Category: เศรษฐกิจ

  • เตือนเร่ง ‘รีฟอร์มประเทศ’  หวั่นไทย ‘ติดหล่ม’ จีดีพีโตต่ำ

    เตือนเร่ง ‘รีฟอร์มประเทศ’ หวั่นไทย ‘ติดหล่ม’ จีดีพีโตต่ำ

    การเงิน-การลงทุน

    เตือนเร่ง ‘รีฟอร์มประเทศ’ หวั่นไทย ‘ติดหล่ม’ จีดีพีโตต่ำ

    15 ก.ย. 2025 เวลา 6:00 น.

    นักเศรษฐศาสตร์ เตือนไทยเร่งปฏิรูปโครงสร้างประเทศครั้งใหญ่ ก่อนเศรษฐกิจพัง “พิพัฒน์” ชูโมเดลลูกศรสามดอก เน้นปฏิรูปแรงงาน การศึกษา ลดอำนาจรัฐ “อมรเทพ” แนะเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานสู่ภูมิภาค ‘บุรินทร์‘ หวั่น ศก.ไทยติดหล่มโตช้า

    • บุรินทร์ ห่วงเศรษฐกิจชะลอตัวหรือ “ติดหล่ม” จึงเสนอให้เปิดเสรีเพื่อสร้างการแข่งขัน
    • พิพัฒน์ ห่วงปัญหาการขาดแคลนแรงงานมีทักษะ และคุณภาพการศึกษาที่ตกต่ำ ซึ่งต้องเร่งปฏิรูปอย่างจริงจังเพื่อเพิ่มผลิตภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
    • อมรเทพ แนะต้องเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เร่งลงทุนสู่ภูมิภาค

    แม้ประเทศไทยมีทางออกจากประเด็นทางการเมือง ได้นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขับเคลื่อนประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะนโยบายระยะสั้นมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนในช่วงที่ประชาชนประสบความยากลำบากในการหารายได้เลี้ยงตัว

    นักเศรษฐศาสตร์ออกมาเตือนว่า แม้เรื่องสั้นๆ เป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องทำเรื่องระยะยาว โดยเฉพาะการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ผ่านการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การปฏิรูปแรงงาน การเพิ่มผลิตภาพประเทศ รองรับการเติบโตระยะยาว ไม่เช่นนั้นประเทศไทยอาจถอยหลังลงคลอง เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพลงเรื่อยๆ

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แนวทางแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย เพื่อให้รัฐบาลใหม่สามารถขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวข้ามความท้าทาย และเติบโตได้อย่างยั่งยืน เริ่มจาก

    1.การเปิดเสรีเพื่อสร้างการแข่งขันในตลาดต่างๆ โดยโจทย์สำคัญของรัฐบาลใหม่ คือ การเปิดเสรีให้เกิดการแข่งขันในหลายตลาดในประเทศไทย หากมีการผูกขาดจะส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว หรือ “ติดหล่ม” เช่น ภาคพลังงาน ประเทศไทยมีศักยภาพสูงจากแสงอาทิตย์ในการผลิตพลังงานสะอาด แต่ติดขัดด้วยข้อกฎหมายที่ทำให้การค้าขายไฟฟ้ายังไม่เสรี

    ดังนั้นหากสามารถซื้อขายไฟฟ้าได้โดยตรงโดยไม่ผ่านตัวกลางที่เป็นภาครัฐก็จะทำให้เกิดการเติบโตอย่างรวดเร็ว ในการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ ช่วยลดต้นทุน และส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติม และยังเปิดการแข่งขันให้เกิดเสรีมากขึ้นในตลาดไทยที่มีการผูกขาดนั้นเป็นโจทย์สำคัญที่สุด

    2.การปฏิรูประบบราชการ รัฐบาลจำเป็นต้องปฏิรูประบบราชการโดยนำระบบ Digital Government มาใช้เพิ่มความโปร่งใส และใช้ AI เพื่อลดจำนวนบุคลากรแต่เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

    “ไทยต้องทำหลายด้าน หากไม่ดำเนินการ อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจะถูกลดทอนลง เนื่องจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือหลายแห่ง เช่น Moody’s ได้ส่งสัญญาณแล้วว่า หากรายได้ของประเทศไม่เพิ่มขึ้น และยังคงเน้นการใช้งบประมาณแบบประชานิยมต่อไป ความแข็งแกร่งของภาคการคลังซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของไทยจะเริ่มถูกบั่นทอนลง”

    3.การจัดเก็บภาษี รัฐบาลต้องออกนโยบายที่ทำให้ทุกคนถือเป็นหน้าที่ต้องยื่นภาษี แม้จะมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องจ่ายภาษี การทำเช่นนี้จะทำให้รัฐบาลมีข้อมูล ซึ่งจะช่วยให้การจัดสวัสดิการตรงจุด ไม่ทับซ้อน ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ

    นอกจากนี้ ควรจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เต็มเม็ดเต็มหน่วย ป้องกันการหลบเลี่ยง และอาจต้องพิจารณาขึ้นอัตราภาษี VAT ด้วย เนื่องจากภาระทางการคลังของประเทศเพิ่มสูงขึ้น

    4.การทบทวนสวัสดิการ และการกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่าการจ่ายสวัสดิการ และการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบใดที่จะคุ้มค่า โดยเป้าหมายคือ การได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนไม่ใช่เพียงแค่การหว่านเงินจำนวนมากโดยไม่มีผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

    5.การปฏิรูปภาคเกษตร ซึ่งมีแรงงานกว่า 30% ของประเทศ เช่น สนับสนุนให้แรงงานออกจากภาคเกษตรไปประกอบอาชีพอื่นๆ เพื่อให้มีรายได้ที่มั่นคง และเพิ่มขึ้น เนื่องจากรายได้ในภาคเกษตรปัจจุบันค่อนข้างต่ำ ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูครอบครัว ควบคู่กับการทำให้การเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง

    6.ปัญหาการเข้าสู่สังคมสูงวัย ที่รัฐบาลต้องหาแนวทางปรับเพิ่มอายุเกษียณ อาจเริ่มจากภาคเอกชนก่อน นอกจากนี้ รัฐบาลสามารถ สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนอยากจ้างผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี หรือเกิน 55 ปี และภาครัฐเองก็สามารถนำผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ และพละกำลังมาช่วยงานในภาคสาธารณสุขหรือภาคการศึกษาได้

    • ยึดโมเดล “ลูกศรสามดอก” ฟื้น ศก.

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน เป้าหมายหลักคือ เพิ่มการลงทุน และเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจอยู่ในฐานที่แข็งแกร่ง

    ดังนั้น นโยบายใดๆ ที่จะดำเนินการ ควรมีเป้าหมายเพิ่มการลงทุนในประเทศ เพิ่มผลิตภาพ และเพิ่มคุณภาพของแรงงาน โดยการออกแบบนโยบายเพื่อนำไปสู่การปรับโครงสร้างระยะยาว อาจต้องอิงจากแนวคิด “ลูกศรสามดอก” ที่ต้องมาพร้อมกัน ได้แก่ นโยบายการคลัง นโยบายการเงิน และสำคัญสุดคือ นโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจ 

    “นโยบายการคลัง และการเงินจะต้องเข้ามาช่วยซื้อเวลา เพื่อให้นโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจสามารถเกิดขึ้นได้ เพราะหากมีเพียงนโยบายปฏิรูปแต่ถูกถ่วงโดยนโยบายการเงินหรือการคลังที่ไม่เหมาะสม ก็จะไม่มีพื้นที่ให้นโยบายปฏิรูปทำงานได้เต็มที่”

    ทั้งนี้ ประเด็นหลักของการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ควรดำเนินการ คือ การปฏิรูปแรงงาน และการศึกษา การยกระดับคุณภาพแรงงาน ทำอย่างไรให้แรงงานมีทักษะที่แข่งขันกับผู้อื่นได้ ผ่านการรีสกิล และการปฏิรูปการศึกษา โจทย์นี้เป็นเรื่องใหญ่ ใช้เวลานาน แต่ต้องเริ่มทำทันที

    โดยการปฏิรูปการศึกษา ควรพิจารณาว่างบประมาณที่ใช้เหมาะสมหรือไม่ และจะแก้ไขปัญหาคุณภาพการศึกษาโดยรวมแย่ลง
    ได้อย่างไร หรือการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานมีทักษะที่ไทยถูกมองว่าไม่มี “skilled worker” ที่เพียงพอ จึงต้องมีวาระแห่งชาติในการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อผลิตบุคลากรคุณภาพ และเพียงพอ ทั้งภาคการผลิต ภาคบริการ และทุกมิติ

    • ลดอุปสรรคกฎหมาย-แก้ปัญหาคอร์รัปชัน

    นอกจากนี้ ต้องปฏิรูปกฎระเบียบอย่างจริงจัง ลดอุปสรรคจากกฎหมาย แก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เช่น การใช้ regulatory guillotine เพื่อทำให้กฎระเบียบง่ายขึ้น

    การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก หากไม่ทำจะส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อภาครัฐ และภาคส่วนอื่นๆ

    อีกทั้งควรลดบทบาทภาครัฐในบางส่วน และทำให้การใช้จ่ายเงินของรัฐมีประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่ส่งเสริมการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุน แก้ไขปัญหาการผูกขาด และการกินรวบในตลาด ปรับปรุงนโยบายการแข่งขัน เพื่อดึงดูดการลงทุนจากใน และต่างประเทศ

