Category: เศรษฐกิจ

  • สภาพัฒน์ ขอรอความชัดเจนสถานการณ์ตอ.กลางก่อนทบทวน GDP : อินโฟเควสท์

    สภาพัฒน์ ขอรอความชัดเจนสถานการณ์ตอ.กลางก่อนทบทวน GDP : อินโฟเควสท์

    ดนุชา พิชยนันท์ (ภาพ:Thaigov)

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ กล่าวถึงการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจภายหลังที่สหรัฐฯ-อิหร่านลงนามสันติภาพว่า มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนสูง จึงจำเป็นต้องติดตามข้อมูลและรอให้เกิดความชัดเจนมากกว่านี้ก่อน

    ส่วนจะมีส่วนช่วยทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปรับตัวสูงขึ้นหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า การขยายตัวของ GDP ขึ้นอยู่กับปัจจัยประกอบหลายด้าน รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่อาจเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ ฉะนั้นจึงขอประเมินสถานการณ์ก่อน เพราะที่ผ่านมา แม้จะบอกว่าจะมีการยุติสงคราม แต่ก็กลับไปกลับมา ฉะนั้นจึงขอเวลาในการประเมินสถานการณ์ก่อน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/601446&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XnLpQAML3Bp1uc0WBJbQf

  • สภาพัฒน์​ฯ​ ขอรอดูท่าที​สหรัฐฯ​- อิหร่าน ก่อนประเมินสถานการณ์​เศรษฐกิจ​

    สภาพัฒน์​ฯ​ ขอรอดูท่าที​สหรัฐฯ​- อิหร่าน ก่อนประเมินสถานการณ์​เศรษฐกิจ​


    เลขาสภาพัฒน์​ฯ​ ขอรอประเมินสถานการณ์​เศรษฐกิจ​ ท่าที​สหรัฐฯ​- อิหร่าน​ ดีลสันติภาพจริงหรือไม่​

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ​ (สศช.) กล่าวถึงการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจหลังจากที่สหรัฐอเมริกา​ -​ อิหร่านลงนามสันติภาพ​ ว่า คงดีขึ้น แต่คิดว่า สถานการณ์ยังไม่แน่นอน ตนต้องขอดูให้เกิดความชัดเจนก่อน

    เมื่อถามว่า จะทำให้ GDP ของไทยดีดตัวสูงขึ้นหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า สถานการณ์การปรับตัวของ GDP มีหลายปัจจัย ซึ่งอาจมีเรื่องเงินเฟ้อเข้ามาด้วย ฉะนั้น จึงขอประเมินสถานการณ์ก่อน เพราะต้องรอดูความชัดเจน เนื่องจากที่ผ่านมาแม้จะบอกว่า จะมีการยุติสงคราม แต่ก็กลับไปกลับมา ฉะนั้นจึงขอเวลาในการประเมินสถานการณ์อีกครั้งก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/43753&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iol_XGb6HA3_QlL7UG6UJ

  • เอกนิติ เล็งปรับ GDP ปี 69 รับสงครามสงบ เปลี่ยนโหมดฟื้นฟูเศรษฐกิจเต็มสูบ

    เอกนิติ เล็งปรับ GDP ปี 69 รับสงครามสงบ เปลี่ยนโหมดฟื้นฟูเศรษฐกิจเต็มสูบ

    เอกนิติ เล็งปรับ GDP ปี 69 รับสงครามสงบ เปลี่ยนโหมดฟื้นฟูเศรษฐกิจเต็มสูบ

    วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หากสถานการณ์ สงครามในตะวันออกกลาง ยุติลงจะถือเป็นสัญญาณเชิงบวกอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย เนื่องจากโลกจะเข้าสู่โหมดการฟื้นฟู ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เริ่มต้นมาจากปัญหาความผันผวนของราคาพลังงาน และแม้ราคาพลังงานอาจจะไม่ปรับลดลงไปเท่ากับระดับก่อนเกิดสงคราม แต่จะช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้ 

    อย่างไรก็ดีรัฐบาล เตรียมพิจารณาปรับประมาณการตัวเลข ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2569 ครั้งใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป และมีปัจจัยบวกเพิ่มแต่ยังต้องตั้งอยู่บนความระมัดระวังเนื่องจากโลกมีความผันผวนสูง

    ปัจจุบันสถานการณ์ได้เปลี่ยนจากวิกฤตพลังงานเข้าสู่วิกฤตต้นทุนที่ส่งผ่านไปยังราคาสินค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนระดับฐานรากและพ่อค้าแม่ค้าผ่านภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น รัฐบาลจึงมุ่งเน้นการช่วยเหลือผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัสซึ่งพบว่าร้านค้าที่เข้าร่วมมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่ยังมีการสอนให้ผู้ประกอบการใช้ AI ในการวิเคราะห์ยอดขายเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

    เดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้าน

    นายเอกนิติ กล่าวถึงแผนการใช้เงินตามพ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ว่า ยังมีความจำเป็นต้องเดินหน้าต่อเนื่องจากแหล่งผลิตน้ำมันทั่วโลกได้รับความเสียหายจากสงคราม ทำให้ราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับสูงไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี หากประเทศไทยไม่เร่งปรับตัวและลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีสัดส่วนสูงมากในปัจจุบัน จะมีความเสี่ยงสูงหากเกิดวิกฤตซ้ำในอนาคต 

