Category: เศรษฐกิจ

  • “รมว.คลัง” ประเมินน้ำท่วมกระทบจีดีพีปี 2569 ไม่เกิน 0.1% มั่นใจเศรษฐกิจไทยทั้งปีโต 2-2.5% – สยามรัฐ

    “รมว.คลัง” ประเมินน้ำท่วมกระทบจีดีพีปี 2569 ไม่เกิน 0.1% มั่นใจเศรษฐกิจไทยทั้งปีโต 2-2.5% – สยามรัฐ

    เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมที่มีต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2569 โดยคาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ไม่ถึง 0.1% ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำ

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยตลอดทั้งปี 2569 กระทรวงการคลังยังคงมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถขยายตัวได้ในกรอบประมาณ 2-2.5% แม้ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันหลายด้าน รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า หากพิจารณาในภาพรวม สถานการณ์น้ำท่วมมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอยู่บ้าง แต่ยังไม่มากจนส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาพรวมการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยกระทรวงการคลังจะติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

    “ในเชิงภาพรวมของเศรษฐกิจ มีผลกระทบบ้าง แต่ไม่มากนัก สิ่งสำคัญคงไม่ใช่ผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของชีวิตคน และความลำบากของประชาชนมากกว่า” นายเอกนิติกล่าว

    ทั้งนี้ การประเมินผลกระทบดังกล่าวเป็นการประเมินในเบื้องต้น ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความเสียหายต่อภาคประชาชน ภาคธุรกิจ การเกษตร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามระดับน้ำและระยะเวลาที่สถานการณ์คลี่คลาย

    กระทรวงการคลังจึงยังคงติดตามผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมควบคู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เพื่อประเมินแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 โดยเป้าหมายสำคัญยังคงอยู่ที่การดูแลผลกระทบต่อประชาชนและช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้

    #รมวคลัง #เอกนิติ #กระทรวงการคลัง #น้ำท่วม #น้ำท่วม2569 #เศรษฐกิจไทย #จีดีพี #GDP #เศรษฐกิจปี2569 #เศรษฐกิจไทยโต #ผลกระทบน้ำท่วม #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวการเงิน #ข่าวรัฐบาล #ข่าววันนี้ #ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/326002&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-e32Y9BVPJPrdFuKXfMYz

  • ‘เอกนิติ’ ติดเครื่องเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ หวังดัน4.31ล้านล.เข้าระบบดันศก.ปี69-70

    ‘เอกนิติ’ ติดเครื่องเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ หวังดัน4.31ล้านล.เข้าระบบดันศก.ปี69-70

    ‘เอกนิติ’ ติดเครื่องมาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ปีงบ 70 หวังอัดฉีด 4.31 ล้านล้านบาทเข้าสู่ระบบ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยปี 69-70

    2 ต.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2569 มีมติเห็นชอบมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ 2570 เพื่อให้เม็ดเงินจากงบประมาณลงสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยปีงบประมาณ 2570 มีเม็ดเงินภาครัฐ 4.31 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ 2569 จำนวน 2.44 แสนล้านบาท งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 จำนวน 3.79 ล้านล้านบาท และงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ จำนวน 2.79 แสนล้านบาท โดยกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนไม่น้อยกว่า 75% รายจ่ายประจำไม่น้อยกว่า 98% รายจ่ายภาพรวมไม่น้อยกว่า 93% และการใช้จ่ายงบประมาณ (ก่อหนี้) รายจ่ายลงทุน รายจ่ายประจำ และรายจ่ายภาพรวม 100% รวมทั้งการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจไม่น้อยกว่า 95% ของกรอบงบลงทุน

    ทั้งนี้ ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการ ดังนี้ 1. เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ 2569 สำหรับรายการที่ก่อหนี้ผูกพันแล้วตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ให้เร่งรัดการเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จตามสัญญาหรือข้อผูกพัน ส่วนรายการที่อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2569 ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 หากก่อหนี้ผูกพันไม่ทันภายในวันที่ 31 มี.ค. 2570 ให้กระทรวงการคลังพิจารณาไม่อนุมัติให้ขยายเวลาเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ต่อไป

    2. เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สำหรับรายจ่ายลงทุนให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 หากก่อหนี้ผูกพันไม่ทันภายในวันที่ 31 มี.ค. 2570 ขณะเดียวกันให้เร่งรัดการดำเนินการและเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3

    นอกจากนี้ ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐกำกับดูแลบริหารจัดการเร่งรัดการดำเนินการให้แล้วเสร็จเป็นไปตามเป้าหมายและแนวทางที่กำหนด พร้อมทั้งรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของงบประมาณรายจ่ายลงทุน ระบุปัญหาอุปสรรค แนวทางแก้ไข และแผนการใช้จ่ายเงิน ต่อกรมบัญชีกลางภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป เพื่อเสนอ ครม.ต่อไป พร้อมทั้งให้สำนักงบประมาณนำผลการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ไปพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2571 ให้สอดคล้องกับศักยภาพของหน่วยรับงบประมาณ

    สำหรับมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจนั้น ให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจในปี 2570 ไม่น้อยกว่า 95% ของกรอบงบลงทุน และกำหนดให้ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนเป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของผู้บริหารสูงสุด ทั้งนี้ ให้ผู้บริหารสูงสุดถ่ายทอดเป้าหมายดังกล่าวไปยังผู้บริหาร และผู้รับผิดชอบโครงการตามลำดับ เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบต่อผลการเบิกจ่ายงบลงทุนอย่างชัดเจน รวมทั้งให้รัฐวิสาหกิจเร่งรัดการดำเนินโครงการลงทุนและการเบิกจ่ายงบลงทุนมาไว้ในไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 ในลักษณะ Front-loaded ในอัตราไม่น้อยกว่า 60% ของกรอบงบลงทุนทั้งปี

