Category: เศรษฐกิจ

  • “อนุทิน” ลั่นพา “ไทย” ฝ่าวิกฤตโลกไร้ระเบียบ! ชูวิสัยทัศน์ลุย “ปฏิรูปราชการ ปั้นคน หนุนวิจัย ดันเศรษฐกิจไทย”

    “อนุทิน” ลั่นพา “ไทย” ฝ่าวิกฤตโลกไร้ระเบียบ! ชูวิสัยทัศน์ลุย “ปฏิรูปราชการ ปั้นคน หนุนวิจัย ดันเศรษฐกิจไทย”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/164529&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0I8UEj–hXTTwbHhUgRvdY

  • ปธ.เฟดเซนต์หลุยส์หนุนขึ้นดอกเบี้ย ชี้แรงขายพันธบัตรสะท้อนตลาดยังไม่มั่นใจการสกัดเงินเฟ้อ : อินโฟเควสท์

    ปธ.เฟดเซนต์หลุยส์หนุนขึ้นดอกเบี้ย ชี้แรงขายพันธบัตรสะท้อนตลาดยังไม่มั่นใจการสกัดเงินเฟ้อ : อินโฟเควสท์

    การเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้สะท้อนว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จำเป็นต้องตอกย้ำความน่าเชื่อถือในการควบคุมเงินเฟ้อด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อัลเบอร์โต มูซาเล็ม ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับไฟแนนเชียล ไทมส์ (FT)

    มูซาเล็มระบุว่า ในช่วงเวลานี้ การทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่า เพราะมีต้นทุนต่ำกว่าและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจน้อยกว่าการรอจนต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่และรวดเร็วในภายหลัง

    แม้มูซาเล็มเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงในปีนี้ เขาเปิดเผยว่า ในการประชุมสัปดาห์ล่าสุด เขาได้แสดงความเห็นสนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25%

    อย่างไรก็ตาม เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยเลือกติดตามข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่จะประกาศในระยะต่อไป ก่อนตัดสินใจดำเนินนโยบายครั้งถัดไป

    การคงอัตราดอกเบี้ย ประกอบกับถ้อยแถลงของ เควิน วอร์ช ประธานเฟด ที่ส่งสัญญาณว่าเฟดอาจทบทวนองค์ประกอบบางส่วนของกรอบการดำเนินนโยบายด้านเงินเฟ้อ ส่งผลให้ราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างมาก และผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ปรับขึ้นเหนือระดับ 5.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะเคลื่อนไหวสวนทางกับราคาพันธบัตร

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจสูงขึ้น ทั้งสินเชื่อที่อยู่อาศัย หนี้ภาคธุรกิจ และต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐ อีกทั้งยังอาจกดดันมูลค่าหุ้น เนื่องจากผลตอบแทนในอนาคตของบริษัทมีความน่าสนใจลดลงเมื่อเทียบกับผลตอบแทนจากพันธบัตร

    ในการประชุมครั้งล่าสุด กรรมการ FOMC ที่มีสิทธิออกเสียง 3 จากทั้งหมด 12 คน ลงมติไม่เห็นด้วยกับการคงอัตราดอกเบี้ย และสนับสนุนให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% โดยเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 คนระบุเมื่อวันศุกร์ (31 ก.ค.) ว่า การไม่ปรับขึ้นต้นทุนการกู้ยืมระยะสั้นในทันที อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด ซึ่งเงินเฟ้ออยู่เหนือระดับดังกล่าวต่อเนื่องมานานกว่า 5 ปีแล้ว

    ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 67% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนก.ย.

    ความเห็นของมูซาเล็มยังสะท้อนว่า การสนับสนุนนโยบายการเงินที่เข้มงวดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกรรมการ FOMC 3 คนที่ลงมติคัดค้าน แต่ยังได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่เฟดรายอื่นด้วย ซึ่งยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนเกี่ยวกับช่วงเวลาและจังหวะของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต

    โดยทั่วไป การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมักเป็นปัจจัยบวกต่อส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยของธนาคาร แต่จะสร้างแรงกดดันต่อหุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี อสังหาริมทรัพย์ และสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่จำเป็น

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/624540&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20RPMSeTwn-FT2EYrAZ5Nt

  • ทร. เคาะผลเรือฟริเกตแล้ว ยันยึดตาม TOR เชื่อดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าไทย 7.2 พันลบ. : อินโฟเควสท์

    ทร. เคาะผลเรือฟริเกตแล้ว ยันยึดตาม TOR เชื่อดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าไทย 7.2 พันลบ. : อินโฟเควสท์

    กองทัพเรือ สรุปผลการพิจารณาคัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเรียบร้อยแล้ว โดยยึดตาม TOR อย่างเคร่งครัด และอยู่ระหว่างเสนอผลการพิจารณาเพื่อรออนุมัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง และคาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดโครงการ 7,250 ล้านบาท

    พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือตระหนักดีว่าสังคมมีความคาดหวังว่าจะได้รับทราบผลการพิจารณาโดยเร็ว แต่ในระหว่างที่กระบวนการยังไม่แล้วเสร็จ กองทัพเรือยังไม่สามารถเปิดเผยผลการพิจารณาหรือรายละเอียดของข้อเสนอแต่ละรายได้ อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ได้รับการอนุมัติครบถ้วนตามขั้นตอนแล้ว กองทัพเรือพร้อมเปิดเผยผลการพิจารณาและชี้แจงข้อเท็จจริงในทุกประเด็นที่สามารถเปิดเผยได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน สามารถร่วมตรวจสอบกระบวนการได้บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และยังคงรักษาความเป็นธรรมต่อผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย

    โครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเป็นโครงการสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตลอดจนเพิ่มศักยภาพในการรักษาความมั่นคงทางทะเล การคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล และการดูแลผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นภารกิจมีความสำคัญต่อความมั่นคงและการพัฒนาประเทศในระยะยาว

    โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า การพิจารณาข้อเสนอในครั้งนี้ กองทัพเรือยึดหลักการพิจารณาบนพื้นฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based Evaluation) โดยพิจารณาจากเอกสารคุณสมบัติ ข้อมูลทางเทคนิค ข้อเสนอด้านราคา และรายละเอียดอื่น ๆ ที่ผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายได้ยื่นไว้ภายในกรอบเวลาที่กำหนดเท่านั้น ทั้งนี้ การประเมินเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารประกวดราคา (TOR) อย่างเคร่งครัด ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกันกับผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้

    นอกจากทำการตรวจสอบความครบถ้วนและความสอดคล้องของข้อเสนอตามหลักเกณฑ์แล้ว คณะกรรมการยังให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ ความสมเหตุสมผล และความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามข้อเสนอในทุกด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าข้อเสนอเสนอไว้ สามารถดำเนินการได้จริง เกิดผลเป็นรูปธรรม และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อกองทัพเรือและประเทศ

    หัวใจสำคัญของการพิจารณาคือการตอบสนองต่อความต้องการทางยุทธการของกองทัพเรือ (Staff Requirements) ซึ่งจัดทำขึ้นจากการวิเคราะห์ภารกิจ สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคง และความจำเป็นในการปฏิบัติการทางทะเลของประเทศในอนาคต ดังนั้น กองทัพเรือ จึงมิได้พิจารณาเฉพาะราคาหรือสมรรถนะของตัวเรือเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงนโยบายการตอบแทนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ (Offset Policy) เพื่อให้การจัดหาเรือฟริเกตในครั้งนี้เป็นมากกว่าการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่เป็นการสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และศักยภาพของประเทศในระยะยาว

    สำหรับข้อเสนอด้านผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Offset) ที่ผ่านการพิจารณา มีมูลค่าการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจริงภายในประเทศไทย (Actual Value) ตลอดโครงการกว่า 7,250 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 43% ของมูลค่าโครงการ โดยเม็ดเงินดังกล่าวจะเกิดจากการลงทุน การจ้างงาน การจัดซื้อจากผู้ประกอบการไทย การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรไทย ขณะที่ข้อเสนอดังกล่าวยังมี มูลค่าผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Offset Credit Value) มากกว่า 150% ของมูลค่าโครงการ ครอบคลุมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรม และการยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว

    และเมื่อเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวหมุนเวียนต่อไปในระบบเศรษฐกิจ ผ่านผู้ผลิต ผู้ประกอบการไทย การจ้างแรงงาน การขนส่ง และธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน จากการประเมินของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 53,650 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 320% ของมูลค่าโครงการ สะท้อนถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในระยะยาว นอกเหนือจากการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ

    โฆษกกองทัพเรือ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการพิจารณาทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับติดตามของผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งได้ติดตามและให้ข้อสังเกตตลอดกระบวนการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้

    กองทัพเรือเชื่อมั่นว่าการพิจารณาโครงการครั้งนี้ได้ดำเนินการบนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ โดยยึดความต้องการทางยุทธการของกองทัพเรือเป็นสำคัญ ควบคู่กับการคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาว ภายใต้หลักกฎหมาย หลักธรรมาภิบาล ความคุ้มค่า และผลประโยชน์สูงสุดของชาติ เพราะ “กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/624500&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fwX7QOnBNqFKpa7aSfCkh

  • พาณิชย์ เปิด ‘ไทยช่วยไทย’ หั่นราคา 60% ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    พาณิชย์ เปิด ‘ไทยช่วยไทย’ หั่นราคา 60% ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    พาณิชย์ เปิด ‘ไทยช่วยไทย’ หั่นราคา 60% ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

    กระทรวงพาณิชย์ผนึกกำลังห้างท้องถิ่น 800 สาขา จัดโครงการ ‘ไทยช่วยไทย x Local Low Cost’ ลดค่าครองชีพสูงสุด 60% ตั้งเป้าเงินหมุนเวียนกว่า 100 ล้าน

    กระทรวงพาณิชย์จับมือเครือข่ายพันธมิตรร้านค้าส่ง-ค้าปลีกท้องถิ่นทั่วไทย เปิดตัวแคมเปญใหญ่ ไทยช่วยไทย x Local Low Cost ณ ห้างตั้งงี่สุนซูเปอร์สโตร์ จังหวัดอุดรธานี มุ่งบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ผ่านการผนึกกำลังร่วมกันระหว่างภาครัฐ สสว. และภาคเอกชน ครอบคลุมร้านค้าชุมชนกว่า 130 แห่ง รวม 800 สาขาทั่วประเทศ

    ​มหกรรมลดราคาครั้งนี้ขนทัพสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมาหั่นราคาลงสูงสุดถึง 60% พร้อมอัดฉีดคูปองส่วนลดพิเศษมูลค่ารวมกว่า 5 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของคนในพื้นที่ ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 สิงหาคม 2569 ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากได้ไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท

    ​นอกจากความคุ้มค่าของผู้บริโภคแล้ว โครงการนี้ยังช่วยปูทางให้ผู้ประกอบการ SMEs และผู้ผลิตไทยได้ขยายช่องทางการจำหน่าย ผ่านการสร้างตราสัญลักษณ์ร้านค้า การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์-ออฟไลน์ ตลอดจนการใช้รถแห่และ อินฟลูเอนเซอร์ท้องถิ่นเข้ามาช่วยสร้างสีสันและดึงดูดลูกค้าเข้าสู่ร้านค้าปลีกประจำจังหวัดอย่างคึกคัก