    “การปฏิรูปเหล่านี้อาจฟังดูเป็นเรื่องยาก และใช้เวลานาน อาจรู้สึกว่าทำไปแล้วไม่เห็นผลทันที แต่หากไม่เริ่มทำ ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง วันนี้ทุกคนรู้ว่าต้องทำอะไร แต่ขาดความกล้าที่จะเริ่ม เพราะคิดว่าทำไปแล้วไม่คุ้มค่า หรือไม่เห็นผลทันที ทำให้เลือกที่จะไม่ทำดีกว่า ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีแจกเงินหรือเรียกร้องให้ธนาคารกลางลดดอกเบี้ย ซึ่งไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง และไม่ยั่งยืน”

    พร้อมกันนี้ควรต้องมีการจัดทำรายการของการปฏิรูป หรือ list of reforms และนำเสนอให้พรรคการเมืองต่างๆ นำมาใช้เป็นวาระในการแข่งขันกัน แทนแข่งขันกัน “แจกเงิน” ซึ่งไม่สามารถทำได้ตลอดไป พรรคการเมืองควรแข่งกันนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง

    “วันนี้โจทย์เศรษฐกิจไทยหากไม่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตที่ชัดเจน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นก็จะค่อยๆ แผ่วลงเรื่อยๆ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวอย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องพึ่งพาการปฏิรูปโครงสร้างอย่างจริงจังมากกว่าพึ่งพามาตรการระยะสั้นเพียงอย่างเดียว”

    • เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสู่ภูมิภาค

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มองว่าประเทศไทยมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากในระยะยาวเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ได้ทำอะไรมากนัก

    โดยหากดูภาพเศรษฐกิจไทย จีดีพีเติบโตระดับต่ำ และนักการเมืองมักจะมองเพียงระยะสั้น เช่น การแจกเงิน แม้ไม่ได้คาดหวังกับรัฐบาลที่อยู่เพียง 4 เดือนมากนัก แต่ก็หวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะปูทาง และสานต่อจากรัฐบาลชุดเก่า มองไปข้างหน้า เพื่อไม่ให้ประเทศต้อง “อยู่เฉย”

    โดยมาตรการระยะยาว เช่น เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น โครงการรถไฟสายต่างๆ ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การลงทุนกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำให้ขาดโอกาสเชื่อมโยงหัวเมืองต่างๆ และการกระจายรายได้ที่ดี

    “อยากเห็นการลงทุนระยะยาวที่เปิดโอกาสให้คนต่างจังหวัดได้เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ด้วย เช่น โครงการรถไฟทางคู่เชื่อมโยงทั่วประเทศ หรือรถไฟความเร็วสูง เชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆ โดยเน้นการขนส่งสินค้า บริการ และผู้คน รวมถึงการลงทุนถนน ท่าเรือ ท่าอากาศยาน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เชื่อว่าประเทศไทยยังทำได้อีกมาก”

    นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แม้จะเดินหน้า FDI ไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ ไทยยังสามารถดึงดูดต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในจุดที่ต้องการได้มากกว่านี้

    รัฐบาลชุดนี้ แม้จะอยู่ในระยะสั้น ก็ควรเดินหน้าการเจรจา FTA กับต่างประเทศเพื่อเปิดตลาดใหม่ๆ การเจรจาเรื่องการสวมสิทธิสินค้า เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องย่ำอยู่กับที่ในระยะสั้น แต่ต้องประสานงาน และส่งต่อประเด็นเหล่านี้ไปยังรัฐบาลชุดต่อไปให้ได้

    •  ยึดโมเดลรีฟอร์มประเทศตาม Reinvent Thailand

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า วันนี้การประคองเศรษฐกิจด้วยมาตรการระยะสั้น ผ่านการเงินการคลังอาจไม่เพียงพอ ภาครัฐ และเอกชนควรร่วมกันผลักดันการปฏิรูปโครงสร้าง (reform) อย่างจริงจัง

    เช่นเดียวกับข้อเสนอแนะจาก กกร. หรือคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ที่เสนอแนวทางการพัฒนาประเทศ ผ่านแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand – A Platform for Sustainable Policy Execution เพื่อสร้างอนาคตประเทศ ถือเป็นแนวทางให้เกิดแรงขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

    แม้จะมีเม็ดเงินเข้ามา แต่การปฏิรูปกฎเกณฑ์ต่างๆ ของภาครัฐ ทั้งในส่วนของ stick and carrot ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะเข้ามาช่วยทำให้ธุรกิจแข็งแกร่ง และเดินหน้าต่อไปได้

    สุดท้ายมองว่า ความท้าทายหลักของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ทั้งจากภาวะการเงินที่ตึงตัว ภาวะเงินฝืด และค่าเงินบาทที่แข็งค่า โดยได้เสนอแนะแนวทางแก้ไขทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ตั้งแต่การปรับลดอัตราดอกเบี้ย การดูแลค่าเงินบาท การใช้เครดิตการันตี การสนับสนุน Soft Loan และ Transformation สำหรับเอสเอ็มอีไปจนถึงการปฏิรูปโครงสร้าง และการส่งเสริมการลงทุนของคนไทยในต่างประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความสมดุล และความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจในระยะยาวเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1198754&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Erg68I2FupCPw9_GdZeGk

  • มองมุมต่าง: 7 ปัจจัยหลักในประเทศที่ทำให้ต่างชาติหนีจากตลาดหุ้นไทย : อินโฟเควสท์

    มองมุมต่าง: 7 ปัจจัยหลักในประเทศที่ทำให้ต่างชาติหนีจากตลาดหุ้นไทย : อินโฟเควสท์

    การทยอยเทขายหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติที่ยังมีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ดัชนี FTSE ได้ประกาศ rebalance หุ้นไทยขนาดใหญ่ หลุดจากกระดาน Standard Index ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 กันยายน 2568 นี้

    หากมองเฉพาะปัจจัยหลักภายในประเทศที่ประเมินว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทย สามารถแยกได้ดังนี้

    1.เศรษฐกิจจริง อ่อนแรงกว่าภูมิภาค

    จากแนวโน้มตัวเลข GDP ที่ต่ำและไม่แน่นอน โดยในปี 2568 ที่หน่วยงานรัฐออกมาคาดการณ์การเติบโตเพียง 2.2% ใกล้เคียง 1.8-2.3% ที่ภาคเอกชนประเมินนั้น ถือเป็นการสะท้อนภาคการบริโภคและการลงทุนที่ไม่มากเพียงพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ในเมื่อภาพของเศรษฐกิจโตช้า จึงทำให้มีผลต่อภาพรวมของการประเมินกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของกำไรบริษัทจดทะเบียน จากบรรดานักวิเคราะห์ที่ลดลง ส่งผลต่อการมีส่วนลดของตลาด (valuation discount) ที่กว้างขึ้นในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ

    นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ออกมาของเดือน ส.ค.2568 ต่ำสุดในรอบ 32 เดือน กดดันรายได้บริษัทที่ต้องอาศัยการเติบโตจากดีมานด์ในประเทศ

    รวมถึง หนี้ครัวเรือนสูงถึง 89% ของ GDP ทำให้การใช้จ่ายฟื้นช้า คนปล่อยกู้ คือ แบงก์ เสี่ยงตั้งสำรองมากขึ้น

    ประเด็นทั้งหลายเหล่านี้ลดแรงดึงดูดและความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยลง

    2.นโยบายการเงิน-อัตราแลกเปลี่ยน

    ทิศทางดอกเบี้ยกับ “ส่วนต่างผลตอบแทน” มีผลกระทบอย่างมาก แม้ กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ 1.50% (13 ส.ค.) แต่วงจรตัดดอกเบี้ยที่เริ่มช้าเมื่อเทียบกับแรงชะลอในประเทศ ทำให้ “ส่วนชดเชยความเสี่ยงหุ้นไทย” ดูไม่คุ้มในสายตาต่างชาติ โดยเฉพาะช่วงก่อนลดดอกเบี้ยรอบลึก

    นอกจากนี้ ค่าเงินบาทผันผวนก็ถือเป็นความเสี่ยงผลตอบแทน (FX-translated return) ทำให้ต่างชาติลดความเสี่ยง

    3.การเมืองและนโยบายภายในที่ “ไม่แน่นอน”

    ประเด็นความต่อเนื่องของรัฐบาล รวมถึงการสานต่อนโยบายให้ลุล่วงไปได้นั้น มีอุปสรรค ไม่ว่าจะการปลดนายกฯ (แพทองธาร) คนก่อน ตามด้วยการโหวต นายกฯ คนใหม่ (อนุทิน) ภาพการเปลี่ยนแปลงผู้นำช่วงสั้น ๆ เพิ่มความเสี่ยง policy continuity ที่ต่างชาติไม่ชอบ

    ประกอบกับ มาตรการการคลัง, การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังไม่นิ่ง การออกแบบใหม่-เลื่อน-ปรับ โครงการประชานิยมต่างๆ ล้วนสะท้อน “ความไม่แน่นอน” ด้านนโยบาย

    4.โครงสร้าง-กฎเกณฑ์ตลาดทุน

    การเปลี่ยนกฎกติกาบ่อยๆ ช่วงตลาดหุ้นผันผวน การใช้มาตรการชั่วคราว อาทิ การลด ceiling-floor, การกำหนด price band, ห้าม short บางช่วง

    รวมถึง การจำกัด short selling เฉพาะหุ้นในกลุ่ม SET100 เพื่อลดความผันผวน แม้จะช่วยสร้างเสถียรภาพ แต่จะเป็นไปในระยะสั้น ซึ่งภาพของ Regulatory Unpredictability ทำให้บางกองทุนในต่างประเทศลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยลง

    นอกจากนี้ ประเด็นหนึ่งที่สำคัญมาก คือ การมีสภาพคล่องถดถอย มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยรายวันที่ปรากฎออกมาระดับ 3–5 หมื่นล้านบาทต่อวันในปี 2568 ทำให้กองทุนต่างชาติส่วนใหญ่เข้า-ออกยากขึ้น จึงเลือกชะลอและลดน้ำหนักการลงทุนลง

