Category: เศรษฐกิจ

  • ต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจชายแดน

    ต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจชายแดน

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    ต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจชายแดน

    27 ส.ค. 2568 04:36 น.

    ต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจชายแดน

    -กกก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์เนื้อหาพิเศษเฉพาะสมาชิกหนังสือพิมพ์เท่านั้น

    ข่าวไทยรัฐออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2878793&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r5hiE-0CtWdbBAnVkAECo

  • “ไทย”รับมือวิกฤตโลกเปลี่ยน “จตุพร” จี้ยกระดับ e-Government

    “ไทย”รับมือวิกฤตโลกเปลี่ยน “จตุพร” จี้ยกระดับ e-Government

    วันนี้ ( 27 ส.ค.2568) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ในงานสำเภา-นาวาทอง ประจำปี 2568 ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง การแข่งขันทางการค้า หนี้ครัวเรือนสูง ความเหลื่อมล้ำทางสังคม สังคมสูงวัย ปัญหาคอร์รัปชัน รวมถึงวิกฤตระดับโลกด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจ เช่น การเจรจาภาษีไทย–สหรัฐฯ และ FTA ไทย–สหภาพยุโรป ตลอดจนความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นและคุณภาพชีวิตของประชาชน

    นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รมว.พาณิชย์

    นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รมว.พาณิชย์

    นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รมว.พาณิชย์

    ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ มีประสิทธิภาพ คล่องตัว และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างแท้จริง โดยต้องอาศัยผู้นำและผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามายกระดับสู่ระบบ e-Government ที่โปร่งใส เชื่อมโยง และให้บริการประชาชนอย่างมีคุณภาพ พร้อมทั้งบูรณาการแนวคิด ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs)

    ความสำคัญของระบบราชการคือการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ หากฝ่ายการเมืองไม่สามารถสื่อสารเชื่อมโยงไปยังส่วนราชการได้ ภารกิจของรัฐก็ไม่อาจขับเคลื่อนได้สำเร็จ ทั้งนี้ต้องขอชื่นชมหอการค้าไทยที่จัดรางวัล “สำเภา–นาวาทอง” ซึ่งมีส่วนกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐเร่งปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เองก็ได้มีการปรับตัวโดยยึดสโลแกน พาณิชย์พึ่งได้ แค่ทักก็ถึง แก้ปัญหาทุกเรื่อง ซึ่งสะท้อนถึงการทำงานที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

    โดยชี้ว่าเจ้าหน้าที่ภาครัฐทุกระดับจำเป็นต้องมี Mindset ที่ถูกต้อง หาก คนดี ระบบดี จะนำไปสู่การทำงานที่มีคุณภาพ เกิดจากการเรียนรู้ พัฒนา และสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ความเชื่อมโยงตั้งแต่ ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ มีความสำคัญอย่างยิ่ง ภาครัฐต้องหาวิธีแก้ไขปัญหาเชิงบูรณาการเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ เดินหน้าสู่การพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การสร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อการทำธุรกิจและการลงทุน (Ease of Doing Business และ Ease of Investment) เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในสายตานานาชาติ โดยในปีที่ผ่านมา หอการค้าฯ ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐ 22 แห่ง นำร่องเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อลดขั้นตอน ลดการเรียกเอกสาร และยกเลิกการเซ็นสำเนา ซึ่งสามารถลดกระบวนการได้กว่า 500 รายการ และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 7,000 ล้านบาทต่อปี ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐให้ทันสมัยและตอบโจทย์ผู้ประกอบการ

    ทั้งนี้ รางวัล สำเภา–นาวาทองไม่ได้เป็นเพียงแค่การเชิดชูเกียรติ แต่ยังเป็นแรงผลักดันที่กระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐมุ่งมั่นพัฒนากระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานของภาครัฐมีความ มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจและประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

    สำหรับปี 2568 รางวัล สำเภา–นาวาทอง แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ รางวัลระดับกระทรวง, ระดับกรม, ระดับกระบวนงาน และระดับภูมิภาค โดยมีหน่วยงานที่ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 39 หน่วยงาน นับเป็นหลักฐานชัดเจนถึงความมุ่งมั่นและความสำเร็จของภาครัฐในการยกระดับคุณภาพการให้บริการ เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

    อ่านข่าว:

    พณ.รุกตลาดลาตินอเมริกา ถกโตโยต้าอาร์เจนตินา ดันนำเข้าอุปกรณ์ยานยนต์ไทย

    สงครามราคาข้าวโลกแข่งดุ ฉุด 7 เดือนไทยส่งออกลดลง 25.09%

    ต่างชาติลงทุนไทย 7 เดือน ขนเงินเข้าปท. 1.59แสนล้าน ญี่ปุ่นลงทุนมากสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/355841&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Zli7oH0TUNPOEv5OJqD7S

  • (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) หมู่บ้านห่างไกลในทิเบตได้รับการพัฒนาด้วย “เศรษฐกิจดอกพีช” | TOPNEWS

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) หมู่บ้านห่างไกลในทิเบตได้รับการพัฒนาด้วย “เศรษฐกิจดอกพีช” | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 27/08/2025 22:04

    นครหลินจือ เขตปกครองตนเองทิเบต มีหมู่บ้านห่างไกลชื่อ “กาไล” ที่ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย “เศรษฐกิจดอกพีช (Peach Blossom Economy)” .

    “กาไล” ได้รับการขนานนามว่าเป็น “หมู่บ้านดอกพีช” เพราะมีทิวทัศน์ภูเขาและทุ่งนาที่บานสะพรั่งไปด้วยดอกพีชทุกฤดูใบไม้ผลิ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หมู่บ้านแห่งนี้ได้รับการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน
    .
    แม้จะมีประชากรเพียง 149 คน แต่ฤดูชมดอกพีชปีนี้ หมู่บ้านกาไลมีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 110,000 คน สร้างรายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมและการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวมากถึง 3.7 ล้านหยวน (ประมาณ 17 ล้านบาท)
    .
    ในอดีต หมู่บ้านแห่งนี้เคยเผชิญความยากจน ชาวบ้านมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวไม่ถึง 2,000 หยวน (ประมาณ 9,200) จากการทำป่าไม้ เลี้ยงสัตว์ และปลูกข้าวบาร์เลย์
    .
    การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เริ่มขึ้นในปี 2558 หลังได้รับความช่วยเหลือจากมณฑลกวางตุ้ง ในการพัฒนาการท่องเที่ยวดอกพีช ทำให้รายได้ต่อหัวของชาวบ้านในปี 2567 พุ่งเกิน 40,000 หยวน (ประมาณ 184,000 บาท) และรายได้รวมของทั้งหมู่บ้านแตะ 14 ล้านหยวน (ประมาณ 64.4 ล้านบาท)
    .
    กรกฎาคม 2564 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินทางเยือนทิเบต พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ในการผลักดันการฟื้นฟูชนบทอย่างรอบด้าน และได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติบนที่ราบสูง พัฒนาตราสินค้าการท่องเที่ยวของหมู่บ้าน และร่วมกันสร้างสรรค์พื้นที่ชายแดนที่มั่งคั่งและมั่นคง
    .
    ทิเบตเคยเผชิญความยากจนอย่างรุนแรง และมีอัตราความยากจนสูงที่สุดในจีน แต่สามารถยกเลิกสถานะความยากจนของประชาชนที่ลงทะเบียนไว้ 628,000 คน ภายในปี 2562 ในปี 2567 รายได้เฉลี่ยต่อหัวชาวทิเบตเพิ่มขึ้นกว่า 12.5% สะท้อนถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
    .
    คลิปจาก China Media Group

