Category: เศรษฐกิจ

  • เปิดเบอร์ชิงผู้ว่าฯ กทม. ‘ชัชชาติ’ ได้เบอร์ 9 ‘ดร.โจ’ คว้าเบอร์ 10 พร้อมลุยหาเสียง | เดลินิวส์

    เปิดเบอร์ชิงผู้ว่าฯ กทม. ‘ชัชชาติ’ ได้เบอร์ 9 ‘ดร.โจ’ คว้าเบอร์ 10 พร้อมลุยหาเสียง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 69 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) บรรยากาศการเปิดรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นไปอย่างคึกคัก ท่ามกลางผู้สมัครจากหลายพรรคการเมืองและผู้สมัครอิสระที่ทยอยเดินทางมาลงทะเบียนตั้งแต่ช่วงเช้ามืด

    ภายหลังเสร็จสิ้นขั้นตอนการลงทะเบียน เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจับสลากหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร เพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยผลการจับหมายเลขผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. มีดังนี้

    • นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เบอร์ 9
    • ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข เบอร์ 14
    • ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี เบอร์ 1
    • นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล เบอร์ 13
    • ดร.ประยูร ครองยศ เบอร์ 11
    • ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พรรคประชาชน เบอร์ 10
    • นายอนุชา บูรพชัยศรี พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 5
    • พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช พรรคเศรษฐกิจ เบอร์ 12
    • นายภาสพงศ์ ไชยวิริญะวาณิชย์ กลุ่มกรุงเทพบินได้ เบอร์ 7
    • นายพิศาล กิตติเยาวมาลย์ เบอร์ 6
    • นายพงษ์ศักดิ์ พัวพรพงษ์ เบอร์ 3
    • นายประทีบ วัชรโชคเกษม เบอร์ 4
    • นายวีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล เบอร์ 8
    • นายสมัย ละเลิศ เบอร์ 2

    ส่วนผู้สมัครรายอื่นต่างทยอยรับหมายเลขครบถ้วน ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันที่เริ่มเข้มข้นขึ้นทันที หลังได้หมายเลขสำหรับใช้เปิดเกมหาเสียงทั่วกรุงเทพมหานคร ตลอดช่วงเลือกตั้งนี้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5898309/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ojVI74WQ20lzXyJ33OnbU

  • ผู้นำญี่ปุ่น-ฟิลิปปินส์เตรียมหารือทบทวนข้อตกลงเศรษฐกิจ จับมือเสริมความมั่นคงแร่สำคัญ-พลังงาน

    ผู้นำญี่ปุ่น-ฟิลิปปินส์เตรียมหารือทบทวนข้อตกลงเศรษฐกิจ จับมือเสริมความมั่นคงแร่สำคัญ-พลังงาน

    นายกฯ ญี่ปุ่นเตรียมหารือประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ที่กรุงโตเกียว คาดเห็นชอบศึกษาทบทวนข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ พร้อมกระชับความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ พลังงาน และความมั่นคงทางทะเล ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาค

    วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น มีกำหนดพบหารือกับนายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ ที่กรุงโตเกียว ในวันนี้  โดยคาดว่าทั้งสองฝ่ายจะเห็นชอบให้เดินหน้าศึกษาการทบทวนข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานด้านแร่สำคัญและพลังงาน

    รายงานระบุว่า การหารือจะมีขึ้นที่เรือนรับรองของรัฐในกรุงโตเกียว โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการวางกรอบความร่วมมือเพื่อรับมือความไม่แน่นอนด้านพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการขนส่งพลังงานทั่วโลก โดยแนวทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณารวมถึงการจัดซื้อทรัพยากรร่วมกันในยามวิกฤต เพื่อให้ทั้งสองประเทศมีแหล่งจัดหาที่มั่นคงมากขึ้น และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

    ก่อนหน้านี้ ผู้นำญี่ปุ่นประกาศปรับยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกเสรีและเปิดกว้างของญี่ปุ่น โดยย้ำว่าญี่ปุ่นต้องการสร้างกติกาใหม่ด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบสำคัญจากบางประเทศ ขณะที่นอกจากด้านเศรษฐกิจ ผู้นำทั้งสองประเทศยังคาดว่าจะยืนยันการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง หลังญี่ปุ่นตัดสินใจเปิดทางให้สามารถส่งออกอาวุธร้ายแรงได้โดยหลักการเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

    ด้านพลเรือตรีรอย วินเซนต์ ตรินิแดด โฆษกกองทัพฟิลิปปินส์ฝ่ายทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า ฟิลิปปินส์มีความหวังว่าการเปลี่ยนนโยบายของญี่ปุ่นจะช่วยเสริมศักยภาพในการป้องกันหมู่เกาะของประเทศ

    เขาระบุว่า การส่งมอบยุทโธปกรณ์ของญี่ปุ่น รวมถึงเรือพิฆาตคุ้มกันชั้นอะบุกุมะที่อยู่ระหว่างการหารือ อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเร่งพัฒนากองทัพฟิลิปปินส์ให้ทันสมัยขึ้น โฆษกกองทัพฟิลิปปินส์ยังกล่าวถึงสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ว่า จีนยังคงเพิ่มแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณสการ์โบโรห์โชล ซึ่งทั้งจีนและฟิลิปปินส์ต่างอ้างสิทธิอธิปไตยเหนือพื้นที่นี้.