    เราต้องการช่วยทั้งคนและช่วยทั้งการเปลี่ยนผ่าน เช่น การส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นโดยการลดค่าครองชีพด้านค่าไฟฟ้าให้ประชาชน และเป็นการแก้ปัญหาระยะยาวโดยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าของประเทศ

    ส่วนความคืบหน้าเรื่องการทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น นายเอกนิติชี้แจงว่า ขณะนี้ทางปลัดกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลและตัวเลขให้ชัดเจน จึงจะยังไม่มีการนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้

    ชวนร้านค้าร่วม แพลตฟอร์มออนไลน์

    นายเอกนิติ ยังเปิดเผยถึงโครงการไทยช่วยไทย พลัส ว่า วันนี้เปิดให้ร้านค้าเข้าร่วมขายของบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยมีธนาคารกรุงไทย นำ AI นกกระซิบ มาเปิดตัวในวันนี้ด้วย เพื่อเป็นผู้ช่วยให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถขยายยอดขาย วิเคราะห์ยอดขาย ลดต้นทุน และวิเคราะห์ต้นทุน เพราะตอนนี้เราต้องการช่วยร้านค้ารายย่อยที่ต้นทุนแพงขึ้น 

    ทั้งนี้ ยังมีแพลตฟอร์มร้านค้าที่มาร่วมเปิดตัว เช่น Grab Food / LINE MAN /Robinhood และ /Shopee จะมาช่วยส่งเสริมร้านค้าต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ สามารถขยายยอดขายได้มากขึ้น และปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ ที่ร้านค้าจะขายได้เฉพาะพื้นที่ตนเองขายอยู่เท่านั้น ซึ่งร้านค้าที่มาร่วมโครงการ จะได้เพิ่มยอดขายมากขึ้น 

    นายเอกนิติ ระบุว่า ทั้ง 4 แพลตฟอร์มนี้พิสูจน์แล้วว่าในช่วงโครงการคนละครึ่ง พลัส ใครที่เข้ามาช่วยขายบนแพลตฟอร์ม ยอดขายเพิ่มขึ้น 500-600 % และหลังจากโครงการคนละครึ่ง  พลัส ก็พิสูจน์แล้วว่ายอดขายยังคงเพิ่มขึ้น 100 – 200 % 

    ดังนั้นต้องการให้รายเล็กและรายย่อยเรียนรู้เรื่องดิจิทัล การขายของออนไลน์ โครงการ Up skill – Re skill ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าใครเข้าร่วมโครงการสามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น โดยวันนี้เราต้องการต่อยอด นำ AI เข้ามาช่วย ซึ่งร้านค้าไม่ต้องจ้างคนมาทำบัญชีหรือวิเคราะห์ เพราะ AI นกกระซิบ จะช่วยวิเคราะห์ต้นทุนที่ซื้อมาว่าราคาแพงมากกว่าคู่แข่งหรือไม่ 

    รัฐบาลจึงขอเชิญชวนร้านค้ามาร่วมเข้าโครงการ โดยไม่ต้องกังวล เพราะจะมีแพลตฟอร์มที่เข้ามาช่วยให้คำแนะนำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และลดต้นทุนอย่างยั่งยืน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/661409&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bJRsyDVcgLiJKqMj-ZCMU

  • รัฐบาล ดันเซมิคอนดักเตอร์สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เอกชนขานรับ

    รัฐบาล ดันเซมิคอนดักเตอร์สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เอกชนขานรับ

    16 มิ.ย.2569-น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจแห่งอนาคต สร้างงานคุณภาพ เพิ่มรายได้ให้ประชาชน และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยล่าสุดนายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ เพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนโรดแมปอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทย ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนมากกว่า 2.5 ล้านล้านบาท และพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน ภายในปี 2593

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง แต่เป็นการสร้างกลไกกลางที่มีเจ้าภาพชัดเจน สามารถบูรณาการการทำงานของภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และนักลงทุนต่างชาติ ให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งด้านการส่งเสริมการลงทุน การพัฒนากำลังคน การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเชื่อมโยงไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

    “นายกรัฐมนตรีเห็นว่า เซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ เพราะเป็นชิ้นส่วนที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีสำคัญที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์ข้อมูล ระบบอัตโนมัติ เครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ การสร้างฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการดึงโรงงานเข้ามาลงทุน แต่เป็นการสร้างโอกาสให้คนไทยมีงานที่มีรายได้สูงขึ้น มีทักษะที่เป็นที่ต้องการของโลก และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประเทศในระยะยาว” น.ส.รัชดา กล่าว

    น.ส.รัชดา ยังกล่าวว่า สัญญาณการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเซมิคอนดักเตอร์มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลการส่งเสริมการลงทุนปี 2568 พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามีมูลค่าคำขอรับส่งเสริมการลงทุน 277,645 ล้านบาท เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากอุตสาหกรรมดิจิทัล และในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ยังมีมูลค่าการลงทุนใหม่กว่า 40,456 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทย

    รัฐบาลมองว่าประเทศไทยมีจุดแข็งจากฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตชิ้นส่วน การประกอบและทดสอบ รวมถึงผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมอยู่แล้ว สิ่งที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการคือการต่อยอดจากฐานเดิมไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจ และเปิดโอกาสให้แรงงานไทยก้าวสู่งานคุณภาพที่มีรายได้สูงขึ้น

    ขณะเดียวกัน ภาคเอกชน โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้แสดงการสนับสนุนการจัดตั้งคณะกรรมการดังกล่าว สะท้อนว่าแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยตอบโจทย์ภาคการผลิตและภาคธุรกิจอย่างแท้จริง รัฐบาลจึงพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อดึงดูดนักลงทุนรายสำคัญ พัฒนาผู้ประกอบการไทย และสร้างบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    “เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศ แต่ต้องทำให้การลงทุนเหล่านั้นแปรเปลี่ยนเป็นโรงงานจริง งานจริง ทักษะจริง และรายได้จริงของคนไทย หากเดินหน้าตามโรดแมปได้อย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน สร้างงานทักษะสูง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และทำให้ประเทศไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก” น.ส.รัชดา กล่าว.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1014664/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EDcOjt5uB2JqKukwrAMOC

  • ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย รัฐบาลดันเซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวใจหลัก ยกระดับแรงงานสู่ระดับโลก

    ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย รัฐบาลดันเซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวใจหลัก ยกระดับแรงงานสู่ระดับโลก

    ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย รัฐบาลดันเซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวใจหลัก ยกระดับแรงงานสู่ระดับโลก

    วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.33 น.

    รัฐบาลดันเซมิคอนดักเตอร์สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เอกชนขานรับ

    เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.69 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจแห่งอนาคต สร้างงานคุณภาพ เพิ่มรายได้ให้ประชาชน และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยล่าสุดนายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ เพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนโรดแมปอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทย ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนมากกว่า 2.5 ล้านล้านบาท และพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน ภายในปี 2593

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง แต่เป็นการสร้างกลไกกลางที่มีเจ้าภาพชัดเจน สามารถบูรณาการการทำงานของภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และนักลงทุนต่างชาติ ให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งด้านการส่งเสริมการลงทุน การพัฒนากำลังคน การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเชื่อมโยงไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

    รัชดา ธนาดิเรก

    “นายกรัฐมนตรีเห็นว่า เซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ เพราะเป็นชิ้นส่วนที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีสำคัญที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์ข้อมูล ระบบอัตโนมัติ เครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ การสร้างฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการดึงโรงงานเข้ามาลงทุน แต่เป็นการสร้างโอกาสให้คนไทยมีงานที่มีรายได้สูงขึ้น มีทักษะที่เป็นที่ต้องการของโลก และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประเทศในระยะยาว” น.ส.รัชดา กล่าว

    น.ส.รัชดา ยังกล่าวว่า สัญญาณการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเซมิคอนดักเตอร์มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลการส่งเสริมการลงทุนปี 2568 พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามีมูลค่าคำขอรับส่งเสริมการลงทุน 277,645 ล้านบาท เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากอุตสาหกรรมดิจิทัล และในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ยังมีมูลค่าการลงทุนใหม่กว่า 40,456 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทย
    รัฐบาลมองว่าประเทศไทยมีจุดแข็งจากฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตชิ้นส่วน การประกอบและทดสอบ รวมถึงผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมอยู่แล้ว สิ่งที่รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการคือการต่อยอดจากฐานเดิมไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจ และเปิดโอกาสให้แรงงานไทยก้าวสู่งานคุณภาพที่มีรายได้สูงขึ้น

    เซมิคอนดักเตอร์

    ขณะเดียวกัน ภาคเอกชน โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้แสดงการสนับสนุนการจัดตั้งคณะกรรมการดังกล่าว สะท้อนว่าแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยตอบโจทย์ภาคการผลิตและภาคธุรกิจอย่างแท้จริง รัฐบาลจึงพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อดึงดูดนักลงทุนรายสำคัญ พัฒนาผู้ประกอบการไทย และสร้างบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    “เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศ แต่ต้องทำให้การลงทุนเหล่านั้นแปรเปลี่ยนเป็นโรงงานจริง งานจริง ทักษะจริง และรายได้จริงของคนไทย หากเดินหน้าตามโรดแมปได้อย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน สร้างงานทักษะสูง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และทำให้ประเทศไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก” น.ส.รัชดา กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/970996&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1StiP0hFsK0EJLVQzyzjFP

  • หอการค้าฯ เสนอตั้ง กรอ.พลังงาน ชงแนวทางปฏิรูปเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