    TOPNEWS website - update 2025

    TOPNEWS website - update 2025

    ภาคเอกชนหนุนส่งเสริมอาชีพแม่บ้านแนวชายแดนบุรีรัมย์ หวังลดเครียด

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) สะพานสูงสุดในโลกในกุ้ยโจว ทดสอบรับน้ำหนักบรรทุกเสร็จสิ้น

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) หมู่บ้านห่างไกลในทิเบตได้รับการพัฒนาด้วย “เศรษฐกิจดอกพีช”

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) สำรวจ’ขุนเขาเจี้ยวจื่อ’ ทางเดินยาวเด่นในคุนหมิง

    ยกทัพศิลปิน-โชว์ศิลปวัฒนธรรมสุดอลังการ ในงาน “มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย 2568” ชวนชมแสดงศิลปวัฒนธรรม 4 ภาค

    โคราชเปิดศูนย์อาหารเฉพาะโรค”ปิ่นโต”มุ่งใช้อาหารเป็นยารักษาโรค NCDs

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1291014&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LzbL5vuW40GYp3UtRGuJL

  • ‘ปูติน’ ไม่แคร์ดีลสันติภาพ แต่ตัวเลขเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ร่ำร้องว่า ‘แคร์เถอะ’ !

    ‘ปูติน’ ไม่แคร์ดีลสันติภาพ แต่ตัวเลขเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ร่ำร้องว่า ‘แคร์เถอะ’ !

    ต่างประเทศ

    ‘ปูติน’ ไม่แคร์ดีลสันติภาพ แต่ตัวเลขเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ร่ำร้องว่า ‘แคร์เถอะ’ !

    27 ส.ค. 2025 เวลา 18:00 น.

    “ปูติน” ทำเหมือนไม่แคร์ “ดีลสันติภาพ” แต่เมื่อดูตัวเลขเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ บ่งบอกว่า ผู้นำรัสเซียต้องตระหนักถึงการทำข้ออตกลงสันติภาพ เพื่อถอนพิษเศรษฐกิจจากการทำสงคราม ก่อนที่จะเข้าสู่ “ภาวะถดถอย” ในระยะยาว

    เศรษฐกิจรัสเซียที่ตกต่ำ การเติบโตที่ชะลอตัว และการขาดดุลที่ขยายตัวมากขึ้น อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ต้องพิจารณาถึงการเจรจากับยูเครน

    คุณไม่ผิดหรอกหากคิดว่าปูตินไม่สนใจที่จะบรรลุดีลสันติภาพ เมื่อดูจากการปฏิเสธทำข้อตกลงหยุดยิงกับยูเครน และยังคงเดินหน้าโจมตียูเครนอย่างต่อเนื่อง และแทบไม่ส่งสัญญาณเลยว่าจะมีการเสนอข้อตกลงสันติภาพ หรือยอมรับข้อตกลงในเร็วๆ นี้

    ยิ่งไปกว่านั้น การตอบสนองอย่างเย็นชาของเครมลินต่อคำมั่นสัญญาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐที่จะจัดการประชุมทวิภาคีระหว่างปูตินและประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีของยูเครน เผยให้เห็นสัญญาณบางอย่าง ซึ่งรัสเซียแทบไม่แสดงความคิดเห็นต่อข้อเสนอเรื่องการเจรจา ยิ่งเรื่องการยอมรับข้อตกลงยิ่งไม่ต้องพูดถึง

    แต่รัสเซียจะนิ่งเฉยต่อดีลสันติภาพได้นานแค่ไหน เมื่อเศรษฐกิจของประเทศกำลังตกอยู่ในช่วงที่ยากลำบาก

    กระทรวงการคลังรัสเซียรายงานเมื่อต้นเดือน ส.ค. ว่า ประเทศขาดดุลงบประมาณแตะ 4.88 ล้านล้านรูเบิลแล้ว หรือเกือบ 2 ล้านล้านบาท ในระหว่างเดือน ม.ค.- ก.ค. ปีนี้ คิดเป็นประมาณ 2.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และในช่วงเวลาดังกล่าว การใช้จ่ายของรัฐบาลก็พุ่งสูง 20.8% สู่ระดับ 25.19 ล้านล้านรูเบิล หรือราว 10 ล้านล้านบาท

    นอกจากนี้รัฐบาลยังมีค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมที่สูงมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งได้รับแรงหนุนมาจากการจำหน่ายน้ำมันและก๊าซให้กับพันธมิตรของตนเอง เช่น จีน และอินเดีย และมีรายได้จากภาษีเพิ่ม

    อย่างไรก็ตาม รายได้ส่งออกน้ำมันลดลง ท่ามกลางการคว่ำบาตรที่มีต่อรัสเซียและอุปสงค์โลกที่ลดน้อยลง นั่นหมายความว่า เครมลินอาจต้องพิจารณาลดการใช้จ่ายอื่นๆ หรือขึ้นภาษีอีก

    ขณะที่เดียวกัน แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจก็ไม่สดใสนัก ในปี 2567 เศรษฐกิจรัสเซียเติบโต 4.3% แต่ปีนี้ธนาคารกลางรัสเซียคาดว่า เศรษฐกิจอาจขยายตัวน้อยกว่ามาก ที่ระดับเพียง 1-2% เท่านั้น ข้อมูลนี้ถือเป็นความเสี่ยงสำหรับเครมลินที่กำลังพิจารณาว่าจะทำข้อตกลงสันติภาพ หรือเดินหน้าทำสงครามกับยูเครนต่อขณะที่กำลังได้เปรียบในสนามรบ

    อเล็กซานเดอร์ โคลยันเดอร์ นักวิจัยอาวุโสของศูนย์วิเคราะห์นโยบายยุโรป (CEPA) ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อปลายเดือน ก.ค. ว่า สำหรับเครมลินแล้ว เศรษฐกิจเติบโตต่ำในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น พอทนได้ และเมื่อรวมเรื่องราคาน้ำมันที่ลดลง ก็แค่ทำให้รายได้ทางการคลังน้อยลง แต่สิ่งที่ต้องเดิมพันหลักๆ คือ เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจะต้องไม่กลายเป็นเศรษฐกิจถดถอยในระยะยาว

