Category: เศรษฐกิจ

  • ‘บางคนที’ พลังข้อมูล ยกระดับคุณภาพชีวิตคนในชุมชน

    ‘บางคนที’ พลังข้อมูล ยกระดับคุณภาพชีวิตคนในชุมชน

    “อบต.บางคนที” งัดข้อมูลเป็นฐานแก้ปัญหายกระดับคุณภาพชีวิต ใช้ข้อมูลนำ-ตั้งวงถกปัญหา สร้างเศรษฐกิจยั่งยืนในพื้นที่

    23 ส.ค.2569 – นางสาวเรณู เล็กนิมิตร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางคนที จ.สมุทรสงคราม เปิดเผยที่มาของการขับเคลื่อนงานภายใต้แนวคิดตำบลสุขภาวะ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตั้งแต่ปี 2555-จนถึงปัจจุบัน  โดยใช้เครื่องมือจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล เช่น TCNAP และ RECAP ทำให้เห็นภาพรวมชุมชนชัดเจน เช่น พบสัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มจาก 32% ในปี 2568 เป็น 34% ในปี 2569 ตลอดจนมีข้อมูลคนพิการในพื้นที่จำนวน 140 คน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ช่วยชี้เป้าเพื่อนำมาใช้ในการวางแผนจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด

    “ถึงแม้เราจะมีทรัพยากรไม่มากมากนักรวมถึงเงินทุนน้อยแต่มันไม่ได้เป็นข้อจำกัดในการที่เราจะพัฒนาเราเอาของดีของเราที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาหรือจิตอาสาของชุมชนซึ่งตรงนี้สสส. ก็สนับสนุนทุกด้านตั้งแต่มาหนุนเสริมให้เรารู้วิธีใช้ข้อมูลต่อมาก็มีเงินทุนมาเสริมบางส่วนช่วยให้เราค้นหาทุนศักยภาพต่างๆได้ดีมากนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงเป็นที่ประจักษ์และเป็นพื้นที่ตัวอย่างให้กับเครือข่ายและให้เราไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้พัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง” นายก อบต.บางคนที กล่าว

    สำหรับกระบวนการทำงานของ อบต.บางคนที อาศัยการขับเคลื่อนผ่าน “4+1 องค์กรหลัก” ได้แก่ ท้องที่, ท้องถิ่น, ภาคประชาชน, หน่วยงานรัฐ และเพิ่มภาคศาสนา (วัด) เข้ามาเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรม โดยเน้นการเปิดเวทีประชาคมทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการอย่างต่อเนื่องมากว่า 16 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้สะท้อนปัญหาและรักษาสิทธิของตนเอง

    ความสำเร็จจากการทำงานเชิงบูรณาการและใช้ข้อมูลเป็นฐาน ส่งผลให้ อบต.บางคนที กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบและศูนย์ฝึกผู้นำให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อื่นๆ มากกว่า 65 แห่งทั่วประเทศที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้ พร้อมรับโจทย์ท้าทายใหม่จาก สสส. ในการทดลองทำโครงการสร้างความยั่งยืนครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ อาหาร สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

     “ชุมชนเราพร้อมมูลไปด้วยจิตอาสาน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการทำให้เกิดสุขภาวะเกิดความสามัคคีและความยั่งยืนในชุมชน” นายกอบต. บางคนที กล่าวปิดท้าย

    หนึ่งในผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างเด่นชัดของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนตามแนวคิดตำบลสุขภาวะ คือการก่อตั้ง “ตลาดร่องสวนยายแพง” ตลาดแห่งนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากงบประมาณก้อนใหญ่ แต่เกิดจากการรวมตัวกันของคนรุ่นใหม่ ชาวบ้าน และทีม อบต. ที่ร่วมกันผลักดันและใช้ “เวทีกลางลานความคิด” ตกผลึกร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาพืชผลทางการเกษตร เช่น กล้วย หรือมะพร้าว ราคาตกต่ำ และโดนพ่อค้าคนกลางกดราคา

    ชาวบ้านจึงตัดสินใจสร้างตลาดร่องสวนยายแพงขึ้นมา โดยกำหนด “กฎ 3 ข้อ” ร่วมกัน คือ หน้าไม่งอ (บริการด้วยรอยยิ้ม), ราคาไม่แพง (สมเหตุสมผล), และ พร้อมรับ (ฟังคำติชมเพื่อปรับปรุง) จนเปลี่ยนจากพื้นที่ร่องสวนเงียบเหงาให้กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจ ค้าขาย และสร้างรายได้เสริมทุกวันเสาร์-อาทิตย์ให้กับคนในชุมชน

    นางสาวสมหมาย ภูมรินทร์ เจ้าของร้านเต้าหู้ทอดตังกวย เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงหลังจากมาร่วมค้าขายในตลาดร่องสวนยายแพงว่า การมีตลาดแห่งนี้ส่งผลดีมากกว่าเรื่องเงินทอง เพราะนอกจากจะช่วยฟื้นฟูรายได้ให้มีเงินมาเสริมค่าใช้จ่ายในครัวเรือนแล้ว ยังสร้าง “มิตรภาพและความสุข” ให้เกิดขึ้นในชุมชนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

    “ถามว่ามีความสุขไหมมีความสุขนะเพราะทุกคนจะช่วยกันตั้งแต่เช้าด้านนู้นช่วยด้านนี้ช่วยได้คุยได้เจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆพบปะคนใหม่ๆมันมากกว่าจะได้ตังค์แต่มันได้มิตรภาพได้ความสัมพันธ์ได้ความสามัคคีมีอะไรก็แบ่งปันกันกินและการที่ตลาดสามารถยืนหยัดมาได้จนถึงวันนี้คือความภูมิใจที่สุดของชาวบางคนที” เจ้าของร้านตังกวย กล่าวด้วยรอยยิ้มภูมิใจ

    หากตลาดร่องสวนยายแพงคือพลังเศรษฐกิจฐานราก “โครงการปันผัก ปันสุข” ณ วัดบางคนทีใน ที่ใช้พื้นที่มากกว่า 3 ไร่ (จากพื้นที่วัดทั้งหมด 16 ไร่) ปลูกผักสวนครัว จนกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ค้ำจุนสุขภาวะและความมั่นคงทางอาหาร ต่อยอดจิตวิญญาณแบ่งปันให้ผู้คน “พึ่งพาตนเอง” ได้ตามวิถีพอเพียง

     พระปลัดอนุชา สุทฺธิวโร เจ้าอาวาสวัดบางคนทีใน เล่าว่า โครงการเริ่มตั้งแต่ปี 2558 จากการปลูกผักสวนครัวในวัดเป็นผักประดับ จนเมื่อโควิด-19 ระบาดทำให้ชาวบ้านถูกเลิกจ้างและตลาดนัดปิด วัดจึงจับมือ อบต.บางคนที ขยายพื้นที่ปลูกผักปลอดสารพิษ โดย อบต.สนับสนุนเมล็ดพันธุ์และปุ๋ย เพื่อใช้ผักสดเหล่านี้เป็นคลังอาหารบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้เดือดร้อน  โครงการยังต่อยอดเป็น “โครงการพันธุ์กล้า” แจกต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์ให้ชาวบ้านนำไปปลูกที่บ้าน ผลผลิตส่วนเกินนำมาแลกเปลี่ยนที่วัด และทุกวันศุกร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน วัดจัดกิจกรรม “ปันผัก ปันสุข” แจกผัก ข้าวสาร ไข่ไก่ และของแห้งจากสังฆทานให้ผู้ยากไร้กว่า 150 คนต่อครั้ง ซึ่งช่วยประหยัดค่าครองชีพให้กับกลุ่มเปราะบางได้หลายร้อยบาท

     “ในหลวงรัชกาลที่9 ท่านเคยสอนไว้ว่าการช่วยเหลือคนที่ดีที่สุดคือช่วยเหลือให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้ใครอยากได้พันธุ์ผักอะไรก็มารับที่วัดเอาไปปลูกพอเหลือจากกินและแบ่งเพื่อนบ้านแล้วก็มารวมกันที่วัดวันศุกร์เพื่อแบ่งปันและแลกเปลี่ยนกันตอนนี้สัมฤทธิ์ผลมากขึ้นคือคนในท้องถิ่นมา “รับ” น้อยลงแต่มา “ให้” มากขึ้นปัจจุบันกลายเป็นคนนอกพื้นที่ทางอัมพวาดำเนินสะดวกเข้ามารับการแบ่งปันแทน” เจ้าอาวาสวัดบางคนทีใน กล่าว