    หอการค้าฯ เสนอตั้ง กรอ.พลังงาน ชงแนวทางปฏิรูปเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนายพิชัย จิราธิวัฒน์ รองประธานกรรมการ และประธานคณะกรรมการพลังงาน นำคณะกรรมการสายงานความยั่งยืน เข้าพบหารือกับ นายเอกณัฎ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น และนำเสนอแนวทางขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานที่สำคัญของประเทศ โดยมุ่งยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ลดภาระต้นทุนด้านพลังงานให้แก่ประชาชน และภาคธุรกิจ ตลอดจนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

    หอการค้าฯ เสนอตั้ง กรอ.พลังงาน ชงแนวทางปฏิรูปเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ลดต้นทุนธุรกิจ-ประชาชน

    นายพจน์ กล่าวว่า พลังงาน เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การดึงดูดการลงทุน และคุณภาพชีวิตของประชาชน ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันทางการค้า และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างพลังงานให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงด้านพลังงาน ความสามารถในการแข่งขัน และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

    โดยในการหารือครั้งนี้ หอการค้าไทย ได้เสนอแนวทางสำคัญ เพื่อการปฏิรูปพลังงานของประเทศ 6 ด้าน ประกอบด้วย

    หอการค้าฯ เสนอตั้ง กรอ.พลังงาน ชงแนวทางปฏิรูปเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ลดต้นทุนธุรกิจ-ประชาชน

    1. จัดตั้ง “คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน ด้านพลังงาน” (กรอ.พลังงาน) เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการกำหนดทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศอย่างเป็นเอกภาพ พร้อมผลักดันการปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน และการพัฒนาพลังงานรูปแบบใหม่

    2. ขยายการเข้าถึงพลังงานสะอาด ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยผลักดัน “โครงการ Solar คนละครึ่ง Plus” สนับสนุนการติดตั้ง Solar Rooftop ภาคครัวเรือน ผ่านการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและประชาชน พร้อมจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ควบคู่กับการส่งเสริมแนวคิด Solar for All และโซลาร์เซลล์ชุมชน เพื่อกระจายโอกาสการเข้าถึงพลังงานสะอาดสู่ชุมชน พื้นที่ห่างไกล และภาคเกษตรกรรม

    3. ยกระดับภาคเกษตรไทยด้วยพลังงานสะอาด ผ่านการส่งเสริม Smart Solar Farming เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสนับสนุนการพัฒนาเกษตรมูลค่าสูงและเกษตรสีเขียว ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากในอนาคต

    4. สนับสนุนผู้ประกอบการ MSMEs และการลงทุนพลังงานสะอาด โดยเสนอให้เร่งผลักดันระบบ Net Billing เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการไฟฟ้าส่วนเกินจาก Solar Rooftop และขยายมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการลงทุนในระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดระยะเวลาคืนทุน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

    5. ขับเคลื่อน Energy Transition รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ด้วยการส่งเสริมตลาดพลังงานเสรี การเปิดให้มี Third Party Access (TPA) และ Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมยุคใหม่ อาทิ Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Infrastructure) ซึ่งต้องการพลังงานสะอาดในปริมาณสูง และเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก

    6. สนับสนุนพลังงานทดแทน โดยเสนอให้ผลักดัน E20 เป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์มาตรฐานของประเทศ รวมถึงส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากชีวมวล โดยเฉพาะใบอ้อย และกากอ้อย เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ภาคการเกษตร ลดปัญหาการเผาในที่โล่ง และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม

    “พลังงาน เป็นต้นทุนสำคัญของประชาชน และภาคธุรกิจ การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดรับกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด จะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศไทยในระยะยาว” นายพจน์ กล่าว

    ด้าน นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน แสดงความเห็นด้วยต่อความสำคัญของการทำงานร่วมกัน ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน หรือ กรอ.พลังงาน และข้อเสนอของหอการค้าไทย โดยเฉพาะการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) พร้อมทั้งเสนอความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหารจัดการ และรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศ

    ตลอดจนเห็นชอบให้ส่งเสริมการนำมันสำปะหลัง และใบอ้อย/กากอ้อย มาทำไฟฟ้าชีวมวล (Biomass) เพื่อการรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ลดต้นทุนประชาชนและเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12822645&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yLYFFNDvENiGrWo3RWTAf

  • “เอกนิติ”ชี้สหรัฐฯ-อิหร่านสงบศึก เศรษฐกิจไทย – โลก จะดีขึ้น

    “เอกนิติ”ชี้สหรัฐฯ-อิหร่านสงบศึก เศรษฐกิจไทย – โลก จะดีขึ้น

    (15มิ.ย.69) เวลา 11.15 น. ที่ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน บรรลุข้อตกลงหยุดยิง และจะลงนามในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ ว่า หากสงครามยุติก็เป็นสัญญาณที่ดี ทั้งเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย อย่างน้อยเมื่อสงครามสงบก็จะเข้าสู่โหมดการฟื้นฟู เชื่อว่าราคาพลังงานจะลดลง และจะไม่กลับไปเท่าเดิม เป็นการลดความเสี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจโลก เพราะวิกฤตเริ่มจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นก่อนช่วงสงครามเยอะมาก เพราะฉะนั้น ช่วงนี้คงลดลงมาหน่อย แต่สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือวิกฤตต้นทุน ที่ส่งผลต่อราคาสินค้า ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยพลัส มีจุดประสงค์เพื่อการลดต้นทุน โดยเฉพาะกลุ่มร้านค้าต่างๆ ซึ่งผู้ประกอบการสะท้อนว่า ทำให้ยอดขายดีขึ้น

