Category: เศรษฐกิจ

  • ถอดรหัส ‘หนู’ ยังเริงร่า? แม้เจอมรสุมรอบด้าน

    ถอดรหัส ‘หนู’ ยังเริงร่า? แม้เจอมรสุมรอบด้าน

    แม้รัฐบาลภายใต้การนำของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ จะเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งข้อครหาทางการเมือง ปัญหาการบริหารราชการแผ่นดิน และสัญญาณเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง แต่ภาพที่ปรากฏกลับเป็นรัฐบาลที่ยังคงเดินหน้าต่ออย่างมั่นใจ จนเกิดคำถามว่าเหตุใด “นายกฯ หนู ยังเริงร่า” ท่ามกลางมรสุมที่โหมกระหน่ำจากหลายทิศทาง

    วงสนทนาในรายการ Deep SPACE Special วิเคราะห์ตรงกันว่า ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่การคลี่คลายปัญหา แต่เป็นเพราะรัฐบาลยังมีฐานอำนาจทางการเมืองที่แข็งแรงเพียงพอจะรับมือแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นในเวลานี้

    ปมการเมืองและการจัดวางรัฐมนตรี ถูกตั้งคำถามหนัก

    หนึ่งในประเด็นที่ถูกวิจารณ์คือการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งถูกมองว่าเกิดจากการต่อรองทางการเมืองมากกว่าการคัดเลือกบุคคลตามความเหมาะสมกับภารกิจของประเทศ

    ผู้ร่วมรายการตั้งข้อสังเกตว่า หลายตำแหน่งสำคัญถูกจัดสรรตามโควตาพรรคการเมือง โดยไม่ได้ยึดโจทย์การแก้ปัญหาประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้บางกระทรวงขาดประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบาย โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก

    ขณะเดียวกัน ปัญหาและข้อครหาที่เกิดขึ้นในรัฐบาลช่วงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ยังพุ่งเป้าไปที่รัฐมนตรีและกระทรวงในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ทำให้ภาพลักษณ์ของ “ฝ่ายสีน้ำเงิน” ถูกจับตามากกว่าพรรคร่วมรัฐบาลอื่น

    “สื่อ” ยังเป็นเกราะสำคัญของรัฐบาล

    อีกเหตุผลที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ “บทบาทของสื่อมวลชน”

    ผู้ร่วมรายการมองว่า หากเป็นรัฐบาลหรือผู้นำทางการเมืองคนอื่นที่เผชิญปัญหาในระดับเดียวกัน อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงกว่านี้ แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันยังได้รับการสนับสนุนหรือการอธิบายจากสื่อบางส่วนอย่างต่อเนื่อง ทำให้แรงกดดันทางการเมืองไม่รุนแรงเท่าที่ควรจะเป็น

    พร้อมกันนั้นยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า สื่อควรทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐอย่างตรงไปตรงมา เพราะหากละทิ้งบทบาทดังกล่าว ระบบถ่วงดุลทางการเมืองจะอ่อนแอลง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพประชาธิปไตยในระยะยาว

    เสียงในสภาฯ ยังแน่น ต่อให้ซักฟอกก็ล้มรัฐบาลยาก

    อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้นายกรัฐมนตรียังคงมั่นใจ คือความแข็งแกร่งของเสียงสนับสนุนในรัฐสภา

    ผู้ร่วมรายการประเมินว่า แม้ฝ่ายค้านจะเตรียมข้อมูลจำนวนมากเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ภายใต้โครงสร้างรัฐบาลผสมในปัจจุบัน โอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจผ่านกลไกรัฐสภายังมีน้อย เพราะพรรคร่วมรัฐบาลยังมีแรงจูงใจที่จะรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลไว้

    นอกจากนี้ พรรคฝ่ายค้านเองก็ยังไม่สามารถสร้างภาพของ “ทางเลือกใหม่” ที่ชัดเจนได้ ขณะที่หลายพรรคยังอยู่ในช่วงสะสมพลังทางการเมือง ส่งผลให้รัฐบาลยังไม่เผชิญแรงท้าทายที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนขั้วอำนาจในระยะสั้น

    ศึกใหญ่รออยู่หลังเปิดสภาฯ

    แม้รัฐบาลจะยังมีเสถียรภาพ แต่ช่วงเปิดสมัยประชุมสภาฯ ครั้งถัดไปจะเป็นบททดสอบสำคัญ เพราะต้องเผชิญกับหลายวาระสำคัญ

    • การติดตามการใช้วงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท
    • แผนลงทุนด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน
    • การพิจารณางบประมาณรายจ่าย
    • การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
    • การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

    ผู้ดำเนินรายการมองว่า นายกรัฐมนตรีซึ่งผ่านประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ย่อมตระหนักถึงความท้าทายเหล่านี้เป็นอย่างดี แต่ยังเชื่อว่ารัฐบาลมีศักยภาพเพียงพอที่จะประคับประคองสถานการณ์ต่อไปได้

    ตัวเลขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง

    นอกจากประเด็นการเมืองแล้ว เศรษฐกิจยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเผชิญ

    ผู้ร่วมรายการหยิบยกข้อมูลการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐขึ้นมาวิเคราะห์ โดยพบว่ามีประชาชนจำนวนมากที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มวัยแรงงาน

    ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า มีประชาชนราว 11 ล้านคนที่มีรายได้ไม่ถึง 100,000 บาทต่อปี ขณะที่กลุ่มอายุ 41-50 ปี มีมากกว่า 2.8 ล้านคน และกลุ่มอายุ 51-60 ปี มีมากกว่า 4 ล้านคน ซึ่งล้วนอยู่ในวัยที่ควรเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจประเทศ

    ผู้ร่วมรายการตั้งคำถามว่า ประเทศไทยจะสามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง หรือก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างไร หากยังมีประชากรวัยทำงานจำนวนมากที่มีรายได้ต่ำและต้องพึ่งพาสวัสดิการจากภาครัฐ

    ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การช่วยเหลือ แต่อยู่ที่การสร้างผลิตภาพ

    วงสนทนายังมองว่า การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการแจกสวัสดิการ

    โจทย์สำคัญคือการยกระดับผลิตภาพแรงงาน (Productivity) และสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถเพิ่มรายได้จนหลุดพ้นจากระบบสวัสดิการได้ในอนาคต หากรัฐยังใช้วิธีเยียวยาระยะสั้นเพียงอย่างเดียว โดยไม่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ปัญหาความยากจนจะยังคงอยู่ต่อไป และภาระงบประมาณของรัฐจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

    แรงงานต่างชาติ นอมินี และเศรษฐกิจสีเทา ถูกมองเป็นความเสี่ยงระยะยาว

    อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลง

    ผู้ร่วมรายการมองว่า ในหลายภาคส่วน แรงงานต่างชาติกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ขณะที่คนไทยจำนวนไม่น้อยกลับหลุดออกจากระบบการผลิตหรือมีรายได้ต่ำกว่าศักยภาพ

    พร้อมกันนั้นยังมีความกังวลต่อปัญหานอมินี ธุรกิจสีเทา และช่องโหว่ทางกฎหมาย ซึ่งถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงต่อทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว

    “เริงร่า” เพราะการเมืองยังคุมเกมได้ แต่เศรษฐกิจคือโจทย์ใหญ่ที่หนีไม่พ้น

    บทวิเคราะห์ในรายการชี้ว่า เหตุผลที่ “รัฐบาลอนุทิน” ยังคงแสดงความมั่นใจท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ไม่ได้หมายความว่าปัญหาต่าง ๆ ได้รับการแก้ไขแล้ว แต่เกิดจากการที่รัฐบาลยังมีฐานอำนาจทางการเมืองที่แข็งแรง ทั้งเสียงสนับสนุนในสภา ความเป็นเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาล และการที่ฝ่ายค้านยังไม่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองได้มากพอ

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่การอภิปรายในสภาหรือเกมต่อรองทางการเมือง แต่อยู่ที่ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง ซึ่งสะท้อนผ่านจำนวนผู้มีรายได้น้อยที่เพิ่มขึ้น คุณภาพแรงงานที่ถดถอย และความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่กำลังถูกตั้งคำถาม

    หากรัฐบาลไม่สามารถเปลี่ยนมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นให้กลายเป็นการแก้ปัญหาระยะยาวได้ ความกดดันในอนาคตอาจไม่ใช่เพียงแรงวิจารณ์ทางการเมือง แต่จะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและทิศทางเศรษฐกิจไทยโดยตรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/anutin-faces-political-pressure-but-keeps-government-stable&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kWqBn_wsHlvOZOVATuC2m

  • เชียงใหม่-“ดนุพร” เปิดงาน “วิจิตรภูษา” 8 ราชภัฏภาคเหนือ ยกระดับผ้าไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ | TOPNEWS

    เชียงใหม่-“ดนุพร” เปิดงาน “วิจิตรภูษา” 8 ราชภัฏภาคเหนือ ยกระดับผ้าไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ | TOPNEWS

    มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มภาคเหนือ ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม และมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ จัดพิธีเปิดงาน “วิจิตรภูษา ภูมิปัญญาสร้างสรรค์ แพรพรรณท้องถิ่นไทย” แสดงศักยภาพผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสิ่งทอจากภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมผลักดันการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy Model) อันเป็นการขับเคลื่อนบทบาทมหาวิทยาลัยราชภัฏในการวิจัยและพัฒนาท้องถิ่น ผ่านการยกระดับทุนทางวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 24–26 กรกฎาคม 2569 ณ ลาน GRAND HALL 03 ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงใหม่ แอร์พอร์ต จังหวัดเชียงใหม่

    เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “อว. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ : ยกระดับผ้าทอท้องถิ่นไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม” โดยมี นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ และรองศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี มณีโกศล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ในฐานะเจ้าภาพ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มภาคเหนือ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิจัย ผู้ประกอบการ นักศึกษา สื่อมวลชน และประชาชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    รองศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี มณีโกศล กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับภูมิปัญญาด้านสิ่งทอของท้องถิ่นภาคเหนือ ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน เชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ สร้างรายได้ ควบคู่กับการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

    ขณะที่ นายดนุพร ปุณณกันต์ กล่าวว่า กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจ BCG พร้อมเน้นย้ำการทำตลาดเชิงรุก การสร้างการรับรู้ผ้าไทยผ่านการเล่าเรื่อง (Storytelling) และการพัฒนาเยาวชนกับผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและแข่งขันในตลาดโลก

    ในพิธีเปิดมีการแสดงชุด “วิจิตรภูษา ภูมิปัญญาสร้างสรรค์ แพรพรรณท้องถิ่นไทย”การเสวนาวิชาการหัวข้อ “นวัตกรรมสิ่งทอจากทรัพยากรท้องถิ่น : การพัฒนายกระดับผ้าไทยสู่ตลาดสมัยใหม่และการใช้งานจริง” และการแสดงแฟชั่นโชว์กิตติมศักดิ์ชุด “มรดกโขน ผ้าทอพิษณุโลก สู่ชุดพระราชทาน” โดยผู้แทนมหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มภาคเหนือทั้ง 8 แห่ง สะท้อนการประยุกต์ใช้ทุนทางวัฒนธรรมร่วมกับงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้กับผ้าไทย

    ทั้งนี้ตลอดการจัดงานผู้เข้าชมจะได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสิ่งทอจากมหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มภาคเหนือทั้ง 8 แห่ง การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน กิจกรรมสาธิตและฝึกปฏิบัติ (Workshop) โดยผู้เชี่ยวชาญ การแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดงดนตรี และเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักวิจัย ผู้ประกอบการ และชุมชน เพื่อส่งเสริมการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    จึงขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมชมงาน ระหว่างวันที่ 24–26 กรกฎาคม 2569 ณ ลาน GRAND HALL 03 ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต จังหวัดเชียงใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1641979&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jqsL8zm-eqkEJ6O97ThvK