    ที่มา NHK

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2935826&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BpO8LcDzT0YwO94X2Z7t5

  • ไทย-เวียดนามเชื่อมสัมพันธ์ 50 ปี ร่วมหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

    ไทย-เวียดนามเชื่อมสัมพันธ์ 50 ปี ร่วมหุ้นส่วนเศรษฐกิจ


    สมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม เปิดเวที Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ตั้งเป้าสร้างมูลค่าการค้า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

    นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กล่าวในงาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Growing Together” โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยพันธมิตรองค์กรชั้นนำ ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย,

    สภาธุรกิจไทย–เวียดนาม และ หอการค้าไทยในเวียดนาม เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีแห่ง ว่า การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ในโลกปัจจุบัน ไม่มีประเทศใดสามารถเติบโตได้อย่างโดดเดี่ยว ไทยและเวียดนามจำเป็นต้องเดินไปด้วยกัน เพื่อร่วมกันสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน เวียดนามมีประชากรกว่า 100 ล้านคน และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะฐานการผลิตและอุตสาหกรรมสำคัญของภูมิภาค

    ขณะที่ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งยานยนต์ อาหาร พลังงาน การค้า และบริการ รวมถึงมีภาคเอกชนที่เข้มแข็งและมีศักยภาพสูง ดังนั้น ไทยและเวียดนามจึงสามารถผสานจุดแข็งของทั้งสองประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน เชื่อมโยงฐานการผลิต และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและการส่งออกที่สำคัญของภูมิภาค เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศและอาเซียนโดยรวม

    ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเวียดนามในอาเซียน ขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับสองของไทยในอาเซียน มูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่ที่ประมาณ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเป้าหมายระยะสั้นที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในอนาคตเราควรร่วมกันผลักดันให้เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ วันนี้ประเทศไทยมีการลงทุนในเวียดนามเป็นจำนวนมาก จึงอยากเห็นภาคธุรกิจเวียดนามเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นเช่นกัน เพราะเศรษฐกิจของไทยและเวียดนามมีขนาดใกล้เคียงกัน เราไม่ใช่คู่แข่งแต่คือคู่ค้าและหุ้นส่วนที่จะเติบโตไปด้วยกัน

    นอกจากนี้ที่สำคัญเศรษฐกิจของเราทั้งสองประเทศเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง กว่าครึ่งของสินค้าที่ไทยส่งออกไปเวียดนาม เป็นวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ใช้ในภาคการผลิตเพื่อการส่งออกของเวียดนาม นี่แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของเราไม่ใช่เพียงการแข่งขัน แต่คือการเติบโตร่วมกันผ่านห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน และนี่คือความหมายของคำว่า Strategic Partnership อย่างแท้จริง

    นายสนั่น  อังอุบลกุล  นายกสมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม และประธานอาวุโสหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดงานงานครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการขับเคลื่อนความร่วมมือผ่านแนวคิด “Three Connects” ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจร่วมสมัย การเชื่อมโยงภาคธุรกิจ ท้องถิ่น และประชาชน และการเชื่อมโยงสู่อนาคตแห่งความยั่งยืน เทคโนโลยี และนวัตกรรมร่วมกัน

    ทั้งนี้ไฮไลท์สำคัญของการจัดงานครั้งนี้คือการที่ท่านประธานาธิบดีเวียดนามได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยเข้าพบในลักษณะ One-on-One เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะโดยตรง ซึ่งจะช่วยผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของทั้งสองประเทศและพลังของผู้นำภาคธุรกิจไทย–เวียดนาม จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เป้าหมายการค้าระหว่างกัน 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้ พร้อมยืนยันว่า สมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนามและเครือข่ายภาคเอกชนไทย พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและประชาชนของทั้งสองประเทศ

    สำหรับกิจกรรมภายในงาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ประกอบด้วยการหารือและแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า การลงทุน การเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาโลจิสติกส์ และการยกระดับความร่วมมือในอุตสาหกรรมศักยภาพของทั้งสองประเทศ พร้อมด้วยเวทีเสวนาระดับสูงจากผู้บริหารชั้นนำของภาคธุรกิจ การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ และพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจทางธุรกิจ หรือ MoU ระหว่างภาคเอกชนไทยและเวียดนาม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43210&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kWTKjanAIXzwfnPoB4k1x

  • คลังมองภาวะเศรษฐกิจ เม.ย. ส่งออกพุ่ง 23.1% ดันเศรษฐกิจโต จับตาปมภูมิรัฐศาสตร์

    คลังมองภาวะเศรษฐกิจ เม.ย. ส่งออกพุ่ง 23.1% ดันเศรษฐกิจโต จับตาปมภูมิรัฐศาสตร์

    นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน เม.ย. 2569 ทิศทางเศรษฐกิจไทย ยังคงได้รับแรงหนุนสำคัญจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับการท่องเที่ยวภายในประเทศที่เติบโตได้ดี แม้ว่าในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวลงบ้าง ทั้งนี้ ภาครัฐยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความผันผวนของค่าเงินบาท ราคาน้ำมันในตลาดโลก และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจสร้างแรงกระเพื่อมต่อห่วงโซ่การผลิตและภาพรวมเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป

    เมื่อเจาะลึกถึงเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านอุปสงค์ พบว่าการบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะแรงซื้อในหมวดสินค้าคงทน สะท้อนจากยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งและรถจักรยานยนต์ใหม่ที่เพิ่มขึ้น 8.8% และ 3.7% ตามลำดับ เช่นเดียวกับรายได้เกษตรกรที่แท้จริงซึ่งขยายตัว 1.4%

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลับปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.6 จากระดับ 51.8 ในเดือนก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง รวมถึงราคาพลังงานที่สูงขึ้นซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพโดยตรง แต่ประชาชนยังคงคาดหวังแรงส่งจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

    ด้านการลงทุนภาคเอกชนเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการนำเข้าสินค้าทุนที่พุ่งสูงถึง 27.9% และขยายตัวจากเดือนก่อนหน้า 8.1% ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์แม้จะหดตัว 11.3% เมื่อเทียบรายปี แต่เริ่มฟื้นตัว 3.2% จากเดือนก่อนหน้า ส่วนภาคการก่อสร้างยังคงชะลอตัวเล็กน้อย

    สำหรับเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักในเดือน เม.ย. ยังคงเป็นภาคการส่งออก ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นด้วยมูลค่ารวม 31,583.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 23.1% และเป็นการเติบโตต่อเนื่องยาวนานถึง 22 เดือน หากหักล้างสินค้ากลุ่มน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย การส่งออกที่แท้จริงขยายตัวเด่นชัดถึง 25.7%

    โดยได้รับอานิสงส์จากกลุ่มเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด 64.6% รวมถึงสินค้าเกษตรที่ขยายตัว 17.9% นำโดยกลุ่มผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งที่พุ่งกระฉูดถึง 74.3% ในด้านตลาดส่งออกสำคัญพบว่าขยายตัวในเกือบทุกภูมิภาค นำโดยออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา อาเซียน และญี่ปุ่น ที่เติบโต 53.2% 44.2% 34.3% และ 23.4% ตามลำดับ มีเพียงตลาดอินโดจีนที่หดตัว 13.4%

    ในด้านอุปทาน ภาคการท่องเที่ยวในประเทศเป็นฟันเฟืองหลัก โดยมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยสูงถึง 25.6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.7% สวนทางกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย 2.37 ล้านคน หดตัวลง 7.0% ขณะที่ภาคการเกษตรดัชนีผลผลิตขยายตัว 1.2% จากแรงหนุนของผลผลิตยางพาราและข้าวโพด ทางด้านภาคอุตสาหกรรม ดัชนีผลผลิตลดลงเล็กน้อยที่ 0.4%

    สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ร่วงลงมาอยู่ที่ 85.3 จากผลกระทบต้นทุนการผลิต ราคาน้ำมันดีเซล และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ดี ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของไทยยังคงยืนเหนือระดับ 50 ที่ 52.7 สะท้อนว่าภาคการผลิตยังคงอยู่ในเกณฑ์ขยายตัว

    ทางด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยโดยรวมยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.89% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานทรงตัวที่ 0.83% สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2569 อยู่ที่ 66.4% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ส่วนทุนสำรองระหว่างประเทศยังสูงถึง 2.86 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมรับมือความผันผวนจากภายนอก สอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่มีทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากดัชนี PMI ทั่วโลกที่ยืนเหนือระดับ 50 จุด

    ทั้งนี้ บรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินไทยยังคงได้รับความสนใจจากเม็ดเงินต่างชาติ โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 25 พ.ค. 2569 นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยสะสม 19,975.02 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้สูงถึง 30,482.15 ล้านบาท ตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของพันธบัตรรัฐบาลและสินทรัพย์ไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1236117&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rC-61h1yNb7jjjkGwc4hh

  • 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม ยกระดับ ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน’ สำรวจบทบาทเวียดนามที่มีต่อไทย

    50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม ยกระดับ ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน’ สำรวจบทบาทเวียดนามที่มีต่อไทย

    เมื่อวานนี้ (27 พฤษภาคม 2026) โต เลิม (Tô Lâm) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พร้อมด้วยภริยา โง เฟือง ลี (Ngô Phương Ly) เดินทางถึงประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาลไทย ซึ่งจะใช้เวลาพำนักอยู่ที่ประเทศไทยระหว่างวันที่ 27-28 พฤษภาคม 2026

    การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนประเทศไทย ‘ครั้งแรก’ ของโต เลิม หลังขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศ อีกทั้งไทยยังเป็น ‘ประเทศแรก’ ของอาเซียน ที่โต เลิมเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการในฐานะประธานาธิบดีเวียดนามอีกด้วย

    ขณะเดียวกัน การเยือนรอบนี้ยังมีความสำคัญอีกประการ เนื่องจากวันที่ 6 สิงหาคมที่จะถึงนี้ จะถือเป็นวาระ ‘ครบรอบ 50 ปี’ ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม ภายหลังที่ทั้ง 2 ประเทศสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการเมื่อปี 1976

