข้าร่วมโครงการ อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการบางประเภท เช่น สลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ รวมถึงบริการนวด สปา ทำเล็บ และทำผม

    ย้ำต้องยืนยันตัวตนก่อนใช้สิทธิ์ รัฐบาลกำหนดให้ผู้ได้รับสิทธิ์ต้องดำเนินการ “พิสูจน์และยืนยันตัวตน” ผ่านธนาคารกรุงไทย สาขาธนาคาร หรือเครื่อง ATM สีเทาที่รองรับระบบ Confirm ID เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ ทั้งนี้ ผู้ที่เคยยืนยันตัวตนผ่านโครงการรัฐของธนาคารกรุงไทยมาแล้ว จะไม่ต้องดำเนินการซ้ำคาดเงินสะพัดกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน และช่วยพยุงผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้า และธุรกิจชุมชนทั่วประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวในหลายภาคส่วน โดยคาดว่าจะเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบจำนวนมากตลอดช่วง 4 เดือนของโครงการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/296870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lrxjh5EJO-XPiXSjDOb48

  • รายได้ต่อหัวคนไทยเพิ่ม แต่โรงงานแห่ปิดตัวพุ่งในรอบ 3 ปี! เจาะไส้ในเศรษฐกิจไทย ยอดบนโต-ฐานล่างพัง

    รายได้ต่อหัวคนไทยเพิ่ม แต่โรงงานแห่ปิดตัวพุ่งในรอบ 3 ปี! เจาะไส้ในเศรษฐกิจไทย ยอดบนโต-ฐานล่างพัง

    ตัวเลขล่าสุดจาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/2569 ขยายตัวได้ดีที่ 2.8 % เร่งตัวขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ที่โตเพียง 2.5 % ภาพรวมนี้ส่งผลให้ ณ พ.ค. 2569  “รายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทย” ดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ 282,024.4 บาทต่อคนต่อปี ขยับขึ้นจากช่วงต้นปีอย่างเห็นได้ชัด 

    ซ้ำยังมีข่าวดีสะท้อนผ่านตลาดแรงงานที่มีผู้มีงานทำพุ่งสูงถึง 41.94 ล้านคน (โต 4.7%) ขณะที่ภาคเกษตรกลับมาพลิกเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 9 ไตรมาส หันไปดูฝั่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ยอดการส่งออกสินค้าไฮเทค ยังคงไปได้ดี มีการแจ้งขยายกิจการถล่มทลายถึง 106 โรงงาน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 82.8 % ผ่านการอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ระบบสูงถึง 1.52 แสนล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องจักรกล พลาสติก อาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเม็ดเงินก้อนนี้กวาดการจ้างงานไปได้ถึง 99.3% ของแรงงานในกลุ่มขยายกิจการทั้งหมด

    เจาะไส้ในเศรษฐกิจไทย “ยอดบนโต แต่ฐานล่างพัง”

    แต่ถ้าเรามองลึกลงไปใต้ภูเขาน้ำแข็ง สิ่งที่สวนทางกับภาพการขยายตัวข้างต้นคือ นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส (หรือตั้งแต่ปลายปี 2566) ที่ “โรงงานปิดกิจการ” มีจำนวนมากกว่า “โรงงานเปิดใหม่” ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่า 3 เดือนแรกของปีนี้ มีโรงงานเปิดใหม่เพียง 139 แห่ง (ลดลงถึง 63.9 %) ขณะที่โรงงานปิดกิจการมีสูงถึง 156 แห่ง (เพิ่มขึ้น 11.4%)

    สัญญาณอันตรายนี้ตกอยู่กับ “กลุ่มคนตัวเล็ก” หรือผู้ประกอบการดั้งเดิมและ SMEs (โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะและพืช) ที่กำลังล้มตาย ทุนหาย กำไรหด จากปัญหากำลังซื้อที่ลดลง และการสู้รบกับสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศไม่ได้ ขีดความสามารถการแข่งขันดั้งเดิมที่เคยมี…กำลังหมดไป

    คนไทยหนี้ท่วมหัว เจอหมัดฮุค “สงครามตะวันออกกลาง”

    ข้อสงสัยสำคัญ คือ ทำไมรายได้ต่อหัวคนไทยเพิ่ม แต่คนข้างล่างกลับไม่รอด? คำตอบสะท้อนผ่านแผลกดทับทางเศรษฐกิจ 2 ด้านใหญ่