    การสร้างระบบสุขภาวะของ อบต.บางคนที ยังครอบคลุมการตั้งรับ “สังคมสูงวัย” โดยเฉพาะตำบลยายแพงที่มีผู้สูงอายุสูงถึง 34-35% ของประชากร หลายครอบครัวมีผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงที่ต้องการดูแลใกล้ชิด จึงใช้กลไก กฎหมายจ้างงานคนพิการมาตรา 33 และ 35 บูรณาการกับระบบสาธารณสุข เปลี่ยนบทบาทคนพิการที่พอทำงานได้และผู้ดูแลคนพิการ ให้มีรายได้ประจำจากการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยในชุมชน

    โดย นางสายฝน สุวรรณ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.ยายแพง เล่าว่า ข้อจำกัดสำคัญคือ รพ.สต.ในพื้นที่มีเจ้าหน้าที่เพียง 2 คน แต่ต้องดูแลผู้สูงอายุมากกว่า 300 คน และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูงและเบาหวานอีกหลายร้อยราย การได้รับสนับสนุนทีม Caregiver (CG) หลัก ซึ่งรวมถึงผู้ที่ได้รับการจ้างงานผ่านมาตรา 35 ผ่านการอบรมทักษะจากสาธารณสุขจังหวัด จึงกลายเป็นกำลังสำคัญในการทำหน้าที่เยี่ยมบ้าน ทำกายภาพบำบัด ทำความสะอาด ทำแผลกดทับ ตรวจเช็กสัญญาณชีพ และให้กำลังใจผู้ป่วยติดบ้านและติดเตียงตามตารางงานประจำวัน

    ขณะที่ นางสาวนันทพร บัวศิริ Caregiver ประจำ อบต.บางคนที เล่าว่า เดิมตนเปิดร้านเสริมสวย แต่สามีพิการกว่า 20 ปี และย่าป่วยติดเตียง ทำให้ต้องลาออกมาดูแลเต็มเวลา ขาดรายได้นาน 4 ปี จนได้เป็น Caregiver รุ่นแรกของตำบลผ่านมาตรา 35 ได้รับอบรมจากสาธารณสุขจังหวัด มีรายได้มั่นคงเดือนละ 9,000-10,000 บาท

    “ตอนแรกที่เราลาออกมาดูแลย่าและสามีที่บ้านเราไม่มีรายได้เลยถึง4 ปีพอเขาชวนมาทำCaregiver และได้ไปอบรมกับสาธารณสุขจังหวัดความรู้ตรงนั้นนอกจากจะเอามาดูแลคนในบ้านเราได้ดีขึ้นแล้วเรายังเอาไปดูแลคนพิการและผู้ป่วยคนอื่นๆในตำบลได้ด้วย ทำให้เรามีรายได้ความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตมันดีขึ้นมาก” Caregiver ประจำ อบต.บางคนที กล่าว

     อีกผลผลิตจากเวทีกลางลานความคิด คือการฟื้นฟูธรรมชาติผ่านกิจกรรมจิตอาสา “ลงแขก-ลงคลอง” ต่อเนื่องกว่า 10 ปี โดยไม่ใช้งบราชการ

    นายพิชัย อยู่เชื้อ รองประธานสภา อบต.บางคนที เล่าว่า กิจกรรมนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2552 หลังควบรวมตำบลบางคนทีและยายแพง ผู้บริหารจึงคิดกิจกรรมสร้างความสามัคคีระหว่างสองตำบล จนได้ข้อสรุปว่าการลงเรือเก็บขยะและตัดแต่งกิ่งไม้ในคลองคือคำตอบที่ดีที่สุด ความพิเศษคือไม่ใช้งบ อบต. แต่ใช้การลงขันจากผู้นำท้องที่ 13 หมู่บ้าน คนละ 100 บาทต่อเดือน เป็นกองกลางซื้ออุปกรณ์และเสบียง จัดกิจกรรมหมุนเวียนตามคลองต่างๆ เดือนละครั้ง หากผู้นำติดภารกิจก็ส่งลูกหลานมาแทน เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมดูแลธรรมชาติ หรือหากส่งตัวแทนไม่ได้ก็บริจาคเพิ่มเป็น 300 บาท

    “กิจกรรมนี้เราไม่ใช้งบประมาณของอบต. เลยแต่เกิดจากผู้นำท้องที่ท้องถิ่น13 หมู่บ้านร่วมกันลงขันคนละ100 บาทต่อเดือนเป็นค่าเสบียงและอุปกรณ์… พอเราทำต่อเนื่องน้ำในคลองก็สะอาดขึ้นพฤติกรรมคนทิ้งขยะลงคลองลดลงอย่างเห็นได้ชัดชาวบ้านริมคลองก็หันมาช่วยกันดูแลคลองสะอาดกุ้งธรรมชาติชอบน้ำใสก็กลับมาเยอะขึ้น” รองประธานสภา อบต.บางคนที สรุป

    ผลจากคลองที่สะอาดขึ้น ทำให้กุ้งแม่น้ำธรรมชาติกลับมาชุกชุม นำไปสู่การรวมตัวของเยาวชนก่อตั้ง “ชมรมคนตกกุ้ง” เปลี่ยนวิถีดั้งเดิมเป็นอาชีพสร้างรายได้ควบคู่การเป็นหูเป็นตาอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งการตั้งชมรมมีเป้าหมายรับรอง “กุ้งแม่น้ำแท้” ป้องกันคนนอกจับผิดกฎหมายหรือทำลายพันธุ์กุ้ง และเฝ้าระวังน้ำเสียกับขยะร่วมกับ อบต. และหน่วยงานในจังหวัด

    ความสำเร็จจากเวทีกลางลานความคิด ส่งผ่านตลาดร่องสวนยายแพง ปันผักปันสุข การจ้างงาน Caregiver ตลอดจนลงแขก-ลงคลองและชมรมคนตกกุ้ง คือบทพิสูจน์ของ อบต.บางคนที ในการใช้ข้อมูล พลังจิตอาสา และการบูรณาการทุกภาคส่วน สร้างสุขภาวะและเศรษฐกิจฐานรากที่ “เข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืน”  ภายใต้การทำงานร่วมกับ สำนัก 3 สสส.มายาวนานนับ10 ปี

    นายสมพร ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ กล่าวว่า สสส. ไม่ได้เข้ามาสั่งการหรือแจกจ่ายงบประมาณแบบเดิม แต่ทำหน้าที่ “ผู้จุดประกายและกระตุ้นส่งเสริม” ให้ชุมชนเรียนรู้และขับเคลื่อนงานด้วยตนเองผ่านข้อมูลและปัญญาท้องถิ่น โดยนำเครื่องมือจัดเก็บข้อมูล ชวนคิดวิเคราะห์ปัญหา และเชื่อมโยง “4+1 องค์กรหลัก” เข้าทำงานร่วมกัน น้อมนำศาสตร์พระราชา “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ เพื่อให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ซึ่งอบต.บางคนที คือตัวอย่างเด่นชัดของการ “ระเบิดจากข้างใน” เพราะทุกโครงการไม่ได้เกิดจากคำสั่งภาครัฐ แต่เกิดจากคนในชุมชนเห็นปัญหาร่วมกัน ตกผลึกผ่านเวทีกลางลานความคิด แล้วลุกขึ้นแก้ปัญหาด้วยตนเอง

     “ที่นี่จะเห็นภาพการระเบิดจากข้างในเช่นลงแขกลงคลองเกิดจากความคิดเห็นของชาวบ้านตรงกันว่าเห็นปัญหาของผักตบชวาและขยะมันเยอะมากก็มาช่วยกันทำหัวใจสำคัญของการดำเนินงานคือการสร้างความสุขความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับชุมชนซึ่งไม่ใช่แค่ความมั่งคั่งทางการเงินแต่เป็นการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและพึ่งตนเองได้” ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ กล่าว.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/1055859/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_HM9kuc7h54E2IsFQlV8h