    ​สำหรับพิธีเปิดงาน ณ ห้างตั้งงี่สุนซูเปอร์สโตร์ สาขานาดี ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ เพราะห้างท้องถิ่นแห่งนี้เปิดดำเนินกิจการมายาวนานกว่า 34 ปี และเป็นต้นแบบห้างค้าส่ง-ค้าปลีกแถบภาคอีสานที่เข้มแข็ง ซึ่งสามารถสร้างเครือข่ายร้านโชห่วยในชุมชนได้มากกว่า 2,500 ร้านค้า เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าไทยอย่างแท้จริง

    การผลักดันเครือข่ายค้าปลีกท้องถิ่นให้เติบโตอย่างมืออาชีพ ถือเป็นกลไกสำคัญในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่รุนแรง การประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ค้าในพื้นที่ จึงไม่เพียงแต่ช่วยให้ประชาชนได้ซื้อของดีราคาประหยัด แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ธุรกิจไทยรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

    ​โครงการ ไทยช่วยไทย x Local Low Cost จึงไม่ใช่แค่การจัดโปรโมชันลดราคาชั่วคราว แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศทางการค้าที่เกื้อกูลกัน ตั้งแต่โรงงานผู้ผลิต ผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึงร้านโชห่วยในชุมชน ให้สามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในต้นทุนที่ต่ำลง เพื่อนำไปสร้างกำไรและหมุนเวียนรายได้กลับคืนสู่ท้องถิ่น

    ​กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เชื่อว่าความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมจากทุกภาคส่วนในครั้งนี้ จะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความแข็งแกร่ง ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างตรงจุด ควบคู่ไปกับการสร้างการเติบโตให้แก่ผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/746298&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nSgYd4oGCKMM2cYWztWba

  • ลดราคาน้ำมัน 1 บาทวันนี้ปั๊มปตท. ดีเซล เบนซินเงื่อนไขอย่างไร ถึงเมื่อไหร่

    ลดราคาน้ำมัน 1 บาทวันนี้ปั๊มปตท. ดีเซล เบนซินเงื่อนไขอย่างไร ถึงเมื่อไหร่

    ลดราคาน้ำมัน 1 บาทวันนี้ปั๊มปตท. เป็นกระแสที่กำลังได้รับความสนใจ เนื่องจากราคาน้ำมันถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อค่าครองชีพของประชาชน

    อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญก็คือ “ลดราคาน้ำมัน 1 บาทวันนี้ปั๊มปตท.” มีเงื่อนไขอย่างไร

    ทั้งนี้ จาการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ” เพื่อคลายข้อสงสัยการลดราคาน้ำมัน 1 บาทวันนี้ปั๊มปตท. ต้องทำอย่างไรพบว่า

    สถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น (PTT Station) หรือปั๊มปตท. จัดโปรโมชันพิเศษรับส่วนลด 1 บาทต่อลิตร สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการเติมเอง (Self Serve) ผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ 

    ชนิดน้ำมัน

    • สามารถลดราคาได้กับน้ำมันทุกชนิดทั้งเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซลแบบไม่จำกัดจำนวนลิตรในการเติม

    ลดราคาน้ำมัน 1 บาทวันนี้ปั๊มปตท. ดีเซล เบนซินเงื่อนไขอย่างไร ถึงเมื่อไหร่

    จำนวนปั๊มปตท.ที่ร่วมรายการ

    • ปัจจุบันมีปั๊มน้ำมันแบบ Self Serve ครอบคลุมกว่า 240 แห่งทั่วประเทศ

    ระยะเวลา

    • วันที่ 1-31 ส.ค. 69

    วิธีการเติมน้ำมัน

    • สั่งเติมผ่านแอป blusplus+ โดยเลือกสถานีบริการ ประเภทน้ำมัน จำนวนเงิน/ลิตร หน้าจ่าย และช่องทางชำระเงิน
    • ยกมือจ่าย น้ำมันตามหน้าจ่ายและชนิดน้ำมันที่เลือก
    • เสียบมือจ่าย เข้าถังน้ำมันรถให้สุดก่อนเริ่มบีบ
    • เติมน้ำมัน โดยบีบค้างไว้จนกว่าจะเติมเสร็จสมบูรณ์
    • วางมือจ่ายคืน กลับเข้าช่องให้ถูกต้อง

    ราคาน้ำมันขายปลีกปั๊มปตท.ในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นปัจจุบันเป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท 
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.69 บาท

    ลดราคาน้ำมัน 1 บาทวันนี้ปั๊มปตท. ดีเซล เบนซินเงื่อนไขอย่างไร ถึงเมื่อไหร่

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท 
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท 
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/665367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S3JKVex_9gwf1HUMpIs_T

  • โดนแล้ว! สมอ. ลงพื้นที่ตลาดสำเพ็ง ไล่จับ “สกุชชี่” ไร้ มอก. กว่า 1.9 หมื่นชิ้น  | เดลินิวส์

    โดนแล้ว! สมอ. ลงพื้นที่ตลาดสำเพ็ง ไล่จับ “สกุชชี่” ไร้ มอก. กว่า 1.9 หมื่นชิ้น  | เดลินิวส์

    หลัง “สกุชชี่” ของเล่นสารพัดรูปแบบลายน่ารัก ได้รับความนิยมทั้งเด็ก และวัยรุ่น  ล่าสุด“ สมอ.” ได้ลงพื้นที่ปูพรมตรวจตลาดสำเพ็ง กวาดล้าง “สกุชชี่” ไม่มี มอก. จำนวน 19,665 ชิ้น มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท สกัดสินค้าเสี่ยงเจือปนสารก่อมะเร็งและโลหะหนัก พร้อมเตรียมดำเนินคดีกับผู้จำหน่ายและผู้นำเข้าทุกราย ย้ำเตือนผู้บริโภคให้เลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่แสดงเครื่องหมาย มอก. เพื่อความปลอดภัย

    นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า “สกุชชี่” จัดอยู่ในกลุ่ม “ของเล่น” ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายของ สมอ. ที่บังคับให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 685 เล่ม 1–2562 ปัจจุบันสินค้าดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างสูงในสื่อสังคมออนไลน์และมีการจำหน่ายอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่ามีสินค้าจำนวนมากในท้องตลาดที่ไม่มีการแสดงเครื่องหมาย มอก. ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน จากการปนเปื้อนของสารเคมี โลหะหนัก สารแต่งกลิ่น และสารเคลือบผิวที่ไม่ได้มาตรฐาน

    “สมอ. ได้ติดตามและเฝ้าระวังการจำหน่ายสกุชชี่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง TikTok ซึ่งมุ่งเน้นไปที่บัญชีร้านค้าที่มีผู้ติดตามและยอดเข้าชมสูง จากการสืบสวนและขยายผลเชิงลึกพบว่า มีร้านจำหน่ายและศูนย์กระจายสินค้ารายใหญ่จำนวน 6 แห่ง ตั้งอยู่ในย่านตลาดสำเพ็ง จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สนธิกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบโดยทันที จากการตรวจสอบร้านจำหน่ายทั้ง 6 แห่ง พบสกุชชี่ไม่ได้มาตรฐานจำนวน 19,665 ชิ้น มูลค่ารวม 1,013,109 บาท 

    โดยพบว่าผู้ประกอบการ 1 ใน 6 ราย ดำเนินธุรกิจในลักษณะเป็นทั้งผู้จำหน่ายและผู้นำเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต อีก 5 ราย เป็นผู้จำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ทั้งนี้ สมอ. จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ประกอบการทุกราย โดยผู้จำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานไม่แสดงเครื่องหมาย มอก. จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในขณะที่ผู้นำเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    เลขาธิการ สมอ. กล่าวเพิ่มเติมว่า สกุชชี่ที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่วนใหญ่มักผลิตจากวัสดุประเภทโพลียูรีเทน (Polyurethane) และโฟมเกรดต่ำ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการตกค้างของสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) และสารกลุ่มพทาเลต (Phthalates) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งและสารรบกวนการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ บางชนิดถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายอาหารและมีสารแต่งกลิ่น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กเล็กจะนำเข้าปาก ก่อให้เกิดอันตรายจากสารพิษหรือภาวะทางเดินหายใจอุดตัน การสัมผัสหรือสูดดมสารระเหยอย่างต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและกระตุ้นให้เกิดภาวะภูมิแพ้ อีกทั้งคุณสมบัติของวัสดุที่อมความชื้นยังเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียและเชื้อรา หากรักษาความสะอาดไม่เพียงพออาจก่อให้เกิดโรคทางผิวหนังได้

    สมอ. จึงขอเน้นย้ำให้ผู้ปกครองเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อของเล่นให้บุตรหลาน โดยต้องพิจารณาเลือกเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมาย มอก. และคิวอาร์โค้ด (QR Code) ที่อยู่คู่กับเครื่องหมายเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลผู้ได้รับอนุญาต ป้องกันการปลอมแปลงเครื่องหมาย ซึ่งเป็นการรับประกันว่าสินค้าดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการทดสอบความปลอดภัยทางเคมี โลหะหนัก และคุณสมบัติทางกลแล้ว โดยฉลากสินค้าจะต้องแสดงชื่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า อายุของผู้เล่นที่เหมาะสม ข้อควรระวัง และบรรจุอยู่ในหีบห่อที่สะอาดและมิดชิด ทั้งนี้ สมอ. ได้บูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อยกระดับการตรวจสอบแหล่งจำหน่ายในทุกพื้นที่ และจะขยายผลการสืบสวนไปยังแหล่งต้นตอของกลุ่มผู้นำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเหล่านี้ เพื่อดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด เลขาธิการ สมอ. กล่าวทิ้งท้าย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6072977/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lKWg_rF4ngizxxrovNsUl

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (1 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (1 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (1 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (1 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 90 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (1 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/665358&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LOnJid326RH4tu0yComZK

  • ‘ทุนธรรมชาติ’เครื่องยนต์ใหม่เศรษฐกิจไทย  ขายเครดิตรถเมล์ EV – พันธบัตรยั่งยืน ขสมก.-บลู อีโคโนมี

    ‘ทุนธรรมชาติ’เครื่องยนต์ใหม่เศรษฐกิจไทย ขายเครดิตรถเมล์ EV – พันธบัตรยั่งยืน ขสมก.-บลู อีโคโนมี

    ความท้าทาย และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทั่วโลกรวมถึงไทยและอาเซียน ทำให้การมองหาเครื่องยนต์ใหม่ทางเศรษฐกิจจะสามารถช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

    เศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) หรือ เศรษฐกิจมหาสมุทรที่ยั่งยืน หมายถึง แนวคิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเล มหาสมุทร ชายฝั่ง รวมถึงแม่น้ำและแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างงาน และยกย่องคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยต้องควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืน

    จากรายงานฉบับล่าสุดขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา”( OECD ) เรื่อง Financing Southeast Asia’s Blue Economy: Development Assistance and Beyond ระบุว่า   เศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเป็นทั้งเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และก็เป็นแหล่งของความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย ทั้งนี้หากนับอัตราการเติบโตของภูมิภาคอาเซียน กับกลุ่มโอเชียเนียแล้วก็จะพบว่า มีส่วนแบ่งของเศรษฐกิจสีน้ำเงินมากถึง 7.4% เมื่อปี 1995 และเพิ่มเป็น 10.7% ในปี 2019