    นอกจากเป็นการเยือนเพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นแล้ว การพบกันระหว่างผู้นำทั้ง 2 ชาติ ยังอาจเปิดโอกาสใหม่ๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความร่วมมือระดับภูมิภาคอีกด้วย

    The Momentum พูดคุยกับ รองศาสตราจารย์ ดร.พิทยา สุวคันธ์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อย้อนมองอดีต ทำความเข้าใจปัจจุบัน และตั้งรับเส้นทางอนาคตของความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม 

    ย้อนรอยความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติ ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา

    ก่อนการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ไทยและเวียดนามเคยมีขั้วอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกันในช่วงที่สงครามเย็นกำลังร้อนระอุ โดยไทยเลือกยืนหยัดเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา ในฐานะเสรีนิยมประชาธิปไตย ขณะที่ฝ่ายเวียดนามเหนือเข้าร่วมกับสหภาพโซเวียตและยึดแนวทางสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

    เมื่อกระแสการแข่งขันด้านอุดมการณ์การเมืองในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มคลี่คลายลงในปี 1975 เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้สามารถรวมประเทศได้สำเร็จ ภายใต้การนำของ โฮ จิ มินห์ (Hồ Chí Minh) รัฐบุรุษคนสำคัญและประธานาธิบดีคนแรกของเวียดนามเหนือ 

    ต่อมา ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 ประเทศไทยภายใต้การนำของ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีคนที่ 17 ได้ผลักดันนโยบายสำคัญอย่าง ‘เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า’ เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีน ผ่านการใช้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์

    พลวัตดังกล่าวนำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเวียดนามอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 สิงหาคม 1976 ก่อนที่ทั้ง 2 ประเทศจะเริ่มต้นกระชับความร่วมมือในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

    อนึ่ง หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญภายในเวียดนาม เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลเริ่มต้นปฏิรูปประเทศผ่านการประกาศใช้นโยบาย ‘โด่ยเหมย’ (Đổi Mới) ในปี 1986 ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของประเทศครั้งใหญ่ จากเดิมรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง (Centrally Planned Economy) มาสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดแนวสังคมนิยม (State-Led Market Economy) ที่ถึงแม้จะยังมีรัฐเป็นศูนย์กลาง แต่ก็เปิดโอกาสให้กลไกตลาดเข้ามามีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น

    ผลจากนโยบายดังกล่าวทำให้เวียดนามเริ่มเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาภายในประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) และทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยร้อยละ 6-7 ต่อปี นับตั้งแต่ปี 1986 เป็นต้นมา

    พิทยาชี้ว่า ในจุดนี้ นอกจากเวียดนามจะมองจีน หนึ่งในมหาอำนาจของโลกและประเทศพี่น้องที่มีความใกล้ชิดทางอุดมการณ์ ในฐานะ ‘ต้นแบบ’ ของการพัฒนาแล้ว เวียดนามยังมองไทยเป็นอีกหนึ่งต้นแบบสำคัญเช่นกัน

    โดยเวียดนามมองว่า ไทยเป็นประเทศที่มีพัฒนาการโดดเด่นและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจ นับตั้งแต่เริ่มดำเนินแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติในปี 1961 จนถึงปัจจุบัน

    นอกจากนี้ ปัจจุบันเวียดนามยังเดินหน้าเร่งพัฒนาประเทศผ่าน ‘การปฏิรูปโครงสร้างรัฐ’ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นมาตรการปราบปรามคอร์รัปชัน การยุบหรือควบรวมกระทรวง ทบวง กรม เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการทำงานของภาครัฐ ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการ และจวบจนถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจเวียดนามก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีอัตราการเติบโตสูงถึงร้อยละ 7.5 ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน

    เป้าหมายการพบกันของไทย-เวียดนามในครั้งนี้คืออะไร?

    ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ไทย-เวียดนามดำเนินความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจและผลประโยชน์ร่วมกัน โดยล่าสุด หุ้นส่วนทั้ง 2 ประเทศยกระดับความสัมพันธ์เป็น ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน’ (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) เพื่อขยายความร่วมมือในทุกมิติมากขึ้น ซึ่งครอบคลุมถึงความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ ตลอดจนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและประชาชน

    สำหรับการพบกันในครั้งนี้ พิทยามองว่า ทั้งไทยและเวียดนามต่างมีเป้าหมายร่วมกันในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันในฐานะ ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน’ ให้ใกล้ชิดและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกว่าเดิม

    1. ด้านการเมืองและความมั่นคง

    อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่า ในมุมมองเวียดนาม เวียดนามต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะหนึ่งใน ‘ผู้นำของอาเซียน’ ร่วมกับไทย ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในอาเซียนมาตั้งแต่ช่วงเริ่มก่อตั้งองค์กร

    ขณะที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เวียดนามพยายามผลักดันบทบาทของตนเองให้โดดเด่นขึ้นมาเหนือกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งประกอบด้วยกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม โดยถือเป็นกลุ่มประเทศที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนภายหลัง และยังถูกมองว่าเป็นกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจช้ากว่าประเทศอื่นภายในภูมิภาค