  • คมนาคมเล็งเซ็นสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา 31 ส.ค.คาดเปิดปี 72 เชื่อมทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยว-ขนส่งสินค้า : อินโฟเควสท์

    คมนาคมเล็งเซ็นสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา 31 ส.ค.คาดเปิดปี 72 เชื่อมทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยว-ขนส่งสินค้า : อินโฟเควสท์

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม พร้อมด้วยนายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม นำคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคมลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ ประชุมติดตามการดำเนินงานและแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของหน่วยงานในสังกัด ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ พร้อมรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอจากจังหวัดและผู้แทนประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำมาบูรณาการเป็นแผนพัฒนาโครงข่ายการเดินทางของจังหวัดกระบี่ในระยะต่อไป

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จังหวัดกระบี่มีศักยภาพทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการค้า แต่ภาคเศรษฐกิจที่มีโอกาสเติบโตและสร้างรายได้ให้จังหวัดเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งนี้ การพัฒนากระบี่จะต้องมองเป็นโครงข่ายเดียวกัน ตั้งแต่สนามบิน ถนน ระบบขนส่งสาธารณะ ท่าเรือ ไปจนถึงการเชื่อมต่อหมู่เกาะและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยได้กำชับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทให้ดูแลและพัฒนาถนนสายหลักและสายรองเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยว พร้อมประสานแผนงานของหน่วยงาน ให้บูรณาการกัน เพื่อให้การลงทุนด้านคมนาคมสามารถต่อยอดเศรษฐกิจของพื้นที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า หนึ่งในโครงการสำคัญที่กระทรวงคมนาคมและทุกฝ่ายในพื้นที่ร่วมกันผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง คือ โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ซึ่งกำลังเข้าสู่หมุดหมายสำคัญ โดยกรมทางหลวงชนบทเตรียมลงนามสัญญาก่อสร้างในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการได้ในปี 2572

    โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อแก้ข้อจำกัดการเดินทางระหว่างเกาะลันตากับแผ่นดินใหญ่ ซึ่งปัจจุบันต้องพึ่งพาแพขนานยนต์ ทำให้มีข้อจำกัดทั้งด้านระยะเวลา ความสะดวกในการเดินทาง การขนส่งสินค้า การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน ตลอดจนการอพยพประชาชนในกรณีเกิดภัยพิบัติ โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลที่มีปริมาณรถจำนวนมาก

    สะพานมีจุดเริ่มต้นจากทางหลวงหมายเลข 4206 ฝั่งแผ่นดินใหญ่ ตำบลเกาะกลาง ข้ามคลองช่องลัดไปเชื่อมกับทางหลวงชนบทสาย กบ.5035 บนเกาะลันตาน้อย มีความยาวสะพานประมาณ 1,780 เมตร พร้อมถนนเชื่อมต่อประมาณ 747 เมตร รวมระยะทางโครงการประมาณ 2.5 กิโลเมตร เป็นถนน 2 ช่องจราจร โดยช่วงสะพานหลักออกแบบเป็นสะพานขึง ผสมผสานกับสะพานคานยื่นสมดุล และออกแบบองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมโดยนำอัตลักษณ์ “เสากระโดงเรือสำเภา” และ “กระบี่ไขว้” มาประยุกต์ เพื่อให้สะพานแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของจังหวัดกระบี่

    โครงการมีกำหนดระยะเวลาก่อสร้าง 1,080 วัน ซึ่งเมื่อเปิดใช้งานจะช่วยลดข้อจำกัดจากการใช้แพขนานยนต์อย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มความแน่นอนในการเดินทาง และรองรับการเดินทางได้มากกว่า 10,000 คันต่อวัน พร้อมยกระดับความปลอดภัย การขนส่งสินค้า การแพทย์ฉุกเฉิน และการอพยพประชาชนในสถานการณ์ภัยพิบัติและจากนี้เราต้องช่วยกันกำกับให้การก่อสร้างเดินหน้าตามแผน มีคุณภาพ และปลอดภัย เพื่อให้สะพานแห่งนี้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด

    ด้าน ประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ได้กล่าวขอบคุณนายพิพัฒน์และกระทรวงคมนาคมที่ร่วมผลักดันโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตามาอย่างต่อเนื่อง พร้อมสะท้อนว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดกระบี่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้พื้นที่อย่างชัดเจน และเชื่อว่าหากโครงการสำคัญต่าง ๆ เดินหน้าต่อเนื่อง จะช่วยยกระดับกระบี่ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงขึ้น กระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนในพื้นที่

    อีกทั้งได้เสนอให้จังหวัดและภาคการท่องเที่ยวร่วมกันต่อยอดแนวคิด “คลองท่อมเมืองสปา” ซึ่งเคยผลักดันมาตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยอำเภอคลองท่อมมีศักยภาพจากทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งน้ำพุร้อนเค็ม น้ำตกร้อน สระมรกต ตลอดจนแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ลูกปัดโบราณ

    ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางสำคัญคือการเชื่อมแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ให้เป็นเส้นทางเดียวกัน พัฒนาบริการสุขภาพ สปา และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เพื่อเพิ่มระยะเวลาพำนักและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว กระจายรายได้จากพื้นที่ท่องเที่ยวหลักไปยังชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/636050&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw196IcaEDwKVoK-aII15UJP

  • เกาะประเด็นการเมือง นักเคลื่อนไหวสุดฉาว ล่วงละเมิดทางเพศเหยื่อสาว | เดลินิวส์

    เกาะประเด็นการเมือง นักเคลื่อนไหวสุดฉาว ล่วงละเมิดทางเพศเหยื่อสาว | เดลินิวส์

    เกิดเรื่องราวฉาวๆ ในหมู่นักกิจกรรม รณรงค์ทางสังคม เมื่อไม่กี่วันก่อน เพจเฟซบุ๊กชื่อ “socialgaze.” เปิดเผยเรื่องราวของนักกิจกรรมทางการเมืองหญิงรายหนึ่ง ใช้นามสมมติว่า “คุณ A” ถูกนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอาวุโสชายรายหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักในขบวนการแรงงาน ล่วงละเมิดทางเพศหลายครั้งระหว่างไปทำกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายโอกาส จนกลายเป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในแวดวงนักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น

    ต่อมา นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมการเมืองอาวุโส และเคยเป็นผู้ต้องหาคดี ม.112 ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Somyot Pruksakasemsuk” ขอโทษที่เข้าใจผิด คิดว่าคุณ A ยินยอม หลังจากการกระทำหลายครั้ง คุณ A ย้ายมาอยู่กินด้วยกัน คิดว่าความสัมพันธ์จะราบรื่นไปด้วยกันได้ในเรื่องความรัก ขณะนั้นคุณ A อายุ 25 ปี ส่วนตนอายุ 64 ปี มีความแตกต่างด้านอายุ แต่เมื่อได้อยู่ร่วมกัน 2 ปี ซึ่งในปีแรกยังสามารถประคับประคองความสัมพันธ์ไปด้วยกันได้ แต่ในปีที่ 2 ความสัมพันธ์เริ่มแปลกแยกจากกัน ทะเลาะกันและมีปากเสียงต่อกันรุนแรงมากยิ่งขึ้นจนต้องเลิกลาจากกัน ขอโทษคุณ A อีกครั้ง ขอโทษทุกท่านที่ทำให้ขุ่นเคืองกับการกระทำที่ผิดพลาดครั้งนี้จึงขอรับโทษทัณฑ์ทั้งหลายทั้งปวง”

    กลับมีนักกิจกรรมทางการเมืองหลายรายเข้าแสดงความคิดเห็นต่อโพสต์ดังกล่าว โดยระบุว่านายสมยศกระทำพฤติกรรมลักษณะนี้กับนักกิจกรรมคนอื่นๆด้วย อาทิ นายพิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักวิชาการอิสระ ทวงถามว่า จะไม่ขอโทษกรณีอื่นด้วยหรือ เพราะเห็นคนอื่นพูดกันมีหลายกรณีมาก นายสมยศได้เขียนตอบกลับความคิดเห็นนี้ ว่า “ได้ครับ ผมขอโทษทุกกรณี และสัญญาว่าจะไม่ทำเช่นนี้อีก”