    สำหรับประเทศไทย เศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy)คิดเป็น 30% ของจีดีพีและมีสัดส่วนสร้างการจ้างงานประมาณ 25% ของแรงงานทั้งหมด

    อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มี สถานะทรัพยากรประมงค่อนข้างน่าเป็นห่วง โดยคะแนน Fish Stock Status ของไทยอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนว่าปลาที่จับได้จำนวนมากมาจากแหล่งประมงที่ถูกใช้ประโยชน์เกินขนาด (overexploited) หรือเสื่อมโทรมแล้ว

    OECD ยังระบุว่าการใช้พลาสติกในอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหากไม่มีมาตรการเพิ่มเติม ภายในปี 2050 อาเซียนอาจเป็นแหล่งรั่วไหลของพลาสติกสู่ทะเลเกือบ 35% ของโลก ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องเร่งพัฒนาระบบจัดการขยะและลดมลพิษทางทะเล

    ทั้งนี้ ไทยอยู่ในกรอบความร่วมมือ ASEAN Blue Economy ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกอาเซียนที่ดำเนินงานภายใต้ ASEAN Leaders’ Declaration on the Blue Economy (2021)

    และ ASEAN Blue Economy Framework (2023) โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ,การลงทุนสีฟ้า (Blue Finance) ,การอนุรักษ์ระบบนิเวศ และการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

    รายงานระบุว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มี ช่องว่างด้านเงินลงทุน (Blue Finance Gap) สูงถึงประมาณ 2.1 ล้านล้านดอลลาร์จนถึงปี 2030 โดยไทยจะต้องอาศัยแหล่งเงินทุนที่หลากหลายมากกว่าความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา (ODA) เช่น Blue Bonds,Blended Finance,Blue Carbon Debt-for-Nature Swap เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านท่าเรือ พลังงานนอกชายฝั่ง การจัดการขยะ และการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล

            “Blue Economy มีบทบาทสูงมากต่อเศรษฐกิจไทย (ประมาณ 30% ของ GDP) ทรัพยากรประมงของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากการใช้ประโยชน์เกินขนาดไทยควรเร่งลงทุนด้านเศรษฐกิจทางทะเลที่ยั่งยืน ลดมลพิษพลาสติก และพัฒนากลไกการเงินสีฟ้า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเติบโตในระยะยาว” 

             นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลัง  ให้การต้อนรับนายเปโดร สวาห์เลน เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย ในการหารือแนวทางความร่วมมือด้านการคมนาคมขนส่งสีเขียว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบราง และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่ง ว่า ด้านการคมนาคมขนส่ง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการขนส่งของประชาชน

    ปัจจุบัน กระทรวงคมนาคมมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่งให้ได้ 41 ล้านตันคาร์บอน หรือคิดเป็น35% ของเป้าหมายประเทศ ภายในปี ค.ศ. 2030 เพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 ตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) 

    นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ไทยขอบคุณสมาพันธรัฐสวิสที่ให้ความร่วมมือกับภาคเอกชนของไทยในการดำเนินโครงการซื้อขายคาร์บอนเครดิตผ่านโครงการเปลี่ยนรถโดยสารประจำทางสาธารณะเป็นรถโดยสารไฟฟ้า (Bangkok E-Bus Programme) จำนวน 3,100 คัน ซึ่งคาดว่าจะสามารถถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตได้รวมกว่า 500,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี พ.ศ. 2573 อันเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนคมนาคมสีเขียวของประเทศไทย

    นายเปโดร ระบุว่าความสำเร็จของประเทศในการพัฒนาระบบขนส่งทางรางและการบริหารจัดการโลจิสติกส์แบบ Mode Shift หรือการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากถนนสู่ระบบราง ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าการขนส่งทางถนนถึง 3 – 5 เท่า และยังช่วยลดต้นทุนการขนส่งต่อตันต่อกิโลเมตรได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมแสดงความพร้อมในการสนับสนุนองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยี หากประเทศไทยมีแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการขนส่งเพิ่มเติมในอนาคต

          ด้านองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ระบุว่า การเสนอขาย “พันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน” (Sustainability-Linked Bond) ประจำปี 2569 เป็นครั้งแรก อายุ 6 ปี อัตราดอกเบี้ย 1.74% ต่อปี วงเงินเสนอขาย 4,500 ล้านบาท โดยมีธนาคารออมสินและธนาคารกรุงศรีอยุธยา (ผู้จัดการการจัดจำหน่าย)  โดยได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนอย่างล้นหลาม มียอดจองซื้อสูงกว่ามูลค่าเสนอขายถึง 1.65 เท่า

     การระดมทุนครั้งประวัติศาสตร์นี้ได้รับการค้ำประกันเงินต้นและดอกเบี้ยโดยกระทรวงการคลัง ซึ่ง ขสมก. จะนำเงินไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเงินในการปรับโครงสร้างหนี้ และเดินหน้าเป้าหมายสำคัญ (KPI) คือการจัดหารถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,520 คัน มาให้บริการทดแทนรถโดยสารเดิม

    'ทุนธรรมชาติ'เครื่องยนต์ใหม่เศรษฐกิจไทย  ขายเครดิตรถเมล์ EV - พันธบัตรยั่งยืน ขสมก.-บลู อีโคโนมี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1245323&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39abCZ6O-6WDIpfEiwhRPn

