Category: เศรษฐกิจ

  • พลัง “ซอสไทย” วัฒนธรรมกินได้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์กว่าหมื่นล้าน

    พลัง “ซอสไทย” วัฒนธรรมกินได้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์กว่าหมื่นล้าน

    พลัง “ซอสไทย” วัฒนธรรมกินได้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์กว่าหมื่นล้าน

    พลิกมุมมองเครื่องปรุงรสใกล้ตัว ชวนสำรวจพลังของ “ซอสไทย” ในฐานะวัฒนธรรมกินได้ ต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่ามหาศาล

    ท่ามกลางกระแสความนิยมในอาหารไทยที่ขจรไกลไปทั่วโลก สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ได้หยิบยก “ซอสปรุงรสท้องถิ่น” ซึ่งเป็นหัวใจของรสชาติอาหารไทย มานำเสนอในมุมมองใหม่

    ผ่านนิทรรศการ “Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ” เพื่อตอกย้ำให้เห็นว่าซอสทุกขวดไม่ได้เป็นเพียงเครื่องปรุง แต่คือสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศได้อย่างทรงพลัง

    นิทรรศการครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “วัฒนธรรมที่กินได้” ที่จะพาผู้ชมไปสำรวจตั้งแต่รากเหง้าของรสชาติที่คุ้นเคย ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ซ่อนอยู่ในขวดซอส ไปจนถึงการมองเห็นโอกาสใหม่ ๆ ที่จะยกระดับซอสไทยให้กลายเป็นสินค้าส่งออกและแม่เหล็กดึงดูดการท่องเที่ยวเชิงอาหาร

    พลัง “ซอสไทย” วัฒนธรรมกินได้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์กว่าหมื่นล้าน

    ซอสไทย: เครื่องปรุงรส ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมื่นล้าน

    นางสาวมนต์นภา พานิชเกรียงไกร ภัณฑารักษ์จาก CEA เปิดเผยว่า ซอสและเครื่องปรุงรสคือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยสอดคล้องกับข้อมูลมูลค่าการส่งออกในปี 2567

    ที่ประเทศไทยส่งออกซอสปรุงรสในหมวด HS CODE 2103 (เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสพริก) ไปยังตลาดโลกสูงถึง 37,000 ล้านบาท

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพมหาศาลของซอสไทย และเมื่อผนวกกับนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ของภาครัฐ ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า ‘เรื่องเล่าจากครัวไทย’ สามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้อย่างไม่สิ้นสุด

    ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การท่องเที่ยว ซึ่งทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบสำคัญของ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่ CEA มุ่งมั่นผลักดัน

    นิทรรศการ “Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ” จึงเป็นเหมือนภาพจำลองที่แสดงให้เห็นว่า เราจะสามารถเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมที่อยู่ในครัวให้กลายเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจได้อย่างไร

    พลัง “ซอสไทย” วัฒนธรรมกินได้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์กว่าหมื่นล้าน

    ไฮไลต์ 4 โซน สัมผัสรสชาติและโอกาสผ่าน ‘ตาดู หูฟัง ลิ้นรับรส’

    นิทรรศการแบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก และ 1 โซนพิเศษ ที่จะพาผู้ชมเดินทางผ่านมิติของรสชาติอย่างครบทุกประสาทสัมผัส

    • โซนที่ 1: SAUCETALGIA รสชาติที่คิดถึง
      ชวนย้อนความทรงจำผ่านรสชาติอาหารคุ้นเคยที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็ก โซนนี้จะทำให้คุณค้นพบว่าเบื้องหลังความอร่อยที่อุ่นใจนั้นมีซอสปรุงรสเป็นพระเอก พร้อมชมวิดีโอเคล็ดลับการปรุงอาหารจากแม่ครัวท้องถิ่น ที่จะปลุกความทรงจำใต้รสชาติให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

    พลัง “ซอสไทย” วัฒนธรรมกินได้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์กว่าหมื่นล้าน

    • โซนที่ 2: SAUCE, SOURCE รสเยอะ วัตถุดิบแยะ
      ตื่นตากับขบวนซอสปรุงรสพื้นบ้านกว่า 60 รายการจากทุกภูมิภาคของไทย ตั้งแต่เต้าหู้ยี้ใบไผ่ทางเหนือ น้ำบูดูจากแดนใต้ ไปจนถึงปลาร้านัว ๆ จากอีสาน แต่ละขวดยังบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบที่สร้างสรรค์ ทั้งโลโก้ ชื่อแบรนด์ และอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร สะท้อนให้เห็นว่าซอสทุกขวดคืองานออกแบบที่ส่งต่อภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น

    พลัง “ซอสไทย” วัฒนธรรมกินได้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์กว่าหมื่นล้าน

    • โซนที่ 3: SAUCE พาวเวอร์
      สำรวจแผนที่ซอสทั่วประเทศและมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่ โซนนี้จะชี้ให้เห็นว่าซอสท้องถิ่นสามารถต่อยอดสู่ การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ได้อย่างไร เช่น การจัดทริปตามรอยปลาร้า หรือทัวร์เรียนรู้การทำน้ำบูดู ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงระหว่าง อาหาร การท่องเที่ยว และการออกแบบ เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว สร้างพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับชุมชน

    พลัง “ซอสไทย” วัฒนธรรมกินได้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์กว่าหมื่นล้าน

    • โซนพิเศษ: นิทรรศการย่อย “อาหารตามสั่ง”
      ร่วมค้นหารสนิยมของคนไทยผ่านวัฒนธรรมอาหารตามสั่ง พร้อมกิจกรรมสนุก ๆ ให้ Taste Local, Support Local ไม่ว่าจะเป็นการชิมไอศกรีม 4 รสซอสไทยสุดพิเศษ, ค้นหาตัวตนผ่านแบบทดสอบ MBTI (My Bottle Type Is) และเลือกซื้อซอสท้องถิ่นกว่า 15 รายการเพื่อสนับสนุนผู้ผลิตโดยตรง

    นิทรรศการ “Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ” จึงไม่ใช่แค่การจัดแสดงซอส แต่คือการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย เชิญชวนทุกคนมาร่วมสำรวจพลังที่ซ่อนอยู่ในรสชาติที่คุ้นเคย ซึ่งอาจกลายเป็นอนาคตของอาหารไทยบนเวทีโลก

    พลัง “ซอสไทย” วัฒนธรรมกินได้ ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์กว่าหมื่นล้าน

    ข้อมูลนิทรรศการ:

    • ชื่องาน: นิทรรศการ Thai Local Sauce อร่อยเหยาะ
    • วันจัดแสดง: วันนี้ – 23 พฤศจิกายน 2568
    • เวลา: 10.30–19.00 น. (ปิดทำการทุกวันจันทร์)
    • สถานที่: Front Lobby ชั้น 1, ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) กรุงเทพฯ
    • ค่าเข้าชม: ฟรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/729411&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UcDM4gxmewCc_icKPNL-E

  • ธ.ก.ส. ร่วมงานคิกออฟ “30 บาทรักษาทุกที่”กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ธ.ก.ส. ร่วมงานคิกออฟ “30 บาทรักษาทุกที่”กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – นางสาวพรหมกร พรหมขัติแก้ว ผู้ช่วยผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้าร่วมกิจกรรม kick off “ 30 บาทรักษาทุกที่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง” โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) จัดขึ้นเพื่อให้ผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชนได้รับการดูแลและให้เกิดการจ้างงานผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง (Care Giver : CG)  ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยมี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงานพร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการต้นแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง

    โดยภายในงาน ธ.ก.ส. ได้ร่วมจัดนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการทางการเงิน การโอนเงินให้กับผู้ที่จ้างงานดูแลผู้ที่มี ภาวะพึ่งพิง เช่น กลุ่มติดบ้าน ที่ไม่สามารถออกนอกบ้านได้ตามลำพัง และกลุ่มติดเตียง ที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยหรือไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ จึงจำเป็นต้องมีผู้ดูแลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง สปสช. โดยมีผู้บริหารและพนักงาน ธ.ก.ส. เข้าร่วมเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/27/572808/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28P1lOTxdnuFQzTwik_rbZ

  • พท.มีอาย โซเชียลอัดคลิปย้อนเศรษฐกิจไทย “ยุคลุงตู่” สุดลำบากนับเงินจนตาลายค้าขายคึกคัก | TOPNEWS

    พท.มีอาย โซเชียลอัดคลิปย้อนเศรษฐกิจไทย “ยุคลุงตู่” สุดลำบากนับเงินจนตาลายค้าขายคึกคัก | TOPNEWS

    พท.มีอาย โซเชียลอัดคลิปย้อนเศรษฐกิจไทย “ยุคลุงตู่” สุดลำบากนับเงินจนตาลายค้าขายคึกคัก

    • เผยแพร่ : 27/08/2025 10:00

    “เพื่อไทย” มีอาย โซเชียลอัดคลิปย้อนเศรษฐกิจไทย “ยุคลุงตู่” สุดลำบากนับเงินจนตาลาย ค้าขายคึกคัก ต่างกันลิบลับ “ยุคอุ๊งอิ๊ง” เงียบเป็นป่าช้า

    #topnewstv #แพทองธารชินวัตร #ประยุทธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1289879&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3m2Em5dLS3FNnJwUJJTcNz

  • ทั่วโลกเกาะเทรนด์ ‘เลย์ออฟ’ จับตา ‘ธุรกิจไทย’ ปรับใหญ่ทิ้งคนไม่พร้อมไว้ข้างหลัง