    นางอังคณา นีละไพจิตร สว. และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ขอโทษอย่างไรให้เป็นความผิดของเหยื่อ อ้างอยู่กินกัน 2 ปี อยู่กินบนความสัมพันธ์แบบไหนก่อน ผู้เสียหายบอกแล้วว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพากัน หนีไม่ได้เพราะมีบุญคุณ เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เวลาไปทำงานต่างจังหวัดก็ถูกบังคับให้นอนห้องเดียวกัน อ้างประหยัด อายุขนาดนี้คิดเรื่องความเหมาะสม ความควรไม่ควร

    “บิดเบือนสาเหตุที่อยู่กินกันไม่ได้เพราะช่องว่างระหว่างวัยอีก ที่พูดที่เขียนนี่ไม่ได้ฟังจากผู้เสียหายรายนี้รายเดียว แต่ได้ยินได้ฟังพฤติกรรมแบบนี้มานานจากผู้หญิงหลายคน จนคนเขารู้กันทั่ว อุตส่าห์เขียนขอโทษ แต่เป็นการขอโทษโดยไม่สำนึกผิด ชอบอ้างประชาธิปไตย ความเป็นธรรม อ้างหลักสากล แต่ใช้อำนาจกดทับ แสวงประโยชน์ทางเพศ อยากถามว่าจะเยียวยาผู้เสียหาย โดยการคืนศักดิ์ศรี และทำให้เขากลับสู่สภาพเดิมได้ยังไง”

    ซึ่งเรื่องนี้ กำลังจะถูกขยายประเด็นว่า ในกระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมา มีกรณีอื่นที่นักกิจกรรมรุ่นพี่ อ้างล่วงละเมิดทางเพศนักกิจกรรมรุ่นน้องอีกหรือไม่ โดยใช้อำนาจเหนือกว่าบังคับ และที่ผ่านมา คนที่รู้เห็นในขบวนการได้ช่วยเหยื่อหรือไม่ หรือพยายามปกปิดโดยการอ้างความสมยอม อ้างเป็นเสรีภาพเหนือร่างกาย ไปจนถึงปั่นหัวเหยื่อว่า หากเปิดโปงเรื่อง จะทำให้การต่อสู้ทางการเมืองที่ทำอยู่เสียกระบวน

    วันที่ 22 ส.ค. “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ประกอบภารกิจวันสุดท้าย นายกฯได้กล่าวสรุปภาพรวมความสำเร็จของภารกิจครั้งนี้ ว่า ภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่างไทย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก ได้วางกลยุทธ์และลงนามข้อตกลง (MOU) เพื่อยกระดับสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างยั่งยืน ทั้งในด้านการค้า เศรษฐกิจ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และการลงทุน โดยจะมีการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) อย่างเต็มรูปแบบ

    มิติของความมั่นคง ยืนยันว่า สถานการณ์ชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นแนวชายแดนกัมพูชา สระแก้ว ปราจีนบุรี บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี จันทบุรี ตราด ล้วนมีความสงบเรียบร้อย ไม่มีการปะทะทางทหารใดๆ สำหรับประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชานั้น รัฐบาลได้ใช้นโยบายชะลอการเจรจาข้อพิพาท เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และมุ่งเน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

    มิติทางเศรษฐกิจว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่เป็นบวกอย่างชัดเจน เพื่อตอกย้ำเสถียรภาพของรัฐบาล ปัจจุบันตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เติบโตขึ้นเกือบ 100% ขณะที่การส่งออกขยายตัวถึง 20% ประกอบกับค่าเงินบาทที่มีเสถียรภาพ ตลาดหลักทรัพย์ที่แข็งแกร่ง และความน่าเชื่อถือของประเทศที่อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม ขอให้ทุกคนรอข่าวดีในเร็วๆนี้เกี่ยวกับการที่สายการบินไทยมีแผนจะกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินตรง กรุงเทพฯ-โอ๊คแลนด์ อีกครั้ง

    “รมต.หนิม” จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน กล่าวว่า นโยบายด้านแรงงานของรัฐบาล มุ่งเน้นการยกระดับความร่วมมือกับนิวซีแลนด์ ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานไทยเดินทางเข้ามาทำงานในลักษณะแรงงานตามฤดูกาลในภาคการเกษตรเป็นหลักประมาณ 7,800 คนต่อปี กระทรวงแรงงานเตรียมนำประเด็นแรงงานเข้าไปเจรจาควบคู่กับการปรับปรุงข้อตกลงการค้าเสรีฉบับเดิมเพื่อเพิ่มโอกาส และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของแรงงานไทยให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

    “เราจะดูแลในเรื่องของการลดข้อจำกัดเช่นเรื่องของภาษา เสนอปรับลดข้อจำกัดด้านทักษะภาษาอังกฤษสำหรับแรงงานบางสาขาอาชีพอาทิภาคการเกษตร เชฟ และพนักงานนวด เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการจ้างงานมากขึ้น โดยจะเสนอให้ลดระดับความต้องการทางภาษาจากระดับวิชาการลงมาเป็นเพียงการสื่อสารขั้นพื้นฐานเพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะการทำงานจริง และสร้างโอกาสการเข้าถึงงานที่กว้างขวาง เพื่อให้แรงงงานมายังนิวซีแลนด์ให้ได้มากขึ้น”

    “รมต.เอก” เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า เปิดเผยว่า นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจประเทศไทยมากขึ้น ทั้งในฐานะตลาด ฐานการผลิต และจุดเชื่อมต่อไปยังภูมิภาค ขณะเดียวกันนักลงทุนไทยก็มีบทบาทในนิวซีแลนด์อย่างน่าภาคภูมิใจ เช่น การเข้าไปถือหุ้น 20% ในธุรกิจน้ำผึ้งคุณภาพสูง คอมวิต้า ( แบรนด์ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ) รวมถึงการลงทุนในธุรกิจโรงแรมชั้นนำ ซึ่งสะท้อนว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจขยายได้ทั้ง 2 ฝั่ง

    “โฆษกเอิร์ธ” พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง การแต่งตั้งนายฉันทานนท์ วรรณเขจร ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม เนื่องจากตลอดเส้นทางรับราชการเติบโตมาจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ได้มีประสบการณ์สายตรงด้านการบริหารนโยบายพลังงาน การแต่งตั้งครั้งนี้ให้น้ำหนักกับความใกล้ชิดทางการเมือง หรือความต้องการคนรู้ใจ มากกว่าศักยภาพความรู้เฉพาะทางหรือไม่ นายกฯ และรมว.พลังงาน ควรออกมาชี้แจงเกณฑ์การประเมินความเหมาะสม”

    สำหรับเรื่องที่ กมธ.สามัญของสภา แย่งกันสอบเวลามีประเด็นในสังคม อย่างเรื่องโกงข้อสอบ ก็มี กมธ.ราว 3 ชุดที่สอบ ซึ่งอาจถูกวิจารณ์ได้ว่า หวังผลทางการเมือง “เฮียเม้ง”วัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ประธาน กมธ.การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า สนับสนุนแนวคิดของ“บังซุป”ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่เสนอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณากำหนดกรอบอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะให้มีความชัดเจน เพื่อป้องกันการทำงานที่ซ้ำซ้อนและก้าวก่ายอำนาจกันเอง

    ประธาน กมธ. บางคณะ ใช้อำนาจมุ่งหวังผลทางการเมืองเป็นหลัก นำประเด็นจากสื่อมาปั้นน้ำเป็นตัว หรือจับแพะชนแกะเพื่อสร้างเรื่องราว ทำให้บุคคลหรือหน่วยงานที่ถูกพาดพิงเสียหาย หากยังคงใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งใช้ พ.ร.บ.คำสั่งเรียก โดยมิชอบหรือเกินขอบเขตจนเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผู้เสียหายมีสิทธิใช้ช่องทางกฎหมายตอบโต้กลับได้ ทั้งการแจ้งความดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 และยื่นสอบจริยธรรมผ่านประธานสภาฯ และส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบและเอาผิดต่อไปได้ ต้องการให้ประธานสภาฯ มีแนวปฏิบัติกลางสำหรับ กมธ. ทั้ง 35 คณะ และจะช่วยลดภาระแก่หน่วยงานรัฐและประชาชนที่ถูกเรียกชี้แจง

