Category: เศรษฐกิจ

  • มาตรการผลไม้เชิงรุกสะท้อนผลบวก ส่งออกเกษตร เม.ย. บวก 17.9%

    มาตรการผลไม้เชิงรุกสะท้อนผลบวก ส่งออกเกษตร เม.ย. บวก 17.9%

              กระทรวงพาณิชย์ เผย มาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกเริ่มส่งผลดี ทั้งการหาตลาดล่วงหน้า การเปิดทางสะดวกโลจิสติกส์ การส่งทีมเซลล์แมนขายทุเรียน มังคุด จัดกิจกรรมกระตุ้นการบริโภคผลไม้ในจีน ทั้งเมืองหลักเมืองรอง และประเทศเป้าหมายอื่น ๆ ดันยอดส่งออกสินค้าเกษตรเดือนเมษายน พลิกกลับมาบวกร้อยละ 17.9 หลังติดลบมา 8 เดือน

              นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ ในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างสินค้าเกษตรด้วยการเข้าไปดูแลตั้งแต่ช่วงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด และระยะผลผลิตออกสู่ตลาด เริ่มสะท้อนผลในเชิงบวกจากมาตรการที่ได้ดำเนินการ เริ่มตั้งแต่การจัดกิจกรรมเชิงรุกเร่งผลักดันส่งออกผลไม้ทั่วโลกก่อนฤดูกาลผลิต การส่งทีมไปเจรจากับด่านทั้งในลาว เวียดนาม และจีน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ การมอบหมายทูตพาณิชย์ในจีนประสานผู้นำเข้าได้ยอดสั่งซื้อทุเรียนในปีนี้ปริมาณ 1–1.1 ล้านตัน ทูตพาณิชย์ในเวียดนาม ไต้หวัน เกาหลีใต้ มาเลเซีย อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย หาตลาดส่งออกมังคุดได้ 150,000 ตัน รวมไปถึงการส่งเสริมตลาดสินค้าผลไม้ในตลาดจีน ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ตลาดศักยภาพ (เกาหลีใต้ อินเดีย) ตลาดส่งเสริมภาพลักษณ์ (ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ สหภาพยุโรป และเอเชียกลาง) รวมถึงเปิดตัวช่องทางจำหน่ายทุเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในต่างประเทศ ซึ่งทำให้เกิดความคึกคักมีการสั่งซื้อผลไม้ไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

              ผลจากมาตรการที่ได้ดำเนินการ ส่งผลให้การส่งออกสินค้าเกษตรในเดือน เมษายน 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.9 หลังจากติดลบมาต่อเนื่อง 8 เดือน โดยผลไม้สำคัญที่ส่งออกเพิ่มขึ้น อาทิ ทุเรียน เพิ่มร้อยละ 109.5, เงาะ เพิ่มร้อยละ 92.8 และลิ้นจี่ เพิ่มร้อยละ 70 สะท้อนถึงความต้องการผลไม้ไทยที่เพิ่มขึ้น และมั่นใจว่า จากนี้การส่งออกผลไม้ จะขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากที่ยังมีการดำเนินมาตรการและกิจกรรมกระตุ้นการส่งออกผลไม้อย่างเข้มข้น

              สำหรับตลาดในประเทศ มีการบริโภคผลไม้เพิ่มขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ จัดกิจกรรมจำหน่ายผลไม้ และจัดบุฟเฟต์ผลไม้ และยังมีการทำตลาดผลไม้ผ่านช่องทางของห้างค้าส่งค้าปลีก ตลาดกลาง ตลาดสด แพลตฟอร์มออนไลน์ และผู้ประกอบการเอกชน รวมถึงการนำผลไม้ไปจำหน่ายทั่วประเทศผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย ณ จุดที่ว่าการอำเภอ ไปรษณีย์ไทย และรถพุ่มพวง โดยตั้งเป้ากระตุ้นการบริโภคไม่ต่ำกว่า 500,000 ตัน เพื่อช่วยเร่งกระจายผลผลิต สร้างช่องทางจำหน่ายให้กับเกษตรกร รวมทั้งมีแผนจัดกิจกรรมโปรโมตผลไม้ไทย ภายใต้แคมเปญ “Thailand : The Land of Tropical Fruits” เพื่อสื่อสารไปยังผู้บริโภค นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ เพื่อสร้างการรับรู้ว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านผลไม้เมืองร้อนคุณภาพของโลก ซึ่งช่วยกระตุ้นให้มีการบริโภคผลไม้ไทยเพิ่มมากขึ้น

              กระทรวงพาณิชย์ยังมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นเฟส ๆ ซึ่งในแต่ละเฟสเริ่มที่จะเห็นความคืบหน้าแล้ว ตั้งแต่มาตรการยกระดับคุณภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และมุ่งยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ตรงกับที่ตลาดกำหนด โดยบูรณาการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ประกอบการ รวมถึงการสนับสนุนโครงการตรวจสอบคุณภาพย้อนกลับ (Q-Chan) สินค้าทุเรียนจังหวัดจันทบุรี ส่วนกลางน้ำ เร่งส่งเสริมการแปรรูปเพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และการนำนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการชะลอผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก และเป็นการยกระดับราคาให้สูงขึ้น และการบริหารจัดการปลายน้ำ ที่ถือว่ามีการเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ของทูตพาณิชย์และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ การรักษาตลาดส่งออกเดิม เจาะตลาดใหม่เพิ่มเติม รวมทั้งการขยายตลาดสินค้าแปรรูป ขยายตลาดผ่านช่องทางที่หลากหลาย ผ่าน Live Commerce, Online Platform อาทิ Tiktok, KOL/Influencer เป็นต้น การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรด้วยการสร้างแบรนด์สินค้า รวมถึงต่อยอดสินค้าอัตลักษณ์ สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมถึงการใช้กลไก Contract Farming เพื่อให้มีการซื้อขายล่วงหน้า ก็ล้วนแต่ประสบความสำเร็จ

    เศรษฐกิจ

    พาณิชย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161635&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aWcgYhPakxCTP9LOHKjmp

  • ชง ‘อนุทิน’ ใช้เวทีฝรั่งเศส ดึงลงทุน-ปั้นท่องเที่ยว-หาแหล่งพลังงานใหม่

    ชง ‘อนุทิน’ ใช้เวทีฝรั่งเศส ดึงลงทุน-ปั้นท่องเที่ยว-หาแหล่งพลังงานใหม่

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอ นายกฯ ใช้โอกาสเยือนฝรั่งเศส หารือ “มาครง – ผอ.ยูเนสโก” ดึงลงทุนเพิ่ม พร้อมต่อยอด 9 เมืองสร้างสรรค์ไทย เปลี่ยนประเทศสู่ Creative Economy แนะสร้างความสัมพันธ์ “ผอ.IEA” เปิดทางหาแหล่งน้ำมันใหม่ พร้อมชง 3 เรื่องถึง “ศุภจี” เดินหน้าดีลในวง “APEC MRT” หนุนไทยร่วมซัพพลายเชน

