Category: เศรษฐกิจ

  • แบงก์ชาติฝรั่งเศสเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปี 69 แม้เผชิญผลกระทบจากคลื่นความร้อน : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติฝรั่งเศสเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปี 69 แม้เผชิญผลกระทบจากคลื่นความร้อน : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางฝรั่งเศสคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของฝรั่งเศสซึ่งใหญ่เป็นอันดับสองของยูโรโซนจะขยายตัว 0.2% ในไตรมาส 2/2569 หลังจากที่หดตัวลง 0.1% ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มประมาณการจากเดิมที่คาดว่าจะทรงตัว

    ธนาคารกลางฝรั่งเศสเปิดเผยในรายงานคาดการณ์ล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดี (9 ก.ค.) ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศสแข็งแกร่งขึ้นในไตรมาส 2 เนื่องจากกิจกรรมในภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้นในเดือนมิ.ย. ขณะที่ภาคบริการและการก่อสร้างต่างก็ฟื้นตัว 

    หลังจากผ่านพ้นเดือนพ.ค. อันซบเซาเนื่องจากมีวันหยุดราชการหลายวัน บริษัทส่วนใหญ่ของฝรั่งเศสก็สามารถรักษากิจกรรมทางธุรกิจเอาไว้ได้ในเดือนมิ.ย. แม้ว่าจะเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงเป็นประวัติการณ์ในช่วงปลายเดือนก็ตาม โดยบริษัทเหล่านี้ใช้วิธีเปลี่ยนเวลาทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของวัน

    ทั้งนี้ ธนาคารกลางฝรั่งเศสระบุว่า แม้อุณหภูมิที่สูงจัดจะส่งผลให้โครงการก่อสร้างบางโครงการล่าช้าลง และทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนตารางเวลาของโรงงาน แต่โดยทั่วไปแล้วภาคธุรกิจสามารถหลีกเลี่ยงการหยุดชะงักที่รุนแรงได้

    นอกจากนี้ ธุรกิจบางส่วนในภาคบริการยังได้รับประโยชน์จากคลื่นความร้อนครั้งนี้ โดยยอดจองห้องพักโรงแรมพุ่งสูงขึ้นจากลูกค้าที่ต้องการห้องพักที่มีเครื่องปรับอากาศ ขณะที่ยอดสั่งซื้อระบบทำความเย็นก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/613367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nEh6smZE_f4YgyyIN57_M

  • ส.อ.ท. ประเมินลดราคาน้ำมัน 2.56 บาท หนุน SMEs ฟื้นตัว ลดแรงกดดันต้นทุนเศรษฐกิจ

    ส.อ.ท. ประเมินลดราคาน้ำมัน 2.56 บาท หนุน SMEs ฟื้นตัว ลดแรงกดดันต้นทุนเศรษฐกิจ

    ส.อ.ท. ประเมินลดราคาน้ำมัน 2.56 บาท หนุน SMEs ฟื้นตัว ลดแรงกดดันต้นทุนเศรษฐกิจ

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เร่งดำเนินมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมัน โดยกลุ่มดีเซลลดลง 2.56 บาทต่อลิตร และกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ลดลง 2.51 บาทต่อลิตร ว่า 

    เป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัว

    ลดราคาน้ำมันสนองสถานการณ์เหมาะสม

    การปรับลดราคาน้ำมันดังกล่าวเป็นการดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เพราะราคาพลังงานในประเทศควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง 

    และส่งผ่านประโยชน์จากราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลงไปยังประชาชนและผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกเริ่มคลี่คลายจากความตึงเครียดก่อนหน้า

    ส.อ.ท. ประเมินลดราคาน้ำมัน 2.56 บาท หนุน SMEs ฟื้นตัว ลดแรงกดดันต้นทุนเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง โลจิสติกส์ การกระจายสินค้า ต้นทุนวัตถุดิบ สินค้าเกษตร อาหาร และต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดในการแบกรับต้นทุน 

    เมื่อราคาน้ำมันลดลง จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีพื้นที่ในการบริหารต้นทุนมากขึ้น ลดแรงกดดันต่อราคาสินค้า และช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการหายใจได้คล่องขึ้น

    นอกจากนี้ การลดราคาน้ำมันยังช่วยเสริมกำลังซื้อของประชาชน ลดภาระค่าเดินทาง และสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ เพราะสะท้อนว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับการดูแลต้นทุนที่กระทบต่อชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจจริง

    บริหารราคาน้ำมันคู่เสถียรภาพกองทุนฯ

    อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่าการบริหารราคาพลังงานควรดำเนินควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างสมดุล เพื่อให้มาตรการระยะสั้นไม่สร้างภาระในระยะยาว 

    รวมถึงใช้จังหวะนี้เร่งวางรากฐานด้านพลังงานของประเทศ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อรองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/663666&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YbAOQ_9Wye2N-pfWx2iO3

  • อนุทินมอบ 8 นโยบายดับไฟใต้ ลุยพัฒนาเศรษฐกิจคู่ความมั่นคง

    อนุทินมอบ 8 นโยบายดับไฟใต้ ลุยพัฒนาเศรษฐกิจคู่ความมั่นคง

    นายกรัฐมนตรี ยังกำชับต่อผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า “ทุกปัญหาต้องมีเจ้าภาพรับผิดชอบ” ต้องทำงานเป็นทีมเดียวกัน เชื่อมโยงข้อมูล และแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน พร้อมมอบ 8 นโยบายและข้อสั่งการ ดังนี้

    1. รักษาความปลอดภัยประชาชนสูงสุด บูรณาการทุกหน่วยงาน ป้องกันเหตุเชิงรุก ไม่ปล่อยพื้นที่ที่รัฐเข้าไม่ถึง

    2. ยกระดับงานข่าวและระบบป้องกันเชิงรุก เชื่อมโยงข้อมูลทุกหน่วยงาน สร้างระบบแจ้งเบาะแสที่ประชาชนไว้วางใจ

    3. ยึดหลักกฎหมาย ความเป็นธรรม และสิทธิมนุษยชน ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ โปร่งใส ไม่สร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง

    4. ปราบปรามยาเสพติดผ่านปฏิบัติการ 90 วัน (Operation 90 Days) ตัดวงจรผู้ค้า เครือข่าย นายทุน และเส้นทางการเงิน พร้อมป้องกันเด็กและเยาวชน

    5. ยกระดับบริหารจัดการชายแดนผ่าน ศบค.ชด. เชื่อมโยงข้อมูล ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และสินค้าผิดกฎหมาย ควบคู่ความสะดวกด้านการค้าและการเดินทาง

    6. พัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตควบคู่ความมั่นคง เชื่อมโยงพื้นที่ชายแดนใต้กับเศรษฐกิจภาคใต้ มาเลเซีย และภูมิภาค สร้างงาน สร้างรายได้

    7. ใช้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นพลังการพัฒนา ส่งเสริมความเข้าใจ ความเป็นธรรม และการมีส่วนร่วม

    8. บูรณาการการทำงานและติดตามผลอย่างเข้มข้น กำหนดเจ้าภาพ รับผิดชอบชัดเจน และรายงานผลต่อเนื่อง

    นายกฯ เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการแก้ไขปัญหา และการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

    นายกรัฐมนตรี ยังสั่งการให้ทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งการเตือนภัย การระบายน้ำ การกักเก็บน้ำ และการจัดหาน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติการใน 3 มิติ ได้แก่ การรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัย การพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน และการสร้างความเชื่อมั่น ความเป็นธรรม และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม

    นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลมุ่งยกระดับจังหวัดชายแดนภาคใต้จาก “พื้นที่ที่ต้องแก้ปัญหา” สู่ “พื้นที่แห่งความปลอดภัย โอกาส และการเติบโตทางเศรษฐกิจ” พร้อมขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและทุกหน่วยงานทำงานเชิงรุก ไม่ต้องรอให้รัฐบาลสอบถามหรือสั่งการ โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนทุกด้าน เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378980070&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gWGo6pezOrpqsgOaAdqF1

  • โบรกชู ‘อีเวนต์ใหญ่’ หนุนเศรษฐกิจ ‘กลุ่มท่องเที่ยว-การบิน-โรงแรง’ฟื้นเด่น 

    โบรกชู ‘อีเวนต์ใหญ่’ หนุนเศรษฐกิจ ‘กลุ่มท่องเที่ยว-การบิน-โรงแรง’ฟื้นเด่น 

    สปอตไลต์กลับมาส่อง “กลุ่มท่องเที่ยว” อีกครั้ง จากปัจจัยบวกที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงาน Mega Events ระดับโลกหลายรายการในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และนักลงทุนจากนานาประเทศ โดยคาดปัจจัยดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของ “ภาคท่องเที่ยว” ในช่วงปลายปี 