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจสัปดาห์หน้า (วันที่ 27-31 กรกฎาคม 2569)

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจสัปดาห์หน้า (วันที่ 27-31 กรกฎาคม 2569)

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/163008&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mI2tZpMKM-rqZXYM3A3wA

  • สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการท่าเรือ​ฯ และพนักงาน แสดงจุดยืนคัดค้านคำสั่งปิดท่าเรือกรุงเทพ

    สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการท่าเรือ​ฯ และพนักงาน แสดงจุดยืนคัดค้านคำสั่งปิดท่าเรือกรุงเทพ

    สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการท่าเรือ​ฯ และพนักงาน แสดงจุดยืนคัดค้านคำสั่งปิดท่าเรือกรุงเทพ

    24 กรกฎาคม 2569, 18:52น.

    สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการท่าเรือ​ฯ และพนักงาน แสดงจุดยืนคัดค้านคำสั่งปิดท่าเรือกรุงเทพ   

          วันนี้ (24 กรกฎาคม 2569)​ เวลา 12.00 น. สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการท่าเรือแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) รวมตัวแสดงพลังและยื่นแถลงการณ์ในรูปแบบจดหมายเปิดผนึกต่อประธานกรรมการและคณะกรรมการ กทท. เพื่อแสดงจุดยืนต่อแนวคิดการปิดและย้ายท่าเรือกรุงเทพ รวมถึงการนำพื้นที่ของ กทท. ไปพัฒนาโครงการอื่น ภายหลังการแถลงข่าวของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 

      

         สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กทท. และพนักงานได้แสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว โดยเห็นว่าท่าเรือกรุงเทพยังมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศ ทั้งในด้านการให้บริการนำเข้าและส่งออก การสร้างรายได้ให้แก่องค์กรและภาครัฐ ตลอดจนการสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการ สายเรือ ธุรกิจขนส่ง และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก    

          นายพรชัย ศรีถกลธร ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กทท. กล่าวว่า “สิ่งที่พนักงานรู้สึกตรงกันคือ ท่าเรือกรุงเทพมีคุณค่าและมีความหมายต่อประเทศ เป็นพื้นที่​สร้างงาน สร้างรายได้ และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาหลายสิบปี พนักงานทุกคนทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจ จน กทท. สามารถสร้างรายได้และนำส่งรัฐได้ในระดับต้น ๆ ของประเทศ เมื่อมีแนวคิดจะปิดหรือย้ายท่าเรือ จึงเป็นเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกและขวัญกำลังใจของคนทำงานอย่างมาก”

        

       “เรื่องนี้ไม่ได้ผลกระทบเฉพาะพนักงานเท่านั้น แต่กระทบไปถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ สายเรือ ธุรกิจขนส่งต่างๆ  และประชาชนในชุมชนคลองเตยอีกจำนวนมาก หลายครอบครัวใช้ชีวิตและทำมาหากินอยู่กับท่าเรือแห่งนี้ การย้ายท่าเรือจึงหมายถึงการเปลี่ยนแปลงชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมาก ทั้งยังเห็นว่านโยบาย​นี้เป็นการขายฝันของการพัฒนา​อสังหาริมทรัพย์ที่รายได้จะตกเป็น​ของกลุ่มทุนมากกว่าความต้องการพัฒนา​เมืองหรือยกระดับโครงการ​เศรษฐกิจ​”   

          ทั้งนี้ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กทท. ยืนยันว่าจะติดตามความชัดเจนของนโยบายอย่างต่อเนื่อง และดำเนินการในแนวทางที่เห็นสมควร พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/163220&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12aM-ZI2OhHgCGAjMUW7WI

  • ฮานอยเร่งปั้น “เศรษฐกิจกลางคืน” ตั้งเป้าดันจีอาร์ดีพีแตะ 5% ภายในปี 2573 | เดลินิวส์

    ฮานอยเร่งปั้น “เศรษฐกิจกลางคืน” ตั้งเป้าดันจีอาร์ดีพีแตะ 5% ภายในปี 2573 | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ว่า ออกแผนการมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจกลางคืนให้มีสัดส่วนราว 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในภูมิภาค (จีอาร์ดีพี) ของเมือง ภายในปี 2573 พร้อมตั้งเป้าเพิ่มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในช่วงกลางคืนเป็น 30% ของปริมาณการใช้จ่ายในการเดินทางของนักท่องเที่ยว เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจกลางคืนให้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ในภาคส่วนการบริการของเมือง และเพิ่มสัดส่วนในรายได้งบประมาณของเทศบาล

    กรุงฮานอยจะจัดตั้งเขตเศรษฐกิจกลางคืนที่มุ่งเน้นมรดกวัฒนธรรม ความบันเทิง ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์การพักผ่อนหย่อนใจ รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวกลางคืนที่เป็นเอกลักษณ์ กิจกรรมทางวัฒนธรรม และศูนย์กลางความคิดสร้างสรรค์ โดยฮานอยยังวางแผนขยายเวลาทำการของรถไฟฟ้าใต้ดินในช่วงสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ และเปิดให้บริการรถโดยสารประจำทางราคาประหยัด เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในเวลากลางคืน

    สถานประกอบการ เช่น คาราโอเกะ บาร์ ผับ ไนต์คลับ และศูนย์เกมอิเล็กทรอนิกส์ จะถูกรวมไว้ในโซนบันเทิงที่ได้รับอนุญาตให้เปิดให้บริการตามช่วงเวลาที่กำหนดหรือตลอด 24 ชั่วโมง

    แผนดังกล่าวยังครอบคลุมการพัฒนาศูนย์กิจกรรมสร้างสรรค์ยามค่ำคืน การจัดงานวิ่งมาราธอนกลางคืนประจำปี และผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวเชิงมรดกวัฒนธรรมดิจิทัล ตลอดจนการลงทุนด้านแสงไฟประดับ แผนที่ดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวยามค่ำคืน.

    เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

    ข้อมูล : XINHUA

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6055159/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tA22AschoStw7CwKYBfeQ

  • เมืองแห่งอนาคต เชื่อม 3 อุตสาหกรรมหลัก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ EEC – techhub

    เมืองแห่งอนาคต เชื่อม 3 อุตสาหกรรมหลัก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ EEC – techhub

    เจาะแนวคิด “เมืองแห่งอนาคต” เชื่อม 3 อุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน การจัดการน้ำ และเทคโนโลยีประสบการณ์ ขับเคลื่อน EEC สู่ความยั่งยืน

    การพัฒนาเมืองในโลกยุคใหม่กำลังเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ตั้งแต่การขยายตัวของเมือง การเพิ่มขึ้นของประชากรและนักท่องเที่ยว ความต้องการใช้ทรัพยากรที่สูงขึ้น ปัญหาการจราจร ไปจนถึงการแข่งขันของเมืองในการดึงดูดการลงทุน ธุรกิจ และผู้คน

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เราจะสร้างเมืองให้ใหญ่ขึ้นได้อย่างไร” แต่คือ “เราจะทำให้เมืองเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และน่าอยู่ไปพร้อมกันได้อย่างไร”

    ด้วยเหตุนี้ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด จึงจัดงาน VNU Future Cities & Experiences Dinner Talk ขึ้น ณ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ ภายใต้แนวคิดการเชื่อมโยง 3 องค์ประกอบสำคัญของเมืองแห่งอนาคต ได้แก่ การเดินทางและโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการน้ำ และเทคโนโลยีเพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับเมืองและผู้คน

    การเลือกจัดงานที่ พัทยา ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ แต่เพราะเมืองแห่งนี้สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของ ภาคตะวันออกและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ได้อย่างชัดเจน พื้นที่แห่งนี้เชื่อมโยงทั้งเมืองท่องเที่ยว ฐานอุตสาหกรรม โรงแรมและรีสอร์ต ศูนย์ประชุม ท่าเรือ สนามบิน ธุรกิจบริการ และพื้นที่เศรษฐกิจที่กำลังเติบโต

    เมื่อเมืองและเศรษฐกิจเติบโต โจทย์สำคัญก็เติบโตตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการบริหารการเดินทางและการจราจร การสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้เพียงพอต่อเมืองและภาคการผลิต ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีสร้างอัตลักษณ์และประสบการณ์ใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเมืองท่องเที่ยวและธุรกิจบริการ

    ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณอิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวปาฐกถาพิเศษถึงทิศทางการพัฒนาเมืองและภาคตะวันออกสู่อนาคต และ คุณรัตนชัย สุทธิเดชานัย ผู้แทนการตลาดอุตสาหกรรมไมซ์ประจำภาคตะวันออก สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ร่วมสะท้อนบทบาทของอุตสาหกรรมไมซ์ในการนำองค์ความรู้ การลงทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายธุรกิจเข้าสู่พื้นที่

    เวทีเสวนายังได้รับเกียรติจาก คุณชุมพล เที่ยงธรรมดี  ผู้อำนวยการส่วนบริหารและเผยแพร่วิชาการ เมืองพัทยา ร่วมแบ่งปันมุมมองด้านการพัฒนาเมือง และมิติของโครงสร้างพื้นฐานและการเดินทาง, คุณณัฐชาคร อมรกุล ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ ทรัพยากรน้ำที่ 2 ฉะเชิงเทรา สังกัดสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 6 กรมทรัพยากรน้ำในประเด็นความมั่นคงด้านน้ำ,

    คุณวรอนงค์ วิจักษณ์โยธิน นักออกแบบแสงอิสระ และ คุณภูมิ นิธิภาสกร ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแสงสถาปัตยกรรมบันเทิง ในมิติของการออกแบบและเทคโนโลยีเพื่อสร้างประสบการณ์ รวมถึงตัวแทนผู้จัดงาน คุณปนัดดา ก๋งม้า รองประธานสายงานธุรกิจ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ซึ่งร่วมเชื่อมโยงภาพรวมของทั้ง 3 อุตสาหกรรมเข้ากับโอกาสของประเทศไทยและภาคตะวันออก

    สารสำคัญจากเวทีครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า เมืองแห่งอนาคตไม่สามารถพัฒนาแบบแยกส่วน เพราะการเดินทางที่มีประสิทธิภาพส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ น้ำคือทรัพยากรพื้นฐานของทั้งเมือง การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม ขณะที่เทคโนโลยีด้านแสง เสียง ภาพ และประสบการณ์ มีบทบาทในการสร้างมูลค่าและอัตลักษณ์ให้กับสถานที่

    แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ 3 แพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่บริษัทฯ เตรียมจัดขึ้นในประเทศไทย ได้แก่ Prolight + Sound Bangkok 2026 งานเทคโนโลยีแสง เสียง ภาพ และเทคโนโลยีเพื่อการแสดงและสร้างประสบการณ์

    จัดวันที่ 30 กันยายน–2 ตุลาคม 2569 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ และ Aquatech Asia 2026 งานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านน้ำ จัดวันที่ 25–27 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

    ซึ่งทั้งสองงานเปิดลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้าแล้ว ต่อเนื่องด้วย Intertraffic Asia 2027 งานด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการจราจร ความปลอดภัย และการเดินทางอัจฉริยะ จัดวันที่ 28–30 เมษายน 2570 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ

    ทั้ง 3 งานมีเป้าหมายเดียวกัน คือการนำ ผู้ที่มีโจทย์จริง มาพบกับผู้ที่มีองค์ความรู้ เทคโนโลยี และคำตอบ เพื่อให้การพบกันในงานแสดงสินค้า สามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือ การลงทุน และการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงในการพัฒนาเมือง ธุรกิจ และสังคม

