Category: เศรษฐกิจ

  • เปิด 16 คำชี้แจง สนข. ต่อโครงการแลนด์บริดจ์ ยันไม่ใช่คลองไทย ลุยพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม

    เปิด 16 คำชี้แจง สนข. ต่อโครงการแลนด์บริดจ์ ยันไม่ใช่คลองไทย ลุยพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม

    วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.31 น.

    เปิด 16 คำชี้แจง “สนข.” ต่อโครงการแลนด์บริดจ์ ยืนยันไม่ใช่คลองไทย เดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่สิ่งแวดล้อม

    โครงการ “แลนด์บริดจ์” หรือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน กำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย ที่รัฐบาลผลักดันเพื่อยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคเอเชีย

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความคาดหวังด้านเศรษฐกิจ โครงการดังกล่าวก็เผชิญข้อกังวลจากประชาชนในหลายมิติ ทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน ประมง วิถีชีวิต และทรัพยากรธรรมชาติ

    สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จึงออกมาชี้แจงข้อสงสัยสำคัญของประชาชนรวม 16 ประเด็น เพื่อสร้างความเข้าใจต่อแนวทางพัฒนาแลนด์บริดจ์ในระยะต่อไป

    1. เหตุใดไม่ขุด “คลองไทย” แทนแลนด์บริดจ์

    สนข. อธิบายว่า แนวคิดขุดคลองเชื่อมอ่าวไทยและอันดามัน แม้จะทำให้เรือเดินทางผ่านได้โดยไม่ต้องขนถ่ายสินค้า แต่มีต้นทุนก่อสร้างและบำรุงรักษาสูงมหาศาล อีกทั้งยังอาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ การแบ่งแยกพื้นที่ รวมถึงทำให้เกิดการโยกย้ายชุมชนจำนวนมาก

    นอกจากนี้ การขุดคลองยังเสี่ยงต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง ทั้งต่อระบบนิเวศ น้ำทะเล และวิถีชีวิตของชุมชนภาคใต้

    ด้วยเหตุนี้ รัฐจึงเลือกแนวทาง “แลนด์บริดจ์” ที่ใช้ระบบรางและมอเตอร์เวย์เชื่อมท่าเรือทั้งสองฝั่งแทน

    2. แลนด์บริดจ์จะช่วยลดต้นทุนและเวลาได้อย่างไร

    โครงการแลนด์บริดจ์จะเชื่อมท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งด้วยรถไฟและทางหลวงพิเศษ ทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกไม่ต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา

    สนข. ประเมินว่า จะช่วยลดระยะเวลาขนส่งได้ประมาณ 5 วัน และช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ของไทย

    โครงการมีมูลค่าลงทุนรวมประมาณ 1 ล้านล้านบาท และจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP

    3. จะมีโรงกลั่นน้ำมันหรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมีหรือไม่

    หนึ่งในข้อกังวลสำคัญ คือการเปลี่ยนพื้นที่ภาคใต้ให้เป็นฐานอุตสาหกรรมหนัก

    สนข. ยืนยันว่า แผนแม่บทโครงการไม่ได้กำหนดให้มีโรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกก๊าซ หรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมี แต่จะเน้นอุตสาหกรรมต่อยอดจากทรัพยากรในพื้นที่ เช่น

    ยางพารา
    ปาล์มน้ำมัน
    อาหารทะเล
    อาหารฮาลาล
    AI และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

    อย่างไรก็ตาม ภายในท่าเรือจะมีบริการเติมน้ำมันเรือ (Bunkering Service) สำหรับเรือสินค้า ซึ่งหากเอกชนจะลงทุนเพิ่มเติม ต้องผ่าน EIA และการอนุญาตตามกฎหมาย

    4. สินค้าหลักที่จะใช้บริการแลนด์บริดจ์คืออะไร

    สินค้าที่จะผ่านแลนด์บริดจ์มาจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้ง EEC ภาคกลาง และภาคใต้ รวมถึงสินค้าทรานซิตจากจีนตอนใต้

    ประเภทสินค้า ได้แก่

    สินค้าเกษตร
    ยางพารา
    ผลไม้
    อาหารทะเล
    สินค้าอุตสาหกรรมแปรรูป
    สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง

    5. เหตุใดต้องถมทะเลจำนวนมาก

    สนข. ชี้แจงว่า การถมทะเลเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก รองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ร่องน้ำลึกมากกว่า 18 เมตร

    พื้นที่ถมทะเลจะใช้สำหรับ

    ลานตู้คอนเทนเนอร์
    พื้นที่พักสินค้า
    ระบบราง
    ถนนขนส่ง
    ศูนย์โลจิสติกส์

    6. มีการทำ SEA หรือไม่

    สนข. ระบุว่า ได้มีการศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) ตั้งแต่ปี 2559 ครอบคลุมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เกษตรกรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้เป็นกรอบประกอบการตัดสินใจโครงการขนาดใหญ่

    7. รับมือปัญหาน้ำมันรั่วอย่างไร

    โครงการเตรียมแผนป้องกันเหตุรั่วไหลของน้ำมัน พร้อมจัดตั้งทีมปฏิบัติการฉุกเฉิน และประสานกับหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล เพื่อควบคุมสถานการณ์หากเกิดอุบัติเหตุ

