Category: เศรษฐกิจ

  • ไทยสุดยอดความเหลื่อมล้ำ สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน

    ไทยสุดยอดความเหลื่อมล้ำ สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-210&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21plXlX45l9pdJhSgZRoPS

  • ป่าไทยลด 0.03% สัญญาณเตือนถึงเชียงรายและเศรษฐกิจสีเขียวทั้งภาคเหนือ

    ป่าไทยลด 0.03% สัญญาณเตือนถึงเชียงรายและเศรษฐกิจสีเขียวทั้งภาคเหนือ

    • ป่าไทยลด 0.03% สัญญาณเตือนถึงเชียงรายและเศรษฐกิจสีเขียวทั้งภาคเหนือ

    เชียงรายเปิดหน้าต่างเศรษฐกิจสีเขียว เมื่อ “ป่าลดลงเพียง 0.03%” สะเทือนโซ่อุปทานทั้งภาคเหนือ และส่งสัญญาณถึงทั้งประเทศ

    เชียงราย, 17 กันยายน 2568 — เช้าวันฝนโปรยบาง ๆ ที่ดอยตุง นักท่องเที่ยวหยุดยืนมองทะเลหมอกในมุมเดิม แต่เรื่องเล่าที่เปลี่ยนไปคือสถิติ “พื้นที่ป่าไม้ประเทศไทยปี 2567” ซึ่งชี้ว่าประเทศมีพื้นที่ป่า คิดเป็น 31.46% ของแผ่นดิน หรือ ราว 101.78 ล้านไร่ ลดลงจากปีก่อน –0.03% (หรือ ประมาณ 32,884 ไร่). ตัวเลขเพียงเศษเสี้ยวเปอร์เซ็นต์อาจดูเล็กน้อยในข่าวรายวัน หากมองด้วยสายตาของเศรษฐกิจฐานทรัพยากร โดยเฉพาะเมืองชายขอบอย่าง เชียงราย ที่รายได้ท่องเที่ยว เกษตรบนพื้นที่สูง อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนคุณภาพน้ำต้นลำน้ำกก–อิง ล้วนผูกกับผืนป่า “ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ” นี้กำลังทดสอบภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจของทั้งจังหวัดและภาคเหนือ

    สถิติเชิงโครงสร้าง ทศวรรษที่ป่าเพิ่มไม่ทันป่าที่หายไป

    ภาพรวม 10 ปี (พ.ศ. 2558–2567) ประเทศไทยมี “ป่าเพิ่ม” 331,951.68 ไร่ แต่ “ป่าลด” 832,080.72 ไร่ สะท้อนความจริงเชิงโครงสร้างว่า ความพยายามฟื้นฟูยังไล่ไม่ทันแรงกดดันจากการใช้ที่ดินและภัยเสี่ยงเดิม ๆ

    เหตุผลของการ “เพิ่มขึ้น” มาจาก

    • การขยายตัวของป่าไม้ตามธรรมชาติ
    • การปลูกป่าเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
    • การปลูกป่าเพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

    เหตุผลของการ “ลดลง” ได้แก่

    • การเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินจากป่าไปเป็นกิจกรรมอื่น
    • ไฟป่า ซึ่งยังเป็นความเสี่ยงเดิมที่กำเริบซ้ำ
    • โครงการพัฒนาที่ใช้พื้นที่ป่า ซึ่งแม้มีวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจสังคม แต่กระทบ “ทุนธรรมชาติ” ต้นทาง

    มุมมองเศรษฐกิจ กระดูกสันหลังรายได้

    1. ต้นทุน–ผลตอบแทนของผืนป่าต่อเศรษฐกิจเชียงราย
      เชียงรายเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจท่องเที่ยว–เกษตรคุณภาพของภาคเหนือ โครงข่ายแหล่งน้ำจากพื้นที่ป่าต้นน้ำหล่อเลี้ยงการปลูกชา–กาแฟ–ผลไม้เมืองหนาวและเกษตรอินทรีย์ที่กำลังโตในหุบเขา การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ชุมชนชาติพันธุ์ และเส้นทาง “ซิตี้วอล์กธรรมชาติ” กลายเป็นรายได้กระจายสู่โฮมสเตย์ รถรับจ้าง ร้านอาหารท้องถิ่น และหัตถกรรม. เมื่อป่าหายไปทีละน้อย โซ่อุปทานนี้เผชิญ ต้นทุนแฝง ทั้งความเสี่ยงน้ำหลาก–แล้งยาว คุณภาพอากาศช่วงฤดูร้อน และค่าใช้จ่ายดูแลสุขภาพนักท่องเที่ยวที่สูงขึ้น ซึ่งล้วน “กัดกำไร” แบบไม่ส่งเสียง
    2. ความเสี่ยงไฟป่ากับต้นทุนควัน
      แม้สถิติปีล่าสุดชี้ว่าประเทศลดลงสุทธิเล็กน้อย แต่ ภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่สูงยังแบกรับความเสี่ยงไฟป่าและหมอกควันทุกปี ต้นทุนธุรกิจท่องเที่ยวฤดูแล้ง–ร้อนของเชียงราย (ตั้งแต่ยกเลิกทริป ไปจนถึงประกันสุขภาพนักเดินทาง) แปรผันตาม “จำนวนวันคุณภาพอากาศดี” ซึ่งขึ้นกับความสามารถในการควบคุมไฟป่าและการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าและพื้นที่กันชน
    3. โอกาสทางเศรษฐกิจจากป่า
      ในอีกด้าน ป่าที่ “คงอยู่และเพิ่มขึ้น” กำลังกลายเป็นสินทรัพย์เศรษฐกิจใหม่ ทั้ง อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยั่งยืน (eco–experience), เกษตร–วนเกษตรมูลค่าสูง (ชา–กาแฟพืชพื้นถิ่น), แนวทาง การชำระค่าสบริการระบบนิเวศ (Payments for Ecosystem Services) และ ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ ที่เริ่มได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการท้องถิ่น. สำหรับเชียงราย เมืองที่แบรนด์ “อากาศดี–ธรรมชาติสวย–วัฒนธรรมเข้ม” คือห่วงโซ่มูลค่าหลัก การรักษาผืนป่าจึงไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่คือ ยุทธศาสตร์สร้างรายได้.
    4. ความสามารถแข่งขันระดับจังหวัด
      ข้อมูลจังหวัดที่ “ป่าเพิ่มขึ้น” เช่น พะเยา น่าน แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และหลายจังหวัดภาคกลาง–ตะวันออก สะท้อนบทเรียนว่าการจัดการป่าแบบมีส่วนร่วมและการวางแผนใช้ที่ดินเชิงพื้นที่ช่วย “อุดรอยรั่ว” ได้จริง จังหวัดที่ทำสำเร็จสามารถต่อยอดสู่ เศรษฐกิจสีเขียว ตั้งแต่สินค้า GI–เชิงวัฒนธรรม ไปถึงท่องเที่ยวโลว์คาร์บอน. เชียงรายซึ่งตั้งอยู่ระหว่างโหนดท่องเที่ยวสำคัญ (ดอยตุง–แม่สาย–แม่ฟ้าหลวง–แม่จัน–แม่สาย) ยิ่งต้องเร่ง “เปลี่ยนความได้เปรียบด้านภูมิประเทศให้เป็นความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ” ผ่านการรักษาผืนป่า

    เชียงรายในสมการภาคเหนือ ที่ต้องชัด

    แม้รายชื่อจังหวัดที่ “ป่าเพิ่ม” ปีล่าสุดจะไม่ได้ระบุ เชียงราย แต่บริบทของจังหวัดก็นั่งอยู่ใจกลางโจทย์ของภาคเหนือซึ่งยัง สูญเสียพื้นที่ป่ามากที่สุด โดยสรุปภาคเหนือมีพื้นที่ป่าคิดเป็น 63.19% ของทั้งภูมิภาค (ประมาณ 37.95 ล้านไร่) แต่ ลดลงถึง 29,883.91 ไร่ ในปี 2567 — ตัวเลขนี้คือสัญญาณเตือนตรงถึงเชียงรายว่า “ภูมิภาคที่เราอยู่กำลังเสียแต้ม”

