Category: เศรษฐกิจ

  • “เจ๊รวย” อัดฉีดอุ้มกองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศ เคาะดอกเบี้ยคนละครึ่งฟื้นเศรษฐกิจชุมชน

    “เจ๊รวย” อัดฉีดอุ้มกองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศ เคาะดอกเบี้ยคนละครึ่งฟื้นเศรษฐกิจชุมชน

    “เจ๊รวย” อัดฉีด 2 มาตรการยักษ์ อุ้มกองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศ เคาะ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง-อัดงบเงินล้าน” ฟื้นเศรษฐกิจชุมชน

    วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้อนุมัติมาตรการช่วยเหลือประชาชนเพื่อลดต้นทุนในการประกอบอาชีพจำนวน 2 มาตรการหลัก ประกอบด้วย “โครงการดอกเบี้ยคนละครึ่ง (ระยะแรก)” ซึ่งรัฐบาลอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือแก่ 570 กองทุนใน 16 จังหวัดทั่วประเทศแล้ว ช่วยลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ให้สมาชิกกว่า 45,000 ราย ลงกว่าครึ่งหนึ่ง รวมมูลค่ากว่า 32 ล้านบาท โดยขอให้กองทุนที่เข้าเกณฑ์เร่งส่งคำขอไปยัง สทบ. โดยด่วน เพื่อนำเงินไปหมุนเวียนต่อยอดอาชีพ

    นอกจากนี้ ยังมี “มาตรการฟื้นฟูกองทุนและอัดฉีดเงินทุนหมุนเวียน (เงินล้านที่ 2)” โดยรัฐบาลได้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณค้างท่อปี 2555 จำนวน 3,400 ล้านบาท พร้อมสั่งการให้เร่งฟื้นฟูกองทุนหมู่บ้านที่ตกหล่น เพื่อเตรียมอัดฉีดเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติมกองทุนละ 1 ล้านบาท ให้แล้วเสร็จภายในปี 2569

    สำหรับเป้าหมายของทั้งสองมาตรการ รัฐบาลมุ่งเน้นการเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบฐานราก เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น ช่วยลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ ควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพและรายได้เพื่อความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ สมาชิกกองทุนหมู่บ้านที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถตรวจสอบรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ประธานกองทุนหมู่บ้านในพื้นที่ของตนเองตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2943917&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KPLv1dMwZb1VB7ju47q7k

  • ‘เกาหลีใต้’ เปิดเทรดเงินวอน 24 ชั่วโมง ครั้งแรก รอบเกือบ 30 ปี หลังวิกฤติ ‘ต้มยำกุ้ง’

    ‘เกาหลีใต้’ เปิดเทรดเงินวอน 24 ชั่วโมง ครั้งแรก รอบเกือบ 30 ปี หลังวิกฤติ ‘ต้มยำกุ้ง’

    ‘เกาหลีใต้’ เปิดเทรดเงินวอน 24 ชั่วโมงเป็นครั้งแรก ในรอบเกือบ 30 ปี นับตั้งแต่ ‘วิกฤติต้มยำกุ้ง’ เสี่ยงผันผวนแต่ต้องเดินหน้า หวังยกระดับสู่ ‘ตลาดพัฒนาแล้ว’ ตามเกณฑ์ MSCI

    บลูมเบิร์กรายงานว่า “เกาหลีใต้” เตรียมเปิดให้ซื้อขายเงินวอนได้ตลอด 24 ชั่วโมงเป็นครั้งแรก เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค.69 นี้ เพื่อเพิ่มบทบาทของสกุลเงินวินในตลาดการเงินโลก การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะยกระดับประเทศไปสู่สถานะ “ตลาดพัฒนาแล้ว” ตามเกณฑ์ของ MSCI และสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนจากการพึ่งพาการผลิตมาเป็นการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น 

    การปรับเปลี่ยนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเงินวอนเพิ่งดิ่งลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 17 ปี และอ่อนค่าลงไปแล้วกว่า 7% ในปีนี้ ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้กลุ่มเก็งกำไรเข้ามาสร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจได้มากขึ้น

    สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว การซื้อขายเงินตรา 24 ชั่วโมง อาจดูเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับเกาหลีใต้ นี่คือ การยอมปล่อยมือจากการควบคุมอันเข้มงวดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ในอดีตนโยบายควบคุมนี้ถูกสร้างขึ้นมาจากความเจ็บปวด และบาดแผลทางเศรษฐกิจ จากวิกฤติต้มยำกุ้งปี 1997 ที่เกือบจะทำให้ระบบเศรษฐกิจเกาหลีใต้ล่มสลาย

    ณ ห้องลับที่เรียกกันว่า “เดอะ บ็อกซ์” (The Box) ภายในกระทรวงการคลัง เมืองเซจง เจ้าหน้าที่ต่างพากันเฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวของเงินวอนอย่างใกล้ชิด และตึงเครียด เนื่องจากเงินวอนกลายเป็นสกุลเงินที่ผลงานแย่ที่สุดในเอเชียในช่วงครึ่งปีแรก