    8. ผลกระทบต่อป่าชายเลนและสัตว์ทะเล

    ในการจัดทำ EIA และ EHIA มีการสำรวจข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมทั้งระบบนิเวศทางทะเล ป่าชายเลน สัตว์น้ำหายาก และพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

    สนข. ระบุว่า จะมีมาตรการป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างละเอียด

    9. ปัญหาตะกอนทะเลและการกัดเซาะชายฝั่ง

    มีการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ศึกษาการฟุ้งกระจายของตะกอนและการเปลี่ยนแปลงกระแสน้ำ เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงต่อการกัดเซาะชายฝั่ง

    ผลศึกษาจะถูกนำไปกำหนดมาตรการควบคุมในช่วงก่อสร้าง

    10. ผลกระทบต่อสัตว์ทะเลและนกชายฝั่ง

    ขณะนี้มีการศึกษาคุณภาพอากาศ เสียง แสง และระบบนิเวศทางทะเล รวมถึงแนวปะการัง หญ้าทะเล สัตว์ทะเลหายาก และนกอพยพ

    การสำรวจดำเนินทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง เพื่อให้ครอบคลุมช่วงผสมพันธุ์และอพยพของสัตว์

    11. การนำดินและหินมาถมทะเลจะกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่

    โครงการกำหนดให้ติดตั้งม่านกันตะกอนรอบพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของตะกอน พร้อมมีระบบติดตามตรวจสอบผู้รับเหมาอย่างต่อเนื่อง

    12. หลักเกณฑ์เวนคืนที่ดิน

    การชดเชยที่ดินจะอ้างอิงตาม พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2562 โดยคำนึงถึงราคาตลาดจริง ค่าก่อสร้าง และค่าขนย้าย ไม่ใช่ราคาประเมินราชการที่ต่ำกว่าความจริง

    สำหรับพื้นที่ ส.ป.ก. จะมีแนวทางช่วยเหลือ เช่น

    จัดหาที่ดินใหม่
    ชดเชยพืชผล
    เงินเยียวยา

    13. การเยียวยาชาวประมงและชุมชน

    สนข. เสนอให้ตั้งคณะกรรมการกลางตรวจสอบผลกระทบ และหากพิสูจน์ได้ว่าชุมชนหรือชาวประมงได้รับผลกระทบจากโครงการ จะต้องได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม

    พร้อมกันนี้ จะจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิต” โดยให้ผู้รับเหมาและผู้รับสัมปทานท่าเรือร่วมสมทบเงินต่อเนื่องตลอดอายุสัมปทาน 50 ปี

    14. การใช้น้ำจะกระทบชุมชนหรือไม่

    มีการสำรวจแหล่งน้ำเดิมในพื้นที่ เพื่อวางระบบใช้น้ำไม่ให้กระทบประชาชน พร้อมกำหนดมาตรการติดตามการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม

    15. หลักเกณฑ์ชดเชยต้นไม้และพืชผล

    การประเมินค่าชดเชยต้นไม้จะอ้างอิงบัญชีราคากลางของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ซึ่งครอบคลุมไม้ยืนต้น 412 ชนิด และไม้ล้มลุก 154 ชนิด

    หากไม่มีชนิดไม้ในบัญชี จะใช้การเทียบเคียงกับชนิดใกล้เคียง

    16. โครงการจะทำลายวิถีชีวิตชุมชนหรือไม่

    สนข. ยืนยันว่า โครงการจะยึดหลัก “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ให้เศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมสามารถอยู่ร่วมกันได้

    แนวทางสำคัญคือ

    สนับสนุนอาชีพท้องถิ่น
    กิจกรรม CSR
    กองทุนชุมชน
    การมีส่วนร่วมของประชาชนในระยะยาว

    แม้แลนด์บริดจ์จะถูกมองว่าเป็นโครงการเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ยังเป็นบททดสอบสำคัญว่า ประเทศจะสามารถพัฒนาเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ โดยรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตชุมชนได้มากน้อยเพียงใด

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/966368&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1N8MAoSZaIcFOV4k9bm0Tt

  • รัฐบาลชวนร้านค้าทั่วประเทศสมัคร “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มยอดขาย

    รัฐบาลชวนร้านค้าทั่วประเทศสมัคร “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มยอดขาย

    รัฐบาลชวนร้านค้าทั่วประเทศสมัคร “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” เพิ่มยอดขาย ร้านค้าที่เคยร่วมโครงการยืนยันสิทธิผ่านแอปฯ ถุงเงิน 25–30 พ.ค. ส่วนร้านค้าใหม่ลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย 25 พ.ค. – 31 ก.ค.

