Category: เศรษฐกิจ

  • กกร.จี้รัฐแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน หวั่นเป็นระเบิดเวลากระทบเศรษฐกิจ

    กกร.จี้รัฐแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน หวั่นเป็นระเบิดเวลากระทบเศรษฐกิจ

    กกร.จี้รัฐแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน หวั่นเป็นระเบิดเวลากระทบเศรษฐกิจ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างเร่งด่วน โดยตระหนักว่าการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวต้องคำนึงถึงทั้งมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างสมดุล

    อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายภาคธุรกิจกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการผลิต การส่งออก และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กกร. เห็นว่ารัฐบาลควรเร่งดำเนินมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะกลางอย่างเป็นรูปธรรม ในระยะเร่งด่วน การต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวที่พำนักและทำงานอยู่ในประเทศไทย ถือเป็นมาตรการจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังแรงงานจำนวนมากหายไปจากระบบในทันที

    ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเร่งจัดทำแผนบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านแรงงานและความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของประเทศ นอกจากนี้ ยังอยากให้พิจารณาแรงงานเก็บผลไม้ตามฤดูกาลซึ่งกลุ่มจังหวัดทางภาคตะวันออกจะได้รับผลกระทบไม่มีแรงงานเก็บผลไม้ เช่น จังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง สระแก้ว และปราจีนบุรี

    ทั้งนี้ กกร.จะมีการนำเสนอข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อพิจารณาเร่งรัดมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็วต่อไป

    ขณะที่นายอธิป พีชานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แรงงานที่เราต้องการคือแรงงานปัจจุบันที่สามารถต่ออายุการทำงานได้ทันทีและยังอยู่ในประเทศไทยทุกสัญชาติ นอกจากนี้ แรงงานที่อยู่ในไทยแต่ยังไม่ได้ลงทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ควรนำมาลงทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อรักษาแรงงานเหล่านี้ให้อยู่ในไทยต่อไป แต่ค่าแรงไม่ควรเกิน 20,000 บาทต่อเดือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000048442&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-nJhfeis-cPOMALdBrrWM

  • ZEEKR เดินหน้าปักธง Premium EV Ecosystem ในไทย พร้อมลุยขยาย ZEEKR House ครอบคลุมทุกภูมิภาค | เดลินิวส์

    ZEEKR เดินหน้าปักธง Premium EV Ecosystem ในไทย พร้อมลุยขยาย ZEEKR House ครอบคลุมทุกภูมิภาค | เดลินิวส์

    ZEEKR Thailand เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมปักธงการสร้าง Premium EV Ecosystem ครบวงจร หลัง ZEEKR 009 สามารถสร้างยอดขายในกลุ่ม MPV VAN ติดอันดับ Top 3 ของประเทศไทยในไตรมาสแรกปี 2569 สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อยนตรกรรมไฟฟ้าระดับลักชูรีที่โดดเด่นทั้งด้านดีไซน์ เทคโนโลยี สมรรถนะ และประสบการณ์การใช้งานเหนือระดับ ควบคู่กับการเดินหน้าขยายเครือข่าย ZEEKR House ครอบคลุมทุกภูมิภาค เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด EV พรีเมียมไทยในอนาคต

    ZEEKR ย้ำความเชื่อมั่น ประกาศ ZEEKR 009 ติดอันดับ 1 ใน 3 ยอดขายรถยนต์ MPV VAN ในประเทศไทย ด้วยจำนวน 621 คัน ความสำเร็จดังกล่าวตอกย้ำศักยภาพของ ZEEKR 009 ในฐานะรถยนต์ไฟฟ้าระดับลักชูรี ที่ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มครอบครัวระดับพรีเมียม นักธุรกิจ และผู้บริหารยุคใหม่ ด้วยจุดเด่นด้านดีไซน์ที่โดดเด่น ห้องโดยสารระดับ First Class เทคโนโลยีอัจฉริยะ และสมรรถนะการขับขี่ที่ผสานทั้งพลังและความนุ่มนวลไว้อย่างลงตัว กระแสตอบรับที่แข็งแกร่งของ ZEEKR ยังสอดคล้องกับยอดจดทะเบียนของรถยนต์อีวีในกลุ่มพรีเมียมแบรนด์ของ ZEEKR ที่สูงเป็นอันดับสองคือจำนวน 1,440 คัน ในไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว
    ถึง 114% สะท้อนถึงแนวโน้มการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมในประเทศไทย ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับทั้งนวัตกรรม ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และบริการหลังการขายแบบครบวงจร

    ล่าสุด ZEEKR เตรียมเดินหน้าขยาย ZEEKR House จากเดิมที่มีอยู่ 15 สาขา เพิ่มอีก 5 สาขา ได้แก่ ZEEKR House สาขาแจ้งวัฒนะ สาขาเชียงใหม่ สาขานครราชสีมา สาขาพิษณุโลก และสาขาสุราษฎร์ธานี ครอบคลุมทุกภูมิภาคภายในปีนี้ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดทั้งด้านการจัดจำหน่าย การบริการหลังการขาย การให้คำปรึกษา รวมถึงการสร้าง Community Experience สำหรับผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม และ ZEEKR ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้ายกระดับระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมอย่างครบวงจร ผ่านการพัฒนาใน 3 ภาคส่วนหลัก โดยภาคส่วนแรกคือด้านบุคลากร ZEEKR ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพทีมงานในทุกภาคส่วน รวมถึงการยกระดับทักษะของช่างเทคนิคทั้งในการสร้างมาตรฐานการบริการและการดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการขยายเครือข่าย ZEEKR House และการเติบโตของฐานลูกค้าทั่วประเทศ ภาคส่วนที่สองยังเตรียมขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จไฟฟ้าเพิ่มเติมโดยเตรียมเปิดสถานีชาร์จขนาด 960 กิโลวัตต์ ที่ ZEEKR House เจริญนคร ซึ่งจะพร้อมเปิดให้บริการ
    อย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้ และภาคส่วนที่สามคือการให้ความสำคัญกับความพร้อมด้านอะไหล่และการบริการหลังการขาย ด้วยการบริหารจัดการชิ้นส่วน อุปกรณ์ และสินค้าให้มีความพร้อมสำหรับการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมในระยะยาว

    สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2569 จากปัจจัยสนับสนุนทั้งด้านนโยบายภาครัฐ การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จไฟฟ้า รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี การประหยัดพลังงาน และประสบการณ์การขับขี่ยุคใหม่มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ตลาดอีวีโดยเฉพาะกลุ่มพรีเมียมมีการแข่งขันและการเติบโตอย่างน่าสนใจ โดยยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดในไตรมาสแรกปี 2569 มีสัดส่วนรวมกว่า 52% ของตลาดรถยนต์ทั้งหมด สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Electrification อย่างชัดเจน

    ZEEKR ยังคงเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมไทยอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และบริการหลังการขาย เพื่อขับเคลื่อนอนาคตของการเดินทางที่ยั่งยืน ควบคู่กับการมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยในทุกมิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5881716/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1na3ATndmoAU6yNy0aQwIi

  • รมช.ปิยะรัฐชย์ ดันสินค้าแมลงเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพสู่ตลาดโลก ควบคู่การผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    รมช.ปิยะรัฐชย์ ดันสินค้าแมลงเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพสู่ตลาดโลก ควบคู่การผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    รมช.ปิยะรัฐชย์ ดันสินค้าแมลงเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพสู่ตลาดโลก ควบคู่การผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    (21 พ.ค.69)  นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเยี่ยมชมกิจกรรม เชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตการตลาดแมลงเศรษฐกิจและประชาสัมพันธ์สินค้าแมลงเศรษฐกิจ เนื่องในวันผึ้งโลก “World Bee Day 2026” ภายใต้แนวคิด “Bee together for people and the planet A partnership that sustains us all : ผึ้ง…เคียงคู่ผู้คนและโลก เพื่อความยั่งยืนร่วมกัน” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-24 พฤษภาคม 2569 ณ ณ NEXTOPIA ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ ว่า การจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตการตลาดแมลงเศรษฐกิจและประชาสัมพันธ์สินค้าแมลงเศรษฐกิจ เนื่องในวันผึ้งโลก (World Bee Day 2026) เป็นโอกาสสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของผึ้งและแมลงที่ช่วยผสมเกสรต่อระบบเกษตรและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ที่กำหนดให้วันที่ 20 พฤษภาคม ของทุกปี เป็น “วันผึ้งโลก” พร้อมขับเคลื่อนนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตรในการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตสู่ตลาดคุณภาพ

    “ภายในงานได้แสดงถึงศักยภาพของเกษตรกรผู้เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจในทุกมิติ อาทิ องค์ความรู้ด้านการผลิต การยกระดับมาตรฐานสินค้า การส่งเสริมการใช้แมลงช่วยผสมเกสรในพืชเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างเครือข่ายเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) และการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นิทรรศการสินค้าแมลงเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การอภิปรายหัวข้อ “แมลงเศรษฐกิจไทย โอกาสใหม่ของตลาดส่งออก” กิจกรรมส่งเสริมการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผึ้งและแมลงเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มมูลค่า การจัดแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์จากผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ผึ้งชันโรง จิ้งหรีด และครั่ง รวมถึงกิจกรรม “ชิม เปรียบเทียบ เรียนรู้” เปิดประสบการณ์ความแตกต่างของน้ำผึ้งแต่ละชนิดและผลิตภัณฑ์แมลงเศรษฐกิจจากทั่วประเทศ จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ เข้าร่วมชมงาน“World Bee Day 2026” ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ณ NEXTOPIA ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน” รมช.ปิยะรัฐชย์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/72407&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Jv7mwvR9qz656ptpWtA8U

  • “สันติสุข” ชี้ “แลนด์บริดจ์” คือประตูเศรษฐกิจใหม่ของไทย ย้ำหัวใจสำคัญไม่ใช่แค่มิติใหม่ขนส่งสินค้าภูมิภาค แต่นี่คือการเชื่อมไทยสู่การค้าโลก | TOPNEWS

    “สันติสุข” ชี้ “แลนด์บริดจ์” คือประตูเศรษฐกิจใหม่ของไทย ย้ำหัวใจสำคัญไม่ใช่แค่มิติใหม่ขนส่งสินค้าภูมิภาค แต่นี่คือการเชื่อมไทยสู่การค้าโลก | TOPNEWS

    สันติสุข อธิบายว่า หัวใจสำคัญของแลนด์บริดจ์คือการเชื่อมระบบรางและท่าเรือน้ำลึกทั้งสองฝั่ง ตั้งแต่ท่าเรือแหลมริ่ว จ.ชุมพร ไปยังท่าเรือแหลมอ่าวอ่าง จ.ระนอง ผ่านรถไฟทางคู่มาตรฐานขนาด 1.435 เมตร มูลค่าการลงทุนราว 57,000 ล้านบาท ซึ่งจะเชื่อมเข้ากับโครงข่ายรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ

    เมื่อโครงข่ายสมบูรณ์ สินค้าจากภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ จะสามารถถูกขนส่งลงสู่ท่าเรือฝั่งอันดามันได้โดยตรง ลดต้นทุนและระยะเวลาการขนส่งสินค้าออกสู่มหาสมุทรอินเดีย ตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกา โดยไม่จำเป็นต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา

    สันติสุขชี้ว่า นี่คือข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยไม่เคยมีมาก่อน “มันคือการเชื่อมโลกสู่ไทย และเชื่อมไทยสู่การค้าโลก”

    สันติสุข ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า กลุ่มเป้าหมายสำคัญของแลนด์บริดจ์ ไม่ใช่เรือสินค้าขนาดใหญ่ที่วิ่งตรงข้ามทวีปอยู่แล้ว แต่เป็นกลุ่มเรือ “Transshipment” หรือเรือถ่ายลำสินค้าที่ปัจจุบันต้องเสียเวลาจอดรอเปลี่ยนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ที่สิงคโปร์นานหลายวัน

    หากไทยสามารถบริหารจัดการให้การถ่ายลำเสร็จภายใน 2–3 วัน จะกลายเป็นแรงจูงใจให้สายเรือหันมาใช้ไทยเป็นศูนย์กลางแทน “วันนี้เรือจำนวนมากเสียเวลาอยู่สิงคโปร์อยู่แล้ว ถ้าเราทำได้เร็วกว่า นั่นคือโอกาส”

    อีกประโยชน์สำคัญที่สันติสุขเน้นย้ำ คือการต่อยอดการลงทุนอุตสาหกรรมในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร ยางพารา โลจิสติกส์ โรงแรม และธุรกิจบริการ ซึ่งจะสร้างงานและรายได้มหาศาลให้กับภาคใต้

    สันติสุข มองว่า หากแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นจริง ไทยจะกลายเป็น “Gateway ใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” โดยเฉพาะในช่วงที่โลกกำลังมองหาทางเลือกใหม่จากความแออัดและความเปราะบางของเส้นทางผ่านช่องแคบมะละกา

    อย่างไรก็ตาม สันติสุข ย้ำชัดว่า การพัฒนาต้องไม่ทิ้งประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะชาวประมงและผู้ถือครองที่ดินดั้งเดิมที่กังวลเรื่องการเวนคืนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    “ชาวบ้านต้องได้ประโยชน์ ต้องได้รับหลักประกันที่ชัดเจน ธรรมชาติจะกระทบแค่ไหนต้องเปิดข้อมูลครบถ้วน”

    ช่วงท้าย สันติสุข สรุปว่า คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ “จะสร้างหรือไม่สร้าง” แต่คือ “จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด และประชาชนไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” ดังนั้น แลนด์บริดจ์จึงไม่ใช่เพียงโครงการคมนาคม แต่คือ “การเดิมพันอนาคตเศรษฐกิจไทย” ที่ต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1581734&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pFc2tb-3eEjMQdQikbCCb

  • ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส เริ่ม 25 พ.ค. นี้ รัฐบาลมั่นใจแอปฯ เป๋าตังไม่ล่ม

    ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส เริ่ม 25 พ.ค. นี้ รัฐบาลมั่นใจแอปฯ เป๋าตังไม่ล่ม

    ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส วันที่ 25 พ.ค. 69 มั่นใจแอปฯ เป๋าตังไม่ล่มแน่นอน

    นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งเป็นการต่อยอดมาจากบัตรคนละครึ่งเดิม โดยมีกำหนดการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 25–29 พฤษภาคม 2569

    มั่นใจระบบ “เป๋าตัง” รอบนี้ไร้ปัญหา ไม่ล่มแน่นอน

    นายภราดร ระบุว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ในครั้งนี้ ทางกระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบหลัก โดยเป็นการลงทะเบียนผ่านระบบของธนาคารกรุงไทย ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงไทยเคยบริหารจัดการระบบลงทะเบียนเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง

    “ครั้งที่ผ่านมาการลงทะเบียนเป็นไปด้วยดี และเชื่อว่าธนาคารกรุงไทยมีความเชี่ยวชาญ คาดว่าการลงทะเบียนในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ น่าจะเป็นไปด้วยความราบรื่นและไม่มีปัญหาอะไรอย่างแน่นอน” นายภราดร กล่าว 

    ไทม์ไลน์การลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส”

    • วันเริ่มเปิดลงทะเบียน: 25 พฤษภาคม

    • วันสิ้นสุดการลงทะเบียน: 29 พฤษภาคม

    • ช่องทางการลงทะเบียน: แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และระบบของธนาคารกรุงไทย

    เดินหน้าเชื่อมระบบดิจิทัลรัฐ เล็งซิงค์ข้อมูล “ประวัติอาชญากรรม”

    นอกเหนือจากเรื่องมาตรการเศรษฐกิจแล้ว นายภราดร ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการเชื่อมโยงระบบดิจิทัลของภาครัฐ โดยเฉพาะประเด็นการนำข้อมูล “ประวัติอาชญากรรม” เข้าสู่ระบบออนไลน์ เพื่อสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่กำลังเร่งปราบปรามอาชญากรรมในปัจจุบัน

    แม้ว่าการประชุมในวันนี้จะยังไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดเนื้อหาในส่วนนี้ แต่ยืนยันว่ารัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กำลังผลักดันเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้หน่วยงานต่าง ๆ เปิดเผยและแชร์ข้อมูลข่าวสารร่วมกัน ซึ่งขณะนี้หลายหน่วยงานเริ่มสตาร์ทดำเนินการแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการจัดเตรียมกระบวนการเพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาให้ภาครัฐใช้ประโยชน์ร่วมกันในอนาคต