    โบรกชู ‘อีเวนต์ใหญ่’ หนุนเศรษฐกิจ ‘กลุ่มท่องเที่ยว-การบิน-โรงแรง’ฟื้นเด่น 

    “ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาพรวมอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวไทยครึ่งหลังปี 2569 มีแนวโน้ม “ฟื้นตัว” ต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายรัฐที่มุ่งขับเคลื่อนท่องเที่ยวภายใต้กลยุทธ์ “Value over Volume” ซึ่งให้ความสำคัญกับการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มี “กำลังซื้อสูง” เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อการเดินทางมากกว่าการมุ่งเน้นเพียงจำนวนนักท่องเที่ยว

    โดยกลยุทธ์ดังกล่าวจะได้รับแรงส่งจากการจัดงานระดับนานาชาติและอีเวนต์ขนาดใหญ่หลายรายการในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งคาดว่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น

    สำหรับอีเวนต์สำคัญที่เป็นปัจจัยบวกต่อภาคท่องเที่ยว ได้แก่ การจัดประชุมระดับโลกขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น World Bank และ IMF รวมถึงเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ที่มีกำหนดจัดขึ้นในเดือน ธ.ค.2569 และคอนเสิร์ตใหญ่ของวง BTS ในกรุงเทพฯ หลังสมาชิกวงเสร็จสิ้นภารกิจการเกณฑ์ทหาร ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดแฟนคลับจากหลายประเทศเดินทางเข้ามาในไทย

    ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์โดยตรง ได้แก่ โรงแรมระดับบน ซึ่งจะได้อานิสงส์จากนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง ขณะที่สายการบินที่ให้บริการเส้นทางพรีเมียม โดยเฉพาะเส้นทางสู่เกาะสมุย จะได้รับแรงหนุนจากความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าว

    “วทัญ จิตต์สมนึก” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย กล่าวว่า ท่องเที่ยวไทยครึ่งปีหลังมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจนจากครึ่งแรก หลังแรงกดดันจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย ขณะที่ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงช่วยลดต้นทุนสายการบินและราคาตั๋วเครื่องบิน กระตุ้นการเดินทางระหว่างประเทศ

    นอกจากนี้ คาดนักท่องเที่ยวยุโรปทยอยกลับมา หลังสถานการณ์ปิดน่านฟ้าและความขัดแย้งในตะวันออกกลางผ่อนคลาย ทำให้ต้นทุนเดินทางลดลง โดยนักท่องเที่ยวยุโรปถือเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูง ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการฟื้นตัวท่องเที่ยวไทยช่วงครึ่งหลัง

    ทั้งนี้ ตลาดคาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 33 ล้านคน ใกล้เคียงกับปีก่อน แต่ยังมีโอกาสสูงกว่าคาด หากรัฐเดินหน้าจัดอีเวนต์และกิจกรรมส่งเสริมท่องเที่ยวต่อเนื่องช่วงครึ่งหลัง แม้ธีมท่องเที่ยวจะมีแนวโน้มเป็นบวก แต่ควรเลือกลงทุนเป็นรายกลุ่ม เนื่องจากหุ้นบางตัวสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว

    “ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล” ประธานกรรมการ บมจ. ทรีนีตี้ วัฒนา หรือ TNITY กล่าวว่า ช่วงครึ่งหลังปี 2569 โดยเฉพาะไตรมาส 4 ปี 2569 จะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจและท่องเที่ยวได้รับแรงหนุนจากการจัด Mega Events ระดับโลกต่อเนื่อง ทั้ง Gastech, การประชุม IMF-World Bank, มหกรรมพืชสวนโลก, Wonderfruit และ Tomorrowland Thailand ซึ่งจะดึงดูดนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และนักลงทุนจากทั่วโลก พร้อมหนุนภาคบริการและบริโภคในประเทศ

    ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวทำให้ไตรมาส 4 ปี 2569 เป็นช่วงที่น่าสนใจ เนื่องจากอีเวนต์ระดับโลกจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจคุณภาพเข้าสู่ไทย เพิ่มรายได้ให้ภาคบริการและท่องเที่ยว รวมถึงช่วยกระตุ้นจ้างงานและใช้จ่ายภายในประเทศ