    วันนี้ 23 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยเปิดรับสมัครร้านค้าเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

    รองโฆษกฯ กล่าวว่า ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 ส่วนร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการมาก่อน สามารถลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านทำผม ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้

    สำหรับการใช้จ่ายผ่านร้านค้าในโครงการ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น. ขณะที่การใช้จ่ายผ่านระบบ Food Delivery จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 21.00 น. เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้ร้านค้า

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านการสนับสนุนการใช้จ่ายระหว่างภาครัฐ ประชาชน และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง และช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชนในช่วงฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

    “รัฐบาลขอเชิญชวนร้านค้าทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า ขยายฐานลูกค้า และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากระดับชุมชน โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่า การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ร้านค้ารายเล็กและประชาชนในพื้นที่ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2934744&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2p69ZjgOq-5Ad367lCiezp

  • กรุงไทย ประกาศเปิดจุดลงทะเบียน ไทยช่วยไทย 23-24 พ.ค.นี้

    กรุงไทย ประกาศเปิดจุดลงทะเบียน ไทยช่วยไทย 23-24 พ.ค.นี้

    วันนี้ (23 พ.ค.2569) ธนาคารกรุงไทย ประกาศเปิดจุดบริการพิเศษอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและร้านค้า ที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 23-24 พฤษภาคม 2569

    โดยเช็กจุดบริการและเวลาให้บริการได้ที่ https://krungthai.com/link/supportbranch-fb เพื่อแนะนำช่วยเหลือเกี่ยวกับแอปฯ เป๋าตัง, ถุงเงิน เท่านั้น สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครเป็นร้านค้าถุงเงิน แต่ยังไม่มีบัญชีธนาคารกรุงไทย สามารถทำรายการเปิดบัญชีได้ที่สาขาในห้างสรรพสินค้า

    กรุงไทย ประกาศเปิดจุดลงทะเบียน  ไทยช่วยไทย 23-24 พ.ค.นี้

    กรุงไทย ประกาศเปิดจุดลงทะเบียน ไทยช่วยไทย 23-24 พ.ค.นี้

    โดยแต่ละสาขาให้คำแนะนำ และช่วยเหลือเกี่ยวกับบริการด้านแอปฯ เป๋าตัง, ถุงเงิน เท่านั้น ระหว่างเวลา 08.30-16.00 น. ใน 13 จังหวัด 13 สาขา ประกอบด้วย สาขาสระแก้ว /สาขาพังงา /สาขาหนองฉาง จ.อุทัยธานี /สาขาพิจิตร /สาขาพะเยา/สาขานราธิวาส (เปิดให้บริการระหว่างเวลา 09.00-15.00 น.) /สาขาสิโรรส (เปิดให้บริการระหว่างเวลา 09.00-15.00 น.) จ.ยะลา /สาขาสตูล /สาขาบึงกาฬ 2 แห่ง /สาขากันทรลักษณ์ จ.ศรีษะเกษ 2 แห่ง/ซึ่งจะให้บริการวันที่ 23-24 พ.ค.นี้ เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชน ที่ติดขัดด้านการลงทะเบียนและยืนยันตัวตน

    อ่านข่าว:

    เทียบฟอร์ม “คนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทยพลัส” โครงการไหน ปชช. คุ้มกว่ากัน ?

    เปิดสูตร “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐให้ 1,000 ปชช.ต้องควักเองเท่าไหร่ ?

    เช็กรายละเอียด “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐช่วย 60 ประชาชนจ่าย 40 เงื่อนไข-วันลงะทะเบียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506263&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw029v0U6KJcm6cD_s1gLxyh

  • กกพ.เปิดรับฟังความเห็น 4 สูตรปรับโครงสร้างค่าไฟบ้าน ใช้เกิน 400 หน่วยจ่าย 5 บาท

    กกพ.เปิดรับฟังความเห็น 4 สูตรปรับโครงสร้างค่าไฟบ้าน ใช้เกิน 400 หน่วยจ่าย 5 บาท

    เศรษฐกิจ

    9 ชั่วโมงที่แล้ว

    275 views

    กกพ. เปิดรับฟังความเห็นทุกภาคส่วน ปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าที่อยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า เสนอ 4 กรณีศึกษาให้ประชาชนแสดงความเห็นภายใน 15 วันก่อนพิจารณาและประกาศใช้ภายในรอบบิล ก.ค. นี้

    https://youtu.be/wXD5w3-bmIQ

    แท็กที่เกี่ยวข้อง  ค่าไฟ

    คุณอาจสนใจ

    Related News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/weekend/463531&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HsfJwIqZijW3UNSMp-883

  • TDRI ชี้ระเบียบโลกใหม่ เขย่าการลงทุน แนะทางรอดเศรษฐกิจไทย

    TDRI ชี้ระเบียบโลกใหม่ เขย่าการลงทุน แนะทางรอดเศรษฐกิจไทย

    TDRI ชี้ระเบียบโลกใหม่ เขย่าการลงทุน แนะทางรอดเศรษฐกิจไทย

    บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด หรือ Liberator จัดงานสัมมนา Liberator Investment Forum 2026 โลกใหม่ โอกาสใหม่ ลงทุนอย่างไรให้ออกดอกออกผล วันนี้ (23 พ.ค.2569) ที่โรงแรมอิสติน แกรนด์ พญาไท