    “รัฐบาลสามารถคงการใช้จ่ายกลาโหมและทางสังคมไว้ได้มาตลอด แต่อาจต้องตัดการใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งอาจเข้าสู่เส้นทางที่อันตราย”

    โคลยันเดอร์ เตือนด้วยว่า การลดการใช้จ่ายหรือมาตรการรัดเข็มขัดอาจทำให้เศรษฐกิจและการขึ้นค่าจ้างชะลอตัวลงไปอีกในช่วงที่ถูกคว่ำบาตร ราคาน้ำมันตกต่ำ และมีความท้าทายมากมายต่อสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งทำให้การลงทุนของภาคเอกชนลดลง

    “ในทางกลับกัน ถ้ารัฐบาลไม่ลดการสนับสนุนทางการเงิน อาจมีความเสี่ยงเกิดเงินเฟ้อสูงได้อีก” นักวิจัย CEPA เตือน

    แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ที่ส่วนใหญ่มาจากการใช้จ่ายด้านกลาโหมที่พุ่งสูง การคว่ำบาตร การขาดแคลนแรงงานที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลในอุปทานและอุปสงค์ในภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ และราคาอาหารแพงนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่เครมลินต้องตระหนักท่ามกลางความกังวลว่าเศรษฐกิจกำลังระอุ

    อย่าเพิ่งวางใจเงินเฟ้อลดลง

    ซีเอ็นบีซีรายงานว่า แบงก์ชาติรัสเซียใช้เวลาหลายปีในการพยายามควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของประเทศ ซึ่งแตะ 17.1% หลังจากที่รัสเซียรุกรานยูเครนในเดือน ก.พ. 2565 และดูเหมือนว่าความพยายามดังกล่าวจะประสบความสำเร็จ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อลดลงเหลือ 8.8% ในเดือน ก.ค. และนั่นทำให้แบงก์ชาติรัสเซียลดอัตราดอกเบี้ย 2% สู่ระดับ 18% ในเดือนก่อน หลังจากลด 1% ในเดือน มิ.ย. นอกจากนี้ ยังปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2568 และคาดว่าจะเหลือ 4% ในปี 2569

    ธนาคารกลางเผยหลังจากประชุมเมื่อวันที่ 25 ก.ค. ว่า การเติบโตของอุปสงค์ภายในประเทศชะลอตัว และเศรษฐกิจกำลังกลับสู่เส้นทางการเติบโตที่สมดุล แต่โคลยันเดอร์บอกว่า “เส้นทางการเติบโตที่สมดุล” เป็นเพียง “คำพูดสวยหรูสำหรับการบอกถึงการเติบโตที่ชะลอตัว” และเตือนว่า การที่แบงก์ชาติรัสเซียอ้างว่าได้รับชัยชนะเหนือเงินเฟ้อนั้น มาพร้อมกับ “ราคาที่ต้องจ่าย”

    เศรษฐกิจรัสเซียเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย

    สำนักข่าวซีเอ็นบีซีระบุว่า ปูตินตระหนักถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจที่รัสเซียเผชิญอย่างเต็มที่ และเตือนเมื่อเดือน มิ.ย. ว่า ต้องไม่ปล่อยให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย

    “การเติบโตอย่างสมดุลคือ เงินเฟ้ออยู่ระดับปานกลาง การว่างงานต่ำ และไดนามิกของเศรษฐกิจเป็นบวกต่อเนื่อง ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญบางคนได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจซบเซา ไปจนถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอย เรื่องนี้ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ว่าในกรณีใด” ปูตินกล่าวสุนทรพจน์ในงาน St. Petersburg International Economic Forum

    ข้อมูลการเติบโตของเศรษฐกิจรัสเซียล่าสุดบ่งชี้ว่ายังคงชะลอตัวต่อเนื่อง โดยในไตรมาสที่สองของปีนี้เติบโตเพียง 1.1% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี ลดลงจาก 1.4% ในไตรมาสแรกของปีนี้

    เลียม พีช นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสตลาดเกิดใหม่จากแคปิตอล อีโคโนมิกส์ ระบุในอีเมลวิเคราะห์ในเดือนส.ค. ว่า เศรษฐกิจรัสเซียชะลอตัวอย่างชัดเจน ท่ามกลางความไม่สมดุลที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของสงคราม และคาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวต่อเนื่องในไตรมาสต่อไป

    “ภาพใหญ่คือ เศรษฐกิจรัสเซียกำลังชะลอตัวภายใต้แรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงและความพยายามจะทำสงครามต่อไป การเติบโตที่ซบเซาในระยะยาวกำลังรออยู่”

    พีช บอกด้วยว่า ผลสำรวจความรู้สึกทางธุรกิจและความสนใจลงทุนลดลงสู่ระดับต่ำในรอบหลายปี ตลาดแรงงานก็ชะลอตัว แต่อุปสงค์ที่ซบเซาอาจทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อบรรเทาลง อย่างไรก็ตาม แคปิตอลอีโคโนมิกส์คาดว่า จีดีพีรัสเซียอาจเติบโตเพียง 0.8% ในปี 2568 และมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะถดถอยในปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1196100&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vRIDD_edy1FglZ5IAybEL

  • รัฐบาล เปิดโอกาสให้สิทธิผู้ลี้ภัยสู้รบในเมียนมาทำงานได้ ขณะที่ UNHCR ชื่นชมประเทศไทย ถือเป็นต้นแบบในการดูแลมนุษยธรรม และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    รัฐบาล เปิดโอกาสให้สิทธิผู้ลี้ภัยสู้รบในเมียนมาทำงานได้ ขณะที่ UNHCR ชื่นชมประเทศไทย ถือเป็นต้นแบบในการดูแลมนุษยธรรม และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    รัฐบาล เปิดโอกาสให้สิทธิผู้ลี้ภัยสู้รบในเมียนมาทำงานได้ ขณะที่ UNHCR ชื่นชมประเทศไทย ถือเป็นต้นแบบในการดูแลมนุษยธรรม และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น


    27/08/2568 | 67 |

    วันนี้ (27 สิงหาคม 2568) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) แถลงชื่นชม รัฐบาลไทย ให้สิทธิในการทำงานแก่ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาที่พำนักระยะยาวในไทย โดยวานนี้ (26 ส.ค.2568) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่พำนักอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ซึ่งจะช่วยให้ผู้ลี้ภัยสามารถทำงานในประเทศได้อย่างถูกกฎหมาย และมีส่วนช่วยสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ  

    “UNHCR ระบุว่า ….ประเทศไทยไม่เพียงแต่ยึดมั่นในหลักการด้านมนุษยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่ออนาคตของไทยอีกด้วย ผู้ลี้ภัยนอกจากจะสามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวแล้ว ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการบริโภค และส่งเสริมการสร้างงาน ซึ่งจะมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของ GDP และความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของประเทศ”