    การปล่อยเงินวอนสู่เวทีโลกเกิดขึ้นในช่วงที่ค่าเงินอ่อนตัวทำให้เกิดความกังวลว่า หากเกิดความผิดพลาดในการกำกับดูแล ก็อาจยิ่งซ้ำเติมให้เงินวอนผันผวน และฉุดรั้งภาพรวมเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตจากกระแส AI ได้ 

    เศรษฐกิจโตแต่ ‘ค่าเงินร่วง’

    แม้ว่าดัชนีหุ้น Kospi ของเกาหลีใต้จะพุ่งทะยานขึ้นถึง 80% ในปีนี้จากกระแส AI จนทำให้บริษัทอย่าง Samsung และ SK Hynix กลายเป็นยักษ์ใหญ่ระดับล้านล้านดอลลาร์ และมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงเป็นประวัติศาสตร์ แต่เงินวอนก็ยังคงอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องจนมาอยู่ที่ราว 1,550 วอนต่อดอลลาร์ 

    สาเหตุหลักเกิดจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของประเทศ โดยในอดีตเมื่อส่งออกได้เงินดอลลาร์มา เงินจะไหลกลับเข้าประเทศ แต่ปัจจุบันเงินไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศมากกว่าไหลเข้า ทำให้เกาหลีใต้มีสถานะเป็นผู้ส่งออกเงินทุนแทน

    ก่อนหน้านี้ เมื่อเงินวอนอ่อนค่าทะลุ 1,400 วอนต่อดอลลาร์ ทางการได้ส่งสัญญาณเตือนกลุ่มเก็งกำไรอยู่ตลอด พร้อมทั้งเข้าตรวจสอบธนาคารใหญ่ๆ และขอความร่วมมือให้กลุ่มผู้ส่งออกรีบเปลี่ยนรายได้สกุลเงินดอลลาร์กลับมาเป็นเงินวอนเพื่อช่วยพยุงค่าเงินไว้

    การอุดช่องว่าง ‘การเก็งกำไร’ ในอดีต

    เดิมทีตลาดซื้อขายเงินวอนในประเทศจะปิดทำการในช่วงเวลา 02:00 น. ถึง 09:00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทับซ้อนกับเวลาทำการของตลาดสหรัฐพอดี ทำให้นักลงทุนต่างชาติที่ต้องการบริหารความเสี่ยงต้องไปพึ่งพาการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ (NDFs) แทน 

    สถานการณ์นี้เปิดช่องให้กลุ่มนักลงทุนเข้ามาฉวยโอกาสจากส่วนต่างราคานอกประเทศ และในประเทศ จนสร้างความผันผวนที่ทางการไม่พึงประสงค์ การขยายเวลาเป็น 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันจันทร์ถึงเช้าวันเสาร์ จะช่วยปิดช่องว่างนี้ และทำให้นักลงทุนเข้าถึงตลาดได้สะดวกขึ้นตามมาตรฐานสากล

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1241344&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DzOIGeuHEpS6nKc526pyx

  • ส.อ.ท.จี้รัฐปรับราคาพลังงาน  รับต้นทุนโลกขาลง หนุนแข่งขัน-ลดค่าครองชีพ

    ส.อ.ท.จี้รัฐปรับราคาพลังงาน รับต้นทุนโลกขาลง หนุนแข่งขัน-ลดค่าครองชีพ

    วันนี้ (3 ก.ค.2569) นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า จากสถานการณ์ตลาดน้ำมันโลกเริ่มคลี่คลาย และราคาน้ำมันดิบได้ปรับลดลงจากช่วงก่อนหน้าที่มีความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ภาครัฐควรเร่งพิจารณามาตรการให้ราคาพลังงานในประเทศ สะท้อนต้นทุนที่ลดลงอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนของภาคธุรกิจโดยเร็ว และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. มีข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ 5 แนวทางในการช่วยผู้ประกอบการ

    1. เร่งส่งผ่านต้นทุนพลังงานที่ลดลงสู่ผู้ใช้พลังงาน โดยให้กลไกราคาภายในประเทศ สะท้อนต้นทุนราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจได้รับประโยชน์โดยตรง
    2. บริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างสมดุล โดยทบทวนภาระการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่คลี่คลายแล้ว เพื่อไม่ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ ต้องแบกรับภาระต้นทุนพลังงานสูงเกินความจำเป็น
    3. ลดต้นทุนทางเศรษฐกิจของประเทศ ต้นทุนน้ำมันไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ใช้รถ แต่ยังส่งผลต่อค่าขนส่ง อาหาร และต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม
    4. สร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกได้อย่างทันท่วงที มีความชัดเจน และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจ
    5. เร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ควบคู่กับการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล โดยส่งเสริมการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสนับสนุนพลังงานสะอาดโดยเร็ว เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะยาว

    โดยมาตรการดังกล่าว จะเป็นทั้งมาตรการบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น และการวางรากฐานด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน

    อ่านข่าว:

    กกร.หั่น GDP เหลือ1.2-1.6% ชี้ขัดแย้งตะวันออกกลางไม่จบ

    สรท.ปรับเป้าส่งออกไทยโต 8-10% จี้รัฐดูแลบาท-ลุ้น กนง.คงดอกเบี้ย

    Twin Crisis เขย่าตลาดข้าวไทย เอลนีโญฉุดผลผลิต ส่งออกแข่งขันรุนแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507826&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UScZd8mtsU4I_x9KCIfl4