    ขณะเดียวกันให้รัฐวิสาหกิจเร่งทบทวนกรอบงบลงทุนและประมาณการเบิกจ่ายตั้งแต่ต้นปี และหากมีความจำเป็น ต้องปรับปรุงกรอบงบลงทุนในระหว่างปี 2570 ให้เร่งดำเนินการขอปรับปรุงกรอบงบลงทุนให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสแรก และให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนำปัญหาและอุปสรรคในการเบิกจ่ายงบลงทุนในปี 2569 มาทบทวนและถอดบทเรียน เพื่อจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและแผนรองรับ โดยหากพบปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการเบิกจ่าย ให้เร่งรายงานต่อคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจเพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาภายใน 7 วัน

    นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ยังกำหนดให้รัฐวิสาหกิจจัดทำแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนรายไตรมาส โดยกำหนดเป้าหมายและขั้นตอนการดำเนินงานที่ชัดเจน และให้กระทรวงเจ้าสังกัดกำกับและติดตามผลการดำเนินงานและการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นรายไตรมาสอย่างใกล้ชิดและเคร่งครัด โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่มีผลการเบิกจ่ายงบลงทุนต่ำกว่า 95% ในปี 2569

    “มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ 2570 จะมีบทบาทสำคัญในขับเคลื่อนการใช้จ่ายเงิน กระตุ้นการลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ และช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2569 และปี 2570” นายเอกนิติ ระบุ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1081150/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EfvEbk66AGM0pCGc59FQu

  • ถือศีลกินผักภูเก็ต สืบมรดก 200 ปี เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน-สิ่งแวดล้อม | เดลินิวส์

    ถือศีลกินผักภูเก็ต สืบมรดก 200 ปี เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน-สิ่งแวดล้อม | เดลินิวส์

    บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สานต่อการสนับสนุน ‘ประเพณีถือศีลกินผัก จังหวัดภูเก็ต’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 ภายใต้แนวคิด ‘สานต่อความดี เติบโต ยั่งยืน’ โดยปีนี้เน้นการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ชุมชน และประชาชน เพื่อดูแลมรดกวัฒนธรรมควบคู่กับการสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่

    ประเพณีถือศีลกินผักภูเก็ต หรือ ‘เจี๊ยะฉ่าย’ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ และจัดขึ้นในศาลเจ้ากว่า 40 แห่งทั่วเกาะ มีนักเดินทางเข้าร่วมกว่า 6.5 แสนคนต่อปี ช่วงเทศกาล 9 วันสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวหมุนเวียนกว่า 5.7 พันล้านบาท พร้อมสร้างงานในพื้นที่กว่า 4.5 พันงาน

    ด้านสิ่งแวดล้อม ประเพณีถือศีลกินผักภูเก็ตมีแนวทางลดปริมาณคาร์บอนและส่งเสริมการรับประทานอาหารจากพืช ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทศกาลให้เป็นเทศกาลสีเขียว ส่วนในด้านสังคม การสวมชุดขาวและรับประทานอาหารในโรงเจร่วมกันเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าร่วมเทศกาลได้อย่างเสมอภาค

    ‘อุทัย อุทัยแสงสุข’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การสานต่อประเพณีในปีที่ 14 มุ่งให้เกิดการมีส่วนร่วมในพื้นที่มากขึ้น โดยปีนี้จัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด ‘สานต่อความดี เติบโต ยั่งยืน’ พร้อมเปิดพื้นที่กิจกรรมที่เชื่อมโยงเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ากับเทศกาล

    หนึ่งในกิจกรรมคือการชวนครอบครัวแสนสิริจาก 23 โครงการในภูเก็ต ลูกค้าธนาคารไทยพาณิชย์ และพนักงาน ร่วมทำความสะอาดศาลเจ้า 6 แห่ง ได้แก่ ศาลเจ้าส่ามอ๋องหู้ เชิงทะเล ศาลเจ้าสามกอง ศาลเจ้าบางเหนียว ศาลเจ้าบางคูซำก๊วนต๋อง ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง และศาลเจ้ากะทู้ เพื่อเตรียมพื้นที่ก่อนเข้าสู่เทศกาล โดยกิจกรรมล้างศาลเจ้าจะจัดขึ้นวันที่ 4-5 ตุลาคม 2569

    อีกส่วนเป็นการร่วมมือกับ ‘ยายี’ (YAYEE) แบรนด์ท้องถิ่นภูเก็ต ผลิตถุงหอมซาเช่ “กลิ่นกาลเวลา” โดยนำเศษผ้าปาเต๊ะเหลือใช้มาผลิตเป็นของที่ระลึก และให้กลุ่มผู้ต้องขังหญิงกับกลุ่มผู้สูงอายุในท้องถิ่นเป็นผู้ตัดเย็บ แนวทางนี้ช่วยนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ พร้อมสร้างงานและรายได้ให้กับคนในชุมชน ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

    ส่วนการสนับสนุนธุรกิจในพื้นที่ มีการร่วมกับร้านกาแฟบีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์ (BEANS Coffee Roaster) จัดเครื่องดื่มสูตรเจสำหรับจิตอาสาและผู้ร่วมงานบุญตลอดกิจกรรม

    ด้าน ‘เอกภณ พฤฒิพลากร’ ผู้บริหารงานผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารร่วมกับแสนสิริสานต่อประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ตเป็นปีที่ 14 เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมเปิดโอกาสให้พนักงานและลูกค้ามีส่วนร่วมผ่านโครงการ ‘เอสซีบี ชวนกันทำดี’ (SCB ชวนกันทำดี) รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมของศาลเจ้าต่างๆ ในช่วงเทศกาล