    5.กำกับดูแล-ธรรมาภิบาล

    ในกรณีเคสฉ้อโกงใหญ่ที่ยืดเยื้อ อย่าง คดี STARK และการฟ้องรวมต่อผู้สอบบัญชี และผู้เกี่ยวข้อง ได้เพิ่ม “Country risk premium” เชิงธรรมาภิบาล ทำให้นักลงทุนต่างชาติบางส่วนยอมจ่าย “ค่าเบี้ยความสบายใจ” ไปเทรดที่ตลาดอื่นที่มีระบบบังคับใช้กฎหมายชัดกว่า

    ต่อเนื่องมาถึง บทลงโทษ และการบังคับใช้กฎหมาย แม้จะมีคดีปั่นหุ้น หรือ อินไซเดอร์ที่หน่วยงานกำกับสั่งลงโทษ แต่หลายฝ่ายยังมองว่า บทลงโทษไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงทำให้ไม่สามารถยับยั้งพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายได้เต็มที่ ภาพลักษณ์ตลาดจึงเกิดความเสียหาย

    6.โครงสร้างอุตสาหกรรม-ต้นทุนธุรกิจของบริษัทจดทะเบียน มีความผันผวน คาดเดายาก

    ต้นทุนพลังงาน ค่าไฟที่ผันผวนจากความไม่แน่นอนของค่า Ft และทิศทางค่าไฟ มีทั้งเฟสลด และกรอบหารือทั้งทางขึ้น-ลงในช่วงเวลาต่างๆ ของปี

    การกด margin ภาคผลิต-บริการ ทำให้การประเมินกำไรยากขึ้นในสายตานักลงทุนต่างชาติ

    อีกทั้ง ภาคอสังหาฯ อ่อนแรงจน ธปท.ต้องผ่อน LTV ชั่วคราว สะท้อนดีมานด์วงกว้างที่ยังเปราะบาง ส่งผลกระทบต่อหุ้น ธนาคาร, วัสดุก่อสร้าง และ ค้าปลีก เป็นต้น

    7. หุ้นหลักของตลาดไทยยังเป็นหุ้น “โลกเก่า” ทำธุรกิจดั้งเดิม สวนทางตลาดหุ้นทั่วโลก

    เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า น้ำหนักการลงทุน หรือ มาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ ของตลาดหุ้นไทย คือ กลุ่มพลังงาน- โรงไฟฟ้า-ธนาคาร-อสังหาฯ- ท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่หุ้นเหล่านี้ คือ ธุรกิจโลกเก่าที่เติบโตช้า และไม่สามารถแข่งขันได้ นอกจาก อาศัยการทำธุรกิจแบบผูกขาด(Monopoly)

    ในขณะที่หุ้นโลกใหม่ (New-economy) ที่ต่างชาติชอบ อย่างหุ้นเทคโนโลยี ,ซอฟต์แวร์ ,เซมิคอนดักเตอร์ มีสัดส่วนจำกัดในตลาดหุ้นบ้านเรา

    เมื่อตลาดโลกไล่ธีม AI หรือ ดิจิทัล ประเทศที่มีธีมโดดเด่นจะดึง Fund Flow ได้มากกว่า ไทยจึงเสียส่วนแบ่งตามโครงสร้าง (structural underweight) ได้ง่าย

    สรุป ต่างชาติขายหุ้นไทย เพราะภาพรวมเศรษฐกิจมีโอกาสเติบโตต่ำ ,นโยบายไม่ชัด ,สภาพคล่องน้อย, กติกาตลาด หรือ ธรรมาภิบาลไม่นิ่ง รวมถึง โครงสร้างหุ้นไม่ตรงธีมโลก ประเด็นเหล่านี้ทำให้ต่างชาติไม่อยากมาเสี่ยง หรือ เสียเวลากับตลาดหุ้นไทย

    ธิติ ภัทรยลรดี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR8F0IQD4CN2HPH7D8UFIS42ZCU2WL0X&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0h54e4WaXmEkenGlMbk4ZC

  • นักวิชาการชี้เงินบาทแข็งเร็วฉุดส่งออกไตรมาส 4 ติดลบ-เสี่ยงเงินฝืด

    นักวิชาการชี้เงินบาทแข็งเร็วฉุดส่งออกไตรมาส 4 ติดลบ-เสี่ยงเงินฝืด

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วและแรงจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยภาพรวม ภาคส่งออกและภาคการท่องเที่ยว อาจทำให้ตัวเลขส่งออกขยายตัวติดลบได้ในช่วงไตรมาสสี่ เพิ่มความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดมากยิ่งขึ้น 

    การเร่งรัดอัดฉีดการใช้จ่ายภาครัฐผ่านมาตรการต่างๆมีความจำเป็น และต้องดำเนินการควบคู่กับการเพิ่มปริมาณเงินและลดอัตราดอกเบี้ย การดำเนินการผ่อนคลายทั้งมาตรการทางการเงินและการคลัง นอกจากจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาท 

    การส่งออกทองคำไม่ใช่ปัจจัยกดดันหลักให้เงินบาทแข็งค่า สำหรับแนวคิดการกำหนดให้มีการซื้อขายทองด้วยเงินบาท อาจถูกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่ซื้อขายทองคำด้วยดอลลาร์ จะได้รับการยกเว้นภาษี แนวคิดดังกล่าวอาจไม่ได้ช่วยชะลอการแข็งค่าเงินบาทมากนัก การเพิ่มปริมาณเงินบาทในระบบจะช่วยชะลอการแข็งค่าได้ดีกว่า

    ทิศทางการแข็งค่าของเงินบาทจากการเกินดุลการค้าและการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด รวมทั้งเงินทุนระยะสั้นไหลเข้าเก็งกำไรในตลาดการเงินแล้วได้รับการเสริมให้รุนแรงขึ้นจากการอ่อนตัวของค่าเงินดอลลาร์ การอ่อนตัวของดอลลาร์สหรัฐฯสะท้อนตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงอย่างชัดเจน ประกอบกับ มีการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ก็ยิ่งทำให้มีการโยกเงินทุนออกจากการถือครองดอลลาร์และพันธบัตรสหรัฐฯมาถือสินทรัพย์ทางการเงินในสกุลอื่นๆมากขึ้น ถือทองคำและสินทรัพย์อื่นๆมากขึ้น 

    นักวิชาการชี้เงินบาทแข็งเร็วฉุดส่งออกไตรมาส 4 ติดลบ-เสี่ยงเงินฝืด

    หากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯในวันที่ 16-17 ก.ย. นี้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ เงินบาทแข็งค่าทดสอบระดับ 30.50-31.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ 

    ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯขณะนี้เป็นเพียงการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากลัทธิกีดกันทางการค้าจากภาษีทรัมป์ ยังไม่ได้มีสัญญาณใดๆที่จะเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินและเศรษฐกิจถดถอยแบบวิกฤตซับไพร์ม (Subprime Crisis) ในเร็วๆนี้ 

    อย่างไรก็ตาม การกีดกันการค้าจากภาษีทรัมป์และมาตรการกีดกันคนเข้าเมืองจะส่งผลกระทบอันซับซ้อนต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯในระยะยาว ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น คุณภาพชีวิตแย่ลง การเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงเท่ากับเป็นการบังคับให้สหรัฐฯผลิตสินค้าที่แทนที่ควรจะนำเข้าเพราะถูกกว่า ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพและลดมาตรฐานการครองชีพของประชาชน ขณะที่ การเข้มงวดกับแรงงานเข้าเมืองทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตรกรรมและภาคก่อสร้าง 

    ตอนที่สหรัฐฯเผชิญกับปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงินซับไพร์มและเศรษฐกิจถดถอยนั้น ธนาคารกลางสหรัฐฯได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงถึง 10 ครั้งในช่วงปี พ.ศ. 2551-2552 จากดอกเบี้ยนโยบาย 5.25% ลงมาเหลือ 0% แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาวิกฤติ มีการผ่อนคลายอัตราการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องให้แก่สถาบันการเงิน มีการให้วงเงินกู้ยืมระยะสั้น มีการทำธุรกรรมสวอป (Swap) กับธนาคารกลางประเทศต่างๆเพื่อสกัดกั้นการล้มละลายของสถาบันการเงิน มีการเข้าซื้อสินทรัพย์ต่างๆจากภาคเอกชนที่มีปัญหา 

    สถานการณ์ขณะนี้เป็นเพียงการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯเท่านั้น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับ 4.5% ลงมาสู่ระดับ 3% ในช่วงกลางปีหน้าน่าจะเพียงพอ สหรัฐอเมริกามีหนี้สาธารณะสูงถึง 36.2 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็น 122% ของจีดีพี และต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็นระยะๆ นักลงทุนจะทยอยลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปัจจัยดังกล่าวจะกดดันให้แนวโน้มดอลลาร์สหรัฐฯยังคงอ่อนค่าในระยะยาว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638959&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1x8PtlI1VHSdLSmLxhS0cF

  • แบงก์ชาติฝรั่งเศสหั่นคาดการณ์ GDP ปี 69-68 กังวลการเมืองไร้เสถียรภาพ : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติฝรั่งเศสหั่นคาดการณ์ GDP ปี 69-68 กังวลการเมืองไร้เสถียรภาพ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางฝรั่งเศสปรับลดคาดการณ์การขยายทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2569 และ 2570 ลง 0.1% จากตัวเลขคาดการณ์เดือนมิ.ย. โดยระบุถึงความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านงบประมาณ ประกอบกับปัจจัยจากภายนอกที่ไม่เอื้ออำนวย ส่งผลให้เศรษฐกิจฝรั่งเศสมีแนวโน้มเติบโตช้ากว่ายูโรโซนในช่วงหลายปีข้างหน้า