  • ยูโอบี ผนึก 7 พันธมิตรรีเทลยักษ์ใหญ่ หนุนเศรษฐกิจไทย ผ่านฐานลูกค้าอาเซียน 8.5 ล้านราย คาดกระตุ้นการใช้จ่ายกว่า 5,000 ล้านบาท

    ยูโอบี ผนึก 7 พันธมิตรรีเทลยักษ์ใหญ่ หนุนเศรษฐกิจไทย ผ่านฐานลูกค้าอาเซียน 8.5 ล้านราย คาดกระตุ้นการใช้จ่ายกว่า 5,000 ล้านบาท

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ 7 พันธมิตรกลุ่มรีเทลและดิวตี้ฟรีชั้นนำ เพื่อเชื่อมโยงฐานผู้ถือบัตรเครดิตและเดบิตยูโอบีกว่า 8.5 ล้านรายในภูมิภาคอาเซียนเข้ากับภาคการท่องเที่ยวของไทย เปิดตัวแคมเปญ UOB Tourist Campaign 2026 คาดว่าจะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท1 ภายในสิ้นปี 2569 ซึ่งสอดรับกับศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยสถิติต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากกว่า 32.97 ล้านคน ในกระแสปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา2

    ความร่วมมือในครั้งนี้อาศัยจุดแข็งของธนาคารยูโอบี ในฐานะผู้นำเครือข่ายบัตรเครดิตในภูมิภาค3 เพื่อเชื่อมโยงกลุ่มนักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม เข้าสู่ศูนย์การค้าชั้นนำของไทย ได้แก่ กลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา (ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัล ภูเก็ต เซ็นทรัล พัทยา และอื่นๆ), ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, เดอะมอลล์ กรุ๊ป และ เอ็ม ดิสทริค, กลุ่มสยามพิวรรธน์ (ศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม), วัน แบงค็อก, เกษรวิลเลจ และ คิง เพาเวอร์

    นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deput CEO  และ  Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เปิดเผยว่า “ในฐานะธนาคารที่มีเครือข่ายผู้ถือบัตรเครดิตขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน แคมเปญนี้ไม่ได้เป็นเพียงการมอบสิทธิประโยชน์ด้านส่วนลดเท่านั้น หากแต่เป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ให้แก่พันธมิตรทางธุรกิจและเศรษฐกิจไทยในภาพรวม โดยอาศัยเครือข่ายระดับภูมิภาคในการถ่ายทอดกำลังซื้อจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย ช่วยสนับสนุนภาคค้าปลีก กระตุ้นการจ้างงาน และเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการพยุงการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยในช่วงเวลานี้” 

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  ร่วมให้มุมมองว่า “ความมุ่งมั่นของภาคเอกชนอย่างธนาคารยูโอบี ในการทำตลาดเชิงรุกกับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงจากเครือข่ายลูกค้าในภูมิภาคอาเซียน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของ ททท. ที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนรายได้ต่อหัวจากการท่องเที่ยว การมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินทางถึงไทยจะช่วยสร้างภาพลักษณ์และความทรงจำที่ดีต่อประเทศในระยะยาว” 

    ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและภาคธุรกิจไทย

    • กระตุ้นเม็ดเงินไหลเข้า: ตั้งเป้าเพิ่มยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตต่างชาติในกลุ่มรีเทลขึ้นร้อยละ 15-20 โดยวิเคราะห์จากฐานข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายจริงของลูกค้าในภูมิภาค
    • การส่งเสริมภูมิปัญญาไทยสู่สากล: มอบของสมนาคุณจากงานคราฟต์ชุมชนสะท้อนซอฟต์พาวเวอร์ไทย เช่น กางเกงมวยไทยลายพิเศษ ชุดเซ็ตเครื่องหอม หรือสินค้า เพื่อสร้างรายได้และขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่กลุ่ม SME ไทย
    • การยกระดับมาตรฐานการบริการ: มอบเอกสิทธิ VIP Lounge และบริการผู้ช่วยช้อปปิ้งส่วนตัวจากห้างสรรพสินค้าพันธมิตร ตลอดจนสิทธิประโยชน์ภายใต้แคมเปญ UOB Tourist Campaign 2026 อาทิ บัตรกำนัลเงินสด มูลค่าสูงสุด 1,000 บาท และส่วนลดพิเศษจากร้านค้าแบรนด์เนมชั้นนำที่ร่วมรายการ

    ผู้ถือบัตรเครดิต และเดบิตยูโอบีจากประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม สามารถแสดงบัตรเครดิตยูโอบี และพาสปอร์ตเพื่อรับสิทธิ์ได้ ณ จุดประชาสัมพันธ์หรือเคาน์เตอร์บริการลูกค้าของห้างสรรพสินค้าที่ร่วมรายการ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 ธันวาคม 2569 ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  https://thetravelinsider.co/sg/en/deals#shop

    1.ตัวเลขคาดการณ์เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ คำนวณจากสัดส่วนร้อยละ 7 ของมูลค่าตลาดช้อปปิ้งรวมของนักท่องเที่ยวเป้าหมาย โดยอ้างอิงสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวรายสัญชาติและค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบุคคล จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

