Category: เศรษฐกิจ

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.82 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.82 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.82 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.61 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่องทดสอบโซนแนวต้าน 32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.60-32.85 บาทต่อดอลลาร์) หลังรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด โดยยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) เดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น 1.72 แสนราย กอปรกับ ความไม่แน่นอนสูงของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และมั่นใจเกิน 100% ว่า FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลงแรงสู่ระดับ 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด กอปรกับความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้ผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้

    สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรเตรียมรับมือความผันผวน จากพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และ รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนพฤษภาคม พร้อมกับ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ในรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ FED หลังล่าสุด ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ และเริ่มมองโอกาสที่ FED อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ภายในปีนี้ (โอกาสราว 18%) ซึ่งภาพดังกล่าวได้หนุนการปรับตัวขึ้นแรงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงวันศุกร์สัปดาห์ที่ผ่านมา

    ▪ ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่การประชุม ธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเราประเมินว่า ECB อาจเลือกเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 2.25% (Deposit Facility Rate) เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง-ระยะยาวได้พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง คล้ายกับที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2022 ทว่า ภาพเศรษฐกิจยูโรโซนที่อ่อนแอกว่าช่วงปี 2022 กอปรกับ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 (หรืออย่างน้อยจะไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อเกินไตรมาส 3) ทำให้เรามองว่า ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยได้นานอย่างน้อย 9 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่า ECB จะคุมเงินเฟ้อได้สำเร็จ ทางฝั่งอังกฤษ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนเมษายน รวมถึงรายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) โดยทาง BOE และ IPSOS

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) รวมถึง อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนพฤษภาคม ส่วนทางฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ในไตรมาสแรกของปี 2026 พร้อมกับรอติดตาม รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนเมษายน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาส 89% ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้

    ▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนพฤษภาคม ซึ่งอาจปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น แม้อาจจะได้แรงหนุนจากนโยบายพยุงเศรษฐกิจ อย่าง โครงการคนละครึ่งพลัส

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) มีกำลังมากขึ้น นับตั้งแต่ตลาดรับรู้ รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED พอสมควร และตราบใดที่ การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังไม่มีพัฒนาการที่ดีขึ้น เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อได้ โดยเฉพาะในจังหวะที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด จนทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ช่วงวันพุธนี้ อนึ่ง ความเสี่ยง Two-way Risk ที่เงินบาทพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังคงอยู่ และเรามองว่า ควรระวัง ความผันผวนในกรณีที่ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากทั้งการเข้าแทรกแซงของทางการญี่ปุ่น (และทางการสหรัฐฯ) รวมถึงภาวะปิดรับความเสี่ยงรุนแรงของตลาด เช่น การดิ่งลงหนักของบรรดาหุ้นเทคฯ แต่หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง อาจติดโซนแนวรับแรก 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (โซนแนวรับถัดไปแถว 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวต้านจะอยู่ในช่วง 32.85 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวต้านสำคัญแถว 33.00 บาทต่อดอลลาร์

    อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูง และการใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เป็นอย่างดีภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน

    ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง

    ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI พุ่งสูงขึ้นกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED แต่เงินดอลลาร์พร้อมพลิกอ่อนค่าลง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการดีขึ้น หรือ มีการเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่น (JPY)

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.40-33.15 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.70-33.00 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1026088&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mn4EeKXjW5Y0QxQKNBCgk

  • สะพัดหมื่นล้าน! “รัฐบาลอนุทิน” โชว์ผลงาน 7 วัน “ไทยช่วยไทย” ทะลุ 1.6 หมื่นล้าน พร้อมกางมาตรการหั่นค่าไฟ 3 บาท อุ้ม 20 ล้านครัวเรือน

    สะพัดหมื่นล้าน! “รัฐบาลอนุทิน” โชว์ผลงาน 7 วัน “ไทยช่วยไทย” ทะลุ 1.6 หมื่นล้าน พร้อมกางมาตรการหั่นค่าไฟ 3 บาท อุ้ม 20 ล้านครัวเรือน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/152538&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JIMeDsKIbeZ0-93A07Rl1

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 08/06/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 08/06/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/152528&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw029rIDnhj0QADiOFuhjYai

  • ‘เอกนิติ’ แถลงด่วนพรุ่งนี้ นายกฯ ให้ยกเลิกเกณฑ์ ‘ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อ-แม่’ คัดสิทธิบัตรคนจน | เดลินิวส์