    ธนาคารกลางฝรั่งเศสเตือนว่า แนวโน้มเศรษฐกิจหลังปี 2568 มีความเสี่ยงที่จะเผชิญขาลง ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการคลังในปี 2569 อาจทำให้ธุรกิจและครัวเรือนชะลอการตัดสินใจลงทุนและใช้จ่าย

    ปัจจุบัน ฝรั่งเศสกำลังเผชิญความปั่นป่วนทางการเมืองที่ยืดเยื้อและข้อถกเถียงด้านงบประมาณ ซึ่งเป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีฟรองซัวส์ บายรู ต้องพ้นตำแหน่งภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ขณะที่เซบาสเตียน เลอกอร์นู นายกรัฐมนตรีคนใหม่ กำลังหารือกับพรรคฝ่ายค้านเพื่อจัดทำงบประมาณปี 2569 แต่กลับเจอแรงกดดันจากทั้งฝ่ายขวาจัดและซ้ายจัดที่ต้องการผลักดันให้มีการเลือกตั้งเพื่อผ่าทางตันในสภา

    ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังกระตุ้นความกังวลในตลาดการเงิน ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของฝรั่งเศสพุ่งสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในยุโรป และเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (12 ก.ย.) ฟิทช์ (Fitch) ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของฝรั่งเศสลงจากระดับ AA- มาอยู่ที่ A+ โดยระบุถึงภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมืองและหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อันดับความน่าเชื่อถือของฝรั่งเศสในขณะนี้อยู่ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

    ทั้งนี้ แม้ว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้แล้วว่าฝรั่งเศสจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของฟิทช์ถือเป็นจังหวะเวลาที่เลวร้ายสำหรับฝรั่งเศส เนื่องจากเป็นการเพิ่มความซับซ้อนให้กับร่างงบประมาณประจำปี 2569 ฉบับแรกที่รัฐบาลจะเร่งนำเสนอต่อรัฐสภาภายในวันที่ 7 ต.ค. แต่การดำเนินการของฟิทช์อาจทำให้รัฐบาลของเลอกอร์นูต้องเลื่อนการยื่นงบประมาณออกไปจนถึงวันที่ 13 ต.ค.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR8F0IQ7DYNXUKZHCYXLP2XJLWJQ5ZXI&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sE9BN15BZ2Ac5zgvtC6qr

  • ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เปิด ‘บันทึกการเดินทางตลอด 5 ปีในธปท.’

    ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เปิด ‘บันทึกการเดินทางตลอด 5 ปีในธปท.’

    วันนี้ (16 กันยายน) ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจะสิ้นสุดวาระใน 30 กันยายนนี้ เปิดเผย ‘บันทึกการเดินทาง 5 ปี ของ ธปท.: การดำเนินนโยบายในยุคแห่งความท้าทาย’ ในงานผู้ว่าการพบสื่อมวลชน (Meet the Press) ครั้งที่ 2 ของปี 2568

    ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563-2568) เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง หลายเรื่องไม่เคยปรากฏมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโรคระบาด สงครามที่ส่งผลเป็นวงกว้าง ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกมานาน ในฐานะองค์กรที่ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินของประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จำเป็นต้องดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบและยืดหยุ่น ไม่ใช่เพียงเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังต้องวางรากฐานให้เศรษฐกิจแข็งแรงพอที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    ภายใต้ภารกิจหลัก 3 ด้าน คือ การรักษาเสถียรภาพโดยรวม (macro-financial stability) การวางรากฐานภาคการเงินสำหรับอนาคต (Financial Landscape) และการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (Consumer protection) หัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบาย คือ การผสมผสานใช้เครื่องมือที่หลากหลาย หรือ “Integrated Policy Mix” เพราะ ธปท. ตระหนักดีว่า เครื่องมือหลักอย่าง “ดอกเบี้ย” นั้นจะส่งผลกระทบในวงกว้าง (Blunt Tool) อาจไม่เหมาะกับทุกสถานการณ์ ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ซับซ้อนจึงต้องอาศัยเครื่องมืออื่น ๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางการเงินระยะสั้นที่ตรงจุด หรือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในระยะยาว

    ระยะที่ 1: ปี 2563 – 2564: รับมือวิกฤตฉุกเฉิน (COVID-19) 

    ปี 2563 กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักอย่างฉับพลันจากมาตรการ lockdown ในช่วงการระบาดของ COVID-19 GDP หดตัวมากที่สุดในรอบ 22 ปี ที่ 6.1% การท่องเที่ยวที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ แทบจะเป็นอัมพาต จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยมี 40 ล้านคนต่อปีลดลงเหลือเกือบศูนย์ ขณะที่อัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้น เพราะกิจการไม่สามารถเปิดทำการได้ตามปกติ

    ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ เป้าหมายของ ธปท. คือ ดำเนินมาตรการให้ทันท่วงทีและต้องยืดหยุ่นพร้อมปรับเปลี่ยน เพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดลงมาก รวมทั้งดูแลให้ระบบการเงินและระบบสถาบันการเงินยังทำงานได้ปกติและสามารถส่งผ่านความช่วยเหลือไปถึงผู้ได้รับผลกระทบได้ โดยในช่วงดังกล่าว กนง. ได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วและต่อเนื่องจนสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.5% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ควบคู่กับการออกมาตรการทางการเงิน ทั้งแก้หนี้เดิมและเติมเงินใหม่

    ตัวอย่างมาตรการแก้ปัญหาหนี้เดิมของรายย่อยและธุรกิจ ได้แก่ การออกมาตรการพักชำระหนี้แบบ “ปูพรม” ให้กับลูกหนี้ธุรกิจและครัวเรือนในวงกว้างเป็นเวลา 3 – 6 เดือนตามประเภทสินเชื่อ อย่างไรก็ดี ธปท. ตระหนักว่ามาตรการแบบปูพรมนั้นมีต้นทุนสูงและอาจสร้างผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ในระยะยาว เช่น บั่นทอนวินัยทางการเงิน (moral hazard) จึงได้ปรับปรุงมาตรการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้นสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยปรับมาตรการพักชำระหนี้วงกว้างให้เป็นการพักหนี้แบบสมัครใจ (opt-in) ไปจนถึงการปรับโครงสร้างหนี้ในช่วงหลัง โดย ธปท. ได้ผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้อย่างจริงจัง ควบคู่กับการผ่อนปรนเกณฑ์กำกับดูแลให้สถาบันการเงินช่วยเหลือลูกหนี้ได้คล่องตัวขึ้น

    ส่วนมาตรการเติมเงินใหม่ ก็ได้ปรับจากสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) ในระยะแรก เป็น “สินเชื่อฟื้นฟู” ที่มีเงื่อนไขยืดหยุ่นขึ้น และ “โครงการพักทรัพย์ พักหนี้” ที่เน้นช่วยให้ธุรกิจโรงแรมที่ได้รับผลกระทบสูงยังสามารถรักษาทรัพย์สินไว้และไปต่อได้ 

    การปรับมาตรการที่ยืดหยุ่นและตรงจุดนี้ สะท้อนหลักคิดในการดำเนินนโยบายที่พร้อมปรับตัว และการขับเคลื่อนมาตรการอย่างจริงจังเพื่อให้การช่วยเหลือเกิดประสิทธิผลสูงสุด ทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้ (GDP ขยายตัว 1.6% ในปี 2564) ระบบการเงินโดยรวมยังทำงานได้ไม่สะดุด และกลไกสินเชื่อสามารถเป็นที่พึ่งให้กับเศรษฐกิจต่อไปได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด โดยโครงการสินเชื่อฟื้นฟู และโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ ถูกใช้เกือบเต็มวงเงินที่ 3.5 แสนล้านบาท ช่วยธุรกิจได้กว่า 6.7 หมื่นราย

    ระยะที่ 2: ปี 2565 ประคองการฟื้นตัวท่ามกลางเงินเฟ้อ

    ขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังค่อย ๆ ฟื้นตัวในลักษณะที่ไม่ทั่วถึง (K-shaped Recovery) ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายระลอกใหม่จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ประเทศเศรษฐกิจหลักหลายประเทศเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อัตราเงินเฟ้อไทยพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีที่ 7.9% (เดือน ส.ค. 2565) สถานการณ์ดังกล่าวสร้างโจทย์ที่ยากลำบาก คือ การรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อ กับการสนับสนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง ไม่สะดุด (smooth take-off) โดยในช่วงเวลานั้น ธปท. ถูกแรงกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงเหมือนหลายประเทศ เพราะมองว่าไทยขึ้นดอกเบี้ยช้าเกินไป (behind the curve)

    ธปท. ได้เลือกดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป (gradual and measured) ไม่ได้เร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงเหมือนธนาคารกลางขนาดใหญ่หลายแห่ง เนื่องจากเห็นว่าเงินเฟ้อของไทยมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านอุปทาน (cost-push inflation) ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นชั่วคราว อีกทั้งเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และไม่ได้ขยายตัวร้อนแรงเหมือนประเทศอื่น การใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากไป (เหยียบเบรก) จึงอาจกระทบการฟื้นตัวโดยไม่จำเป็น ขณะเดียวกัน ธปท. ได้ทยอยถอนมาตรการช่วยเหลือวงกว้างบางส่วน เพื่อให้นโยบายปรับสู่ภาวะปกติและลดผลข้างเคียงต่อระบบการเงิน เช่น ปรับอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (Financial Institutions Development Fund: FIDF) ของสถาบันการเงินกลับมาเป็นปกติที่ 0.46% จากที่ปรับลดเหลือ 0.23% ในช่วงโควิด ขณะที่อัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำของบัตรเครดิต ธปท. ยังขอให้คงการลดอัตราฯ ไว้ที่ 5% จนถึงปี 2566 ก่อนที่จะให้ทยอยปรับอัตราฯ ขึ้นเป็น 8% ต่อไป