    2. ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา3. ข้อมูลล่าสุด เดือนธันวาคม 2568 จาก Mastercard และ Visa

    บัตรเครดิต: ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย  16% ต่อปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/pr-news/114092&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2co3ohsfTTurbwLP6NaZKZ

  • ส.ส.หนึ่ง ร่วมประชุม กมธ.เศรษฐกิจ ดัน “คลองท่อม” สู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ | TOPNEWS

    ส.ส.หนึ่ง ร่วมประชุม กมธ.เศรษฐกิจ ดัน “คลองท่อม” สู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2569 ที่ห้องประชุมกรรมาธิการ N401 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา นายกิตติ กิตติธรกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย เขต 1 จังหวัดกระบี่ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 8 เพื่อติดตามและผลักดันประเด็นสำคัญด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและภาคใต้ โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อจังหวัดกระบี่และการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว

    ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการหารือถึงแนวทางการผลักดันการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ และยกระดับอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ให้ก้าวสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Destination) เพื่อใช้ศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติของพื้นที่มาต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการท่องเที่ยว และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างโอกาสและรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ติดตามความคืบหน้าโครงการท่าเรือสำราญ (Cruise Terminal) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่ สร้างรายได้ กระตุ้นการจ้างงาน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของจังหวัดในระยะยาว โดยนายกิตติ กิตติธรกุล กล่าวว่า การเข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการทุกครั้ง ถือเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันนโยบายและโครงการต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจเดินหน้าควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับจังหวัดกระบี่และภาคใต้ต่อไป.

    ประดิษฐ์ รอดเกิด ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.กระบี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1619523&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UvKVKn3TfIfaBV83m2HkX

  • PMI ภาคบริการขั้นสุดท้ายยูโรโซนหดตัวน้อยลง เงินเฟ้อลดฮวบ-หนุนเศรษฐกิจเสถียร : อินโฟเควสท์

    PMI ภาคบริการขั้นสุดท้ายยูโรโซนหดตัวน้อยลง เงินเฟ้อลดฮวบ-หนุนเศรษฐกิจเสถียร : อินโฟเควสท์

    เอสแอนด์พี โกลบอล (S&P Global) เปิดเผยผลสำรวจในวันนี้ (3 ก.ค.) ว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของยูโรโซน ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 49.4 ในเดือนมิ.ย. จากระดับ 47.7 ในเดือนพ.ค. ซึ่งแม้ว่าจะยังเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 แต่ตัวเลขดังกล่าวก็ยังสูงกว่าตัวเลขประเมินขั้นต้นที่ระดับ 48.9

    ทั้งนี้ ดัชนี PMI ที่ระดับสูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะขยายตัว ส่วนดัชนีที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะหดตัว

    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาคบริการหดตัวน้อยลงในเดือนนี้มาจากแรงกดดันด้านต้นทุนที่ปรับตัวลดลงเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ (หากไม่นับรวมช่วงล็อกดาวน์จากสถานการณ์โควิด-19) ซึ่งส่งผลช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจในภาพรวม หลังจากที่เศรษฐกิจปรับตัวลดลงมาตลอด 2 เดือนก่อนหน้า

    สำหรับความต้องการใช้บริการในเดือนมิ.ย. ยังคงปรับตัวลดลง เช่นเดียวกับยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ลดลงต่อเนื่องอีก 1 เดือน อย่างไรก็ตาม อัตราการลดลงของยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศนั้นเริ่มชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับเดือนพ.ค.

    แม้ว่ายอดสั่งซื้อใหม่จะปรับตัวลดลงก็ตาม แต่บริษัทในภาคบริการยังคงเพิ่มการจ้างงานในอัตราที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. ซึ่งเป็นการพลิกกลับจากสถานการณ์ที่มีการปรับลดการจ้างงานลงเล็กน้อยเมื่อเดือนพ.ค.

    ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ประกอบการในภาคบริการก็ปรับตัวดีขึ้น โดยแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. ที่ผ่านมา

    นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อด้านต้นทุนปัจจัยการผลิตในภาคบริการเริ่มคลี่คลายลงในเดือนมิ.ย. เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนต.ค. โดยลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน และถือเป็นอัตราการลดลงที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี 2541 (หากไม่นับรวมช่วงล็อกดาวน์จากสถานการณ์โควิด-19 ในช่วงต้นปี 2563) การลดลงของต้นทุนดังกล่าวส่งผลให้ราคาค่าบริการที่ผู้ประกอบการเรียกเก็บจากลูกค้าปรับตัวเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยลงตามไปด้วย

    ขณะเดียวกัน ดัชนี PMI รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นสุดท้าย ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 50.0 ในเดือนมิ.ย. จากระดับ 48.5 ในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นการหลุดพ้นจากภาวะหดตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมี.ค. โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของกิจกรรมในภาคโรงงาน (ภาคการผลิต) ที่เข้ามาช่วยชดเชยการหดตัวในอัตราที่ชะลอลงของภาคบริการ

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/609713&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IRexoO_O47gKLqJ1r0Kp-

  • กรณ์ ฟันธงไทยเจอวิกฤติเศรษฐกิจใหญ่ใน 2-3 ปี จี้รัฐแก้โครงสร้างก่อนติด ทางตันงบประมาณ

    กรณ์ ฟันธงไทยเจอวิกฤติเศรษฐกิจใหญ่ใน 2-3 ปี จี้รัฐแก้โครงสร้างก่อนติด ทางตันงบประมาณ

    ปีนี้งบรายจ่ายประจำ 3 ล้านล้าน เท่ากันพอดีกับรายได้รัฐบาล หมายความว่าปี 70 นี้ ทุกบาทที่รัฐลงทุน เราต้องใช้เงินกู้

    เรากำลังเดินสู่ทางตันครับ !