    ส่วนตลาดหุ้นสะท้อนความกังวลผ่านการปรับลดประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวปี 2569 ไปพอสมควรแล้ว ทำให้ความเสี่ยงด้านลบมีจำกัด มีโอกาสเห็นการปรับเพิ่มประมาณการ หากจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงปลายปีออกมาดีกว่าคาดจากแรงหนุนของ Mega Events

    ทั้งนี้ มอง Mega Events ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพช่วงครึ่งปีหลัง ไม่เพียงสร้างรายได้ให้ท่องเที่ยวและบริการ แต่ยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยและตลาดหุ้นในระยะกลางถึงยาวได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1242397&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Hg070JYGv-e7vwMToB85i

  • เลขาสภาพัฒน์ ชี้  ถ้าใช้เงินกู้ตรงจุด เชื่อภาพรวม เศรษฐกิจประเทศ จะดีขึ้น

    เลขาสภาพัฒน์ ชี้ ถ้าใช้เงินกู้ตรงจุด เชื่อภาพรวม เศรษฐกิจประเทศ จะดีขึ้น

    เลขาสภาพัฒน์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ถ้าใช้เงินตรงจุด วงเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง มุ่งเรื่องประหยัดพลังงาน เชื่อภาพรวม เศรษฐกิจประเทศ จะดีขึ้น

    เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 10 ก.ค. 2569 ที่อาคารรับรองด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ จ.สงขลา นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาแล้วก็ถือว่าดี ซึ่งก็จะได้ดำเนินการเรื่องที่มีการเตรียมการไว้ ให้เดินหน้าได้ เพราะสถานการณ์ตอนนี้แม้สหรัฐอเมริกากับอิหร่านจะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงหยุดยิง แต่ก็ยังไม่มีความแน่นอน ฉะนั้นจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประเทศไทยต้องมีการเตรียมความพร้อมรับมือ เพื่อลดความเสี่ยงการผูกพันเกี่ยวกับราคาพลังงาน

    เมื่อถามว่า วงเงิน 2 แสนล้านบาทส่วนหลัง ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะทำอย่างไรให้ตรงเป้า นายดนุชา กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการพูดคุยในการจะสนับสนุนให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าในแต่ละเดือน ส่วนรูปแบบและวิธีการอยู่ในขั้นตอนของการหารือ อย่างไรก็ตามขอย้ำว่าเราต้องมุ่งไปในเรื่องของการประหยัดพลังงาน ส่วนโครงการของกระทรวงคมนาคม ที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านให้ใช้รถไฟฟ้า จะต้องมีการพูดคุยในรูปแบบให้ชัดเจนก่อน ยอมรับว่าการแลกรถเก่ากับรถใหม่ยังมีข้อจำกัดอยู่ เพราะยังไม่รู้ว่ารถเก่านั้นจะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร ก็คงต้องหาแนวทางอื่นเป็นทางเลือก

    ส่วนกรณีที่นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตถึงโครงการของกระทรวงมหาดไทยที่จะให้มีการใช้รถเก็บขยะ และรถพยาบาล เป็นรถไฟฟ้า และระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตร จะเข้าเงื่อนไขเป็นการใช้งบฉุกเฉินตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.ก.หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า ในเรื่องของโครงการรัฐก็ส่วนหนึ่ง แต่ควรจะพุ่งเป้าไปที่ประชาชน เพื่อให้ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และจะต้องไปดูวิธีการที่จะดำเนินการต่อไป

    ส่วนกรณีมีข้อเสนอ ให้ใช้งบดังกล่าวพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริด หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ นายดนุชา ตอบว่า โครงการดังกล่าวจะต้องดำเนินการอยู่แล้ว และขณะนี้มีการเตรียมไว้แล้ว แต่ไม่สามารถใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ได้ เพราะติดที่จะต้องใช้เงินภายในเดือนกันยายนปีงบ 2570 เพราะโครงการนี้ต้องใช้เวลาระยะยาว ซึ่งต้องดำเนินการโดย 3 การไฟฟ้า ที่เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เพราะหากเป็นงบลงทุนต้องผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก็จะใช้เวลานาน

    เมื่อถามว่า พ.ร.ก.กู้เงินฯ เมื่อนำไปใช้แล้ว จะทำให้ภาพรวมจีดีพี ปีนี้ โตขึ้นหรือไม่ นายดนุชา เชื่อว่า งบตัวนี้จะทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศมีความแน่นอนมากยิ่งขึ้น และทำให้ภาคเอกชนมั่นใจ ฉะนั้นเชื่อว่าเศรษฐกิจภาพรวมก็จะดีขึ้น แต่อยู่ที่ว่างบสองแสนล้านนี้จะเบิกจ่ายได้ตรงเป้าจริงหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2945326&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fQz7pwpIZNJEl-PEQF2Zz