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/951275/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AD9VFvwn_tdh-QjnYtJCQ

  • เอกชนโอดแรงงานขาดแคลนทุกภาคธุรกิจซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

    เอกชนโอดแรงงานขาดแคลนทุกภาคธุรกิจซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย


    กกร.เตือนปัญหาขาดแคลนแรงงานลุกลามเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างเสนอรัฐเร่งต่ออายุใบอนุญาตแรงงานต่างด้าว ลดขั้นตอนนำเข้า และแก้ระบบ e-Work Permit เพื่อรักษากำลังแรงงานไม่ให้หลุดระบบ

    นายวิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล รองประธานกรรมการ หอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยถึง สถานการณ์แรงงานในประเทศไทยว่า จากเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล เริ่มทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประเทศไทยทั้งมิติด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะในภาคการส่งออก การเกษตร การท่องเที่ยว และต้นทุนพลังงาน โดย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร) คาดการณ์ว่าการส่งออกไทยเผชิญความท้าทายจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งค่าระวางเรือและค่าประกันภัยความเสี่ยงสงคราม

    ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวอาจสูญเสียรายได้จากกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ในภาพรวมประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ อาจฉุด GDP ของไทยให้ลดลงได้ถึง 0.1 – 0.8% ตามระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในศูนย์กลางของความขัดแย้ง แต่มันคือ “ระเบิดเวลา” ทางเศรษฐกิจจากราคาพลังงานและต้นทุนการค้าที่พุ่งสูง คือโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐและภาคเอกชนต้องเร่งวางแผนรับมือเพื่อประคองเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

    อย่างไรก็ดี วิกฤตดังกล่าวอาจเป็น “โอกาส” สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการส่งออก เนื่องจากคาดว่าจะเกิดภาวะสินค้าขาดแคลนในบางตลาด สิ่งสำคัญคือ การบูรณาการและประเทศไทยจะเลือกใช้เส้นทางการขนส่งใดเป็นทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางผ่านซาอุดีอาระเบีย หรือผ่านทวีปแอฟริกาเพื่อเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ในด้านการท่องเที่ยว ความไม่สงบในตะวันออกกลางอาจทำให้นักท่องเที่ยวยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มสแกนดิเนเวีย ที่เคยเดินทางไปตะวันออกกลาง เปลี่ยนจุดหมายปลายทางมายังเอเชีย อาเซียน และประเทศไทยมากขึ้น

    นอกจากนี้กลุ่มนักลงทุนหรือผู้มีฐานะจากตะวันออกกลางอาจมองหาพื้นที่ที่มีความปลอดภัย (Safe Area) สำหรับการพักอาศัยหรือการลงทุน ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะในฐานะศูนย์กลางด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    ทั้งนี้จากที่กล่าวมาเบื้องต้น จะเห็นได้ว่าประเทศไทยยังมีโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่ภาคเอกชน ยัประสบปัญหาสำคัญและมีความกังวลอย่างมาก คือ “ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน” โดยประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาโครงสร้างกำลังแรงงานที่ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงานเชิงโครงสร้างในทุกภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

    ขณะเดียวกันอัตราการเกิดของประชากรไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กำลังแรงงานในประเทศหดตัวลงอย่างชัดเจน ประกอบกับข้อจำกัดในการนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ ส่งผลให้สถานการณ์การขาดแคลนแรงงานทวีความรุนแรงในหลายระดับทักษะ ทั้งแรงงานไร้ฝีมือ กึ่งฝีมือ และฝีมือ

    นายวิบูลย์ กล่าวว่า สมาชิกผู้ประกอบการจำนวนมากได้มีหนังสือร้องเรียนมายังคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่าประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินกิจการ การผลิต การให้บริการ และศักยภาพในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย โดยสถานการณ์ในขณะนี้ได้สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบการอย่างมาก โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง ภาคการผลิต ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง (งานเก็บผลไม้ตามฤดูกาล) และภาคบริการ ซึ่งล้วนเป็นภาคเศรษฐกิจหลักและเกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

    ด้านนายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กกร. มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ปัญหาแรงงานต่างด้าวขณะนี้ที่ยังไม่มีแนวทางแก้ไขที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเร็ว โดยกกร.ตระหนักดีว่าการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวต้องคำนึงถึงมิติด้านความมั่นคงควบคู่กับมิติทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรอบด้าน

    อย่างไรก็ตามภายใต้สถานการณ์เร่งด่วนในปัจจุบันอย่างที่กล่าวไปแล้วเบื้องต้น จึงมีความจำเป็นให้มีมาตรการแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานทุกสัญชาติที่อยู่ในประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในมาตรการเฉพาะหน้าที่จำเป็นอย่างยิ่งและจะต้องดำเนินการโดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังแรงงานเหล่านี้กลายเป็นแรงงานนอกระบบผิดกฎหมายยากต่อการควบคุมดูแล ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคงของประเทศได้

    นอกจากนี้ควรเร่งวางแผนบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านกำลังแรงงานของประเทศ ทั้งนี้ กกร. จึงขอเสนอ รัฐบาลเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะ ดังนี้

    1.พิจารณามาตรการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติที่อยู่ในประเทศไทย และให้มีการตรวจสอบประวัติกับฝ่ายความมั่นคง เพื่อสร้างการดูแลแรงงานอย่างเป็นระบบภายใต้เงื่อนไขอย่างเคร่งครัดชัดเจน พร้อมทั้งให้นายจ้างรับผิดชอบและกำกับดูแลอย่างเหมาะสม โดยหากแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติมีพฤติกรรมต่อความมั่นคงของชาติให้ส่งกลับประเทศต้นทางทันที