    ‘เอกนิติ’ แถลงด่วนพรุ่งนี้ นายกฯ ให้ยกเลิกเกณฑ์ ‘ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อ-แม่’ คัดสิทธิบัตรคนจน | เดลินิวส์

    จากการออกเกณฑ์ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อ-แม่ คัดสิทธิบัตรคนจน ได้ถูกกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนมีกระแสข่าวว่า นายกรัฐมนตรี สั่งการด่วนให้กระทรวงการคลังทบทวนเกณฑ์ดังกล่าว

    ล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แจ้งว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้คลังพิจารณายกเลิกการใช้มาตรการลดหย่อนภาษีค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา เป็นเกณฑ์กลั่นกรองสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะแถลงต่อสื่อมวลชนที่สนามบิน ก่อนออกเดินทางไปเยือนประเทศเวียดนามอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้

    รายงานข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้การนำเกณฑ์ลดหย่อนภาษีค่าอุปการะพ่อ-แม่ มาใช้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขคัดกรองผู้มีรายได้น้อย ได้สร้างความไม่พอใจและเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเป็นวงกว้าง เนื่องจากส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากที่กตัญญูเลี้ยงดูบุพการีแต่กลับต้องเสียสิทธิสวัสดิการ ส่งผลให้นายกรัฐมนตรี จึงสั่งการไปยังกระทรวงการคลังให้พิจารณา ยกเลิกเกณฑ์ดังกล่าวทันที เพื่อลดผลกระทบและให้ความช่วยเหลือกระจายไปถึงมือผู้มีรายได้น้อย โดยให้เคลียร์ให้จบก่อนร่วมเดินทางไปเวียดนาม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5926606/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3k1oosBVPpN-gm-zUuX7Kf

  • ‘ชัชชาติ’ เบอร์ 9 ลุยบางกะปิ ชูนโยบายเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพชีวิต ย้ำจุดยืนการติดป้ายหาเสียง ต้องเสมอภาค เท่าเทียมกันทุกกลุ่ม

    ‘ชัชชาติ’ เบอร์ 9 ลุยบางกะปิ ชูนโยบายเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพชีวิต ย้ำจุดยืนการติดป้ายหาเสียง ต้องเสมอภาค เท่าเทียมกันทุกกลุ่ม

    ‘ชัชชาติ’ เบอร์ 9 พร้อมทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่หาเสียงเขตลุยบึงกุ่ม บางกะปิ ชูนโยบายเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพชีวิต ย้ำจุดยืนการติดป้ายหาเสียง ต้องเสมอภาค เท่าเทียมกันทุกกลุ่ม

    วันที่ 7 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 พร้อมทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่หาเสียงเขตบึงกุ่ม บางกะปิ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนบริเวณตลาดปัฐวิกรณ์

    โดยชัชชาติระบุว่า ปัญหาเศรษฐกิจจะเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดของเมืองในอีก 4 ปีข้างหน้า ซึ่งหัวใจสำคัญคือการขับเคลื่อนบริษัทขนาดใหญ่ราว 1,400 แห่ง และกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SME กว่า 500,000 ราย ให้เดินหน้าควบคู่กันไปได้ เพราะต่างก็มีการจ้างงาน กลุ่มละประมาณ 3 ล้านคน 

    ทาง ทีมกรุงเทพฯ ทำงาน ได้เตรียมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระดับเส้นเลือดฝอยผ่านการสร้าง “แพลตฟอร์ม กทม.” เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมผู้ให้บริการระดับชุมชน เช่น ช่างซ่อมแอร์ หรือช่างประปา สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในโซนเดียวกันได้อย่างตรงจุด พร้อมทั้งเตรียมจัดตั้งศูนย์ One-Stop Service และคลินิก SME เพื่อลดขั้นตอนความยุ่งยากในการขอใบอนุญาตสำหรับกิจการร้านอาหาร ร้านกาแฟ และโฮสเทล

    ​นอกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว การยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงก็เป็นประเด็นสำคัญ ที่ต้องเดินหน้าต่อ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมที่มีแผนต่อยอดจากสวนป่าชุ่มน้ำ 86 ไร่ โดยจะกระจายสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่อีกอย่างน้อย 6 แห่ง ขนาด 10 ไร่ขึ้นไป ให้ครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ 