    สำหรับประเพณีถือศีลกินผัก จังหวัดภูเก็ต ประจำปี 2569 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-18 ตุลาคม 2569 รวม 9 วัน 9 คืน โดยมีกิจกรรมล้างศาลเจ้าระหว่างวันที่ 4-5 ตุลาคม 2569 ก่อนเข้าสู่ช่วงเทศกาล ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวจะร่วมถือศีล ละเว้นเนื้อสัตว์ และเข้าร่วมพิธีกรรมตามประเพณีของศาลเจ้าต่างๆ ทั่วภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6243182/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21lFP8Ato52MiEKCBGjNpi

  • อาเซียนจับมือประเทศคู่ค้าเดินหน้าการค้าดิจิทัล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว

    อาเซียนจับมือประเทศคู่ค้าเดินหน้าการค้าดิจิทัล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว

    อาเซียนจับมือประเทศคู่ค้าเดินหน้าการค้าดิจิทัล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว

    วันนี้, 07:35น.

              กระทรวงพาณิชย์เผยผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับคู่เจรจาสำคัญ จับมือสหภาพยุโรปเดินหน้าจัดทำหลักการการค้าดิจิทัล ยกระดับตลาดที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นธรรม ถกสหราชอาณาจักร เห็นชอบปฏิญญาร่วมฉบับใหม่ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว หารือรัสเซีย ผลักดันความร่วมมือการค้าและการลงทุน 11 สาขา และร่วมมือสวิตเซอร์แลนด์ เห็นชอบแผนงานความร่วมมือเศรษฐกิจการค้า

              นางกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยมีผลการหารือสำคัญ เริ่มจากการประชุมกับคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า ครั้งที่ 22 ได้รับทราบความคืบหน้าของแผนงานด้านการค้าและการลงทุนอาเซียน-สหภาพยุโรป และการจัดทำหลักการการค้าดิจิทัล (Digital Trade Principles: DTP) ที่ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการค้าดิจิทัล การโอนย้ายข้อมูลอย่างเสรีและน่าเชื่อถือ ตลาดดิจิทัลที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นธรรม และการสร้างความน่าเชื่อถือในการค้าดิจิทัล โดยตั้งเป้าการดำเนินการให้แล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2569 ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างอาเซียนกับสหภาพยุโรปให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

              ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับสหภาพยุโรป-อาเซียน (EUABC) ซึ่งจากผลการสำรวจความเชื่อมั่นธุรกิจยุโรป พบว่า ร้อยละ 78 ของผู้ตอบแบบสอบถามวางแผนที่จะขยายการค้าและการลงทุนในอาเซียนเพิ่มขึ้น และร้อยละ 61 ยกให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุด แต่ยังมีอุปสรรคเชิงกฎระเบียบและห่วงโซ่อุปทาน และขาดความตกลงการค้าเสรีระดับภูมิภาคทำให้ธุรกิจยุโรปเสียเปรียบแข่งขัน ทั้งนี้ ไทยย้ำว่า ความแตกต่างเชิงกฎระเบียบเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน พร้อมเสนอให้เร่งปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกัน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ในท้องถิ่น

              ส่วนในการหารือทวิภาคีกับนางดิตเต จูล เยอร์เกนเซน ปลัดคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันการเจรจา FTA ไทย-EU ให้สามารถหาข้อสรุปร่วมกันในสาระสำคัญได้ในการประชุมเจรจารอบที่ 10 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 28 กันยายน-6 ตุลาคม 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต โดย EU แสดงความเชื่อมั่นและชื่นชมความมุ่งมั่นของไทยในระดับนโยบายในการร่วมผลักดันการเจรจาให้ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ ไทยยังคงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และ MSMEs เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ฉบับนี้ได้อย่างเต็มที่

              อาเซียนยังได้ประชุมกับสหราชอาณาจักร (UK) ครั้งที่ 6 ได้เห็นชอบปฏิญญาร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคตระหว่างอาเซียน และสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ฉบับปี 2569 และแผนงานด้านเศรษฐกิจฉบับปรับปรุง เพื่อเป็นแนวทางในการเร่งการรวมตัวทางเศรษฐกิจ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางการค้า และการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว โดยผสานศักยภาพด้านการเงิน เทคโนโลยี และกฎระเบียบของ UK กับเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของอาเซียน ซึ่งจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายไปสู่การเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน

              นอกจากนี้ ยังได้หารือกับรัสเซีย โดยเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนอาเซียน-รัสเซีย ปี 2569-2578 (ASEAN-Russia Strategic Programme on Trade and Investment Cooperation: SPTI) ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือ 11 สาขาสำคัญ อาทิ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนกับรัสเซียเป็น 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578 โดยไทยเล็งเห็นศักยภาพของความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะโครงการภูมิสารสนเทศ (Interactive GIS) ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและการบริหารจัดการแหล่งน้ำจืด ซึ่งไทยทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลัก พร้อมทั้งเสนอให้ใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และทรัพยากรของรัสเซีย เพื่อเชื่อมโยงกับตลาดและเครือข่ายการผลิตของอาเซียน และยังรับทราบความคืบหน้าการดำเนินความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasia Economic Commission) พร้อมทั้งมุ่งส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน ควบคู่กับการสนับสนุนการปฏิรูปองค์การการค้าโลก เพื่อปรับปรุงระบบการค้าพหุภาคีให้ทันสมัย มีความเป็นธรรม และขยายโอกาสทางการค้าให้แก่สมาชิกทุกประเทศ