    โดยช่วงหนึ่งในงาน ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้กล่าวในหัวข้อ หัวข้อ “World Changing Opportunities: ระเบียบโลกใหม่ สู่การลงทุนยุคใหม่” ว่า โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่สามารถหวนกลับไปสู่ยุคโลกาภิวัตน์แบบเดิมได้อีกต่อไป โดยมีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายต้องเผชิญ 

    จุดสิ้นสุดของยุคโลกาภิวัตน์ วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ 3 ด้าน

     ดร.นณริฏ กล่าวว่า ภาพระยะยาวชี้ชัดว่าหลักฐานต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นว่าเราจะไม่กลับไปสู่โลกเดิมที่ทุกคนเชื่อมั่นในเรื่องการลดภาษีเป็นศูนย์หรือการสนับสนุนการลงทุนข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง แต่กำลังเข้าสู่ยุคที่ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นอุปสรรคสำคัญใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่

    • รัสเซีย มหาอำนาจเก่าที่พยายามรำลึกประวัติศาสตร์ความยิ่งใหญ่ของโซเวียตและตัดสินใจบุกยูเครน
    • จีน ประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเคยพ่ายแพ้ต่อชาติตะวันตกและญี่ปุ่นในอดีต ปัจจุบันกำลังพยายามฟื้นฟูอาณาจักรและเริ่มพูดถึงเรื่องไต้หวันมากขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักที่จีนต้องการนำกลับมา
    • อิหร่าน ความขัดแย้งที่ตั้งอยู่บนหลักศาสนาที่ตรงข้ามกับความเชื่อแบบก้าวหน้า (Progressive) ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ยากและลุกลามไปถึงการปิดช่องแคบสำคัญ

    โมเดลนกฝูงบิน หนุนจีนผงาด

    ในอดีตเอเชียตะวันออกเติบโตด้วยโมเดล Flying Geese ที่มีญี่ปุ่นเป็นผู้นำ ตามด้วยกลุ่มเสือเศรษฐกิจอย่างสิงคโปร์และเกาหลีใต้ สำหรับประเทศไทยนั้นเติบโตจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของญี่ปุ่น ในขณะที่เวียดนามเติบโตจากการผูกติดกับซัพพลายเชนของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะซัมซุงที่ครองสัดส่วนการส่งออกสูงถึง 20-25%,

    อย่างไรก็ตาม จีนไม่ได้ใช้โมเดลนี้แต่เติบโตได้ด้วยตัวเอง โดยจีนไม่ได้เปรียบเสมือนนกตัวเดียว แต่เป็น “ฝูงนก” ที่ประกอบด้วย 31 มณฑล ซึ่งแต่ละมณฑลเปรียบเสมือนหนึ่งประเทศที่มีความแตกต่างกันสูง ตั้งแต่มณฑลที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ ไปจนถึงมณฑลเกษตรกรรมอย่างกว่างซี 

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

    “การที่ 31 มณฑลแข่งกันเองภายในแต่รวมตัวกันภายนอก ทำให้เกิดภาวะ Hyper-scale ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่ำมากจนเกิดปัญหา Over-supply ในระดับโลก เช่น แผงโซลาร์เซลล์และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งกระทบต่อการลงทุนทั่วโลก”

    เทคโนโลยี AI และสงครามการค้าที่ไร้ทางเลือก

    ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันถูกซ้ำเติมด้วยเทคโนโลยี AI ซึ่งไม่ใช่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่เป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ใช้ในการแข่งขันและสงคราม ส่งผลให้เกิดตลาดผูกขาด (Monopoly) เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่ยอมใช้ของจีน และจีนไม่ยอมใช้ของสหรัฐฯ สภาวะนี้แม้จะเป็นความเสี่ยง แต่ก็เป็น “ข่าวดี” สำหรับนักลงทุนในหุ้นบางกลุ่มที่พุ่งสูงขึ้นเพราะไม่มีทางเลือกอื่นให้ผู้บริโภคใช้

    สัดส่วน FDI ในไทยปริมาณมหาศาล แต่กระจุกตัว

    แม้ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของไทย จะดูสูงเกือบ 1 ล้านล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่ามีการกระจุกตัวสูงมาก เช่น เม็ดเงินจาก TikTok เพียงบริษัทเดียวก็สูงถึง 8 แสนล้านบาทแล้ว โจทย์สำคัญของไทยคือจะทำอย่างไรให้ได้ประโยชน์จากซัพพลายเชนเหล่านี้อย่างแท้จริง 

    ซึ่งเป็นเรื่องยากเพราะต้องแข่งกับ 31 มณฑลของจีนที่มีความพร้อมสูงกว่า ปัจจุบันหุ้นที่เห็นผลบวกจากภาพแมโครชัดเจนยังมีเพียงไม่กี่ตัว เช่น Delta ในขณะที่การฟื้นตัวบางส่วนเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น ปัญหาด้านธรรมาภิบาล (Governance) ในอินโดนีเซีย

    ยุทธศาสตร์ “ยืนตรง” โอกาสจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    ทั้งนี้ มองว่าประเทศไทยควรมีจุดยืนที่ชัดเจนด้วยการ “ยืนหัวสันหลังตรง” โดยใช้ธรรมาภิบาลที่สูงเป็นเครื่องมือ เราไม่ควรยอมเป็นเพียง “ทางผ่าน” หรือ “นายหน้าขายชิป” (Transshipment) ที่ไม่มีมูลค่าเพิ่มในตัวเอง