    2. ด้านเศรษฐกิจ

    ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า เวียดนามกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเทศดาวเด่นของอาเซียน หลังเศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่องและผลิตภัณฑ์มวลรวม (Gross Domestic Product: GDP) ภายในประเทศ ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนเริ่มมีศักยภาพเหนือหลายประเทศในภูมิภาคในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ ไทยและเวียดนามต่างมีการลงทุนระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง และต้องการขยายหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-เวียดนามมากขึ้น ผ่าน ‘การเชื่อมโยง 3 ด้าน’ (Three Connects) ได้แก่ 

     1. ด้านห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมที่เกื้อหนุนกัน 

     2. ด้านเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมและรายย่อย รวมถึงธุรกิจท้องถิ่น 

     3. ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างรูปแบบเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน กับเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG) ของประเทศไทย และยุทธศาสตร์การพัฒนาสีเขียวของเวียดนาม

    3. ด้านสังคมและวัฒนธรรม

    ในการเยือนครั้งนี้ ผู้นำสูงสุดของเวียดนามยังต้องการกระชับความสัมพันธ์กับ ‘กลุ่มเวียดนามโพ้นทะเลในประเทศไทย’ ซึ่งถือเป็นชุมชนที่มีบทบาทและอิทธิพลไม่น้อยในสังคมไทย โดยพิทยาชี้ว่า ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา วัฒนธรรมเวียดนามเริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือแฟชั่นแบบเวียดนาม

    ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ ก็มีความใกล้ชิดมากขึ้นเช่นกัน เห็นได้จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติของเวียดนามหลายแห่งทั่วประเทศเริ่มเปิดหลักสูตรไทยศึกษา ขณะที่มหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทยหลายแห่งก็เปิดสอนภาษาเวียดนามมากขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีโครงการแลกเปลี่ยนนิสิต-นักศึกษาระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านภาษา การศึกษา และวัฒนธรรมร่วมกัน

    ในด้านการท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนามก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 มีชาวเวียดนามเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยราว 6 แสนราย ขณะที่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปเวียดนามประมาณ 3 แสนราย

    ปัจจุบันมีการพูดถึง ‘Rising Vietnam’ มากขึ้น ไทยควรมองประเด็นนี้อย่างไร?

    อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ชี้ว่า ในตอนนี้หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนาม

    กล่าวคือ ความเป็นหุ้นส่วนดังกล่าวสามารถสร้างผลประโยชน์ร่วมกันอย่างมหาศาล และนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    เพื่อให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น พิทยายกตัวอย่างความร่วมมือในแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันตก ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างเวียดนาม ลาว ไทย กับพม่า โดยมีจุดเริ่มต้นที่เมาะลำไย เมียวดี แม่สอด พิษณุโลก ขอนแก่น มุกดาหาร สะหวันนะเขต เว้ และสิ้นสุดที่ดานัง

    กิจกรรมที่ตามมาจากความร่วมมือดังกล่าวคือ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่าง 4 ประเทศ รวมถึงเพิ่มการกระชับความร่วมมือระหว่างภูมิภาคมากขึ้น

    นอกจากนี้ ไทยและเวียดนามยังมีการลงทุนและการค้าระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง โดยไทยมุ่งส่งออกสินค้าในกลุ่มเคมีภัณฑ์และอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไปยังเวียดนาม ขณะที่เวียดนามส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง

    พิทยาอธิบายเพิ่มเติมว่า แม้ไทยและเวียดนามจะมีจุดแข็งทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน แต่ทั้งสองประเทศกลับสามารถเกื้อหนุนกันได้เป็นอย่างดี โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามเริ่มเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมสมัยใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยี AI หรืออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

    ขณะที่ประเทศไทยยังคงมีความโดดเด่นในฐานะศูนย์กลางด้านการแพทย์ การท่องเที่ยว และการศึกษา ซึ่งยังถือเป็นจุดแข็งสำคัญและอยู่ในระดับแนวหน้าของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า การเติบโตของเวียดนามจึงไม่ได้หมายถึงการสูญเสียความได้เปรียบของไทย ในทางกลับกันสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ร่วมกันให้กับไทยมากขึ้น

    เวียดนามกับอาเซียน

    เมื่อถามถึงบทบาทของเวียดนามในเวทีอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มองว่า แม้เวียดนามต้องการยกระดับบทบาทของตนเองในฐานะประเทศผู้นำอาเซียนร่วมกับไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของภูมิภาคท่ามกลางการแข่งขันทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของชาติมหาอำนาจ

    ในอีกด้านหนึ่ง เวียดนามเองยังคงให้ความสำคัญกับเสถียรภาพภายในประเทศเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ ไม่ว่าจะเป็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้กับจีน หรือการรักษาความสัมพันธ์และสร้างเสถียรภาพกับประเทศที่มีพรมแดนติดกันอย่างกัมพูชา