    • หนี้ท่วม-แบงก์เข้ม โดยสภาพัฒน์ฯ รายงานว่า ล่าสุด หนี้สินครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูง เพราะสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยกู้อย่างหนัก กลุ่มรากหญ้าที่มีบัญชีสินเชื่อส่วนบุคคลไม่เกิน 50,000 บาท เริ่มผิดนัดชำระหนี้ (กลุ่ม SM หรือหนี้ค้างชำระ 31-90 วัน พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง) ฝั่ง SMEs วงเงินกู้ไม่เกิน 5 ล้านบาท ก็เจ็บหนัก ข้อมูล NPL ขยับขึ้นไปแตะ 9.12% และหนี้ในขั้น Stage 2 (ชั้นเฝ้าระวังพิเศษ) สูงถึง 15.82%
    • ต้นทุนพลังงาน-โลจิสติกส์ พุ่ง! โดยสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ได้ดันราคาพลังงานและค่าขนส่งให้สูงขึ้น การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซติดขัด กระทบสินค้าส่งออกไทยที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางสูง เช่น ยานยนต์ (พึ่งพา 35.4%) แอร์ (7.8%) และยางพารา (4.6%)

    เมื่อต้นทุนน้ำมัน ปุ๋ย และพลาสติกแพงขึ้น แต่ธุรกิจปลายน้ำอย่างร้านอาหาร ค้าปลีก หรือเกษตรกร “ไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายได้” เพราะขืนขึ้นราคาลูกค้าก็ไม่มีกำลังซื้อ สุดท้ายจึงต้องแบกรับต้นทุนไว้เอง 

    ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ ตอกย้ำว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะ “K-Shaped Recovery” อย่างชัดเจน ขาขึ้นที่เฉียงหัวขึ้นคือกลุ่มทุนใหญ่และอุตสาหกรรมไฮเทคที่ได้ประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุน ส่วนขาลงที่ปักหัวลงคือคนตัวเล็ก SMEs และแรงงานอิสระที่กำลังขาดสภาพคล่องและไร้กำลังซื้อ เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจเหลื่อมล้ำจนเห็นตัวเลขโรงงานปิดตัวมากกว่าเปิดใหม่ในรอบเกือบ 3 ปีแบบนี้ คำถามคือ แล้วคนตัวเล็กจะรอดจากมรสุมนี้ได้อย่างไร? 

    ที่มา : สภาพัฒน์ฯ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2934260&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lJQ9JIOkVN2ATKzdDzOgB

  • วันวิชิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ เติมเงินฐานราก-เร่งกำลังซื้อ

    วันวิชิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ เติมเงินฐานราก-เร่งกำลังซื้อ

    วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

    “วันวิชิต”ชี้”ไทยช่วยไทยพลัส”กระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ เติมเงินฐานราก-เร่งกำลังซื้อ แนะรัฐใช้โอกาส 4 เดือน วางรากฐานเศรษฐกิจอนาคต

    21 พฤษภาคม 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความคิดเห็นกรณีโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หรือ “คนละครึ่งพลัส” เตรียมเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายนนี้ ว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็น “นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ต่อ” ที่มีเป้าหมายทั้งการช่วยเหลือประชาชนฐานราก และการเร่งการใช้จ่ายภายในประเทศไปพร้อมกัน

    ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยเวลานี้ แม้ตัวเลขมหภาคหลายด้านจะเริ่มฟื้นตัว ทั้ง GDP การส่งออก หรือภาคการลงทุน แต่หากมองลงไปในรายละเอียดระดับชีวิตประจำวัน จะพบว่ายังมี “ความฝืดเคือง” ซ่อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลกระทบจากค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อันเป็นผลจากต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    “เราอย่าไปมองแค่ตัวเลข GDP หรือยอดส่งออกเป็นสารัตถะเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองลงไปถึงเศรษฐกิจฐานราก การใช้จ่ายภาคครัวเรือน และชีวิตจริงของประชาชนด้วย เพราะตัวเลขภาพใหญ่ดีขึ้น ไม่ได้แปลว่าทุกครอบครัวจะกลับมามีกำลังซื้อเหมือนเดิมแล้ว” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

    อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต ระบุว่า จุดสำคัญของโครงการไทยช่วยไทยพลัส คือการ “เติมความเชื่อมั่น” ให้ประชาชนกลับมาใช้จ่ายอีกครั้ง เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง ผู้คนจำนวนมากเลือกเก็บเงินและชะลอการใช้จ่าย ซึ่งยิ่งทำให้เศรษฐกิจหมุนช้าลง

    “ผมจำได้ว่าในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีโครงการคนละครึ่ง ส่วนในรัฐบาลอนุทิน 1 ก็มีมาตรการลักษณะเดียวกัน ซึ่งทั้งสองช่วงมันช่วยกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายได้จริง มันทำให้คนรู้สึกอยากใช้เงิน กล้าจับจ่ายมากขึ้น และเมื่อเงินเริ่มหมุน ระบบเศรษฐกิจก็เริ่มคึกคัก” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

    พร้อมอธิบายว่า การใช้จ่ายของประชาชนจะนำไปสู่การเร่งผลิตสินค้า การจ้างงาน และการบริโภคในระบบ ซึ่งสุดท้ายจะทำให้เงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่เศรษฐกิจในวงกว้าง ถือเป็นกลไกสำคัญในการประคองเศรษฐกิจฐานรากในช่วงที่โลกยังเผชิญความผันผวนสูง

    อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องคิดต่อจากนี้ คือ “หลังครบ 4 เดือนแล้วจะเดินต่ออย่างไร” เพราะมาตรการกระตุ้นระยะสั้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีการต่อยอดเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป

    “เงินก้อนนี้จะสะพัดแน่นอน และจะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาคึกคักได้ระดับหนึ่ง แต่โจทย์สำคัญคือ หลังจาก 4 เดือนนี้ รัฐบาลจะต่อยอดอย่างไรให้การอัดฉีดรอบนี้ กลายเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาว ไม่ใช่แค่กระตุ้นแล้วจบไป เพราะสุดท้ายประเทศไทยต้องมีแผนอนาคตรองรับต่อจากมาตรการระยะสั้นด้วย” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวทิ้งท้าย

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/965956&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IBVrjM66yCGvfPTvzC53-

  • “คริส” นำทีมสมาชิกพรรคเศรษฐกิจ ประกาศจุดยืน “พรรครัฐบาลฝ่ายตรวจสอบ”

    “คริส” นำทีมสมาชิกพรรคเศรษฐกิจ ประกาศจุดยืน “พรรครัฐบาลฝ่ายตรวจสอบ”

    “คริส” นำทีมแกนนำ-สส.พรรคเศรษฐกิจ ขานรับนายกฯ ปราบโกง ประกาศจุดยืน “พรรครัฐบาลฝ่ายตรวจสอบ” ยันไม่เคยต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี

    วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ พร้อมด้วย นายพีรพล กนกวลัย เลขาธิการพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.), นางสาวอังสณา เนียมวณิชกุล รองเลขาธิการพรรคและ สส. ตลอดจนคณะแกนนำและสมาชิกพรรคเศรษฐกิจ ร่วมกันตั้งโต๊ะแถลงข่าวแสดงจุดยืนทางการเมืองของพรรค ต่อกรณีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในปัจจุบัน

    นายคริส ระบุว่าจากกรณีที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้มีเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชัน ทางพรรคเศรษฐกิจเล็งเห็นถึงความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี ที่มีความต้องการและแน่วแน่ในการขจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชันให้หมดไป พรรคเศรษฐกิจจึงพร้อมตอบรับและสนับสนุนความตั้งใจดังกล่าว โดยในขณะนี้ทางพรรคได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาคประชาชนและภาคเอกชน เพื่อเดินหน้าตรวจสอบความโปร่งใสอย่างจริงจัง

    โดยยืนยันว่าพรรคมีจุดยืนสำคัญ  ขอทำหน้าที่เป็นพรรครัฐบาลฝ่ายตรวจสอบ  พร้อมทั้งชี้แจงข้อสงสัยของสังคมที่ว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะสามารถตรวจสอบกันเองได้อย่างไรด้วยว่า พรรคเศรษฐกิจสามารถทำหน้าที่นี้ได้อย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากที่ผ่านมาพรรคไม่เคยตั้งเงื่อนไขในการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีหรือโควตากระทรวงใดๆ ทั้งสิ้น

    “เมื่อเราไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่มีโควตากระทรวงที่ต้องปกป้อง เราจึงพร้อมที่จะทำการตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส การเป็นพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้หมายความว่าเราต้องนิ่งเฉยต่อความไม่ถูกต้อง ในเมื่อท่านนายกฯ มีความตั้งใจจริงที่จะปราบปรามการทุจริต พรรคเศรษฐกิจก็พร้อมที่จะเป็นเครื่องมือในการช่วยตรวจสอบ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและเงินภาษีของพี่น้องประชาชน โดยยึดหลักการโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่เกรงใจใคร” นายคริส ระบุ

    ในช่วงท้าย แกนนำและสมาชิกพรรคเศรษฐกิจ ยังย้ำว่า การประกาศทำหน้าที่เป็นรัฐบาลฝ่ายตรวจสอบในครั้งนี้ ไม่ได้มีเจตนาเพื่อสร้างความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล แต่เป็นการทำหน้าที่ตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อขับเคลื่อนให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปด้วยความโปร่งใสสูงสุดตามที่ประชาชนคาดหวัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2934409&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CguXiDKeuu-a1iON6zSeg

  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ยกระดับ อยุธยา เมืองอู่ข้าวลุ่มน้ำเจ้าพระยา หนุนชุมชนเติบโตสู่เกษตรดิจิทัล | เดลินิวส์

    สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ยกระดับ อยุธยา เมืองอู่ข้าวลุ่มน้ำเจ้าพระยา หนุนชุมชนเติบโตสู่เกษตรดิจิทัล | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่  21 พฤษภาคม ที่โรงแรมเดอะ คาวาลิ คาซ่า รีสอร์ท จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า จัดกิจกรรม “OTOD #3 Accelerate Digital Agriculture & Pitching Day” ภายใต้โครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล ซีซัน 3 (One Tambon One Digital : OTOD #3) เดินหน้าขยายผลสู่จังหวัดที่ 4 เพื่อผลักดันชุมชนและเกษตรกรเข้าสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Agriculture ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    โดยมี นายวรวิทย์ ยอแสง รอง ผวจ.พระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนายบุญทวี ดวงนิราช รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาชุมชน ดีป้า  และ นายวิศิษฏ์ ไหมเพ็ชร ผู้จัดการสาขาภาคกลางตอนกลาง ดีป้า  หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัล เกษตรกร  ร่วมในพิธีเปิด และกลุ่มชุมชนในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา -สุพรรณบุรี เข้าร่วม ในกิจกรรม

    การเลือกจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของจังหวัดในฐานะ “อู่ข้าวอู่น้ำ” สำคัญของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่มีศักยภาพด้านการเกษตรควบคู่กับการเป็นเมืองมรดกโลก โดยดีป้ามุ่งนำเทคโนโลยี เช่น โดรนการเกษตร เครื่องจักรอัจฉริยะ และระบบบริหารจัดการแปลงเกษตรอัตโนมัติ เข้ามาช่วยยกระดับภาคการเกษตรจากรูปแบบดั้งเดิมสู่เกษตรยุคใหม่   กิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–22 พฤษภาคม 2569 พร้อมด้วยผู้บริหารดีป้า หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่เข้าร่วมจำนวนมาก

    ด้าน นายวรวิทย์ ยอแสง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ปัจจุบันการพัฒนาเกษตรกรรมไม่ได้มองเพียงผลผลิตต่อไร่ แต่ต้องคำนึงถึงต้นทุน คุณภาพ ความยั่งยืน และความสามารถในการแข่งขัน เทคโนโลยีดิจิทัลจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรวางแผนการผลิตได้แม่นยำ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดความเสี่ยง และเชื่อมต่อกับตลาดได้ดีขึ้น

    นายบุญทวี ดวงนิราช รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาชุมชน ดีป้า กล่าวว่า โครงการ OTOD #3 ไม่ใช่เพียงการอบรมหรือสนับสนุนงบประมาณ แต่เป็นกลไกเชื่อมโยงความต้องการของชุมชนเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลที่ได้มาตรฐาน เพื่อช่วยให้เกษตรกรลดข้อจำกัดด้านต้นทุนแรงงาน การบริหารจัดการพื้นที่ และความเสี่ยงจากสภาพอากาศ

    พร้อมระบุว่า พระนครศรีอยุธยาเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเกษตรดิจิทัล เพราะมีฐานการเกษตรที่แข็งแรง หากนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้อย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและต่อยอดสู่เกษตรมูลค่าสูงได้ในอนาคต

    โดย ภายในงานมีการจัดกิจกรรมอบรมเข้มข้นในหัวข้อเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล การสร้างรายได้ผ่านคอนเทนต์ออนไลน์ การเตรียมความพร้อมเข้าถึงแหล่งทุน และแนวคิดเศรษฐกิจชุมชนสีเขียว รวมถึงกิจกรรม AgriTech Showcase แสดงนวัตกรรมด้านการเกษตร และ Business Matching เชื่อมโยงชุมชนกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่ได้รับมาตรฐาน dSURE

    นอกจากนี้ ยังมีวิทยากรและเกษตรกรต้นแบบร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ อาทิ ผู้ใหญ่บ้านณรงค์ชัย เหมสุวรรณ ผู้นำชุมชนพลังงานสะอาดเกาะจิก, คุณต่อลาภ สมัครัตน์ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้านคลิปสั้น, คุณสนธยา ตรีสุทธิผล เจ้าของ “ไร่สนธยา พาเพลิน” และคุณประเสริฐ พุ่มพวง กลุ่มวิสาหกิจชุมชน “ข้าวตาจุก”

    อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญ คือเวที “Digital Agriculture Pitching Day” เปิดโอกาสให้กลุ่มชุมชนและผู้ประกอบการนำเสนอแนวคิดเพื่อขอรับการสนับสนุนจากดีป้า โดยปัจจุบันมีชุมชนและเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 500 ราย และมีผู้ผ่านการคัดเลือกในประเภท d-community จำนวน 139 ราย และประเภท d-startup จำนวน 15 ราย

    สำหรับโครงการ OTOD #3 ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด ธนาคารออมสิน และบริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยหลังจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โครงการจะเดินหน้าจัดกิจกรรมต่อในจังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช อุบลราชธานี และขอนแก่น เพื่อกระจายโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลสู่เกษตรกรทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ ดีป้าเปิดรับสมัครกลุ่มชุมชน เกษตรกร และช่างชุมชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ OTOD #3 ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ผ่าน LINE OA และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook Page “depa Thailand”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5879918/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24hrKSKbRP1BDnY5isV0aB

  • ดันสินค้าแมลงเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพสู่ตลาดโลก | เดลินิวส์

    ดันสินค้าแมลงเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพสู่ตลาดโลก | เดลินิวส์