    ทั่วโลกเกาะเทรนด์ ‘เลย์ออฟ’ จับตา ‘ธุรกิจไทย’ ปรับใหญ่ทิ้งคนไม่พร้อมไว้ข้างหลัง

    ตลาดงานทั่วโลกเผชิญภาวะระส่ำในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เมื่อบริษัทข้ามชาติหลายธุรกิจทยอยประกาศการเลิกจ้างครั้งใหญ่ ในขณะที่สถานการณ์การจ้างงานในไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI รวมถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ทั่วโลกเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากสงครามการค้า ซึ่งทำให้ประเมินว่าการส่งออกไทยช่วงครึ่งหลังปี 2568 จะชะลอตัว

    สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมาเตือนผ่านรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2568 ถึงภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนในระยะที่ผ่านมาทำให้องค์กรและภาคธุรกิจปรับรูปแบบการจ้างงานแบบพนักงานประจำเต็มเวลา เป็นรูปแบบของงานสัญญาจ้างและงานพาร์ทไทม์มากขึ้น

    ในขณะที่เริ่มเห็นองค์กรใหญ่บางแห่งเปิดโครงการเกษีญณอายุก่อนกำหนด โดยธนาคารกสิกรไทยเปิดโครงการเฉพาะคราวภายในปี 2568 ภายใต้โครงการ “เกษียณก่อน เกษมสุข” เพื่อให้โอกาสพนักงานที่มีอายุ 45 ปี ขึ้นไปเปลี่ยนอาชีพที่เหมาะสมแก่ตนเองขึ้น

    นอกจากนี้ สศช.ยังติดตามสถานการณ์การจ้างงานที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐ โดยสหรัฐเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ที่ไทยถูกจัดเก็บอัตรา 19% รวมทั้งมีมาตรการป้องกันการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า และจัดเก็บภาษีเฉพาะในสินค้าบางรายการ ซึ่งทำให้สินค้าไทยแข่งขันยากขึ้น และกระทบการจ้างงานหรือชั่วโมงการทำงานของแรงงาน

    ในขณะที่การจดทะเบียนเลิกธุรกิจในช่วง 7 เดือน แรกของปี 2568 มีจำนวน 8,069 ราย ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมีบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 1,000 ล้านบาท รวม 8 บริษัท อาทิ บริษัท อินโดรามา ปิโตรเคม จำกัด ทุนจดทะเบียน 10,146 ล้านบาท , บริษัท ทรู ไลฟ์ พลัส จำกัด 2,575 ล้านบาท , บริษัท คิตากาว่า (ประเทศไทย) จำกัด 2,560 ล้านบาท , บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด 1,800 ล้านบาท , บริษัท บางกอกโซลาร์ จำกัด 1,432 ล้านบาท

    ทิศทางปรับใหญ่ทิ้งคนไม่พร้อมไว้ข้างหลัง

    นายรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จํากัด กล่าวว่า หลังบริษัทใหญ่ประกาศนโยบายลดอายุเกษียณทำงานวัย 45 ปีขึ้นไป สิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงมี 3 มิติ ได้แก่ มิติของไทยต้องเปลี่ยนระบบอย่างเป็นรูปธรรมเหมือนสิงคโปร์เคยทำเมื่อ 10 ปีก่อน เพราะเผชิญปัญหาคนทำงานอายุ 40-45 ปี ค่าตัวแพงเกินไปทำให้ไม่เกิดความต้องการจ้างงานส่งผลให้รายได้มนุษย์เงินเดือนไม่พอศักยภาพ

    “รัฐบาลต้องปรับทักษะหรือรีสกิลครั้งใหญ่เป็นวาระแห่งชาติ จัดตั้งศูนย์ต่างๆ ขึ้นมาช่วยเหลือ เช่น คนขับแท็กซี่อายุ 51 ปี เคยมีทักษะเครื่องกล ต่อยอดการซ่อมไฟต่าง โปรแกรมเมอร์อายุ 52 ปี ให้ไปทำโปรเจกต์ต่างๆ ภาพรวมทำให้ระบบเกิดการเปลี่ยนแปลงเร็ว”

    ส่วนมิติองค์กร วันนี้ต้องมาคิดหากบริษัทไม่รับคนเพิ่มหรืออาจลดคนด้วย เพื่อนำ AI มาใช้ แล้วใครจะเป็นผู้บริโภคหรือซื้อสินค้าและบริการ ระยะสั้นอาจลดต้นทุน แต่หากกระทบโครงสร้างประชากร รายได้ จะมีผลต่อเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งองค์กรใหญ่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้ 

    ขณะที่มิติบุคคลหากต้องเกษียณอายุทำงานในวัย 45 ปี แล้วต้องมีชีวิตอยู่ร้อยปี การจะมีเงินใช้ช่วงเวลาที่เหลือเป็นไปได้ยากจึงมองว่าคนทำงานไม่ควรหยุดหรือเกษียณในวัย 60 ปีด้วยซ้ำ ไม่แค่ 45 ปี แต่หากต้องเกษียณ ถึงเวลาที่ต้องมองหาอาชีพที่ 1-2-3 วางแผนตัวเองให้พร้อม

    “เราต้องเปลี่ยน หากหวังพึ่งประเทศ คงเปลี่ยนไม่ทัน เราต้องเรียนรู้ตลอดเวลา มีจิตใจเป็นนักเรียน ต้องถ่อมตัวตลอด เราไม่รู้อะไรเลย เพื่อได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ต้องวางหัวโขนเดิมลงให้ได้ บางคนตำแหน่งใหญ่ วางไม่ลง ไปต่อข้างหน้ายาก ที่สำคัญกำลังใจ ต้องสู้ ทั้งประเทศหากต้องการเปลี่ยนแปลง”

    ทั่วโลกเกาะเทรนด์ ‘เลย์ออฟ’ จับตา ‘ธุรกิจไทย’ ปรับใหญ่ทิ้งคนไม่พร้อมไว้ข้างหลัง

    นายพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด (Show No Limit) หรือ BT Beartai กล่าวว่า เวลาที่รัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงปรับอะไรใหม่หรือพาประชากรทุกคนเข้าสู่สิ่งใหม่มักมีประโยค “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ฟังดูดี แต่ชีวิตจริงทำไม่ได้ โดยเฉพาะไม่สามารถรอให้ทุกคนพร้อมจะไม่มีวันนั้น สุดท้ายประเทศต้องทิ้งใครสักคนไว้ข้างหลัง เพื่อการก้าวข้ามไปโลกใหม่

    เทรนด์ทั่วโลกมุ่งลดจำนวนพนักงาน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ต้นทุนแรงงานโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10-30% ขึ้นกับแต่ละบริษัท แต่มีต้นทุนอื่น เช่น ค่าเช่าออฟฟิศ ค่าไฟและค่าแม่บ้าน ซึ่งเป็นต้นทุนที่ลดลงได้มาก 

    ดังนั้น การปรับตัวเช่นนี้เป็นการลดไขมันส่วนเกินที่ไม่จำเป็น ซึ่งทั่วโลกกำลังมุ่งไปทิศทางนี้ ประกอบกับกฎระเบียบโลกในเรื่องภาษีสหรัฐเป็นอีกปัจจัยที่เร่งให้ทุกประเทศต้องรีบปรับตัวเพื่อลดต้นทุน ซึ่ง AI ทดแทนคนได้มาก โดยเฉพาะงานบริหารจัดการ เช่น เลขานุการ หรืองาน Admin ที่เป็นงานซ้ำซากที่ในอดีตต้องใช้คนจำนวนมาก”

    ขณะนี้ผู้ประกอบการในไทยกำลังปรับตัวและปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานใหม่เพื่อประหยัดต้นทุน โดยหันมาใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มากขึ้นไม่ว่าจะเป็น AI หรืออุปกรณ์ดิจิทัล ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดการใช้แรงงานลงอย่างมีนัยสำคัญ

    อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สอดคล้องคำทำนายของผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกว่าในอนาคต AI จะทำให้คนหลาย 100 ล้านคน ต้องตกงาน เพราะกระแสนี้เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐที่บริษัทใหญ่ลดจำนวนพนักงานลงและนำ AI มาทำงานทดแทนแห่งละหลักพันหลักหมื่นคน

    นอกจากนี้ รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นขึ้นตั้งแต่ยุคโควิด-19 เช่น การทำงานจากที่บ้านและการจ้างงานแบบเป็นกรณีไป (Project-based) ยิ่งทำให้บริษัทลดต้นทุนได้ ส่งผลให้ในอนาคตอาคารสำนักงานจะมีขนาดเล็กลง เพราะเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนได้มากขึ้น 

    รวมทั้งตรวจสอบการทำงานทางออนไลน์ได้ว่าพนักงานทำงานจริงหรือไม่ ไม่ต้องเสียค่าเช่าออฟฟิศและค่าโอที ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้สูงขึ้น การลดต้นทุนจะนำไปสู่ความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น

    สังคมสูงวัย-เทรนด์คนรุ่นใหม่ ทำขาดแรงงาน

    นายธนิต โสรัตน์ รองประธานองค์การนายจ้างผู้ประกอบการการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า เศรษฐกิจไทย 7 เดือนแรกยังแกร่งกว่าคาด โดยตัวเลขว่างงานต่ำสุดในรอบหลายปี สะท้อนภาคส่งออกยังแข็งแรง แต่เตือนให้จับตาเดือน ก.ย. เป็นต้นไป หลังสต็อกสินค้าสหรัฐฯ หมด คาดตัวเลขส่งออกจะหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในปีหน้า

    “7 เดือนแรกของปีนี้เศรษฐกิจไทยยังคงทรงตัวไม่ต่างจากต้นปี โดยมีภาคการส่งออกเป็นเสาหลักสำคัญที่ช่วยพยุงการจ้างงานไว้ การส่งออกเติบโตถึง 14% และตัวเลขการว่างงานล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติอยู่ที่เพียง 0.7% ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าและปีที่แล้วทั้งปีที่อยู่ที่ 1%”