    22 พฤษภาคม 2569 – ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยควรใช้โอกาสจากการเดินทางไปเยือนประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 22-25 พ.ค. 2569 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย (มท.) พร้อมคณะ ในการสร้างความร่วมมือและต่อยอดการสนับสนุนเชิงเศรษฐกิจ ตลอดจนนำเสนอมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม เนื่องจากการเดินทางครั้งนี้นอกจากจะได้พบกับนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญ อาทิ ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ฯลฯ และนักธุรกิจอีกหลากหลายประเทศ

    ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ในส่วนของประเด็นที่สามารถพูดคุยได้ทันที เช่น การหารือร่วมกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกเพื่อต่อยอด 9 เมืองสร้างสรรค์ของไทย ซึ่งยูเนสโกได้รับรองให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต สุโขทัย เพชรบุรี สุพรรณบุรี เชียงราย สงขลา และน่าน โดยตั้งเป้าผลักดันให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก ซึ่งหากทำสำเร็จจะช่วยทั้งเมืองหลักและเมืองที่อยู่รอบๆ ในแง่เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ของประเทศด้วย

    “พิสูจน์แล้วว่าเศรษฐกิจที่เน้นการผลิตและอุตสาหกรรมจะอ่อนไหวต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจไทยจึงกำลังเจ็บหนักจากการเป็นเศรษฐกิจการผลิต การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กลายเป็นอีกเครื่องยนต์ของไทยจึงสำคัญมาก เพราะสิ่งที่ส่งออกจะไม่ใช่สิ่งของ แต่คือวัฒนธรรม หรือความคิดสร้างสรรค์ การเน้นไปที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะทำให้ไทยไม่เจ็บหนักเช่นนี้ในอนาคต” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

    ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนการเข้าพบผู้อำนวยการ IEA นั้น ถึงแม้ว่า IEA จะไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาพลังงานโลก แต่การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับ IEA จะมีส่วนช่วยในการเปิดประตูให้ไทยเชื่อมโยงไปสู่แหล่งพลังงาน หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ ตลอดจนการได้รับคำแนะนำ หรือแนวทางดีๆ ที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อรับมือกลับวิกฤตพลังงาน และช่วยบรรเทาปัญหาพลังงานในประเทศได้

    นักวิชาการธรรมศาสตร์รายนี้ ยังกล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade: MRT) ประจำปี 2569 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 22-23 พ.ค. 2569 ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ควรดำเนินการมี 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. หาช่องทางในการพูดคุยเพื่อผลักดันให้ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมในประเทศต่างๆ ให้ได้ ไม่ว่าจะผลิตและส่งออก หรือการดึงดูดการลงทุนเข้าในประเทศ 2. การแสดงจุดยืนและท่าทีทางการเมืองเรื่องความเป็นกลางของไทยในเวทีโลก และ 3. การสื่อสารถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และแผนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศต่างๆ เช่น แผนในการใช้เงินกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท

    ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้เป็นจังหวะที่ทุกประเทศกำลังมองหาพื้นที่ในการลงทุนใหม่ๆ เพื่อปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งทำให้การตัดสินใจลงทุนจะพิจารณาจากพื้นที่ที่ความเสี่ยงน้อย ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว และไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความน่าสนใจ ฉะนั้น หากมีการวางมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจชัด ประกอบกับการเชิญชวนนักลงทุนในเวทีโลก จะช่วยให้ไทยสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งหากใช้เวทีนี้ในการตกลง หรือวางแผนในการขับเคลื่อนต่อได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว

    “การเดินทางไปพบปะหารือและร่วมประชุมของรัฐบาลไทยในครั้งนี้จะเป็นหมุดหมายสำคัญของไทยในการจะขยับนโยบายต่างๆ ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากทำให้โลกมองเห็นประเทศไทยอยู่ในสายตา ท่ามกลางโลกที่มีความวุ่นวายในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการนำไปสู่ความร่วมมืออื่นๆ นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมบทบาทของไทยในเวทีเศรษฐกิจโลกจากการมีตำแหน่งแห่งที่ที่ชัดเจนในทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) โดยเฉพาะหากสามารถวางตัวได้เหมาะสม และหาสมดุลระหว่างความวุ่นวายทางการเมืองกับโอกาสทางเศรษฐกิจได้ดี” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1001221/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3j5BPFWrJiVWAzKpcAVGj7

  • พลิกงานอนุรักษ์สู่เศรษฐกิจสีเขียว มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชื่อม ‘คน-ป่า-ธุรกิจ’ เติบโตบนทุนธรรมชาติอย่างยั่งยืน

    พลิกงานอนุรักษ์สู่เศรษฐกิจสีเขียว มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชื่อม ‘คน-ป่า-ธุรกิจ’ เติบโตบนทุนธรรมชาติอย่างยั่งยืน

    ความหลากหลายทางชีวภาพ ทุนธรรมชาติ  สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไทย

    ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังรุนแรงขึ้นทั่วโลก “ความหลากหลายทางชีวภาพ” กำลังกลายเป็นมากกว่าประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือ “ทุนสำคัญ” ของเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และอนาคตของมนุษยชาติ

    sustainability-mae-fah-luang-green-economy-biodiversity-SPACEBAR-Photo01.jpg

    วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ

    22 พฤษภาคมของทุกปี องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้เป็น วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ (International Day for Biological Diversity) เพื่อรณรงค์ให้ทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศ ในปี 2569 องค์การสหประชาชาติใช้แนวคิด “Acting locally for global impact” หรือ “ลงมือทำในระดับท้องถิ่น สร้างผลลัพธ์ระดับโลก” เพื่อสะท้อนว่าการฟื้นฟูธรรมชาติเริ่มต้นได้จากการลงมือทำในพื้นที่จริง และหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของประเทศไทย คือการทำงานของ “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์” ที่กำลังขับเคลื่อนแนวคิดการพัฒนาที่ยึดธรรมชาติเป็นฐาน พร้อมต่อยอด “ทุนธรรมชาติ” ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กับการสร้างสมดุลระหว่างคน ป่า และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ หรือประธานสายงาน NbS (Chief Nature-Based Solutions Officer) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ ธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน ท่ามกลางวิกฤตธรรมชาติที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงนำประสบการณ์จากการทำงานในพื้นที่จริง โดยเฉพาะแนวทาง “ปลูกคน ปลูกป่า” ที่พิสูจน์ผลลัพธ์มากว่า 4 ทศวรรษ มาต่อยอดสู่การขับเคลื่อนงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่

    นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ หรือประธานสายงาน NbS (Chief Nature-Based Solutions Officer) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

    นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ หรือประธานสายงาน NbS (Chief Nature-Based Solutions Officer) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

    ยุทธศาสตร์ที่ 1 การใช้การแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน

    สำหรับยุทธศาสตร์แรก มูลนิธิฯ ได้นำแนวคิด Nature-based Solutions (NbS) มาต่อยอดจากโครงการพัฒนาดอยตุง จังหวัดเชียงราย ซึ่งดำเนินงานมากว่า 38 ปี บนพื้นที่ 91,779 ไร่ จนกลายเป็นต้นแบบของการฟื้นฟูระบบนิเวศควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน

    sustainability-mae-fah-luang-green-economy-biodiversity-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ข้อมูลจากพื้นที่ดอยตุงสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ทางชีวภาพอย่างชัดเจน โดยพบพันธุ์ไม้ถึง 1,459 ชนิด รวมถึงพืชชนิดใหม่ของโลก 12 ชนิด เช่น “นครินทรา” “เทียนดอยตุง” และ “ม่วงพายัพ” ขณะเดียวกันยังพบสัตว์ป่ากว่า 1,177 ชนิด รวมถึงสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างเลียงผาและเต่าปูลู

    แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า การดูแลคนและธรรมชาติไปพร้อมกัน สามารถนำไปสู่ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และทำให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน มูลนิธิฯ ยังเริ่มศึกษาการจัดการ Nature-related Risks หรือความเสี่ยงทางธรรมชาติ เพื่อรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อการเพาะปลูก ระบบนิเวศ และความเสี่ยงด้านภัยพิบัติในระยะยาว

    นายธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

    นายธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

    ยุทธศาสตร์ที่ 2 การขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติและสากล

    ด้านยุทธศาสตร์ระดับประเทศและระดับสากล นายธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า มูลนิธิ มุ่งมั่นขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ หรือ National Biodiversity Strategy and Action Plan (NBSAP) ผ่านความร่วมมือและการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning (ONEP) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) (BEDO) และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ National University of Singapore (NUS) เพื่อทำให้โครงการพัฒนาต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ สามารถเป็นแบบอย่างด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

    พร้อมกันนี้ยังอยู่ระหว่างการผลักดันดอยตุงสู่การเป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ หรือ Other Effective Area-based Conservation Measures (OECM) ภายใต้เป้าหมาย 30×30 หรือเป้าหมายการอนุรักษ์พื้นที่บกและทะเลอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573

    ขณะเดียวกันยังร่วมกับ BEDO ศึกษากลไกเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) ภายใต้มาตรฐาน Terrasos จากประเทศโคลอมเบีย

    sustainability-mae-fah-luang-green-economy-biodiversity-SPACEBAR-Photo05.jpg

    นอกจากนี้ ยังเตรียมนำเสนอโมเดลการทำงานร่วมกับชุมชนในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 17 หรือ the 17th meeting of the Conference of the Parties to the Convention on Biological Diversity (CBD COP17) ณ กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย ในปลายปีนี้ เพื่อแสดงศักยภาพของไทยในการเป็นต้นแบบระดับภูมิภาค

    ส่วนในระดับพื้นที่ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังขยายงานศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ อาทิ การจัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ในพื้นที่ป่าชายเลนจังหวัดตรัง พื้นที่กว่า 10,832 ไร่ ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สำนักงาน กปร. และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP

    ขณะเดียวกัน ยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการขึ้นทะเบียนป่าชุมชน 11 แห่ง ภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ (OECM) ผ่านการสนับสนุนงบประมาณจาก High Ambition Coalition for Nature and People (HAC) เพื่อยกระดับบทบาทของชุมชนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

    ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด   ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

    ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด   ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

    ยุทธศาสตร์ที่ 3 คือการขยายผล และส่งต่อองค์ความรู้สู่ภาคธุรกิจผ่านบริการที่ปรึกษ

    อีกหนึ่งบทบาทสำคัญ คือการขยายองค์ความรู้สู่ภาคธุรกิจ ผ่านบริการ Biodiversity Advisory Service หรือบริการที่ปรึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อช่วยองค์กรฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ดำเนินธุรกิจ เช่น โครงการ Rewilding ในจังหวัดชลบุรี และการพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่เชียงดาว โดยเน้นผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้จริง

    ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุว่า การผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มูลนิธิฯ สั่งสมมาตลอด 38 ปี อาจเป็น “ทางรอด” สำคัญของเศรษฐกิจและโลกในอนาคต เพราะการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ใช่เพียงการรักษาธรรมชาติ แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่คน ป่า และธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างสมดุล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/sustainability-mae-fah-luang-green-economy-biodiversity&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3epLsB5eouhAiAlsFQ2BiA

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 21/05/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 21/05/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/149213&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qlSGNGJblNXNgjueZPRFN

  • ‘อนุทิน’ เตรียมเปิดทำเนียบ พบผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รับฟังปัญหา-ข้อเสนอ ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ

    ‘อนุทิน’ เตรียมเปิดทำเนียบ พบผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รับฟังปัญหา-ข้อเสนอ ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ

    วันที่ 22 พ.ค.69 แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยถึงความคืบหน้าการขับเคลื่อนข้อเสนอของภาคเอกชนภายหลังจากที่รัฐบาลได้มีการเปิดทำเนียบรัฐบาลเพื่อรับฟังข้อเสนอจากตัวแทนภาคเอกชนทั้ง 10 กลุ่มไปเมื่อวันที่ 15 พ.ค.69 ที่ผ่านมาว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มีแนวคิดให้มีการจัดเวทีหารือระหว่างรัฐบาล และเอกชนขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรูปแบบต่อไปจะเป็นการหารือกับตัวแทนเอกชนในแต่ละสาขาตาม 10 กลุ่มธุรกิจ และอุตสาหกรรม ที่ได้มีการแบ่งไว้ โดยกลุ่มธุรกิจ และภาคเอกชนกลุ่มต่อไปที่รัฐบาลจะเชิญตัวแทนมาหารือคือ กลุ่มธุรกิจ และอุตสาหกรรมรายย่อย (SMEs) เพื่อรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน  รวมทั้งรับฟังความต้องการที่เอกชนจะขอให้รัฐบาลช่วยเหลือต่อไป   

    ส่วนความคืบหน้าของการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ “กรอ.” ขณะนี้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้มีการนำเสนอรูปแบบของคณะกรรมการ กรอ.ชุดใหม่เพื่อเป็นกลไกการทำงาน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างรัฐบาล และเอกชนให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วคาดว่านายกรัฐมนตรีจะมีการลงนามในคำสั่งการจัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้ในเร็วๆ นี้ ก่อนจะมีการกำหนดวัน และเวลาในการประชุมนัดแรกต่อไป

    อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการ กรอ.ชุดใหม่ ที่จะมีการจัดตั้งขึ้นในครั้งนี้จะเป็นคณะกรรมการที่ไม่ได้มีองค์ประกอบของคณะกรรมการจำนวนมากเหมือนคณะกรรมการระดับชาติชุดอื่นๆ แต่จะมีตัวแทนของหน่วยงานราชการที่มีความจำเป็นในการขับเคลื่อนข้อเสนอของภาคเอกชนไปสู่แนวทางปฏิบัติ

    มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับตัวแทนภาคเอกชนที่มาจากคณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน (กกร.) ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) และสมาคมธนาคารไทย 

    ทั้งนี้ รูปแบบของคณะกรรมการจะมีการนำเอากลไกของคณะกรรมการ การทำงานร่วมกับภาครัฐ และเอกชนในโครงการ “Reinvent Thailand” ที่เคยมีการจัดทำไว้มาปรับปรุง และประยุกต์ใช้ เนื่องจากเป็นรูปแบบการทำงานที่จัดทำขึ้นในลักษณะแพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชน

    โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยครั้งใหญ่ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน เช่น ปัญหาเศรษฐกิจเติบโตช้า ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และความเหลื่อมล้ำ เพื่อผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งสามารถนำรูปแบบมาใช้ในการขับเคลื่อนข้อเสนอของเอกชนให้เป็นรูปธรรมได้เช่นกัน
     

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1235161&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xGOcSPR1WvmQr4JC2Khu4

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าออสเตรเลียเดือนมีนาคม ปี 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าออสเตรเลียเดือนมีนาคม ปี 2569

    1. สถานการณ์เศรษฐกิจ

    –  ธนาคารกลางออสเตรเลียปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 4.35 ในเดือนพฤษภาคมและมีแนวโน้มจะปรับเพิ่มอีกในเดือนมิถุนายนเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6  ผลจากวิกฤตราคาน้ำมันโลก ปัจจุบันออสเตรเลียดำเนินมาตรการควบคุมการใช้น้ำมันในประเทศภายใต้แผน National Fuel Security ระยะ 2 ซึ่งเป็นระยะที่ช่วยให้เศรษฐกิจออสเตรเลียดำเนินการต่อไปได้แม้ว่าจะได้รับแรงกดดันด้านอุปทานน้ำมัน ซึ่งเป็นระดับที่น้ำมันเชื้อเพลิงยังมีใช้ได้แพร่หลายแต่ระบบเศรษฐกิจขาดสภาพคล่อง รัฐบาลทำหน้าที่ตรวจสอบระดับน้ำมันในสต็อก เร่งจัดหาแหล่งน้ำมันเพิ่มเติม กระจายสินค้าและติดตามการไหลเวียนของน้ำมันเชื้อเพลิงภายในระบบเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด รวมถึงการรักษาเสถียรภาพทั้งอุปทานและราคาในตลาด โดยในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลกลางจัดหาน้ำมันดีเซลเพื่อนำเข้าเพิ่มเติมจากเกาหลีใต้ บรูไนและมาเลเซีย รวมทั้งสิ้น 8 ลำ (น้ำมันดีเซล 450 ล้านลิตรและน้ำมันเครื่องบิน 50 ล้านลิตร) จะมาถึงออสเตรเลียในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมหรือต้นเดือนมิถุนายน 2569 รวมถึงการหาซื้อปุ๋ย 250,000 ตันจากอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงเรียกร้องให้ประชาชนซื้อเท่าที่จำเป็นและหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันโดยไม่จำเป็น ในช่วงที่รัฐบาลเร่งจัดหาแหล่งน้ำมันจากพันธมิตรเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เพียงพอและสามารถใช้มาตรการควบคุมน้ำมันให้อยู่ในระยะ 2 ต่อไปจนกว่าช่องแคบฮอร์มุซจะเปิด ท่ามกลางการประกาศถอนตัวออกจาก OPEC (Organization of Petroleum Exporting Countries) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เพื่ออิสรภาพในการผลิตและส่งออกน้ำมัน คาดว่า หากมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซราคาน้ำมันโลกจะลดลง

    2. สถานการณ์การค้าภาพรวมของออสเตรเลีย [1] 

    ปี 256เดือนมกราคม-มีนาคม การส่งออกสินค้าของออสเตรเลีย มีมูลค่า 89,100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 12.11) เป็นการส่งออกสินแร่และหัวแร่เหล็ก (ร้อยละ 26.24) ถ่านหินบิทูมินัส (ร้อยละ 25.11) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 17.23) เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค (ร้อยละ 5.19) และข้าวสาลีและเมสลิน (ร้อยละ 3.36) ประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกงและสหรัฐอเมริกา สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 13 (อะลูมิเนียมที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป ทองแดงบริสุทธิ์ เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค และน้ำมันปิโตรเลียมดิบ)

    ปี 256เดือนมกราคม-มีนาคม การนำเข้าสินค้าของออสเตรเลีย มีมูลค่า 83,518 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 25.63) โดยเป็นการนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา (ร้อยละ 15.56) น้ำมันปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส (ร้อยละ 11.24) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 11.22) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 10.82) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 8.36) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน สหรัฐอเมริกา ไทย เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ปี 2569 เดือนมกราคมมีนาคม ออสเตรเลียได้ดุลการค้า 5,582 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 3 มีมูลค่า 4,467 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 64.80(สินค้านำเข้าหลักจากไทย 5 อันดับแรกได้แก่ รถยนต์ ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป เครื่องปรับอากาศ เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ และยางรถยนต์ใหม่) และ ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 2,805 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (92,565 ล้านบาท) 

    สถานการณ์การส่งออกสินค้าของออสเตรเลียในเดือนมีนาคม 2569 มีมูลค่า 31,883 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 9.06) โดยเป็นผลมาจากการส่งออกสินแร่และหัวแร่เหล็ก (ร้อยละ 25.15) ถ่านหินบิทูมินัส (ร้อยละ 25.00) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 16.78) เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค (ร้อยละ 5.97) ข้าวสาลีและเมสลิน (ร้อยละ 3.08) และ ประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกงและสหรัฐอเมริกา  สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 13 (ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป อะลูมิเนียมที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป ทองแดงบริสุทธิ์ เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค และน้ำมันปิโตรเลียมดิบ)

    สำหรับการนำเข้าสินค้าของออสเตรเลียในเดือนมีนาคม 2569 มีมูลค่า 29,173 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 34.01) โดยเป็นการนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา (ร้อยละ 19.30) น้ำมันปิโตรเลียมที่ได้จากแร่ บิทูมินัส (ดีเซล) (ร้อยละ 12.71) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือสำหรับเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 11.43) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 10.99) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 7.97) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน สหรัฐอเมริกา ไต้หวัน ไทยและญี่ปุ่น ซึ่งในเดือนมีนาคม 2569 ออสเตรเลียได้ดุลการค้าที่ 2,710 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ (รถยนต์ ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรสำหรับการรับการเปลี่ยนและการส่ง หรือการสร้างเสียง ภาพหรือข้อมูลอื่นๆ และยางรถยนต์ใหม่) 


    [1] Source: Global Trade Atlas

    3. สรุปสถานการณ์การค้าไทย-ออสเตรเลีย [2]

    เป้าหมายส่งออก

    มูลค่าการค้ารวม (ล้าน US$)

    มูลค่าการส่งออก (ล้าน US$)

    มูลค่าการนำเข้า (ล้าน US$)

    ปี 2025 

    (%)

    ปี 2026

    (%)

    ปี 2025

    ปี 2026

    ปี 2025

    ปี 2026

    ปี 2025

    ปี 2026

    ม.ค-มี.ค.