     น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเยี่ยมชมกิจกรรม เชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตการตลาดแมลงเศรษฐกิจและประชาสัมพันธ์สินค้าแมลงเศรษฐกิจ เนื่องในวันผึ้งโลก “World Bee Day 2026” ภายใต้แนวคิด “Bee together for people and the planet A partnership that sustains us all : ผึ้ง…เคียงคู่ผู้คนและ และโลก เพื่อความยั่งยืนร่วมกัน” ว่า การจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตการตลาดแมลงเศรษฐกิจและประชาสัมพันธ์สินค้าแมลงเศรษฐกิจ เนื่องในวันผึ้งโลก (World Bee Day 2026) เป็นโอกาสสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของผึ้งและแมลงที่ช่วยผสมเกสรต่อระบบเกษตรและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ที่กำหนดให้วันที่ 20 พฤษภาคม ของทุกปี เป็น “วันผึ้งโลก” พร้อมขับเคลื่อนนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตรในการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตสู่ตลาดคุณภาพ

     “ภายในงานได้แสดงถึงศักยภาพของเกษตรกรผู้เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจในทุกมิติ อาทิ องค์ความรู้ด้านการผลิต การยกระดับมาตรฐานสินค้า การส่งเสริมการใช้แมลงช่วยผสมเกสรในพืชเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างเครือข่ายเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) และการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นิทรรศการสินค้าแมลงเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การอภิปรายหัวข้อ “แมลงเศรษฐกิจไทย โอกาสใหม่ของตลาดส่งออก” กิจกรรมส่งเสริมการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผึ้งและแมลงเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มมูลค่า การจัดแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์จากผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ผึ้งชันโรง จิ้งหรีด และครั่ง รวมถึงกิจกรรม “ชิม เปรียบเทียบ เรียนรู้” เปิดประสบการณ์ความแตกต่างของน้ำผึ้งแต่ละชนิดและผลิตภัณฑ์แมลงเศรษฐกิจจากทั่วประเทศ จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ เข้าร่วมชมงาน“World Bee Day 2026” ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ณ NEXTOPIA ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5879433/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pQ6KjIvmTpJHyRHJzNVwa

  • โรงงานปิดตัวสวนทางเปิดใหม่สัญญาณเตือนภัย SMEs ไทย

    โรงงานปิดตัวสวนทางเปิดใหม่สัญญาณเตือนภัย SMEs ไทย

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะการฟื้นตัวที่ไม่สมดุลอย่างรุนแรง สะท้อนจากรายงานของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่พบสัญญาณเตือนภัยสำคัญ เมื่อจำนวนโรงงานที่เลิกกิจการพุ่งสูงกว่าโรงงานเปิดใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส

        ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่า มียอดปิดกิจการถึง 156 แห่ง เพิ่มขึ้น 11.4% สวนทางกับการเปิดกิจการใหม่ที่มีเพียง 139 แห่ง ซึ่งดิ่งลงรุนแรงถึง 63.9% สอดคล้องกับภาพรวมของภาคการผลิตที่หดตัวลง 1.6% ในช่วงก่อนหน้า ปรากฏการณ์นี้บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นด้านการลงทุนที่ถดถอย ท่ามกลางวิกฤตที่กำลังก่อตัวขึ้นในระบบเศรษฐกิจฐานราก
        กลุ่มที่บอบช้ำที่สุดในสมรภูมินี้คือผู้ประกอบการขนาดเล็ก (SMEs) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะและผลิตภัณฑ์จากพืช สาเหตุหลักมาจากขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และถูกซ้ำเติมจากการทะลักเข้ามาทุ่มตลาดของสินค้านำเข้าราคาถูก รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่พุ่งสูง ยิ่งไปกว่านั้น ภาคการผลิตยังต้องแบกรับความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของสินค้าส่งออกสำคัญ เช่น ยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ และอาหารแปรรูป ทำให้ SMEs หลายรายแบกรับภาระต่อไปไม่ไหว

        ทว่าสถิติการปิดกิจการที่ปรากฏอาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยระบุว่า วิกฤติที่แท้จริงคือภาวะ “หยุดกิจการชั่วคราว” ของ SMEs จำนวนมากที่ไม่สามารถแข่งขันและบริหารต้นทุนซัพพลายเชนได้ นอกจากนี้ ฐานข้อมูลของรัฐอาจยังมีช่องว่าง เนื่องจากมีกลุ่ม Micro SMEs ภาคการผลิตอีกกว่า 4.2 แสนรายที่อาจอยู่นอกระบบ ความเปราะบางนี้สอดคล้องกับยอดการปล่อยสินเชื่อ SMEs ที่ติดลบต่อเนื่องมาถึง 13 ไตรมาส และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึง 87.8% ของจีดีพี สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจฐานรากกำลังเผชิญความเสี่ยงระดับวิกฤติและขาดสภาพคล่องอย่างหนัก