    มองย้อนกลับไป การเลือกปรับดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยให้ความสำคัญกับบริบทการฟื้นตัวของไทยมากกว่าสถานการณ์ในต่างประเทศ ถือเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม โดยเงินเฟ้อทยอยปรับลดลงกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ภายใน 7 เดือน โดยไม่ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจต้องสะดุดลง (GDP ขยายตัว 2.6% ในปี 2565)

    ระยะที่ 3: ปี 2566 – 2567 วางรากฐานทางการเงินเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน

    เมื่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อคลี่คลายลง เศรษฐกิจโลกกลับเผชิญความผันผวนระลอกใหม่ ทั้งจากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นในประเทศเศรษฐกิจหลักและการชะลอลงของเศรษฐกิจจีน ส่วนเศรษฐกิจไทยแม้จะฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่กลับเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยภาคการผลิตและอุตสาหกรรมชะลอลง ซึ่งไม่ได้มาจากปัจจัยเชิงวัฏจักรภายนอกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่สะสมมานาน ทั้งศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจที่ลดลง และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงราว 90% ต่อ GDP 

    การดำเนินนโยบายในช่วงนี้จึงมุ่งเน้นการปรับเข้าสู่ระดับที่ช่วยรักษาสมดุลของเศรษฐกิจในระยะปานกลางควบคู่ไปกับการวางรากฐานสำหรับอนาคต ภายใต้หลักคิดของการทำ “นโยบายที่พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน” (Robust Policy) ที่ต้องยืดหยุ่น สามารถรองรับพลวัตของเศรษฐกิจการเงินที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และใช้เครื่องมือแบบผสมผสาน (Policy Mix) ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด โดยในช่วงนี้ กนง. ได้ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 2.5% ซึ่งเป็นระดับที่เอื้อต่อการเติบโตตามศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว และการรักษาเสถยรภาพเศรษฐกิจการเงิน (Neutral rate)

    นอกจากการปรับมาตรการระยะสั้นให้อยู่ในจุดสมดุล ธปท. ยังให้ความสำคัญกับนโยบายระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ ทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการพัฒนาภาคการเงินให้สามารถสนับสนุนการปรับตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยมีนโยบายสำคัญดังนี้

    1. การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน: ธปท. ได้ยกระดับการแก้ปัญหาหนี้ให้เป็นระบบและครบวงจรมากขึ้น โดยออกหลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) และมาตรการแก้หนี้เรื้อรัง (persistent debt) ควบคู่กับการปรับปรุงเกณฑ์การกำกับดูแลที่เป็นรูปธรรม เช่น การปรับวิธีการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ให้เป็นธรรมขึ้น โดยให้คิดเฉพาะเงินต้นของงวดที่ผิดนัด จากเดิมที่คิดจากฐานเงินต้นคงค้างทั้งหมด อย่างไรก็ตาม มาตรการแก้หนี้เรื้อรังกลับมีผู้เข้าร่วมน้อยกว่าที่คาด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเงื่อนไขที่ห้ามก่อหนี้ใหม่นั้นไม่สอดคล้องกับความจำเป็นของลูกหนี้ และเป็นบทเรียนสำคัญในการออกแบบนโยบายแก้หนี้ในระยะต่อไป
    1. การผลักดันภูมิทัศน์ภาคการเงินใหม่ (New Financial Landscape): ธปท. ได้ริเริ่มวางทิศทางปรับภูมิทัศน์ภาคการเงินใหม่ในภาพรวมตั้งแต่ปี 2565 และทยอยขับเคลื่อนแผนงานภายใต้ทิศทางดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม ซึ่งหลายเรื่องต้องใช้เวลาและอาจไม่เห็นผลเร็ว ได้แก่
      • ด้านดิจิทัล (digital): ส่งเสริมนวัตกรรมที่รับผิดชอบ (responsible innovation) ภายใต้แนวคิด ‘3 Opens’: Open Competition – อนุญาตให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) เพื่อเพิ่มการแข่งขันและช่วยนำเสนอบริการทางการเงินใหม่ ๆ ที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้บริการทางการเงินแต่ละกลุ่ม, Open Infrastructure – เชื่อมโยงระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ รวมทั้งผลักดันกลไกค้ำประกันเครดิตให้ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพขึ้น, Open Data เริ่มโครงการ Your Data ที่ให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลของตนเองได้มากขึ้น เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อและบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์
      • ด้านความยั่งยืน (sustainability): สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (brown เป็น less brown) โดยสร้างผลข้างเคียงให้น้อยที่สุด (low-disruptive transition) ซึ่งต้องสร้างสมดุลระหว่างความสามารถในการปรับตัวและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดย ธปท. ได้ทยอยวางกลไกพื้นฐานที่สำคัญอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดทำมาตรฐานกลางเพื่อจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (taxonomy) และผลักดันโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Financing the Transition) ให้เกิดขึ้นได้จริง มีผู้ได้รับประโยชน์ และสามารถขยายผลในวงกว้างได้

    ระยะที่ 4: ปี 2568-ปัจจุบัน สนับสนุนการปรับตัวรับโลกใหม่ 

    ล่าสุด เศรษฐกิจไทยยังพบกับความท้าทายเพิ่มเติมจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ (US Tariffs) ซึ่งเป็น “พายุลูกใหญ่” ที่จะส่งผลกระทบต่อทิศทางการค้าและการลงทุนทั่วโลก รวมทั้งกดดันภาคการผลิตและการส่งออกของไทยให้ต้องเร่งปรับตัว ภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าศักยภาพและเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ธปท. จึงปรับทิศทางนโยบายการเงินให้ผ่อนคลายมากขึ้น ขณะที่ยังให้ความสำคัญกับการรักษาพื้นที่ทางนโยบาย (policy space) ไว้รองรับความไม่แน่นอนในอนาคต

    เป้าหมายหลักของการทยอยปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 4 ครั้ง (ตั้งแต่ปลายปี 2567- เดือน ส.ค. 2568) สู่ระดับ 1.5% ในช่วงนี้ ไม่ใช่เพื่อ “กระตุ้น” เศรษฐกิจในระยะสั้น แต่เป็นการ “ผ่อนคลายภาวะการเงิน” และ “บรรเทาภาระ” ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนที่เปราะบาง เพื่อเอื้อต่อการปรับตัวรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปได้ นอกจากการผ่อนคลายภาวะการเงินแล้ว ธปท. ยังได้ออกมาตรการภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางที่มีศักยภาพให้สามารถรักษาทรัพย์สิน และลดภาระหนี้เพื่อให้ลูกหนี้กลับมาจ่ายไหว (ตัวเบาขึ้น) และไปต่อได้

    ขณะเดียวกัน ภารกิจด้านการวางรากฐานภาคการเงินที่ได้ริเริ่มไว้ก็มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมหลายอย่าง เช่น การประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับความเห็นชอบให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) การเปิดบริการขอข้อมูลการใช้-ชำระค่าน้ำ-ไฟ เพื่อนำไปขอสินเชื่อภายใต้โครงการ Your Data และโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Financing the Transition) ที่ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 9.6 หมื่นล้านบาท จากเป้าหมาย 1 แสนล้านบาท ทั้งนี้ นอกจากการผลักดันด้านนวัตกรรมแล้ว หนึ่งในหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ภาพ “การเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง (Safe and Inclusive Digital Finance)” คือ การสร้างความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการที่มีต่อระบบการเงิน ระบบการชำระเงิน และการใช้บริการทางการเงินต่าง ๆ รวมถึงการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน ซึ่ง ธปท. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาตรการเพื่อจัดการภัยทุจริตทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยปรับนโยบายให้เหมาะสมกับบริบทในแต่ละช่วง เช่น การกำหนดมาตรฐาน Mobile Banking Security (เช่น ห้ามส่ง SMS แนบ link/สแกนหน้าก่อนโอน) การจัดการบัญชีม้าที่เข้มข้นขึ้น และการกำหนดแนวทางการร่วมรับผิดชอบ (Shared Responsibility)

    “การเดินทางตลอด 5 ปีที่ผ่านมาสอนเราว่า การดูแลเศรษฐกิจของประเทศไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ทุกการตัดสินใจล้วนมาจากการชั่งน้ำหนักปัจจัยรอบด้านภายใต้ข้อมูลที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น และต้องพร้อมเรียนรู้และปรับเปลี่ยนเสมอ ภารกิจของธนาคารกลางไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการทำงานหนักในวันนี้ เพื่อสร้างเสถียรภาพและรากฐานที่แข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยสำหรับวันข้างหน้า” ดร. เศรษฐพุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/setthaputh-financial-journey-5-years/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VPBOETgbyMNLS9ttc_FD-

  • “อนุทิน” หารือสภาอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะสั้น เร่งแก้ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา

    “อนุทิน” หารือสภาอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะสั้น เร่งแก้ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา

    “อนุทิน” หารือสภาอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะสั้น เร่งแก้ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา


    16/09/2568 | 73 |

    (15 ก.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ประกอบด้วย นายสุชาติ ชมกลิ่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายธนกร วังบุญคงชนะ นายวรภัค ธันยาวงษ์ และ
    นายกุลิศ สมบัติศิริ เข้าหารือกับนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม มุ่งเสริมศักยภาพการแข่งขันและยกระดับความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย 
    การหารือครั้งนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทยและแนวทางการขับเคลื่อนตามนโยบาย 4GO ได้แก่ 1. GO Digital & AI การยกระดับภาคอุตสาหกรรมด้วยดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ 2. GO Innovation การสร้างผู้ประกอบการ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ด้วยนวัตกรรม 3. GO Global การยกระดับห่วงโซ่อุปทานสากลและการขยายสู่ตลาดโลก และ 4. GO Green การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก
         