    เรามีสองกฎหมายที่กำกับการจัดทำงบประมาณ

    1. พรบ. วินัยทางการคลัง ระบุว่า รัฐบาลต้องจัดงบลงทุนอย่างน้อย 20% ของงบประมาณรวมและงบลงทุนต้องไม่น้อยกว่าเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล

    2. พรบ. หนี้สาธารณะ บอกว่าห้ามขาดดุลเกิน 20% ของงบประมาณ (+80% ของงบคืนหนี้)

    สรุป 2 พรบ.นี้บอกว่า ”เรากู้มากกว่าเราลงทุนไม่ได้ และเราต้องลงทุนอย่างน้อย 20%“

    ซึ่งหมายความว่า สมมติปีหน้ารายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น แต่รายได้ภาษีอยู่เท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นน้อยกว่ารายจ่าย เราจะมีปัญหา ‘กับดักกฎหมาย’ ทันที

    ลองดูนะครับ สมมติรายจ่ายเพิ่มขึ้นเท่ากับ 2% ของงบรวม ในขณะที่รายได้อยู่เท่าเดิม

    นั่นหมายความว่า ปีหน้ารายจ่ายประจำจะสูงกว่ารายได้ – คือเราต้องกู้มาจ่ายเงินเดือนข้าราชการ กู้มาจ่ายบำนาญ กู้มาคืนเงินกู้!

    และที่สำคัญ จะแปลว่าเราจะมีเงินกู้เหลือเพียง 18% ที่จะลงทุน (เพราะตามกฎหมายเรากู้ได้แค่ 20% ของงบฯ)

    หมายความว่าเราจะติดกับดัก พรบ.วินัยทางการคลังทันที ที่ระบุว่ารัฐบาลต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณ!

    1. ลดค่าใช้จ่ายประจำ ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นทุกปี อย่างรวดเร็ว

    2. เพิ่มรายได้ภาษี ซึ่งส่วนสำคัญขึ้นอยู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ซึ่งที่ผ่านมาเศรษฐกิจโตช้า และสัดส่วนการจัดเก็บภาษีเทียบกับเศรษฐกิจโดยรวมลดลงอย่างน่าใจหาย

    3. แก้กฎหมาย พรบ. วินัยทางการคลัง เพื่อลดสัดส่วนการลงทุน

    4. แก้ พรบ. หนี้สาธารณะ เพื่อเปิดให้รัฐบาลกู้ชดเชยการขาดดุลได้มากขึ้น

    5. กู้นอกระบบงบประมาณทุกปี ด้วยการออก พรก.เงินกู้ แบบรอบล่าสุด

    6. ปล่อยให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ nominal GDP โตมากขึ้น (แต่กำลังซื้อของประชาชนลดลง)

    ชัดเจนว่าเราต้องเลือกเดินทางที่ 1 & 2 เป็นหลัก คือ ‘ลดรายจ่าย/เพิ่มรายได้’ เพราะแนวทางอื่นเป็นแนวทางที่จะมีผลทางลบอย่างมากกับเสถียรภาพเศรษฐกิจ เอาว่านำพาไปสู่หายนะและความยากจนก็ว่าได้

    ที่ผ่านมารัฐบาลย้ำเสมอว่าจะทำแบบ 1 & 2 แต่รัฐบาล พูดแล้วไม่ได้ทำจริง!

    วันก่อนรัฐมนตรีพูดว่า “เราต้องเลือกว่าจะแก้ไขที่โครงสร้าง หรือจะกู้เพิ่มต่อไปเรื่อยๆ”

    เท่าที่เห็นคำตอบชัดเจนว่า รัฐบาลเลือก “กู้เพิ่มต่อไปเรื่อยๆ”

    และในกรณีการกู้ พรก. 400,000 ล้านนั้น ชัดเจนว่าเป็นการใช้เงินกู้ที่ขาดวินัยทางการคลังอย่างสิ้นเชิง

    ผมจะมานำเสนอต่อไปครับ ว่า “แก้ไขที่โครงสร้าง” ทำได้อย่างไรบ้าง

    ถ้าไม่ทำ ผมฟันธงเลยครับ ว่าเราจะเจอวิกฤติการคลัง นำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ภายในไม่เกิน 2-3 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/974951&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DbXLzTNPTMUXneUO0nYM5

  • การเงินในการกีฬา การแข่งขันฟุตบอลโลกส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร  | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    การเงินในการกีฬา การแข่งขันฟุตบอลโลกส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร  | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    การเงินในการกีฬา การแข่งขันฟุตบอลโลกส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร 