    +/- (%)

    ม.ค-มี.ค.

    +/- (%)

    ม.ค-มี.ค.

    +/- (%)

    0.0

    (-2.5)

    1.0

    17,364.37

     (-2.59)

    6,671.77

    51.64

    12,041.35  

    (-2.5)

    4,378.24

    54.46

    5,323.02

     (-2.79)

    2,293.53

    46.53


    [2] Source: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

    4. การค้าระหว่างไทยและออสเตรเลียเดือนมีนาคม ปี 2569 [2] 

    • การส่งออกสินค้าไทยไปออสเตรเลียเดือนมีนาคม ปี 2569 มีมูลค่า 1,562.28 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (49,993 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 60.48 เป็นการเพิ่มขึ้นของสินค้ารถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ อาหารทะเลกระป๋อง เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิวและผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป แต่การส่งออกเครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ยาง และเม็ดพลาสติกลดลง         

    • การนำเข้าสินค้าของไทยจากออสเตรเลียเดือนมีนาคม ปี 2569 มีมูลค่า 788.01 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (25,216 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.49 เป็นการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าเครื่องเพชรพลอย อัญมณี สินแร่โลหะอื่นๆ เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค ถ่านหินและเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ แต่การนำเข้าสินค้าก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช นมและผลิตภัณฑ์นมและผัก ผลไม้ ลดลง 

    ………………………………………………………………………………………………..

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/gtkjdlbq49tkkr8ggo10cckv&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dR1V1c1APo2tZq3J5MvxS

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้านิวซีแลนด์เดือนมีนาคม ปี 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้านิวซีแลนด์เดือนมีนาคม ปี 2569

    1. สถานการณ์เศรษฐกิจ

    – สำนักงานสถิติแห่งชาตินิวซีแลนด์เปิดเผย อัตราเงินเฟ้อไตรมาสเดือนมีนาคม 2569 เพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 0.9 และอัตราเงินเฟ้อตลอดทั้งปีอยู่ที่ร้อยละ 3.1 เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและค่าขนส่ง อัตราดอกเบี้ย ราคาบ้านและราคาค่าเช่าที่พักอาศัย วิกฤตราคาน้ำมันโลกส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซิลและดีเซลเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.6 และร้อยละ 36.6 ตามลำดับ ราคาค่าไฟเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 แก๊สร้อยละ 0.3 ราคาค่าเดินทางภายในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 ค่าเดินทางระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 ราคาค่าอาหารเดือนเมษายนยังคงที่แต่ราคาอาหารตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 ในรอบ 12 เดือนจนถึงเดือนมีนาคม 2569 ค่าครองชีพชาวนิวซีแลนด์เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.1 อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 5.3 ธนาคารกลางนิวซีแลนด์รักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 2.25 ความเชื่อมั่นภาคครัวเรือนและธุรกิจลดลงส่งผลให้การบริโภคในประเทศเป็นไปอย่างรัดกุม อีกทั้ง รัฐบาลมีแผนตัดลดเจ้าหน้าที่บริการภาครัฐลง (9,000 อัตรา) และเปลี่ยนมาใช้ระบบบริการดิจิทัลและเทคโนโลยี AI แทน

    – ในเดือนพฤษภาคมนิวซีแลนด์ลงนามในข้อตกลง Agreement on Trade in Essential Supplies (AOTES) เพื่อลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (สินค้าที่จำเป็นโดยเฉพาะสินค้าน้ำมัน) ในช่วงวิกฤตน้ำมันโลก รวมถึง วิกฤตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

    2. สถานการณ์การค้าภาพรวมของนิวซีแลนด์ [1]

    ปี 2569 มกราคม-มีนาคม สถานการณ์การส่งออกสินค้าของนิวซีแลนด์ มีมูลค่า 12,029 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 6.46) เป็นการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม เนย ไขมัน (ร้อยละ 33.00) เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค (ร้อยละ 16.28) ไม้ที่ยังไม่แปรรูป (ร้อยละ 5.54) กีวี (ร้อยละ 4.51) และทองคำยังไม่ขึ้นรูป (ร้อยละ 3.62) ประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้  สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 14 (นมและครีมที่ทำให้เข้มข้น เยื่อไม้เคมีที่เป็นเยื่อไม้โซดาหรือเยื่อไม้ซัลเฟต เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค ไม้ที่ยังไม่แปรรูปและแอปเปิล)

    ปี 2569 มกราคม-มีนาคม การนำเข้าสินค้าของนิวซีแลนด์ มีมูลค่า 11,602 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 12.01) โดยเป็นการนำเข้าเครื่องกังหันไอพ่น (ร้อยละ 15.08) น้ำมันปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส (ร้อยละ 11.80) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 10.70) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 9.82) อุปกรณ์และเครื่องใช้ที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ร้อยละ 3.81) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้และญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ขาดดุลการค้า 114 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 8 มีมูลค่า 456.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 25.5(รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรสำหรับการรับ เปลี่ยน และการส่งหรือการสร้างเสียง ภาพ รวมถึงอุปกรณ์ตัดต่อสัญญาณและจัดเส้นทาง โพลิเมอร์ของเอทิลีนในลักษณะขั้นปฐม และยางรถยนต์ใหม่) โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 242.9  ล้านดอลลาร์สหรัฐ (8,016 ล้านบาท) 

    สถานการณ์การส่งออกสินค้าของนิวซีแลนด์ในเดือนมีนาคม 2569 มีมูลค่า 4,611 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 9.64) เป็นการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม เนย ไขมัน (ร้อยละ 29.60) เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค (ร้อยละ 14.41) กีวี (ร้อยละ 9.60) ไม้ที่ยังไม่แปรรูป (ร้อยละ 6.31) ทองคำยังไม่ขึ้นรูป (ร้อยละ 3.37) โดยประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และอังกฤษ  สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 15  (นมและครีมที่ทำให้เข้มข้น เยื่อไม้เคมีที่เป็นเยื่อไม้โซดาหรือซัลเฟต แอปเปิล เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค และอาหารทะเล)