    ด้วยเหตุนี้ เวียดนามจึงยังมองความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นประเด็นความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีเป็นหลัก ขณะเดียวกัน เวียดนามยังคงผลักดันและสนับสนุนหลักการสำคัญของอาเซียน ทั้งแนวคิดไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก และหลักฉันทมติ (Consensus) ที่กำหนดให้ทุกข้อตกลงต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันจากทุกประเทศสมาชิกเสมอ

    ไทย-เวียดนามกับชาติมหาอำนาจ สงคราม และวิกฤตพลังงาน

    สำหรับผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ำมันและพลังงาน อันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง พิทยามองว่า ประเด็นดังกล่าวสะท้อนลักษณะของความขัดแย้งระหว่างประเทศไม่ต่างจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน หรือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของหลายภูมิภาคทั่วโลก

    ในมุมนี้ พิทยามองว่า ไทยและเวียดนามจำเป็นต้องร่วมมือและผนึกกำลังกันให้มากขึ้น เพื่อรักษาดุลอำนาจต่อรอง รวมถึงเสริมสร้างความมั่นคงของอาเซียน ท่ามกลางการแข่งขันและแรงกดดันจากชาติมหาอำนาจที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    เนื่องจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของโลก โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมและการค้าระหว่างประเทศที่สามารถเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกเข้าด้วยกัน อีกทั้งยังสร้างผลประโยชน์มหาศาลให้กับภูมิภาคอาเซียน

    อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวก็มีความเปราะบางมากขึ้นเช่นกัน ท่ามกลางความพยายามของชาติมหาอำนาจที่ต้องการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ หลังช่องแคบฮอร์มุซเผชิญข้อจำกัดจากการถูกปิด และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    “เราต้องยืดหยัดในเรื่องการสร้างความมั่นคงไปด้วยกัน พร้อมๆ กับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อเร่งการเติบโตให้มากขึ้น” พิทยากล่าวทิ้งท้าย

    ที่มา:

    https://www.mfa.go.th/th/content/official-visit-to-vietnam-2025-th?cate=5d5bcb4e15e39c306000683b

    https://themomentum.co/analysis-vietnam-state-reformation/

    https://english.vov.vn/en/travel/vietnamese-arrivals-to-thailand-see-sharp-decline-in-2025-post1256092.vov

    Tags: , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/feature-50th-anniversary-of-thailand-vietnam/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2U2_s7fsMMNhi1Cpzx3w2Q

  • Highlight |  ยิ่งตรวจยิ่งเจอ! กรมการปกครองผงะ ตรวจพบ“ฉี่ม่วง” เกือบครึ่งร้อย  | เปิดโต๊ะข่าว

    Highlight | ยิ่งตรวจยิ่งเจอ! กรมการปกครองผงะ ตรวจพบ“ฉี่ม่วง” เกือบครึ่งร้อย | เปิดโต๊ะข่าว

    เปิดโต๊ะข่าว

    Highlight |  ยิ่งตรวจยิ่งเจอ! กรมการปกครองผงะ ตรวจพบ“ฉี่ม่วง” เกือบครึ่งร้อย  | เปิดโต๊ะข่าว

    เผยแพร่ ปรับปรุงล่าสุด

    อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา กรมการปกครอง ได้ดำเนินการตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน รวมถึงข้าราชการฝ่ายปกครองใน 878 อำเภอทั่วประเทศ เพื่อขานรับนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในการยกระดับความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
    โดยผลการตรวจสารเสพติด จากผู้เข้ารับการตรวจทั้งหมด 286,553 คน พบว่า มีผู้ตรวจพบสารเสพติดจำนวน 47 คน คิดเป็นร้อยละ 0.02 ประกอบด้วย สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน 2 คน  กำนัน 1 ราย ผู้ใหญ่บ้าน 5 คน สารวัตรกำนัน 4 คน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 35 คน โดย กรมการปกครองได้มีคำสั่งให้บุคคลทั้ง 47 ราย พ้นจากตำแหน่งทันที เพื่อรักษามาตรฐานและภาพลักษณ์ขององค์กร 


    คำที่เกี่ยวข้อง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/programs/%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%258A%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7/98277&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3u9WrQRExV5rMj5j_QvHjd

  • กาฬสินธุ์เดินหน้าดัน “หมอลำ” สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จัดอบรมถ่ายทอดศิลปะการแสดง | เดลินิวส์

    กาฬสินธุ์เดินหน้าดัน “หมอลำ” สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จัดอบรมถ่ายทอดศิลปะการแสดง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมพยับหมอก ชั้น 3 อาคารเฉลิมพระเกียรติกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ 70 พรรษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา นายผดุงศักดิ์ อิ่มเอิบ รอง ผวจ.กาฬสินธุ์ เป็นประธานในพิธีเปิด “การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาทักษะและถ่ายทอดศิลปะการแสดงหมอลำ” ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญภายใต้โครงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรม ในการจัดงานเทศกาลประเพณีแห่น้ำศักดิ์สิทธิ์ สักการะพระพุทธไสยาสน์ภูปอ จังหวัดกาฬสินธุ์