    สามเหตุผลที่เชียงรายต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

    • แหล่งน้ำต้นทุนเศรษฐกิจ ลุ่มน้ำกก–อิง–โขงตอนบนรับน้ำจากป่าอนุรักษ์ในอำเภอแม่ฟ้าหลวง แม่สาย แม่จัน ไกลไปถึงแนวชายแดน หากพื้นที่ป่ากันชนบางลง ความเสถียรของน้ำเพื่อเกษตร–ท่องเที่ยว–อุตสาหกรรมอาหารเครื่องดื่มย่อมผันผวน
    • คุณภาพอากาศ = ความเชื่อมั่นท่องเที่ยว รีวิว–การตัดสินใจของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ผูกกับดัชนีอากาศดี (AQI). เมืองที่ควบคุมไฟป่าและควันได้ จะกลายเป็น “เดสติเนชันหน้าร้อน” ของครอบครัว–นักกีฬา–นักเดินป่า ซึ่งใช้จ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ย
    • การเงินสีเขียวกำลังไหลสู่ท้องถิ่น โครงการปลูกป่า/ดูแลเชื้อเพลิง–คาร์บอนเครดิต–ธุรกิจท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ เริ่มมีสถาบันการเงิน–บริษัทรายใหญ่สนับสนุน. เชียงรายที่มีเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งสามารถเป็น “พอร์ตโฟลิโอต้นแบบ” ดึงเงินลงทุนสีเขียวเข้าสู่หมู่บ้านหุบเขา

    ทางปฏิบัติที่จับต้องได้สำหรับเชียงราย

    • จัด ผังใช้ที่ดินระดับตำบล–ลุ่มน้ำย่อย ที่กั้น “แนวกันชนชุมชน–ป่า” ชัดเจน และกำหนดโควตาเชื้อเพลิงเพลิงไฟ (fuel management) รายฤดูกาล
    • ยกระดับ วนเกษตรมูลค่าสูง (ชา–กาแฟ–แมคคาเดเมีย–ผลไม้เมืองหนาว) ควบคู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อม เพื่อวางตำแหน่งราคาพรีเมียม
    • สร้าง เส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ (city walk–ปั่นจักรยาน–เดินป่าเบา ๆ) เชื่อมพิพิธภัณฑ์ ศิลปะร่วมสมัย และวิถีชาติพันธุ์ โดยตั้งเป้าการใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มผ่านแพ็กเกจประสบการณ์
    • พัฒนาระบบ ข้อมูลไฟป่า–เชื้อเพลิง แบบเรียลไทม์สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว/เกษตร เพื่อวางแผนฤดูกาล–กิจกรรม ลดความเสี่ยงยกเลิกการเดินทา

    ภาพใหญ่ที่เชียงรายต้องร่วมขับเคลื่อน

    ภาคเหนือระดับภูมิภาคปี 2567 มีสัญญาณผสม — ป่ามากในสัดส่วนพื้นที่ แต่ยัง ลดลงสุทธิ มากที่สุด. เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น

    • ภาคตะวันตก มีป่า 58.82% ของพื้นที่ภูมิภาค และ ลดลง 12,448.71 ไร่
    • ภาคใต้ มีป่า 24.33%, ลดลง 5,224.55 ไร่
    • อีสาน มีป่า 14.89%, ลดลง 732.61 ไร่
    • ภาคตะวันออก มีป่า 21.84%, เพิ่มขึ้น 4,373.59 ไร่
    • ภาคกลาง มีป่า 21.57%, เพิ่มขึ้น 11,032.01 ไร่

    บทเรียนของภาคกลาง–ตะวันออกคือ “การจัดการเชิงพื้นที่–สิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” ทำให้ป่ากลับมาได้จริง ทั้งจากการฟื้นตัวธรรมชาติและการปลูกป่าเศรษฐกิจ–อนุรักษ์. ภาคเหนือสามารถยืมเครื่องมือเดียวกัน แต่ต้องเสริมด้วย นวัตกรรมจัดการเชื้อเพลิง–ไฟป่า และทางเลือกทำกินช่วงหน้าแล้ง เพื่อตัดวงจรไฟซ้ำซาก

    สัญญาณต่างจังหวัด–บททดสอบมหานคร

    ในระดับประเทศ จังหวัดที่ป่าเพิ่มขึ้น ครอบคลุมทั้งเหนือ–กลาง–อีสาน–ตะวันออก เช่น พะเยา น่าน แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครปฐม ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง ชุมพร สตูล หนองคาย บึงกาฬ ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ — แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มพื้นที่ป่า “ทำได้ในหลายภูมิประเทศ” เมื่อมีเป้าหมายร่วมและเครื่องมือเหมาะสม

    อย่างไรก็ตาม ประเทศยังมี สองจังหวัดที่ไม่พบพื้นที่ป่าเลย ได้แก่ นนทบุรี และ ปทุมธานี. นี่คือโจทย์ของมหานครที่ต้องสร้าง สมดุลระหว่างความหนาแน่นเมืองกับพื้นที่สีเขียวสาธารณะ–ป่าเมือง และเชื่อมโยงกับการลดความร้อนเกาะเมือง/คุณภาพอากาศ ซึ่งสุดท้ายสะท้อนกลับไปยังความสามารถดึงดูดนักลงทุน–แรงงานทักษะ

    จากกราฟตัวเลขสู่เส้นทางออก

    ตัวเลข –0.03% ในปีเดียว อาจไม่ทำให้ระบบเศรษฐกิจล้มครืน แต่ “ทิศทาง 10 ปีที่ป่าลดยังมากกว่าเพิ่ม” คือสัญญาณว่าประเทศต้อง เปลี่ยนเกียร์. สำหรับเชียงราย ปมที่ต้องคลี่คือ “จะเปลี่ยนข้อได้เปรียบจากภูมิประเทศ ให้เป็น ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน แบบยั่งยืนได้อย่างไร”

    แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถเดินได้ทันที

    1. วางแผนเศรษฐกิจบนฐานลุ่มน้ำ กำหนดโซนนิ่งกิจกรรมเศรษฐกิจ (เกษตร–ท่องเที่ยว–บริการ) พิงความสามารถของป่าต้นน้ำและอุทกวิทยา แทนการวางแผนตามเส้นแบ่งเขตการปกครอง
    2. ทำข้อตกลง “บริการระบบนิเวศ” ระหว่างเมือง–ดอย ผู้ประกอบการในเมืองร่วมจ่ายค่าดูแลป่า–เชื้อเพลิงผ่านกลไกกองทุนหรือเครดิต เพื่อแลกกับน้ำสะอาด–อากาศดีและแบรนด์เมืองสีเขียว
    3. เร่งมาตรฐานท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ โรงแรม–ทัวร์–คาเฟ่วิวป่าตั้ง KPI ด้านการจัดการขยะ พลังงานหมุนเวียน และการชดเชยคาร์บอน เชื่อมสินค้า GI–วัฒนธรรมชาติพันธุ์
    4. ยกระดับวนเกษตรเป็นอุตสาหกรรมภูมิภาค เชื่อมโซ่อุปทานชา–กาแฟ–ผลไม้เมืองหนาวกับโรงคั่ว–โรงแปรรูป–โลจิสติกส์เย็น เพื่อดันมูลค่าเพิ่มและลดแรงกดดันบุกรุกป่า
    5. ข้อมูลเปิด–แจ้งเตือนไฟป่าแบบใกล้ชิดธุรกิจ ตั้ง “แดชบอร์ดจังหวัด” ให้ผู้ประกอบการวางแผนกิจกรรม–กำลังคน และสื่อสารนักท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์

    เมื่อ “ป่ากลายเป็นทุน” เศรษฐกิจเชียงราย–ภาคเหนือ–ประเทศไทยจะปิดวงจรดีขึ้น ป่าสมบูรณ์→น้ำ–อากาศดี→ท่องเที่ยว–เกษตรคุณภาพ→รายได้ชุมชน–งบดูแลป่า→ป่ากลับมา. นี่คือสมการที่สร้าง ความมั่งคง–มั่งคั่ง–ยั่งยืน ได้พร้อมกัน

    กล่องตัวเลขชวนคิด

    • พื้นที่ป่าประเทศไทย ปี 2567: 31.46% ของประเทศ หรือ ประมาณ 101,785,271.58 ไร่
    • การเปลี่ยนแปลงจากปี 2566: –0.03% (–32,884.18 ไร่)
    • สะสม 10 ปี (2558–2567): ป่า เพิ่ม 331,951.68 ไร่, ป่า ลด 832,080.72 ไร่
    • ภาคเหนือ: ป่า 63.19%, ลด 29,883.91 ไร่ (มากสุด)
    • ภาคกลาง: ป่า 21.57%, เพิ่ม 11,032.01 ไร่ (เพิ่มมากสุด)
    • จังหวัดไร้ป่า: นนทบุรี, ปทุมธานี