    นโยบายใหม่นี้ ถือเป็นการต่อยอดความเป็นผู้นำและบทบาทสำคัญในการให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยของไทยที่มีมานานกว่า 50 ปี ซึ่งจะถือเป็นมาตรฐานใหม่ในภูมิภาคสำหรับการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยที่ยั่งยืน โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน และอาจเป็นแบบอย่างให้กับประเทศอื่นๆ ที่เผชิญกับความท้าทายที่คล้ายคลึงกันอีกด้วย 
     
    “รัฐบาลให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมแก่คนต่างด้าวกลุ่มผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาอย่างต่อเนื่อง  แต่ปัจจุบัน องค์กรระหว่างประเทศและองค์การนอกภาครัฐต่างๆ ปรับลดงบประมาณส่งผลรัฐบาลไทย ต้องรับภาระในการดูแลคนต่างด้าวเพิ่มขึ้น ดังนั้น ครม. จึงเล็งเห็นว่าเพื่อบรรเทาภาระของรัฐและสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ตลอดจนแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน จึงผ่อนผันให้กลุ่มคนต่างด้าวดังกล่าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเพื่อทำงานเพื่อให้สามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวต่อไป”นายจิรายุ กล่าว

    อนึ่ง ปัจจุบันพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา มีจำนวนทั้งสิ้น 9 แห่ง อยู่ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดตาก จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดราชบุรี และมีจำนวนผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาอาศัยในพื้นที่ดังกล่าว จำนวน 77,718 คน โดยเป็นวัยทำงานจำนวน 42,601 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2568)

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/100184


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/418573&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NkNIXxSg5XfLgqrNFU9uA

  • เศรษฐกิจฝืด กำลังซื้อซบ ดันยอดขายบ้าน-แฟชั่น-รถมือ 2 บูม

    เศรษฐกิจฝืด กำลังซื้อซบ ดันยอดขายบ้าน-แฟชั่น-รถมือ 2 บูม

    ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจนในปี 2568 จากแรงกดดันของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ และภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงต่อเนื่อง รายได้ของประชาชนส่วนใหญ่กลับไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่รายจ่ายกลับคงที่หรือสูงขึ้นในบางหมวด การเลือกซื้อ “สินค้ามือสอง” จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เห็นได้จากยอดขายสินค้ามือสองที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบ้านมือสอง แฟชั่นแบรนด์เนมมือสอง รวมถึงรถมือสองที่ส่งสัญญาณเติบโต

    ตลาดบ้านมือสองเติบโตอย่างชัดเจน สวนทางเศรษฐกิจ และแซงตลาดบ้านใหม่ โดยมีผลพวงมาจาก สถานการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งผู้บริโภคได้เห็นสภาพที่อยู่อาศัย สามารถเลือกทำเลใกล้แหล่งงาน ราคาถูกกว่าเมื่อเทียบบ้านมือหนึ่ง

    สะท้อนจากนายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตลาดบ้านมือสองขยายตัวต่อเนื่อง เนื่องจากผู้บริโภคต้องการที่อยู่อาศัยราคาถูก อยู่ในเมือง เมื่อเทียบกับราคาหากเป็นบ้านใหม่นอกจากต้องออกไปอยู่นอกเมืองแล้วราคายังแพงกว่าหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับขนาดบ้านที่ใกล้เคียงกันที่สำคัญสภาพบ้านมือสองปัจจุบันเมื่อเทียบกับบ้านใหม่ ไม่ต่างกันมากเพราะส่วนใหญ่ มีคนจำนวนไม่น้อยเปลี่ยนมือทั้งที่เข้าอยู่ได้ไม่นาน

    สำหรับตลาดบ้านมือสอง มีสัดส่วนทั้งหมด 60% ของตลาดรวมทั้งมือหนึ่ง มือสอง เช่น ตลาดรวม 5แสนหน่วย ตลาดบ้านมือสองประมาณ 3 แสนหน่วย เป็นต้น

    ด้านนายประวิทย์ อนุศิริ นายกสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ตลาดบ้านมือสอง เติบโตมาโดยตลอด ตั้งแต่ก่อนเกิดสถานการณ์โควิดจนถึงปัจจุบันซึ่งเกิดเหตุแผ่นดินไหว โดยสาเหตุที่ผู้บริโภคให้ความสนใจบ้านมือสอง นอกจากราคาถูกกว่าบ้านมือหนึ่งมากแล้ว สามารถเลือกอยู่ในทำเลใกล้เมือง เดินทางสะดวกใกล้แหล่งงาน นอกจากนี้สภาพใกล้เคียงบ้านมือหนึ่งเนื่องจาก มีการเปลี่ยนมือไม่นาน แต่ราคากลับถูกกว่าค่อนข้างมากและสามารถต่อรองได้

    ทั้งนี้การขายบ้านมือสองจะเน้นคัดเลือกทรัพย์มาจากทรัพย์สินรอการขายหรือ NPA ของสถาบันการเงินที่ประเมินว่าจะขายได้ และทำเลที่มีศักยภาพทั้งกรุงเทพฯและจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญทั้งแนวราบและแนวสูง โดยมีตัวแทนขายผ่านการอบรมของสมาคมฯ เจาะตลาดทั้งไทยและต่างชาติ ทั้งนี้กลุ่มของต่างชาติที่ติดต่อเข้ามาค่อนข้างมาก คือ เมียนมา ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว และการสู้รบที่ต้องการย้ายมาอยู่อาศัยยังประเทศไทย และมองหาคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองที่มองว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่น้อยกว่า

    อย่างไรก็ตาม ตัวเลขในตลาดแต่ละปี มีที่อยู่อาศัยประมาณ 1.2 ล้านหน่วย ซึ่งมือหนึ่งประมาณ 4 แสนหน่วยนอกนั้นจะเป็นบ้านมือสอง นอกจากนี้ตลาดบ้านมือสอง ยังได้อานิสงส์จากมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนลดจดจำนอง ปีที่ผ่านมาสำหรับ บ้านราคาไม่เกิน 7 ล้านบาทซึ่งช่วยลดภาระผู้บริโภคได้มากจากที่ต้องจ่ายค่าโอน 140,000 บาท เหลือ 700 บาท

    ค่าจดจำนองจาก 70,000 บาท เหลือ 700 บาท รวมแล้วเสียค่าใช้จ่ายเพียง 1,400 บาท สำหรับบ้านราคา 7 ล้านบาท และปีนี้เช่นเดียวกัน เมื่อมีมาตรการลดค่าโอนจดจำนองเข้ามาช่วยจะช่วยให้ตลาดนี้เติบโตมากขึ้น โดยประเมินว่า บ้านมือสองเติบโตเฉลี่ยปีละ 30%