    “สส.จั้ม” สกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประธาน กมธ. การสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบปัญหาลูกของคนต่างชาติสวมสิทธิ์เป็นบุตรของคนไทยเพื่อให้ได้รับสัญชาติไทย ว่า กมธ.รอเอกสารจากหน่วยงาน ในส่วนของกรุงเทพมหานคร กมธ. ได้ขอรายชื่อผู้ที่มีแนวโน้มเป็นพ่อทิพย์ประมาณ 500 กว่าคน แต่ยังรอเอกสารอยู่ เราไม่อยากให้ถึงขั้นต้องใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกของ กมธ. ถ้าขอกันแบบปกติไม่ได้ คงต้องใช้พ.ร.บ.อำนาจเรียก หรือเชิญหน่วยงานนั้นมาทุกสัปดาห์ จากการตรวจสอบเบื้องต้นเดือนที่ผ่านมามี รพ.เอกชนประมาณ 8 แห่ง ที่เกี่ยวข้อง แต่ตอนนี้พบเกือบ 20 กว่าแห่งแล้ว

    สส.จั้ม กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 25 ส.ค. จะมีการประชุมพรรคนัดสำคัญ คาดจะมีการหารือเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วาง รวมถึงเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญและอีกหลายอย่าง ที่รัฐบาลจะนำเข้าสู่การประชุมสมัยหน้านี้ โดยในส่วนของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนเองกำลังดู ในเรื่องการปล่อยปละละเลยในกระทรวงสาธารณสุข ทั้งเรื่องกัญชา พ่อทิพย์ หมอพร้อมทิพย์ รัฐมนตรีละเลยการในการบริหารและการแก้ไขหรือไม่ รวมถึงปัญหาที่หมักหมมในสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช. ) ฝ่ายค้านล้มรัฐบาลเรื่องการซักฟอกยากอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็เป็นเวทีเปิดเผยข้อมูล.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6130823/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3a8JY2ppLA3B5unb3VtdV4

  • อิหร่านไม่หวั่นสงครามเศรษฐกิจ ขู่ขวางส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุซทั้งหมด | เข้มข่าวค่ำ | 23 ส.ค. 69

    อิหร่านไม่หวั่นสงครามเศรษฐกิจ ขู่ขวางส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุซทั้งหมด | เข้มข่าวค่ำ | 23 ส.ค. 69

    เลขาฯ สมช.อิหร่านให้สัมภาษณ์สื่อ เตือนประเทศที่เข้าร่วมมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ อาจถูกถือว่าเป็นศัตรูและอาจถูกโจมตี พร้อมแสดงความมั่นใจว่าจะเอาชนะสงครามเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ได้ และยังขู่จะตัดเส้นทางการขนส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุซด้วย

    #สงครามตะวันออกกลาง #อิหร่าน #สหรัฐ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เข้มข่าวค่ำ

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 02-118-0054
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/225258&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SlvBJRKKr3G2Po4Vr3nbN

  • อิหร่านลั่นประเทศที่ร่วมคว่ำบาตรกับสหรัฐถือเป็นศัตรู | TOPNEWS

    อิหร่านลั่นประเทศที่ร่วมคว่ำบาตรกับสหรัฐถือเป็นศัตรู | TOPNEWS

    อิหร่านประกาศกร้าวประเทศไหนที่ยอมจับมือกับสหรัฐเพื่อคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านจะถือเป็นศัตรู ขณะที่รัฐมนตรีคลังสหรัฐเตรียมแถลงข่าวจันทร์นี้เพื่อประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ต่ออิหร่าน

    รอยเตอร์สและอัลจาซีร่า รายงานว่านายโมห์เซน เรซาอี หัวหน้าสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ได้กล่าวทางสถานีโทรทัศน์ของทางการอิหร่านเมื่อวานนี้ (เสาร์ที่ 22 สค.) เตือนประเทศต่างๆทั่วโลกไม่ให้เข้าร่วมสงครามเศรษฐกิจของสหรัฐ พร้อมขู่ว่า “ประเทศใดก็ตามที่เข้าร่วมในมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน จะถูกมองว่าเป็นศัตรู” และอิหร่านพร้อมที่จะโจมตีผลประโยชน์ของประเทศเหล่่านั้น

    เรซาอี ยืนยันด้วยว่าอิหร่านยังมีไพ่ที่จะเล่นในสงครามนี้อีกมาก และว่าจนถึงขณะนี้
    ”อิหร่านยังไม่ได้โจมตีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอเมริกาเลย มีแต่โจมตีฐานทัพสหรัฐเท่านั้น แต่ถ้าสหรัฐหวังที่จะคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหราน ก็ควรพึงตระหนักด้วยว่าสหรัฐมีบริษัทน้ำมันและธุรกิจต่างๆอยู่รอบๆอิหร่าน และอิหร่านก็จะโจมตีเป้าหมายเหล่านั้น” เรซาอีขู่ว่าเมื่อไรก็ตามที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เริ่มดำเนินการ อิหร่านก็จะตอบโต้รุนแรงราวกับแผ่นดินไหว

    คำเตือนของอิหร่านมีขึ้นหลังจากที่สหรัฐขู่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติศาสตร์กดดันอิหร่านเพื่อให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมทั้งเรียกร้องประเทศต่างๆร่วมโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนซึ่งเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์อันดับต้นๆของอิหร่าน แต่จีนตอบปฏิเสธชี้ว่าการคว่ำบาตรของสหรัฐไม่ช่วยแก้ความข้ดแย้งในตะวันออกกลาง

    ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือยูเออี หนึ่งในประเทศคู่ค้าสำคัญของอิหร่านได้ออกมาประกาศเมื่อวันอังคาร (18 สค.) ว่ายูเออีจะระงับการค้าและธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดกับอิหร่านจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม

    ทั้งนี้ สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐเตรียมที่จะเปิดแถลงข่าวในเวลา 1400 นาฬิกา ช่วงบ่ายวันพรุ่งนี้ (จันทร์ที่ 24 สค.) ตามเวลาท้องถิ่น คาดว่าจะเป็นการชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ที่สุดต่ออิหร่าน

    ด้านเอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่านออกมาเตือนผ่าน X ว่า การประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ของสหรัฐที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น เป็น “การอ้างสิทธิ์อธิปไตยเหนือดินแดนของรัฐอิสระ ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกของสหประชาชาติ” และว่า “มาตรการคว่ำบาตรขั้นที่สองเช่นนี้ไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ” การกระทำของสหรัฐจึงถือเป็น ‘การประกาศสงคราม’ ต่อทุกประเทศ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1670231&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mVgnVHCMTWpnfBhar82PR

  • สวนดุสิตโพลเผย ปชช.จี้ศึกซักฟอก ลุยแก้ปากท้อง-โกงสอบท้องถิ่น

    สวนดุสิตโพลเผย ปชช.จี้ศึกซักฟอก ลุยแก้ปากท้อง-โกงสอบท้องถิ่น

    สวนดุสิตโพลเผย ปชช.จี้ศึกซักฟอก ลุยแก้ปากท้อง-โกงสอบท้องถิ่น

    สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจอภิปรายไม่ไว้วางใจ ชูแก้เศรษฐกิจปากท้องอันดับ 1 ตามด้วยทุจริตสอบท้องถิ่น ย้ำไม่หวังล้มรัฐบาล แต่ต้องการเห็นการตรวจสอบจริงจัง

    23 สิงหาคม 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 1,267 คน ระหว่างวันที่ 18-21 สิงหาคม 2569 ในหัวข้อ “ประชาชนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล” พบประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจติดตามศึกซักฟอก โดยมุ่งหวังให้เน้นอภิปรายแก้ไข ปัญหาปากท้อง และเศรษฐกิจมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง (80.58%) ตามด้วยปม โกงสอบท้องถิ่น (54.54%) สะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์ถึงขั้นล้มรัฐบาล แต่ต้องการสร้างความรับผิดชอบทางการเมือง ผ่านการติดตามและตรวจสอบข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่องจริงจังหลังจบกระบวนการในสภา

    สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ประชาชนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,267 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 18-21 สิงหาคม 2569

    ผลการสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 38.28 ค่อนข้างสนใจติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่กำลังจะมีขึ้น

    โดยเรื่องที่อยากให้มีการอภิปรายมากที่สุด คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ร้อยละ 80.58 รองลงมาคือ ทุจริตสอบท้องถิ่น ร้อยละ 54.54

    กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 54.30 ไม่เชื่อว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้

    สำหรับสิ่งที่อยากเห็นภายหลังการอภิปราย คือ ต้องการให้มีการตรวจสอบข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่องจริงจัง ร้อยละ 56.99 และเห็นว่าสถานการณ์การเมืองไทยโดยรวมหลังจากการอภิปรายนี้ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง ร้อยละ 50.28

    สวนดุสิตโพลเผย ปชช.จี้ศึกซักฟอก ลุยแก้ปากท้อง-โกงสอบท้องถิ่น

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ประชาชนมากกว่าครึ่งยังไม่เชื่อว่าการอภิปรายจะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ และมองว่าหลังการอภิปรายสถานการณ์การเมืองไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจึงเป็นการติดตามตรวจสอบข้อกล่าวหาอย่างจริงจัง การชี้แจงข้อสงสัย และการแสดงความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าการอภิปรายครั้งนี้จะสร้างผลทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใด

    อาจารย์นนทวัฒน์ สุวรรณ อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลโพลครั้งนี้สะท้อนว่าประชาชนยังให้ความสำคัญกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในฐานะกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐบาล แต่คาดหวังให้เกิดผลในทางปฏิบัติมากกว่าการอภิปรายและลงมติในรัฐสภา ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และการทุจริตในระบบราชการยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ประชาชนใช้ประเมินประสิทธิภาพและความชอบธรรมของรัฐบาล

    ขณะเดียวกัน ประชาชนยังให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบทางการเมือง (Political Accountability) โดยต้องการให้ข้อกล่าวหาจากการอภิปรายได้รับการติดตามและตรวจสอบอย่างจริงจัง จึงกล่าวได้ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไม่ควรสิ้นสุดเพียงการลงมติในรัฐสภา แต่ควรนำไปสู่กระบวนการตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้จึงควรใช้โอกาสจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ในการยกระดับความเชื่อมั่น ความชอบธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเมืองของไทยในระยะยาว

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378982151&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2doqlGO0kJ8HnVkTeyTGel

  • สวนดุสิตโพล จี้ฝ่ายค้านซักฟอกรัฐบาลเรื่องเศรษฐกิจ-โกงสอบท้องถิ่น หวังติดตามตรวจสอบข้อกล่าวหาจริงจัง  – ข่าวสด

    สวนดุสิตโพล จี้ฝ่ายค้านซักฟอกรัฐบาลเรื่องเศรษฐกิจ-โกงสอบท้องถิ่น หวังติดตามตรวจสอบข้อกล่าวหาจริงจัง – ข่าวสด

    เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ประชาชนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,267 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 18-21 ส.ค.2569 ดังนี้

    ผลการสำรวจ พบว่า ประชาชนสนใจติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่กำลังจะมีขึ้นมากน้อยเพียงใด ค่อนข้างสนใจ 38.28%, สนใจมาก 29.68%, ไม่ค่อยสนใจ 27.15% และไม่สนใจ 4.89%

    เรื่องที่ประชาชนอยากให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจมากที่สุด พบว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง 80.58%, ทุจริตสอบท้องถิ่น 54.54%, ปัญหาพลังงานและราคาพลังงาน 53.59%, การใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท 35.04% และฮั้วสว. 34.25%

    ประชาชนเชื่อหรือไม่ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ ไม่เชื่อ 54.30% และเชื่อ 45.70% ส่วนหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประชาชนอยากเห็นสิ่งใดเกิดขึ้นมากที่สุด กลุ่มตัวอย่างระบุว่า มีการตรวจสอบข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่องจริงจัง 56.99%, รัฐบาลชี้แจงข้อสงสัยให้ประชาชนเข้าใจ 46.25% และผู้เกี่ยวข้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง 45.30%

    หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประชาชนคิดว่าสถานการณ์การเมืองไทยโดยรวมจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด กลุ่มตัวอย่างระบุว่า ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง 50.28%, ดีขึ้น 28.49%, ไม่แน่ใจ 14.36% และ แย่ลง 6.87%

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ประชาชนมากกว่าครึ่งยังไม่เชื่อว่าการอภิปรายจะช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้และมองว่าหลังการอภิปรายสถานการณ์การเมืองไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจึงเป็นการติดตามตรวจสอบข้อกล่าวหาอย่างจริงจัง การชี้แจงข้อสงสัย และการแสดงความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าการอภิปรายครั้งนี้จะสร้างผลทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใด

    นายนนทวัฒน์ สุวรรณ อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลโพลครั้งนี้ สะท้อนว่าประชาชนยังให้ความสำคัญกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในฐานะกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐบาล แต่คาดหวังให้เกิดผลในทางปฏิบัติมากกว่าการอภิปรายและลงมติในรัฐสภา ซึ่งปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และการทุจริตในระบบราชการยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ประชาชนใช้ประเมินประสิทธิภาพและความชอบธรรมของรัฐบาล

    ขณะเดียวกันประชาชนยังให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบทางการเมือง โดยต้องการให้ข้อกล่าวหาจากการอภิปรายได้รับการติดตามและตรวจสอบอย่างจริงจัง จึงกล่าวได้ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไม่ควรสิ้นสุดเพียงการลงมติในรัฐสภา แต่ควรนำไปสู่กระบวนการตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้จึงควรใช้โอกาสจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ในการยกระดับความเชื่อมั่น ความชอบธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเมืองของไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaosod.co.th/politics/news_10371445&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hR3-3_hefPcuDFtKHvNjs

  • “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ดัน “ปูทะเล” ขึ้นแท่นสัตว์เศรษฐกิจมูลค่าสูง เร่งเพิ่มผลผลิตรับดีมานด์ตลาดกรมประมง | TOPNEWS

    “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ดัน “ปูทะเล” ขึ้นแท่นสัตว์เศรษฐกิจมูลค่าสูง เร่งเพิ่มผลผลิตรับดีมานด์ตลาดกรมประมง | TOPNEWS

    วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสมุทรสาคร ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปูทะเลของกรมประมง โดยมีนายดำรงศักดิ์ ยอดทองดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง นายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร นายไวทัศน์ หนูกล่ำ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสมุทรสาคร หัวหน้าส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และเกษตรกรในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับ

    นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการติดตามและต่อยอดนโยบายส่งเสริม “ปูทะเล” ให้เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง ที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ชายฝั่ง เนื่องจากตลาดมีความต้องการสูง มีราคาจำหน่ายที่ดี และยังมีโอกาสขยายการผลิตได้อีกมาก โดยเฉพาะการนำพื้นที่บ่อกุ้งที่หยุดหรือพักการเลี้ยงกลับมาใช้ประโยชน์ สร้างทางเลือกในการประกอบอาชีพและเพิ่มมูลค่าให้กับพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยใช้ตลาดเป็นตัวนำการผลิต ควบคู่กับการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของตลาดและมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ “ลูกพันธุ์” ถือเป็นต้นน้ำสำคัญของการขยายฐานการผลิตปูทะเล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถของหน่วยงานกรมประมงในการผลิตลูกพันธุ์ปูทะเลที่มีคุณภาพและมีปริมาณเพียงพอรองรับความต้องการของเกษตรกร พร้อมเร่งขยายองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเลี้ยงไปสู่พื้นที่ที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มอัตรารอด ลดต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพการผลิต โดยตั้งเป้าเชื่อมโยงตั้งแต่ “ลูกพันธุ์–พื้นที่เลี้ยง–การผลิต–ตลาด” ให้เป็นระบบ สามารถพัฒนาเป็นอาชีพที่สร้างรายได้อย่างมั่นคง และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนชายฝั่งในระยะยาว