              ส่วนการหารือไตรภาคีระหว่างรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน เลขาธิการอาเซียน และรัฐมนตรีการค้าสวิตเซอร์แลนด์ ครั้งที่ 5 ได้เห็นชอบแผนงานความร่วมมืออาเซียน–สมาคมการค้าเสรียุโรป ปี 2569–2573 เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันอย่างเป็นระบบ โดยไทยได้เน้นย้ำว่า การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและผู้ประกอบการ MSMEs เป็นประเด็นสำคัญในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก พร้อมเสนอให้ส่งเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานอาหาร โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านนวัตกรรมและการแปรรูปอาหารของสวิตเซอร์แลนด์ ควบคู่กับความเข้มแข็งของไทยด้านวัตถุดิบและอาหารแปรรูป รวมทั้งสนับสนุนการปฏิรูปองค์การการค้าโลก เพื่อเสริมสร้างระบบการค้าพหุภาคีให้ทันสมัย เป็นธรรม และเอื้อต่อการขยายโอกาสทางการค้า ทั้งนี้ ไทยยังได้ใช้โอกาสนี้ หารือกับสวิตเซอร์แลนด์ ถึงความคืบหน้าการให้สัตยาบันความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA โดยไทยตั้งเป้าดำเนินกระบวนการให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2570

    ———————————

    กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

    กระทรวงพาณิชย์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/164866&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eg22WqRQJHXfd7jucJ7w6

  • น้ำมันแพง-เงินบาทอ่อน เศรษฐกิจไทยโดน 2 เด้ง

    น้ำมันแพง-เงินบาทอ่อน เศรษฐกิจไทยโดน 2 เด้ง

    เศรษฐกิจไทยกำลังเจอโจทย์ที่ต้องจับตา เมื่อ ราคาน้ำมันดิบกลับขึ้นมาเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เงินบาทยังอยู่ในระดับอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ กลายเป็นแรงกดดันสองด้านที่มาบรรจบกันตรง ‘ต้นทุน’ ของเศรษฐกิจไทย

    ล่าสุดวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบ Brent เคลื่อนไหวที่ประมาณ 102.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังวันก่อนหน้าเพิ่งพุ่งขึ้นกว่า 4% จากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมัน ขณะที่เงินบาทวันที่ 1 ตุลาคมอยู่ที่ราว 33.63 บาทต่อดอลลาร์ และตลาดยังมองเงินบาทในเชิงลบ ท่ามกลางราคาน้ำมันที่สูงและดอลลาร์ที่แข็งค่า

    สำหรับไทย เรื่องนี้มีความหมายมากกว่าการเห็นราคาน้ำมันหน้าปั๊มขยับขึ้น เพราะไทยเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงาน เมื่อราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น ต้นทุนการนำเข้าก็เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว และเมื่อเงินบาทอ่อน ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าพลังงานที่คิดเป็นดอลลาร์ก็ยิ่งสูงขึ้นเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาท

    พูดง่าย ๆ คือ น้ำมันแพงคือเด้งแรก ส่วนเงินบาทอ่อนคือเด้งที่สอง

    เด้งแรก น้ำมันแพง ต้นทุนเศรษฐกิจเริ่มสูงขึ้น

    ราคาน้ำมันไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ใช้รถ แต่สามารถส่งผ่านไปยังต้นทุนแทบทุกส่วนของระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่การขนส่ง โลจิสติกส์ การผลิตสินค้า ไปจนถึงต้นทุนของธุรกิจบริการ

    เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ผู้ประกอบการขนส่งมีต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้น ต้นทุนดังกล่าวอาจถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้า ขณะที่ภาคการผลิตก็ต้องรับภาระต้นทุนด้านพลังงานและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง

    ผลที่ตามมา คือ หากราคาน้ำมันสูงต่อเนื่อง ผู้ประกอบการมีทางเลือกไม่มากนัก ทั้งแบกรับต้นทุนเอง ลดกำไร หรือทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมราคาน้ำมันจึงไม่ได้จบแค่ “เติมน้ำมันแพงขึ้น” แต่สามารถกลายเป็นแรงกดดันต่อค่าครองชีพและเงินเฟ้อในวงกว้างได้

    เด้งสอง บาทอ่อน ทำให้น้ำมันแพงขึ้นอีกในมุมของไทย

    ประเด็นที่น่าจับตากว่าคือ ราคาน้ำมันโลกกับค่าเงินบาทกำลังเพิ่มแรงกดดันในทิศทางเดียวกัน น้ำมันซื้อขายกันในสกุลดอลลาร์ ดังนั้นหาก Brent อยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไทยต้องใช้เงินบาทมากขึ้นเพื่อซื้อดอลลาร์มาจ่ายค่าน้ำมันเมื่อเงินบาทอ่อนลง

    ลองนึกภาพง่าย ๆ หากน้ำมันอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินบาทอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ ต้นทุนน้ำมันคิดเป็นเงินบาทจะอยู่ที่ประมาณ 3,200 บาทต่อบาร์เรล แต่หากเงินบาทอ่อนเป็น 34 บาทต่อดอลลาร์ ต้นทุนเดียวกันจะกลายเป็นประมาณ 3,400 บาทต่อบาร์เรล ทั้งที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังเท่าเดิม

    นี่คือแรงกดดันอีกชั้นที่เศรษฐกิจไทยต้องรับ เพราะค่าเงินสามารถทำให้ต้นทุนนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นได้ แม้ราคาสินค้าในตลาดโลกจะไม่ได้ขยับขึ้นเพิ่มเติม

    ล่าสุด Reuters รายงานว่า เงินบาทเป็นหนึ่งในสกุลเงินเอเชียที่ถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง โดยไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงจากภาวะราคาพลังงาน เพราะเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ขณะที่ดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นก็เป็นอีกแรงกดดันต่อสกุลเงินเอเชีย