    ดังนั้น ภาพของไทยตอนนี้ไม่ใช่คนว่างงาน แต่เป็นภาพของการขาดแคลนแรงงานมากกว่า โดยกระทรวงแรงงาน จะต้องเตรียมดึงแรงงานต่างชาติเข้ามาเพิ่ม ทั้งจากกัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และยังเปิดให้แรงงานผิดกฎหมายมาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าภาคธุรกิจต้องการคนทำงานจริง ไม่ใช่มีคนตกงานตามที่หลายฝ่ายกังวล

    นอกจากนี้ การที่บางส่วนมองว่านายจ้างเปลี่ยนไปจ้างงานแบบพาร์ทไทม์มากขึ้นนั้น ไม่ใช่ความจริง เพราะนายจ้างยังคงต้องการจ้างพนักงานแบบเต็มเวลาอยู่ แต่หาคนได้ยาก เนื่องจากทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่นิยมทำงานอิสระมากกว่าการทำงานประจำ

    “ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ปัญหาการขาดแคลนแรงงานของไทยก็ยังคงเป็นทุนเดิมอยู่ เพราะไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย จำนวนเด็กจบใหม่ลดลงทุกปี และทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบทำงานประจำจะยิ่งซ้ำเติมปัญหานี้ให้รุนแรงขึ้นในอนาคต ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องของการสร้างงาน แต่เป็นการหาคนเข้ามาทำงานในตำแหน่งที่ยังคงว่างอยู่”

    ทั่วโลกจับตาครึ่งปีหลังระวัง AI แย่งงาน

    ตลาดงานทั่วโลกเผชิญภาวะระส่ำในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เมื่อบริษัทข้ามชาติหลายธุรกิจทยอยประกาศการเลิกจ้างครั้งใหญ่ รับความผันผวนทางเศรษฐกิจและการดิสรัปหลายอุตสาหกรรม เช่น “โฟล์คสวาเกน” บริษัทรถยนต์ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของอุตสาหกรรมเยอรมนี ประกาศแผนเมื่อปลายปี 2567 และเริ่มปรับโครงสร้างปีนี้ กับแผนเลิกจ้าง 35,000 คนภายใน 5 ปี

    ขณะที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น “นิสสัน มอเตอร์” ต้องปรับโครงสร้างใหญ่เช่นกันพร้อมแผนเลิกจ้างพนักงานถึงราว 20,000 คน

    ส่วน “งานราชการ” ที่เคยเป็นงานที่มั่นคงกลายเป็นฝันร้ายในสหรัฐ เมื่อกระทรวงประสิทธิภาพของรัฐบาล (DOGE) ซึ่งเป็นหนึ่งหน่วยงานในการกำกับของอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีอดีตที่ปรึกษาคนสนิทของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าเลิกจ้างในหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐทั่วประเทศ 

    ทั้งนี้ เพื่อลดรายจ่ายลดการขาดดุลงบประมาณให้สหรัฐ โดยเดอะนิวยอร์กไทม์ส รายงานเมื่อปลายเดือน ก.ค.ว่า มีข้าราชการและลูกจ้างของรัฐถึง 150,000 คนทั่วสหรัฐ ที่ยอมรับข้อเสนอให้ออกจากงาน

    สำหรับครึ่งหลังปี 2568 ตลาดงานโดยเฉพาะในสหรัฐ ซึ่งผ่านความตึงเครียดจากสงครามการค้าโลกมาแล้ว กำลังแสดงสัญญาณเริ่มต้นของปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งที่แรงงานกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน นั่นคือ การเข้ามาแทนที่ของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    จับตาAIแย่งงานสายเทค-เจนZ

    บริษัทจัดหางานชาเลนเจอร์ เกรย์ แอนด์ คริสต์มาส เปิดเผยรายงานเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ช่วง 7 เดือนแรกปี 2568 การนำ AI เชิงสร้างสรรค์ หรือ Generative AI มาใช้จ้างภาคเอกชน เพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 10,000 ตำแหน่งงาน และ AI ยังเป็นหนึ่งในห้าปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการเลิกจ้างในปี 2568 นี้ด้วย

    ตลอดเดือน ก.ค.บริษัทในสหรัฐประกาศลดตำแหน่งงานภาคเอกชนมากกว่า 806,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดในช่วงดังกล่าวนับตั้งแต่ปี 2563 ตามข้อมูลของบริษัทฯ 

    ทั้งนี้ บรรดาการเลิกจ้างเหล่านี้ “ภาคเทคโนโลยี” เป็นกลุ่มได้รับผลกระทบรุนแรงสุด โดยบริษัทเอกชนลดตำแหน่งงานมากกว่า 89,000 ตำแหน่ง หรือเพิ่มขึ้น 36% จากปีก่อน และตั้งแต่ปี 2566 ลดตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ AI ไปแล้ววากกว่า 27,000 ตำแหน่ง

    “อุตสาหกรรมนี้กำลังถูกเปลี่ยนโฉมใหม่ด้วยความก้าวหน้าของเอไอและความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับวีซ่าทำงาน ซึ่งส่งผลให้มีการลดจำนวนพนักงาน” รายงานของชาลเลนเจอร์ฯ ระบุ

    ขณะที่แฮนด์เชก ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านการจ้างงานที่มุ่งเน้นกลุ่มเจน Z เปิดเผยว่า ผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงานน่าจะเห็นได้ชัดเจนที่สุดในกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ โดยรายชื่อตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นที่ปกติแล้วจะเป็นของบัณฑิตจบใหม่ มีจำนวนลดลงถึง 15% ในปีที่ผ่านมา และมีนายจ้างที่ใช้คำว่า “AI” ในคำอธิบายตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นถึง 400%

    ชี้ปัจจัยตกงานไม่ได้มีแค่ AI

    ทั้งนี้ แม้ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของชาวอเมริกัน แต่มีปัจจัยอื่นที่กระทบโดยตรงต่อตลาดแรงงานมากกว่า ชาลเลนเจอร์รบุว่า มีตำแหน่งงานมากกว่า 292,000 ตำแหน่งที่ถูกปลดออกปีนี้ เพราะการตัดงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง DOGE ของอีลอน มัสก์

    นอกจากนี้ การเลิกจ้างยังเร่งตัวขึ้นในภาคค้าปลีกขนาดใหญ่ เนื่องจากภาษีศุลกากรทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูงขึ้น โดยภาคค้าปลีกได้ประกาศลดตำแหน่งงานมากกว่า 80,000 ตำแหน่งจนถึงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 250% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1195975&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2U-LRqTiZVnjyacVDr65yP

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประจำเดือนกรกฎาคม 2568 สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประจำเดือนกรกฎาคม 2568 สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ

    สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประจำเดือนกรกฎาคม 2568

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย

    ————————————————-

    1. สรุปภาพรวมทั่วไปในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

     ด้านเศรษฐกิจ 

           • สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอาเซียน+3 (AMRO) ปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามในปี 2568 เป็นร้อยละ 7 ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนเมษายน 2568 ที่ร้อยละ 6.5 ส่วนธนาคารTechcombank คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ดีมากในช่วงที่เหลือของปี 2568 โดยคาดการณ์ว่า GDP ของปี 2568 จะเติบโตร้อยละ 7.68 บริษัทหลักทรัพย์ SSI ระบุว่า ในภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน เวียดนามพยายามดำเนินการปฏิรูปสถาบัน การระดมทรัพยากร และการปรับตัวเชิงรุกให้เข้ากับสภาพแวดล้อมการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นปัจจัยที่สร้างรากฐานสำหรับการฟื้นตัวและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในช่วง เดือนสุดท้ายของปี 2568 และตลอดปี 2569 คาดการณ์การเติบโตของ GDP ในปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5-8

    • นายกรัฐมนตรี Pham Minh Chinh มีคำสั่งที่ 133/CD-TTg ลงวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ว่าด้วยการส่งเสริมการดำเนินมาตรการเพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2568 ที่ร้อยละ 8.3-8.5 โดยสั่งให้กระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ส่งเสริมการเติบโตทั้งภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง ภาคเกษตรกรรม ป่าไม้ และการประมง และภาคบริการ ปรับตัวกับนโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และรักษาความสมดุลของเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นการดำเนินการ ดังนี้ 1) ส่งเสริมการผลิตภาคอุตสาหกรรม และขยายห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่การผลิต 2) ส่งเสริมการผลิตทางการเกษตร ป่าไม้ และการประมงเพื่อการส่งออกและการบริโภคอย่างยั่งยืน 3) ส่งเสริมการพัฒนาบริการ การท่องเที่ยว และการใช้ประโยชน์จากตลาดภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ 4) ส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และ 5) รับมือกับนโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าจะประสานงานกับกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ต่อไปเพื่อให้บรรลุพันธกรณีที่ดีที่สุดสำหรับเวียดนาม มุ่งสู่ข้อตกลงการค้าที่ครอบคลุม เสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างเวียดนามและสหรัฐฯ ในทิศทางที่สมดุลและยั่งยืน

    • กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า (Ministry of Industry and Trade- MoIT) ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างระเบียบว่าด้วยการกำหนดทิศทางการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ E10 ทั่วประเทศแทนน้ำมันเบนซินทั่วไป โดยคาดว่าจะเริ่มตั้งแต่วันที่ มกราคม 2569 ภายในปี 2574 อาจเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ E15 ขึ้นอยู่กับสถานการณ์จริง ในการประชุมดังกล่าว ผู้เข้าร่วมได้หารือเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปได้ของแผนงานนี้ ระบบมาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิค ความสามารถในการจัดหาเชื้อเพลิงชีวภาพภายในประเทศ รวมถึงผลกระทบต่อผู้บริโภค ธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม สมาคมผู้ผลิตยานยนต์เวียดนาม (Vietnam Automobile Manufacturers’ Association- VAMA) ให้ความเห็นว่า รถยนต์รุ่นใหม่ที่ผลิต ประกอบ หรือนำเข้าสามารถใช้งานร่วมกับน้ำมัน E10 ได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพและการใช้งาน        อย่างไรก็ตาม รถยนต์รุ่นเก่า โดยเฉพาะรุ่นที่ผลิตก่อนปี 2543 อาจยังมีผลกระทบอยู่บ้าง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการประเมินอย่างละเอียดก่อนที่จะประกาศระเบียบดังกล่าว

    • กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าได้ออกคำสั่งเลขที่ 2320/QĐ-BCT ว่าด้วยแผนปฏิบัติการของกระทรวง เกี่ยวกับการบูรณาการระหว่างประเทศภายใต้สถานการณ์ใหม่ ตามคำสั่งดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าจะมุ่งเน้นดำเนินการในกลุ่มภารกิจสำคัญ ได้แก่ (1) การปรับปรุงและพัฒนาระบบกฎหมายและนโยบายด้านการค้า ทั้งในระดับพหุภาคีและทวิภาคี (2) การส่งเสริมการขยายตลาดส่งออก (3) การพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนและพลังงานที่ยั่งยืน (4) การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านการค้าอิเล็กทรอนิกส์ (electronic commerce) การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ายังกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้การกำกับดูแล ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงฯ หน่วยงานภาครัฐระดับท้องถิ่น และภาคเอกชน เพื่อให้การดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ได้มี         การมอบหมายหน้าที่และความรับผิดชอบให้แก่สำนักงานกระทรวง กรมนโยบายการค้าพหุภาคี (Multilateral Trade Policy Department: MTD) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    • รัฐบาลเวียดนามจะเสนอแก้ไขมติหมายเลข 18 เพื่อเป็นพื้นฐานในการแก้ไขกฎหมายที่ดินปี 2567 โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขข้อจำกัดเกี่ยวกับการเวนคืนที่ดิน และการควบคุมราคาที่ดินโดยนโยบายเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดผลในทางเชิงบวก กฎหมายที่ดินได้เริ่มดำเนินการ แก้ไขอุปสรรคต่างๆ เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารของรัฐ และมีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การรักษาความมั่นคง และการป้องกันประเทศ นโยบายด้านที่ดินยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุน อย่างไรก็ตาม นโยบายและกฎหมายที่ดินยังคงมีข้อบกพร่อง และยังไม่สอดคล้องกับแนวทางการจัดโครงสร้างการบริหารราชการระดับท้องถิ่นแบบสองระดับ รวมถึงยังไม่ตอบสนองต่อความต้องการในการพัฒนาประเทศในระยะใหม่ ตัวอย่างเช่น นโยบายเวนคืนที่ดินยังมีความแตกต่างระหว่างโครงการที่ใช้เงินทุนจากภาครัฐและโครงการที่ใช้เงินทุนจากภาคเอกชน ขั้นตอนการเวนคืนที่ดิน การชดเชย การช่วยเหลือ การจัดตั้งถิ่นฐานใหม่ การจัดสรรที่ดิน การให้เช่าที่ดิน และการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การใช้ที่ดินยังคงล่าช้า เป็นต้น

    สำนักงานสถิติเวียดนาม (GSO) ระบุว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 วิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นใหม่มีจำนวนประมาณ 107,710 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 โดยมีทุนจดทะเบียน 928,400 ล้านล้านด่ง (1,144,670 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นในภาคเกษตรกรรม ป่าไม้ และ     การประมง จำนวน 949 ราย (+0.7%) ภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง 23,600ราย (+3.1%) และภาคบริการ 83,200 ราย (+13.1%)วิสาหกิจ 41,477 รายในเวียดนามลงทะเบียนหยุดดำเนินการ (+16.7%)

    image.png

                                      ที่มาhttps://www.gso.gov.vn/       

             ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI)  ในเดือนกรกฎาคม 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.11 จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.19 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา กลุ่มสินค้าและบริการที่มีราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ กลุ่มบ้านพักอาศัยและวัสดุก่อสร้าง (+0.36%)  เครื่องดื่มและบุหรี่ (+0.25%)  กลุ่มวัฒนธรรม บันเทิง และ     การท่องเที่ยว (+0.2%) ธุรกิจร้านอาหารและบริการจัดเลี้ยง (+0.18%) เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ภายในบ้าน (+0.1%)  และยาและบริการทางการแพทย์ (+0.03%) ส่วนกลุ่มสินค้าและบริการที่มีราคาลดลง ได้แก่ กลุ่มไปรษณีย์และโทรคมนาคม (-0.02%) และกลุ่มคมนาคมและการขนส่ง (-0.48%) ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 CPI เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.18

    • ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (IIP) ในเดือนกรกฎาคม 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 IIP เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.6 อุตสาหกรรมแปรรูปและการผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.3 การผลิตและการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.การจัดการและบำบัดน้ำเสียเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.4 และอุตสาหกรรมเหมืองแร่ลดลงร้อยละ 2.7   

    image.png                                    

                                     ที่มาhttps://www.gso.gov.vn/       

    • ในเดือนกรกฎาคม 2568 ยอดค้าปลีกสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 ยอดค้าปลีกสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.โดยรายได้จากการขายปลีกสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.รายได้จากที่พักและบริการรับประทานอาหารนอกบ้าน (+15%) บริการการท่องเที่ยว     (+20%) และบริการอื่นๆ (+12.4%) 

    image.png

                             ที่มาhttps://www.gso.gov.vn/

                ตาราง 1 เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจเวียดนามในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568

    เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจ

    อัตราการเติบโต 

    (%)

    – ดัชนีราคาผู้บริโภค

    3.26

    – ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม

    8.6

    – ยอดค้าปลีกของสินค้าและบริการ

    9.3

    – อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน

    3.18

    – มูลค่าการส่งออก

    14.8

    – มูลค่าการนำเข้า

    17.9

             ที่มาhttps://www.gso.gov.vn/

    ด้านการลงทุน

    • การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในช่วง เดือนแรกของปี 2568 รวม 2,254 โครงการใหม่ ด้วยเงินทุนจดทะเบียน 10,030 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เงินทุนจดทะเบียนรวมทั้งโครงการลงทุนใหม่ โครงการที่ปรับเพิ่มเงินทุน และซื้อหุ้นในธุรกิจเวียดนามรวม 24,090 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+27.3%) โครงการลงทุนจากต่างชาติมีการเบิกจ่ายเงินทุนประมาณ 13,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+8.4%) ซึ่งสูงที่สุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศที่มีเงินทุนจดทะเบียนใหม่มากที่สุด ได้แก่ สิงคโปร์ จีน และสวีเดน ในส่วนเงินทุนจดทะเบียนใหม่และเงินทุนจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้น ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 8 รองจากสิงคโปร์ เกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน และสวีเดน

    • ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 จังหวัดที่มีการลงทุนจากต่างชาติมากที่สุด ได้แก่ Bac Ninh, Ha Noi, Ho Chi Minh, Dong Nai และ Ba Ria – Vung Tau 

    • ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 นักลงทุนต่างชาติลงทุนใน 18 ภาคธุรกิจ โดยภาคการผลิตและแปรรูปมีมูลค่า12,120 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ60.6 รองลงมาคือ ธุรกิจธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจด้านวิชาการ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 

                  การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 จำแนกตามรายประเทศ

                                                                                                                     หน่วย: ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    ลำดับที่

    ประเทศ

    จำนวนโครงการใหม่

    เงินทุน             จดทะเบียนใหม่

    เงินทุนจดทะเบียน

    ที่เพิ่มขึ้น

    1

    สิงคโปร์

    305

    2,840

    1,421.7

    2

    เกาหลีใต้

    241

    279.8

    2,937.6

    3

    จีน

    695

    2,272

    353.2

    4

    ญี่ปุ่น

    158

    865.8

    1,093.1

    5

    ฮ่องกง

    274

    721.2

    452.9

    6

    ไต้หวัน

    104

    735

    367.2

    7

    สวีเดน

    4

    1,000

    20.2

    8

    ไทย

    19

    59.4

    483.7

    9

    หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน

    26

    317.1

    220.1

    10

    หมู่เกาะคาเมย์

    5

    81.5

    338.7

    อื่นๆ

    305

    2,840

    1,421.7

    รวม

    241

    279.8

    2,937.6

                        ที่มา: กรมการลงทุนจากต่างชาติ     

    • ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568  การลงทุนจากประเทศไทยมี 19 โครงการใหม่ ด้วยเงินทุนจดทะเบียน 59.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีการปรับเพิ่มเงินทุน 476.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 9  โดยมี 776 โครงการ ด้วยมูลค่าเงินทุนจดทะเบียนรวม 15,242 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นักลงทุนไทยส่วนใหญ่ลงทุนด้านอุตสาหกรรมการผลิตและการแปรรูป ภาคการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจค้าปลีก เป็นต้น นักลงทุนไทยรายใหญ่ที่ลงทุนในเวียดนาม เช่น SCG Group, CP Vietnam, TCC Group, Central Group, WHA Corporation, Hemaraj, ThaiBev, Amata, B.Grimm Power, Super Energy Corporation, Stark Coporation, Gunkul Engineering, Gulf Energy Development, J.S.T Vietnam เป็นต้น

    2. การค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568

        ในเดือนกรกฎาคม 2568 เวียดนามเกินดุลการค้า 2,289 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมูลค่าการค้า 82,285
    ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.3 จากเดือนก่อน โดยแบ่งออกเป็นมูลค่าการส่งออก 42,287 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  (+7.0%) และการนำเข้า 39,998 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+9.1%) จากเดือนก่อน การส่งออกในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการส่งออกและนำเข้าสินค้ารวมอยู่ที่ 514,700 ล้านเรียญสหรัฐฯ (+16.3%) โดยการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.8 และการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.9 มูลค่าการส่งออกสินค้าในเดือนกรกฎาคม 2568 เพิ่มขึ้น  ร้อยละ 6.9 เมื่อเทียบกับเดือนก่อน