    ในส่วนของการศึกษานั้น นายศานนท์ หวังสร้างบุญ ได้ระบุถึงความสำเร็จในการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน ซึ่งเห็นผลลัพธ์ชัดเจนตั้งแต่ปีแรก รวมถึงการปรับพื้นที่ในโรงเรียนให้เป็นห้อง Maker Space เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้จากการลงมือทำ พร้อมทั้งขยายโรงเรียนหลักสูตร 2 ภาษาและเปิดรับเด็กอนุบาลวัย 3 ขวบเข้าสู่ระบบ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครอง 

    ขณะที่ด้านสาธารณสุข รศ.ดร. ทวิดา กมลเวชช ได้เล็งเห็นช่องว่างในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ จึงมีแนวคิดที่จะสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่บริเวณรอยต่อเขตวังทองหลาง บางกะปิ ดินแดง และลาดพร้าว เพื่ออุดรอยโหว่ของ Health Zone ให้บริการได้อย่างครอบคลุมที่สุด

    ชัชชาติยังย้ำถึงจุดยืนเรื่องความเท่าเทียมในการใช้พื้นที่โฆษณาหาเสียง โดยพร้อมตรวจสอบและถอดป้ายออกทันที หากพบว่าในพื้นที่นั้น อนุญาตให้ตนเองติดป้ายหาเสียงได้ แต่ไม่อนุญาตให้ผู้สมัครรายอื่นติดได้ เพราะการหาเสียงต้องมีความเท่าเทียมกันทุกส่วน

    “เรื่องป้ายโฆษณาหาเสียง ผมเร่งให้ทีมงานไปตรวจสอบแล้ว ผมยึดหลักถ้าไม่ให้เพื่อนเราโฆษณา เราก็ไม่ควรได้โฆษณา ถ้าทีมงานตรวจสอบพบว่า ทีมอื่นไปขออนุญาตเหมือนกัน แต่มาเลือกโฆษณาให้เฉพาะเรา เราก็จะเอาออก เราต้องเท่าเทียมกัน เพื่อนเราไม่ได้ เราก็ต้องไม่ได้เหมือนกัน” ชัชชาติกล่าว

    ในช่วงท้าย ชัชชาติได้ฝากเน้นย้ำถึงประชาชนทุกคนว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ จะไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า นอกเขต หรือนอกราชอาณาจักร จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนบริหารจัดการเวลาเพื่อมาร่วมกันแสดงพลังบริสุทธิ์ในระบอบประชาธิปไตย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/xHPYGcYlB&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1c6B6_88xxbZqsn8aB6pjN

  • รัฐบาลเผย “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้านบาท ผู้ใช้สิทธิกว่า 21.85 ล้านราย ร้านค้าเข้าร่วมเกือบ 1 ล้านราย

    รัฐบาลเผย “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” กระแสตอบรับดี ยอดใช้จ่ายทะลุ 14,099 ล้านบาท ผู้ใช้สิทธิกว่า 21.85 ล้านราย ร้านค้าเข้าร่วมเกือบ 1 ล้านราย

    วันนี้ (7 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยล่าสุดข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. สะท้อนว่าโครงการได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องและช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีประชาชนได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 26,040,623 ราย ขณะที่ยอดการใช้จ่ายสะสมภายในโครงการอยู่ที่ 14,099.82 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมสนับสนุนจำนวน 8,205.35 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมใช้จ่ายจำนวน 5,894.47 ล้านบาท โดยมีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้วจำนวน 21,852,006 ราย สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากได้เข้ามาใช้สิทธิและเกิดการจับจ่ายใช้สอยจริงในระบบเศรษฐกิจ

    ในส่วนของร้านค้า พบว่ามีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมให้บริการแล้วจำนวน 997,573 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 866,459 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 131,114 ร้านค้า นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,613 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการยอมรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ (T&C) อีก 112,817 ร้านค้า สะท้อนถึงความสนใจของผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง

    รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงผ่านโครงการแล้วจำนวน 925,033 ร้านค้า ขณะที่ข้อมูล ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. พบว่ามีประชาชนใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้วจำนวน 142,610 ราย แสดงให้เห็นถึงการตอบรับของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่สามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มกำลังซื้อได้อย่างเป็นรูปธรรม

    “ตัวเลขการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่ามาตรการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง ทั้งในมิติการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน การเพิ่มรายได้ให้ร้านค้ารายย่อย และการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

    ทั้งนี้ ในส่วนของการใช้สิทธิผ่านร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery จะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิและขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการในระบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/73325&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0py7his91aM0-PWxLGWuC7