        ในทางตรงกันข้าม กลุ่มทุนขนาดกลางและขนาดใหญ่กลับสามารถขยายกิจการได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยมูลค่าเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นถึง 1.525 แสนล้านบาท สิ่งที่น่ากังวลคือ การจ้างงานใหม่ถึง 99.3% กระจุกตัวอยู่เพียงในโรงงานขนาดใหญ่และขนาดกลางเท่านั้น สอดคล้องกับมุมมองของธนาคารโลก (World Bank) ที่ชี้ว่าแม้ไทยจะมีแรงงานทักษะสูง แต่โอกาสในการทำงานและโอกาสทางเศรษฐกิจกลับมีไม่เพียงพอ การเติบโตทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้กระจายตัวลงสู่ภาคธุรกิจขนาดเล็ก ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างอุตสาหกรรม EV และระบบ AI ที่กำลังเข้ามาทดแทนและกดดันให้ธุรกิจที่ไม่ยอมปรับตัวอยู่รอดได้ยาก
        เพื่อป้องกันไม่ให้โครงสร้างอุตสาหกรรมไทยสูญเสียสมดุลไปมากกว่านี้ ภาครัฐและทุกภาคส่วนต้องเร่งหาทางออกให้ SMEs อย่างเร่งด่วน โดยสภาพัฒน์และนักเศรษฐศาสตร์เสนอให้ใช้มาตรการปกป้องผู้ประกอบการในประเทศ เช่น การตอบโต้การทุ่มตลาด ควบคู่ไปกับการเร่งยกระดับทักษะ (Upskilling/Reskilling) ให้แรงงานและผู้ประกอบการสามารถปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (S-Curve) ตลอดจนการลดอุปสรรคด้านต้นทุน บริหารจัดการหนี้เสีย (NPL) อย่างเป็นระบบ และสนับสนุนให้ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างแท้จริง เพื่อประคองให้กลไกเศรษฐกิจฐานรากสามารถก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1234968&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32F37QFJKQTrZjeWzz2hyc

  • สมาพันธ์ SME ผวาปิดกิจการชั่วคราว  ภาคผลิตอ่อนแรง-ขีดแข่งขันถดถอย

    สมาพันธ์ SME ผวาปิดกิจการชั่วคราว ภาคผลิตอ่อนแรง-ขีดแข่งขันถดถอย

    ท่ามกลางแรงกดดันจาก สงครามภูมิเศรษฐศาสตร์ วิกฤติความมั่นคงพลังงาน และเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน กำลังกลายเป็นพายุซ้อนพายุ ที่เขย่าภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งกำลังเผชิญทั้งต้นทุนพุ่ง กำลังซื้อหด คำสั่งซื้อลด และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จนเกิดภาพสะท้อนชัดเจนว่า ในห่วงโซ่เศรษฐกิจยุคใหม่จะมีทั้ง “เอสเอ็มอีที่ไปต่อได้” และ “เอสเอ็มอีที่ต้องยุติเส้นทางธุรกิจ”

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงตัวเลขการปิดกิจการถาวร แต่รวมถึงธุรกิจที่ยังไม่ปิด แต่หยุดกิจการชั่วคราว ซึ่งสะท้อนถึงความอ่อนแอเชิงโครงสร้างของเอสเอ็มอีไทยที่กำลังเผชิญภาวะต้นทุนสูงเกินขีดความสามารถในการบริหารจัดการ

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดระบบฐานข้อมูลเชิงลึกที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อใช้ประเมิน วิเคราะห์ และออกแบบนโยบายได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้มาตรการช่วยเหลือจำนวนมากยังไม่ตรงจุด และไม่สามารถรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    “ไม่ปิดกิจการ” แต่ “หยุดชั่วคราว” รัฐมองไม่เห็น

    นายแสงชัย กล่าวว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนมากเลือกหยุดกิจการชั่วคราว แทนการปิดกิจการถาวร เพราะไม่สามารถบริหารต้นทุนซัปพลายเชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคหรือตลาดได้

    สถานการณ์ดังกล่าวกำลังสะท้อนปัญหาความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย โดยเฉพาะในกลุ่มรายย่อยที่มีความเปราะบางสูง และยังไม่ถูกสะท้อนครบถ้วนในฐานข้อมูลภาครัฐ

    ปัจจุบัน เอสเอ็มอีภาคการผลิตของไทยมีจำนวนรวม 516,234 ราย จ้างงานกว่า 2.849 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นรายย่อยหรือ Micro SME มากถึง 426,339 ราย

    หากจำแนกตามประเภท พบว่า เป็นวิสาหกิจชุมชนภาคการผลิต 23,954 ราย บุคคลธรรมดาภาคการผลิต 379,487 ราย และนิติบุคคลภาคการผลิต 112,793 ราย ตามข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการปิดกิจการจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมยังอาจไม่สะท้อนความจริงทั้งหมด เนื่องจากฐานข้อมูลโรงงานส่วนใหญ่ครอบคลุมเพียงโรงงานรายย่อม รายกลาง และรายใหญ่ ขณะที่กลุ่ม Micro SME จำนวนมากอาจอยู่นอกระบบการติดตาม ทำให้มีช่องว่างข้อมูล ที่อาจซ่อนตัวเลขการปิดกิจการจริงไว้มากกว่าที่รายงาน