     ตาราง 7 มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของเวียดนามในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568                                                                                                                                         หน่วยล้านเหรียญสหรัฐฯ

    ปี 2567

    (ม.ค -ธ.ค)

    อัตราการเติบโต ปี 2567         

       (%)

    ม.ค  ก.ค   2567

    ม.ค  ก.ค  2568

    อัตราการเติบโต (ม.ค  ก.ค 2568)

       (%)

    มูลค่าการค้าระหว่างประเทศ

     + มูลค่าการส่งออก

     + มูลค่าการนำเข้า

    786,294

    405,531

    380,763

    15.3

    14.3

    16.7

    442,448

    228,543

    213,905

    514,714

    262,462

    252,255

    16.3

    14.8

    17.9

     ที่มา: กรมศุลกากรเวียดนาม

    • ตลาดส่งออกหลักของเวียดนามในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 ได้แก่ สหรัฐอเมริกายังคงเป็นผู้นำเข้าสินค้าเวียดนามรายใหญ่ที่สุดด้วยมูลค่า  85,122 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+27.9%) ตามด้วยจีน มูลค่า 35,022 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+7.8%) เกาหลีใต้ 16,298 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+11.9%) ญี่ปุ่น 15,148 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+10.1%) และฮ่องกง 9,420 (+33.7%) เป็นต้น

    • ตลาดนำเข้าหลักของเวียดนาม ได้แก่ จีน มูลค่า 101,455 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+27.2%) รองมาเป็นเกาหลีใต้  33,663 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+5.4%) ไต้หวัน 18,007 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+45.2%) ญี่ปุ่น 13,774 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+89.2%) และสหรัฐอเมริกา 10,535 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+22.7%) 

    • สินค้าส่งออกสำคัญของเวียดนามในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 ได้แก่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบมีมูลค่า 56,711 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+41.9%) โทรศัพท์และส่วนประกอบมีมูลค่า 32,460 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-0.4%) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 32,198 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+14.6%)  สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มมีมูลค่า 22,588 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+11%) และรองเท้า 14,086 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+9%) 

    • สินค้านำเข้าหลักๆ ได้แก่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบมีมูลค่า   81,784 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+37.2%) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ  33,487 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+24.5%) ผ้าทุกชนิด  8,754 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+3.2%) วัตถุดิบพลาสติก 5,933 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+19.7%) และโทรศัพท์และส่วนประกอบมีมูลค่า 5,877 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+8.2%)

    3. การค้าระหว่างไทย – เวียดนามในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 

            การค้าระหว่างไทย – เวียดนามในเดือนกรกฎาคม 2568 มีมูลค่า 1,798 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น         ร้อยละ 4.7 จากเดือนก่อน โดยแบ่งเป็นมูลค่าการส่งออกไปเวียดนาม 1,137 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+6.7%) และมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากเวียดนาม 668 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (-8.8%) ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 การค้าระหว่าง   ไทย – เวียดนาม มีมูลค่า 12,297 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+8.09%) โดยการส่งออกไปเวียดนามมีมูลค่า 7,457 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+10.5)  และการนำเข้าสินค้าจากเวียดนามมีมูลค่า 4,840 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (+4.6) 

              ตาราง 8 มูลค่าการค้าระหว่างไทย  เวียดนามในช่วง 7 เดือนของปี 2568        

                                                                                                                  หน่วยล้านเหรียญสหรัฐฯ

    ปี 2567

    (ม.ค -ธ.ค)

    อัตราการเติบโต ปี 2567         

       (%)

    ม.ค- ก.ค  2568

    ม.ค- ก.ค  2568

    อัตราการเติบโต (ม.ค- ก.ค 2568)

       (%)

     – มูลค่าการค้า

      มูลค่าการส่งออกไปเวียดนาม

      มูลค่าการนำเข้าจากเวียดนาม

    20,230
    12,447

    7,783

    6.6

    5.6

            8.3

    11,376

    6,749

    4,627

    12,297

    7,457

    4,840

    8.09

    10.5

    4.6

    สินค้าที่เวียดนามนำเข้าจากไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568  เรียงลำดับตามสัดส่วนการนำเข้า ดังนี้

           ตาราง 9 สินค้าหลักที่เวียดนามนำเข้าจากไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568

                                                                                                                  หน่วยล้านเหรียญสหรัฐฯ

    ลำดับที่

    สินค้า

    ปี 2567

    (ม.ค -ธ.ค)

    อัตราการเติบโต         ปี 2567         

    (%)

    ม.ค- ก.ค   2567

    ม.ค- ก.ค  2568

    อัตราการเติบโต (ม.ค- ก.ค 2568)

       (%)

    1

    ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบ

    1,320

    -22.7

    696.1

    982.6

    41.2

    2

    รถยนต์ทุกชนิด

    1,241

    8.4

    628.6

    821.6

    30.7

    3

    เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านและส่วนประกอบ

    643

    -25.0

    561.1

    614.4

    9.5

    4

    เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ

    800

    22.1

    556

    600.3

    8.0

    5

    ส่วนประกอบและชิ้นส่วน    ยานยนต์

    712

    13.4

    360.8

    431.6

    19.6

    6

    วัตถุดิบพลาสติก

    691

    -1.7

    377.9

    392.7

    3.9

    7

    สารเคมี

    382

    6.1

    217.7

    212.8

    -2.3

    8

    ผลิตภัณฑ์สารเคมี

    379

    -6.0

    209.9

    211.3

    0.7

    9

    วัตถุดิบสิ่งทอ เครื่องหนัง

    325

    19.9

    186.1

    194.6

    4.6

    10

    น้ำมันทุกประเภท

    1,014

    11.7

    224

    91.2

    -59.3

     

    อื่นๆ

    4,940

    2,731

    2,904

    6.3

    รวม

    12,447

    5.6

    6,749

    7,457

    10.5

    ที่มากรมศุลกากรเวียดนาม

    image.png

    สินค้าที่เวียดนามส่งออกไปไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568  เรียงลำดับตามสัดส่วนการส่งออก ดังนี้

                    ตาราง 10 สินค้าหลักที่เวียดนามส่งออกไปไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568

                                                                                                                  หน่วยล้านเหรียญสหรัฐฯ

    ลำดับที่

    สินค้า

    ปี 2567

    (ม.ค -ธ.ค)

    อัตราการเติบโต ปี 2567         

       (%)

    ม.ค- ก.ค   2567

    ม.ค- ก.ค  2568

    อัตราการเติบโต (ม.ค- ก.ค 2568)

       (%)

    1

    ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ

    580

    -19.0

    422.7

    875.1

    107

    2

    เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ

    1,047

    13.2

    568.9

    607.3

    6.7

    3

    โทรศัพท์และส่วนประกอบ

    785

    -23.0

    567.7

    456.2

    -19.6

    4

    ยานยนต์และชิ้นส่วน

    688

    -7.5

    345.1

    375.0

    8.7

    5

    น้ำมันดิบ

    886

    48.4

    526.0

    296.0

    -43.7

    6

    กาแฟ

    170

    51.7

    107.3

    191.8

    78.8

    7

    สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

    278

    120.6

    165.4

    170.4

    3.0

    8

    สัตว์น้ำสด แช่แข็ง แช่เย็น 

    แปรรูป และ กึ่งแปรรูป

    377

    117.9

    128.5

    167.3

    30.2

    9

    เหล็ก เหล็กกล้า

    289

    24.0

    90.1

    151.0

    67.6

    10

    ผลิตภัณฑ์สารเคมี

    259

    -0.4

    245

    76.4

    -68.8

     

    อื่นๆ

    2,445

    1,705

    1,474

    รวม

    7,783

    8.3

    4,627

    4,840

    4.6

    ที่มากรมศุลกากรเวียดนาม

    4ความเห็น สคต.         

              แนวโน้มเศรษฐกิจเวียดนามในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนหลายประการ      เช่น ความเสี่ยงจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของเวียดนาม ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จะเป็นช่วงเวลาของการใช้อัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ อัตราภาษีร้อยละ 20 ที่ใช้กับเวียดนามจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ สิงหาคม 2568 พร้อมกับประเทศอื่นๆ      อย่างไรก็ตาม สำหรับสินค้าที่บรรทุกขึ้นเรือแล้ว กำลังอยู่ระหว่างการขนส่งและผ่านพิธีการก่อนวันที่ ตุลาคม 2568 ยังคงใช้อัตราภาษีเดิมตามคำสั่งที่ 14257 ของสหรัฐฯ อัตราภาษีร้อยละ 20 สำหรับสินค้าเวียดนามสูงกว่าบางประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะลดขีดความสามารถในการแข่งขันและผลกำไรของการส่งออกจากเวียดนามไปยังตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญๆ เช่น ไม้ สิ่งทอ เหล็กและเหล็กกล้า ผลิตภัณฑ์โลหะ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ และเครื่องจักรและอุปกรณ์  เป็นต้น (จากปัจจุบันภาษีเพียงร้อยละ 10)

              แนวโน้มการส่งออกและนำเข้าระหว่างไทยและเวียดนามในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 ยังคงเติบโตเป็นบวกจากปัจจัยสนับสนุนต่างๆ เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนาม การนำเข้าส่งออกสินค้า การเบิกจ่ายเงินลงทุนภาครัฐ การลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงการบริโภคในประเทศที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เศรษฐกิจเวียดนามยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนหลายประการ เช่น ความเสี่ยงจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ และแนวโน้มการบริโภคที่ลดลงในตลาดสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของเวียดนาม ซึ่งอาจทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตเพื่อส่งออกของเวียดนามลดลง รวมทั้งผู้ประกอบการเวียดนามอาจส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าในตลาดในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มการแข่งขันกับสินค้าของไทยด้วย   