    การนำเข้าสินค้าของนิวซีแลนด์ในเดือนมีนาคม 2569 มีมูลค่า 4,009 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 12.36โดยเป็นการนำเข้าเครื่องกังหันไอพ่น (ร้อยละ 16.54) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 11.44) ปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส (ร้อยละ 9.96) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 9.53) อุปกรณ์และเครื่องใช้ที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ร้อยละ 4.20) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งในเดือนมีนาคม 2569 นิวซีแลนด์ได้ดุลการค้า 602 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  ไทย เป็นคู่ค้าอันดับ 6 (รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรสำหรับการรับ เปลี่ยน และการส่งหรือการสร้างเสียง ภาพ รวมถึงอุปกรณ์ตัดต่อสัญญาณและจัดเส้นทาง ทองคำยังไม่ขึ้นรูป และโพลิเมอร์ของเอทิลีนในลักษณะขั้นปฐม)   

    3. สรุปสถานการณ์การค้าไทย-นิวซีแลนด์ [2] 

    เป้าหมายส่งออก

    มูลค่าการค้ารวม (ล้าน US$)

    มูลค่าการส่งออก (ล้าน US$)

    มูลค่าการนำเข้า (ล้าน US$)

    ปี 2025

    (%)

    ปี 2026

    (%)

    ปี 2025

    ปี 2026

    ปี 2025

    ปี 2026

    ปี 2025

    ปี 2026

    ม.ค.– ธ.ค.

    ม.ค.– มี.ค.

    +/- (%)

    ม.ค. – ธ.ค.

    ม.ค.– มี.ค.

    +/- (%)

    ม.ค. – ธ.ค.

    ม.ค.– มี.ค.  

    +/- (%)

    0.0

    (-0.88)

    1.0

    2,504.7 

    (1.23)

    695.81

    14.76

    1,577.23

    -0.88

    461.89

    42.09

    927.47 

    (5.04)

    233.92

    -16.82


    [1] Source: Global Trade Atlas

    [2] Source: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

    4. การค้าระหว่างไทยและนิวซีแลนด์เดือนมีนาคม ปี 2569 [2] 

    • การส่งออกสินค้าไทยไปนิวซีแลนด์เดือนมีนาคม ปี 2569 มีมูลค่า 165.82 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (5,306 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.98 เป็นการเพิ่มขึ้นของสินค้านำเข้า 10 อันดับแรกทั้งหมด อาทิ สินค้ารถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศ อัญมณีและเครื่องประดับ เหล็กเหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเลกระป๋อง อาหารสัตว์เลี้ยง เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก 

    • การนำเข้าสินค้าของไทยจากนิวซีแลนด์เดือนมีนาคม ปี 2569 มีมูลค่า 76.54 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (2,449 ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 15.86 เป็นการลดลงของสินค้านมและผลิตภัณฑ์นม เยื่อกระดาษ ผัก ผลไม้และสัตว์น้ำสด แช่เย็นแช่แข็ง แต่การนำเข้าเนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค เคมีภัณฑ์ ไม้ซุงและไม้แปรรูป สินแร่โลหะอื่นๆ เครื่องบิน เครื่องร่อนและเครื่องเพชรพลอย อัญมณีเพิ่มขึ้น   

      ………………………………………………………………………………………………..

      สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/mugjd0kz86oquvvg83ljzdd2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37lLLIqcJcYLNPSTWoelrV

  • ผู้ว่าฯ ลำพูน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด กรอ. เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน-ดันเศรษฐกิจชุมชนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    ผู้ว่าฯ ลำพูน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด กรอ. เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน-ดันเศรษฐกิจชุมชนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    ผู้ว่าฯ ลำพูน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด กรอ. เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน-ดันเศรษฐกิจชุมชนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน


    22/05/2569 | 29 |

    ผู้ว่าฯ ลำพูน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด กรอ. เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน-ดันเศรษฐกิจชุมชนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม 2569) เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการ POC ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดลำพูน นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดลำพูน (กรอ.จังหวัดลำพูน) ครั้งที่ 4/2569 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยมีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    ที่ประชุมได้ร่วมกันติดตามและหารือประเด็นสำคัญด้านเศรษฐกิจของจังหวัด ทั้งการรายงานสภาวะเศรษฐกิจ การเงินการคลังจังหวัดลำพูน สถานการณ์สินค้าเกษตรและการตลาดสินค้าเกษตรที่สำคัญ ตลอดจนการประชาสัมพันธ์กิจกรรมการชุมชนคนหละปูน เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการตลาดและการกระจายผลผลิตสู่ผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ ยังมีการติดตามความคืบหน้าการจัดทำผังเมืองรวมจังหวัดลำพูน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการวางทิศทางการพัฒนาเมือง การใช้ประโยชน์ที่ดิน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ รวมถึงการประชาสัมพันธ์การจัดงานจำหน่ายสินค้าโดยบริษัทรู้รักษ์สามัคคี ร่วมกับสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดลำพูน ณ ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาลำพูน เพื่อส่งเสริมรายได้แก่ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น

    สำหรับประเด็นสืบเนื่องจากการประชุมที่ผ่านมา ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการสำคัญด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟ ทางหลวงหมายเลข 1136 ตอนเหมืองง่า–ลำพูน อ้อมทางเลี่ยงเมืองลำพูน สายเหมืองง่า–ท่าจักร ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคม ลดปัญหาการจราจร และเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างจังหวัดลำพูนและจังหวัดเชียงใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้ร่วมกันผลักดันโครงการพัฒนาพื้นที่ชุมชนบริเวณวัดบ้านปาง อำเภอลี้ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และเกี่ยวเนื่องกับครูบาศรีวิชัย รวมถึงโครงการพัฒนาพื้นที่ชุมชนบริเวณอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย ตำบลริมปิง อำเภอเมืองลำพูน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่

    การประชุมในครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดลำพูนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านเกษตรกรรม การค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการท่องเที่ยว อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างยั่งยืนต่อไป
     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1969/iid/505603&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U3H6n4OIoLpA3zt2dq-1h

  • แม่ฟ้าหลวงฯ ชูทุนธรรมชาติ ต่อยอดสู่การสร้างเศรษฐกิจยั่งยืน | เดลินิวส์

    แม่ฟ้าหลวงฯ ชูทุนธรรมชาติ ต่อยอดสู่การสร้างเศรษฐกิจยั่งยืน | เดลินิวส์

    มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าขับเคลื่อนงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องในวันความหลากหลายทางชีวภาพสากล (International Day for Biological Diversity) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปี โดยปี 2569 ใช้แนวคิด ‘ลงมือทำในระดับท้องถิ่น สร้างผลลัพธ์ระดับโลก’ (Acting locally for global impact) ที่เน้นการเริ่มต้นจากพื้นที่จริง เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ขยายได้ในวงกว้าง

    แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางทำงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่มุ่งสร้างทุนธรรมชาติ (Natural Capital) ให้เกิดคุณค่าทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของชุมชน ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ภาคธุรกิจ และชุมชนในพื้นที่

    ‘ปลูกคน ปลูกป่า’ สู่การฟื้นฟูระบบนิเวศ

    ‘สมิทธิ หาเรือนพืชน์’ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ หรือ ประธานสายงานเอ็นบีเอส (Nature-based Solutions: NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นฐานสำคัญที่เชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจ ธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงนำประสบการณ์จากการทำงานในพื้นที่จริง โดยเฉพาะแนวทาง ‘ปลูกคน ปลูกป่า’ ที่ดำเนินต่อเนื่องมาเกือบ 4 ทศวรรษ มาต่อยอดสู่การขับเคลื่อนงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การใช้แนวทางแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน การผลักดันความร่วมมือทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมถึงการส่งต่อองค์ความรู้และประสบการณ์สู่ภาคธุรกิจ

    โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย ถือเป็นต้นแบบการฟื้นฟูคนและป่าที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินงานต่อเนื่องมากกว่า 38 ปี ครอบคลุมพื้นที่ 91,779 ไร่ โดยมูลนิธิได้รวบรวมฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ พบพันธุ์ไม้ 1,459 ชนิด รวมถึงพืชชนิดใหม่ของโลก 12 ชนิด เช่น นครินทรา เทียนดอยตุง และม่วงพายัพ

    ขณะเดียวกันยังพบสัตว์ป่า 1,177 ชนิด โดยมีสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ 8 ชนิด เช่น เลียงผาและเต่าปูลู ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การดูแลคนและธรรมชาติไปพร้อมกัน สามารถช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ และทำให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้มูลนิธิยังเริ่มศึกษาแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงทางธรรมชาติ (Nature-related Risks) เพื่อรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เริ่มส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร ระบบนิเวศ และความเสี่ยงจากภัยพิบัติในระยะยาว

    ขับเคลื่อนระดับประเทศ-เวทีโลก

    ‘ธานิษฏ์ กองแก้ว’ ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า มูลนิธิกำลังขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ หรือ เอ็นบีเอสเอพี (National Biodiversity Strategy and Action Plan: NBSAP) โดยร่วมมือกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ONEP) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS)

    อีกหนึ่งแนวทางที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กำลังผลักดัน คือการยกระดับพื้นที่ดอยตุงให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ (Other Effective Area-based Conservation Measures: OECM) เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย 30×30 ที่มุ่งอนุรักษ์พื้นที่บกและทะเลอย่างน้อย 30% ภายในปี 2573 พร้อมกันนี้ มูลนิธิยังร่วมกับ BEDO ศึกษากลไกเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) ภายใต้มาตรฐานเทอร์ราซอส (Terrasos) จากประเทศโคลอมเบีย เพื่อพัฒนาแนวทางสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

    นอกจากนี้ ยังเตรียมนำเสนอรูปแบบการทำงานร่วมกับชุมชนของไทย ในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 17 (CBD COP17) ที่กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย ช่วงปลายปีนี้

    ขยายโมเดลอนุรักษ์สู่พื้นที่ใหม่

    มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังเดินหน้าศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เช่น โครงการจัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ในพื้นที่ป่าชายเลน จังหวัดตรัง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 10,832 ไร่ ใช้เวลาดำเนินงาน 2 ปี ระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงพฤศจิกายน 2570

    โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สำนักงาน กปร. และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

    อีกโครงการคือ การศึกษาความเป็นไปได้ในการขึ้นทะเบียนป่าชุมชน 11 แห่ง ภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ หรือ OECM โดยได้รับงบสนับสนุน 1.5 ล้านบาท จาก High Ambition Coalition for Nature and People: HAC

    ส่งต่อองค์ความรู้สู่ภาคธุรกิจ

    นอกจากงานด้านการอนุรักษ์แล้ว มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังทำงานร่วมกับภาคธุรกิจในฐานะที่ปรึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านบริการไบโอไดเวอร์ซิตี แอดไวซอรี เซอร์วิส (Biodiversity Advisory Service) ให้กับภาคธุรกิจที่ต้องการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ดำเนินงาน ตัวอย่างโครงการที่ดำเนินการแล้ว เช่น โครงการรีไวลด์ดิง ในจังหวัดชลบุรี และการพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่เชียงดาว โดยเน้นผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้จริง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์ของชุมชน

    มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ระบุว่า การผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สั่งสมมากว่า 38 ปี จะเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างคน ป่า และเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5883658/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19v9kBvLzD4MuRNWpiJhPx

  • 5 บจ.ดัง ทยอยผิดนัดชำระหนี้ กับสัญญาณอันตรายถึงเศรษฐกิจไทย

    5 บจ.ดัง ทยอยผิดนัดชำระหนี้ กับสัญญาณอันตรายถึงเศรษฐกิจไทย

    5 บจ.ดัง ทยอยผิดนัดชำระหนี้ กับสัญญาณอันตรายถึงเศรษฐกิจไทย

    ยังไม่ทันจะผ่านครึ่งแรกของปี 2569 ตลาดหุ้นไทยก็ต้องเผชิญกับ “สัญญาณอันตราย” รอบใหม่ ที่อาจทำให้ความเชื่อมั่นของตลาดฯ ซึ่งมีอยู่น้อยอยู่แล้ว ยิ่งลดน้อยลงไปอีก เมื่อเริ่มมีบริษัทจดทะเบียนทยอยประกาศผิดนัดชำระหนี้ ทั้งในรูปแบบเงินกู้จากสถาบันการเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน รวมถึงดอกเบี้ยและเงินต้นหุ้นกู้ โดยล่าสุดพบว่า มีถึง 5 บริษัท ที่ออกมายอมรับว่ากำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง จนเสี่ยงจ่ายหนี้ไม่ทันกำหนด

    สิ่งที่ทำให้ “เจ๊เมาธ์” สะดุดใจ ไม่ใช่แค่เรื่องของจำนวนเงินที่ผิดนัด แต่คือ “ชื่อ” ของบริษัทเหล่านี้ เพราะทุกแห่งล้วนเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง มีสินทรัพย์จำนวนมาก และบางแห่งเคยถูกมองว่าเป็น “หุ้นดาวรุ่ง” ที่มีศักยภาพเติบโตสูง แต่สุดท้ายกลับต้องสะดุด เพราะปัญหาที่ดูเหมือนง่ายที่สุดในโลกธุรกิจอย่าง “เงินสดหมุนไม่ทัน”

    สิ่งที่เกิดขึ้นกับทั้ง 5 บริษัท ทำให้เจ๊เมาธ์อดย้อนกลับไปนึกถึงกรณีของ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป หรือ JKN และ บมจ.ดับบลิว เอส โอ แอล หรือ WSOL ซึ่งเดิมก็คือ SABUY หรือ สบาย เทคโนโลยี ไม่ได้ เพราะในอดีตทั้งสองบริษัทต่างก็เคยถูกมองว่า เป็นบริษัทดาวรุ่ง มีโมเดลธุรกิจทันสมัย และขยายกิจการอย่างรวดเร็ว แต่ท้ายที่สุดก็ไปไม่รอด จนต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ และ บางแห่งก็จบลงด้วยการถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์

    ดังนั้น คำถามสำคัญในเวลานี้ก็คือ บริษัททั้ง 5 รายที่กำลังมีปัญหา จะเดินซ้ำรอยเดิมหรือไม่?