  • เปิด 2 เหตุผล ไทยช่วยไทยพลัส เติมเงิน 1,000 บาทให้แล้ว แต่ทำไมคนยังไม่คึกคัก

    เปิด 2 เหตุผล ไทยช่วยไทยพลัส เติมเงิน 1,000 บาทให้แล้ว แต่ทำไมคนยังไม่คึกคัก

              เปิด 2 เหตุผล ไทยช่วยไทยพลัส เติมเงินรอบเดือนสิงหาคม 2569 อีก 1,000 บาท แต่ทำไมคนยังไม่คึกคักเท่าที่ควร

    ไทยช่วยไทยพลัส

              วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ข่าวช่องวัน รายงานว่า วันนี้เป็นวันแรกของการเติมเงินโครงการไทยช่วยไทยพลัส อีก 1,000 บาท และใช้ได้ถึง 31 สิงหาคม นี้ โดยรัฐช่วยเหลือในอัตรา 60/40

              อย่างไรก็ตาม แม้จะเติมเงินเข้ามาใหม่ ตลาดในบางพื้นที่กลับมีคนบางตา ทั้งที่ควรจะมีคนหนาแน่น ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ 2 เหตุผล ดังนี้

              1. คนไม่มีเงินสดมาเติมเงินเพื่อซื้อของ จ่ายในส่วน 40%

              2. อาจจะเป็นวันหวยออก ทำให้คนอยู่บ้านรอตรวจหวย

    ไทยช่วยไทยพลัส
    ภาพจาก tete_escape / Shutterstock.com

    ขอบคุณข้อมูลจาก ข่าวช่องวัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view302832.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GSKh8Jx__sVwkyJNABspH

  • คว่ำบาตรก็ทำอะไรไม่ได้! ทำไม ‘เกาหลีเหนือ’ รวยขึ้นทั้งๆ ที่ถูกนานาชาติโดดเดี่ยว

    คว่ำบาตรก็ทำอะไรไม่ได้! ทำไม ‘เกาหลีเหนือ’ รวยขึ้นทั้งๆ ที่ถูกนานาชาติโดดเดี่ยว

    หากพูดถึงประเทศที่ถูกตัดขาดและโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก แน่นอนว่าต้องมีชื่อของ ‘เกาหลีเหนือ’ อยู่เป็นอันดับต้น ๆ ด้วยระบบการเมืองที่เข้มงวด การปิดประเทศเน้นพึ่งพาตนเอง และถูกนานาชาติคว่ำบาตรอย่างรุนแรง ทว่าท่ามกลางวงล้อมอุปสรรคและความยากลำบากทั้งหมดนี้ เกาหลีเหนือกลับยังคงยืนหยัดและเอาตัวรอดมาได้อย่างน่าทึ่ง 

    แถมเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือในปี 2025 ยังเติบโตขึ้น 3.5% อีกด้วย โดยมีแรงหนุนหลักมาจากการค้าที่ขยายตัวกับรัสเซียและจีน ซึ่งตัวเลขนี้ทำให้เศรษฐกิจเกาหลีเหนือเติบโตเกิน 3% ติดต่อกันเป็นปีที่สามแล้ว แม้จะลดลงเล็กน้อยจากปี 2024 ที่เคยโตถึง 3.7% ก็ตาม 

    แต่มูลค่าเศรษฐกิจโดยรวมของเกาหลีเหนือตอนนี้ได้พุ่งแซงหน้าปี 2017 ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะโดนสหประชาชาติ (UN) คว่ำบาตรอย่างเต็มรูปแบบ 

    คำถามก็คือ “เกาหลีเหนือรวยขึ้นได้ยังไง ทั้งๆ ที่ถูกนานาชาติคว่ำบาตรอยู่” 

    นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า “เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่ช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 โดยปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากเงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้ามาจากภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้จากการส่งกำลังพลและการส่งออกอาวุธให้แก่รัสเซีย ซึ่งมีรายงานว่าสร้างมูลค่ารวมกันสูงกว่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.8 แสนล้านบาท)”

    นอกเหนือจากนี้ยังรวมถึงการค้าขายอย่างต่อเนื่องกับประเทศจีน และการทำกิจกรรมทางไซเบอร์ที่ผิดกฎหมายอย่างการโจรกรรมคริปโทเคอร์เรนซี 

    ลาภลอยชั่วคราว หรือ เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น? 

    (Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP)

    (Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP)

    คำถามที่สำคัญกว่าในเวลานี้ ไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่าเกาหลีเหนือรวยขึ้นจริงไหม? แต่คือเงินเหล่านั้นมาจากไหนและสะท้อนถึงอะไร? รายได้ส่วนใหญ่ที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้ เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและสถานการณ์การเมืองโลกที่เป็นใจ มากกว่าจะเกิดจากความสามารถในการผลิตภายในประเทศที่ยั่งยืน นอกจากนี้ เงินส่วนใหญ่ยังถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาและยกระดับกองทัพให้ทันสมัยขึ้น

    สิ่งทั้งหมดนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า “รัฐบาลเกาหลีเหนือกำลังได้รับเพียงแค่ ‘ลาภลอยชั่วคราว’ หรือพวกเขากำลังสร้าง ‘ระบบเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น’ จนสามารถทนทานต่ออุปสรรคต่าง ๆ ในอนาคตได้จริง ๆ?”