  • ความมั่นคงต้องเดินคู่เศรษฐกิจ “อนุทิน” มอบนโยบายแก้ปัญหา-พัฒนาชายแดนใต้

    ความมั่นคงต้องเดินคู่เศรษฐกิจ “อนุทิน” มอบนโยบายแก้ปัญหา-พัฒนาชายแดนใต้

    นายกฯ มอบนโยบายแก้ปัญหา-พัฒนาชายแดนใต้ ย้ำความมั่นคงต้องเดินคู่เศรษฐกิจ สั่งทุกหน่วยบูรณาการข้อมูล ป้องกันยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ปล่อยพื้นที่เป็นช่องว่างของรัฐ

    วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ จังหวัดสงขลา โดยมีหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อกำหนดแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาและการรักษาความมั่นคงในพื้นที่ หลังเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นภารกิจต่อเนื่องจากการเดินทางเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งได้หารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและคณะผู้บริหารของมาเลเซียในหลายประเด็น ทั้งด้านความมั่นคง การสร้างสันติสุข ความเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ ตลอดจนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว โดยผลจากการหารือจะถูกนำมาปรับเป็นข้อสังเกตและนโยบาย เพื่อให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ต่อไป

    จากการเดินทางครั้งนี้ทำให้เห็นชัดเจนว่า ภาคใต้ของประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ปลายสุดของประเทศ แต่เป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญที่สุดกับภาคเหนือของมาเลเซีย และเป็นประตูเชื่อมเครือข่ายเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้กับประชาชนได้อย่างมหาศาล ซึ่งการลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของจังหวัดชายแดนภาคใต้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่ยังคงเป็นนักท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของไทย ขณะที่การลงทุนจากมาเลเซียก็อยู่ในระดับต้นๆ เช่นเดียวกัน ขณะที่มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับมาเลเซียใกล้แตะ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง

    นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า หากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชายแดนภาคใต้ จะทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ประชาชนขาดรายได้ เกิดความเดือดร้อน และยังกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ดังนั้น รัฐบาลจะไม่ยอมให้มีอุปสรรคใดมาขัดขวางโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การขยายตัวของการค้า และการเดินทางระหว่างสองประเทศ พร้อมเน้นย้ำว่า เมื่อเศรษฐกิจขยายตัว รัฐก็ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลความมั่นคง ควบคู่ไปกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อาวุธผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ การลักลอบนำเข้าสินค้า อาชญากรรมข้ามชาติ การฟอกเงิน เครือข่ายผู้มีอิทธิพล และภัยคุกคามทุกรูปแบบ โดยการพัฒนาเศรษฐกิจและการรักษาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้จะต้องดำเนินควบคู่กัน

    อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ยังได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ นายอำเภอ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ร่วมกันรับผิดชอบปัญหาอย่างบูรณาการ โดยภารกิจสำคัญอันดับแรกคือการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้สูงสุด พร้อมย้ำว่าสถานการณ์ความไม่สงบ การก่อเหตุรุนแรง การลอบวางระเบิด และการสร้างความหวาดกลัวในทุกรูปแบบ เป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่สามารถยอมรับได้

    ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ทุกจังหวัดที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และภาคประชาชน โดยต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานให้มากที่สุด เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ และไม่ปล่อยให้เกิดพื้นที่ว่างที่รัฐไม่สามารถเข้าถึงหรือดูแลได้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2945374&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38LZrA39hs5wdr9J0dqRlz

  • แม้ว-ปู-อิ๊งค์ โผล่อินโดฯ ร่วมเฟรม ปธน.ซูเบียนโต ถกอนาคตเศรษฐกิจ

    แม้ว-ปู-อิ๊งค์ โผล่อินโดฯ ร่วมเฟรม ปธน.ซูเบียนโต ถกอนาคตเศรษฐกิจ

    แม้ว-ปู-อิ๊งค์ โผล่อินโดฯ ร่วมเฟรม ปธน.ซูเบียนโต ถกอนาคตเศรษฐกิจ

    วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.44 น.