    อย่างไรก็ตาม ความปั่นป่วนในตะวันออกกลางยังเปิดโอกาสให้ไทย เนื่องจากประเทศเหล่านั้นพยายามกระจายความเสี่ยงจากทรัพยากรน้ำมันไปสู่ธุรกิจอื่น (Diversify) เช่น การเงินและสวนสนุก หากเกิดความไม่สงบในพื้นที่ เม็ดเงินเหล่านั้นอาจไหลเข้าสู่อาเซียนและไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยแข็งแกร่ง เช่น อุตสาหกรรมอาหาร (Food Industry) และ Wellness

    “อำนาจในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและบริษัทจดทะเบียนอยู่ในมือของนักลงทุน การเปิดโอกาสให้ไปลงทุนในต่างประเทศเป็นตัวบังคับให้หุ้นไทยต้องปรับตัว หากบริษัทไทยไม่สร้างธรรมาภิบาลและไม่เปลี่ยนแปลง ก็จะไม่สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนไว้ได้ เพราะเงินจะวิ่งไปหาที่ที่ดีที่สุดเสมอ” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/659768&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0soOh5XYs_MVb_cFbjS3B7

  • ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้าน วิกฤตจริงหรือแค่ข้ออ้างทางการเมือง?

    ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้าน วิกฤตจริงหรือแค่ข้ออ้างทางการเมือง?

    ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้าน วิกฤตจริงหรือแค่ข้ออ้างทางการเมือง?

    ท่ามกลางกระแสการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เสียงสะท้อนจากอดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับกลายเป็นสปอตไลต์ที่ส่องให้เห็นรอยร้าวของมาตรการนี้ และมีการร่วมกับพรรคประชาชนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีคำวินิจฉัยตีความจำเป็นเร่งด่วน โดยขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญ หลังรับคำร้องมีคำสั่งเรียกให้รัฐบาลส่งคำชี้แจงภายใน7วัน

    นายอภิสิทธิ์ ได้ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลอนุทิน2 อย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วน” ที่จะกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะพลิกดูตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสแรก ภาพที่เห็นเด่นชัดคือดัชนีผู้บริโภค การลงทุน การส่งออก และภาคการท่องเที่ยว ต่างขยายตัวเป็นบวก ซึ่งแตกต่างจาก “ฝันร้ายในอดีต” อย่างวิกฤตต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ หรือวิกฤตโควิด-19 ที่ตัวเลขดิ่งลงเหว เงินสำรองหมดหดหาย และต้องล็อกดาวน์ประเทศอย่างสิ้นเชิง

    การดันทุรังอัดฉีดเม็ดเงินกู้จำนวนมหาศาลในยามที่เศรษฐกิจไม่ได้วิกฤตจริง จึงถูกมองว่าเป็นเพียง “ยาพาราเซตามอล” ที่แก้ปัญหาระยะสั้นแค่ 4 เดือน แต่ทิ้งผลข้างเคียงเป็นหนี้สาธารณะก้อนโตที่จะพุ่งแตะเพดาน 70% ตัดโอกาสในการกู้เงินเพื่อเผชิญวิกฤตจริงในอนาคต ซ้ำร้ายยังอาจกลายเป็นเชื้อเพลิงโหมกระหน่ำให้สถานการณ์ “เงินเฟ้อ” ย่ำแย่ลงไปอีก

    3 ทางออก “ประหยัดงบ-เจ็บน้อยกว่า”

    แทนที่จะกู้เงินมาแจกจนสร้างภาระผูกพันระยะยาว นายอภิสิทธิ์ยื่นข้อเสนอทางเลือกที่ถูกยกขึ้นมาเพื่อดับร้อนให้กระเป๋าเงินของประชาชนอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย

    1.หั่นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน: ลดลงทันที 7 บาท เพื่อกดราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ 30-32 บาท วิธีนี้จะช่วยลดต้นทุนภาคขนส่งและตัดตอนค่าครองชีพที่ต้นตอ ซึ่งประหยัดและตรงจุดกว่าการแจกเงิน

    2.รีดภาษีลาภลอย (Windfall Tax): จัดเก็บภาษีจากกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันที่มีกำไรส่วนเกิน เพื่อนำรายได้กลับคืนมาเยียวยากลุ่มเปราะบาง

    3.โอนงบประมาณแสนล้าน: ใช้ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ดึงเงินส่วนที่หน่วยงานราชการต่างๆ ใช้ไม่ทัน มาเติมใส่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อยโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ทันทีหากรัฐบาลมีเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่

    กังวลสอดไส้ โครงการ “ไม่เร่งด่วน”

    นายอภิสิทธ์ ระบุว่า สิ่งที่น่าเคลือบแคลงใจที่สุดในแพ็กเกจนี้ คือเงินกู้ก้อนหลังอีก 2 แสนล้านบาท ที่อ้างว่าจะนำไปใช้ในเรื่องพลังงานสะอาด เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และโซลาร์เซลล์ ซึ่งเมื่อแกะรอยดูแล้วพบว่า โครงการเหล่านี้มีงบประมาณเดิมอยู่แล้วและยังใช้ไม่หมด แม้กระทั่งรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบก็ยังไม่ทราบรายละเอียด และมีแผนจะกู้จริงในปีหน้า