    ด้านรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนในระยะเวลา 4 เดือน เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญ 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย
    1. ด้านเศรษฐกิจ มุ่งดำเนินมาตรการเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ค่าเดินทาง และค่าขนส่งต่าง ๆ พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยอย่างเร่งด่วน
    2. ด้านความมั่นคง มุ่งแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาด้วยแนวทางสันติภาพ
    3. ด้านภัยธรรมชาติ ต่อยอดการพัฒนาระบบเตือนภัยที่เคยริเริ่มไว้ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมเร่งชดเชยความเสียหายแก่ประชาชนที่ประสบภัยธรรมชาติให้ทันการณ์
    4. ด้านภัยสังคม มุ่งปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ การพนัน และการพนันออนไลน์อย่างจริงจัง โดยสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศ เพื่อกวาดล้างปัญหาภัยสังคมในทุกรูปแบบ
        นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องให้ความสำคัญกับปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของผู้ประกอบการ หรือแม้แต่ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา เราต้องใช้ทุกวิธีในการแก้ปัญหาทั้งทางด้านการทหาร ทางการทูต และการหารือกับฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด ในเรื่องของผู้ประกอบการ จะสนับสนุนให้มีการลงทุน และผลิตสินค้าภายในประเทศมากขึ้น ประเทศไทยเราไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่น ขณะเดียวกันเรามีประเทศคู่แข่งมาก ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องตื่นตัว เพื่อความอยู่รอดของประเทศ และต้องเร่งหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ด้วยในเรื่องส่งเสริมการลงทุน ถึงแม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่มั่นใจว่าเราจะใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตและทำให้ทุกฝ่าย
    เกิดความคล่องตัวมากขึ้น “ดรีมทีม จะเป็น เรียลทีม ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก เราจะใช้หลักการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาประเทศชาติ” 
        นโยบายของรัฐบาล มุ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น และการวางรากฐานเพื่อต่อยอดให้มีความมั่นคงในระยะยาว รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอให้ทุกคนอย่ากังวล ทุกอย่างจะปฏิบัติภายใต้ความมั่นคง และหารือกับฝ่ายกัมพูชาให้เร็วที่สุด แต่จะรักษาประเทศชาติ ย้ำว่าขณะนี้ยังไม่มีการเปิดด่าน เพราะทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขความมั่นคง จะขับเคลื่อนในการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่อยู่ในโครงการไทยแลนด์พลัสวัน และพร้อมสนับสนุนเจรจากับประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน คู่แข่งทางการค้าในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา (Cambodia) ลาว (Laos) เมียนมา (Myanmar) และเวียดนาม (Vietnam)) ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน ยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้เป็นตัวอย่าง โดยจะใช้โอกาสนี้ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้า เชื่อว่าหากเศรษฐกิจดี จะทำให้สังคมเป็นสุขไม่เกิดความขัดแย้งและให้ความมั่นใจว่าการทำงานจะยึดส่วนรวมเป็นหลัก และจะใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่เพื่อทุกคน ผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้ความคาดหวังของทุกคนเกิดขึ้นจริง
         โดยผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้นำเสนอแนวทางในการส่งเสริมอุตสาหกรรม 5 เรื่องหลักในระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย
    1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า
    2. การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs 
    3. การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ
    4. การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ
    5. การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท
         สำหรับประเด็นเกี่ยวกับ การรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯและสงครามการค้า นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. ได้ชี้แจงว่าปัจจุบันไทยถูกสหรัฐอเมริกา เริ่มเก็บภาษีอัตราที่ 19% ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 แต่จะมีการเรียกภาษีอยู่ 2 กรณี คือ 
    • กรณีที่ 1 สำหรับการเรียกเก็บภาษีอัตราที่ 19% ใช้กับสินค้าที่ตกอยู่ในขอบเขตของมาตรการนี้โดยรวมยกเว้นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เหล็กและอลูมิเนียม ทองแดงกึ่งสำเร็จรูป เพราะสินค้ากลุ่มนี้มีกรอบกฎเกณฑ์ต่างหาก 
    • กรณีที่ 2 เรียกเก็บภาษีอัตราที่ 40% จะบังคับใช้เมื่อสินค้าถูกพิจารณาว่า เกิดจากการสวมสิทธิ์ของประเทศที่สาม หรือมีกรณี transshipment โดยสินค้าในกรณีนี้จะต้องผ่านการตรวจสอบและพิสูจน์โดย U.S. Customs and Border Protection (CBP) ก่อน และหากพบว่ามีการสวมสิทธิ์จริงจะถูกเรียกเก็บอัตรานี้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีหลักเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (Regional Value Content: RVC) ที่ชัดเจน ภาครัฐจึงต้องติดตามแนวปฏิบัติของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ทัน
         ด้านการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. ชี้แจงถึงสถานะความเปราะบางของ SME ไทย ณ เดือนมิถุนายน 2568 ว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan: NPL) ในกลุ่ม SME คิดเป็น 243,026 ล้านบาท และยอดหนี้คงค้างรวม (สินเชื่อ SME) คิดเป็น 3,119,525 ล้านบาท ดังนั้น ส.อ.ท. จึงนำเสนอแนวทางส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน ภายใต้ “มาตรการ Fast Track เพื่อ SME” ประกอบด้วย โครงการค้ำประกันสินเชื่อฉุกเฉิน (Emergency Credit Guarantee) สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง SME ด่วนพิเศษ 1% ผ่านกองทุนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และมาตรการ “Hair Cut” สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้เสีย (NPL) เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ที่เหลือได้และปิดบัญชี รวมทั้งลดปริมาณหนี้เสียในระบบโดยรวม
         ส่วนนายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต โดยเน้นถึงความจำเป็นในการสร้างโครงสร้างค่าไฟที่เป็นธรรม สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ภาครัฐเร่งจัดทำแผน PDP (Power Development Plan) ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปี 2568
         ขณะที่ นายเวทิต โชควัฒนา รองประธาน ส.อ.ท. ได้สะท้อนปัญหาการค้าชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก สำหรับระยะเร่งด่วน ควรมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายด้านการโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการ ผ่านการเสริมช่องทางโลจิสติกส์เดิม การเพิ่มเรือชายฝั่งในการส่งสินค้าผ่านช่องทางที่ไม่ใช่ชายแดนที่มีอาณาเขตติดกัน เช่น จันทบุรี และตราด ระยะสั้น เสนอแนะให้พิจารณา Soft Loan ให้ผู้ประกอบการเพื่อรักษาสภาพคล่องของกลุ่ม SME ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา หรือผู้ที่มีหลักฐานการค้าขายต่อเนื่องกับกัมพูชา มาตรการระยะยาว พิจารณาตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่จะให้ทั้งสองประเทศกลับมาทำการค้าร่วมกัน และมีการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมาย สร้างความเจริญเติบโตร่วมกันให้กับภูมิภาค
         นอกจากนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ยังได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม และอินโดนีเซีย ส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยได้เสนอให้ภาครัฐเร่งศึกษาและแยกแยะผลกระทบจากธุรกรรมทองคำ คริปโตเคอร์เรนซี และการโอนเงินแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านระบบ กลไกความร่วมมือในอนาคต ส.อ.ท. เห็นควรให้ขับเคลื่อนการหารือผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยการพบปะในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความร่วมมือเชิงรุกระหว่างภาครัฐและเอกชน โดย ส.อ.ท. พร้อมที่จะสนับสนุนและทำงานเคียงข้างรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อนำพาเศรษฐกิจไทยสู่ความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืนในอนาคต
     


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/423679&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12BzfKkhdLGovdmwremVLY

  • ‘อนุทิน’ ยกคณะถก หอการค้าฯ 18 ก.ย. นี้ ชงแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    ‘อนุทิน’ ยกคณะถก หอการค้าฯ 18 ก.ย. นี้ ชงแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะฯมีกำหนดการเดินทางไปยังสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย วันที่ (18 กันยายน 2568)

    โดยจะมีประชุมหารือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ระหว่างคณะรัฐบาล และคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 

    อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาทางหอการค้าฯ มาตรการต่าง ๆ ที่อยากเสนอให้ภาครัฐเข้ามาแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องการแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ภาคการส่งออก การท่องเที่ยว และเกษตรกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งหอกาค้า อยากเสนอแนวทางว่า ควร แยกดุลทองคำออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถประเมินผลกระทบต่อค่าเงินได้ตรงจุด 

    ขณะเดียวกันอยากเสนอให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาจัดการดูแลในส่วนนี้อย่างเป็นระบบ เพราะหากปล่อยให้กลไกค่าเงินผันผวนโดยไม่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย จะทำให้ผู้ประกอบการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่ค้า

    นอกจากนี้ยังมีความกังวลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยทั้งจากสภาพเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว แรงกดดันจากสงครามการค้า และการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าจากต่างประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs 

    ทั้งนี้ เพื่อเป็นมาตรการลดภาระให้กับผู้ประกอบการไทย จึงอยากเสนอให้ภาครัฐพิจารณาปรับลดวงเงินประกันการใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ประกอบการประเภทที่ 3 กิจการขนาดกลาง ประเภทที่ 4 กิจการขนาดใหญ่ และประเภทที่ 5 กิจการเฉพาะอย่าง (กิจการโรงแรมและให้เช่าพักอาศัย) ที่ปัจจุบันมีการวางเงินประกันการใช้ไฟฟ้ารวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท โดยขอให้ปรับลดวงเงินประกันฯ ให้เหลือ 0.5 เท่า 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638994&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GT4QD9TdJr9eoaEKYZal2