    เมื่อสองแรงกดดันมาชนกัน ต้นทุนไทยอาจถูกบีบจากสองทาง

    ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่น้ำมันแพงหรือเงินบาทอ่อนเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือ เมื่อทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกัน ผลกระทบต่อผู้นำเข้าจะซ้อนกัน

    สำหรับธุรกิจที่ต้องใช้น้ำมันหรือวัตถุดิบนำเข้า ต้นทุนอาจเพิ่มขึ้นจากราคาสินค้าในตลาดโลก และยังต้องรับผลจากอัตราแลกเปลี่ยนอีกชั้นหนึ่ง ขณะที่ธุรกิจที่มีต้นทุนขนส่งสูงก็อาจได้รับผลกระทบต่อเนื่อง

    เมื่อธุรกิจต้องจ่ายต้นทุนมากขึ้น สิ่งที่ต้องจับตาคือการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า หากผู้ประกอบการเลือกขึ้นราคา ผู้บริโภคก็ต้องจ่ายมากขึ้น แต่หากเลือกแบกรับต้นทุนเอง กำไรของธุรกิจก็อาจลดลง ซึ่งทั้งสองทางล้วนไม่ใช่ผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวม

    เงินเฟ้ออาจกลับมาเป็นโจทย์ หากราคาพลังงานสูงนาน

    แรงกดดันจากพลังงานยังเชื่อมโยงไปถึงเงินเฟ้อโดยตรง ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยระบุว่าราคาพลังงานเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเงินเฟ้อ และราคาน้ำมันที่สูงขึ้นสามารถส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการได้

    ขณะเดียวกัน สถานการณ์รอบล่าสุดมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากภูมิรัฐศาสตร์ โดย Brent ขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์อีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลเรื่องอุปทานจากตะวันออกกลางและมาตรการด้านการส่งออกน้ำมันของจีน ซึ่งทำให้ตลาดต้องจับตาว่าราคาพลังงานจะอยู่ในระดับสูงเพียงชั่วคราวหรือยืดเยื้อ

    หากราคาน้ำมันปรับขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจจำกัดอยู่ในวงแคบ แต่หากราคาสูงต่อเนื่อง ต้นทุนจะมีเวลาส่งผ่านเข้าสู่ระบบมากขึ้น ทั้งค่าขนส่ง ราคาสินค้า ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพ

    แต่เงินบาทอ่อนก็มีด้านบวก

    อย่างไรก็ตาม เงินบาทอ่อนไม่ได้สร้างผลกระทบด้านลบทั้งหมด เพราะผู้ส่งออกไทยที่มีรายได้เป็นเงินดอลลาร์สามารถได้รับประโยชน์เมื่อแปลงรายได้กลับมาเป็นเงินบาท ขณะที่ภาคท่องเที่ยวก็อาจได้แรงหนุนบางส่วนจากรายได้ต่างประเทศ

    ธปท. ระบุว่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงอาจเป็นประโยชน์ต่อภาคส่งออก หากการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ แต่ในอีกด้านหนึ่ง เงินบาทที่อ่อนลงก็เพิ่มต้นทุนสินค้านำเข้า โดยเฉพาะพลังงาน ซึ่งเป็นจุดที่ไทยต้องจับตาเป็นพิเศษ ดังนั้น ผลกระทบของเงินบาทอ่อนจึงไม่ได้มีคำตอบด้านเดียว แต่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจและระยะเวลาที่เงินบาทเคลื่อนไหวในระดับนั้น

    โจทย์ใหญ่คือ ‘ต้นทุน’ จะลากยาวแค่ไหน

    สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า Brent จะอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์หรือไม่ หรือเงินบาทจะอยู่ที่ระดับใด แต่คือ ราคาพลังงานสูงและเงินบาทอ่อนจะอยู่นานแค่ไหน เพราะหากน้ำมันลดลงเร็ว แรงกดดันด้านต้นทุนก็อาจคลี่คลายตาม แต่หากราคาน้ำมันยืนสูงพร้อมกับเงินบาทที่ยังอ่อน ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและสินค้านำเข้าของไทยก็มีโอกาสถูกกดดันต่อเนื่อง

    ท้ายที่สุด ‘2 เด้ง’ ของไทยในรอบนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราคาน้ำมันแพงขึ้นกับเงินบาทอ่อนลง แต่คือโจทย์ว่า เศรษฐกิจไทยจะรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้นานแค่ไหน โดยไม่ผลักภาระกลับไปยังธุรกิจและประชาชนจนกระทบกำลังซื้อและการเติบโตของเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-oil-baht&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YR1aAQA5gdQ9Gnxg7WzlG

  • ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เร่งล้อมกรอบเงินเทา สร้างระบบการเงินที่โปร่งใส เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืน

    ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เร่งล้อมกรอบเงินเทา สร้างระบบการเงินที่โปร่งใส เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืน

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษ หัวข้อ “ระบบการเงินที่โปร่งใสกับอนาคตเศรษฐกิจไทย” ในงาน Dinner Talk “Zero Corruption : From Policy to Action” งาน Zero Corruption กกร. และเพื่อนไม่ทน จัดโดย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยกล่าวถึงบทบาทของ ธปท. ในการยกระดับการแก้ปัญหาธุรกรรมผิดกฎหมายทั้งระบบ เพื่อสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่โปร่งใส ปลอดภัย สามารถสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มประสิทธิภาพ

    rn

     

    rn

    ทั้งนี้ได้เน้นถึง 4 ปัญหาเชิงโครงสร้างทางการเงินที่ ธปท. ให้ความสำคัญตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา โดยอาศัย “ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน” และ “การลงมือทำจริง” เพื่อให้เจตนารมณ์ในการปราบปรามทุจริตเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้