    TFP เอสเอ็มอีติดลบครั้งแรก ภาคผลิตอ่อนแรง

    อีกหนึ่งสัญญาณอันตราย คือ ผลิตภาพการผลิตรวม หรือ Total Factor Productivity (TFP) ของเอสเอ็มอีไทย ที่ลดลงต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก สสว. ระบุว่า TFP ของเอสเอ็มอีไทยปี 2565 อยู่ที่ 2.36 ก่อนลดลงเหลือ 1.97 ในปี 2566 และปี 2567 ลดลงจนติดลบครั้งแรกที่ -0.27 ขณะที่ปี 2568 มีแนวโน้มติดลบต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา กำลังซื้ออ่อนแรง และต้นทุนดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น

    “เอสเอ็มอีจำนวนหนึ่งเริ่มเปลี่ยนสถานะจากผู้ผลิตไปเป็นผู้ค้า เพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนการผลิตได้ อีกทั้งยังเข้าถึงแหล่งทุนยาก การลงทุนเทคโนโลยี และนวัตกรรมก็มีข้อจำกัดทั้งด้านเงินทุน และความคุ้มค่า ขณะเดียวกันแรงงาน และผู้ประกอบการจำนวนมากยังขาดทักษะในการใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มผลิตภาพ” นายแสงชัย กล่าว

    สำหรับกลุ่มธุรกิจที่มี TFP ติดลบสูง ได้แก่ 1. กลุ่มพึ่งพาแรงงานสูง แต่บริหารต้นทุนแรงงานไม่ทัน เช่น ธุรกิจผลิตเครื่องจักร และเครื่องมือ (-1.67) และผลิตเคมีภัณฑ์ (-1.54) 2. กลุ่มรายได้ลดลง แต่ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น เช่น ธุรกิจสถานที่พักแรม (-0.47) และร้านอาหาร-เครื่องดื่ม (-0.28) 3. กลุ่มต้นทุนวัตถุดิบ และเครื่องจักรสูงขึ้น แต่ไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้ เช่น ธุรกิจการเกษตร (-4.48) และผลิตเครื่องดื่ม (-2.48)

    เตือน “ทุนเทา-นอมินี” บิดเบือนข้อมูลลงทุนไทย

    นายแสงชัย ยังเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบโครงสร้างการลงทุนของธุรกิจเปิดใหม่ โดยเฉพาะประเด็นนอมินี ทุนเทา และการร่วมทุนอำพราง เพื่อให้สามารถประเมินได้ว่า ธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่เป็นผู้ประกอบการไทยแท้จริงมากน้อยเพียงใด

    “การวิเคราะห์ตัวเลขเปิดกิจการใหม่ ขยายการลงทุน หรือปิดกิจการ ต้องลงลึกมากกว่าตัวเลขบนกระดาษ เพราะวันนี้มีคำถามสำคัญว่า ธุรกิจที่เปิดใหม่จำนวนเท่าไรเป็นของคนไทยจริง และเท่าไรเป็นทุนต่างชาติที่เข้ามาอาศัยโครงสร้างทางกฎหมาย” นายแสงชัย กล่าว

    ชง 5 ยุทธศาสตร์เร่งด่วน ปลดล็อกเอสเอ็มอีไทย

    นายแสงชัย กล่าวว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ห่วงโซ่อุปทานสั่นคลอน ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุก 5 ด้าน เพื่อหยุดวงจรการปิดกิจการ การเลิกจ้าง และผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง แบ่งเป็น

    1. ปฏิรูปต้นทุนพลังงานต้นน้ำการแข่งขัน โดยรัฐต้องเร่งแก้โครงสร้างต้นทุนพลังงาน ทั้งน้ำมัน และไฟฟ้าอย่างจริงจัง เพราะเป็นต้นทุนต้นน้ำที่ส่งผลต่อราคาสินค้า และบริการทั้งระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ถ้าไม่แก้ต้นทุนพลังงานอย่างจริงจัง เอสเอ็มอีจะยิ่งแข่งขันลำบาก และสุดท้ายต้นทุนจะถูกส่งต่อไปถึงประชาชน

    2. เร่งเพิ่มขีดแข่งขันด้วย AI-ดิจิทัล-ESG เอสเอ็มอี และแรงงานต้องเร่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างอัตลักษณ์สินค้า ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องสนับสนุนการเข้าถึงมาตรฐานด้านความยั่งยืน หรือ ESG ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของตลาดโลก

    3. ปลดล็อกสภาพคล่อง เติมท่อน้ำเลี้ยงธุรกิจ ภาคการเงินต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ตั้งกำแพงมาเป็นผู้สร้างโอกาส โดยเฉพาะในช่วงที่เอสเอ็มอีจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาท่อน้ำเลี้ยงธุรกิจอุดตัน