  • วิเคราะห์ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (ก่อนเปิดตลาด) 08/06/69

    วิเคราะห์ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (ก่อนเปิดตลาด) 08/06/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/152519&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pQAklySi2XQVlBy0Zgs1H

  • ‘ยศชนัน’ เตรียมยกระดับประมงพื้นบ้าน-เศรษฐกิจชุมชนชายฝั่ง นำงานวิจัยและนวัตกรรมมาแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน

    ‘ยศชนัน’ เตรียมยกระดับประมงพื้นบ้าน-เศรษฐกิจชุมชนชายฝั่ง นำงานวิจัยและนวัตกรรมมาแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน

    ‘ยศชนัน’ เตรียมยกระดับประมงพื้นบ้าน-เศรษฐกิจชุมชนชายฝั่ง นำงานวิจัยและนวัตกรรมมาแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์พยากรณ์อากาศและติดตามระดับน้ำแบบ Real-time เพื่อการแจ้งเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า

    วันที่ 7 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดสงขลา โดยได้เดินทางไปยังบ้านปลาหมายเลข 9 ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เพื่อตรวจเยี่ยมการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ทะเล ประมงพื้นบ้าน และการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนชายฝั่ง

    ภายในพื้นที่ได้มีการจัดแสดงผลงานและนวัตกรรมเพื่อชุมชน แบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก โดยส่วนแรกมุ่งเน้นด้านประมงพื้นบ้านและการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง มีการนำเสนอ “บางแก้วโมเดล” เพื่อยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือนบนฐานประมงพื้นบ้าน โครงการบ้านปลามีชีวิต และการอนุรักษ์ปลาสามน้ำในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางสังคม ควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพทางเลือก ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ และสนับสนุนการอนุรักษ์โลมาอิรวดี นอกจากนี้ ยังมีผลงานเด่นอย่างการแยกเชื้อโพรไบโอติกจากลำไส้กุ้งขาวแวนนาไมเพื่อยับยั้งเชื้อ Vibrio spp. การสร้างบ้านปลาและปลูกเตยทะเลเพื่อเพิ่มพื้นที่ชายหาดพร้อมต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์จักสาน รวมถึงระบบบริหารจัดการภัยพิบัติเชิงพื้นที่ผ่านเรือจ่ายไฟฉุกเฉินพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบติดตามระดับน้ำพร้อมแจ้งเตือนแบบ Real-time

    สำหรับส่วนที่สอง เป็นการมุ่งเน้นยกระดับเศรษฐกิจชุมชนรอบทะเลสาบสงขลา ประกอบด้วยนวัตกรรมด้านการเกษตร เช่น ระบบติดตามความเค็มและการพยากรณ์ล่วงหน้าเพื่อการจัดการ “ข้าวนาริมเล” ในจังหวัดพัทลุง ให้สามารถรองรับภาวะน้ำท่วมและน้ำแล้ง การพัฒนาข้าวทนเค็มและเทคโนโลยีการผลิตข้าวสำหรับพื้นที่น้ำเค็มรุกล้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมนาเล นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของ “เหลียงใบใหญ่” และการผลักดัน “น้ำผึ้งมรกตจากชันโรง” ให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อเพิ่มรายได้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    ปิดท้ายภารกิจการลงพื้นที่ คณะผู้บริหารได้ลงเรือเพื่อเยี่ยมชมสภาพแวดล้อมจริงของบ้านปลาหมายเลข 9 พร้อมทั้งได้ร่วมกันทำการปล่อยพันธุ์ปลาลงสู่แหล่งน้ำ

    จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน ถึงความสำคัญของการนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์พยากรณ์อากาศและติดตามระดับน้ำแบบ Real-time เพื่อการแจ้งเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเตรียมความพร้อมและรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินให้แก่ชุมชน

    พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำถึงนโยบายการผลักดันเศรษฐกิจภาคใต้ผ่านโครงการ Southern Wellness ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือร่วมกับหลายสถาบันการศึกษาและหน่วยงานในพื้นที่ โดย ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในประเด็นนี้ว่า

    “ภาคใต้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เราได้สนับสนุนโครงการ Southern Wellness ซึ่งหวังว่าจะเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจภาคใต้โตขึ้น ไม่ใช่แค่การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสวยงามด้วย”

    นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังมีแนวทางปรับโฉมการให้ทุนวิจัย โดยมุ่งเน้นการขยายผลเชิงเศรษฐกิจอย่างครบวงจร (Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) จากทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น โดยได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของงานวิจัยที่ต่อยอดได้จริงในหลายมิติ ได้แก่

    การยกระดับเศรษฐกิจทางทะเลและประมง – การส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนนกเพื่อเสิร์ฟในร้านอาหารระดับมิชลิน การเพิ่มมูลค่าปลิงทะเล การเพาะพันธุ์ปลาพวงชมพู และปลาชะโอน รวมถึงไฮไลต์สำคัญอย่างนวัตกรรม “บ้านปลามีชีวิต” ที่ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ คืนความอุดมสมบูรณ์สู่ท้องทะเล และสร้างรายได้ให้ชาวประมงอย่างยั่งยืน

    การพัฒนานวัตกรรมการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน: การติดตั้งเซนเซอร์แจ้งเตือนระดับความเค็มของน้ำเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวริมทะเลสาบสงขลา การวิจัยพันธุ์ข้าวทนน้ำเค็ม การแปรรูปเพิ่มมูลค่าพืชผลท้องถิ่นอย่างใบเหลียงใบใหญ่ให้เป็นผลิตภัณฑ์ขนมอบแห้ง ตลอดจนการยกระดับกาแฟโรบัสต้า และการส่งเสริมพันธุ์ไก่เบขาจากเบตงและสงขลาที่มีคอลลาเจนสูง

    การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติระดับสากล: การขับเคลื่อนโครงการอนุรักษ์โลมาอิรวดี ซึ่งได้รับการสนับสนุนเงินทุนในสัดส่วนคนละครึ่งร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) เพื่อรักษาระบบนิเวศควบคู่ไปกับการรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน

    ในช่วงท้ายของการลงพื้นที่ ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวสรุปถึงหัวใจสำคัญของการทำงานวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไว้ว่า

    “งานวิจัยที่ดีที่สุดคือการเริ่มต้นจากโจทย์ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ใช้พื้นที่เป็นที่ยึดโยง และให้คนในพื้นที่เป็นแกนหลัก หากเราสามารถสนับสนุนการวิจัยจากต้นน้ำถึงปลายน้ำได้สำเร็จ ประเทศไทยก็จะมี New Growth Engine ใหม่ที่ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล แต่เกิดจากทรัพย์สินที่อยู่ในแผ่นดินของเราเอง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/CwTpqvU-7&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aaBozRY6bi-6QhpiaHKg8

  • บันทึกหน้า 4

    บันทึกหน้า 4

    จากความคึกคักเมื่อปลายเดือนที่เห็นหน้าแบงก์กรุงไทย เพราะมีประชาชนสนใจเข้าร่วมในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ตามมาด้วยชาวบ้านแห่กันไปอัปเดตสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซีอีโอกรุงไทย ผยง ศรีวณิช สั่งทีมงานดิจิทัลเร่งสปีดการให้บริการสำหรับการลงทะเบียน ผลปรากฏว่า สามารถใช้เวลาไม่ถึง 2 นาทีต่อราย งานนี้สะท้อนใจใครบางคนในรัฐบาลชุด “อุ๊งอิ๊ง” กันบ้างหรือเปล่า เพราะเคยปฏิเสธ “แอปเป๋าตัง” โดยไม่สนใจเลยว่า เครื่องมือที่มีอยู่ในมือแล้วนั้น จะช่วยประหยัดงบประมาณและเวลาได้เยอะแยะ …0

    การใช้การเมืองนำการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน ดูเหมือนว่ายังคงเกาะกินระบบการเมืองการปกครองของประเทศไทยไม่ว่ายุคไหนสมัยใด “โครงการ TH-AI Passport” ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่กำลังถูกแซะอย่างหนักหน่วงจากพรรคฝ่ายค้าน ทั้งๆ ที่ประเทศไทยควรจะต้อง “ก้าวข้าม” ไปสู่โลกดิจิทัลให้ทัน ก่อนที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียนอื่นๆ วันนี้สังคมไทยยังคงล้าหลัง …