    สอดคล้องกับ นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ตลาดบ้านมือสอง ขยายโตแซงบ้านใหม่ เนื่องจาก สถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว ความต้องการที่อยู่อาศัยยังมีแต่ พฤติกรรมเปลี่ยน ไปซื้อบ้านราคาถูกลง โดยเฉพาะบ้านมือสองมากขึ้น

    สะท้อนตัวเลข การสำรวจของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ การโอนกรรมสิทธิ์ไตรมาส2/2568 พบว่าบ้านมือสองทุกระดับราคา มียอดโอนกรรมสิทธิ์ สูงถึง 101,304 หน่วย คิดเป็น 48% ของยอดโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด และยอดโอนกรรมสิทธิ์ ติดลบเพียง 11.1% ในขณะตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์บ้านใหม่ติดลบมากถึง15.8%

    ขณะที่นายฮายาโตะ โมเทกิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิลด์ สห (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหาร RAGTAG กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัว แต่ตลาดสินค้ามือสองกลับเป็นโอกาสสำคัญ เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มรัดเข็มขัดและมองหาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มในราคาที่คุ้มค่ามากขึ้น จุดเด่นของ RAGTAG คือการนำเสนอสินค้าแบรนด์เนมและลักชัวรีมือสองกว่า 5,000 แบรนด์ ที่ผ่านการคัดสรรและตรวจสอบคุณภาพอย่างพิถีพิถันโดยผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น เน้นความเป็นแฟชั่นตั้งแต่การคัดเลือกสินค้า การจัดวางในร้าน การบริการ ไปจนถึงการสื่อสารกับลูกค้า

    เศรษฐกิจฝืด กำลังซื้อซบ ดันยอดขายบ้าน-แฟชั่น-รถมือ 2 บูม

    ด้านนายโทรุ อิมาอิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหโคเมเฮียว จำกัด บริษัทร่วมทุนระหว่างเครือสหพัฒน์และกลุ่มโคเมเฮียว (KOMEHYO) ผู้ดำเนินธุรกิจสินค้าแบรนด์เนมมือสองที่ได้รับความนิยมในประเทศญี่ปุ่นมานานกว่า 78 ปี กล่าวว่า หลังจากที่โคเมเฮียว เข้ามาเปิดให้บริการในประเทศไทยจนปัจจุบันเปิดแล้ว 6 สาขา

    ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค และมองว่าตลาดสินค้าแบรนด์เนมมือสองในไทยยังคงมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เพราะสินค้าเหล่านี้มีคุณค่าทางจิตใจและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ล่าสุดได้เปิดให้บริการสาขาที่ 7 ขึ้น ณ เซ็นทรัล ลาดพร้าว ในวันที่ 25 สิงหาคมนี้

    ทั้งนี้เครือสหพัฒน์ ถือเป็นผู้บุกเบิกตลาดสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมมือสองของไทย โดยเริ่มเปิดให้บริการร้านโคเมเฮียว เมื่อ 6 ปีก่อน จนปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 7 สาขา เพื่อจำหน่ายแบรนด์เนมมือสองในกลุ่มสินค้านาฬิกา เครื่องประดับลักชัวรี ล่าสุดยังร่วมทุนกับ RAGTAG (แร็กแท็ก) เชนร้านแฟชั่นแบรนด์เนมมือสองจากญี่ปุ่น เปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่ One Bangkok ในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา โดยแร็กแท็ก จะเน้นจำหน่ายสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนม กระเป๋า เสื้อผ้าหรู เป็นต้น ส่งผลให้ปัจจุบันเครือสหพัฒน์ เป็นเจ้าของแบรนด์เนมมือสองถึง 2 แบรนด์ ครอบคลุมทุกกลุ่มสินค้า

    ด้านนางสาวธารารัตน์ อนุรัตน์บดี ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง Bagnifique.brandname กล่าวว่า ช่องทางการจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมมือสอง ในช่องทางโซเชียลมีเดีย ได้รับการยอมรับและได้รับความนิยมมากขึ้น จึงทำให้เกิดการตกลงซื้อขายกันได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น รวมทั้งเศรษฐกิจที่ชะลอตัวช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้ทำให้มีการนำสินค้าแบรนด์เนมออกมาขายเป็น used หรือสินค้ามือสองเพื่อสร้างสภาพคล่องทางการเงินหรือแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดให้กับเจ้าของหรือผู้ครอบครองได้ง่าย

    สำหรับตลาดสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมมือสองในประเทศไทยมีแนวโน้มการเติบโตอย่างโดดเด่น ด้วยมูลค่าการซื้อขายราว 4 หมื่นล้านบาทในปี 2567 เติบโตเฉลี่ยปีละ 10-15% โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการรัดเข็มขัดของผู้บริโภคที่มองหาสินค้าคุ้มค่า ประกอบกับกระแส “Circular Fashion” ที่เน้นความยั่งยืน และการที่แบรนด์ลักชัวรีจากต่างประเทศเข้ามาในไทยมากขึ้น

    ขณะที่สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว รายงานว่า ตลาดรถมือสองครึ่งปีแรก (ม.ค.- มิ.ย.68) มีจำนวน 285,000 คัน ลดลง 10% โดยจำนวนรถยึดเข้ามาในลานประมูลน้อยลง ขณะที่รถหลายเซกเมนต์ขยับราคาสูงขึ้น

    ด้านบริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ลัมโบร์กินี อย่างเป็นทางการ ยอมรับว่ายอดขายรถใหม่ปีนี้ ต่ำที่สุดตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ และเตรียมขยับขยายแผนไปยังรถมือสอง

    นายอภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการ เรนาสโซ มอเตอร์ เปิดเผยว่า ด้วยสภาพเศรษฐกิจ และผู้คนไม่มีอารมณ์จับจ่ายใช้สอย จากสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบันรวมถึงการลงทุน ที่ติดอยู่ในทรัพย์สินบางอย่างส่งผลให้ตลาดซูเปอร์คาร์ชะลอตัว รวมถึงการขยับเวลาการส่งมอบรถออกไปเป็นต้นปีหน้า ทำให้ยอดขายของลัมโบร์กินี ปีนี้ถือว่าต่ำสุดในรอบ 7 ปี (ไม่นับรวมปีแรกที่เข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่าย)

    “ยอดขายลัมโบร์กินีปีนี้ คาดว่าจะทำได้ 28 คัน ถือว่าต่ำสุดจากที่เคยขายได้กว่า 70 คันต่อปี แต่ปี 2569 คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเป็น 50 คัน ในจำนวนนี้จะเป็นของ Lamborghini Temerario 20 คัน”

    อย่างไรก็ตาม บริษัทเตรียมเดินแผนรถใช้แล้ว Lamborghini Certified Pre-Owned เข้มข้นมากขึ้น เน้นสร้างการรับรู้ของแบรนด์ กับราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย พร้อมการรับประกันคุณภาพตามมาตรฐานของลัมโบร์กินี