    เกี่ยวกับ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด

    บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระหว่างสององค์กรชั้นนำระดับโลกด้านการจัดงานแสดงสินค้าและการบริหารสถานที่จัดงาน ได้แก่ Royal Dutch Jaarbeurs จากประเทศเนเธอร์แลนด์ หนึ่งในผู้จัดงานแสดงสินค้าและผู้บริหารศูนย์จัดแสดงสินค้าชั้นนำของยุโรป ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2460 และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง UFI สมาคมอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าระดับโลก และ TCC Assets กลุ่มธุรกิจชั้นนำที่มีการลงทุนหลากหลายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเชื่อมโยงผู้คน แบรนด์ และตลาดจากทั่วโลก ผ่านงานแสดงสินค้า การประชุม และเวทีธุรกิจระดับนานาชาติ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในหลากหลายอุตสาหกรรม | www.vnuasiapacific.com  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.techhub.in.th/the-city-of-the-future-connects-three-key-industries-driving-the-eec-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JAP-f4O7GRJQ2keYNOZyl

  • นักเศรษฐศาสตร์หั่นคาดการณ์ GDP ยูโรโซนปีนี้โต 0.6% ขณะเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ : อินโฟเควสท์

    นักเศรษฐศาสตร์หั่นคาดการณ์ GDP ยูโรโซนปีนี้โต 0.6% ขณะเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เปิดเผยผลสำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจประจำไตรมาส 3 ปี 2569 พบว่า นักเศรษฐศาสตร์ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของยูโรโซนลง ขณะที่แนวโน้มเงินเฟ้อถูกปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

    ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 1-6 ก.ค. โดยได้รับการตอบกลับจากผู้เชี่ยวชาญ 53 ราย จากสถาบันการเงินและสถาบันที่ไม่ใช่ภาคการเงินในยุโรป

    สำหรับเงินเฟ้อทั่วไป ซึ่งวัดจากดัชนีราคาผู้บริโภคที่สอดคล้องกัน (Harmonised Index of Consumer Prices – HICP) นั้น ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าจะอยู่ที่ 2.7% ในปี 2569, 2.2% ในปี 2570 และ 2.0% ในปี 2571 โดยคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2570 เพิ่มขึ้น 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์จากการสำรวจครั้งก่อน ขณะที่คาดการณ์ปี 2569 และ 2571 ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

    ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน คาดว่าจะอยู่ที่ 2.4% ในปี 2569, 2.2% ในปี 2570 และ 2.1% ในปี 2571 โดยคาดการณ์ปี 2569 ถูกปรับเพิ่มขึ้น 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ และใกล้เคียงกับประมาณการของเจ้าหน้าที่ระบบยูโรซิสเต็ม (Eurosystem) ประจำเดือน มิ.ย. 2569 มากขึ้น

    ทั้งนี้ คาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวในปี 2574 ยังคงอยู่ที่ 2.0% ทั้งสำหรับเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐาน

    ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผู้เชี่ยวชาญปรับลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของยูโรโซน โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 0.6% ในปี 2569, 1.2% ในปี 2570 และ 1.3% ในปี 2571

    คาดการณ์ GDP ปี 2569 ถูกปรับลดลง 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์จากการสำรวจครั้งก่อน ขณะที่ปี 2570 ลดลง 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่วนปี 2571 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยแนวโน้มการเติบโตระยะยาวในปี 2574 ถูกปรับลดลง 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 1.2%

    สำหรับตลาดแรงงาน ผู้เชี่ยวชาญปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราว่างงานเล็กน้อย โดยคาดว่าอัตราว่างงานจะอยู่ที่ 6.3% ในปี 2569 และ 2570 ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 6.2% ในปี 2571 และ 6.1% ในระยะยาว โดยคาดการณ์ปี 2570 และ 2571 ถูกปรับเพิ่มขึ้นปีละ 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์

    นอกจากนี้ ผลสำรวจยังมีคำถามพิเศษเกี่ยวกับสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าผลกระทบทางอ้อมและผลกระทบรอบสองจะอยู่ในระดับจำกัด โดยจะเห็นผลกระทบมากที่สุดในปี 2569

    ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมีแนวโน้มเอียงไปทางสูงขึ้นเล็กน้อยในปี 2569 ก่อนจะกลับมามีความสมดุลมากขึ้นในช่วงหลังจากนั้น

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/621573&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0N6cP-syIsj5XqITwR_6lM

  • yt-2 – InterGold

    yt-2 – InterGold

    stdClass Object ( [priceLogAPIId] => 1 [createDate] => 2026-07-25T02:59:44.257 [bidPrice99] => 66944 [bidPrice99Diff] => -4 [offerPrice99] => 67024 [offerPrice99Diff] => -4 [bidPrice99Lv1] => 66944 [bidPrice99Lv1Diff] => -4 [offerPrice99Lv1] => 67024 [offerPrice99Lv1Diff] => -4 [bidPrice99Lv2] => 66934 [bidPrice99Lv2Diff] => -4 [offerPrice99Lv2] => 67034 [offerPrice99Lv2Diff] => -4 [bidPrice99Lv3] => 66929 [bidPrice99Lv3Diff] => -4 [offerPrice99Lv3] => 67039 [offerPrice99Lv3Diff] => -4 [bidPrice96] => 64594 [bidPrice96Diff] => -4 [offerPrice96] => 64679 [offerPrice96Diff] => -4 [bidPrice96Lv1] => 64594 [bidPrice96Lv1Diff] => -4 [offerPrice96Lv1] => 64679 [offerPrice96Lv1Diff] => -4 [bidPrice96Lv2] => 64584 [bidPrice96Lv2Diff] => -4 [offerPrice96Lv2] => 64689 [offerPrice96Lv2Diff] => -4 [bidPrice96Lv3] => 64584 [bidPrice96Lv3Diff] => -4 [offerPrice96Lv3] => 64689 [offerPrice96Lv3Diff] => -4 [bidCentralPrice96] => 64550 [bidCentralPrice96Diff] => 0 [offerCentralPrice96] => 64750 [offerCentralPrice96Diff] => 0 [usdBuy] => 33.683 [usdBuyDiff] => 0 [usdSell] => 33.713 [usdSellDiff] => 0 [AUXBuy] => 4053.81 [AUXBuyDiff] => -0.26 [AUXSell] => 4054.35 [AUXSellDiff] => -0.24 [statusSystem] => 1 )