    ขณะที่แรงงานเก็บผลไม้ตามฤดูกาล โดยเฉพาะในจังหวัดภาคตะวันออก จันทบุรี, ระยอง, ตราด, ปราจีนบุรี, สระแก้ว ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้อง ประสานงานกับภาคเอกชนในจังหวัดเพื่อออกมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสมอย่างเร่งด่วน เพื่อรองรับการเก็บผลไม้ที่จะมีการออกผลจำนวนมากในอนาคต ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวข้างต้นนี้สอดคล้องกับมติของคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) เมื่อวันที่ 12 และเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในขณะนั้นเป็นประธาน

    2.  แรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติที่ได้ออกจากประเทศไทยไปแล้ว หรือลักลอบเข้าประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย ไม่ควรต่อใบอนุญาตทำงานให้คนต่างด้าวทุกกลุ่ม ทุกกรณี

    3. ลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการนำเข้าและขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติที่มีนายจ้าง และอยู่ในประเทศไทย เพื่อเป็นการลดภาระของนายจ้างผู้ประกอบการ และเพื่อรักษาและคงไว้ซึ่งกำลังแรงงานต่างด้าวที่มีอยู่ภายในประเทศให้เพียงพอ

    4.เร่งรัดการแก้ไขปัญหาการใช้ e-Work Permit ของกรมการจัดหางาน ให้มีความเสถียรและใช้งานสะดวกและมีประสิทธิภาพแก้ปัญหาระบบล่ม คิวเต็ม ทำให้นายจ้างและแรงงานต่างด้าวยื่นขอต่ออายุไม่ทัน  ส่งผลให้เกิดปัญหาแรงงานต่างด้าวหลุดจากระบบ นายจ้างและแรงงานต่างด้าวเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มและเสี่ยงต่อการถูกปรับจาก ตม. อีกทั้งระบบ e-Work Permit ยังไม่เชื่อมกับฐานข้อมูลของหน่วยงานอื่น อาทิ ตม. ประกันสังคม หรือสาธารณสุข ทำให้ต้องกรอกข้อมูลซ้ำและเกิดความคลาดเคลื่อน

    ทั้งนี้ ขณะที่ระบบ e-Work Permit ยังอยู่ในระหว่างการแก้ไขก็ขอให้กระทรวงแรงงานอนุโลมใช้ระบบเดิมควบคู่กันไปก่อน และขอให้กระทรวงแรงงานประสานกับ ตม. เพื่อผ่อนผันการจับกุมแรงงานที่ผิดกฎหมายเนื่องจากเหตุดังกล่าวนี้ด้วย

    5.กระทรวงแรงงาน ควรวางแผนทดแทนแรงงานต่างด้าวในระยะยาว โดยการเพิ่มช่องทางการนำเข้าแรงงานต่างด้าวภายใต้ MOU โดยการเร่งรัดการเจรจากับประเทศต้นทาง เพื่อจัดหาและนำเข้าแรงงานจากประเทศอื่นๆ เช่น ศรีลังกา บังคลาเทศ และอินโดนีเซีย เป็นต้น เพื่อป้อนภาคอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนอย่างเร่งด่วนต่อไป

    อย่างไรก็ตามกกร.ขอเน้นย้ำว่า ภาคเอกชนไทยสนับสนุนการจ้างงานแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมายและพร้อมให้ความร่วมมือรัฐบาลในทุกด้านเพื่อบรรลุนโยบายนี้ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงทีโดยเร็ว จะส่งผลให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะอย่างยิ่ง SME จำนวนมาก ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43012&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UbgznIJIDEEkr_5cIkfNA

  • มาตรการผลไม้เชิงรุกสะท้อนผลบวก ส่งออกเกษตร เม.ย. บวก 17.9%

    มาตรการผลไม้เชิงรุกสะท้อนผลบวก ส่งออกเกษตร เม.ย. บวก 17.9%

              กระทรวงพาณิชย์ เผย มาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกเริ่มส่งผลดี ทั้งการหาตลาดล่วงหน้า การเปิดทางสะดวกโลจิสติกส์ การส่งทีมเซลล์แมนขายทุเรียน มังคุด จัดกิจกรรมกระตุ้นการบริโภคผลไม้ในจีน ทั้งเมืองหลักเมืองรอง และประเทศเป้าหมายอื่น ๆ ดันยอดส่งออกสินค้าเกษตรเดือนเมษายน พลิกกลับมาบวกร้อยละ 17.9 หลังติดลบมา 8 เดือน

              นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มาตรการบริหารจัดการผลไม้เชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ ในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างสินค้าเกษตรด้วยการเข้าไปดูแลตั้งแต่ช่วงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด และระยะผลผลิตออกสู่ตลาด เริ่มสะท้อนผลในเชิงบวกจากมาตรการที่ได้ดำเนินการ เริ่มตั้งแต่การจัดกิจกรรมเชิงรุกเร่งผลักดันส่งออกผลไม้ทั่วโลกก่อนฤดูกาลผลิต การส่งทีมไปเจรจากับด่านทั้งในลาว เวียดนาม และจีน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ การมอบหมายทูตพาณิชย์ในจีนประสานผู้นำเข้าได้ยอดสั่งซื้อทุเรียนในปีนี้ปริมาณ 1–1.1 ล้านตัน ทูตพาณิชย์ในเวียดนาม ไต้หวัน เกาหลีใต้ มาเลเซีย อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย หาตลาดส่งออกมังคุดได้ 150,000 ตัน รวมไปถึงการส่งเสริมตลาดสินค้าผลไม้ในตลาดจีน ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ตลาดศักยภาพ (เกาหลีใต้ อินเดีย) ตลาดส่งเสริมภาพลักษณ์ (ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ สหภาพยุโรป และเอเชียกลาง) รวมถึงเปิดตัวช่องทางจำหน่ายทุเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในต่างประเทศ ซึ่งทำให้เกิดความคึกคักมีการสั่งซื้อผลไม้ไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