    “เราจะเพิ่มทุนหมุนเวียนสำหรับ Lamborghini Certified Pre-Owned จากเดิม 100 ล้านบาทต่อปี เป็น 200 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำรถสภาพดีเข้ามาในพอร์ต พร้อมส่งเสริมให้ธุรกิจครบวงจร สนับสนุนการขายรถใหม่ และรักษาราคาขายต่อของรถ”

    Lamborghini Certified Pre-Owned ต้องผ่านการตรวจสภาพ 153 รายการ พร้อมเช็กประวัติการเข้ารับบริการรายชื่อผู้ครอบครอง และการเปลี่ยนมือ ซึ่งรถในโปรแกรมนี้ มีโอกาสเป็นเจ้าของได้ในราคาไม่ถึง 20 ล้านบาท

    นายวิสุทธิ์ เหมพรรณไพเราะ นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว เปิดเผยว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนที่สำคัญ จากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจ ราคาสินค้า และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ทั้งจำนวนรถยนต์ใช้แล้วที่เข้าสู่ตลาด ยอดขาย และการปล่อยสินเชื่อจากสถาบันการเงินต่างหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

    “จำนวนรถยนต์ใช้แล้วที่เข้าสู่ตลาดในปี 2567 มีเฉลี่ยเดือนละ 25,000 คัน หรือประมาณ 300,000 คันต่อปี แต่ปี 2568 เหลือเฉลี่ยเพียงเดือนละ 18,458 คัน หรือลดลง 28%” นายวิสุทธิ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/637204&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24TN6LATsor_LIr9lqz4jq

  • นักวิชาการกัมพูชาซัดสวีเดน เห็นแก่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หลังขายกริพเพนให้ไทย

    นักวิชาการกัมพูชาซัดสวีเดน เห็นแก่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หลังขายกริพเพนให้ไทย

    นักวิชาการกัมพูชาซัดสวีเดน เห็นแก่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หลังขายกริพเพนให้ไทย

    นักวิชาการกัมพูชา ซัดสวีเดนหลังขายกริพเพนให้ไทย เห็นแก่ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ หนุนไทยยกระดับความตึงเครียด อาจเปลี่ยนมุมมองต่อประชาชนกัมพูชาที่เคยยกย่องสวีเดน

    เว็บไซต์สำนักข่าวกัมพูชา Cambodianess เผยแพร่ความเห็นของนักวิชาการชาวกัมพูชา หลังจากที่ไทย-สวีเดน ลงนามซื้อเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน” ระยะที่ 1 วงเงิน 19,500 ล้าน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา

    Cambodianess ระบุว่า ดีลดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังเหตุปะทะตามแนวชายแดนช่วงวันที่ 24–28 กรกฎาคม ซึ่งทางกัมพูชามีรายงานความเสียหายจากการโจมตีทางอากาศของไทย ในขณะที่กัมพูชาไม่มีเครื่องบินรบประจำการ

    กระทรวงการต่างประเทศ
    ไทย-สวีเดน ลงนามซื้อขายกริพเพน

    วรรณ บุนนา นักวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศภูมิภาค และหัวหน้าหน่วยวิจัยและรณรงค์ของสมาคมเยาวชนกัมพูชา ระบุว่า สวีเดนใช้กรอบคิดทางการเมืองระหว่างประเทศแบบ “เรียลิสม์” (Realism) ที่ยึดผลประโยชน์ชาติเหนือค่านิยมอื่น ๆ แม้จะประกาศยึดหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยก็ตาม

    เขากล่าวว่า “นี่สะท้อนให้เห็นว่าสวีเดนใช้โอกาสขายเครื่องบินให้ไทย ทั้งที่ไทยมีข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้าน”

    บุนนา ยังตั้งข้อสังเกตว่า ข้อความหรือสัญญาณที่สวีเดนส่งถึงกัมพูชาในดีลนี้ยังไม่ชัดเจน แต่กลับสื่อในเชิงสนับสนุนไทยให้ยกระดับความตึงเครียด ทั้งที่ไทยเองก็เผชิญความขัดแย้งทางการเมืองภายในระหว่างกองทัพ สถาบัน และรัฐบาล แม้การขายอาวุธเป็นสิทธิของแต่ละประเทศ แต่ชาวกัมพูชาที่เคยยกย่องสวีเดนอาจเปลี่ยนมุมมองต่อบทบาทและอิทธิพลของประเทศนี้

    ด้าน เซือน แซม ผู้เชี่ยวชาญนโยบายต่างประเทศจากราชบัณฑิตยสถานกัมพูชา เห็นว่าดีลครั้งนี้ไม่เพียงแค่เกิดขึ้นในเวลาที่ผิด แต่กลับสะท้อนว่าเป็นการวางแผนล่วงหน้า โดยสวีเดนกำลังให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเหนือหลักการ

    Saab
    กริพเพน

    เขาเชื่อว่าการรุกรานของไทยต่อกัมพูชามีรากเหง้ามาจากประวัติศาสตร์ และความตั้งใจดังกล่าวอาจไม่สิ้นสุด “นี่ไม่ใช่ข้อกล่าวหา แต่เป็นการคาดการณ์จากรูปแบบที่เคยเกิดขึ้น ทั้งการรุกรานที่เกิดขึ้นจริง เกือบเกิดขึ้น และกำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน” เขากล่าว

    ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนในพนมเปญได้ปิดทำการตั้งแต่ปี 2021 และปิดสำนักงานส่วนขยายอย่างสมบูรณ์ในเดือนกันยายน 2024 โดยอ้างเหตุผลว่ากัมพูชามีพัฒนาการด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนน้อยมาก แต่ไม่กี่วันต่อมา สวีเดนกลับส่งนักการทูตไปปฏิบัติงานในเกาหลีเหนือ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบการเมืองปิดมากที่สุด

    เซือน แซม จึงวิจารณ์ว่า “สวีเดนพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยกับประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็ก แต่หันไปเจรจาการค้ากับประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่กว่า” เขาอ้างว่าการรุกรานของไทย และการได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าคุณค่าความยุติธรรมและความซื่อตรงถูกชั่งด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจและขนาดการสื่อสารระหว่างประเทศ

    ท้ายที่สุด เขาเสนอว่า ต้องเสริมสร้างกรอบของสหประชาชาติให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อคุ้มครองประเทศเล็กและอธิปไตยของพวกเขา ผ่านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศและการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ของรัฐภาคี

    ที่มา: Cambodianess

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/255746&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12Hgz4Qbjkyd_-PjS-tjpR

  • รมต.จิราพร หนุนตั้ง MiniTCDC ครบ 77 จังหวัด ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

    รมต.จิราพร หนุนตั้ง MiniTCDC ครบ 77 จังหวัด ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