    ราคาทอง

    25 กรกฎาคม 2569 | 02:59:44


    ประเภท รับซื้อ ขายออก
    LBMA
    99.99% (Baht)

    66,929

    -4.00

    67,039

    -4.00

    InterGold
    96.5% (Baht)

    64,584

    -4.00

    64,689

    -4.00

    สมาคมฯ
    96.5% (Baht)

    64,550

    0.00

    64,750

    0.00

    Gold Spot
    (USD)

    4,054

    -0.26

    4,054

    -0.24

    ค่าเงินบาท
    (USDTHB)
    –

    34

    0.00

    ราคาทองคำย้อนหลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/pridemonth-summary/yt-2/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FsJ_MPrzErEyv03-vlFDN

  • “เอกนิติ” ปิดฉาก แลนด์บริดจ์ หลังผลศึกษาชี้ ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ กระทบสิ่งแวดล้อมสูง

    “เอกนิติ” ปิดฉาก แลนด์บริดจ์ หลังผลศึกษาชี้ ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ กระทบสิ่งแวดล้อมสูง

    “เอกนิติ” พับแผน แลนด์บริดจ์ หลังผลศึกษาชี้ ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ความเป็นไปได้ทางธุรกิจต่ำผลกระทบสิ่งแวดล้อมเสี่ยงสูง เล็งใช้แผนพัฒนาท่าเรือระนอง เชื่อมระบบทางรางภาคใต้ขึ้นเหนือไป “จีน” แทน

    เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงสรุปผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ว่า จากที่นายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการศึกษา ขณะนี้เราได้ดำเนินการเสร็จสิ้นก่อนเวลาที่กำหนด 90 วัน โดยแบ่งคณะศึกษาเป็น 3 ชุด ได้แก่ 1.ศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจและการลงทุน 2.ศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม 3.การรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วม

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า โดยผลสรุปจากคณะกรรมการชุดต่างๆ สรุปว่าโครงการแลนด์บริดจ์มีความเป็นไปได้อยู่ในระดับต่ำ และอาจก่อให้เกิดผลกระทบภาระงบประมาณ ซึ่งมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เพราะจากการศึกษา เมื่อมีผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้การค้าโลกลดลง ผลตอบแทนที่เคยมองว่าเป็นบวกอาจจะเป็นลบได้ ทำให้มีความเสี่ยงสูง รวมถึงมีความเสี่ยงในเรื่องคู่แข่งและการจัดการ ซึ่งจากเดิมคาดว่าจะมีสายเรือต่างๆ ย้ายมาทางเรา แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้น้อย เพราะสายการเดินเรือต่างๆ มีพันธมิตรไปเรียบร้อย

    ขณะเดียวกัน ยังพบว่ามีความเสี่ยงในการบริหารจัดการเรื่องความเร็วการเคลื่อนย้าย ที่ค่อนข้างช้า เพราะฉะนั้น โครงการดังกล่าว จึงเป็นโครงการที่มีรายได้ทางเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำ จึงมีความเสี่ยง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วนความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม พบว่ามีค่อนข้างสูง และจำเป็นต้องดูแลผลกระทบในภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ให้มากกว่านี้ และเมื่อลงไปดู ยังขาดการบูรณาการที่เป็นเอกภาพในเรื่องสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งยังไม่ครบถ้วน อาทิ ระบบนิเวศทางทะเล วิถีชีวิตชุมชนชายฝั่ง และความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงผืนป่า และจากการรับฟังความเห็น ก็ยังมีความแตกต่าง ทั้งกลุ่มที่สนับสนุนคือภาคเอกชน และอุตสาหกรรมการผลิต แต่ส่วนใหญ่คือกลุ่มที่มีความกังวลและยังไม่ได้ตัดสินใจ

    ทั้งนี้ ประเด็นที่น่ากังวลคือเรื่องสิ่งแวดล้อม และความโปร่งใส และมีกลุ่มที่คัดค้านคือกลุ่มอนุรักษ์ทางทะเล เพราะฉะนั้นจึงมีการเสนอแนะว่า ควรมีแนวทางสร้างความเชื่อใจและเชื่อมั่น

    นายเอกนิติ กล่าวว่า สุดท้ายคณะกรรมการจึงมีมติว่า โครงการดังกล่าวมีความเป็นไปได้ในทางธุรกิจที่ต่ำ และเสี่ยงในเรื่องผลกระทบค่อนข้างสูง และยังมีความเห็นต่างในสังคม แต่เมื่อภาคเอกชนยังมีความต้องการในภาคใต้ทางออกทะเลฝั่งอันดามัน ซึ่งปัจจุบันมีท่าเรือระนอง โดยยังมีความต้องการใช้ท่าเรือดังกล่าวอยู่ เพราะฉะนั้น จึงมีการให้พิจารณาไปดำเนินการปรับปรุง เพื่อใช้ท่าเรือระนองให้เป็นไปตามศักยภาพ รวมถึงพิจารณาเชื่อมโยงเรื่องทางรถไฟ ที่จะเชื่อมต่อไปยังท่าเรือระนอง และระบบการขนส่งทางราง หรือ Missing Link ที่สามารถใช้โอกาสเชื่อมโยงไปทางเหนือขึ้นไปประเทศจีน รวมถึงเชื่อมโยงไปยังท่าเรือฝั่งตะวันออก

    นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอในเรื่องการลงทุนขนาดใหญ่ว่า ควรเริ่มต้นพิจารณาจากยุทธศาสตร์ของแต่ละประเทศให้ชัดเจน ก่อนที่หน่วยงานใดจะศึกษาโครงการต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นบทเรียน โดยจะต้องดูในเชิงยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมด้วย และให้นำบทเรียนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมาร่วมด้วย