    โดยมี รศ.ดร.สุพรรณ สุดสนธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมพิธี มี นางนภสร พระยาลอ วัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการฯ ซึ่งได้รับความสนใจจากหลายภาคส่วนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ ดร.สิทธิพงษ์ โทไข่ษร นายกสมาคมหมอลำจังหวัดกาฬสินธุ์, ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์, ผู้แทนส่วนราชการ, ศิลปินมรดกอีสาน, ผู้บริหารและคณาจารย์สถานศึกษา, พ่อครู แม่ครูสมาคมหมอลำจังหวัดกาฬสินธุ์, ศิลปินหมอลำ และกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่

    สำหรับการจัดอบรมดังกล่าว ดำเนินการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-27 พฤษภาคม 2569โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริม อนุรักษ์ และถ่ายทอดศิลปะการแสดงหมอลำอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวอีสาน ลงสู่กลุ่มเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าและภูมิปัญญาท้องถิ่น

    นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะและความคิดสร้างสรรค์ด้านการแสดง เพื่อนำทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่มาต่อยอดสู่ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากในชุมชน พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันศิลปะการแสดงหมอลำให้ก้าวไปสู่การเป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับชาติและระดับนานาชาติต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5900128/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31MaAixG_xlQ4E194BAfhK

  • ‘บขส.’ร่วมไทยช่วยไทยพลัส หนุนเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ กระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียน

    ‘บขส.’ร่วมไทยช่วยไทยพลัส หนุนเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ กระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียน

    ‘บขส.’ร่วมไทยช่วยไทยพลัส หนุนเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ กระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียน

    วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.29 น.

    ‘บขส.’ร่วมโครงการ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ หนุนประชาชนเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ สะดวก ประหยัด ปลอดภัย กระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศ

    28 พฤษภาคม 2569 นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (BKS) หรือ บขส. เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ 60% ส่วนประชาชนร่วมจ่ายเอง 40% ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ และกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศ

    ทั้งนี้ ประชาชนสามารถใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ชำระค่าตั๋วโดยสารรถ BKS มีเงื่อนไขดังนี้

    1.สามารถใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ซื้อตั๋วรถโดยสาร BKS ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 ระยะเวลา 4 เดือน ช่วงเวลา 06.00 – 23.00 น. ณ ช่องจำหน่ายตั๋วโดยสารของสถานีเดินรถ BKS จำนวน 139 แห่งทั่วประเทศ

    2.ซื้อตั๋วรถโดยสาร BKS ภายในวงเงินที่ได้รับสิทธิจากรัฐ 200 บาทต่อวัน กรณีที่ค่าโดยสารเกินวงเงินที่ได้รับต้องจ่ายส่วนต่างเป็นเงินสด หรือใช้วงเงินในแอปฯ เป๋าตัง จ่ายก็ได้

    3.ซื้อตั๋วรถโดยสารได้ทุกมาตรฐาน ทุกเส้นทาง

    4.ใช้ร่วมกับสิทธิส่วนลดค่าโดยสารของสมาชิก BKS Member ได้ 5 – 10% ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

    5.เมื่อซื้อตั๋วโดยสารแล้วไม่สามารถคืนตั๋วได้ทุกกรณี

    6.กรณีผู้ใช้สิทธิซื้อตั๋วรถโดยสารโดยไม่ได้เดินทางเอง ต้องแจ้งชื่อผู้เดินทาง พร้อมเลขที่บัตรประชาชนของผู้เดินทางก่อนการออกตั๋วรถโดยสาร

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและจองตั๋ว BKS ได้ที่เว็บไซต์ BKS https://tcl99web.transport.co.th, Application : BKS E – ticket, Facebook Page : บขส. (www.facebook.com/BorKorSor99), Line : BKS (Id : @BKS99) และช่องจำหน่ายตั๋วโดยสาร BKS ทั่วประเทศ หรือ โทร. 0 – 2936 – 3660

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    532.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/967364&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19sTiwNMuC_R3jZ81or1Ud

  • “BKS” พร้อมร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยปชช. กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

    “BKS” พร้อมร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยปชช. กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

    เศรษฐกิจ

    “BKS” พร้อมร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยปชช. กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

    วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.55 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    “BKS” พร้อมร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยปชช. กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

    นายอรรถวิท  รักจำรูญ  กรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท ขนส่ง จำกัด (BKS) เปิดเผยว่า BKS ได้เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ 60% ส่วนประชาชนร่วมจ่ายเอง 40% ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ที่จะเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-30 ก.ย.2569 เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ และกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศ โดยประชาชนสามารถใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ชำระค่าตั๋วโดยสารรถ BKS มีเงื่อนไขดังนี้ 1.สามารถใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ซื้อตั๋วรถโดยสาร BKS ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 ระยะเวลา 4 เดือน ช่วงเวลา 06.00 – 23.00 น. ณ ช่องจำหน่ายตั๋วโดยสารของสถานีเดินรถ BKS จำนวน 139 แห่งทั่วประเทศ /2.ซื้อตั๋วรถโดยสาร BKS ภายในวงเงินที่ได้รับสิทธิจากรัฐ 200 บาทต่อวัน