    ด้านนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง ได้รายงานความคืบหน้าและสถานการณ์การเพาะเลี้ยงปูทะเลของประเทศว่า กรมประมงได้ขับเคลื่อนการเพิ่มผลผลิตและส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปูทะเลอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เป็นต้นมา ส่งผลให้ในปี พ.ศ. 2568 มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2567 จำนวน 263.38 ตัน คิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.12 ปัจจุบันประเทศไทยมีผลผลิตปูทะเลจากการเพาะเลี้ยงรวม 3,963.66 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,343.36 ล้านบาท จากจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยง 4,710 ฟาร์ม ครอบคลุมพื้นที่ 55,127.99 ไร่ ซึ่งจังหวัดนครศรีธรรมราชถือเป็นศูนย์กลางสำคัญ ของการเลี้ยงปูทะเลของประเทศ ทั้งด้านจำนวนฟาร์ม พื้นที่ ผลผลิต และมูลค่าทางเศรษฐกิจ ในส่วนของจังหวัดสมุทรสาครมีปริมาณผลผลิตจัดอยู่ในอันดับที่ 4 ของประเทศ สามารถสร้างผลผลิตได้ 273.32 ตัน หรือร้อยละ 6.9 ของผลผลิตทั้งประเทศ คิดเป็นมูลค่ากว่า 66.68 ล้านบาท

    ปูทะเล ถือเป็นสัตว์น้ำที่ตลาดต้องการและมีราคาจำหน่ายสูง โดยเฉพาะปูเนื้อมีราคาอยู่ในช่วง 230–680 บาท/กิโลกรัม ปูไข่ 470–600 บาท/กิโลกรัม ปูไข่ดอง 200–340 บาท/ตัว และปูทะเลในร้านบุฟเฟต์ 140–170 บาท/กิโลกรัม (ขึ้นกับขนาด) อีกทั้งการเลี้ยงยังมีความเสี่ยงน้อย โดยใช้ระยะเวลาเลี้ยงเพียง 4-5 เดือน ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยประมาณ 200 บาทต่อกิโลกรัม ให้ผลผลิตประมาณ 200 กิโลกรัมต่อไร่ต่อรุ่น สร้างรายได้เฉลี่ยให้เกษตรกรประมาณ 60,000 บาทต่อไร่ต่อรุ่น

    ทั้งนี้ กรมประมงได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาปูทะเลตลอดห่วงโซ่ โดยเฉพาะการสร้างความมั่นคงด้านลูกพันธุ์ โดยปัจจุบันหน่วยงานของกรมประมงมีศักยภาพผลิตลูกปูทะเลวัยอ่อน (Young crab) ประมาณ 3 ล้านตัวต่อปี เพื่อนำไปใช้ในการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงและสนับสนุนการเพิ่มผลผลิตในแหล่งน้ำธรรมชาติ ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเลี้ยงให้เหมาะสมกับเกษตรกรและสภาพพื้นที่ นอกจากนี้ กรมประมง ยังเป็นหน่วยงานเริ่มต้นในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงปูทะเลให้แก่เกษตรกร สถาบันการศึกษา และผู้ที่สนใจทั่วไป อีกทั้งยังขยายผลส่งเสริมการเลี้ยงปูทะเลอย่างเป็นรูปธรรมในหลายพื้นที่ อาทิ โครงการปูไทยสร้างชาติในจังหวัดตรัง ที่เข้าไปส่งเสริมการเลี้ยงปูทะเลในพื้นที่บ่อกุ้งที่หยุดหรือพักการเลี้ยงโดยสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ ลูกพันธุ์ และปัจจัยการผลิต เพื่อฟื้นฟูพื้นที่และยกระดับสู่ศูนย์เรียนรู้ต้นแบบ รวมไปถึงโครงการเสริมความเข้มแข็งสู่เกษตรอัจฉริยะในพื้นที่บ่อกุ้งที่หยุดหรือพักการเลี้ยงจังหวัดปัตตานี ซึ่งมีการนำเทคโนโลยี AI และ IoT เข้ามาประยุกต์ใช้ในการเลี้ยงปูทะเลและปูคอนโด โดยตั้งเป้าเพิ่มอัตรารอดของลูกปูให้ได้มากกว่าร้อยละ 50–70

    นอกจากนี้ กรมประมง ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ดำเนินโครงการการขยายองค์ความรู้และนวัตกรรมการเลี้ยงปูขาว เพื่อเพิ่มรายได้และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนอาชีพอย่างยั่งยืน ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สู่เกษตรกรจำนวน 100 ราย ในพื้นที่อำเภอเมือง ปากพนัง และหัวไทร โดยมุ่งเพิ่มอัตรารอด ลดต้นทุน เพิ่มรายได้สุทธิของเกษตรกร ตลอดจนพัฒนาระบบการเลี้ยงแบบผสมผสาน การเชื่อมโยงตลาด และสร้างผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรุ่นใหม่

    สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้เยี่ยมชมและศึกษากระบวนการผลิตปูทะเลของศูนย์วิจัยฯ ตั้งแต่ การขุนเลี้ยงแม่พันธุ์ปูทะเล การเพาะและอนุบาลลูกปูทะเล ตลอดจนการเลี้ยงปูเนื้อในบ่อดิน เพื่อรับทราบแนวทางการดำเนินงานตั้งแต่ต้นน้ำสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ พร้อมรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนแนวทางในการยกระดับการผลิตปูทะเลให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า “กรมประมงพร้อมนำข้อเสนอแนะและแนวนโยบายจากการลงพื้นที่ครั้งนี้ไปต่อยอดสู่การปฏิบัติ โดยจะเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการผลิตลูกพันธุ์คุณภาพ ควบคู่กับการส่งเสริมรูปแบบการเลี้ยงที่เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มและเชื่อมโยงตลาด เพื่อผลักดัน ‘ปูทะเล’ ให้เป็นอีกหนึ่งสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชนชายฝั่งของไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1670148&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZH7tRhf05bziERJ2bPOfB

  • อบต.บางคนที ใช้ข้อมูลนำพัฒนาชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    อบต.บางคนที ใช้ข้อมูลนำพัฒนาชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    อบต.บางคนที ใช้ข้อมูลนำพัฒนาชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    อบต.บางคนที ใช้ข้อมูลนำพัฒนาชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    อบต.บางคนที ใช้ข้อมูลชุมชนเป็นฐาน เปิดเวทีร่วมคิด แก้ปัญหาเศรษฐกิจ สุขภาพ สังคมและสิ่งแวดล้อม ต่อยอดเป็นต้นแบบให้ อปท.กว่า 65 แห่งทั่วประเทศ

    องค์การบริหารส่วนตำบลบางคนที อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ใช้ “ข้อมูลเป็นฐาน” วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของประชาชน ผ่าน “เวทีกลางลานความคิด” เปิดให้ท้องถิ่น ชาวบ้าน หน่วยงานรัฐ และวัด ร่วมวางแผนแก้ปัญหา จนเกิดโครงการด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

    นางสาวเรณู เล็กนิมิตร นายก อบต.บางคนที ระบุว่า พื้นที่ขับเคลื่อนแนวคิด “ตำบลสุขภาวะ” โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนัก 3 สสส. ตั้งแต่ปี 2555 พร้อมใช้เครื่องมือ TCNAP และ RECAP จัดเก็บข้อมูล พบว่าผู้สูงอายุเพิ่มจาก 32% ในปี 2568 เป็น 34% ในปี 2569 และมีคนพิการ 140 คน ช่วยให้วางแผนดูแลได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

    อบต.บางคนที ใช้ข้อมูลนำพัฒนาชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    หนึ่งในผลลัพธ์คือ “ตลาดร่องสวนยายแพง” ซึ่งเกิดจากปัญหาราคากล้วยและมะพร้าวตกต่ำ ชาวบ้านจึงร่วมกันสร้างตลาดเปิดทุกเสาร์-อาทิตย์ เพื่อเพิ่มช่องทางขายสินค้าและรายได้ โดยใช้กติกา “หน้าไม่งอ ราคาไม่แพง พร้อมรับ”

    ด้านความมั่นคงทางอาหาร วัดบางคนทีในดำเนินโครงการ “ปันผัก ปันสุข” ใช้พื้นที่กว่า 3 ไร่ปลูกผักปลอดสารพิษ แจกต้นกล้าและอาหารแก่ผู้ยากไร้กว่า 150 คนต่อครั้ง พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนปลูกกินเองและนำส่วนเกินกลับมาแบ่งปัน