    “ต้องใช้นวัตกรรมนโยบายทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงทุนได้ง่ายขึ้น มากกว่าการออกกฎเกณฑ์ที่ยิ่งทำให้เข้าถึงยาก” นายแสงชัย กล่าว

    4. เปิดตลาดน่านน้ำสีครามให้เอสเอ็มอีไทย ทั้งนี้ รัฐต้องเร่งสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนใหม่ ทั้งใน และต่างประเทศ ผ่านการเชื่อมโยงท้องถิ่น การจับคู่ธุรกิจ และการเพิ่มสัดส่วนจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐกับเอสเอ็มอี พร้อมกันนี้ ต้องพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ของไทยเอง เพื่อลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ และเปิดตลาดใหม่ให้เอสเอ็มอีเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

    5. ระเบียบรัฐต้องลัด ลดอุปสรรคธุรกิจสุจริต โดยภาครัฐต้องปรับบทบาทเป็นทางลัดของสุจริตชน ด้วยการทบทวนกฎหมาย กฎระเบียบ และประกาศที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ พร้อมยกระดับระบบตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตควบคู่กันไป

    เตือนรายย่อยเสี่ยงสูง ต้องช่วย “ทันที”

    นายแสงชัย กล่าวว่า กลุ่มรายย่อยกำลังอยู่ในภาวะเปราะบางสูง และเสี่ยงปิดกิจการมากที่สุด หากรัฐไม่เร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจส่งผลต่อการจ้างงาน และเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง

    “วันนี้หน่วยงานรัฐเริ่มเข้าใจเอสเอ็มอีมากขึ้น และทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น สิ่งสำคัญคือ ต้องเปิดใจ เปิดทาง เปิดพื้นที่ และเปิดโอกาส เพื่อสร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และพาประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืนร่วมกัน” นายแสงชัย กล่าว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1234981&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1n-yE8JcUJ_ErclPv5B2D_

  • ญี่ปุ่นเลิกเก็บภาษีของกิน เวียดนามขึ้นเงินเดือนข้าราชการยกแผง แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    ญี่ปุ่นเลิกเก็บภาษีของกิน เวียดนามขึ้นเงินเดือนข้าราชการยกแผง แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    ‘เวียดนาม’ จ่อขึ้นเงินเดือนข้าราชการ เพิ่มบำนาญประกันสังคม

    สำนักข่าว www.vietnam.vn สื่อของเวียดนาม รายงานว่า รัฐบาลเวียดนามได้ออกพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่เพื่อดำเนินการปรับเพิ่มเงินเดือนพื้นฐาน (Base Salary) สำหรับข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และกองทัพ ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 เป็นต้นไป เพื่อยกระดับรายได้ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    สูตรคำนวณ ฐานเงินเดือนใหม่เพิ่มทั้งระบบ

    หัวใจสำคัญของมาตรการนี้คือการปรับ “เงินเดือนพื้นฐาน” ขึ้นเป็น 2.53 ล้านดองต่อเดือน  หรือประมาณ 3,542 บาท ซึ่งจะถูกนำไปใช้ในสูตรคำนวณเงินเดือนข้าราชการพลเรือนคือ ‘เงินเดือนพื้นฐาน x สัมประสิทธิ์เงินเดือน’

    • ข้าราชการระดับสูง : กลุ่มผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ที่มีค่าสัมประสิทธิ์สูงสุด 10.0 จะได้รับเงินเดือนพุ่งแตะ 25.3 ล้านดองต่อเดือน (ประมาณ 35,420 บาท) เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 1.9 ล้านดอง
    • ข้าราชการระดับกลาง : กลุ่มประเภท A3 ระดับ 1 จะมีรายได้เริ่มต้นที่ 15.68 ล้านดอง (ประมาณ 21,952 บาท)
    • กลุ่มรายได้น้อย : ข้าราชการประเภท C (กลุ่ม 3) จะมีฐานเงินเดือนต่ำสุดอยู่ที่ 3.415 ล้านดองต่อเดือน (ประมาณ 4,781 บาท)

    รัฐบาลเวียดนามยังได้อนุมัติการปรับเพิ่มเงินบำนาญ สวัสดิการประกันสังคม และเงินช่วยเหลือรายเดือนขึ้นอีก 8% สำหรับกลุ่มเป้าหมาย 9 กลุ่ม ครอบคลุมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ พนักงานพาร์ทไทม์ระดับท้องถิ่น และบุคลากรทางการทหารที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในสงคราม

    โดยเฉพาะกลุ่มผู้เกษียณอายุที่มีรายได้น้อยซึ่งเกษียณก่อนปี 1995 หากหลังปรับเพิ่ม 8% แล้วรายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด รัฐบาลจะอัดฉีดเพิ่มให้เป็น 3.8 ล้านดองต่อเดือน (ประมาณ 5,320 บาท) เพื่อให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/863512&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i6RYyCGi5PidSA3IML0WK