    รมต.จิราพร หนุนตั้ง MiniTCDC ครบ 77 จังหวัด ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย


    27/08/2568 | 9 |


    รัฐมนตรีเยือน TCDC เชียงใหม่ เดินหน้าขยาย MiniTCDC ครบ 77 จังหวัด ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

    (26 ส.ค. 2568) นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมนางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เดินทางเยือนสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (TCDC) เชียงใหม่ เมื่อวันนี้ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานปี 2568 และหารือแผนยุทธศาสตร์สำคัญในการขยายผล MiniTCDC สู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ

    ศูนย์กลางความคิดสร้างสรรค์ภาคเหนือ

    TCDC เชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางความรู้ด้านการออกแบบและบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ครบวงจรแห่งแรกในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในภูมิภาค

    เป้าหมายใหญ่: MiniTCDC ทุกจังหวัด

    รัฐมนตรีแสดงความสนใจเป็นพิเศษต่อ”โครงการกระจายโอกาสสร้างแหล่งเรียนรู้ด้านการออกแบบสู่ภูมิภาค หรือ MiniTCDC” ซึ่งมีเป้าหมายที่ท้าทายคือการขยายผลให้ครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ผ่านการร่วมมือกับสถานศึกษาขนาดใหญ่ตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่

    โครงการนี้จะช่วย”เพิ่มช่องทางในการเข้าถึงแหล่งความรู้และฐานข้อมูลด้านการออกแบบ ให้แก่สถานศึกษาระดับวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ” และเป็นแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนาธุรกิจจากความคิดสร้างสรรค์ในระดับท้องถิ่น

    เตรียมงานใหญ่ปลายปี: Chiang Mai Design Week

    ในโอกาสเดียวกัน นางสาวอิ่มหทัย กันจินะ ผู้อำนวยการ TCDC เชียงใหม่ ได้นำเสนอแผนการจัดงาน “Chiang Mai Design Week” หรือเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ ซึ่งเป็นงานประจำปีสำคัญที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายปีนี้

    จุดเด่นของการเยือนครั้งนี้คือการเข้าชมห้องสมุดเฉพาะทางการออกแบบ ซึ่งถือเป็นสมบัติทางปัญญาที่มีคุณค่า TCDC เป็นแหล่งข้อมูลด้านการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย ด้วยทรัพยากรสารสนเทศกว่า 70,000 รายการ

    ห้องสมุดแห่งนี้มีคอลเลกชันหนังสือพิเศษกว่า 15,000 เล่ม โดยกว่า 95% เป็นหนังสือนำเข้าภาษาอังกฤษคุณภาพสูง ด้วยนโยบายพิเศษคือไม่อนุญาตให้ยืมออกไปภายนอก แต่สมาชิกสามารถฝากหนังสือไว้ที่เคาน์เตอร์เพื่อกลับมาอ่านต่อในวันถัดไป

    การเยือนครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยสู่มาตรฐานสากล โดยใช้เชียงใหม่เป็นต้นแบบ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ช่วยค้นหาไอเดีย เปลี่ยนวิธีคิด เพื่อหาทางออกใหม่ให้กับธุรกิจในทุกจังหวัดทั่วประเทศต่อไป


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2825/iid/418270&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xTjxSktdJ52GMJhSzr2ci

  • เศรษฐกิจโลก 2 ขั้วมหาอำนาจโลก ‘ศุภวุฒิ’ หนุนไทยร่วม CPTPP เปิดตลาดใหม่

    เศรษฐกิจโลก 2 ขั้วมหาอำนาจโลก ‘ศุภวุฒิ’ หนุนไทยร่วม CPTPP เปิดตลาดใหม่

    เศรษฐกิจ

    27 ส.ค. 2025 เวลา 16:27 น.

    “ศุภวุฒิ”ชี้ เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนจาก 2 มหาอำนาจโลก เกิดระบบการค้าแบบ”กั๊ก” แนะไทยเข้าร่วม CPTPP เปิดเสรีการนำเข้าสินค้าเกษตร พัฒนาระบบโลจิสติกส์ เดินหน้า Wellness Economy พาประเทศไทยอยู่รอด

    สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) จัดงาน “ITD Research Forum 2025” เผยแพร่ผลงานวิจัยแห่งปี ภายใต้แนวคิด Trade Transforming, Connecting Future เพื่อเป็เสนอผลงานวิจัย กำหนดนโยบายต่อโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในอนาคต เกี่ยวกับการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคอาเซียน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนาของประเทศ

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในปาฐกถาพิเศษเรื่อง “พลวัตเศรษฐกิจโลกกับโจทย์ใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนา” ว่า โจทย์ใหญ่ของไทย คือ การที่ประเทศมหาอำนาจ 2 ประเทศ คือ สหรัฐและจีนไม่ลงรอยกัน และนโยบายบริหารประเทศก็ต่างกัน 

    ทั้งนี้ จีนมีนโยบาย “Made in China 2025” อุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี 10 ประเภท ถูกเลือกให้เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่จีนควรจะเข้าไปเป็นผู้นำให้ได้ภายในปี 2025 เช่น ปัญญาประดิษฐ์ , รถยนต์ไฟฟ้า, พลังงานหมุนเวียน เป็นต้น ซึ่งประสบความสำเร็จมาก

    ขณะที่สหรัฐ นำโดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ใช้นโยบายการค้าด้วยเก็บภาษีตอบโต้คู่ค้า และเมินการใช้การค้าแบบพหุภาคีขององค์การการค้าโลก (WTO) โดยแปรเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและคู่ค้าเป็นแบบทรัมป์สั่ง 

    รวมทั้งถอนตัวจากการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกที่ครอบคลุมและก้าวหน้า (CPTPP) และ WTO รวมถึงปิดองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (United States Agency for International Development หรือ US AID) 

    “สหรัฐนำโลกการค้าสู่โลกใหม่ที่ใช้ภาษีเป็นเครื่องมือ โดยภาษีศุลการที่มีการปรับขึ้นจะทำให้โลกมีแต่ภาษีที่เพิ่มขึ้นเรื่อย แม้นายทรัมป์จะพ้นตำแหน่งการเก็บภาษีก็ยังอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการรักษาฐานเสียงของรีพับริกัน”

    เศรษฐกิจโลก 2 ขั้วมหาอำนาจโลก 'ศุภวุฒิ' หนุนไทยร่วม CPTPP เปิดตลาดใหม่

    นายศุภวุฒิ กล่าวว่า ปัญหาของ 2 ประเทศ ทำให้เกิดการแยกห่วงโซ่อุปทาน (decoupling) ระหว่างจีน-สหรัฐ โดยสหรัฐบีบคู่ค้า และไทยก็เช่นกันถูกให้เลือกข้าง ซึ่งไทยรู้ถึงความกดดันแต่ไทยต้องต้านทานไว้เพื่อไม่ต้องเลือกข้าง เพราะไทยจะค้าขายทั้ง 2 ประเทศ 