              ผลจากมาตรการที่ได้ดำเนินการ ส่งผลให้การส่งออกสินค้าเกษตรในเดือน เมษายน 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.9 หลังจากติดลบมาต่อเนื่อง 8 เดือน โดยผลไม้สำคัญที่ส่งออกเพิ่มขึ้น อาทิ ทุเรียน เพิ่มร้อยละ 109.5, เงาะ เพิ่มร้อยละ 92.8 และลิ้นจี่ เพิ่มร้อยละ 70 สะท้อนถึงความต้องการผลไม้ไทยที่เพิ่มขึ้น และมั่นใจว่า จากนี้การส่งออกผลไม้ จะขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากที่ยังมีการดำเนินมาตรการและกิจกรรมกระตุ้นการส่งออกผลไม้อย่างเข้มข้น

              สำหรับตลาดในประเทศ มีการบริโภคผลไม้เพิ่มขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ จัดกิจกรรมจำหน่ายผลไม้ และจัดบุฟเฟต์ผลไม้ และยังมีการทำตลาดผลไม้ผ่านช่องทางของห้างค้าส่งค้าปลีก ตลาดกลาง ตลาดสด แพลตฟอร์มออนไลน์ และผู้ประกอบการเอกชน รวมถึงการนำผลไม้ไปจำหน่ายทั่วประเทศผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย ณ จุดที่ว่าการอำเภอ ไปรษณีย์ไทย และรถพุ่มพวง โดยตั้งเป้ากระตุ้นการบริโภคไม่ต่ำกว่า 500,000 ตัน เพื่อช่วยเร่งกระจายผลผลิต สร้างช่องทางจำหน่ายให้กับเกษตรกร รวมทั้งมีแผนจัดกิจกรรมโปรโมตผลไม้ไทย ภายใต้แคมเปญ “Thailand : The Land of Tropical Fruits” เพื่อสื่อสารไปยังผู้บริโภค นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ เพื่อสร้างการรับรู้ว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านผลไม้เมืองร้อนคุณภาพของโลก ซึ่งช่วยกระตุ้นให้มีการบริโภคผลไม้ไทยเพิ่มมากขึ้น

              กระทรวงพาณิชย์ยังมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นเฟส ๆ ซึ่งในแต่ละเฟสเริ่มที่จะเห็นความคืบหน้าแล้ว ตั้งแต่มาตรการยกระดับคุณภาพ มุ่งเน้นการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และมุ่งยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ตรงกับที่ตลาดกำหนด โดยบูรณาการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้ประกอบการ รวมถึงการสนับสนุนโครงการตรวจสอบคุณภาพย้อนกลับ (Q-Chan) สินค้าทุเรียนจังหวัดจันทบุรี ส่วนกลางน้ำ เร่งส่งเสริมการแปรรูปเพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และการนำนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการชะลอผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก และเป็นการยกระดับราคาให้สูงขึ้น และการบริหารจัดการปลายน้ำ ที่ถือว่ามีการเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ของทูตพาณิชย์และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ การรักษาตลาดส่งออกเดิม เจาะตลาดใหม่เพิ่มเติม รวมทั้งการขยายตลาดสินค้าแปรรูป ขยายตลาดผ่านช่องทางที่หลากหลาย ผ่าน Live Commerce, Online Platform อาทิ Tiktok, KOL/Influencer เป็นต้น การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรด้วยการสร้างแบรนด์สินค้า รวมถึงต่อยอดสินค้าอัตลักษณ์ สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมถึงการใช้กลไก Contract Farming เพื่อให้มีการซื้อขายล่วงหน้า ก็ล้วนแต่ประสบความสำเร็จ

    เศรษฐกิจ

    พาณิชย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161635&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aWcgYhPakxCTP9LOHKjmp

  • ชง ‘อนุทิน’ ใช้เวทีฝรั่งเศส ดึงลงทุน-ปั้นท่องเที่ยว-หาแหล่งพลังงานใหม่

    ชง ‘อนุทิน’ ใช้เวทีฝรั่งเศส ดึงลงทุน-ปั้นท่องเที่ยว-หาแหล่งพลังงานใหม่

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอ นายกฯ ใช้โอกาสเยือนฝรั่งเศส หารือ “มาครง – ผอ.ยูเนสโก” ดึงลงทุนเพิ่ม พร้อมต่อยอด 9 เมืองสร้างสรรค์ไทย เปลี่ยนประเทศสู่ Creative Economy แนะสร้างความสัมพันธ์ “ผอ.IEA” เปิดทางหาแหล่งน้ำมันใหม่ พร้อมชง 3 เรื่องถึง “ศุภจี” เดินหน้าดีลในวง “APEC MRT” หนุนไทยร่วมซัพพลายเชน

    22 พฤษภาคม 2569 – ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยควรใช้โอกาสจากการเดินทางไปเยือนประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 22-25 พ.ค. 2569 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย (มท.) พร้อมคณะ ในการสร้างความร่วมมือและต่อยอดการสนับสนุนเชิงเศรษฐกิจ ตลอดจนนำเสนอมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม เนื่องจากการเดินทางครั้งนี้นอกจากจะได้พบกับนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญ อาทิ ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ฯลฯ และนักธุรกิจอีกหลากหลายประเทศ

    ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ในส่วนของประเด็นที่สามารถพูดคุยได้ทันที เช่น การหารือร่วมกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกเพื่อต่อยอด 9 เมืองสร้างสรรค์ของไทย ซึ่งยูเนสโกได้รับรองให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต สุโขทัย เพชรบุรี สุพรรณบุรี เชียงราย สงขลา และน่าน โดยตั้งเป้าผลักดันให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก ซึ่งหากทำสำเร็จจะช่วยทั้งเมืองหลักและเมืองที่อยู่รอบๆ ในแง่เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ของประเทศด้วย

    “พิสูจน์แล้วว่าเศรษฐกิจที่เน้นการผลิตและอุตสาหกรรมจะอ่อนไหวต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจไทยจึงกำลังเจ็บหนักจากการเป็นเศรษฐกิจการผลิต การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กลายเป็นอีกเครื่องยนต์ของไทยจึงสำคัญมาก เพราะสิ่งที่ส่งออกจะไม่ใช่สิ่งของ แต่คือวัฒนธรรม หรือความคิดสร้างสรรค์ การเน้นไปที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะทำให้ไทยไม่เจ็บหนักเช่นนี้ในอนาคต” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

    ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนการเข้าพบผู้อำนวยการ IEA นั้น ถึงแม้ว่า IEA จะไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาพลังงานโลก แต่การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับ IEA จะมีส่วนช่วยในการเปิดประตูให้ไทยเชื่อมโยงไปสู่แหล่งพลังงาน หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ ตลอดจนการได้รับคำแนะนำ หรือแนวทางดีๆ ที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้เพื่อรับมือกลับวิกฤตพลังงาน และช่วยบรรเทาปัญหาพลังงานในประเทศได้

    นักวิชาการธรรมศาสตร์รายนี้ ยังกล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade: MRT) ประจำปี 2569 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 22-23 พ.ค. 2569 ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ควรดำเนินการมี 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. หาช่องทางในการพูดคุยเพื่อผลักดันให้ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมในประเทศต่างๆ ให้ได้ ไม่ว่าจะผลิตและส่งออก หรือการดึงดูดการลงทุนเข้าในประเทศ 2. การแสดงจุดยืนและท่าทีทางการเมืองเรื่องความเป็นกลางของไทยในเวทีโลก และ 3. การสื่อสารถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และแผนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศต่างๆ เช่น แผนในการใช้เงินกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท

    ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้เป็นจังหวะที่ทุกประเทศกำลังมองหาพื้นที่ในการลงทุนใหม่ๆ เพื่อปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งทำให้การตัดสินใจลงทุนจะพิจารณาจากพื้นที่ที่ความเสี่ยงน้อย ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว และไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความน่าสนใจ ฉะนั้น หากมีการวางมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจชัด ประกอบกับการเชิญชวนนักลงทุนในเวทีโลก จะช่วยให้ไทยสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งหากใช้เวทีนี้ในการตกลง หรือวางแผนในการขับเคลื่อนต่อได้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว

    “การเดินทางไปพบปะหารือและร่วมประชุมของรัฐบาลไทยในครั้งนี้จะเป็นหมุดหมายสำคัญของไทยในการจะขยับนโยบายต่างๆ ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากทำให้โลกมองเห็นประเทศไทยอยู่ในสายตา ท่ามกลางโลกที่มีความวุ่นวายในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการนำไปสู่ความร่วมมืออื่นๆ นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมบทบาทของไทยในเวทีเศรษฐกิจโลกจากการมีตำแหน่งแห่งที่ที่ชัดเจนในทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) โดยเฉพาะหากสามารถวางตัวได้เหมาะสม และหาสมดุลระหว่างความวุ่นวายทางการเมืองกับโอกาสทางเศรษฐกิจได้ดี” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1001221/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3j5BPFWrJiVWAzKpcAVGj7

  • พลิกงานอนุรักษ์สู่เศรษฐกิจสีเขียว มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชื่อม ‘คน-ป่า-ธุรกิจ’ เติบโตบนทุนธรรมชาติอย่างยั่งยืน

    พลิกงานอนุรักษ์สู่เศรษฐกิจสีเขียว มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชื่อม ‘คน-ป่า-ธุรกิจ’ เติบโตบนทุนธรรมชาติอย่างยั่งยืน

    ความหลากหลายทางชีวภาพ ทุนธรรมชาติ  สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไทย

    ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังรุนแรงขึ้นทั่วโลก “ความหลากหลายทางชีวภาพ” กำลังกลายเป็นมากกว่าประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือ “ทุนสำคัญ” ของเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และอนาคตของมนุษยชาติ

    sustainability-mae-fah-luang-green-economy-biodiversity-SPACEBAR-Photo01.jpg

    วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ

    22 พฤษภาคมของทุกปี องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้เป็น วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ (International Day for Biological Diversity) เพื่อรณรงค์ให้ทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศ ในปี 2569 องค์การสหประชาชาติใช้แนวคิด “Acting locally for global impact” หรือ “ลงมือทำในระดับท้องถิ่น สร้างผลลัพธ์ระดับโลก” เพื่อสะท้อนว่าการฟื้นฟูธรรมชาติเริ่มต้นได้จากการลงมือทำในพื้นที่จริง และหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของประเทศไทย คือการทำงานของ “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์” ที่กำลังขับเคลื่อนแนวคิดการพัฒนาที่ยึดธรรมชาติเป็นฐาน พร้อมต่อยอด “ทุนธรรมชาติ” ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กับการสร้างสมดุลระหว่างคน ป่า และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ หรือประธานสายงาน NbS (Chief Nature-Based Solutions Officer) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ ธุรกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน ท่ามกลางวิกฤตธรรมชาติที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงนำประสบการณ์จากการทำงานในพื้นที่จริง โดยเฉพาะแนวทาง “ปลูกคน ปลูกป่า” ที่พิสูจน์ผลลัพธ์มากว่า 4 ทศวรรษ มาต่อยอดสู่การขับเคลื่อนงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่

    นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ หรือประธานสายงาน NbS (Chief Nature-Based Solutions Officer) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

    นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ หรือประธานสายงาน NbS (Chief Nature-Based Solutions Officer) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

    ยุทธศาสตร์ที่ 1 การใช้การแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน

    สำหรับยุทธศาสตร์แรก มูลนิธิฯ ได้นำแนวคิด Nature-based Solutions (NbS) มาต่อยอดจากโครงการพัฒนาดอยตุง จังหวัดเชียงราย ซึ่งดำเนินงานมากว่า 38 ปี บนพื้นที่ 91,779 ไร่ จนกลายเป็นต้นแบบของการฟื้นฟูระบบนิเวศควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน

    sustainability-mae-fah-luang-green-economy-biodiversity-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ข้อมูลจากพื้นที่ดอยตุงสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ทางชีวภาพอย่างชัดเจน โดยพบพันธุ์ไม้ถึง 1,459 ชนิด รวมถึงพืชชนิดใหม่ของโลก 12 ชนิด เช่น “นครินทรา” “เทียนดอยตุง” และ “ม่วงพายัพ” ขณะเดียวกันยังพบสัตว์ป่ากว่า 1,177 ชนิด รวมถึงสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างเลียงผาและเต่าปูลู

    แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า การดูแลคนและธรรมชาติไปพร้อมกัน สามารถนำไปสู่ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และทำให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน มูลนิธิฯ ยังเริ่มศึกษาการจัดการ Nature-related Risks หรือความเสี่ยงทางธรรมชาติ เพื่อรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อการเพาะปลูก ระบบนิเวศ และความเสี่ยงด้านภัยพิบัติในระยะยาว

    นายธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

    นายธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

    ยุทธศาสตร์ที่ 2 การขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติและสากล

    ด้านยุทธศาสตร์ระดับประเทศและระดับสากล นายธานิษฏ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า มูลนิธิ มุ่งมั่นขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ หรือ National Biodiversity Strategy and Action Plan (NBSAP) ผ่านความร่วมมือและการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning (ONEP) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) (BEDO) และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ หรือ National University of Singapore (NUS) เพื่อทำให้โครงการพัฒนาต่าง ๆ ของมูลนิธิฯ สามารถเป็นแบบอย่างด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

    พร้อมกันนี้ยังอยู่ระหว่างการผลักดันดอยตุงสู่การเป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ หรือ Other Effective Area-based Conservation Measures (OECM) ภายใต้เป้าหมาย 30×30 หรือเป้าหมายการอนุรักษ์พื้นที่บกและทะเลอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2573

    ขณะเดียวกันยังร่วมกับ BEDO ศึกษากลไกเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) ภายใต้มาตรฐาน Terrasos จากประเทศโคลอมเบีย

    sustainability-mae-fah-luang-green-economy-biodiversity-SPACEBAR-Photo05.jpg

    นอกจากนี้ ยังเตรียมนำเสนอโมเดลการทำงานร่วมกับชุมชนในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 17 หรือ the 17th meeting of the Conference of the Parties to the Convention on Biological Diversity (CBD COP17) ณ กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย ในปลายปีนี้ เพื่อแสดงศักยภาพของไทยในการเป็นต้นแบบระดับภูมิภาค

    ส่วนในระดับพื้นที่ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังขยายงานศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ อาทิ การจัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ในพื้นที่ป่าชายเลนจังหวัดตรัง พื้นที่กว่า 10,832 ไร่ ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สำนักงาน กปร. และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP

    ขณะเดียวกัน ยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการขึ้นทะเบียนป่าชุมชน 11 แห่ง ภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ (OECM) ผ่านการสนับสนุนงบประมาณจาก High Ambition Coalition for Nature and People (HAC) เพื่อยกระดับบทบาทของชุมชนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

    ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด   ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

    ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด   ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

    ยุทธศาสตร์ที่ 3 คือการขยายผล และส่งต่อองค์ความรู้สู่ภาคธุรกิจผ่านบริการที่ปรึกษ

    อีกหนึ่งบทบาทสำคัญ คือการขยายองค์ความรู้สู่ภาคธุรกิจ ผ่านบริการ Biodiversity Advisory Service หรือบริการที่ปรึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อช่วยองค์กรฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ดำเนินธุรกิจ เช่น โครงการ Rewilding ในจังหวัดชลบุรี และการพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่เชียงดาว โดยเน้นผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้จริง

    ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุว่า การผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มูลนิธิฯ สั่งสมมาตลอด 38 ปี อาจเป็น “ทางรอด” สำคัญของเศรษฐกิจและโลกในอนาคต เพราะการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ใช่เพียงการรักษาธรรมชาติ แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่คน ป่า และธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างสมดุล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/sustainability-mae-fah-luang-green-economy-biodiversity&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3epLsB5eouhAiAlsFQ2BiA

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 21/05/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 21/05/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/149213&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qlSGNGJblNXNgjueZPRFN