    เมื่อถามว่า สรุปว่าเป็นการพับแผนโครงการแลนด์บริดจ์ใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า “ก็จะว่าอย่างนั้นก็ได้”  วันนี้เป็นการประชุมของคณะกรรมการฯ ครั้งสุดท้าย และจะต้องนำรายงานสรุปเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และถ้านายกรัฐมนตรีเห็นชอบ ก็จะนำเสนอต่อที่ประชุม ครม. ตามคำสั่งที่แต่งตั้งคณะกรรมการฯ ชุดนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2948473&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xUxG_gCyBrsTT1EynfrlI

  • แกะรอย ‘นอมินีธุรกิจไทย’ จากภูเก็ตสู่ศึกปกป้องความมั่นคงเศรษฐกิจ

    แกะรอย ‘นอมินีธุรกิจไทย’ จากภูเก็ตสู่ศึกปกป้องความมั่นคงเศรษฐกิจ

    จากโรงแรมเถื่อน…สู่โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย

    เมื่อ ‘นอมินีต่างชาติ’ ไม่ใช่แค่การหลบกฎหมาย แต่กำลังถูกจับตาในฐานะภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐเดินหน้าปราบปราม ‘ธุรกิจนอมินี’ ของชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น เส้นทางการเงิน และการดำเนินธุรกิจที่อาจเข้าข่ายหลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จากเดิมที่มุ่งตรวจสอบเฉพาะผู้ถือหุ้นและบริษัทเป้าหมาย ปัจจุบันการบังคับใช้กฎหมายได้ขยายไปถึงผู้ทำบัญชี สำนักงานกฎหมาย และผู้ที่อาจมีบทบาทช่วยจัดตั้งโครงสร้างนิติบุคคลอำพราง หลังพบรูปแบบการกระทำผิดที่ซับซ้อนมากขึ้น

    แต่เหตุการณ์ล่าสุดที่จังหวัดภูเก็ต ที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและจับกุมผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่ฝ่าฝืนกฎหมายในพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ โรงแรมขนาด 200 ห้อง 240 ห้อง และ 45 ห้อง พบว่าทั้งหมดไม่มีใบอนุญาตก่อสร้างและใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะสองแห่งแรกขออนุญาตก่อสร้างเป็นที่พักอาศัยหรือคอนโดมิเนียม แต่กลับนำมาประกอบธุรกิจโรงแรม… อาจสะท้อนว่าความท้าทายของการปราบปรามไม่ได้อยู่เพียงการพิสูจน์ว่าใครเป็น ‘นอมินี’ เท่านั้น หากยังรวมถึงแรงกดดันที่เจ้าหน้าที่อาจต้องเผชิญ เมื่อระหว่างปฏิบัติการตรวจค้นโรงแรมต้องสงสัย กลับมีโทรศัพท์จากบุคคลที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยระบุว่าเป็น ‘ผู้มีอิทธิพล’ ติดต่อเข้ามาขอไม่ให้ดำเนินคดี ก่อนจะได้รับคำตอบว่า ‘ทำผิดก็ต้องจับ’

    คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า โรงแรมแห่งนั้นผิดกฎหมายหรือไม่ แต่คือเหตุใดปัญหาธุรกิจนอมินีจึงยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้รัฐจะเดินหน้ากวาดล้างมาอย่างต่อเนื่อง และสิ่งที่เกิดขึ้นในภูเก็ตกำลังสะท้อนอะไรบ้าง? เกี่ยวกับโครงสร้างของปัญหาที่คืบคลานเข้าสู่เศรษฐกิจไทย

    จากการถือหุ้นแทน…สู่โครงสร้างธุรกิจอำพราง

    คำว่า ‘นอมินี’ ในทางปฏิบัติ ไม่ได้มีความหมายแค่เพียง “การให้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ” เท่านั้น หากแต่เป็นการใช้โครงสร้างนิติบุคคลเพื่ออำพราง “ผู้มีอำนาจควบคุมกิจการที่แท้จริง”ให้สามารถดำเนินธุรกิจในกิจการที่กฎหมายจำกัดสิทธิของคนต่างด้าว

    รูปแบบที่หน่วยงานรัฐตรวจพบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีทั้งการใช้คนไทยถือหุ้นแทน การใช้ผู้ถือหุ้นชุดเดิมในหลายบริษัท การตั้งบริษัทจำนวนมากผ่านสำนักงานบัญชีหรือสำนักงานกฎหมายเดียวกัน การใช้บริษัทไทยถือครองอสังหาริมทรัพย์หรือวิลล่าแทนบุคคลต่างชาติ ตลอดจนการเปลี่ยนตัวผู้ถือหุ้นแทนการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน เพื่อลดภาระภาษีและค่าธรรมเนียม

    นั่นทำให้การพิสูจน์ความผิดในปัจจุบัน ไม่ได้ดูเพียงสัดส่วนการถือหุ้น 49 ต่อ 51 หากต้องตรวจสอบลึกไปถึงแหล่งที่มาของเงินลงทุน การบริหารกิจการ และผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Owner)

    รัฐกำลังไล่รื้อทั้ง ‘ขบวนการ’ นอมินี

    หากย้อนดูการทำงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา จะพบว่าทิศทางการบังคับใช้กฎหมายเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

    ปลายเดือนมิถุนายน กรมฯ เชิญสภาวิชาชีพบัญชีและสภาทนายความเข้าหารือ หลังพบข้อมูลว่าผู้ประกอบวิชาชีพบางรายอาจเข้าไปมีบทบาทในการให้คำปรึกษา จัดตั้งบริษัท หรือเอื้อประโยชน์ให้เกิดโครงสร้างนอมินี พร้อมขอให้ทั้งสององค์กรกำหนดมาตรการทางจรรยาบรรณและบทลงโทษกับสมาชิกที่มีส่วนร่วมในการกระทำผิด