    10 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเทดดี อินทรา วิจายา เลขาธิการคณะรัฐมนตรีอินโดนีเซีย โพสต์ภาพและข้อความผ่านบัญชีอินสตาแกรม @sekretariat.kabinet โดยระบุว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2026 ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้พบปะกับอดีตนายกรัฐมนตรีไทย 3 ท่าน ได้แก่ นายทักษิณ ชินวัตร (ดำรงตำแหน่งปี 2001-2006), นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ดำรงตำแหน่งปี 2011-2014) และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร (ดำรงตำแหน่งปี 2024-2025) ณ อาคารดานันตารา (Danantara) ในกรุงจาการ์ตา

    การพบปะหารือครั้งนี้ดำเนินไปภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ซึ่งสะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนานที่มีต่อกัน ระหว่างการหารือ นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติอินโดนีเซีย (ดานันตารา) ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประธานาธิบดีปราโบโว และคณะผู้บริหารของดานันตารา เกี่ยวกับโอกาสในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการลงทุน กลยุทธ์การบริหารจัดการสินทรัพย์ และการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติที่มุ่งเน้นการเติบโตในระยะยาว ด้วยการสร้างปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับผู้นำระดับโลกและบุคคลสำคัญต่างๆ รัฐบาลอินโดนีเซียยังคงเดินหน้ากระชับเครือข่ายมิตรภาพ พร้อมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ ความพยายามเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อขยายความร่วมมือระหว่างประเทศและเสริมสร้างความมั่นคงให้กับสถานะของอินโดนีเซียท่ามกลางพลวัตของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    นอกจากนี้ คณะผู้บริหารของดานันตารา ซึ่งประกอบด้วย นายโรซาน โรสลานี (Group CEO), นายโดนี ออสคาเรีย (COO) และนายปันดู ชาห์ริร์ (CIO) ก็ได้เข้าร่วมในการหารือครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/976315&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SPOCgm1-dZZ1S4CuJD5TW

  • เศรษฐกิจ “NPC” และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Immersive Tourism) ในจีนเติบโตแรง สู่โอกาสของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ไทย

    เศรษฐกิจ “NPC” และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Immersive Tourism) ในจีนเติบโตแรง สู่โอกาสของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ไทย

    เศรษฐกิจ “NPC” และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Immersive Tourism) ใoจีนเติบโตแรง สู่โอกาสของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ไทย

    ในช่วงปีที่ผ่านมา รูปแบบการท่องเที่ยวของผู้บริโภคชาวจีน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) กำลังเปลี่ยนแปลงจากการเดินทางเพื่อชมสถานที่ไปสู่การเดินทางเพื่อสัมผัสประสบการณ์และมีส่วนร่วม(Immersive Experience) มากขึ้นอย่างชัดเจน หนึ่งในปรากฏการณ์ที่ได้รับความนิยมสูงคือกระแสเดินทางข้ามเมืองเพื่อไปพบ NPC คือนักแสดงจริงที่แต่งกายเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์หรือตัวละครประจำแหล่งท่องเที่ยว และโต้ตอบกับนักท่องเที่ยวแบบสดโดยไม่มีบทตายตัว ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว

          ในปี 2025 จำนวนนักท่องเที่ยวภายในประเทศของจีนสูงถึง 6,522 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.2 โดยมีมูลค่าการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวรวม 6.30 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.5 และที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคชาวจีนกว่าร้อยละ 68 ถือว่า “ประสบการณ์เชิงลึกแบบมีส่วนร่วม” เป็นปัจจัยอันดับหนึ่งในการตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทาง สะท้อนว่าการท่องเที่ยวจีนกำลังเข้าสู่ยุคที่ขาย”อารมณ์และประสบการณ์” มากกว่าการขายทัศนียภาพเพียงอย่างเดียว

    image.png

    https://img.iimedia.cn/10001c00dbd47f4f58548ffb1c69f40416b2aa6d6acc3dfb840508d8123cbf5d1338c

    นักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมกิจกรรมโต้ตอบกับ NPC มีแนวโน้มใช้เวลาอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวนานขึ้น 2–3 ชั่วโมงต่อวัน และมีโอกาสกลับมาใช้จ่ายซ้ำเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 25 นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังได้บรรจุแนวคิด การบริโภคเชิงประสบการณ์และอารมณ์” ไว้ในนโยบายกระตุ้นการบริโภคภาคบริการระดับชาติเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นสัญญาณสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้อย่างเป็นทางการ