    กรณีที่ค่าโดยสารเกินวงเงินที่ได้รับต้องจ่ายส่วนต่างเป็นเงินสด หรือใช้วงเงินในแอปฯ เป๋าตัง จ่ายก็ได้ /3.ซื้อตั๋วรถโดยสารได้ทุกมาตรฐาน ทุกเส้นทาง /4.ใช้ร่วมกับสิทธิส่วนลดค่าโดยสารของสมาชิก BKS Member ได้ 5 – 10% ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด /5.เมื่อซื้อตั๋วโดยสารแล้วไม่สามารถคืนตั๋วได้ทุกกรณี /6.กรณีผู้ใช้สิทธิซื้อตั๋วรถโดยสารโดยไม่ได้เดินทางเอง ต้องแจ้งชื่อผู้เดินทาง พร้อมเลขที่บัตรประชาชนของผู้เดินทางก่อนการออกตั๋วรถโดยสาร

    สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและจองตั๋ว BKS ได้ที่เว็บไซต์ BKS https://tcl99web.transport.co.th, Application : BKS E – ticket, Facebook Page : บขส. (www.facebook.com/BorKorSor99), Line : BKS (Id : @BKS99) และช่องจำหน่ายตั๋วโดยสาร BKS ทั่วประเทศ หรือ โทร. 0 – 2936 – 3660

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/477772&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YqtBddwvspoxrcz_mZru4

  • ‘ชัชชาติ’ ประกาศ ชู 250 นโยบาย พลิกโฉมกทม. สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    ‘ชัชชาติ’ ประกาศ ชู 250 นโยบาย พลิกโฉมกทม. สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    ‘ชัชชาติ’ ประกาศ ชู 250 นโยบาย พลิกโฉมกทม. สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค พร้อมเดินหน้าทันทีหลังได้รับเลือก ยันไร้ความกดดัน แม้โพลนำโด่ง

    บรรยากาศการรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และในฐานะว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระ เดินทางมาถึง 05.40 น. ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) 

    นายชัชชาติ กล่าวก่อนเข้าไปสักการะพระอินทร์บนหลังช้าง ถึงผลโพลที่มีกระแสมาแรงเป็นอันดับหนึ่งมากกว่าผู้สมัครพรรคอื่นๆว่า ยังเหลือเวลาอีกเป็นเดือน จึงยังไม่สามารถไว้วางใจได้ เพราะยังมีผู้สมัครคนอื่นๆที่เสนอตัวเข้ามา ส่วนตนหากได้กลับเข้ามาเป็น ผู้ว่าฯ กทม.ก็อยากให้กรุงเทพมหานคร เปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด ด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมืองที่ต้องมีเศรษฐกิจที่ดี ต้องดึงดูดคนเก่งๆ เพื่อให้มีงานเศรษฐกิจต้องหล่อเลี้ยงคนที่ทำงาน กทม.
     

    โดยต้องทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปให้เข้มแข็ง เป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจภูมิภาคให้ได้ สำหรับนโยบายเร่งด่วน 250 เรื่องจะเดินหน้าทำได้ทันที พร้อมที่จะเดินหน้า โดยนโยบาย 250 นโยบายนี้ คิดมาในช่วงสองเดือนสามารถทำวันแรก และ เดินหน้าได้เลย หัวใจสำคัญ คือ มีแผน การทำงานที่ชัดเจน มีพนักงานข้าราชการ 70,000 กว่าคน ทุกคนมีเป้าหมายชัดเจน ตื่นขึ้นมารู้ว่าต้องทำอะไร จะทำให้งานเดินหน้าได้ทันที 

    ส่วนการลงสมัครของตนเอง ไม่มีปัญหาเรื่องการเมือง เพราะว่าเป็นอิสระ ทำงานให้กับทุกคน ที่ผ่านมาสี่ปี มองว่ามีทีมงานทีมเวิร์คประสบความสำเร็จและต้องมุ่งมั่นทำเต็มที่ต่อไปทำด้วยใจเพื่อให้กรุงเทพมหานครดีขึ้น 

    'ชัชชาติ' ประกาศ ชู 250 นโยบาย พลิกโฉมกทม. สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    “ยืนยันว่าไม่มีความกดดัน จะทำให้ดีที่สุดถ้าเลือกเราก็ทำ เป็นตัวของเรา โดยต้องการให้คุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพมหานครดีขึ้น และสามารถแข่งขันกับทั่วโลกได้”

    นายชัชชาติ เปิดเผยด้วยว่า เย็นวันนี้จะมีการเปิดตัวทีมงานนับ 100 คน มีทีมผู้บริหารที่มีคุณภาพและเก่ง แต่บางคนก็ไม่อยากเปิดตัวเพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวการเมือง 

    นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการศิลปินเข้ามาร่วมงานด้วย   ยืนยันว่าไม่ว่าจะเลือกเราหรือไม่เลือกเรา ก็พร้อมที่จะรับใช้ประชาชนทุกคน  จะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง ขอให้โอกาสเราทำงานก่อน ยอมรับว่าเมื่อคืนที่ผ่านมานอนไม่หลับ

    'ชัชชาติ' ประกาศ ชู 250 นโยบาย พลิกโฉมกทม. สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค 'ชัชชาติ' ประกาศ ชู 250 นโยบาย พลิกโฉมกทม. สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1235975&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gc4PSnw0jXDxx9qi5d2Y9