    คำตอบของคำถามนี้จะเป็นตัวตัดสินว่า

    “การเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือในปัจจุบันจะอยู่ได้นานแค่ไหน แม้ว่า คิม จองอึน จะพยายามผลักดันนโยบายเศรษฐกิจแบบ ‘พึ่งพาตนเอง’ มาโดยตลอด แต่ในความเป็นจริง การฟื้นตัวในตอนนี้ยังคงต้องพึ่งพารัสเซีย จีน รวมถึงรายได้จากช่องทางที่ผิดกฎหมายเป็นหลัก”

    แทนที่จะมองว่านโยบายพึ่งพาตนเองกับความช่วยเหลือจากต่างชาตินั้นย้อนแย้งกัน แท้จริงแล้วนี่อาจเป็นแผนการคนละขั้นของกลยุทธ์เดียวกัน โดยเกาหลีเหนือเลือกที่จะพึ่งพารายได้จากภายนอกในวันนี้ เพื่อนำเงินทุนมาสร้างระบบเศรษฐกิจในบ้านตัวเองให้แข็งแกร่งและยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเองในวันข้างหน้า

    ในปัจจุบัน เริ่มมีสัญญาณให้เห็นแล้วว่าเกาหลีเหนือกำลังใช้กลยุทธ์นี้จริง ๆ…

    เมื่อเดือนมกราคมปี 2024 คิม จองอึน ได้ประกาศนโยบายใหม่ที่เน้นการสร้างและปรับปรุงโรงงานให้ทันสมัย รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชนบท ซึ่งเป็นกลุ่มที่ล้าหลังกว่าเมืองหลวงอย่างเปียงยางมาโดยตลอด

    นโยบายนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่เกาหลีเหนือกระชับความร่วมมือทางทหารกับรัสเซีย จึงเป็นไปได้ว่า คิมอาจมองเห็นโอกาสที่จะนำรายได้เหล่านั้นมาลงทุนภายในประเทศ แทนที่จะเอาไปใช้พัฒนาแค่กองทัพเพียงอย่างเดียว

    ในทำนองเดียวกัน การขยายแผนพัฒนาไปสู่ระบบสาธารณสุข การศึกษา ที่อยู่อาศัย การขนส่ง และการเกษตร ก็จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต

    หากรายได้จากการส่งออกอาวุธและการโจรกรรมไซเบอร์ถูกนำมาจัดสรรให้กับภาคส่วนเหล่านี้อย่างเป็นระบบ เกาหลีเหนือก็จะสามารถสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงในอนาคตได้ ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนจากการค้ากับจีน ความต้องการที่ลดลงจากรัสเซีย หรือแรงกดดันระลอกใหม่จากนานาประเทศ

    พึ่งพา-ค้าขายกับจีนมากขึ้น!

    (Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP)

    (Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP)

    มูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างจีนและเกาหลีเหนือในครึ่งแรกของปีพุ่งแตะ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5 หมื่นล้านบาท) เติบโตขึ้น 19.6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งเป็นปีที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เริ่มบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนืออย่างเต็มรูปแบบเพื่อลงโทษกรณีทดลองนิวเคลียร์

    “ตัวเลขการค้าที่พุ่งสูงขึ้นนี้ เป็นผลมาจากความตั้งใจของจีนที่จะกระชับความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะการเดินทางเยือนกรุงเปียงยางของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อดึงเกาหลีเหนือกลับเข้าสู่อิทธิพลของจีน หลังจากที่เกาหลีเหนือหันไปสร้างความสัมพันธ์และทำข้อตกลงค้าอาวุธกับรัสเซียอย่างหนักในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา”

    — สำนักข่าว Bloomberg รายงาน

    แม้ว่ามติคว่ำบาตรของ UN จะสั่งห้ามเกาหลีเหนือส่งออกแร่ธาตุหลัก เช่น ถ่านหิน เหล็ก หรือตะกั่วอย่างเด็ดขาด แต่ในตัวบทกฎหมายกลับไม่ได้ระบุรายชื่อ ‘แร่ทังสเตน’ ไว้ในบัญชีห้ามส่งออกอย่างชัดเจน เกาหลีเหนือจึงใช้ช่องโหว่นี้ขยายการทำเหมืองและส่งออกแร่ทังสเตนเข้าสู่จีนได้อย่างเปิดเผยเพื่อโกยเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศได้อย่างมหาศาล

    แร่ทังสเตนกลายเป็นสินค้าเนื้อหอมที่เป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมโลกในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นแร่หายากที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ ‘มีจุดหลอมเหลวสูงที่สุดในบรรดาโลหะทั้งหมด’ ซึ่งความแข็งแกร่งและทนความร้อนระดับสูงนี้ทำให้มันถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบหลักในกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ หรือชิปคอมพิวเตอร์ รวมถึงแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

    ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคที่โลกเผชิญกับภาวะสงคราม แร่ทังสเตนยังเป็นวัตถุดิบทางยุทธศาสตร์ที่ขาดไม่ได้ในอุตสาหกรรมทหาร สำหรับใช้หล่อลำกล้องปืนใหญ่และผลิตหัวกระสุนเจาะเกราะ ความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นจากทั้งฝั่งเทคโนโลยีและกองทัพนี้เอง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แร่ทังสเตนของเกาหลีเหนือกลายเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดโลก

    ท่ามกลางสงครามการค้าและเทคโนโลยีที่ตึงเครียดกับสหรัฐฯ จีนได้ยกระดับการควบคุมการส่งออกแร่ธาตุหายากของตนเอง พร้อมกับหันมากวาดซื้อแร่ทังสเตนจากเกาหลีเหนือเพิ่มขึ้นกว่า 13 เท่า

    การดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการสะสมแร่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญในอุตสาหกรรมชิปและอาวุธไว้ในมือของจีนเพื่อคุมห่วงโซ่อุปทานโลกเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจที่ช่วยป้อนเงินสดให้แก่ระบอบการปกครองของคิมให้สามารถรอดพ้นจากมาตรการคว่ำบาตร ควบคู่ไปกับการเป็นเครื่องมือเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่จีนใช้ดึงเกาหลีเหนือกลับเข้าสู่วงโคจรอิทธิพลของตนเอง หลังจากเกาหลีเหนือหันไปแนบแน่นทางทหารกับรัสเซียในช่วงที่ผ่านมา