    บทสรุปสะท้อนคิด: คำถามสำคัญจึงตกไปที่รัฐบาลว่า การเร่งรัดออก พ.ร.ก.กู้เงินในครั้งนี้ เป็นความตั้งใจเพื่อกู้วิกฤตชาติ หรือเป็นเพียงเวทีฉวยโอกาสสอดไส้โครงการที่ไม่โปร่งใส ภายใต้หน้ากากของคำว่า “ความเดือดร้อนของประชาชน” กันแน่

    แหล่งที่มา: รายการคมชัดลึก (คลิก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/columnist/post-analysis/742825&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YBJ9I_3YmCz_h2oVT9QCp

  • วิกฤตราคาน้ำมันไม่จบ แม้สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯแนวโน้มจะจบ

    วิกฤตราคาน้ำมันไม่จบ แม้สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯแนวโน้มจะจบ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-110&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2X8JV1YKc7bUAil4L1dHdE

  • อะไรคืออุปสรรคของไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    อะไรคืออุปสรรคของไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    การที่ประเทศไทยปรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้เร็วขึ้น 15 ปี หรือภายในปี 2050 ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ท่ามกลางอุปสรรคเดิมและปัจจัยท้าทายใหม่ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งแนวทางการดำเนินงานต่อไปมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

    ความต่อเนื่องและความชัดเจนของนโยบายรัฐ

     
    ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า อุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางประเทศไทยในการก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

    • นโยบายภาครัฐ ในอดีตขาดความชัดเจนและความต่อเนื่องในการสร้างระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง ส่งผลให้ขาดแผนภาพรวมในการขับเคลื่อน
    • ขาดมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ยังไม่ครอบคลุม
    • ภาคประชาชนและผู้บริโภคยังมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้น้อย

    ภาวะสงครามแย่งเม็ดเงินลงทุน

    ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้ทิศทางการไหลของเงินทุนโลกเปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งเน้นเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Climate Economy) เพื่อลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ กลับต้องถูกเจียดไปใช้ในด้านความมั่นคง เช่น อาวุธยุทธโธปกรณ์ (Military financing) และเทคโนโลยี AI มากขึ้น สงครามจึงกลายเป็นความเสี่ยงและต้นทุนส่วนเพิ่มของประเทศ

    ดร.พิรุณ เชื่อว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อถึง 10 ปี แต่การตัดสินใจระยะสั้นในปัจจุบันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะกลางและระยะยาว เนื่องจากความเสี่ยงระยะสั้น เช่น สงคราม หรือปัญหามิจฉาชีพ มักเปลี่ยนแปลงตามบริบทโลก ทว่าความเสี่ยงระยะยาวอย่างภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงอยู่ โดยคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า อุณหภูมิโลกจะสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสอย่างถาวร ดังนั้น การตัดสินใจในปัจจุบันจึงต้องสร้างสมดุลให้ดี

    ก๊าซเรือนกระจกจากสงครามที่อยู่นอกระบบการคำนวณ

     
    ดร.พิรุณ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากสงครามจะไม่ถูกนับรวมในระบบของโลกภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) หรือความตกลงปารีส (Paris Agreement) เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ความถี่และความรุนแรงได้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงได้สูญเสียโควต้าการปล่อยคาร์บอนสะสมของโลก (Carbon Budget) ไปแล้ว

    จากการเปิดเผยข้อมูลพบว่า เพียง 24 วันแรกของสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศถึง 7.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเทียบเท่ากับการบินพาณิชย์ทั่วโลกรวมกัน 3 วัน และคิดเป็นการใช้งบคาร์บอนที่เหลืออยู่สำหรับการจำกัดอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส (Carbon Budget) 0.06%

    ความเปราะบางของไทยกับการหา Growth Engine เพื่อดึงดูดทุนใหม่

     
    ในปี 2024 ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 17 (จากอันดับที่ 69 ในปี 2023) จาก 197 ประเทศทั่วโลกที่มีความเปราะบางต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ความเสียหายที่สูงส่งผลให้ต้องใช้ความพยายามในการฟื้นฟูมากและกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจ สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการคือการสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (Growth Engine) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ควบคู่ไปกับการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัวเพื่อลดต้นทุนความสูญเสียประจำปี

    สอดคล้องกับมุมมองของธนาคารโลกที่ระบุว่า หากประเทศไทยไม่เริ่มสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจสีเขียว เช่น พลังงานทดแทน ระบบโลจิสติกส์ทางราง และการใช้เชื้อเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะส่งผลให้การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP Loss) ลดลง 7-14% ภายในปี 2050 ซึ่งปัจจุบัน GDP ของไทยอยู่ที่ประมาณ 19-20 ล้านล้านบาท และมีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน อย่างไรก็ตาม หากมีการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ถูกต้องโดยปราศจากสัญญาณรบกวนทางการเมือง (Political Noise) จะช่วยรักษาและเพิ่มมูลค่า GDP 4-5% เมื่อเทียบกับการไม่ดำเนินการใดๆ