    จุดเด่นของกระแสนี้คือการเป็นตัวเชื่อมหลายอุตสาหกรรมให้เติบโตไปพร้อมกัน ได้แก่ การแสดงเชิงประสบการณ์ (Immersive Performance) มูลค่าตลาดปี 2025 ราว 9,690 ล้านหยวน เกมสวมบทบาทสืบสวน (Script Murder) มูลค่าราว 4,480 ล้านหยวน ธุรกิจถ่ายภาพชุดฮั่นฝูและการแต่งกายย้อนยุค (Hanfu and Traditional Costume Photography Services) เครื่องสำอางและการแต่งหน้าเทคนิคพิเศษ  ร้านอาหารเชิงประสบการณ์และสินค้าลิขสิทธิ์และของสะสมประจำ IP และ ธุรกิจไลฟ์คอมเมิร์ซและ MCN ที่ช่วยขยายกระแสสู่ออนไลน์และดึงนักท่องเที่ยวกลับเข้าสู่พื้นที่จริง

    image.png

    https://img.iimedia.cn/1000171d1774997db8fb065f5ea3fde98a54c611a741c9ed94ff88bae9fa4fe56b87f

    ขณะเดียวกัน เริ่มมีการนำ AI Digital NPC มาใช้ควบคู่กับนักแสดงจริง เช่น หุ่น AI ที่สามารถแต่งบทกวีโต้ตอบได้ทันที หรือให้บริการข้อมูลหลายภาษาตลอด 24 ชั่วโมง โดยนักแสดงจริงจะเน้นการสร้างอารมณ์เชิงลึก ส่วน AI รับหน้าที่งานมาตรฐานและการตอบคำถามทั่วไป

    ข้อคิดเห็นของ สคต. เซี่ยงไฮ้

          กระแส เศรษฐกิจ NPC สะท้อนทิศทางการบริโภคของจีนที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางอารมณ์และประสบการณ์มากขึ้น สำหรับผู้ประกอบการไทย การพัฒนากลยุทธ์จึงควรเน้นการนำเสนออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แท้จริงและมีความแตกต่าง ควบคู่กับการรักษาคุณภาพและมาตรฐาน แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีต้นทุนด้านซอฟต์พาวเวอร์และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สามารถต่อยอดเข้าสู่ตลาดจีนได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการพึงระวังข้อจำกัดที่พบในตลาดจีน เช่น ความซ้ำซากของเนื้อหา การนำเสนอที่บิดเบือนคุณค่าทางวัฒนธรรมและการขาดการบริหารจัดการบุคลากรอย่างเป็นระบบซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/s3so16t1n00g22qfjwlu47o0&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uyo4guD3wHn6GBU9Zz-R3

  • 3 อดีตนายกฯ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร” พบ ปธน.อินโดนีเซีย หารือเศรษฐกิจ

    3 อดีตนายกฯ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร” พบ ปธน.อินโดนีเซีย หารือเศรษฐกิจ

    วันนี้ (10 ก.ค.2569) สำนักข่าวอันตาราของอินโดนีเซีย รายงานว่า ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ต้อนรับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย พร้อมด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ที่บ้านพักส่วนตัว บนถนนเกอร์ตาเนการา กรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา

    สำนักเลขาธิการประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า นายทักษิณเดินทางมาพร้อมครอบครัว รวมถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย การพบปะเป็นไปอย่างกันเอง เป็นโอกาสกระชับมิตรภาพอันยาวนาน ทั้งนี้ประธานาธิบดีและนายทักษิณ ยังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาเชิงกลยุทธ์ระดับโลกและพลวัตในภูมิภาค

    ทั้งนี้ นายเทดดี อินทรา วิจายา เลขาธิการคณะรัฐมนตรีอินโดนีเซีย โพสต์ภาพและข้อความผ่านบัญชีอินสตาแกรม @sekretariat.kabinet โดยระบุว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 ก.ค.2569 ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย พบกับอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย นายทักษิณ ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ณ อาคารดานันทารา กรุงจาการ์ตา การประชุมเป็นไปในบรรยากาศที่อบอุ่น และเป็นกันเอง สะท้อนให้เห็นถึงมิตรภาพที่แข็งแกร่งและยาวนาน

    ในโอกาสนี้ นายทักษิณ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาของดานันทารา ให้ข้อเสนอแนะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กับประธานาธิบดีปราโบโวและคณะผู้บริหารของดานันทารา เกี่ยวกับโอกาสการลงทุนต่าง ๆ กลยุทธ์การบริหารสินทรัพย์ และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่มุ่งเน้นการเติบโตในระยะยาว

    อ่านข่าว :

    รฟม.เร่งอุดน้ำรั่วอุโมงค์สายสีม่วงใต้ เร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

    ไทย-มาเลเซีย ตกลงเดินหน้าเชื่อมโลจิสติกส์ หนุนเศรษฐกิจชายแดนเติบโต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508119&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1m0aJdNHwNOfWq8BIA7V9j

  • 10 อันดับ มหาเศรษฐีไทยปี 2569 ใครรวยขึ้น-จนลง รู้แล้วจะอึ้ง!