    rn”}}” id=”text-05563f88f9″>

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษ หัวข้อ “ระบบการเงินที่โปร่งใสกับอนาคตเศรษฐกิจไทย” ในงาน Dinner Talk “Zero Corruption : From Policy to Action” งาน Zero Corruption กกร. และเพื่อนไม่ทน จัดโดย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยกล่าวถึงบทบาทของ ธปท. ในการยกระดับการแก้ปัญหาธุรกรรมผิดกฎหมายทั้งระบบ เพื่อสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่โปร่งใส ปลอดภัย สามารถสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ได้เน้นถึง 4 ปัญหาเชิงโครงสร้างทางการเงินที่ ธปท. ให้ความสำคัญตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา โดยอาศัย “ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน” และ “การลงมือทำจริง” เพื่อให้เจตนารมณ์ในการปราบปรามทุจริตเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20261001.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0e1893Z0C6wjQ3nigu4DtX

  • 9 เดือน กองถ่ายต่างประเทศทุบสถิติ เงินสะพัด 7,510 ล้าน คาดทั้งปีทะลุหมื่นล้าน

    9 เดือน กองถ่ายต่างประเทศทุบสถิติ เงินสะพัด 7,510 ล้าน คาดทั้งปีทะลุหมื่นล้าน

    วันนี้ (2 ต.ค.2569) นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า สถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-ก.ย.) มีการแจ้งขออนุญาตถ่ายทำแล้ว 423 เรื่อง คาดการณ์รายได้เข้าสู่ประเทศกว่า 7,510 ล้านบาท ส่งผลให้ไทยสามารถทำลายสถิติรายได้จากการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้แล้ว แม้ยังเหลือช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ผลิตภาพยนตร์และบริษัทสร้างภาพยนตร์จากนานาประเทศที่มีต่อประเทศไทย รวมถึงศักยภาพของไทยในการรองรับการผลิตภาพยนตร์ระดับโลก ทั้งด้านสถานที่ถ่ายทำที่มีความหลากหลาย บุคลากรและทีมงานที่มีประสบการณ์ โครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ

    9 เดือน กองถ่ายต่างประเทศทุบสถิติ  เงินสะพัด 7,510 ล้าน คาดทั้งปีสะพัด หมื่นล้าน

    9 เดือน กองถ่ายต่างประเทศทุบสถิติ เงินสะพัด 7,510 ล้าน คาดทั้งปีสะพัด หมื่นล้าน

    กรมการท่องเที่ยว โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ (Thailand Film Office: TFO) เดินหน้าส่งเสริมและอำนวยความสะดวกแก่กองถ่ายต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางการถ่ายทำระดับโลก หรือ “Filming Paradise” โดยมีมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย อาทิ Cash Rebate สูงสุด 30% รวมถึงมาตรการสนับสนุนการจ้างงานบุคลากรไทย การถ่ายทำในพื้นที่ต่างจังหวัด และการใช้บริการหลังการถ่ายทำในประเทศไทย

    9 เดือน กองถ่ายต่างประเทศทุบสถิติ  เงินสะพัด 7,510 ล้าน คาดทั้งปีสะพัด หมื่นล้าน

    9 เดือน กองถ่ายต่างประเทศทุบสถิติ เงินสะพัด 7,510 ล้าน คาดทั้งปีสะพัด หมื่นล้าน

    สำหรับประเทศที่สร้างรายได้จากการถ่ายทำสูงสุด 10 อันดับแรกในช่วง 9 เดือนแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา 38 เรื่อง รายได้ 2,379 ล้านบาท, สหราชอาณาจักร 27 เรื่อง รายได้ 1,679 ล้านบาท, ฟินแลนด์ 1 เรื่อง รายได้ 448 ล้านบาท, ฮ่องกง 18 เรื่อง รายได้ 382 ล้านบาท, เยอรมนี 15 เรื่อง รายได้ 379 ล้านบาท, อินเดีย 44 เรื่อง รายได้ 341 ล้านบาท, สเปน 3 เรื่อง รายได้ 336 ล้านบาท, จีน 52 เรื่อง รายได้ 253.23 ล้านบาท, สิงคโปร์ 24 เรื่อง รายได้ 253.20 ล้านบาท และ ฝรั่งเศส 17 เรื่อง รายได้ 185 ล้านบาท

    9 เดือน กองถ่ายต่างประเทศทุบสถิติ  เงินสะพัด 7,510 ล้าน คาดทั้งปีทะลุหมื่นล้าน

    9 เดือน กองถ่ายต่างประเทศทุบสถิติ เงินสะพัด 7,510 ล้าน คาดทั้งปีทะลุหมื่นล้าน

    กรมการท่องเที่ยวคาดว่า ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 จะยังมีการถ่ายทำและการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้รวมทั้งปีมีโอกาสสูงกว่าสถิติเดิมที่ 7,717 ล้านบาทในปี 2568 และอาจขยับขึ้นสู่ระดับ 8,000–10,000 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพของไทยในการเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลก

    อ่านข่าว:

    ดันไทยฮับถ่ายหนังโลก ดึงกองถ่ายต่างชาติลงทุน ตั้งเป้าเงินสะพัด 1 หมื่นล้าน

    กองถ่ายต่างชาติแห่ลงทุนไทย สะท้อนศักยภาพท่องเที่ยวไทย ครึ่งปีโกยรายได้ 4พันล้าน

    ตร.ท่องเที่ยวเชียงใหม่บุกจับกองถ่าย “ซีรีส์จีน” ไม่ขออนุญาตถ่ายทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/559017&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fk7HnILODC-uVIG3mjbV9