    “ป่าลดลงเพียง –0.03%” อาจถูกเลื่อนผ่านสายตาในวันยุ่ง ๆ แต่สำหรับเชียงรายที่ยืนอยู่บนหัวใจของเศรษฐกิจสีเขียวภาคเหนือ มันคือคำถามใหญ่ของ รายได้และความน่าอยู่ ในอนาคตอันใกล้. ตัวเลขทศนิยมสองตำแหน่งกำลังบอกเราว่า ถึงเวลาต้องเลิกมองป่าเป็น “ฉากหลังท่องเที่ยว” แล้วเริ่มมองเป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่ต้องบริหารแบบมืออาชีพ” — หากทำได้ เมืองปลายทางอย่างเชียงรายจะไม่เพียงรอดจากฤดูหมอกควัน แต่จะกลายเป็น ต้นแบบมหานครสีเขียวของภูมิภาค ที่ทำให้ “ธรรมชาติ” สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความภูมิใจให้คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

    • กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: ข้อมูลสัดส่วนและพื้นที่ป่าไม้ปี 2567, การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ 10 ปี, สถิติรายภูมิภาคและรายจังหวัด
    • มูลนิธิสืบนาคะเสถียร: รายงานสถานการณ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อมไทยปี 2567 และข้อมูลเชิงวิเคราะห์ด้านภัยคุกคาม–ไฟป่า
    • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช: ข้อมูลเขตป่าอนุรักษ์ ภัยไฟป่า และมาตรการจัดการเชื้อเพลิง
    • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.): กรอบนโยบายการพัฒนาคาร์บอนต่ำและบริการระบบนิเวศ
    • องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.): แนวทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ–คาร์บอนต่ำที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ภาคเหนือ

    NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM

    กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

    MOST POPULAR

    FOLLOW ME

    NEWS UPDATE

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-green-economy-forest-loss-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lj_e36zLScanDBhglmNVj

  • ภาคเอกชนระยอง ชี้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องพิจารณารอบด้านอย่ามองแค่เศรษฐกิจ

    ภาคเอกชนระยอง ชี้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องพิจารณารอบด้านอย่ามองแค่เศรษฐกิจ

    ภูมิภาค

    ภาคเอกชนระยอง ชี้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องพิจารณารอบด้านอย่ามองแค่เศรษฐกิจ

    วันพุธ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.00 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ภาคเอกชนระยอง มองการเรียกร้องเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องพิจารณาให้รอบด้านทุกมิติอย่ามองแค่เศรษฐกิจอย่างเดียว ขอให้มีความชัดเจนมากกว่านี้และฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ด้วย ส่วนความเห็นต่อโผ ครม.ใหม่ ยุคนายก”อนุทิน” ยอมรับว่าในตัวบุคคลล้วนมีความรู้ความสามารถ แต่จะเชื่อมั่นหรือไม่นั้นต้องขอพิสูจน์ดูการทำงานว่าจะมีความจริงจังในการเข้ามาแก้ปัญหาประเทศชาติมากน้อยแค่ไหน

    นายทินกร ลาวัณย์เสถียร ประธานหอการค้า จ.ระยอง ได้แสดงความคิดเห็นต่อที่ได้มีหลายฝ่ายเรียกร้องขอให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชานั้น  เพื่อมุ่งหวังให้การประกอบธุรกิจบริเวณชายแดนคึกคักและเศรษฐกิจดีขึ้นนั้น ว่า เรื่องนี้ยอมรับว่าเศรษฐกิจมีความสำคัญ แต่อยากให้รัฐบาลหรือผู้รับผิดชอบมองและพิจารณาให้รอบด้านครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งจะมองเพียงเศรษฐกิจด้านเดียวคงไม่ได้ ต้องคำนึงถึงความมั่นคงของประเทศชาติด้วย เอาไว้ให้เกิดความชัดเจนมากกว่านี้จะดีกว่า นอกจากนี้อยากฝากให้ผู้รับผิดชอบหรือรัฐบาลฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ด้วยว่าประชาชนคิดอย่างไร 

    นายทินกร ลาวัณย์เสถียร ประธานหอการค้า จ.ระยอง ยังได้แสดงมุมมองต่อ ครม.ของรัฐบาล”นายกอนุทิน”ที่กำลังจะเข้าบริหารประเทศ ว่า ในส่วนมุมมองของตัวเองต่อ คณะ ครม.ที่มีรายชื่อตามโผแล้ว มองว่าในตัวบุคคลที่ร่วม ครม.คณะนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ แต่ยังไม่ขอแสดงความเชื่อมั่นว่าที่ดีอย่างไร ซึ่งต้องขอดูการทำงานเสียก่อนว่ามีความจริงจังในการเข้ามาแก้ไขปัญหาบ้านเมืองหรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าขณะนี้ปัญหาสำคัญคือเรื่องของเศรษฐกิจ ปากท้องของพี่น้องประชาชน ว่ารัฐบาลชุดนี้เข้ามาแก้ไขหรือจริงจังอย่างไรในการแก้ปัญหา ถึงแม้จะเป็นช่วงระยะที่สั้นตามกรอบที่ตกลงกันไว้ก็ตาม ต้องดูว่ามีความจริงจังมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาหรือไม่

    นายทินกร ยังกล่าวด้วยว่าในฐานะที่เป็นคนภาคตะวันออก อยากเรียกร้องให้รัฐบาลที่จะเข้ามา ได้ผลักดันเดินหน้าโครงการอีอีซีให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น เพราะที่ผ่านมากว่า 5 ปีแล้ว ยังไม่เกิดเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนแต่อย่างไร ทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการสนามบินอู่ตะเภา เพราะโครงการเหล่านี้ถือว่าเป็นโครงการที่สำคัญที่จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจเข้าประเทศ
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/446738&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gsAAH53DWtyGsYVtwI9nD

  • “พิพัฒน์” ลั่นรัฐบาลอนุทินเดินหน้าแลนด์บริดจ์ มั่นใจดันเศรษฐกิจใต้ทะยาน

    “พิพัฒน์” ลั่นรัฐบาลอนุทินเดินหน้าแลนด์บริดจ์ มั่นใจดันเศรษฐกิจใต้ทะยาน


    “พิพัฒน์” ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม  ย้ำรัฐบาลอนุทินมุ่งสานต่อโครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อเป็นเมกะโปรเจกต์สร้างงาน-ดันเศรษฐกิจภาคใต้ หลังเสียเวลาและโอกาสมานาน

    ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กล่าวถึงการเดินหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ภายหลังการเปิดตัวทีม อบจ.ชุมพร ของนายชุมพล จุลใส อดีต สส.ประชาธิปัตย์ ที่มาสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทยในวันนี้ว่า ต้องขอบคุณทีม อบจ.ชุมพร ที่มาร่วมกันเพื่อพัฒนาประเทศของเราต่อไป แต่สิ่งที่สำคัญที่พวกเรามีการประสาน และรวมตัวกัน เพราะเรามีนโยบายที่จะพัฒนา โดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญที่สุดอย่างกรณีโครงการแลนด์บริดจ์ว่าจะเกิดหรือไม่ ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็มีการให้สัมภาษณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเราจะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป

    นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า โครงการแลนด์บริดจ์เริ่มต้นจากสมัยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่จะมีการสร้างระบบราง ถนน และระบบท่อ ของ 2 ฝั่งในทะเลอันดามัน และอ่าวไทย ซึ่งก็จะเป็นการสร้างอาชีพให้กับคนไทยเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะพื้นที่ จ.ชุมพร และระนอง ที่จะสามารถจ้างงานเพิ่มขึ้นได้มากมาย จึงถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยตนได้หารือเป็นการส่วนตัวกับนายชุมพล ว่า เราจะมาสานความสำเร็จ และเป็นการพัฒนาจังหวัดของเรา พวกเราต้องช่วยกันคิด และจัดทำอย่างไรให้โครงการนี้ราบรื่นไปได้ จึงเป็นที่มาที่ทำให้เรามาอยู่ด้วยกัน

    นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนได้รับหน้าที่ให้พูดคุยกับเพื่อนๆ พื้นที่ภาคใต้ว่า มีอุดมการณ์มาทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้ เพราะที่ผ่านมาเราเสียโอกาสเยอะมาก เพราะพวกเราไม่ได้มีการรวมตัวกัน ซึ่งหากมีการรวมตัว และช่วยกันในเรื่องยุทธศาสตร์ ก็มั่นใจว่าจะสามารถพัฒนาภาคใต้ได้มากกว่านี้

    เมื่อถามถึงกรณีการเดินหน้าโครงการแลนด์บริจด์ ที่มีคนไม่เห็นด้วย และขอให้ชะลอโครงการดังกล่าว เพราะเกรงว่าจะศึกษาผลกระทบ EIA ไม่ทัน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ถ้าเราไม่สานต่อในวันนี้ ก็จะมีการชะลอไปเรื่อยๆ และโอกาสคงไม่เกิด ซึ่งตนในฐานะที่เป็นคนใต้ใน จ.สงขลา และมีบริษัทเดินเรือระหว่างประเทศ ซึ่งไม่ได้วิ่งในประเทศไทย ตนก็คิดว่า เรามีความรู้ในระดับหนึ่ง ซึ่งคำว่าแลนด์บริดจ์ คุ้มกับการลงทุนหรือไม่ ก็คงไม่ใช่ประเทศไทยเป็นผู้ลงทุน แต่ต้องมีการเชิญชวนเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน เพราะวันนี้ประเทศไทยไม่พร้อมในเรื่องการกู้ยืมเงิน แต่มั่นใจว่าเรามีศักยภาพ ในการเชิญชวนให้คนมาใช้ท่าเรือทั้ง 2 ฝั่ง

    เมื่อถามว่าในระยะเวลา 4 เดือน จะสามารถจัดทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ได้ทันหรือไม่นั้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เท่าที่ตนได้ทราบมา การสำรวจหรือการทำ EIA น่าจะทำไปได้ไกลแล้ว แต่ตอนนี้อยู่ในการตัดสินใจของรัฐบาลของนายอนุทิน ว่าในระยะเวลา 4 เดือน เรื่องของแลนด์บริจด์ เราจะสานต่อหรือไม่ ซึ่งนายอนุทินก็มีการให้สัมภาษณ์ไปแล้ว เนื่องจากเป็นการลงทุนที่ไม่น้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเป็นการสร้างงานอีกชิ้นหนึ่ง ที่เป็นงานชิ้นใหญ่ หลังจากที่เรามีการ EEC ไปก่อนหน้านี้ และหลังจากนั้นประเทศไทยยังไม่มีโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งเราพยายามทำโครงการนี้ให้สำเร็จ และที่สำคัญคือการจะทำให้เป็นตัวเชื่อม SEC ซึ่งเรามีความพร้อม และความตั้งใจของนายกรัฐมนตรี ในการกระตุ้นเศรษฐกิจในในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

    นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า แต่หากเราไม่คิดที่จะริเริ่มอะไร 4 เดือนก็จะผ่านไปแบบเปล่าประโยชน์ ฉะนั้นขออย่าไปสนใจว่าเป็น 4 เดือนหรือกี่วัน เมื่อเราเข้ามาสิ่งที่ต้องทำ และทำได้มากน้อยขนาดไหน ถ้าครั้งต่อไปพรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เราจะมาสานต่อนโยบาย แต่หากไม่ได้รับความไว้วางใจก็ขอฝากโครงการที่ดีๆ หรือโครงการที่จะทำให้คนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นให้กับรัฐบาลชุดต่อไป พร้อมย้ำว่า นโยบายดังกล่าวเป็นความตั้งใจของพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรี
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/35488&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Arb31Nlc-EjwMcRPZBc7w

  • จับตาดรีมทีมเศรษฐกิจ! อนุทิน ลุยพบกลุ่มทุน จี้รัฐแก้บาทแข็ง-อัดโปร 4 เดือน พยุงกำลังซื้อปลายปี

    จับตาดรีมทีมเศรษฐกิจ! อนุทิน ลุยพบกลุ่มทุน จี้รัฐแก้บาทแข็ง-อัดโปร 4 เดือน พยุงกำลังซื้อปลายปี

    หลังจากที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำ ‘ดรีมทีมเศรษฐกิจ’ ไม่ว่าจะเป็น เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, วรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง หารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา 

    ในวันพรุ่งนี้ 18 ก.ย. เตรียมพบหอการค้าไทย ซึ่งเอกชนต่างจับตาควิกวิน ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อปลายปี

    วันนี้ 17 ก.ย. นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 86.4 โดยปรับตัวลดลงจากระดับ 86.6 ในเดือนกรกฎาคม 2568 ถือเป็นดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรม ร่วงต่อเนื่อง เป็นเดือนที่ 37 

    ทั้งนี้ การปรับตัวลดลงดังกล่าวเป็นผลมาจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภายหลังจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้สถานะนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง รวมถึงการเบิกจ่ายงบลงทุนที่ยังต่ำกว่าเป้าหมาย 


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    “โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567-สิงหาคม 2568) ซึ่งมีการเบิกจ่ายล่าช้า และความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับอัตราภาษีของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ Regional Value Content (RVC) หรือสินค้าที่เปิดตลาดให้สหรัฐฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและนำเข้า”

    อีกทั้ง สถานการณ์การปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงส่งผลให้การค้าชายแดนได้รับผลกระทบ และคาดว่าจะก่อให้เกิดการสูญเสียมูลค่าทางการค้าในเดือนสิงหาคมกว่า 14,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

    ขณะเดียวกัน ยังพบว่าสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซากจากพายุโซนร้อน ‘คาจิกิ’ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการค้าและการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึงการที่แรงงานกัมพูชาทยอยเดินทางกลับประเทศ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในระยะสั้นในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น

    อย่างไรก็ตาม ในเดือนสิงหาคม ยังมีปัจจัยบวกหลายประการ ได้แก่ การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.75% เหลือ 1.50% ต่อปี ซึ่งช่วยบรรเทาภาระทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ 

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้อนุมัติงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 1.85 หมื่นล้านบาท โดยจัดสรร 1 หมื่นล้านบาทเข้าสู่กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ยอดขายรถยนต์ในประเทศมีแนวโน้มขยายตัว โดยได้รับแรงหนุนจากการจัดงาน BIG Motor Sale 2025 โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV)

    จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,350 ราย ครอบคลุม 47 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนสิงหาคม 2568 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ 72.6% นโยบายภาครัฐ 60.4% อัตราแลกเปลี่ยน (มุมมองผู้ส่งออก) 45.7% ส่วนปัจจัยที่มีความกังวลลดลง ได้แก่ เศรษฐกิจโลก 61.0% การเข้าถึงสินเชื่อ 35.1% ราคาพลังงาน 32.4% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 26.1% 

    ขณะที่ดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวลดลงเช่นกัน อยู่ที่ระดับ 88.9 ลดลงจาก 89.2 ในเดือนกรกฎาคม 2568 เนื่องจากความกังวลต่อความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อาจกระทบต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ อาทิ 

    การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ปัญหาชายแดน และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และอุปสงค์จากประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มลดลง หลังการบังคับใช้มาตรการ Reciprocal Tariff ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและส่งออกของไทย ประกอบกับความเสี่ยงการถูกเก็บภาษี 40% จากความไม่ชัดเจนของเงื่อนไขสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า

    อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนที่คาดว่าจะช่วยประคับประคองสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง คาดว่าจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ กระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน และเพิ่มการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในช่วง High season (ช่วงพฤศจิกายน- ธันวาคม 2568) คาดว่าจะส่งผลดีต่อการใช้จ่าย และการบริโภคสินค้า

    แนะ 4 ข้อเสนอถึงรัฐบาลใหม่ 

    1. เสนอให้ภาครัฐเร่งติดตามข้อสรุปเกี่ยวกับเงื่อนไขภาษี Reciprocal Tariff โดยเฉพาะประเด็น Regional Value Content (RVC) รวมถึงรายการสินค้าที่ไทยจะเปิดตลาดให้สหรัฐฯ เพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมในการรับมือผลกระทบ
    1. ขอให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณด้านรายจ่ายลงทุนในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมดำเนินโครงการภายใต้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569
    1. เสนอให้ภาครัฐเร่งรัดการออกมาตรการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างเป็นรูปธรรม เช่น สามารถนำรายจ่ายค่าขนส่งและโลจิสติกส์ส่วนเพิ่มมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 2 เท่า 
    1. ขอให้ภาครัฐปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อสนับสนุนการนำวัสดุที่เหลือใช้และผลิตภัณฑ์พลอยได้ ไปใช้ประโยชน์ในการทำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