    10 อันดับ มหาเศรษฐีไทยปี 2569 ใครรวยขึ้น-จนลง รู้แล้วจะอึ้ง!

    เปิด 10 อันดับมหาเศรษฐีไทยประจำปี 2569 ใครจนลง-รวยขึ้น สวนกระแสเศรษฐกิจโลกบ้าง

    เป็นประจำทุกปีที่นิตยสาร Forbes จะมีการจัดอันดับมหาเศรษฐีไทยให้ประชาชนได้ทราบโดยถ้วนกัน แม้ว่าในปีนี้ประเทศไทยจะเจอแรงกดดันจากความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา แต่เศรษฐกิจไทยในปี 69 ยังคงโต 2.4% จากการบริโภคภายในประเทศที่ทยอยฟื้นตัว และการเติบโตจากภาคการส่งออก ส่วนตลาดหุ้นก็ปรับขึ้นส่งผลให้มหาเศรษฐี 50 อันดับแรกของไทย มีมูลค่าทรัพย์สินรวมเพิ่มขึ้น 10% แต่ 1.87 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดย Sanook Money จะขอโฟกัส 10 อันดับมหาเศรษฐีไทยในปี 2569 ว่าใครรวยขึ้น หรือจนลงบ้าง?

    1. เฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว ทรัพย์สิน 4.7 หมื่นล้านเหรียญ (คิดเป็นบาทไทยราว 1.54 ล้านล้านบาท) รวยเพิ่มขึ้น 100,000 ล้านบาท
    2. พี่น้องเจียรวนนท์ ทรัพย์สิน 3.66 หมื่นล้านเหรียญ (คิดเป็นบาทไทยราว 1.2 ล้านล้านบาท) รวยเพิ่มขึ้น 40,000 ล้านบาท
    3. สารัชถ์ รัตนาวะดี ทรัพย์สิน 1.76 หมื่นล้านเหรียญ (คิดเป็นบาทไทยราว 5.75 แสนล้านบาท) รวยเพิ่มขึ้น 185,000 ล้านบาท 
    4. ตระกูลจิราธิวัฒน์ ทรัพย์สิน 1.17 หมื่นล้านเหรียญ (คิดเป็นบาทไทยราว 3.82 แสนล้านบาท) รวยเพิ่มขึ้น 103,000 ล้านบาท 
    5. เจริญ สิริวัฒนภักดี และครอบครัว ทรัพย์สิน 1.15 หมื่นล้านเหรียญ (คิดเป็นบาทไทยราว 3.76 แสนล้านบาท) รวยเพิ่มขึ้น 35,000 ล้านบาท
    6. ตระกูลไชยวรรณ ทรัพย์สิน 5.1 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นบาทไทยราว 1.67 แสนล้านบาท) รวยเพิ่มขึ้น 31,000 ล้านบาท
    7. ตระกูลปราสาททองโอสถ ทรัพย์สิน 3.7 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นบาทไทยราว 1.21 แสนล้านบาท) รวยเพิ่มขึ้น 11,000 ล้านบาท
    8. เสถียร เสถียรธรรมะ ทรัพย์สิน 2.8 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นบาทไทยราว 9.15 หมื่นล้านบาท) รวยเพิ่มขึ้น 7,100 ล้านบาท
    9. อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา และครอบครัว ทรัพย์สิน 2.4 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นบาทไทยราว 7.84 หมื่นล้านบาท) รวยลดลง 35,600 ล้านบาท 
    10. ชัชชน รัตนรักษ์ ทรัพย์สิน 2.3 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นบาทไทยราว 7.51 หมื่นล้านบาท)

    หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีการจัดเก็บข้อมูลการจัดอันดับ โดยอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยอยู่ที่ 32.672 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/953931/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KoLNz2XLQ9pY_oastGGd_