  • 5 ปีของเศรษฐพุฒิที่แบงก์ชาติ กับโลกใหม่ เพิ่งเริ่มต้น

    5 ปีของเศรษฐพุฒิที่แบงก์ชาติ กับโลกใหม่ เพิ่งเริ่มต้น

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-35&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_HBiTYFRrQP9v6v9keZAI

  • ทิสโก้เปิด 5 กลยุทธ์วางแผนเกษียณ รับมือเศรษฐกิจไม่แน่นอน

    ทิสโก้เปิด 5 กลยุทธ์วางแผนเกษียณ รับมือเศรษฐกิจไม่แน่นอน

    นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง และหลายหน่วยงานเริ่มมีแนวคิดเลิกจ้างงานก่อนพนักงานอายุ 60 ปีนั้น ธนาคารทิสโก้แนะนำคนไทยเพิ่มความเข้มข้นของการวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณรองรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยใช้ 5 กลยุทธ์ คือ 1. กำหนดเป้าหมายการเงินที่ชัดเจน 2. สร้างแหล่งรายได้ 3. กระจายการลงทุน 4. ปรับพอร์ตการลงทุนตามอายุและสภาวะเศรษฐกิจ 5. ใช้ประกันสุขภาพเสริมความมั่นคง   

    สำหรับรายละเอียดกลยุทธ์การวางแผนเกษียณ 5 กลยุทธ์ มีดังนี้  

    กำหนดเป้าหมายการเงินที่ชัดเจน 

    การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณมีความสำคัญมาก เพราะเป็น “เข็มทิศ” ที่ช่วยให้วางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่หลงทาง สิ่งที่ต้องเตรียมคือ อายุที่คาดว่าจะเกษียณ ต้องการใช้เงินเดือนละเท่าไหร่ คาดว่าจะมีอายุขัยกี่ปีและนำอัตราผลตอบแทนการลงทุนในช่วงหลังเกษียณหลังหักเงินเฟ้อเข้ามาคำนวนเพื่อหาเป้าหมายเงินก้อนก่อนเกษียณ ขั้นตอนนี้สามารถใช้โปรแกรมวางแผนการเงินช่วยคำนวนได้ เช่น โปรแกรม TISCO My Goal คลิก https://link.tisco.co.th/cnI6zA 

    ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    “หากเกษียณตอน 60 ปี มีเงินใช้เดือนละ 30,000 บาทไปจนถึงอายุ 80 ปี ณ วันเกษียณจะต้องมีเงินประมาณ 6.5 ล้านบาท แต่หากต้องการเกษียณเร็วขึ้น 5 ปี ต้องเตรียมเงินเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20-30% ของจำนวนเงิน ณ วันเกษียณ เช่น เกษียณอายุตอน 55 ปี ต้องการมีเงินใช้เดือนละ 30,000 บาทไปจนถึงอายุ 80 ปี วันเกษียณจะต้องมีเงินประมาณ 8 ล้านบาท หรือเกษียณอายุตอน 45 ปี ต้องการมีเงินใช้เดือนละ 30,000 บาทไปจนถึงอายุ 80 ปี วันเกษียณจะต้องมีเงินประมาณ 10.7 ล้านบาท เป็นต้น” นายณัฐกฤติกล่าว    
     

    สร้างหลายแหล่งรายได้ 

    นอกจากเงินก้อนที่ต้องเตรียมไว้ก่อนเกษียณแล้ว พนักงานบริษัทเอกชน ข้าราชการ และคนไทยส่วนใหญ่มักจะมีแหล่งรายได้ที่เป็นกระแสเงินสดหลังเกษียณจากช่องทางต่างๆ เช่น เงินบำนาญชราภาพจากประกันสังคม เงินบำนาญของข้าราชการ และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มกระแสเงินสดให้มากขึ้นเป็นหลักประกันความมั่นคงหลังเกษียณอาจพิจารณาทำประกันบำนาญเพิ่มความมั่นคง เป็นกองหลังที่ช่วยหนุนกระแสเงินสดที่แน่นอนในช่วงวัยเกษียณ 

    กระจายการลงทุน (Diversification) 

    ในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูงยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการกระจายพอร์ตลงทุนเพื่อการเกษียณ โดยอาจเพิ่มการลงทุนหรือปรับพอร์ตการลงทุนโดยให้น้ำหนักสินทรัพย์ที่ผันผวนต่ำเพิ่มขึ้น เช่น เพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้  

    ส่วนการลงทุนในหุ้นที่เป็นการลงทุนระยะยาว แนะนำให้ลงทุนในหุ้นต่างประเทศเป็นหลักเพราะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงประมาณ 8-10% ต่อปี โดยอาจลงทุนผ่านกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และยังรวมถึงเงินลงทุนอื่นๆ ที่ใช้สำหรับการวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ลงทุนในหุ้นกลุ่มเมกะเทรนด์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงในระยะยาว 

    อีกทั้ง ยังสามารถแบ่งเงินลงทุนบางส่วนไปลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ เพราะมีอัตราการเติบโตในระยะยาวที่ค่อนข้างดี เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยป้องกันความเสี่ยงในยามวิกฤตเศรษฐกิจ และเป็นเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อในระยะยาวอีกด้วย  
     

    ปรับพอร์ตตามอายุและสภาวะเศรษฐกิจ 

    แนวทางแบบง่าย คือ “120 ลบอายุ = สัดส่วนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงที่ควรลงทุน” เช่น อายุ 40 ปี ควรมีหุ้นประมาณ 80% ส่วนที่เหลือเป็นตราสารหนี้และเงินสด แต่เมื่อใกล้เกษียณควรลดหุ้นเหลือเพียง 30 – 40% เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด 

    ประกันสุขภาพ: กลไกเสริมสร้างความมั่นคง 

    ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจกระทบเงินออมหลังเกษียณ การจัดสรรแผนประกันสุขภาพที่เหมาะสม และกันเงินสำรองสำหรับเบี้ยประกัน จะช่วยป้องกันความเสี่ยงและรักษาคุณภาพชีวิตหลังเกษียณ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378966917&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uqEcu1dRqBuI0_Dfm2wT_

  • ‘อนุทิน’ รับโจทย์ บาทแข็งสกัดผลกระทบ ‘ส่งออก – ท่องเที่ยว’

    ‘อนุทิน’ รับโจทย์ บาทแข็งสกัดผลกระทบ ‘ส่งออก – ท่องเที่ยว’

    รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนระยะ 4 เดือนเพื่อแก้ไขปัญหา 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านเศรษฐกิจ 2.ด้านความมั่นคง 3.ด้านภัยธรรมชาติ 4.ด้านภัยสังคม

    ในระหว่างที่เตรียมการจัดตั้งรัฐบาล นายอนุทิน ได้หารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมกับระบุความคืบหน้าภายในสัปดาห์นี้จะนำรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ โดยยืนยันรายชื่อเรียบร้อย 100% แล้ว 

    นายอนุทิน กล่าวว่า นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลจะเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น และการวางรากฐานเพื่อการต่อยอดให้มั่นคงต่อไประยะยาว ทั้งนี้ “ดรีมทีม” จะเป็น “เรียลทีม” ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก

    นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลกับผู้นำทางเศรษฐกิจแยกกันไม่ได้จึงต้องนำภาคเศรษฐกิจมาการขับเคลื่อนประเทศ เพื่อให้เกิดความมั่นคงแข็งแกร่งในมิติอื่นทั้งคุณภาพชีวิต หากเศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตก็ดี วิถีชีวิตคนก็ดี สังคมก็จะมีความสงบสุข

    “ตั้งใจมารับฟังข้อกังวลและข้อเสนอแนะทาง ส.อ.ท.โดยยอมรับว่าขณะนี้แม้จะยังไม่ได้เข้าทำงานเต็มตัว แต่หลังไมค์เดินหน้าทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพราะต้องทำงานเร็ว และน่าจะเป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายคาดหวัง”

    ด้านการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะปัญหาผู้ประกอบการที่ไทย และกัมพูชาค้าขายตามแนวชายแดน ด้วยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน และเงื่อนไขข้อจำกัดตลอดจนการที่จะต้องรักษาอธิปไตย เกียรติภูมิของไทย ยืนยันว่า การเปิดด่านจะยังไม่เกิดขึ้นระยะสั้นนี้ ซึ่งจะต้องมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ไทยกำหนด เพราะว่าไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน

    “ยังไม่เปิดด่านในระยะสั้นนี้ โดยขอให้ไม่ต้องความกังวลใดๆ อีก ต้องใช้ทุกวิธีทั้งการทหาร การทูต การที่เราจะต้องหารือกับทางฝ่ายกัมพูชา ซึ่งจะใช้ทุกองคาพยพ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทั้ง 2 ประเทศโดยเร็ว แต่เราก็มีหลักของเราที่จะต้องรักษา”

    การลงทุน Local Content ช่วยดัน GDP

    สำหรับผู้ประกอบการที่อยู่ในโครงการ Thailand Plus One กลุ่ม CLMV โดยมีแนวคิดจะช่วย Matching กับ Local Content เพื่อทดแทนชิ้นส่วนที่เคยทำการผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน และสนับสนุนให้มีการลงทุนผลิตของต่างๆ ในไทยแทน ซึ่ง Local Content เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวโยงกับภาษีสหรัฐด้วย ถือว่าไทยไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่น

    ทั้งนี้ ยังมีเงื่อนไข Local Content ที่อาจถูกกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม ซึ่งมองว่าเป็นโอกาสดีหากไทยผลิตสินค้า และส่งไปยังสหรัฐได้ ส่วนของที่มาจากต่างประเทศที่จะเป็นส่วนประกอบ ซึ่งจะต้องมีการส่งเสริมการลงทุน Local Content มากขึ้นในไทยด้วย ซึ่งจะส่งผลดีต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วย