    “วิกฤตทรัมป์ ถ้ามันจบลง ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกดีขึ้น จีดีพีโลกน่าจะดีขึ้น น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นกว่าที่คาดการณ์” นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ส่วนสิ่งที่ต้องคาดการณ์หลังจากนี้ คือผลกระทบจากรายย่อย โดยเฉพาะราคาที่เงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งเราต้องติดตามและช่วยลดผลกระทบดังกล่าว ดังนั้นหวังว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสในช่วง 3-4 เดือนนี้ จะช่วยลดต้นทุนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างยั่งยืน

    เมื่อถามว่า จะต้องประเมินจีดีพีของไทยใหม่หรือไม่ หลังสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านดีขึ้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ต้องมารีวิวกันใหม่ แต่ก็ไม่อยากให้ดีใจหรือตกใจในบางเหตุการณ์ เพราะโลกมีความผันผวนตลอดเวลา วันนี้สงบ แต่วันหนึ่งอาจจะกลับมาอีกก็ได้ ต้องระมัดระวังและเตรียมพร้อมเสมอ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมช่วยรายย่อย

    เมื่อถามว่า การใช้งบประมาณเปลี่ยนผ่านพลังงาน วงเงิน 2 แสนล้านบาทจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ หากราคาน้ำมันลดลง นายเอกนิติ กล่าวว่า วิกฤตพลังงานที่ผ่านมากระทบทั้งโลก ต่อให้สงครามจบ แต่แหล่งน้ำมันถูกทำลายไปเยอะ ดังนั้น การที่สถานการณ์มันจะกลับมาเป็นเหมือนช่วงก่อนสงครามนั้น เป็นไปได้ยาก เราต้องอยู่ในโลกของนํ้ามันแพงอย่างน้อย 1-2 ปี หากเราไม่ปรับตัวตั้งแต่ตอนนี้ และเมื่อสงครามกลับมากระทบกับราคาพลังงานอีกครั้ง เราจะแบกรับสถานการณ์ไม่ไหว เราต้องช่วยคนให้เปลี่ยนผ่านพลังงาน ด้วยการติดแผงโซลาร์มากขึ้น

    เมื่อถามย้ำว่า มาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะยังเดินหน้าใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ยังเดินหน้าต่อ เพราะทุกคนมองว่าประเทศไทยพึ่งพาน้ำมัน และนำเข้าน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติสูงมาก วันที่น้ำมันแพง เราจะทำอย่างไร ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านยังจำเป็น 

    เมื่อถามว่า มีการเสนอโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่ใช้งบ 2 แสนล้านที่เหลือแล้วหรือยัง นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงต่าง ๆ ได้พูดคุยกับปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะ ประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการแล้ว ซึ่งเตรียมเสนอโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ยืนยันว่าเราต้องการช่วยทั้งคนและการเปลี่ยนผ่าน

    เมื่อถามว่า การประชุม ครม.ในวันพรุ่งนี้ (16 มิ.ย.) จะมีการทบทวนหลักเกณฑ์ภาษี สำหรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังขอรอดูตัวเลข แต่พรุ่งนี้จะยังไม่มีการเสนอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/politics/Nj8FGcwju&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Lbh6ivixPh-K9G7u4IX_b

  • ส.อ.ท.ชี้สันติภาพตะวันออกกลาง หนุนเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 69

    ส.อ.ท.ชี้สันติภาพตะวันออกกลาง หนุนเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 69

    ภาคอุตสาหกรรมไทยจับตาพัฒนาการเชิงบวกในตะวันออกกลาง หลังความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพและการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซสำหรับการเดินเรือพาณิชย์ ส่งสัญญาณคลายความกังวลด้านพลังงานและโลจิสติกส์ ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

    พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากข้อตกลงสันติภาพในตะวันออกกลางสามารถลงนามและบังคับใช้ได้จริง จะถือเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในด้านเสถียรภาพราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานโลก

    ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญของโลก การกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรืออย่างปลอดภัยจะช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบสำคัญ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของหลายอุตสาหกรรม อาทิ ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ พลาสติก เหล็ก วัสดุก่อสร้าง อาหารแปรรูป และภาคขนส่ง

    “หากสถานการณ์คลี่คลายอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยให้ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และเบี้ยประกันภัยขนส่งมีแนวโน้มผ่อนคลายลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ และการส่งมอบสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

    — พิมพ์ใจ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. มองว่ายังต้องติดตามความชัดเจนของการลงนามและการบังคับใช้ข้อตกลง รวมถึงการฟื้นตัวของปริมาณการเดินเรือและทิศทางราคาพลังงานในระยะต่อไป เพื่อประเมินว่าผลเชิงบวกดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนมากน้อยเพียงใด