    สำหรับสถานการณ์แบบนี้เป็นการ Export control ด้วยระบบภาษี ทำให้การค้าโลกกลายเป็นการค้าแบบ “กั๊กกัน” ดังนั้นไทยต้องปรับตัวและรับสภาพ

    นอกจากนี้ ปัจจุบันสหรัฐและจีนมีสัดส่วน GDP รวมกัน 40% ของโลก ดังนั้นจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าเศรษฐกิจกับประเทศอื่นกลุ่มต่างๆ ที่เป็นไปได้คือ CPTPP ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ทันสมัย ประเทศไทยควรตัดสินใจเข้าร่วมได้ เพราะสหภาพยุโรป (EU) ก็หันมามองกลุ่ม CPTPP แล้ว ดังนั้นไทยไม่ควรตกขบวน

    สำหรับเศรษฐกิจไทยอ่อนแรงลงช่วง 25 ปีที่ผ่านมา โดย GDP เคยโตถึง 8% ปัจจุบันลดลงเหลือ 0.5-1.0% การขยายตัวของ GDP บวกเงินเฟ้อลดลงเรื่อยๆ การตั้งงบประมาณตั้งงบประมาณแบบขาดดุลมาตลอด การไหลของเงินก็ลดลงเช่นกัน 

    ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้สูง ซึ่ง สศช.ออกโรงเตือนรัฐบาลแบกดอกเบี้ยสูงเสี่ยงถูกละระดับลงทุน ส่วนเงินบาทก็แข็งค่าเกินไป แต่ทุนสำรองต่างประเทศมีมากถึง 9.28 ล้านล้านบาท คิดเป็น 50.4% ของ GDP ซึ่งเห็นว่าควรตั้งกองทุนสำรองต่างประเทศเพื่อจะได้มีเงินไปลงทุน

    “ท่ามกลางความท้าทายที่กล่าวมาประเทศไทยต้องเร่งทำ คือ ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐและเข้าร่วม CPTPP การเปิดเสรีการนำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อขยายกำลังการผลิตแปรรูปอาหาร ปรับปรุงการเกษตรให้ทันสมัย พัฒนาระบบโลจิสติกส์ทางรถไฟ ท่าเรือให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งเพื่อสร้างความมั่นทางด้านอาหารในภูมิภาค” 

    รวมทั้งการเปลี่ยนการเติบโตจากการส่งออกและภาคอุตสาหกรรมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อน Wellness Economy ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทยที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างการพัฒนาจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 อยู่ โดยทั้งหมดนี้ก็อยู่ในแผน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1196128&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1brwW4kgpXz2HFImN9IGgO

  • ธปท.คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โตต่ำกว่าศักยภาพ จาก 4 สาเหตุหลัก พร้อมมองครึ่งหลังปีนี้ชะลอตัว

    ธปท.คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โตต่ำกว่าศักยภาพ จาก 4 สาเหตุหลัก พร้อมมองครึ่งหลังปีนี้ชะลอตัว

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพ เนื่องจากการส่งออกที่ชะลอตัว การผลิตถูกกระทบโดยสินค้านำเข้าทะลัก การท่องเที่ยวเติบโตชะลอตัว รวมทั้งการบริโภคและการลงทุนเอกชนโตชะลอตัว

    จากรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ฉบับย่อ ครั้งที่ 4/2568 วันที่ 8 สิงหาคม และ 13 สิงหาคม 2568 ที่เผยแพร่ล่าสุด (27 สิงหาคม) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 และขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพในปี 2569 

    รายงานให้เหตุผลว่าเป็นผลจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) ภาคการส่งออกมีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมของมาตรการภาษีสหรัฐฯ รวมทั้งผลจากการเร่งส่งออกในช่วงครึ่งปีแรก แม้ว่าอัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ไทยได้รับไม่แตกต่างจากประเทศคู่แข่งมากนัก แต่อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจะส่งผลต่อความต้องการสินค้าและการค้าโลก นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการเก็บภาษีสินค้าที่สวมสิทธิ์ส่งออก (transshipment) ซึ่งยังไม่ชัดเจน 

    (2) ภาคการผลิตถูกกระทบจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นทั้งจากการทะลักของสินค้านำเข้า (import flooding) จากประเทศอื่นๆ ที่แสวงหาตลาดใหม่ และการเปิดตลาดในประเทศให้กับสินค้าจากสหรัฐฯ อาจสร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อบางภาคส่วน เช่น ภาคเกษตรและเกษตรแปรรูป ซึ่งครอบคลุมผู้ประกอบการและแรงงานจำนวนมาก 

    (3) ภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง ตามจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (short-haul) ที่ลดลงจากการแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น แม้รายรับภาคท่องเที่ยวโดยรวมยังขยายตัวได้จากนักท่องเที่ยวระยะไกล (long-haul) แต่ผลดีกระจุกตัวอยู่ในผู้ประกอบการรายใหญ่ อาทิ โรงแรมระดับบน 

    และ (4) การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวชะลอลงจากแนวโน้มรายได้แรงงาน ตามแนวโน้มการส่งออก การผลิต และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระซึ่งมีสัดส่วนสูงในภาคบริการ

    นอกจากนี้ ข้อมูลจากผู้ประกอบการพบว่า SMEs ส่วนใหญ่ปรับตัวในเชิงประคับประคองกิจการ เช่น การลดต้นทุน หรือลดขนาดกิจการ ขณะที่การปรับตัวเชิงรุก เช่น การเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพยังมีข้อจำกัด คณะกรรมการฯ เห็นว่า SMEs เปราะบางมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการจ้างงานและรายได้ครัวเรือน รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้

    สินเชื่อโดยรวมหดตัวต่อเนื่องจากความต้องการสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ปรับลดลงตามความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ที่สูงขึ้น โดยคุณภาพสินเชื่อ SMEs และสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังปรับด้อยลง 

    ทั้งนี้ SMEs ยังมีความเปราะบางจากสภาพคล่องที่ลดลงและภาระหนี้สูง อีกทั้งยังเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ โดยข้อมูลจากสถาบันการเงินสะท้อนว่าอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อปล่อยใหม่ของลูกหนี้ SMEs อยู่ในระดับสูงและปรับลดลงน้อยกว่ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนหนึ่งจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงกว่าโดยเปรียบเทียบ

    ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ประเมินว่าสินเชื่อจะยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำจากกระบวนการปรับลดภาระหนี้ (debt deleveraging) ของภาคธุรกิจและครัวเรือน ความต้องการสินเชื่อที่ลดลงตามความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ และความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินต่อลูกหนี้กลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง

    ภาพ: kiszon pascal / Getty Images

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-2026-growth-forecast/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FA_cZgLAWNnHX7IlJAkFc