    ‘อนุทิน’ รับโจทย์ บาทแข็งสกัดผลกระทบ ‘ส่งออก - ท่องเที่ยว’

    นายกฯ พร้อมรับมือเงินบาทแข็งค่า

    นายอนุทิน กล่าวว่า ด้านสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้น ในช่วงบ่ายวันนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะหารือในรายละเอียดกับ ส.อ.ท.เพิ่มเติม 

    ส่วนกรณีที่พบการส่งออกทองคำในสัดส่วนสูงนั้น ขณะนี้ได้สั่งการส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ และให้ดำเนินการหาข้อเท็จจริง ซึ่งหากพบว่าผิดปกติจะต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะนี้รอให้บริหารราชการแผ่นดินได้ก่อน ซึ่งยืนยันว่าพร้อมดำเนินการทันที ส่วนในรายละเอียด โดยเฉพาะมาตรการคนละครึ่งนั้นจะให้นายเอกนิติ เป็นผู้ชี้แจงต่อประชาชน โดยเมื่อดำเนินการเข้ามาบริหารประเทศเต็มตัวจะเร่งดำเนินการเรื่องนี้เร็วที่สุด” นายอนุทิน กล่าว

    ส.อ.ท. ชง 5 ข้อเสนอส่งเสริมอุตสาหกรรม

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า ส.อ.ท.เสนอแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรม 5 เรื่องระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย

    1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐ และสงครามการค้าที่ยังต้องดำเนินการต่อ โดยเฉพาะในรายละเอียดเรื่อง Local Content ว่าจะใช้มาตรฐานใด และอุตสาหกรรมใดที่ทำได้ และอุตสาหกรรมใดที่ทำไม่ได้ รวมถึงจะมีมาตรการเยียวยาอย่างไรต่อไป ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยถูกสหรัฐ เริ่มเก็บภาษีอัตราที่ 19% แต่จะมีการเรียกภาษีอยู่ 2 กรณี คือ

    กรณีที่ 1 สำหรับการเรียกเก็บภาษีอัตราที่ 19% ใช้กับสินค้าที่ตกอยู่ในขอบเขตของมาตรการนี้โดยรวมยกเว้นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เหล็ก และอะลูมิเนียม ทองแดงกึ่งสำเร็จรูป เพราะสินค้ากลุ่มนี้มีกรอบกฎเกณฑ์ต่างหาก

    กรณีที่ 2 เรียกเก็บภาษีอัตราที่ 40% จะบังคับใช้เมื่อสินค้าถูกพิจารณาว่า เกิดจากการสวมสิทธิของประเทศที่สาม หรือมีกรณี transshipment โดยสินค้าในกรณีนี้จะต้องผ่านการตรวจสอบและพิสูจน์โดย U.S. Customs and Border Protection (CBP) ก่อน และหากพบการสวมสิทธิจริงจะถูกเรียกเก็บอัตรานี้ 

    ดังนั้น ส.อ.ท.จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขของสหรัฐ การจัดตั้งหน่วยงานเพื่อให้คำปรึกษาเรื่องการคำนวณ RVC ตลอดจนการส่งเสริมผู้ประกอบการในการปรับตัวเพื่อปรับซัพพลายเชนของไทยให้ยืดหยุ่น และทันสมัย พร้อมเน้นย้ำมาตรการเชิงรุกด้านการค้าระหว่างประเทศ และส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand: MiT)

    เสริมสภาพคล่อง SME พยุงเศรษฐกิจ

    2.การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงิน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการหลั่งไหลของสินค้าราคาถูกที่เข้ามาทุ่มตลาด ซึ่งไทยโดนมากที่สุด และกระทบกับ SME จำนวนมาก โดยคาดว่าหากสถานการณ์ดังกล่าวยังดำเนินการต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อกลุ่ม SME เพิ่มขึ้นจาก 24 กลุ่ม เป็น 30 กลุ่ม แต่ก็เชื่อว่า สถานการณ์ดังกล่าว นายกฯ น่าจะเข้าใจดี

    “ปัจจุบัน SME เปราะบางที่สุด และมีปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนสูงกว่า 90% ของ GDP โดยเดือนมิ.ย. 2568 หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในกลุ่ม SME คิดเป็น 243,026 ล้านบาท และยอดหนี้คงค้างรวม (สินเชื่อ SME) คิดเป็น 3,119,525 ล้านบาท จึงอยากให้ภาครัฐแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด เช่น การดำเนินการการแฮร์คัท การขยายวงเงินให้ SME มากขึ้นหรือไม่”

    เสนอนายกฯลดต้นทุนค่าไฟฟ้า

    3.การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ และประชาชน ซึ่งวันนี้ผู้ประกอบการประสบปัญหาต้นทุนราคาพลังงานที่ค่อนข้างสูง ซึ่งจะต้องลดราคาพลังงานลงให้ได้ ส.อ.ท.ไม่เห็นด้วยกับการแยกสัดส่วนการใช้ก๊าซ โดยให้เอกชนใช้ก๊าซนำเข้าราคาสูงแม้จะแก้ปัญหาค่าไฟ

    ทั้งนี้ ภาครัฐเร่งจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ให้เสร็จภายในปี 2568 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในมิติสิ่งแวดล้อมด้วยราคาที่เป็นธรรม และมีความมั่นคงด้านพลังงาน และเสนอให้ปรับโครงสร้างการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า รวมทั้งปรับลดวงเงินประกันการใช้ไฟฟ้าเหลือ 0.5 เท่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีประวัติการชำระตามกำหนด เพื่อบรรเทาภาระด้านการเงิน และเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ

    ชงหามาตรการช่วยเหลือการค้าชายแดน

    4.การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระยะเร่งด่วน ควรมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายด้านการโลจิสติกส์ผ่านการเสริมช่องทางโลจิสติกส์เดิม การเพิ่มเรือชายฝั่งในการส่งสินค้า เข้าในช่องทางที่ไม่ใช่ชายแดนที่มีอาณาเขตติดกัน เช่น จันทบุรี และตราด และการพิจารณาอนุญาตให้ส่งออก และนำเข้าสินค้าที่เป็นวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน ที่จะนำไปเข้าสู่กระบวนการผลิตใน Supply Chain ได้ในด่านที่ไม่มีความขัดแย้ง

    สำหรับระยะสั้น เสนอแนะให้พิจารณา Soft Loan ให้ผู้ประกอบการเพื่อรักษาสภาพคล่องของกลุ่ม SME ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา หรือผู้ที่มีหลักฐานการค้าขายต่อเนื่องกับกัมพูชา

    ส่วนของมาตรการระยะยาว พิจารณาตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่จะให้ทั้งสองประเทศกลับมาทำการค้าร่วมกัน และมีการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมาย สร้างความเจริญเติบโตร่วมกันให้กับภูมิภาค

    ห่วงเงินบาทแข็งค่าสุดในภูมิภาค

    5.การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งศึกษา และแยกแยะผลกระทบจากธุรกรรมทองคำ คริปโทเคอร์เรนซี และการโอนเงินแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านระบบ

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้ส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ในการค้าระหว่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 และสนับสนุนผู้ประกอบการในการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เช่น FX Options และ Forward Contract ด้วยมาตรการช่วยลดค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายเบื้องต้น

    อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลเรื่องค่าเงินอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันค่าเงินบาทไม่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจ โดยเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แม้จะมีการลดอัตราดอกเบี้ย แต่เงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นอย่างผิดปกติ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นผลมาจากการเร่งส่งออก ทำให้ยอดส่งออกสูงกว่าปกติ ซึ่งปัจจุบันควรจะอ่อนค่าแต่กลับแข็งค่ามาก จึงต้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น

    แนะแยกบัญชีซื้อขายเงินตราต่างประเทศ

    ทั้งนี้ ส.อ.ท.ตั้งข้อสังเกตถึงตัวเลขการส่งออกทองคำไปยังกัมพูชา ซึ่งจากตัวเลขของกรมศุลกากร และกระทรวงพาณิชย์ พบว่าเติบโตก้าวกระโดดผิดปกติ โดยในปีที่ผ่านมา มีมูลค่าสูงถึง 100,500 ล้านบาท และในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (2568) สูงถึง 67,000-71,000 ล้านบาท และเฉพาะเดือน ก.ค.เพียงเดือนเดียว มีมูลค่าถึง 8,000 ล้านบาท 

    สำหรับตัวเลขเหล่านี้ชวนให้ตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ ดังนั้น รัฐบาลอาจพิจารณา “แยกบัญชี” การซื้อขายเงินตราต่างประเทศสำหรับธุรกรรมบางประเภท เพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท

    “บาทแข็ง”กระทบส่งออก-ท่องเที่ยว-แข่งขัน

    นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการส่งออก และภาคการท่องเที่ยวและการแข่งขันของประเทศด้วย ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย โดยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามที่ค่าเงินอ่อนตัวกว่า 3% ในขณะที่ไทยแข็งค่าเกือบ 8% ทำให้สินค้าส่งออกของไทยมีราคาสูงขึ้น และแข่งขันได้ยากในตลาดโลก

    “ส่วนของระดับที่เหมาะสมของค่าเงินบาท เห็นว่าควรจะอยู่ในช่วง 34-35 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่สมดุลระหว่างภาคการส่งออก และการนำเข้า ทั้งนี้ นายกฯ อนุทิน ได้รับปากที่จะนำข้อเสนอของ ส.อ.ท.ไปพิจารณา และทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นในช่วง 4 เดือนข้างหน้า เพราะมองว่าภาคอุตสาหกรรมถือเป็น 1 ใน 3 ภาคส่วนสำคัญต่อ GDP ประเทศ”

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198900&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h-N_WXGJXt-sRc-WlRwp6