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 เป็น 1.6%-2.0% จากเดิม 1.2%-1.6% ขณะที่การส่งออกมีแนวโน้มขยายตัว 8%-10% จากเดิมที่คาดว่าจะทรงตัว โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Data Center รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

    แม้ตัวเลขการส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปีจะเติบโตถึง 18.9% และกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีขยายตัวสูงถึง 48.4% แต่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญการฟื้นตัวในลักษณะ K-shape หรือฟื้นตัวไม่ทั่วถึง เนื่องจากหลายภาคส่วนยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง กำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัว และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า รวมถึงความไม่แน่นอนของมาตรการการค้าระหว่างประเทศ

    พิมพ์ใจ กล่าวว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายควรถูกมองเป็น ‘โอกาส’ ในการลดแรงกดดันด้านต้นทุน มากกว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวโดยอัตโนมัติ เพราะการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันยังคงเป็นโจทย์สำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย

    ในระยะต่อไป ส.อ.ท. จะเดินหน้าผลักดันยุทธศาสตร์การยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ Intelligent Industry ผ่านการนำระบบ Automation, Digital และ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรม การสร้างแบรนด์ การใช้พลังงานสะอาด และการลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/s/135966&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K9C8LpcsSXvlt36XkoGBf

  • ส.อ.ท. ลุ้น “สันติภาพตะวันออกกลาง” จุดพลุเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

    ส.อ.ท. ลุ้น “สันติภาพตะวันออกกลาง” จุดพลุเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์กลับมาเดินเรือได้ว่า หากข้อตกลงดังกล่าวสามารถลงนามและนำไปปฏิบัติได้จริง จะถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยเฉพาะในด้านเสถียรภาพราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานโลก

    นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญของโลก การกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรืออย่างปลอดภัยจะช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบสำคัญ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของหลายอุตสาหกรรม อาทิ ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ พลาสติก เหล็ก วัสดุก่อสร้าง อาหารแปรรูป รวมถึงภาคขนส่ง

    “ความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพครั้งนี้ถือเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยลดแรงกดดันให้กับภาคอุตสาหกรรม หลังผู้ประกอบการต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้านพลังงานและโลจิสติกส์มาอย่างต่อเนื่อง หากสถานการณ์คลี่คลายจริง จะช่วยให้ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และเบี้ยประกันภัยขนส่งมีแนวโน้มผ่อนคลายลง ทำให้ภาคธุรกิจสามารถกลับมาวางแผนการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ และการส่งมอบสินค้าได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น” นางพิมพ์ใจ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่ายังคงต้องติดตามความชัดเจนของการลงนาม การบังคับใช้ข้อตกลง และการกลับมาของปริมาณการเดินเรือในระดับปกติ รวมถึงทิศทางราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และเบี้ยประกันภัยว่าจะสามารถปรับลดลงได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย ล่าสุด คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 อยู่ที่ 1.6%–2.0% เพิ่มขึ้นจากกรอบเดิมที่ 1.2%–1.6% ขณะที่การส่งออกปรับเพิ่มเป็นขยายตัว 8%–10% จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัว และคาดการณ์เงินเฟ้ออยู่ในระดับ 2.5%–3.0% โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการขยายตัวของการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี การลงทุนด้าน AI และ Data Center รวมถึงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญการฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง หรือ K-shape แม้ว่าการส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปีจะเติบโต 18.9% และสินค้าเทคโนโลยีเติบโตสูงถึง 48.4% แต่ผลบวกยังส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจจริงได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากสินค้าเทคโนโลยีจำนวนมากยังพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าสูง ขณะที่ผู้ประกอบการหลายอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่อยู่ในระดับสูง กำลังซื้อที่ชะลอตัว การแข่งขันจากสินค้านำเข้า รวมถึงความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ หลัง USTR เสนอเก็บภาษีไทยภายใต้มาตรา 301

    นางพิมพ์ใจ กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายในระยะนี้ ควรถูกมองเป็น “จังหวะโอกาส” ในการลดแรงกดดันด้านต้นทุน มากกว่าจะเป็นปัจจัยเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ทันที โดยสิ่งสำคัญคือภาคอุตสาหกรรมไทยต้องใช้ช่วงเวลานี้เร่งปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. เดินหน้าผลักดันยุทธศาสตร์การยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ Intelligent Industry ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยระบบ Automation และ Digital & AI ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม การสร้างแบรนด์ การลงทุนด้านพลังงานสะอาด และการลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1238577&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oTosSVN61mluC9CNT8LEM

  • เปิด ‘ร่างข้อตกลง 14 ข้อ’ สหรัฐ-อิหร่าน ฉบับเปอร์เซีย

    เปิด ‘ร่างข้อตกลง 14 ข้อ’ สหรัฐ-อิหร่าน ฉบับเปอร์เซีย

    จากการหยุดยิงสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจ ‘ร่างข้อตกลง 14 ข้อ’ ระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน ซึ่งเผยแพร่โดยอิหร่าน เผยให้เห็นเงื่อนไขสำคัญโดยแลกการที่อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ยกเลิกความพยายามมีอาวุธนิวเคลียร์ กับการที่สหรัฐจะยกเลิกคว่ำบาตร รวมถึงปลดล็อกเงินอายัดให้