    ขณะที่อุตสาหกรรมวิกผม ผมปลอม และขนตาปลอม ยังคงครองแชมป์สินค้าส่งออกหลักในภาคอุตสาหกรรมเบาของเกาหลีเหนือที่สร้างรายได้เข้าประเทศหลักร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสินค้ากลุ่มนี้ไม่เข้าข่าย ‘สินค้าสิ่งทอ’ ที่ถูกสั่งห้ามภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของ UN

    เกาหลีเหนือจึงร่วมมือกับผู้ประกอบการจีนในลักษณะเครือข่ายการผลิตร่วม โดยโรงงานในจีนจะส่งเส้นผมดิบและวัตถุดิบข้ามพรมแดนเข้าไป เพื่อให้แรงงานฝีมือชาวเกาหลีเหนือถักทอด้วยมืออย่างประณีต ก่อนจะส่งกลับมายังจีนเพื่อตีตรา ‘Made in China’ และส่งออกไปขายทั่วโลก รวมถึงตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ

    ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้ภาวะเงินเฟ้อและการควบคุมเศรษฐกิจที่เข้มงวด ธุรกิจนี้ยังได้ขยายตัวกลายเป็น ‘งานรับไปทำที่บ้าน’ ของประชาชนทั่วไปในหัวเมืองใหญ่ ซึ่งกลายเป็นช่องทางหลักและทางรอดเดียวในการหาเงินและตั๋วแลกอาหารเพื่อประทังชีวิตของหลายครอบครัวในเกาหลีเหนือท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ

    ท่อน้ำเลี้ยงหลักจากรัสเซีย…

       (Photo by VLADIMIR SMIRNOV / POOL / AFP)

    (Photo by VLADIMIR SMIRNOV / POOL / AFP)

    ความสัมพันธ์แบบหมุนเวียนผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือ ได้กลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักที่ช่วยพยุงระบบเศรษฐกิจและกองทัพของทั้งสองประเทศท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก  

    นับตั้งแต่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน เกาหลีเหนือได้ก้าวขึ้นมาเป็นพันธมิตรสำคัญในการส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ และได้ส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์บรรจุอาวุธให้รัสเซียไปแล้วกว่า 33,000 ตู้ (เพิ่มขึ้นจากเดิมในปีที่แล้ว) 

    ภายในตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวบรรจุกระสุนปืนใหญ่ขนาด 152 มม. มากกว่า 15 ล้านนัด รวมถึงขีปนาวุธนำวิถีตระกูลฮวาซอง (Hwasong) ควบคู่ไปกับการจัดส่งกำลังพลสนับสนุนไปช่วยรบอีกนับหมื่นนาย เพื่อแลกกับการที่รัสเซียส่งมอบพลังงานในรูปแบบของน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปมากกว่า 3 ล้านบาร์เรล เสบียงอาหาร และเงินสดจำนวนมหาศาลที่คาดว่าสร้างรายรับรวมให้แก่รัฐบาลเกาหลีเหนือสูงถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.8 แสนล้านบาท)  

    ยิ่งไปกว่านั้น รัสเซียยังให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยีระดับสูง ทั้งการถ่ายทอดเทคนิคเพื่อยกระดับระบบขับเคลื่อนอาวุธนิวเคลียร์ ระบบดาวเทียมสอดแนมทางทหาร และการติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศอันทันสมัยอย่าง ‘Pantsir-S1’ ซึ่งความร่วมมือเชิงลึกในลักษณะต่างตอบแทนนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเติมเต็มคลังแสงของรัสเซียในสมรภูมิยุเครนเท่านั้น แต่ยังช่วยขับเคลื่อนให้ GDP ของเกาหลีเหนือเติบโตอย่างก้าวกระโดดและเสริมความมั่นคงทางทหารให้แก่ระบอบการปกครองของคิมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน 

    ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างเสถียรภาพทางทหาร แต่ยังช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือเติบโตในระดับสูงติดต่อกันถึง 3 ปีซ้อน 

    การเติบโตในครั้งนี้ยังได้รับแรงหนุนจากภาคบริการและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 31 ปี จากคลื่นนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างเป็นประวัติการณ์ ซึ่งกระตุ้นทั้งธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร และเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศ จนทำให้รัฐบาลเกาหลีเหนือมีทุนมากพอในการเนรมิตอภิมหาโปรเจกต์สถานที่ท่องเที่ยวตากอากาศริมทะเลสุดหรูอย่าง ‘วอนซัน-คัลมา’ เพื่อรองรับกลุ่มชนชั้นกลางใหม่ 

    นอกเหนือจากความร่วมมือทางทหารแล้ว รัสเซียยังช่วยเกาหลีเหนือหาเงินเข้าประเทศผ่านช่องทางสำคัญ : 

    • ช่วยปลดล็อกทรัพย์สินมูลค่า 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 300 ล้านบาท) ที่เคยถูกอายัดไว้ พร้อมเปิดระบบธนาคารของตนให้เกาหลีเหนือใช้ทำธุรกรรมข้ามชาติเพื่อเข้าถึงระบบการเงินโลก 
    • เปิดรับนักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิศวกรชาวเกาหลีเหนือให้เข้าไปศึกษาเทคโนโลยีการทำเหมืองแร่ยุทธศาสตร์อย่าง ‘ยูเรเนียม’ ในมหาวิทยาลัยไซบีเรีย 

    ความร่วมมือรอบด้านที่นอกเหนือจากการค้าอาวุธนี้เอง ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนภาพจำของเกาหลีเหนือ ให้กลายเป็นประเทศที่มีเงินสดหมุนเวียน และมีเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งที่สุดในรอบทศวรรษ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/the-world-most-surprising-economic-success-story-is-north-korea&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34VyTbxuxox8sBDwfYnAK6