    รายแรก ที่สร้างแรงกระเพื่อมรุนแรงที่สุด หนีไม่พ้นบริษัทชื่อดัง อย่าง บมจ.อาร์เอส (RS) ของ “เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” (ถือหุ้น 13.70%) ซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง วีรพัฒน์ พูนศักดิ์อุดมสิน (6.87%) และธนาคารกรุงเทพ (5.07%) ร่วมลงเรือด้วย หลัง RS ได้ผิดนัดชำระตั๋วสัญญาใช้เงินรวม 317.37 ล้านบาท โดยได้ชี้แจงว่า เป็นเพราะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้รายได้ไม่มาตามนัด แม้จะยืนยันว่า กำลังเร่งเจรจาปรับโครงสร้างหนี้และไม่กระทบธุรกิจ แต่สิ่งที่ตลาดค้างคาใจคือ โมเดลธุรกิจ Commerce และสื่อยุคใหม่ที่เคยเป็นจุดขายนั้น จะยังไปต่อได้จริงหรือ? 

    เช่นเดียวกับ บมจ.โมโน เน็กซ์ (MONO) ของขาใหญ่อย่าง “พิชญ์ โพธารามิก” ที่ถือหุ้นใหญ่ถึง 47.96% ก็สะท้อนภาพความเหนื่อยล้าของธุรกิจสื่อชัดเจน หลังประกาศผิดนัดชำระหนี้จากสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต (L/C) รวม 284 ล้านบาท และผิดเงื่อนไขเงินกู้สถาบันการเงิน เนื่องจากเจรจาขอปรับลดค่าคอนเทนต์กับพันธมิตรต่างประเทศไม่สำเร็จ ทำให้ปัจจุบันยังคงมีหนี้ค้างคาอยู่อีกราว 203 ล้านบาท

    ต่อมาคือ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อย่าง บมจ.อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค (ECF) แม้มูลค่าหนี้จะดูไม่มาก แต่การผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ถึง 3 รุ่น รวมกว่า 9.68 ล้านบาท ถือเป็นสัญญาณไซเรนที่น่ากลัวมาก

    เพราะหุ้นกู้ทั้ง 3 รุ่นนี้ มีมูลค่าคงค้างรวมกันสูงถึง 256 ล้านบาท และมีผู้ถือหุ้นกู้รายย่อยต้องหนาวๆ ร้อนๆ อีกถึง 128 ราย ขณะที่โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ที่นำโดย กลุ่มสุขสวัสดิ์ ได้แก่ นายกิตติพัชญ์ (18.34%) และ นายพชรฐณพงษ (8.70%) พร้อมด้วย นายณัฐปภัสร์ เกสร์ชัยมงคล (14.82%) และ นายอรุต ธนาสุวรรณดิถี (9.69%) ที่ต้องเร่งหาทางออกให้เกมนี้

    ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย ก็เริ่มส่งสัญญาณ “ฟองสบู่แตกชั่วคราว” จากพิษกำลังซื้อซบเซา โดย บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF) ของกลุ่ม อรรถญาณสกุล (นายศานิต ถือหุ้น 7.81% และ น.ส.กรรณิการ์ 5.29%) โดยมีวิริยะประกันภัย ถือหุ้น 7.50% ได้แจ้งผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ 5 รุ่น รวมกว่า 10.18 ล้านบาท เหตุเพราะแผนการขายทรัพย์สิน และการจัดหาสินเชื่อใหม่ล่าช้ากว่ากำหนด แม้ภายหลังจะสามารถเคลียร์ปัญหาและแก้ไขเหตุผิดนัดได้ก็ตาม

    สอดคล้องกับบริษัทในเครืออย่าง บมจ.แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ (GRAND) ที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ บริษัท ไทย พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (35.48%), BTS Group (ถือผ่าน บลจ.เมธา 18.20%) และ PF (8.58%) ก็โดนหางเลขไปด้วย หลังผิดนัดชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยหุ้นกู้รุ่น GRAND259B รวมกว่า 5.4 ล้านบาท ด้วยเหตุผลที่ไม่ต่างกัน คือ ขายสินทรัพย์ออกไม่ทันและกระแสเงินสดสะดุดตัว 

    หากมองภาพรวมให้ลึกลงไป จะพบว่า ปัญหาของทั้ง 5 บริษัท แม้จะอยู่คนละอุตสาหกรรม แต่กลับมี “จุดร่วม” เหมือนกันทั้งหมด คือ รายได้เติบโตช้าลง ขณะที่ภาระหนี้ยังสูง และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    ที่สำคัญคือ การผิดนัดชำระหนี้เหล่านี้ เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทย ยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะวิกฤตเต็มรูปแบบ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวแรงขึ้นและกำลังซื้อในประเทศลดลง ก็มีโอกาสที่บริษัทอื่นอีกหลายแห่งอาจต้องเผชิญปัญหาเดียวกัน

    ดังนั้นคำถามของเจ๊เมาธ์ในวันนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “ใครจะเป็นรายต่อไป” แต่กลายเป็นว่า หากวันหนึ่ง “วิกฤตเต็มรูปแบบ” เกิดขึ้นจริง ภาคธุรกิจไทยจะรับมือกับมันได้มากแค่ไหน

    เพราะสุดท้ายแล้ว ในโลกธุรกิจยุคนี้ ต่อให้มีที่ดินจำนวนมาก มีโรงแรม มีแบรนด์ดัง หรือ มีสินทรัพย์มหาศาลเพียงใด แต่ถ้า “เงินสดในมือ” มีไม่มากพอ วันหนึ่งก็อาจต้องเผชิญชะตา ไม่ต่างจาก JKN หรือ SABUY ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่ายิ่งใหญ่…แต่สุดท้ายก็ล้มลงได้เหมือนกันนั่นเอง

    คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย…เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/speak-every-district/659644&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13HyJeFJV-RXUDGBaAfLl1