    แต่จะโทษฝ่านค้านฝ่ายเดียวก็คงไม่ได้ ในเมื่อเจ้ากระทรวงดีอี ไชยชนก ชิดชอบ พูดไทยคำปนอังกฤษสองคำ จนชาวบ้านเป็นงงว่าต้องการสื่ออะไรกัน?!? สุดท้ายสังคมก็จะเชื่อตามกระแส..ว่ากันว่า!! มีความไม่ชอบมาพากลในโครงการนี้ เหมือน “ลูกเทพ” จากตระกูลชิดชอบมีชนักติดหลัง ซึ่งจำเป็นต้องเคลียร์ให้ได้ มิเช่นนั้นจะมีเครื่องหมาย??? ปะหน้าในโครงการนี้ จนแม้กระทั่งผลการวิจัยของซูเปอร์โพลก็เอาไม่อยู่นะ …0

    6 มิ.ย. ผลสำรวจเรื่อง “ความต้องการ AI ของประชาชน” ชี้ว่ามีประชาชน 63.7% เห็นด้วยให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการ TH-AI Passport ต่อไป แต่ภายใต้เงื่อนไขโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์จริง ฉะนั้นประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตอบคำถามให้ได้กับการใช้งบประมาณถึง 1,621 ล้านบาท แม้หลายฝ่ายจะเห็นด้วยว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องก้าวไปให้ถึงจุดนี้ก็ตาม …0

    เวทีเปิดรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนา “โครงการ TH-AI Passport” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ใครสนใจใคร่รู้หรือแสดงความเห็นก็ไปกันเลย โดยลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/Wmx4y5ACeh1ewVPz6 …0

    เหลือเวลาอีกแค่ 3 สัปดาห์ ก็จะชี้ชะตาเก้าอี้ “ผู้ว่าฯ กทม.” แม้ผลโพลล่าสุด อันดับ 1 ยังคงเป็น ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ก็ไม่แน่ว่า “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ของพรรคประชาชน จะมาแซงเอาตอนท้ายได้ เพราะเรื่องราวอื้อฉาว “ระบอบอากง” กำลังเป็นกระแสที่จะสลายความไว้วางใจของอดีตผู้ว่าฯ กทม.คนนี้อย่างรุนแรง โดยเฉพาะการที่ “ชัชชาติ” อ้าปาก “ทวงถามใบเสร็จ” สะท้อนภาพนักการเมืองน้ำเน่าจนน่าสงสัยว่า นี่ควรจะเป็นคำตอบจากปากของคนที่อวดอ้างว่า ทำงานๆๆ และไม่เคยโกงใครหรือเปล่า?!? …

    น่าติดตามกว่านั้นคือ คริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจและ สส.บัญชีรายชื่อ ที่ออกมาแฉ “ระบอบอากง” นั้น มีข้อมูลยืนยันจาก คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม กทม. ว่า เคยมีคำวินิจฉัยว่าการแต่งตั้งโยกย้าย ผอ.เขต และข้าราชการระดับสูง 17 ราย (14 ผอ.เขต + 3 ผู้ตรวจราชการ) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย/เป็นโมฆะ เนื่องจากกระบวนการคัดเลือกมีปัญหาเรื่องหลักเกณฑ์ เกณฑ์ผลงานไม่ชัดเจน และอาจเกิดความเหลื่อมล้ำ …0 มีอะไรในกอไผ่ที่เสาชิงช้าหรือเปล่า ถือเป็นประเด็นร้อนๆ ที่ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด …0

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1009963/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01BP7TmiVLrzEBWbpEByG5

  • “ลูกลดหย่อนภาษี” เป็นเหตุ “พ่อแม่ชวดบัตรคนจน! | ข่าวข้นคนข่าว | 7 มิ.ย.69

    “ลูกลดหย่อนภาษี” เป็นเหตุ “พ่อแม่ชวดบัตรคนจน! | ข่าวข้นคนข่าว | 7 มิ.ย.69

    “ลูกลดหย่อนภาษี” เป็นเหตุ “พ่อแม่ชวดบัตรคนจน! | ข่าวข้นคนข่าว | 7 มิ.ย.69

    หลังรัฐบาลกำหนดเงื่อนไขคัดกรองผู้มีสิทธิรับ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” รอบใหม่ ซึ่งส่งผลให้ผู้ที่ถูกบุตรหลานนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษี อาจไม่เข้าหลักเกณฑ์รับสิทธิ์ดังกล่าว ชัชชาติ หาเสียงเขตบึงกุ่ม-บางกะปิ เน้นชูนโยบายเศรษฐกิจ ชี้ โพลไม่ได้มาจากการหาเสียงแต่มาจากผลงานที่ทำตลอด4ปี

    รายการล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/video-gallery/tv-program/35133&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39Jv2kiXYWNKn4GZ-rWUKN