    การเงินในการกีฬา การแข่งขันฟุตบอลโลกส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร 

    การแข่งขันชิงแชมป์ฟุตบอลโลก นับเป็นกิจกรรมสำคัญที่ผู้คนทั่วโลกรอคอย ความสำคัญของการแข่งขันไม่ได้มีเพียงทางด้านการกีฬา ยังรวมถึงเม็ดเงินมหาศาลที่หมุนเวียนในเศรษฐกิจ โดยส่งผลกระทบทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น ในครั้งนี้ ลงทุนศาสตร์ขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจผลกระทบของการแข่งขันฟุตบอลโลกที่มีต่อเศรษฐกิจ ดังต่อไปนี้ [1, 2, 3]

    หากเราต้องการพิจารณารายได้ที่เกิดจากการแข่งขันฟุตบอลโลก ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการแข่งขันสามารถแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายหลัก ๆ ฝ่ายแรกคือองค์กรฟุตบอลอย่าง FIFA และฝ่ายที่สองคือประเทศและเมืองที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน โดยฝ่ายแรกที่ได้รับประโยชน์อย่างแน่นอนคือ FIFA ซึ่งมีรายได้หลักจากลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดคิดเป็นประมาณร้อยละ 45 นอกจากนี้ FIFA ยังได้รับประโยชน์จากสิทธิทางการตลาด สปอนเซอร์ การจำหน่ายตั๋วเข้าชม และการขายสินค้าลิขสิทธิ์ต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ FIFA มีรายได้มหาศาล ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงปี ค.ศ. 2019 – 2022 FIFA มีรายได้สูงถึง 7.57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    นอกเหนือจาก FIFA แล้ว เมืองและประเทศเจ้าภาพย่อมได้รับประโยชน์จากฟุตบอลโลกด้วยเช่นกัน ผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยวเพื่อรับชมการแข่งขันจะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน ทั้งค่าใช้จ่ายในการเข้าพักโรงแรม การอุดหนุนร้านอาหาร การใช้บริการคมนาคม และการสนับสนุนธุรกิจท้องถิ่นต่าง ๆ โดยในปี ค.ศ. 2026 นี้ มีการคาดการณ์ว่าฟุตบอลโลกอาจสามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจและก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนทั่วโลกได้มากกว่า 40,000 ถึง 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    การแข่งขันฟุตบอลไม่ได้สร้างรายได้ให้เฉพาะ FIFA หรือเจ้าภาพเท่านั้น แต่ในช่วงที่มีการแข่งขัน ธุรกิจขนาดเล็ก โดยเฉพาะผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่ม ต่างได้รับประโยชน์จากการที่ผู้คนนิยมรับชมการแข่งขันนอกบ้าน ผลสำรวจพบว่าในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก ผู้คนมากกว่าร้อยละ 70 เลือกที่จะไปรับประทานอาหารในบาร์หรือร้านอาหารท้องถิ่นเพื่อร่วมลุ้นผลการแข่งขันไปพร้อมกับผู้อื่น เสน่ห์ของการรับชมการถ่ายทอดสดในลักษณะนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของร้านขนาดเล็ก ที่นับว่าได้เปรียบกว่าร้านแฟรนไชส์ขนาดใหญ่ นับเป็นการเพิ่มโอกาสในการสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าขาจร และนำไปสู่การเป็นลูกค้าขาประจำในอนาคต

    การแข่งขันฟุตบอลโลกยังนำไปสู่โอกาสในการจ้างงานที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการสนามกีฬา การท่องเที่ยว หรือการบริการ ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศแคนาดา มีการคาดการณ์ว่าตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลกในปี 2026 จะก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 24,000 ตำแหน่ง ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขันฟุตบอลโลกมักจะนำมาสู่การเร่งพัฒนาเมืองเพื่อให้มีศักยภาพเพียงพอในการรองรับนักท่องเที่ยว ประเทศเจ้าภาพจึงมักจะได้รับการพัฒนาทั้งสนามบิน ถนน ระบบขนส่งมวลชน และระบบโทรคมนาคม ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาว

    การแข่งขันฟุตบอลโลกนำมาซึ่งเม็ดเงินที่หมุนเวียนในเศรษฐกิจโลกอย่างมหาศาล ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นเช่นไร ฟุตบอลโลกก็นับเป็นกิจกรรมสำคัญที่ไม่ได้สร้างแค่ผู้แพ้หรือผู้ชนะ แต่หมายถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและการเติบโตร่วมกันต่อไปในอนาคต

    ลงทุนศาสตร์ 

    รายการอ้างอิง 

    [1] Montevirgen, K. (July 2, 2026). The economics of the FIFA World Cup: Ticket pricing, tourism revenue, and costs explained. Encyclopedia Britannica. https://www.britannica.com/money/economics-of-the-FIFA-World-Cup

    [2] Ivan Anastasovski. (June 17, 2026). FIFA World Cup 2026: Economic benefits beyond the pi tch. https://www.sportanddev.org/latest/news/fifa-world-cup-2026-economic-benefits-beyond-pitch 