    ‘อนุทิน’ ถกหอการค้าไทย ลุ้นควิกวินเศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 18 กันยายน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ จะไปประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ กับคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  โดยพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เตรียมหยิบยกประเด็นสถานการณ์และข้อเสนอแนะที่ได้รวบรวมจากหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย หอการค้าไทยทั่วประเทศ สมาคมการค้า และธุรกิจต่างๆ 

    เบื้องต้น นโยบายระยะสั้น (ควิกวิน) ระยะเวลา 4 เดือนแรกที่รัฐบาลเข้าบริหารประเทศ และนโยบายระยะกลางที่ผ่านการอนุมัติเห็นชอบ เพื่อให้เกิดรอยต่อทางปฏิบัติและเศรษฐกิจไม่สะดุด อาทิ การลงทุนโครงการพื้นฐาน การออกมาตรการการเงินการคลังระยะยาว 6-8 เดือน ปัญหาขาดแคลนแรงงาน แนวคิดปรับค่าจ้างแรงงาน ตลอดจนมาตรการส่งออกทองคำเพื่อแก้ปัญหาเงินบาทแข็ง 

    แหล่งข่าว ภาคเอกชน โดยหอการค้าไทย ระบุว่า เบื้องต้น ข้อเสนอเร่งด่วนคือประเด็นกระตุ้นกําลังเข้าไฮซีซั่นปลายปี จึงอยากทราบทิศทางรัฐบาลจะออกมาตรการอะไรก่อนเข้าสู่ปีใหม่ เพื่อให้ภาคธุรกิจรับรู้ วางแผนทางที่ชัดเจน 

    “หอการค้าภูมิภาคส่วนใหญ่ สะท้อนปัญหาปากท้อง กําลังซื้อที่ไม่ดีนัก ดังนั้น ช่วง 4 เดือน จึงอยากฟังแนวคิดและนโยบายควิกวินของรัฐบาล เพื่อไม่ให้เกิดความลังเลการใช้จ่าย ลงทุน ส่งออก และรับทราบแผนกระตุ้นท่องเที่ยว” 

    สำหรับ รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าสู่กระบวนการเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ โดยหลังจากนายกรัฐมนตรี ได้จัดทำรายชื่อคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้น ได้ทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ 

    หลังจากนั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะต้องเข้าพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ ก่อนจะประชุม ครม.นัดพิเศษ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามลำดับ ก่อนลงมือปฏิบัติงาน และเริ่มนับวันที่ 1 ตามสัญญากับพรรคประชาชน ซึ่งคาดว่าจะครบกำหนดในปลายเดือน มกราคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anutin-dreamteam-economy-meeting/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lj2w-Oymbq22v-U7VI-JZ

  • ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ร่วงต่อเนื่อง 37 เดือน หวั่น! ความไม่แน่นอนทางการเมือง

    ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ร่วงต่อเนื่อง 37 เดือน หวั่น! ความไม่แน่นอนทางการเมือง

    นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย นางสาวบัญชุสา พุทธพรมงคล กรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ ส.อ.ท. เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 86.4 โดยปรับตัวลดลงจากระดับ 86.6 ในเดือนกรกฎาคม 2568 ถือเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องในรอบ 37 เดือน 

    ภาพจาก : ส.อ.ท.
    นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

    สำหรับการปรับตัวลดลงดังกล่าวเป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภายหลังจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้สถานะนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง รวมถึงการเบิกจ่ายงบลงทุนที่ยังต่ำกว่าเป้าหมาย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 – สิงหาคม 2568) ซึ่งมีการเบิกจ่ายล่าช้า 

    ปรากฏว่า ตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ก็ยังตกต่ำต่อเป็นเดือนที่ 37 ต่อเนื่อง การปรับตัวลดลง ประเมินแล้วว่า มาจากปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งการสำรวจตรงกับช่วงที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้อ่านคำวินิจฉัย สถานภาพนายกรัฐมนตรี คนที่ 31 จึงมีความไม่แน่นอนทางการเมือง และทำให้ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมลดลง และโดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบลงทุนทางราชการยังต่ำกว่าเป้าหมาย 

    นอกจากนี้ ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับอัตราภาษีของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ Regional Value Content (RVC) หรือสินค้าที่เปิดตลาดให้สหรัฐฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและนำเข้า อีกทั้งสถานการณ์การปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชา ยังคงส่งผลให้การค้าชายแดนได้รับผลกระทบ และคาดว่าจะก่อให้เกิดการสูญเสียมูลค่าทางการค้าในเดือนสิงหาคมกว่า 14,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

    ขณะเดียวกัน ยังพบว่าสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซากจากพายุโซนร้อน “คาจิกิ” ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการค้าและการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึงการที่แรงงานกัมพูชาทยอยเดินทางกลับประเทศ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในระยะสั้นในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น

    อย่างไรก็ตาม ในเดือนสิงหาคม ยังมีปัจจัยบวกหลายประการ ได้แก่ การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.75% เหลือ 1.50% ต่อปี ซึ่งช่วยบรรเทาภาระทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้อนุมัติงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 1.85 หมื่นล้านบาท โดยจัดสรร 1 หมื่นล้านบาทเข้าสู่กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ยอดขายรถยนต์ในประเทศมีแนวโน้มขยายตัว โดยได้รับแรงหนุนจากการจัดงาน BIG Motor Sale 2025 โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า

    จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,350 ราย ครอบคลุม 47 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนสิงหาคม 2568 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ 72.6% นโยบายภาครัฐ 60.4% อัตราแลกเปลี่ยน (มุมมองผู้ส่งออก) 45.7% ส่วนปัจจัยที่มีความกังวลลดลง ได้แก่ เศรษฐกิจโลก 61.0% การเข้าถึงสินเชื่อ 35.1% ราคาพลังงาน 32.4% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 26.1% 

    สำหรับดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวลดลงเช่นกัน อยู่ที่ระดับ 88.9 ลดลงจาก 89.2 ในเดือนกรกฎาคม 2568 เนื่องจากความกังวลต่อความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อาจกระทบต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ อาทิ การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ปัญหาชายแดน และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และอุปสงค์จากประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มลดลง หลังการบังคับใช้มาตรการ Reciprocal Tariff ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและส่งออกของไทย ประกอบกับความเสี่ยงการถูกเก็บภาษี 40% จากความไม่ชัดเจนของเงื่อนไขสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า

    คาดว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนกันยายน 2568 จะปรับตัวดีขึ้น หลังจากที่มีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ เข้ามาบริหารนโยบายของประเทศ ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงระยะเวลาสั้น แต่ก็เชื่อว่าจะตั้งใจทำงานเพื่อประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนที่คาดว่าจะช่วยประคับประคองสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ได้แก่ โครงการคนละครึ่งที่จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ กระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน และเพิ่มการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในช่วง High season (ช่วงพฤศจิกายน- ธันวาคม 2568) ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อการใช้จ่าย และการบริโภคสินค้า

    ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ 4 ข้อ 

    ระยะสั้น 

    1. เสนอให้ภาครัฐเร่งติดตามข้อสรุปเกี่ยวกับเงื่อนไขภาษี Reciprocal Tariff โดยเฉพาะประเด็น Regional Value Content (RVC) รวมถึงรายการสินค้าที่ไทยจะเปิดตลาดให้สหรัฐฯ เพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมในการรับมือผลกระทบ

    2. ขอให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณด้านรายจ่ายลงทุนในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมดำเนินโครงการภายใต้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569

    3. เสนอให้ภาครัฐเร่งรัดการออกมาตรการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างเป็นรูปธรรม เช่น สามารถนำรายจ่ายค่าขนส่งและโลจิสติกส์ส่วนเพิ่มมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 2 เท่า เป็นต้น

    4. ขอให้ภาครัฐปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อสนับสนุนการนำวัสดุที่เหลือใช้และผลิตภัณฑ์พลอยได้ไปใช้ประโยชน์ในการทำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

    ส่วนระยะยาว

    เสนอขอให้ภาครัฐปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อสนับสนุนการนำวัสดุที่เหลือใช้และผลิตภัณฑ์พลอยได้ไปใช้ประโยชน์ในการทำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน

    นอกจากนี้ กรณีที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีนโยบายลดค่าไฟฟ้าอย่างน้อย 4 สตางค์ต่อหน่วยจากงวดปัจจุบัน ภาคเอกชน มองว่า ถือเป็นการช่วยประชาชนลดค่าครองชีพ และช่วยลดต้นทุนในการผลิตและช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับภาคเอกชน พร้อมคาดหวังว่าในอนาคตจะมีการปรับลดค่าไฟฟ้าลงอีก แต่ต้องไม่กระทบความมั่นคงด้านพลังงาน 

    ส่วนการที่เงินบาทแข็งค่า ต้องยอมรับว่า กระทบต่อภาคอุตสาหกรรม โดยหลายกลุ่มอุตสาหกรรมมีเสียงสะท้อนกลับมา เนื่องจากทำให้ขีดความสามารถการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งลดลง โดยรัฐบาลใหม่ได้ให้คำมั่นว่าจะพิจารณาเรื่องการกำกับดูแลค่าเงินบาทเป็น เรื่องเร่งด่วนอันดับต้นๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/257242&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw230tUYOhVEPbeOkYeTb8pN

  • กระทรวงวัฒนธรรม จับมือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดอบรมการใช้ระบบ e-Office หนุนขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ยกระดับงานสารบรรณให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โปร่งใส ตรวจสอบได้ บริการประชาชนรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ

    กระทรวงวัฒนธรรม จับมือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดอบรมการใช้ระบบ e-Office หนุนขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ยกระดับงานสารบรรณให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โปร่งใส ตรวจสอบได้ บริการประชาชนรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ

    วันที่ 16 กันยายน 2568 นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมการใช้ระบบ e – Office ภายใต้งานบริการคลาวด์ กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัล โดยมี นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม วิทยากร ผู้ปฏิบัติงานเลขานุการเจ้าหน้าที่สารบรรณ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานทั่วไปของสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค กว่า 500 คน เข้าร่วม ณ ศูนย์ประชุมกระทรวงวัฒนธรรม ชั้น 8 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฎ์ กระทรวงวัฒนธรรม และผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting)

    ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการปรับรูปแบบการทำงานภาครัฐให้ทันสมัย สะดวก และรวดเร็ว โดยระบบ e-Office จะช่วยยกระดับงานสารบรรณให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดการใช้กระดาษ และที่สำคัญคือสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อันเป็นการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม

    กระทรวงวัฒนธรรมได้ร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการส่งเสริมการใช้งานระบบ e-Office ภายใต้งานบริการคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำหน้าที่จัดหาแพลตฟอร์ม สนับสนุนเทคโนโลยี ให้คำปรึกษา และจัดการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะในการใช้งานระบบแก่บุคลากรในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมได้ใช้งานแล้ว 3 ระบบ ได้แก่ ระบบบริหารการประชุม ระบบจัดเก็บ แชร์ไฟล์ และคลังข้อมูล และระบบจองห้องประชุมและจองรถ โดยมีแผนจะเริ่มใช้งานเพิ่มเติมอีก 3 ระบบ ภายในเดือนกันยายนนี้ ได้แก่ ระบบทะเบียนสารบรรณ ระบบร่างทานตรวจเอกสาร และระบบเสนอและลงนามดิจิทัล การจัดอบรมครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มศักยภาพบุคลากรให้สามารถใช้งานระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลของประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/957756&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0on7LhVu6JsmAB0oqr-F-b

  • สปส. จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นการประเมินผลสัมฤทธิ์ พ.ร.บ. ประกันสังคม และ พ.ร.บ. เงินทดแทน เพื่อความทันสมัย เป็นธรรม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม

    สปส. จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นการประเมินผลสัมฤทธิ์ พ.ร.บ. ประกันสังคม และ พ.ร.บ. เงินทดแทน เพื่อความทันสมัย เป็นธรรม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม

    สปส. จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นการประเมินผลสัมฤทธิ์ พ.ร.บ. ประกันสังคม และ พ.ร.บ. เงินทดแทน เพื่อความทันสมัย เป็นธรรม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม

    วันที่ 17 กันยายน 2568 นางสาวบุปผา เรืองสุด เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็น “การประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 รวมถึงกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจจากพระราชบัญญัติดังกล่าว” โดยมี คณะกรรมการประกันสังคม คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน คณะอนุกรรมการการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ผู้แทนสภาองค์การนายจ้าง สภาองค์การลูกจ้าง เครือข่ายแรงงานนอกระบบ ตัวแทนสถานพยาบาล นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน และผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม เข้าร่วมการประชุม ณ โรงแรมทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

    นางสาวบุปผา เรืองสุด เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวในการเปิดงานว่า การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งทางภาครัฐ และภาคเอกชน ซึ่งจะได้ร่วมกันสะท้อนข้อดี ผลกระทบ และข้อเสนอแนะต่อพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 และกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจจากพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับ เพื่อปรับปรุงให้ทันสมัย สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องทำการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้ว เพื่อตรวจสอบว่ากฎหมายดังกล่าวบรรลุตามวัตถุประสงค์หรือไม่ มีความคุ้มค่าและเป็นธรรมต่อประชาชนเพียงใด รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อทุกภาคส่วน

    การประชุมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมกว่า 320 คน ประกอบด้วย ผู้แทนนายจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง ผู้ประกันตน ผู้แทนสภาองค์การนายจ้าง องค์การลูกจ้าง สถานพยาบาล หน่วยบริการรับสมัครและรับชำระเงินสมทบ ตลอดจนเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติ โดยแบ่งการรับฟังความคิดเห็นออกเป็น 3 ห้องย่อย ได้แก่
    1. การขึ้นทะเบียนและการจัดเก็บเงินสมทบของกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน
    2. สิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน
    3. การบริหารจัดการกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน

    นอกจากนี้ ยังได้เปิดให้ผู้สนใจแสดงความคิดเห็นผ่านระบบกลางทางกฎหมาย www.law.go.th ระหว่างวันที่ 1 – 30 กันยายน 2568 เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วน

    เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวทิ้งท้ายว่า “ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมแสดงความคิดเห็น เพราะผลจากการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จะมีส่วนสำคัญในการพัฒนากฎหมายประกันสังคมและเงินทดแทนให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และเหมาะสมกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างแท้จริง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/957671&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AH9ZFlGUVG7q8e-PcToL1

  • “พิพัฒน์” เผยรัฐบาลอนุทิน จะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ต่อ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้

    “พิพัฒน์” เผยรัฐบาลอนุทิน จะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ต่อ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้

    “พิพัฒน์” เผยรัฐบาลอนุทิน จะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ต่อ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้

    “พิพัฒน์” ยันรัฐบาล “อนุทิน” เดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ ชี้หากไม่ทำวันนี้จะเสียโอกาสมาก 

    วันที่ 17 กันยายน 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเดินหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ โครงการแลนด์บริดจ์ อย่างเต็มที่ โดยล่าสุดได้มีการผนึกกำลังกับทีมงานในพื้นที่ภาคใต้เพื่อขับเคลื่อนโครงการนี้

    นายพิพัฒน์กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งเป็นโครงการที่ริเริ่มมาตั้งแต่สมัยอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมคนก่อน โดยจะมีการสร้างทั้งระบบราง ถนน และระบบท่อเชื่อมโยงสองฝั่งทะเล เพื่อสร้างอาชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดชุมพรและระนอง ซึ่งนายพิพัฒน์ได้หารือกับนายชุมพล จุลใส อดีต สส.ประชาธิปัตย์ เพื่อร่วมกันสานต่อโครงการนี้

    เมื่อถูกถามถึงเสียงคัดค้านที่ต้องการให้ชะลอโครงการเพราะเกรงว่าจะศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ไม่ทัน นายพิพัฒน์กล่าวว่า ถ้าเราไม่สานต่อในวันนี้ก็จะมีการชะลอไปเรื่อยๆ และโอกาสคงไม่เกิด พร้อมให้ความเห็นว่าในฐานะที่เป็นคนใต้และมีประสบการณ์ในธุรกิจเดินเรือระหว่างประเทศ การลงทุนในโครงการนี้คุ้มค่าแน่นอน แต่จะเน้นการเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมลงทุนมากกว่าการใช้เงินกู้ของรัฐบาล

    นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังกล่าวว่าในฐานะที่เป็นคนใต้ได้พูดคุยกับเพื่อนในพื้นที่ว่าควรจะรวมตัวกันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้เพราะที่ผ่านมาเสียโอกาสไปมาก และกล่าวถึงกรอบเวลา 4 เดือนที่รัฐบาลจะทำงานว่าหากไม่มีการริเริ่มโครงการใดๆ ก็จะผ่านไปแบบเปล่าประโยชน์ โดยยืนยันว่าโครงการแลนด์บริดจ์คือความตั้งใจของพรรคภูมิใจไทยและนายกรัฐมนตรีในการสร้างงานชิ้นใหญ่ให้กับประเทศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2883405&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G0BcSsWmSBpuyLTvo9tQz

  • เจาะลึก : ทำไมเม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นในภาคตะวันออกไม่ทำให้ปากท้องคนในพื้นที่ดีขึ้น

    เจาะลึก : ทำไมเม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นในภาคตะวันออกไม่ทำให้ปากท้องคนในพื้นที่ดีขึ้น

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนมีโอกาสลงพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีรายได้ต่อหัวสูงกว่าภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะ จ. ระยอง ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวกว่า 1.1 ล้านบาทต่อปีสูงที่สุดในประเทศ พบประเด็นที่น่าสนใจ คือ แม้การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่คนในพื้นที่รู้สึกว่าปากท้องยังดูไม่สดใส เมื่อกลับมาผู้เขียนจึงนำข้อมูลการลงทุนจากต่างประเทศในพื้นที่มาวิเคราะห์เจาะลึก ถึงเทรนด์โลกที่เปลี่ยนแปลง พบข้อสังเกตที่น่าสนใจหลายประการ

    rn

     

    rn

    โครงสร้างเงินลงทุนต่างชาติในไทยเปลี่ยน จากเดิมที่ญี่ปุ่นครองแชมป์มานาน ตามด้วยสิงคโปร์และสหรัฐอเมริกา แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนกลายเป็นผู้นำการลงทุนโดยตรงในไทย

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนมีโอกาสลงพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีรายได้ต่อหัวสูงกว่าภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะ จ. ระยอง ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวกว่า 1.1 ล้านบาทต่อปีสูงที่สุดในประเทศ พบประเด็นที่น่าสนใจ คือ แม้การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่คนในพื้นที่รู้สึกว่าปากท้องยังดูไม่สดใส เมื่อกลับมาผู้เขียนจึงนำข้อมูลการลงทุนจากต่างประเทศในพื้นที่มาวิเคราะห์เจาะลึก ถึงเทรนด์โลกที่เปลี่ยนแปลง พบข้อสังเกตที่น่าสนใจหลายประการ

    โครงสร้างเงินลงทุนต่างชาติในไทยเปลี่ยน จากเดิมที่ญี่ปุ่นครองแชมป์มานาน ตามด้วยสิงคโปร์และสหรัฐอเมริกา แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนกลายเป็นผู้นำการลงทุนโดยตรงในไทย

    car

    การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งจากญี่ปุ่นที่หันไปให้ความสำคัญกับเวียดนามมากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวดี แรงงานวัยทำงานจำนวนมาก ค่าแรงต่ำกว่าไทย ขณะเดียวกัน จีนเองก็เร่งขยายการลงทุนในต่างประเทศ ผ่านการผลักดันยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative ประกอบกับแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อการส่งออก จีนจึงหันมาขยายการลงทุนในหลายประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นฐานการผลิตในการส่งออก

    rn

     

    rn

    เมื่อเจาะลึกพฤติกรรมการเข้ามาลงทุนพบว่า แม้ทั้งญี่ปุ่นและจีนจะเลือกลงทุนในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมและได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน อุตสาหกรรมที่ลงทุนของญี่ปุ่นและจีนแตกต่างอย่างชัดเจน

    rn

     

    rn

    ในช่วงที่ผ่านมา การลงทุนจากญี่ปุ่นอยู่ในอุตสาหกรรมเน้นใช้ปัจจัยการผลิตในประเทศ ใช้แรงงานควบคู่กับเครื่องจักร ทำให้มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย สร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ อุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูง 3 อันดับแรก ได้แก่ รถยนต์สันดาป อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่ง SMEs ไทยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต ส่งผลให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ การจับจ่ายใช้สอยคึกคัก และเศรษฐกิจขยายตัวดีทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ

    rn

     

    rn

    ที่ชัดเจนคืออุตสาหกรรมรถยนต์สันดาป ซึ่งไทยมีฐานการผลิตที่ครบวงจร โดยมี SMEs ไทยกว่า 2,000 แห่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนในกลุ่ม tier 2 และ tier 3 ขณะที่บริษัทชั้นนำจากญี่ปุ่นได้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตและศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีในไทย ส่งผลให้มีการจ้างงานกว่า 5 แสนราย

    rn

     

    rn

    นักลงทุนญี่ปุ่นยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Hard disk drive ทำให้เป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก ส่วนอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องปรับอากาศ ไทยมีการผลิตทั้งห่วงโซ่อุปทาน มีการจ้างงานราว 8 หมื่นราย 

    rn”}}” id=”text-2b8b6b31c9″>

    การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งจากญี่ปุ่นที่หันไปให้ความสำคัญกับเวียดนามมากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวดี แรงงานวัยทำงานจำนวนมาก ค่าแรงต่ำกว่าไทย ขณะเดียวกัน จีนเองก็เร่งขยายการลงทุนในต่างประเทศ ผ่านการผลักดันยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative ประกอบกับแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อการส่งออก จีนจึงหันมาขยายการลงทุนในหลายประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นฐานการผลิตในการส่งออก

    เมื่อเจาะลึกพฤติกรรมการเข้ามาลงทุนพบว่า แม้ทั้งญี่ปุ่นและจีนจะเลือกลงทุนในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมและได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน อุตสาหกรรมที่ลงทุนของญี่ปุ่นและจีนแตกต่างอย่างชัดเจน

    ในช่วงที่ผ่านมา การลงทุนจากญี่ปุ่นอยู่ในอุตสาหกรรมเน้นใช้ปัจจัยการผลิตในประเทศ ใช้แรงงานควบคู่กับเครื่องจักร ทำให้มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย สร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ อุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูง 3 อันดับแรก ได้แก่ รถยนต์สันดาป อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่ง SMEs ไทยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต ส่งผลให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ การจับจ่ายใช้สอยคึกคัก และเศรษฐกิจขยายตัวดีทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ

    ที่ชัดเจนคืออุตสาหกรรมรถยนต์สันดาป ซึ่งไทยมีฐานการผลิตที่ครบวงจร โดยมี SMEs ไทยกว่า 2,000 แห่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนในกลุ่ม tier 2 และ tier 3 ขณะที่บริษัทชั้นนำจากญี่ปุ่นได้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตและศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีในไทย ส่งผลให้มีการจ้างงานกว่า 5 แสนราย

    นักลงทุนญี่ปุ่นยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Hard disk drive ทำให้เป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก ส่วนอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องปรับอากาศ ไทยมีการผลิตทั้งห่วงโซ่อุปทาน มีการจ้างงานราว 8 หมื่นราย 

    diagram

    ด้านการลงทุนของจีนเน้นอุตสาหกรรมใช้ทุนเข้มข้น รูปแบบการลงทุนยังเป็นระบบปิด ใช้ supply chain ในประเทศน้อย เน้นใช้วัตถุดิบ แรงงานจากจีน อุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุด คือ ยางและพลาสติก ตามด้วยรถยนต์ EV อุตสาหกรรมเหล็ก และอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ติดใน 10 อันดับแรกด้วย

    rn

     

    rn

    แม้จะดูเป็นโอกาส แต่การลงทุนเหล่านี้กลับใช้วัตถุดิบและแรงงานจากจีนเป็นหลัก การถ่ายทอดเทคโนโลยียังไม่ชัดเจน ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานได้ เช่น รถยนต์ EV ซึ่งใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและระบบ Automation ใช้หุ่นยนต์ในการผลิต และใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่ารถยนต์สันดาปถึง 10 เท่า ทำให้ SMEs ไทยยังไม่สามารถเข้าไปมีบทบาทในกระบวนการผลิต ทำให้การ
    rn จ้างงานและการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องไม่ขยายตัวตาม

    rn

     

    rn

    อุตสาหกรรมเหล็กเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของทุนจีน เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศจีนลดลง และรัฐบาลจีนมีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมในการใช้เตาหลอมเหล็ก จีนจึงสนใจมาลงทุนในไทย เพราะมีอุปสงค์เหล็กสูงอันดับสองในอาเซียนรองจากเวียดนาม แต่การเข้ามาลงทุนนี้กลับสร้างการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจนผู้ประกอบการไทยหลายรายต้องปิดกิจการกว่า 75 ราย ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

    rn

     

    rn

    อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ ส่วนใหญ่เข้ามาผลิตเพื่อส่งออก ด้านการขายในประเทศ มีข้อกังวลจากข่าวทาง ส.อ.ท. เรื่องการ “สวมสิทธิ” ที่มีรายงานว่าผู้ประกอบการบางรายนำสินค้าจากจีนมาติดฉลาก มอก. 