    จากนั้นเพียงไม่กี่วัน กรมฯ ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทกลุ่มเสี่ยงในกรุงเทพฯ พบข้อสงสัยหลายประการ ทั้งการที่พนักงานรับรู้ว่าผู้บริหารตัวจริงเป็นชาวต่างชาติ การรับชำระเงินผ่านบัญชีบุคคลต่างชาติ และการติดต่อธุรกิจผ่านผู้ถือหุ้นต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งทั้งหมดอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายการใช้นอมินีหรือไม่

    ภาพเหล่านี้สะท้อนว่า การตรวจสอบของรัฐไม่ได้มุ่งเฉพาะ ‘บริษัทปลายทาง’ อีกต่อไป แต่เริ่มขยายไปถึงผู้จัดตั้ง ผู้ให้คำปรึกษา และเครือข่ายที่อาจทำให้ระบบนอมินีเกิดขึ้นได้

    ตัวเลขที่สะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจุด

    ข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา มีการตรวจสอบบริษัทกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศกว่า 3,294 ราย พร้อมคัดกรองและส่งข้อมูลบริษัทเกือบ 40,000 รายให้หน่วยงานต่าง ๆ ตรวจสอบเชิงลึก ขณะที่พบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงสะสมเกือบ 120,000 ราย แม้มาตรการเข้มข้นในช่วงหลังจะทำให้จำนวนกลุ่มเสี่ยงลดลงกว่า 65% ก็ตาม

    เฉพาะการลงพื้นที่ตรวจสอบใน 27 พื้นที่ 10 จังหวัด พบความผิดปกติถึง 7,537 ราย และยังพบธุรกิจต่างด้าวที่เข้าข่ายประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก 4,372 ราย ก่อนส่งต่อข้อมูลให้ ปปง. กรมสรรพากร DSI และหน่วยงานด้านความมั่นคงตรวจสอบต่อ

    ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหานอมินีไม่ได้จำกัดอยู่ในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หากแต่กระจายอยู่ในหลายพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

    ทำไม ‘เมืองท่องเที่ยว’ จึงกลายเป็นพื้นที่เสี่ยง

    จังหวัดอย่างภูเก็ต สมุย และพะงัน เป็นพื้นที่ที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวระดับหลายหมื่นล้านถึงหลายแสนล้านบาทต่อปี จึงกลายเป็นเป้าหมายการลงทุนของนักลงทุนจากหลายประเทศ ทั้งในธุรกิจโรงแรม วิลล่า ร้านอาหาร อสังหาริมทรัพย์ และบริการท่องเที่ยว

    ในพื้นที่เหล่านี้ หน่วยงานรัฐพบว่าบางธุรกิจใช้โครงสร้างบริษัทไทยเป็นตัวกลางถือครองกิจการ ขณะที่ผู้ควบคุมกิจการจริงอาจเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งหากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการใช้คนไทยถือหุ้นอำพราง ก็อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อยย้ำว่า การมีต่างชาติร่วมลงทุนไม่ได้หมายถึงการกระทำผิดกฎหมายเสมอไป เพราะประเทศไทยยังเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศในหลายกิจการ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การใช้ “นอมินี” เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของกฎหมาย มากกว่าการลงทุนของต่างชาติในตัวเอง

    มากกว่าการแข่งขันทางธุรกิจ

    เหตุผลที่รัฐบาลเริ่มใช้คำว่า “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” กับปัญหานอมินี เพราะผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแข่งขันของผู้ประกอบการ

    หน่วยงานรัฐประเมินว่า ปัญหานี้เชื่อมโยงกับหลายมิติ ตั้งแต่การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม การสูญเสียรายได้ภาษี การถือครองทรัพยากรและอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ตลอดจนการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่อาจเชื่อมโยงกับการฟอกเงินหรือธุรกิจผิดกฎหมายในบางกรณี

    ในอีกด้านหนึ่ง ผลสำรวจของนิด้าโพลยังสะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าการลงทุนผิดกฎหมาย การฟอกเงิน และการใช้คนไทยเป็นนอมินีถือหุ้นหรือถือครองที่ดิน เป็นภัยที่สร้างความกังวลอย่างมากต่อประเทศ

    บทพิสูจน์ต่อจากนี้…ไม่ใช่แค่ ‘จับได้กี่ราย’

    แม้มาตรการของภาครัฐจะเข้มข้นขึ้น ทั้งการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกว่า 20 หน่วยงาน การใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์ความเสี่ยง การตรวจสอบรายการเดินบัญชีและโครงสร้างผู้ถือหุ้น รวมถึงการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการพิสูจน์ผู้มีอำนาจควบคุมกิจการที่แท้จริง

    แต่เหตุการณ์ที่ภูเก็ตกำลังตั้งคำถามสำคัญว่า การต่อสู้กับธุรกิจนอมินีในวันนี้ อาจไม่ใช่เพียงการจับกุมบริษัทที่กระทำผิด หากยังต้องเผชิญกับเครือข่ายผลประโยชน์ที่ซับซ้อนกว่าเดิม ตั้งแต่ผู้รับจ้างถือหุ้น ผู้จัดตั้งบริษัท ผู้ให้คำปรึกษา ไปจนถึงแรงกดดันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการบังคับใช้กฎหมาย

    ท้ายที่สุด บททดสอบสำคัญของรัฐอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนคดีที่ดำเนินการได้ แต่อยู่ที่ว่าจะสามารถ ‘รื้อระบบ’ ที่เอื้อให้ธุรกิจนอมินีเกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะตราบใดที่โครงสร้างดังกล่าวยังดำรงอยู่ การจับกุมแต่ละครั้งก็อาจเป็นเพียงการตัดกิ่งก้านใบของปัญหา โดยที่รากของมันยังคง ‘หยั่งลึก’ อยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/nominee-business-economy-thailand&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gGm2fuBsSLNAmbeFw9UYN