                                                                                                     สิงหาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ybyuqh3mimrhgti1txym4o3h&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uidvkUMz-xkst49QRBlop

  • ‘ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล’ ปรับแผนลงทุน เคปแอนด์แคนทารี รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    ‘ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล’ ปรับแผนลงทุน เคปแอนด์แคนทารี รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    จีนหายไม่กระทบ แต่อุตสาหกรรมหดกระทบบุ๊กกิ้ง

    ภาพรวมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ชลอตัว แต่ด้วยความที่โรงแรมในกลุ่มของเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ ไม่ได้พึ่งพานักท่องเที่ยวจากจีนมากนัก ทำให้ภาพรวมของโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ หัวหิน ยังสามารถเติบโตได้ดีในแง่ของการเติบโตของรายได้

    ส่วนโรงแรมที่อยู่ในโลเกชั่นในเมืองที่มีนิคมอุตสาหกรรม ก็ได้รับผลกระทบบ้าง เนื่องจากมีโรงงานบางส่วนปิดตัวลง และโรงงานอีกบางส่วนลดกำลังการผลิต ทำให้ลูกค้าในกลุ่มผู้บริหารที่มาพักโรงแรมเพื่อธุรกิจลดลง

    “เคปแอนด์แคนทารี มีลูกค้าหลักใน 2 ตลาด คือ 1.ตลาดเลเชอร์ เราไม่ได้พึ่งตลาดจีนมาก จีนชลอตัวก็ไม่กระทบมาก แต่ยอมรับช่วงโลว์ซีซันนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติชลอตัวกว่าโลว์ซีซันปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้แย่ เพราะปีที่แล้วนักท่องเที่ยวเติบโตมาก ส่วนไฮซีซันที่จะถึงนี้ ถือว่าดีกว่าไฮซีซันปีที่ผ่านมา โรงแรมในเมืองท่องเที่ยว ตอนนี้ยอดบุ๊กกิ้งล่วงหน้าของเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมของโรงแรมที่อยู่ในเมืองท่องเที่ยวของเราเกือบเต็มหมดแล้ว 2.ลูกค้าที่มาจากกลุ่มอุตสาหกรรม ก็จะมีผลกระทบจากการไม่มีไลน์การผลิตใหม่ ไม่มีการปรับปรุงโรงงาน ซึ่งเกี่ยวกับธนาคารไม่ปล่อยกู้ โรงแรมก็จะไม่ได้ลูกค้ากลุ่มนี้ที่เข้ามาตรวจโรงงาน ทำให้ลดลงไป เราก็ต้องหันไปพึ่งตลาดสัมมนา กรุ๊ปท่องเที่ยวของบริษัทต่างๆในไทยเข้ามาทดแทน”

    ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล

    โดยประเมินว่าตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มโรงงานจะหายไปราว 20 % ซึ่งชลอไปก่อนจะเกิดกรณีที่มีการเจรจาภาษีทรัมป์ หลักๆเกิดจากเศรษฐกิจในประเทศที่ไม่ค่อยดี เงินบาทแข็งค่า ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นเมืองที่แพงขึ้น ตามมาด้วยความไม่เชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีน ด้านความปลอดภัยในไทย

    ส่วนผลกระทบจากภาษีทรัมป์ที่จะตามมา จะยิ่งกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงอาจจะมีกรณีนักลงทุนดึงเงินออกจากตลาดหลักทรัพย์ ท้ายสุดก็จะมีผลด้านจิตวิทยา คนก็จะลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง ก็จะลดการเดินทางท่องเที่ยวลงก่อน ก็จะส่งผลต่อการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ

    เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์

    แต่เราก็หวังว่า โครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง 2568” จะแก้ปัญหาต่างๆได้รวดเร็ว เพื่อทำให้โรงแรมต่างๆที่เข้าร่วมโครงการ มีบุ๊กกิ้งเข้ามากระตุ้นการท่องเที่ยวโดยเฉพาะในเดือนกรกฏาคมถึงกันยายนนี้ ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซันนี้ เพราะไฮซีซันนี้โรงแรมก็มีลูกค้าจองเข้ามาอยู่แล้ว

    สำหรับโรงแรมในเครือเคปแอนด์แคนทารีขณะนี้โรงแรมที่ได้รับการตอบรับที่ดีมาก คือ โรงแรมเคปฟาน เกาะสมุย รายได้ปีนี้เติบโตเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 20% ซึ่งเป็นเพราะกระแสการถ่ายทำซีรีส์ The White Lotus Season 3 ขณะที่ภูเก็ตรายได้น่าจะเท่ากับปีที่แล้ว เชียงใหม่ หัวหินก็ดีอยู่

    'ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล' ปรับแผนลงทุน เคปแอนด์แคนทารี รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    ชลอแผนลงทุนสร้างโรงแรมใหม่ ใน 3 โลเคชั่น

    อย่างไรก็ตามแม้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ชลอตัวทั้งในไทยและทั่วโลก อาจจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมบ้าง แต่ก็ไม่ได้กระทบมากเหมือนตอนช่วงที่เกิดโควิด-19 ก็ตาม

    แต่ทางเคปแอนด์แคนทารี ก็ต้องมีแผนในการรับมือ โดยเราต้องเก็บเงินไว้ก่อน ทำให้ตัดสินใจชะลอการลงทุนโครงการโรงแรม บนพื้นที่ 25 ไร่ ติดกับห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา จ.ชลบุรี (มูลค่าราว 2,000 ล้านบาท) ออกไป

    รวมถึงแผนที่จะสร้างโรงแรมในจังหวัดอุดรธานี และขอนแก่น ที่ทางบริษัทมีแลนด์แบงก์อยู่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา ก็ต้องรอจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม ซึ่งการที่เรามองขยายโรงแรมเพิ่มในอีสาน เนื่องจากภาคอีสานเป็นตลาดที่มีศักยภาพ และเรามีโรงแรมในโซนนี้ที่นครราชสีมาเท่านั้น

    'ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล' ปรับแผนลงทุน เคปแอนด์แคนทารี รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    “เราเป็นบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ผู้ถือหุ้น ธุรกิจโรงแรมเป็นของเราเอง ไม่มีใครมากดดันต้องขยายโรงแรมให้โต เราจึงตัดสินใจเองได้ ถ้าเศรษฐกิจยังไม่ดีก็ไม่ต้องรีบก็ได้ เพราะเรามีพนักงานกว่า 2-3 พันคนที่ต้องให้เขาอยู่รอดไปกับเรา และแม้การแข่งขันในธุรกิจโรงแรมจะมีสูง แต่เราเชื่อมั่นคุณภาพและการบริการ รวมถึงโปรดักซ์ที่ดี โดยไม่ต้องลงไปลดราคาแข่งกัน แต่เราเน้นบริการทำให้ลูกค้ามีความประทับใจ เช่นดูเรื่องการอัพเกรดห้องพักให้ลูกค้า การกระตุ้นการขายด้านอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อเพิ่มรายได้ต่อหัว”

    อีกทั้งเคปแอนด์แคนทารี ยังเน้นเพิ่มเติมในเรื่องของประสบการณ์ท้องถิ่น โดยทำงานใกล้ชิดกับชุมชนในพื้นที่ เนื่องจากเทรนด์การท่องเที่ยวยุคใหม่ นักท่องเที่ยวไม่ได้แค่ต้องการมาพักและใช้บริการโรงแรมอย่างเดียว แต่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่น อย่างโรงแรมที่เกาะยาว ในบุฟเฟ่ต์อาหารเช้า เราก็อุดหนุนขนมพื้นถิ่นของชาวบ้าน การส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชน เป็นต้น”

    'ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล' ปรับแผนลงทุน เคปแอนด์แคนทารี รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    อย่างไรก็ดีแม้เคปแอนด์แคนทารีจะหยุดการลงทุนสร้างโรงแรมใหม่ชั่วคราวในขณะนี้ แต่บริษัทก็ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาและรีโนเวตโรงแรมต่างๆในเครือที่เปิดให้บริการอยู่แล้วในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกสอดรับกับดีมานด์ของตลาด และสามารถสร้างรายได้และกำไรได้ตามเป้าหมาย

    อาทิ โรงแรมเคปพันวา ภูเก็ต อยู่ระหว่างการพัฒนาพูลวิลล่าใหม่ในเดือนตุลาคมนี้ รีโนเวตห้องอาหารโรงแรมแคนทารี เชียงใหม่ เช่นเดียวกับเคป นิทรา หัวหิน ที่เพิ่งรีโนเวต และรีโนเวท โรงแรมแคนทารี รามคำแหง (รามคำแหง 42) เป็นต้น

    'ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล' ปรับแผนลงทุน เคปแอนด์แคนทารี รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    เปิดตัว Cape & Kantary Card รอยัลตี้โปรแกรม

    นอกจากนี้ล่าสุดเคปแอนด์แคนทารี ได้จัดทำโครงการ รอยัลตี้โปรแกรม “Cape & Kantary Card” เป็นครั้งแรก เพื่อสร้างแบรนด์ดิ้ง และตอบแทนและคืนกำไรให้กับลูกค้า และกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงแรมกับลูกค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อมอบสิทธิประโยชน์และเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถสะสมคะแนนจากการเข้าพักในโรงแรมทั้ง 23 แห่งในเครือ พร้อมแลกคะแนนสะสมเป็นห้องพักได้ฟรี

    โดยทุกการใช้จ่าย 1,000 บาทต่อค่าห้องพักต่อวัน สมาชิกจะได้รับ 1 คะแนนสะสม เมื่อสะสมคะแนนครบ 20 คะแนนขึ้นไป สามารถแลกห้องพักโรงแรมในเครือได้ฟรี 1 ห้อง (1 คืน) พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน (จำนวนคะแนนแลกห้องพักขึ้นอยู่กับโลเกชั่น ช่วงเวลา และโปรโมชั่น) และรับคะแนนสะสม 2 เท่าเมื่อเช็กอินในเดือนเกิด (1 ครั้งในเดือนเกิด) รวมถึงส่วนลดสำหรับบริการต่าง ๆ ได้แก่ ส่วนลด 20% สำหรับบริการซักรีด และส่วนลด 15% สำหรับบริการสปา ณ เคปสปา

    'ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล' ปรับแผนลงทุน เคปแอนด์แคนทารี รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    ทั้งบริษัทยังมอบโปรโมชั่นพิเศษสำหรับสมาชิกใหม่ รับคะแนนสะสม 2 เท่าเมื่อสมัครสมาชิกและเข้าพักตั้งแต่วันนี้-30 พฤศจิกายน 2568 (สำหรับการเข้าพักครั้งแรกเท่านั้น) โดยสามารถสมัครฟรี

    “เราตั้งเป้าสมาชิก Cape & Kantary Card จำนวน 6,000 คนในปีแรก ทั้งนักท่องเที่ยวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งก่อนจะเปิดรับสมัครสมาชิกในวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เราได้เริ่มทดลองนำ 3 โรงแรมมาลองดำเนินการทดลองระบบก่อน พบว่าได้รับการตอบรับดีมากมีนักท่องเที่ยวสมัครแล้วกว่า 1,000 คน โดยลูกค้าของโรงแรมส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มมาซ้ำ” ธีรวัลคุ์ กล่าว

    ทั้งหมดล้วนเป็นทิศทางการดำเนินธุรกิจของเคปแอนด์แคนทารี ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจไทยและโลกที่เกิดขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/637137&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qdN7OUnK3x0J2u6s4Hp98

  • ‘มอเตอร์เวย์ M81’ วิ่งฟรี 13 วัน เริ่ม 29 ส.ค.นี้

    ‘มอเตอร์เวย์ M81’ วิ่งฟรี 13 วัน เริ่ม 29 ส.ค.นี้

    กรมทางหลวง เปิดทดลองให้บริการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี (มอเตอร์เวย์ M81) ระยะทาง 96 กิโลเมตรตลอดสาย โดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 15.00 น. ไปจนถึง วันพุธที่ 10 กันยายน 2568 เวลา 09.00 น. รวมทั้งสิ้น 13 วัน เพื่ออำนวยความสะดวกการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 51 ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 9 กันยายน 2568 ณ สนามกีฬากลางจังหวัดกาญจนบุรี (สนามกลีบบัว)

    สำหรับด่านที่เปิดให้บริการมีจำนวนทั้งสิ้น 7 ด่าน ได้แก่ ด่านบางใหญ่, ด่านนครชัยศรี, ด่านนครปฐมฝั่งตะวันออก, ด่านนครปฐมฝั่งตะวันตก, ด่านท่ามะกา, ด่านท่าม่วง และด่านกาญจนบุรี ยกเว้นด่านศีรษะทอง ทั้งนี้ เปิดทดลองให้บริการจำกัดเฉพาะรถยนต์ 4 ล้อ และกำหนดความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยในการใช้เส้นทาง

    การเปิดทดลองให้บริการมอเตอร์เวย์ M81 ในครั้งนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้เดินทางเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 51 ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติที่สร้างความภาคภูมิใจแก่คนไทย

    นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจ การขนส่งและโลจิสติกส์ และการท่องเที่ยวในจังหวัดนนทบุรี นครปฐม ราชบุรี และกาญจนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภาคตะวันตก อีกทั้งยังเป็นทางเลือกในการเดินทางสู่ภาคใต้ สอดคล้องกับนโยบายคมนาคมเพื่อโอกาสประเทศไทย ที่มุ่งเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่มีมาตรฐาน สร้างโอกาสและการเข้าถึงให้กับประชาชนในทุกมิติ รวมถึงเพื่อบรรเทาความหนาแน่นของการจราจรบนเส้นทางหลัก โดยเฉพาะบริเวณถนนกาญจนาภิเษกและถนนเพชรเกษม มอเตอร์เวย์ M81 จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญของการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยสำหรับประชาชนผู้ใช้ทาง

    ทั้งนี้  ขอความร่วมมือผู้ใช้ทางโปรดศึกษาข้อมูลการเดินทาง ตรวจสอบสภาพรถยนต์ให้พร้อมใช้งาน และปฏิบัติตามกฎจราจร ป้ายเตือน ป้ายแนะนำ และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดตลอดการเดินทาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-motorway-free-road&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00IgJ1V-t0wjKqM3MxV7uO

  • นักธุรกิจ จับตาผลคดีคลิปเสียงฮุน เซน ออกหน้าไหนก็กระทบเศรษฐกิจ

    นักธุรกิจ จับตาผลคดีคลิปเสียงฮุน เซน ออกหน้าไหนก็กระทบเศรษฐกิจ

    นักธุรกิจ จับตาผลคดีคลิปเสียงฮุน เซน ออกหน้าไหนก็กระทบเศรษฐกิจ

    สถานการณ์การเมืองไทยในช่วงนี้ ยังคงอยู่ในความสนใจของประชาชนและนักลงทุน หลังนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม ได้ยื่นคำแถลงปิดคดีคลิปเสียงการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีกำหนดอ่านคำวินัจฉัยในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคมนี้

    ความเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้ไม่ได้สร้างความตื่นตัวเพียงด้านกฎหมายเท่านั้น แต่ยังสะท้อนผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการวางแผนธุรกิจของผู้ประกอบการไทยทั้งรายใหญ่และรายเล็ก

    ในมุมของธุรกิจ ผู้ประกอบการหลายรายต้องจับตาดูว่าการลาออก การรอดคดี หรือการถูกพักการเล่นการเมืองของนายกรัฐมนตรี จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อสภาพเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทย

    นายพีรวัส เจนตระกูลโรจน์ ทายาทรุ่นที่ 2 บริษัท ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด จำกัด หรือแบรนด์ ‘ศรีฟ้า’ เบเกอรี่กาญจน์ หนึ่งในภาคธุรกิจเอกชน ที่สะท้อนมุมมองต่อสถานการณ์การเมืองของไทย เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า หากนายกรัฐมนตรีชิงลาออกก่อนที่ศาลจะตัดสิน แม้เหตุการณ์ทางการเมืองจะมีความสำคัญ แต่สำหรับธุรกิจของเราโดยตรงนั้นแทบไม่ส่งผลกระทบใด ๆ เนื่องจากเป็นธุรกิจขนาดกลาง-ขนาดเล็ก ที่เน้นทำตลาดกับผู้บริโภคโดยตรง ราคาสินค้าเข้าถึงง่ายและไม่ต้องพึ่งนโยบายรัฐหรือใช้อำนาจทางราชการในการดำเนินธุรกิจ

    อย่างไรก็ตาม ในมุมของเศรษฐกิจโดยรวม การลาออกของนายกรัฐมนตรีก่อนศาลตัดสินอาจส่งผลต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของประเทศ ทำให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติลดลง เพราะนักลงทุนมักจับตาสถานการณ์ทางการเมืองเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน

    นายพีรวัส เจนตระกูลโรจน์

    ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีรอดคดี แม้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจของเรา แต่การรอดคดีจะช่วยให้ความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องของนโยบายรัฐยังไม่เกิดการสะดุด ส่งผลให้การวางแผนลงทุนของนักลงทุนต่างชาติสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นใจ

    ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีถูกลงโทษและต้องพักการเล่นการเมือง ความเสถียรของการเมืองจะลดลงอย่างชัดเจน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนของต่างชาติ นักลงทุนอาจชะลอหรือย้ายการลงทุนไปประเทศที่มีความมั่นคงทางการเมืองมากกว่า ขณะเดียวกันภาคธุรกิจที่พึ่งพานโยบายรัฐหรือการสนับสนุนจากหน่วยงานราชการก็จะได้รับผลกระทบโดยตรงมากขึ้น

    นายพีรวัสกล่าวต่อว่า การเมืองไม่เสถียรภาพเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 20 ปี และส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนโดยตรง แม้ผลกระทบนี้อาจไม่ชัดเจนกับธุรกิจที่ทำตลาดตรงกับผู้บริโภคโดยไม่ต้องพึ่งนโยบายรัฐ แต่ธุรกิจที่ต้องพึ่งพารัฐบาลหรือสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติ ย่อมได้รับผลกระทบมากกว่า

    การเมืองที่ไม่มั่นคงยังทำให้การขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ไม่ต่อเนื่อง ส่งผลให้โครงการสนับสนุนการลงทุนหรือสิทธิประโยชน์สำหรับนักลงทุนต่างชาติไม่สามารถดำเนินการต่อเนื่องได้ นักลงทุนจึงอาจมองหาประเทศอื่นที่มีเสถียรภาพมากกว่า

    ในด้านการปรับตัวของผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองใด ผู้ประกอบการขนาดกลาง-ขนาดเล็กยังต้องปรับตัวอยู่เสมอ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ธุรกิจเล็กหรือใหญ่ควรไม่ยึดติดกับปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพร้อมพัฒนา ปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับความไม่แน่นอนทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง

    ดังนั้น เหตุการณ์ทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นการลาออก การรอดคดี หรือการถูกพักเล่นการเมืองของนายกรัฐมนตรี จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมและความเชื่อมั่นนักลงทุนอย่างชัดเจน แต่สำหรับธุรกิจที่ทำตลาดตรงกับผู้บริโภคโดยไม่ต้องพึ่งนโยบายรัฐ ผลกระทบอาจน้อยมาก

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติยังให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องและเสถียรภาพของนโยบายรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน ขณะที่ผู้ประกอบการทุกระดับควรเตรียมพร้อมปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/637054&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZEitvvLaJ_k02R1BMatFF