    rn”}}” id=”text-347f55f925″>

    ด้านการลงทุนของจีนเน้นอุตสาหกรรมใช้ทุนเข้มข้น รูปแบบการลงทุนยังเป็นระบบปิด ใช้ supply chain ในประเทศน้อย เน้นใช้วัตถุดิบ แรงงานจากจีน อุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุด คือ ยางและพลาสติก ตามด้วยรถยนต์ EV อุตสาหกรรมเหล็ก และอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ติดใน 10 อันดับแรกด้วย

    แม้จะดูเป็นโอกาส แต่การลงทุนเหล่านี้กลับใช้วัตถุดิบและแรงงานจากจีนเป็นหลัก การถ่ายทอดเทคโนโลยียังไม่ชัดเจน ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานได้ เช่น รถยนต์ EV ซึ่งใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและระบบ Automation ใช้หุ่นยนต์ในการผลิต และใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่ารถยนต์สันดาปถึง 10 เท่า ทำให้ SMEs ไทยยังไม่สามารถเข้าไปมีบทบาทในกระบวนการผลิต ทำให้การ
    จ้างงานและการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องไม่ขยายตัวตาม

    อุตสาหกรรมเหล็กเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายของทุนจีน เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศจีนลดลง และรัฐบาลจีนมีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมในการใช้เตาหลอมเหล็ก จีนจึงสนใจมาลงทุนในไทย เพราะมีอุปสงค์เหล็กสูงอันดับสองในอาเซียนรองจากเวียดนาม แต่การเข้ามาลงทุนนี้กลับสร้างการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจนผู้ประกอบการไทยหลายรายต้องปิดกิจการกว่า 75 ราย ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

    อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ ส่วนใหญ่เข้ามาผลิตเพื่อส่งออก ด้านการขายในประเทศ มีข้อกังวลจากข่าวทาง ส.อ.ท. เรื่องการ “สวมสิทธิ” ที่มีรายงานว่าผู้ประกอบการบางรายนำสินค้าจากจีนมาติดฉลาก มอก. 

    diagram2

    เมื่อมาเชื่อมโยงกับปากท้องของคนในภาคตะวันออก ในช่วงที่ไทยได้รับการลงทุนจากญี่ปุ่นเข้มข้น ตัวเลขการเปิดโรงงานใหม่ในภาคตะวันออกในช่วงก่อนโควิด (ปี 2559-2561) เคยอยู่ที่ระดับ 800 แห่ง/ปี ส่งผลให้เศรษฐกิจในพื้นที่คึกคัก การจับจ่ายใช้สอยขยายตัว และหากดูการเติบโตของภาษีมูลค่าเพิ่มสะท้อนการบริโภคของคนในพื้นที่ เติบโตเฉลี่ยราว 10% ต่อปี แต่เมื่อการลงทุนจากจีนเข้ามาแทนที่ตั้งแต่ปี 2566 ตัวเลขการเปิดโรงงานใหม่ลดลงเหลือเพียง 500 แห่ง/ปี ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ชะลอตัว การบริโภคลดลง และภาษีมูลค่าเพิ่มเริ่มหดตัว

    rn

     

    rn

    เมื่อเจาะลึกในแต่ละอุตสาหกรรมเห็นการใช้ Automation ประกอบกับการลงทุนของจีนที่เข้ามาเป็นระบบปิด ใช้วัตถุดิบและแรงงานจากจีนเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่แปลกใจว่าปากท้องคนในภาคตะวันออกไม่สดใสนัก

    rn

     

    rn

    ล่าสุด BOI ออกนโยบายส่งเสริมการลงทุน 5 ข้อหลัก ได้แก่ (1) สนับสนุน SMEs ไทย ปรับปรุงประสิทธิภาพ เพิ่มความสามารถแข่งขัน (2) งดส่งเสริมกิจการ Oversupply เช่น เหล็ก และกิจการที่เสี่ยงต่อมาตรการการค้าสหรัฐฯ เช่น โซลาร์เซลล์ (3) คุมเข้มกระบวนการผลิต ป้องกันการสวมสิทธิ และเพิ่มมูลค่าการผลิตในไทย (4) กำหนดสัดส่วนแรงงานไทย ไม่น้อยกว่า 70% และคัดกรองแรงงานต่างชาติด้วยเงินเดือนขั้นต่ำ 50,000–150,000 บาท และ (5) ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยให้โอกาสผู้ประกอบการไทยได้เข้าสู่ Supply Chain ได้มากขึ้น โดยผู้ประกอบการและแรงงานไทยต้องปรับตัว เพื่อให้เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายการลงทุนจากต่างชาติในระลอกนี้ สอดรับกับที่ BOI จะมีการติดตามโครงการที่รับการส่งเสริมอย่างเข้มข้นเช่นกัน

    rn”}}” id=”text-39599401ef”>

    เมื่อมาเชื่อมโยงกับปากท้องของคนในภาคตะวันออก ในช่วงที่ไทยได้รับการลงทุนจากญี่ปุ่นเข้มข้น ตัวเลขการเปิดโรงงานใหม่ในภาคตะวันออกในช่วงก่อนโควิด (ปี 2559-2561) เคยอยู่ที่ระดับ 800 แห่ง/ปี ส่งผลให้เศรษฐกิจในพื้นที่คึกคัก การจับจ่ายใช้สอยขยายตัว และหากดูการเติบโตของภาษีมูลค่าเพิ่มสะท้อนการบริโภคของคนในพื้นที่ เติบโตเฉลี่ยราว 10% ต่อปี แต่เมื่อการลงทุนจากจีนเข้ามาแทนที่ตั้งแต่ปี 2566 ตัวเลขการเปิดโรงงานใหม่ลดลงเหลือเพียง 500 แห่ง/ปี ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ชะลอตัว การบริโภคลดลง และภาษีมูลค่าเพิ่มเริ่มหดตัว

    เมื่อเจาะลึกในแต่ละอุตสาหกรรมเห็นการใช้ Automation ประกอบกับการลงทุนของจีนที่เข้ามาเป็นระบบปิด ใช้วัตถุดิบและแรงงานจากจีนเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่แปลกใจว่าปากท้องคนในภาคตะวันออกไม่สดใสนัก

    ล่าสุด BOI ออกนโยบายส่งเสริมการลงทุน 5 ข้อหลัก ได้แก่ (1) สนับสนุน SMEs ไทย ปรับปรุงประสิทธิภาพ เพิ่มความสามารถแข่งขัน (2) งดส่งเสริมกิจการ Oversupply เช่น เหล็ก และกิจการที่เสี่ยงต่อมาตรการการค้าสหรัฐฯ เช่น โซลาร์เซลล์ (3) คุมเข้มกระบวนการผลิต ป้องกันการสวมสิทธิ และเพิ่มมูลค่าการผลิตในไทย (4) กำหนดสัดส่วนแรงงานไทย ไม่น้อยกว่า 70% และคัดกรองแรงงานต่างชาติด้วยเงินเดือนขั้นต่ำ 50,000–150,000 บาท และ (5) ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยให้โอกาสผู้ประกอบการไทยได้เข้าสู่ Supply Chain ได้มากขึ้น โดยผู้ประกอบการและแรงงานไทยต้องปรับตัว เพื่อให้เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายการลงทุนจากต่างชาติในระลอกนี้ สอดรับกับที่ BOI จะมีการติดตามโครงการที่รับการส่งเสริมอย่างเข้มข้นเช่นกัน

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    parinda photo

    ปริญดา สุลีสถิร

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 16 กันยายน 2568 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20250916.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MzZwMPV3FmsEUnku-8Jm_