  • การบินไทย ประกาศพร้อมให้บริการทุกเที่ยวบิน  3 ต.ค.นี้

    การบินไทย ประกาศพร้อมให้บริการทุกเที่ยวบิน  3 ต.ค.นี้

    วันนี้ (2 ต.ค.2569) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เร่งบริหารจัดการเที่ยวบินและระดมกำลังจากทุกภาคส่วน เตรียมความพร้อมสำหรับให้บริการทุกเที่ยวบินวันที่ 3 ต.ค. 2569 สำหรับในวันที่ 1-2 ต.ค. บริษัทฯ ปรับลดเที่ยวบิน 15 และ 9 เที่ยวบิน ตามลำดับ เพื่อให้สอดคล้องกับขีดความสามารถในการปฏิบัติการ

    การบินไทย ประกาศพร้อมให้บริการทุกเที่ยวบิน  3 ต.ค.นี้

    การบินไทย ประกาศพร้อมให้บริการทุกเที่ยวบิน 3 ต.ค.นี้

    บริษัทฯ จะเปิดให้บริการสำนักงานบัตรโดยสาร ที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทฯ ถนนวิภาวดีรังสิต ในวันที่ 3-4 ต.ค.2569 เวลา 08.00-17.00 น. เพื่อเพิ่มช่องทางในการอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสาร ทั้งนี้ บริษัทฯ จะนำประสบการณ์จากสถานการณ์ครั้งนี้ มาทบทวนและปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้โดยสารในอนาคต

    อ่านข่าว:

    เร่งเคลียร์ “กระเป๋าตกค้าง” สนามบินสุวรรณภูมิ อีกกว่า 6,000 ใบ

    การบินไทยเร่งเคลียร์ “กระเป๋าตกค้าง” อีกกว่า 8,000 ใบให้เสร็จ 2 ต.ค.นี้

    “การบินไทย” แจ้งยกเลิก 37 เที่ยวบินช่วง 29 ก.ย.-1 ต.ค.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/559024&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0K2tyDL27S22U6PmyLSunS

  • ธปท. ผนึกกำลังต้านทุจริต ปิดช่องบัญชีม้า-สกัดทุนเทา เร่งแก้ 4

    ธปท. ผนึกกำลังต้านทุจริต ปิดช่องบัญชีม้า-สกัดทุนเทา เร่งแก้ 4

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในหัวข้อ ระบบการเงินที่ไม่โปร่งใส กับอนาคตเศรษฐกิจไทย ในงานดินเนอร์ทอล์ค ZERO Corruption : FROM POLICY TO ACTION โดยหยิบยก 4 ปัญหาเชิงโครงสร้างทางการเงินที่ ธปท.ให้ความสำคัญ และลงมือแก้ไขอย่างจริงจังตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เพื่อแก้วิกฤติอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยที่ลดถอยลงเรื่อย ๆ จากอดีตที่เคยเติบโตถึงระดับ 7% ก่อนจะลดต่ำลงมาเหลือ 5%, 3% และปีนี้ คาดว่าปีนี้จะเติบโตได้เพียง 2.3% เท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรังมายาวนาน

    สำหรับ 4 ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการเงิน ที่ต้องดำเนินการแก้ไขควบคู่กัน ได้แก่ 1.ปัญหาหนี้ครัวเรือน 2.การเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs 3.การเข้าถึงแหล่งเงินด้วยอย่างเป็นธรรม ด้วยต้นทุนที่เหมาะสม ทั้งอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม และ 4.ปัญหาเงินเทา และการทุจริตคอร์รัปชัน

    ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวว่า ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น ปัญหาเงินเทาและคอร์รัปชัน คือ การสูญหายของทรัพยากร ซึ่งเป็นงบประมาณและเม็ดเงินที่ไม่ควรหายไปจากระบบ ซึ่งหากสามารถควบคุมได้ จะทำให้เงินในส่วนนี้จะสามารถสร้างกำไร จัดเก็บภาษีให้รัฐบาล และสร้างการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อย่างถูกต้อง

    แนวทางของ ธปท. ชัดเจน คือถ้าเราไม่ร่วมลงมือทำ ปัญหามันก็ไม่ได้รับการแก้ไข ถ้าเราพูดอย่างเดียว เราโชว์ PR อย่างเดียว ปัญหามันก็ไม่สามารถแก้ไขได้ ในทางเศรษฐศาสตร์ เรื่องเงินเทา เรื่องคอร์รัปชัน มันเป็นเรื่องของการสูญหายไปของทรัพยากร เป็นเงินที่ไม่ควรหายออกไปจากระบบ มันเป็นส่วนที่สามารถสร้างกำไร และเก็บภาษีให้รัฐบาล เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจมันหมุนได้ นายวิทัย กล่าว

    นายวิทัย ระบุว่า แม้ ธปท. จะไม่มีอำนาจในการจับกุมได้โดยตรง แต่เนื่องจากธุรกรรมเงินเทา พนันออนไลน์ และการคอร์รัปชัน ต้องใช้เส้นทางและบริการของสถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน การรับชำระเงิน (Payment) การถอนเงินสด หรือการแปลงสภาพเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน

    ดังนั้น ธปท. จะใช้แนวทางสร้างคอขวดตลอดทั้งระบบ เพื่อให้เกิดความยากลำบากในการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย โดยมาตรการสำคัญ ที่นอกจากต้องมีการพิสูจน์และยืนยันตัวตน (KYC) แล้ว ยังออกเกณฑ์ตรวจสอบข้อมูลลูกค้าเชิงลึก (Customer Due Diligence: CDD) และตรวจสอบเข้มงวดพิเศษ (Enhanced Due Diligence: EDD) เพื่อป้องกันการเกณฑ์คนมาเปิดบัญชีม้าเป็นกลุ่ม