    อบต.บางคนที ใช้ข้อมูลนำพัฒนาชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    พื้นที่ยังรับมือสังคมสูงวัยด้วยการจ้าง Caregiver ผ่านกลไกมาตรา 33 และ 35 ช่วยดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ขณะเดียวกันกิจกรรม “ลงแขก-ลงคลอง” ที่ทำต่อเนื่องมากกว่า 10 ปีโดยไม่ใช้งบ อบต. ช่วยให้คลองสะอาดขึ้น กุ้งแม่น้ำกลับมาชุกชุม และต่อยอดเป็น “ชมรมคนตกกุ้ง” สร้างรายได้ควบคู่การอนุรักษ์

    ปัจจุบัน อบต.บางคนที เป็นพื้นที่ต้นแบบ มี อปท.มากกว่า 65 แห่งทั่วประเทศเข้ามาศึกษาเรียนรู้ สะท้อนแนวทางพัฒนาชุมชนจากข้อมูล พลังจิตอาสา และความร่วมมือของคนในพื้นที่ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    อบต.บางคนที ใช้ข้อมูลนำพัฒนาชุมชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

    นายสมพร ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ กล่าวว่า บทบาทของ สสส. คือช่วยให้ชุมชนเรียนรู้การใช้ข้อมูล วิเคราะห์ปัญหา และเชื่อมทุกภาคส่วนเข้ามาทำงานร่วมกัน โดยให้คนในพื้นที่เป็นผู้คิดและลงมือแก้ปัญหาด้วยตนเอง

    กรณีของบางคนทีจึงเป็นตัวอย่างของการพัฒนาจากฐานราก ที่เริ่มจากข้อมูล ความร่วมมือ และทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน ก่อนต่อยอดเป็นระบบดูแลคน สร้างรายได้ และรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/747447&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sYQogkAHpnqxdsQ7qkmaV

  •  “ปูทะเล” ขึ้นแท่นสัตว์เศรษฐกิจมูลค่าสูง เร่งเพิ่มผลผลิตรับตลาด  | เดลินิวส์

     “ปูทะเล” ขึ้นแท่นสัตว์เศรษฐกิจมูลค่าสูง เร่งเพิ่มผลผลิตรับตลาด  | เดลินิวส์

    นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การต่อยอดนโยบายส่งเสริม “ปูทะเล” ให้เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง ที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ชายฝั่ง เนื่องจากตลาดมีความต้องการสูง มีราคาจำหน่ายที่ดี และยังมีโอกาสขยายการผลิตได้อีกมาก โดยเฉพาะการนำพื้นที่บ่อกุ้งที่หยุดหรือพักการเลี้ยงกลับมาใช้ประโยชน์ สร้างทางเลือกในการประกอบอาชีพและเพิ่มมูลค่าให้กับพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยใช้ตลาดเป็นตัวนำการผลิต ควบคู่กับการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของตลาดและมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม 

    ทั้งนี้ “ลูกพันธุ์” ถือเป็นต้นน้ำสำคัญของการขยายฐานการผลิตปูทะเล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถของหน่วยงานกรมประมงในการผลิตลูกพันธุ์ปูทะเลที่มีคุณภาพและมีปริมาณเพียงพอรองรับความต้องการของเกษตรกร พร้อมเร่งขยายองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเลี้ยงไปสู่พื้นที่ที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มอัตรารอด ลดต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพการผลิต โดยตั้งเป้าเชื่อมโยงตั้งแต่ “ลูกพันธุ์–พื้นที่เลี้ยง–การผลิต–ตลาด” ให้เป็นระบบ สามารถพัฒนาเป็นอาชีพที่สร้างรายได้อย่างมั่นคง และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนชายฝั่งในระยะยาว

    ด้านนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง ได้รายงานความคืบหน้าและสถานการณ์การเพาะเลี้ยงปูทะเลของประเทศว่า กรมประมงได้ขับเคลื่อนการเพิ่มผลผลิตและส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปูทะเลอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เป็นต้นมา ส่งผลให้ในปี พ.ศ. 2568 มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2567 จำนวน 263.38 ตัน คิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.12 ปัจจุบันประเทศไทยมีผลผลิตปูทะเลจากการเพาะเลี้ยงรวม 3,963.66 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,343.36 ล้านบาท จากจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยง 4,710 ฟาร์ม ครอบคลุมพื้นที่ 55,127.99 ไร่ ซึ่งจังหวัดนครศรีธรรมราชถือเป็นศูนย์กลางสำคัญ ของการเลี้ยงปูทะเลของประเทศ ทั้งด้านจำนวนฟาร์ม พื้นที่ ผลผลิต และมูลค่าทางเศรษฐกิจ ในส่วนของจังหวัดสมุทรสาครมีปริมาณผลผลิตจัดอยู่ในอันดับที่ 4 ของประเทศ สามารถสร้างผลผลิตได้ 273.32 ตัน หรือร้อยละ  6.9 ของผลผลิตทั้งประเทศ คิดเป็นมูลค่ากว่า 66.68 ล้านบาท

    ปูทะเลถือเป็นสัตว์น้ำที่ตลาดต้องการและมีราคาจำหน่ายสูง โดยเฉพาะปูเนื้อมีราคาอยู่ในช่วง 230–680 บาท/กิโลกรัม  ปูไข่ 470–600 บาท/กิโลกรัม ปูไข่ดอง 200–340 บาท/ตัว และปูทะเลในร้านบุฟเฟต์ 140–170 บาท/กิโลกรัม  (ขึ้นกับขนาด) อีกทั้งการเลี้ยงยังมีความเสี่ยงน้อย โดยใช้ระยะเวลาเลี้ยงเพียง 4-5 เดือน ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยประมาณ 200 บาทต่อกิโลกรัม ให้ผลผลิตประมาณ 200 กิโลกรัมต่อไร่ต่อรุ่น สร้างรายได้เฉลี่ยให้เกษตรกรประมาณ 60,000 บาทต่อไร่ต่อรุ่น

    ทั้งนี้ กรมประมงได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาปูทะเลตลอดห่วงโซ่ โดยเฉพาะการสร้างความมั่นคงด้านลูกพันธุ์ โดยปัจจุบันหน่วยงานของกรมประมงมีศักยภาพผลิตลูกปูทะเลวัยอ่อน (Young crab) ประมาณ 3 ล้านตัวต่อปี เพื่อนำไปใช้ในการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงและสนับสนุนการเพิ่มผลผลิตในแหล่งน้ำธรรมชาติ ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเลี้ยงให้เหมาะสมกับเกษตรกรและสภาพพื้นที่ นอกจากนี้ กรมประมง ยังเป็นหน่วยงานเริ่มต้นในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงปูทะเลให้แก่เกษตรกร สถาบันการศึกษา และผู้ที่สนใจทั่วไป อีกทั้งยังขยายผลส่งเสริมการเลี้ยงปูทะเลอย่างเป็นรูปธรรมในหลายพื้นที่ อาทิ โครงการปูไทยสร้างชาติในจังหวัดตรัง ที่เข้าไปส่งเสริมการเลี้ยงปูทะเลในพื้นที่

    บ่อกุ้งที่หยุดหรือพักการเลี้ยงโดยสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ ลูกพันธุ์ และปัจจัยการผลิต เพื่อฟื้นฟูพื้นที่และยกระดับสู่ศูนย์เรียนรู้ต้นแบบ รวมไปถึงโครงการเสริมความเข้มแข็งสู่เกษตรอัจฉริยะในพื้นที่บ่อกุ้งที่หยุดหรือพักการเลี้ยงจังหวัดปัตตานี ซึ่งมีการนำเทคโนโลยี AI และ IoT เข้ามาประยุกต์ใช้ในการเลี้ยงปูทะเลและปูคอนโด โดยตั้งเป้าเพิ่มอัตรารอดของลูกปูให้ได้มากกว่าร้อยละ 50–70  นอกจากนี้ กรมประมง ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ดำเนินโครงการการขยายองค์ความรู้และนวัตกรรมการเลี้ยงปูขาว เพื่อเพิ่มรายได้และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนอาชีพอย่างยั่งยืน ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สู่เกษตรกรจำนวน 100 ราย ในพื้นที่อำเภอเมือง ปากพนัง และหัวไทร โดยมุ่งเพิ่มอัตรารอด ลดต้นทุน เพิ่มรายได้สุทธิของเกษตรกร ตลอดจนพัฒนาระบบการเลี้ยงแบบผสมผสาน การเชื่อมโยงตลาด และสร้างผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรุ่นใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6132273/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28z-BDyx4BoJF6avtskUgv