    การปรับเปลี่ยนแนวคิดของภาคธุรกิจ

     
    ดร.สนธยา กริชนวรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เสนอแนะให้ภาคธุรกิจมองการปรับตัวสู่คาร์บอนต่ำเป็นโอกาสมากกว่าต้นทุน เนื่องจากการผลิตและการค้าล้วนเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทาน การมุ่งเน้นเพียงต้นทุนการผลิตที่ต่ำอาจนำมาซึ่งต้นทุนแฝง เช่น ภาษีคาร์บอน นอกจากนี้ ในอนาคตคู่ค้าทุกขนาดรวมถึง SME จะต้องเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากไม่ปรับตัวอาจเสี่ยงต่อการถูกยกเลิกคำสั่งซื้อจากธุรกิจขนาดใหญ่

    ภาครัฐจึงควรเร่งพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่นำไปปฏิบัติได้จริงและลดความซ้ำซ้อน เช่น การบูรณาการรายงานการปล่อยคาร์บอนให้อยู่ในเอกสารชุดเดียว จากเดิมที่มีหลายกฎระเบียบแยกตามหน่วยงาน รวมถึงการแก้ไขข้อจำกัดด้านนโยบายไฟฟ้าเสรี และการสนับสนุนงานวิจัยเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนที่กฎกติกาในปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวย

    การสร้างระบบนิเวศเพื่อสนับสนุนภาคธนาคาร

     
    พิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) มองว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจสีเขียวทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ท่ามกลางปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจเดิม เช่น อุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นรูปแบบเก่า งานวิจัยและพัฒนาถูกนำไปใช้จริงน้อย และทักษะแรงงานยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่

    • ในเชิงปริมาณ: จากข้อมูลพบว่าการบรรลุเป้าหมายสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 3.6 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งใกล้เคียงกับงบประมาณลงทุนภาครัฐที่ 3.78 แสนล้านบาทต่อปี ทว่าร้อยละ 90 ของงบประมาณภาครัฐถูกใช้ไปกับเงินเดือนข้าราชการและโครงการประจำ ส่งผลให้เหลือเงินงบประมาณเพื่อการพัฒนาประเทศเพียงร้อยละ 10 โดยยังไม่รวมค่าใช้จ่ายรองรับสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3 ต่อปี
    • ในเชิงคุณภาพ: การพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียวต้องอาศัยนโยบายสนับสนุน แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีจะมีความพร้อมสูง แต่ความรู้ความเข้าใจยังไม่แพร่หลาย SME ยังขาดความชัดเจนในข้อบังคับ และประชาชนยังเข้าถึงข้อมูลได้น้อย ท่ามกลางมาตรการกีดกันทางการค้าของโลกที่เข้มงวดขึ้น

    ภาครัฐจำเป็นต้องเป็นแกนหลักในการสร้างระบบนิเวศและปรับปรุงระบบบริหารจัดการเงิน เพื่อสนับสนุนให้สถาบันการเงินใช้เครื่องมือทางการเงินผ่านตลาดเงินและตลาดทุนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนบทบาทของงบประมาณรัฐไปสู่การดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ เช่น กองทุนบริหารความเสี่ยง (Hedge Fund) ธนาคารพาณิชย์ และกองทุนความมั่นคงแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ซึ่งอาจช่วยผลักดันมูลค่าการลงทุนในด้านนี้ให้สูงถึง 1.72 ล้านล้านบาท นอกเหนือจากการออกหุ้นกู้เพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Bond) และหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) ในปัจจุบัน

    ความคาดหวังต่อระบบ Taxonomy ของธนาคารแห่งประเทศไทย

    ชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อธิบายว่า ธปท. มุ่งสร้างระบบนิเวศสีเขียวผ่านโครงการ Thailand Taxonomy ซึ่งคาดว่าจะพัฒนาเสร็จสิ้นในกลางปี 2025 โดย Taxonomy คือเกณฑ์การจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็น 3 ระดับ ครอบคลุม 6 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ พลังงาน ขนส่ง เกษตร ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ภาคการผลิต และการจัดการของเสีย เพื่อให้สถาบันการเงินใช้เป็นแนวทางสนับสนุนภาคธุรกิจในการปรับตัวสู่ Net Zero

    ปัจจุบันโครงการดังกล่าวยังเป็นระบบภาคสมัครใจ เนื่องจากหน่วยงานร่วมจัดทำกว่า 30 แห่งเห็นว่าการบังคับใช้ทันทีจะส่งผลกระทบในวงกว้าง อย่างไรก็ดี ในระยะต่อไปเมื่อพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. ลดโลกร้อน) มีผลบังคับใช้ จะมีการนำ Taxonomy ไปเชื่อมโยงกับกองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund) เพื่อสนับสนุนเงินทุนในการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SME

    เป้าหมายในปัจจุบันคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อให้นำ Thailand Taxonomy ไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งยังคงมีความท้าทายด้านข้อมูลที่ขาดหายและเงื่อนไขการใช้งานให้ตรงวัตถุประสงค์ นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการสนับสนุนโครงการ ‘Financing the Transition’ ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อผลักดันสินเชื่อเพื่อการปรับตัวของ SME ซึ่งในระยะที่ 1 (เริ่มปี 2024) พบว่าการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องมีทั้งเงินทุน ความรู้ เครื่องมือวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการรับรองมาตรฐาน เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการขอสินเชื่อจากตลาดเงินและตลาดทุนต่อไป

    ความพร้อมของตลาดทุนสำหรับผู้ระดมทุนและนักลงทุน

    ทยากร จิตรกุลเดชา ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารหนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ตลาดทุนไทยได้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero มาตั้งแต่ปี 2018 โดยการออกเกณฑ์ตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน (ESG Bond) ซึ่งปัจจุบันแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ Green Bond, Social Bond, Sustainability Bond และ Sustainability-Linked Bond พร้อมทั้งมีมาตรการจูงใจด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมการขออนุญาตและค่าธรรมเนียมการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (Filing)

    ปัจจุบัน มูลค่าคงค้างของ ESG Bond อยู่ที่ 1.1 ล้านล้านบาท จากผู้ออกตราสารทั้งหมด 20 ราย โดยในปี 2025 Green Bond และ Sustainability Bond มียอดเสนอขายรวม 4 หมื่นล้านบาท และมีมูลค่ารวมในปัจจุบันที่ 8 แสนล้านบาท ซึ่งมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี ขณะที่ Sustainability-Linked Bond ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นตามความคุ้นชินของผู้ระดมทุน นอกจากนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการเปิดเกณฑ์ให้ SME สามารถระดมทุนผ่านตราสารหนี้ด้วยระบบการระดมทุนจากมวลชน (Crowdfunding)

    ในด้านผู้ลงทุน ตราสารหนี้กลุ่มนี้ได้รับการตอบรับที่ดีและมียอดจองเกินจำนวนที่เสนอขายเสมอ ซึ่งในระยะแรกเป็นการลงทุนโดยตรงจากสถาบัน แต่ปัจจุบันเริ่มมีการลงทุนผ่านผู้จัดการกองทุนมากขึ้น โดยเฉพาะผลจากการจัดตั้งกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ที่ดึงดูดนักลงทุนรายย่อยผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี

    ภาพ: Fahroni / Shutterstock

    อ้างอิง:

    • งานสัมมนาการประชุมวิชาการประจำปีของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ครั้งที่ 21 หัวข้อ ‘ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำฯ’

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-net-zero-obstacles/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GiHYvK14L4uX4SL5IRcE_

  • คนแบบไหน ที่ได้เงินคนละครึ่งพลัสปีที่แล้ว แต่ปีนี้โดนห้ามลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส

    คนแบบไหน ที่ได้เงินคนละครึ่งพลัสปีที่แล้ว แต่ปีนี้โดนห้ามลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส

     
              คนแบบไหน ที่ได้เงินคนละครึ่งพลัสปีที่แล้ว แต่ปีนี้จะหมดโอกาสลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งมีเงื่อนไขนี้เพียงข้อเดียวเท่านั้น

    ไทยช่วยไทยพลัส

              ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ การลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส หรือคนละครึ่งพลัส มูลค่า 4,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นี้

              วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 กระปุกดอทคอม จะสรุปเงื่อนไขของคนที่สามารถลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัสได้ มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง และคนแบบไหนจะถูกตัดสิทธิ ต่อให้ครั้งที่แล้วจะได้รับสิทธิก็ตาม

    ไทยช่วยไทยพลัส

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก NBT – เอ็นบีที

    คุณสมบัติผู้ลงทะเบียน มีดังนี้

              – อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน มีบัตรประชาชน สัญชาติไทย

              – ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 18 พ.ค. 69

              – ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิ์หรือถูกเรียกเงินคืน ในโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-5 และโครงการคนละครึ่งพลัส

    ระยะเวลาการลงทะเบียน

              การลงทะเบียนจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 25-29 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น. จำนวน 30 ล้านสิทธิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view301288.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29MBYJFX1ceFimi0obcLMn

  • Ifo เผยความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเยอรมนีสูงกว่าคาดในเดือนพ.ค.

    Ifo เผยความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเยอรมนีสูงกว่าคาดในเดือนพ.ค.

    IQ สำนักข่าวอินโฟเควสท์

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 พ.ค. 69)

    Ifo ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจของเยอรมนี เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนีปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 84.9 ในเดือนพ.ค. สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 84.2 จากระดับ 84.5 ในเดือนเม.ย.

    ดัชนีคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจในอนาคตและดัชนีประเมินภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันต่างปรับตัวขึ้นในเดือนพ.ค.

    ทั้งนี้ ผลสำรวจ Ifo มาจากการสำรวจบริษัทในภาคการผลิต ก่อสร้าง ค้าส่งและค้าปลีก รวมทั้งภาคบริการ ประมาณ 9,000 แห่งในแต่ละเดือน

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRGL0IQ3RKGI3OW16X9ZOI48GY5NHAKE&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3A6f9bytKZ_E09-QZrsibH