    ท่ามกลางข่าวดีสหรัฐ-อิหร่าน เตรียมลงนามข้อตกลงสันติภาพ ในวันศุกร์ (19 มิ.ย.2569) ที่สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่ในอีกด้านหนึ่ง อิหร่านกลับเผยแพร่ร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่มีเนื้อหาแตกต่างกันออกไป จนสร้างความสับสนว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้มากน้อยเพียงใด และใครจะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์มากกว่ากันจากข้อตกลงฉบับนี้

    ร่างทั้งหมดที่มีการเผยแพร่ออกมา ซึ่งมีอย่างน้อย 3 ฉบับ ต่างมีองค์ประกอบสำคัญคล้ายคลึงกัน ได้แก่ การเปิดใช้ช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน และการเปิดทางสู่การเจรจาระยะยาว เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

    อย่างไรก็ตาม รายละเอียดในประเด็นสำคัญกลับแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทางการเงินที่อิหร่านจะได้รับ ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งถือเป็น “ประเด็นอ่อนไหว” สำหรับกลุ่มการเมืองสายแข็งในสหรัฐที่กังวลว่า ทรัมป์อาจยอมให้อิหร่านมากเกินไป

    แม้ร่างข้อตกลงทุกฉบับจะเห็นพ้องในหลักการสำคัญ เช่น การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมัน และการเริ่มต้นเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ แต่รายละเอียดกลับแตกต่างกัน

    ร่างฉบับหนึ่งที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้รับระบุว่า สหรัฐ และพันธมิตรในภูมิภาคจะร่วมจัดตั้ง โครงการฟื้นฟู และพัฒนาเศรษฐกิจอิหร่าน มูลค่าอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์ (เกือบ 10 ล้านล้านบาท) หากสามารถบรรลุข้อตกลงถาวรได้ในอนาคต โดยประเด็นโครงการนิวเคลียร์จะถูกนำไปเจรจาในขั้นตอนถัดไป

    ในทางกลับกัน สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างเจ้าหน้าที่อิหร่านรายหนึ่งที่ระบุว่า ร่าง MOU อีกฉบับเปิดทางให้สหรัฐปลดล็อกทรัพย์สินอิหร่าน ที่ถูกอายัดไว้จำนวน 25,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 8 แสนล้านบาท) ขณะที่รายละเอียดดังกล่าวไม่ปรากฏอยู่ในร่างที่บลูมเบิร์กได้เห็น

    นอกจากนี้ สำนักข่าว Mehr ของอิหร่านยังรายงานว่า การเจรจาขั้นสุดท้ายจะยังไม่เริ่มต้น จนกว่าครึ่งหนึ่งของเงินทุนอิหร่านที่ถูกอายัดจะได้รับการปล่อยคืน มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันถูกระงับ และการปิดล้อมทางทะเลถูกยกเลิกเสียก่อน

    “ความคลุมเครือทั้งหมด” สะท้อนถึงโจทย์การเมืองที่ยากลำบากของทรัมป์ ซึ่งต้องการจบสงครามอิหร่านโดยเร็ว ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการถูกวิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มสายเหยี่ยวในสหรัฐว่า ได้มอบชัยชนะทางการเมืองครั้งใหญ่ให้แก่เตหะราน

    เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐรายหนึ่งกล่าวว่า ข้อตกลงจะเป็นกระบวนการแบบเป็นขั้นตอน โดยอิหร่านจะได้รับผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ก็ต่อเมื่อดำเนินการตามเงื่อนไขที่สหรัฐกำหนดไว้ในแต่ละช่วง

    นั่นทำให้คำถามสำคัญในขณะนี้ไม่ใช่เพียงว่า “ข้อตกลงจะเกิดขึ้นหรือไม่” แต่คือ “ข้อตกลงฉบับใดกันแน่” ที่ทั้งสหรัฐ และอิหร่านพร้อมจะลงนาม และ “ฝ่ายใดจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด” จากการจบความขัดแย้งครั้งนี้

    ต่อไปนี้คือ “สรุป 14 ข้อของร่างข้อตกลงอิหร่าน-สหรัฐ” ฉบับเปอร์เซีย ฉบับล่าสุด

    1.จบสงครามทันที และถาวร

    อิหร่าน และสหรัฐ รวมถึงพันธมิตรของทั้งสองฝ่ายในความขัดแย้ง จะประกาศยุติสงครามในทุกแนวรบทันที และถาวร รวมถึงในเลบานอน ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับนี้ พร้อมให้คำมั่นว่าจะไม่เริ่มสงครามต่อกันอีก และจะงดเว้นการข่มขู่หรือใช้กำลังต่อกัน โดยข้อตกลงฉบับสุดท้ายจะรับรองการยุติสงครามอย่างถาวร และรับรองบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

    2.เคารพอธิปไตยซึ่งกัน และกัน

    อิหร่าน และสหรัฐจะเคารพอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน และจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของอีกฝ่าย