    นอกจากนี้ ธปท.ยังคุมเข้มผู้ให้บริการรับชำระเงิน ห้ามให้บริการแก่กลุ่มทุนเทา และเว็บพนันออนไลน์ โดยประกาศนี้ เตรียมจะลงราชกิจจานุเบกษาในสัปดาห์หน้า

    ส่วนมาตรการการถอนเงินสดเกิน 1 ล้านบาท ที่เริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.69 ถ้าถอนเงินสดเกิน 1 ล้านบาท จะต้องทำ Due Diligence และตอบให้ได้ว่าเอาเงินไปทำอะไร โดยได้จัดทำ 24 แพทเทิร์นธุรกรรมต้องสงสัย ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กำหนดนิยามพฤติกรรมทางการเงินต้องสงสัย เช่น เงินโอนเข้าช่วงกลางคืนเป็นตัวเลขกลม ๆ 100, 500, 1,000 บาท แล้วโอนออกทันที ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมพนันออนไลน์

    ขณะที่ในเรื่องทองคำนั้น ธปท. ได้กำหนดให้ต้องรายงานชื่อเมื่อมีการถอนเงินไปซื้อทองคำเกินกว่า 2 กิโลกรัม (มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท) รวมถึงการพบพฤติกรรมแปลงสภาพเป็นธนบัตรดอลลาร์ โดยไปซื้อขาย (เทรด) USDT ผิดปกติหลายแสนล้านบาทใน 4-5 เดือนที่ผ่านมา ซึ่ง ธปท.ได้ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พบพฤติกรรมถอนเงินสด หรือโอนเงินไปซื้อ USDT แล้วโอนออกไปต่างประเทศในชื่อบุคคลอื่น เพื่อฟอกเงิน

    ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวว่า จากการดำเนินมาตรการสร้างคอขวดทางการเงินอย่างจริงจัง ได้ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อปริมาณธุรกรรมต้องสงสัย โดยการถอนเงินสดเกิน 1 ล้านบาท ลดลงมากกว่า 50% จากเดิมเคยมีการถอนสูงถึงประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อเดือน แต่ปัจจุบัน ลดลงเหลือเพียงประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อเดือน และการถอนทองคำผ่านแอปพลิเคชัน การถอนทองคำเกิน 2 กิโลกรัม ลดลงมากกว่า 70% ทันที

    นอกจากนี้ ธปท.ได้ร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทย และสมาคมพันธมิตรรวม 11 สมาคม ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. ร่วมลงนามประกาศเจตนารมณ์ว่าจะไม่ยอมให้ภาคการเงิน ถูกใช้เป็นเครื่องมือหรือช่องทางทำผิดกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่แค่การเซ็น MOU หรือประกาศเจตนารมณ์ทั่วไป แต่มีการระบุหน้าที่ชัดเจนว่า ธปท. สมาคมธนาคารไทย กลุ่ม Non-bank, Money Exchange และ Money Transfer ต้องทำอะไรบ้าง รวมถึงการแชร์ข้อมูลร่วมกัน

    เรื่องเงินเทา และคอร์รัปชัน อยู่คู่กับประเทศไทยมานานหลายสิบปี ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคนี้ แต่ถ้าเราไม่ช่วยกันแก้ไข ปัญหาเหล่านี้ จะเกาะกินประเทศไทยจนไม่สามารถไปต่อได้ ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวในท้ายสุด

    โดย ธปฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12847732&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZvqtyIbNms9I2yo4HuPKH

  • สหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านภาคยานยนต์และรถไฟ เพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

    สหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านภาคยานยนต์และรถไฟ เพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

    สหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านภาคยานยนต์และรถไฟ เพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

    วันนี้, 05:55น.

              กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ มีข้อกำหนดมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่ออิหร่าน โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มบริษัทผลิตรถไฟและยานยนต์ รวมถึงซัพพลายเออร์ระหว่างประเทศในอุตสาหกรรมเหล่านี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจ ที่กระทรวงการต่างประเทศประกาศเมื่อเดือนสิงหาคม โดยมีเป้าหมายเพื่อตัดงบประมาณของอิหร่านสำหรับการทำสงคราม การสร้างขีปนาวุธ การโจมตีทางไซเบอร์ และกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC

              โครงการนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อกดดันให้อิหร่านเจรจาเพื่อยุติสงครามที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังปิดล้อมการขนส่งน้ำมันของอิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้อิหร่านต้องพึ่งพาการขนส่งทางรถยนต์และทางรถไฟมากขึ้นสำหรับการขนส่งปิโตรเลียม ปุ๋ย สารเคมี และสินค้าอื่นๆ

              ในรายละเอียดของมาตรการ ยังระบุชื่อบริษัท Iran Khodro Company หรือ IKCO และบริษัท SAIPA Iranian Automobile Manufacturing Company หรือ SAIPA ซึ่งกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า บริษัททั้งสองนี้ครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ภายในประเทศอิหร่านมากกว่า 90%

              กระทรวงการคลังยังระบุชื่อ บริษัทรถไฟแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ซึ่งเป็นของรัฐที่ให้บริการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า บริษัทรถไฟโดยสารราชา (Raja Passenger Trains Company) และบริษัทเชอร์กัต-อี ราห์ อาฮาน-อี คัมเล-โอ-นาห์เล (Sherkat-E Rah Ahan-E Khamle-O-Naghle) หรือบริษัทขนส่งทางรถไฟ ซึ่งนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การดำเนินการในครั้งนี้ มุ่งเป้าไปที่ผู้สนับสนุนอิหร่านโดยตรง และเป็นการวางรากฐานให้สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรสามารถตัดรายได้ของระบอบการปกครองอิหร่านได้อย่างถาวร

    …

    #กระทรวงการคลังสหรัฐฯ

    #อิหร่าน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/164862&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P_d0wiF1vCrhV1TyLhWd8