    [3] LiveNOW from FOX. (June 15, 2026). The economics of the FIFA World Cup. https://www.youtube.com/watch?v=W11MuEzsJ5I

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    เกี่ยวกับผู้เขียน

    ลงทุนศาสตร์

    ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.investerest.co/finance/football-sport-money/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B3nd8kYxNuP8_Z-WWTR4A

  • ‘สรรเพชญ-นิพนธ์’ ชูคมนาคมเชื่อมระบบการเงิน เคลื่อนเศรษฐกิจใต้ | เดลินิวส์

    ‘สรรเพชญ-นิพนธ์’ ชูคมนาคมเชื่อมระบบการเงิน เคลื่อนเศรษฐกิจใต้ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 3 ก.ค. นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมการเงินหาดใหญ่ ครั้งที่ 16 (MONEY EXPO 2026 HATYAI) ณ เวทีพิธีเปิด ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภายใต้แนวคิด “AI WEALTH CREATION ขับเคลื่อนความมั่งคั่งด้วยพลัง AI” โดยมีนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรมช.มหาดไทย นายชูชีพ ธรรมเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานมหกรรมการเงิน MONEY EXPO ผู้แทนหอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรม ธนาคารแห่งประเทศไทย คณะผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน และภาคเอกชนเข้าร่วมงาน 

    นายสรรเพชญ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในพิธีเปิดงาน โดยเน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งและการพัฒนาระบบการเงิน โดยระบุว่าระบบคมนาคมที่สะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ จะเป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนการเดินทางและต้นทุนโลจิสติกส์ให้แก่ภาคธุรกิจ ในขณะที่ระบบการเงินที่เข้มแข็งและเข้าถึงได้ง่าย จะช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการมีเงินทุนไปต่อยอดและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่ภาครัฐได้ลงทุนไว้ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยกระทรวงคมนาคมมีแผนการดำเนินโครงการสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งประชาชนจะได้เห็นในเร็ว ๆ นี้ ได้แก่ โครงการวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของจังหวัดสงขลาให้เป็นศูนย์กลางการค้าและระบบโลจิสติกส์ของภูมิภาคอย่างแท้จริง โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (สะพานโนรา) โครงการท่าเรือน้ำลึกสงขลา โครงการปรับปรุงท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ โครงการรถไฟทางคู่ ที่กำลังจะเริ่มดำเนินการในระยะเวลาอันใกล้นี้ 

    นายสรรเพชญ กล่าวต่อไปว่า เมื่อโครงข่ายการคมนาคมขนส่งทุกมิติ ทั้งทางถนน รถไฟ ท่าอากาศยาน ท่าเรือ รวมถึงด่านชายแดนและระบบขนส่งสาธารณะได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการที่ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยีการเงินที่เหมาะสม จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และพื้นที่ภาคใต้ในภาพรวม ช่วยกระจายรายได้ เพิ่มการลงทุน สร้างงาน และกระตุ้นให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน 

    นายสรรเพชญ ยังได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับทิศทางการเงินในยุคปัจจุบัน โดยระบุว่าเทคโนโลยี AI กำลังเข้ามามีบทบาทในทุกมิติทางการเงิน อย่างไรก็ตาม การสร้างความมั่งคั่งในยุคดิจิทัลจำเป็นต้องดำเนินไปควบคู่กับความรับผิดชอบ ความปลอดภัยของข้อมูล และการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชนเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของภัยทางการเงินและมิจฉาชีพออนไลน์ พร้อมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินให้ความสำคัญกับการดูแลแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างยั่งยืน และเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนภายใต้เงื่อนไขที่เป็นธรรมเพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากต่อไป 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5998291/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MrjhxQ5F5t69RepO5DYMb

  • ‘กมธ.งบฯ ปี 70’ ถก ‘งบกลาง 6.93 แสนล้าน’ เผยคิวชำแหละ ‘งบฯ สำนักนายกฯ’ 6 ก.ค.

    ‘กมธ.งบฯ ปี 70’ ถก ‘งบกลาง 6.93 แสนล้าน’ เผยคิวชำแหละ ‘งบฯ สำนักนายกฯ’ 6 ก.ค.

    ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุม กมธ.ฯ ว่า วันนี้ที่ประชุมเริ่มพิจารณางบประมาณในส่วนมาตรา 6 งบกลาง วงเงิน 693,880,000,000 บาท ซึ่งการพิจารณางบประมาณภาพรวมเป็นการพิจารณาข้อมูลภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยคณะกรรมาธิการได้เชิญหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ 4 หน่วยงานมาชี้แจงถึงภาวะเศรษฐกิจภาพรวม ได้แก่

    1. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)
    2. กระทรวงการคลัง
    3. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
    4. สำนักงบประมาณ

    ณัฐธิดา กล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้ ธปท. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในระยะสั้นมีทิศทางขยายตัว แม้เผชิญแรงกดดันเชิงลบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาสินค้า ราคาน้ำมัน และวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น ก่อให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งคาดว่าอาจสูงกว่า 4% ในไตรมาสที่ 4 ก่อนจะทยอยลดลงในปีหน้า ทั้งเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้การบริโภคภาคครัวเรือนชะลอตัวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แต่มีมาตรการภาครัฐ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจและสนับสนุนการใช้จ่ายภาคเอกชนในไตรมาสที่ 3 ให้ปรับตัวดีขึ้น