    3.เจรจาข้อตกลงสุดท้ายภายใน 60 วัน

    ทั้งสองฝ่ายจะเปิดการเจรจา และพยายามบรรลุข้อตกลงฉบับสุดท้ายภายใน 60 วัน โดยสามารถขยายระยะเวลาได้หากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน

    4.ยุติการปิดล้อมทางทะเล

    ทันทีหลังลงนาม MOU สหรัฐจะเริ่มยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล และฟื้นฟูการเดินเรือให้กลับสู่ระดับปกติเต็มรูปแบบภายในไม่เกิน 30 วัน นอกจากนี้ สหรัฐยังให้คำมั่นว่า จะถอนกำลังทหารออกจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียภายใน 30 วันหลังมีข้อตกลงฉบับสุดท้าย

    5.เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

    อิหร่านจะดำเนินการทันทีเพื่อฟื้นฟูการเดินเรือพาณิชย์ระหว่างอ่าวเปอร์เซีย และทะเลโอมานให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง และจะเพิ่มปริมาณการเดินเรือกลับสู่ระดับก่อนสงครามภายใน 30 วัน โดยคำนึงถึงการขจัดอุปสรรคทางเทคนิค และการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

    6.ตั้งโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจอิหร่าน วงเงินเกือบ 10 ล้านล้านบาท

    สหรัฐ และพันธมิตรในภูมิภาคจะจัดตั้งโครงการฟื้นฟู และพัฒนาเศรษฐกิจอิหร่าน โดยมีวงเงินอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์ (เกือบ 10 ล้านล้านบาท) ซึ่งรายละเอียดกลไกจะถูกกำหนดในข้อตกลงฉบับสุดท้าย

    7.ยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่านทั้งหมด

    สหรัฐเห็นชอบให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่มีต่ออิหร่านทุกประเภท ภายใต้กรอบเวลาที่ตกลงร่วมกัน รวมถึงมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) มติของคณะผู้ว่าการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของสหรัฐทั้งทางตรง และทางอ้อม

    8.อิหร่านยืนยัน ไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์

    อิหร่านยืนยันอีกครั้งว่า ไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่ทั้งสองฝ่ายจะหารือเกี่ยวกับอนาคตของโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ปริมาณวัสดุนิวเคลียร์ที่ได้รับการเสริมสมรรถนะ และประเด็นนิวเคลียร์อื่นๆ รวมถึงความต้องการด้านพลังงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยจะกำหนดกรอบความร่วมมือไว้ในข้อตกลงฉบับสุดท้าย

    9.คงสถานะเดิมระหว่างรอข้อตกลงสุดท้าย

    จนกว่าจะมีข้อตกลงฉบับสุดท้าย อิหร่านจะคงสถานะโครงการนิวเคลียร์ในปัจจุบันไว้ ขณะที่สหรัฐจะไม่ออกมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม และจะไม่เพิ่มกำลังทหารในภูมิภาค

    10.อนุญาตให้อิหร่านส่งออกน้ำมัน

    สหรัฐให้คำมั่นว่า จะออกใบอนุญาตยกเว้นจากกระทรวงการคลังสหรัฐ เพื่ออนุญาตให้มีการส่งออกน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องของอิหร่าน รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น ธุรกรรมทางการเงิน การประกันภัย และการขนส่งทันทีหลังจากลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และจะดำเนินต่อไปจนกว่ามาตรการคว่ำบาตรจะถูกยกเลิก

    11.ปลดล็อกเงินทุน และทรัพย์สินอิหร่านที่ถูกอายัด

    สหรัฐจะทยอยปล่อย และทำให้เงินทุนหรือทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดสามารถใช้งานได้เต็มรูปแบบ ตามความคืบหน้าของการเจรจาข้อตกลงฉบับสุดท้าย โดยเงินดังกล่าวสามารถนำไปใช้จ่ายแก่ผู้รับผลประโยชน์ปลายทางที่ธนาคารกลางอิหร่านกำหนด และสหรัฐจะออกใบอนุญาตที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อรองรับกระบวนการดังกล่าว

    12.จัดตั้งกลไกติดตามผล

    อิหร่าน และสหรัฐจะร่วมกันสร้างกลไกสำหรับติดตาม และตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลงฉบับสุดท้าย

    13.เริ่มเจรจาขั้นสุดท้ายหลังดำเนินมาตรการสำคัญ

    หลังการลงนาม MOU และเมื่อมั่นใจว่าข้อ 4 (สหรัฐหยุดปิดล้อมอิหร่าน), 5 (อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ), 10 (อนุญาตให้อิหร่านส่งออกน้ำมัน) และ 11 (ปลดล็อกอายัดทรัพย์สินอิหร่าน) ได้เริ่มดำเนินการจริงแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะเข้าสู่การเจรจาข้อตกลงฉบับสุดท้าย โดยมุ่งเน้นเฉพาะประเด็นที่ยังเหลืออยู่

    14.รับรองโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

    ข้อตกลงฉบับสุดท้ายจะได้รับการรับรองผ่านมติที่มีผลผูกพันทางกฎหมายของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council)

    อ้างอิง: Fortune, Reuters

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1238463&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vk4ezpM8YdhlW_FumRCsJ