    ขณะที่ปัจจัยเชิงบวกสำคัญมาจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ขยายตัวทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการสินค้าเทคโนโลยีและการส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น โดยการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขยายตัว 34.2% ในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโต 43.8% ในปีนี้ และ 17.2% ในปีหน้าสะท้อนว่า AI กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    ธปท. คาดว่าแม้การบริโภคจะได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อ แต่แรงหนุนจากการลงทุนและอุตสาหกรรม AI จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโต 2.3% ในปี และ 1.8% ในปีหน้า โดยต้องติดตามการใช้จ่ายของผู้บริโภคและผลของมาตรการภาครัฐอย่างใกล้ชิด

    — ณัฐธิดา เทพสุทิน

    นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ยังได้สอบถามผลจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกัมพูชา ว่า สภาพัฒน์ได้มีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจหรือไม่ หากเกิดความขัดแย้งซ้ำ หรือมีการยกระดับความรุนแรงในอนาคต หน่วยงานได้ทำแผนรองรับและจัดสรรงบประมาณเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจไว้อย่างไร

    โดยผู้แทนสภาพัฒน์ ได้ชี้แจงกับ กมธ. ว่า หน่วยงานได้มีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจไว้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา พบว่ามีผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อยมาก ปริมาณการค้าชายแดนทางเศรษฐกิจไม่ได้มากพอที่จะกระทบกับเศรษฐกิจภาพใหญ่ของประเทศ

    สำหรับการประชุม กมธ. ในวันที่ 6 ก.ค.นี้ จะเริ่มพิจารณางบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานแรก

    — ณัฐธิดา เทพสุทิน

    thai-budget-committee-discusses-2027-budget-amid-inflation-and-ai-growth-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ‘งบกลาง 1.2 หมื่นล้าน’ มีวัตถุประสงค์ใกล้เคียง ‘พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’ หากศาล รธน.รับรองควรตัดงบฯ ซ้ำซ้อนออกเพื่อประหยัดเงินแผ่นดิน

    ขณะที่ ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบฯ ปี 70 ว่า วันนี้มีการพิจารณาในส่วนงบประมาณกลาง ที่สำนักงบประมาณเป็นผู้ดูแล เช่น เงินชดเชยค่าสิ่งก่อสร้าง หรือรายการใหม่ ค่าใช้จ่ายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากพลังงาน ที่เกิดขึ้นปีนี้เป็นปีแรก งบประมาณสูงถึง 12,000 ล้านบาท

    โดยสำนักงบประมาณชี้แจงว่า หน่วยรับงบประมาณที่มีเงินสะสมในมือ ท้องถิ่นที่รับเงินไปแล้วใช้ไม่หมด ให้ดึงเงินออกมาใช้ เช่น ทำโครงการคนละครึ่ง ส่วนกลางจ่ายครึ่งหนึ่ง ท้องถิ่นจ่ายครึ่งหนึ่ง เพื่อทำกิจกรรมฟื้นฟูเศรษฐกิจ หรือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ส่วนตัวเห็นว่าวัตถุประสงค์ของการใช้เงินเหมือน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเป็นอย่างมาก และยังไม่รู้ว่าสุดท้ายคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาเป็นอย่างไร

    ในวันที่ 9 ก.ค. นี้ หากศาลฯ สั่งว่า พ.ร.ก. กู้เงินในส่วนเปลี่ยนผ่านพลังงานใช้ไม่ได้ ก็สามารถใช้วงเงิน 12,000 ล้านบาทได้ หากศาลชี้ว่าสามารถใช้ พ.ร.ก. กู้เงินได้ ดิฉันก็จะเสนอให้มีการตัดงบ 12,000 ล้านบาทนี้ออก เปลี่ยนแหล่งเงินเป็นใน พ.ร.ก. กู้เงินแทน เพราะวัตถุประสงค์การใช้เงินเหมือนกัน คือรองรับวิกฤตพลังงาน ก็จะทำให้ประหยัดงบประมาณปี 70 ไป 12,000 ล้านบาท

    — ศิริกัญญา ตันสกุล

    หนุนถ่ายทอดสดการประชุม กมธ.ทุกระดับ เพิ่มความโปร่งใส

    ศิริกัญญา ยังกล่าวถึงการถ่ายทอดสดการประชุมกรรมาธิการงบประมาณ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างมากเพราะต่อสู้มาหลายปี และคาดหวังว่าจะให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมคณะอนุกรรมาธิการด้วย เพราะจะเกิดความโปร่งใสมากขึ้น

    วานนี้ (2 ก.ค.) มีการพิจารณานัดแรก เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะประธาน กมธ. ก็ออกมาพูดเรื่องความโปร่งใสเกิน 10 ครั้ง จึงอยากให้คำพูดเหล่านั้นแปลงเป็นรูปธรรม โดยการเปิดเผยข้อมูล และการพิจารณาให้ประชาชนได้รับทราบ

    — ศิริกัญญา ตันสกุล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/thai-budget-committee-discusses-2027-budget-amid-inflation-and-ai-growth&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MqJm4WIhQhOGbbeYj7F6c