  • รายงานวิกฤตการณ์อาหารโลกปี 2568 มีประชากรกว่า 295 ล้านคน เผชิญ ‘ความหิวโหยขั้นรุนแรง’ จากเหตุความขัดแย้ง เศรษฐกิจถดถอย และการพลัดถิ่น | SDG Move

    รายงานวิกฤตการณ์อาหารโลกปี 2568 มีประชากรกว่า 295 ล้านคน เผชิญ ‘ความหิวโหยขั้นรุนแรง’ จากเหตุความขัดแย้ง เศรษฐกิจถดถอย และการพลัดถิ่น | SDG Move

    Skip to content

    รายงานวิกฤตการณ์อาหารโลก ฉบับปี 2568 (Global Report on Food Crises :GRFC 2025) เปิดเผยว่าในปี 2567 มีประชากรกว่า 295.3 ล้านคน หรือคิดเป็น 22.6% ใน 53 ประเทศและดินแดนเผชิญกับความหิวโหยขั้นรุนแรง โดยตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบ 14 ล้านคนเมื่อเทียบกับปี 2566 ซึ่งสาเหตุหลักเป็นผลมาจากความขัดแย้ง ผลกระทบทางเศรษฐกิจ เหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว และการพลัดถิ่น ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงในหลายภูมิภาคทั่วโลก

    รายงานประจำปีของ Global Network Against Food Crises จัดทำ โดยองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) โครงการอาหารโลก (World Food Program: WFP) และสหภาพยุโรป ได้วิเคราะห์ว่าในปี 2567 ความไม่มั่นคงทางอาหารและภาวะทุพโภชนาการ (Malnutrition) ในเด็กเพิ่มสูงขึ้นเป็นปีที่หกติดต่อกัน และใน 26 ประเทศและดินแดนที่เผชิญวิกฤตโภชนาการ มีเด็กอายุ 6–59 เดือน ประมาณ 37.7 ล้านคน ประสบภาวะทุพโภชนาการอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในซูดาน เยเมน มาลี และฉนวนกาซา เป็นพื้นที่ที่มีวิกฤตโภชนาการรุนแรงที่สุด 

    นอกจากนี้ ยังพบว่ามีจำนวนผู้ที่เผชิญความหิวโหยจากการพลัดถิ่นเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยมีประชากรเกือบ 95.8 ล้านคนในปี 2567 ที่ถูกบังคับให้พลัดถิ่น ทั้งผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (IDPs) ผู้ขอลี้ภัย และผู้ลี้ภัย ต้องอาศัยอยู่ในประเทศที่เผชิญวิกฤตอาหาร เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โคลอมเบีย ซูดาน และซีเรีย จากจำนวนประชากรทั่วโลกที่ถูกบังคับให้พลัดถิ่น ทั้งหมด 128 ล้านคน

    ภาพจาก : fsinplatform.org

    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์อาหารโลก ได้แก่

    • ปัญหาความขัดแย้ง ยังคงเป็นเป็นสาเหตุหลักที่ผลักดันให้ผผู้คน 140 ล้านคน ใน 20 ประเทศและดินแดน เผชิญกับความไม่มั่นคงทางอาหาร โดยมีการยืนยันว่าเกิดความหิวโหยรุนแรงในซูดาน ขณะที่พื้นที่เสี่ยงอื่น ๆ ที่ประชากรประสบความหิวโหยขั้นวิกฤต ได้แก่ ฉนวนกาซา ซูดานใต้ เฮติ และมาลี
    • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ หรือภาวะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง (economic shocks) เช่น ภาวะเงินเฟ้อและค่าเงินลดค่า เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความหิวโหยใน 15 ประเทศ ส่งผลกระทบต่อผู้คนกว่า 59.4 ล้านคน ซึ่งยังสูงเกือบสองเท่าของระดับก่อนโควิด-19 แม้ว่าจะมีจำนวนประชากรลดลงเล็กน้อยจากปี 2566 พื้นที่ที่ประสบวิกฤตอาหารรุนแรงและยาวนานที่สุดหลายแห่ง ส่วนใหญ่เกิดจากช็อกทางเศรษฐกิจ ได้แก่ อัฟกานิสถาน ซูดานใต้ ซีเรีย และเยเมน
    • เหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว โดยเฉพาะภัยแล้งและน้ำท่วมที่เกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้ 18 ประเทศ ต้องเผชิญวิกฤตอาหารส่งผลกระทบให้ประชากรมากกว่า 96 ล้านคน โดยเฉพาะใน แอฟริกาใต้ เอเชียใต้ และบริเวณแอฟริกาตะวันออก (Horn of Africa)

    ความไม่มั่นคงด้านอาหารขั้นรุนแรงและภาวะทุพโภชนาการทั่วโลกอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่เงินทุนและแรงสนับสนุนทางการเมืองกำลังลดลง การหยุดยั้งวงจรความหิวโหยและภาวะทุพโภชนาการจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วน โดยต้องมุ่งเน้นการดำเนินงานที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล มุ่งเน้นผลลัพธ์ รวมทรัพยากรที่มีอยู่ ขยายผลโครงการที่ได้ผลจริง และให้ความสำคัญกับความต้องการและเสียงของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

    ● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
    รายงานวิกฤตการณ์อาหารโลกปี 2567 เผยโลกเผชิญกับ ‘ความไม่มั่นคงทางอาหาร’ เหตุจากความขัดแย้ง – สภาพอากาศสุดขั้ว – เศรษฐกิจย่ำแย่
    – วิกฤตราคาอาหารพุ่งในศรีลังกา สู่ความโกรธาจากใจประชาชน 
     เมื่อความหิวโหยจุดชนวนเหตุขัดแย้ง: Timeline ความล่มสลายทางเศรษฐกิจของประเทศศรีลังกา 
    – World Economic Forum เผยเหตุการณ์ ‘สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว’ ติดอันดับหนึ่ง ความเสี่ยงโลกในทศวรรษหน้า 
    – วิกฤติทางการเมืองในเมียนมาทำให้ประชากรอีก 3.4 ล้านคนต้องเผชิญกับ ‘ความหิวโหย’ 
    – การปฏิรูประบบอาหารให้เป็นการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน หัวใจที่ UN Food Systems Summit เรียกร้องให้ลงมือทำ 
    – SDG Updates | โลกไม่อาจยุติความหิวโหยได้ หากไม่สามารถยุติความขัดแย้ง และสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น

    ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
    #SDG1 ขจัดความยากจน
    – (1.5) ภายในปี 2573 สร้างภูมิต้านทานให้แก่คนยากจนและคนที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางและลดการเผชิญหน้าและความเสี่ยงต่อเหตุการณ์รุนแรง/ภัยพิบัติอันเนื่องมาจากภูมิอากาศ เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม
    #SDG2 ขจัดความหิวโหย
    – (2.1) ยุติความหิวโหยและสร้างหลักประกันให้ทุกคนโดยเฉพาะคนที่ยากจนและอยู่ในภาวะเปราะบาง อันรวมถึงทารก ได้เข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย มีอาหารตามหลักโภชนาการ และมีอาหารเพียงพอตลอดทั้งปี ภายในปี 2573
    – (2.4) ทำให้เกิดความมั่นใจในระบบการผลิตอาหารและการปฏิบัติด้านการเกษตรที่ยืดหยุ่น เพื่อเพิ่มผลิตภาพผลผลิตและผลผลิตที่จะช่วยรักษาระบบนิเวศน์ที่จะเพิ่มความเข้มแข็งในศักยภาพในการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศ ภูมิอากาศที่เลวร้าย, ความแห้งแล้ง, น้ำท่วม และความเสียหาย และเพื่อปรับปรุงคุณภาพดินและที่ดินอย่างก้าวกระโดด ภายในปี 2573
    #SDG10 ลดความเหลื่อมล้ำ
    – (10.7) อำนวยความสะดวกในการโยกย้ายถิ่นฐานและเคลื่อนย้ายของคนให้เป็นระเบียบ ปลอดภัย ปกติ และมีความรับผิดชอบ รวมถึงให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบายด้านการอพยพที่มีการวางแผนและการจัดการที่ดี
    #SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    – (13.1) เสริมภูมิต้านทานและขีดความสามารถในการปรับตัวต่ออันตรายและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศในทุกประเทศ
    – (13.2) บูรณาการมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการวางแผนระดับชาติ
    – (13.b) ส่งเสริมกลไกที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการวางแผนและการบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิผลในประเทศพัฒนาน้อยที่สุด และให้ความสำคัญต่อผู้หญิง เยาวชน และชุมชนท้องถิ่นและชายขอบ
    #SDG16 ความสงบสุข ยุติธรรม และสถาบันเข้มแข็ง
    – (16.1) ลดความรุนแรงทุกรูปแบบและอัตราการตายที่เกี่ยวข้องในทุกแห่งให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
    – (16.7) สร้างหลักประกันว่าจะมีกระบวนการตัดสินใจที่มีความรับผิดชอบ ครอบคลุม มีส่วนร่วม และมีความเป็นตัวแทนที่ดี ในทุกระดับการตัดสินใจ

    แหล่งที่มา:  Acute food insecurity and malnutrition rise for sixth consecutive year in world’s most fragile regions (FAO)

    • Praewpan Sirilurt

      Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

    จำนวนครั้งที่เข้าชม: 105

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sdgmove.com/2025/08/26/global-report-on-food-crises-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sv7yZqp_Y4tB3Ta8FTjcf

  • “พงศ์กวิน” เผยหอการค้าไทยฯ พร้อมหนุน นโยบายรัฐนำเข้าแรงงาน หลังนำเรื่องแรงงานศรีลังกา เข้า ครม. หนุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

    “พงศ์กวิน” เผยหอการค้าไทยฯ พร้อมหนุน นโยบายรัฐนำเข้าแรงงาน หลังนำเรื่องแรงงานศรีลังกา เข้า ครม. หนุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

    “พงศ์กวิน” เผยหอการค้าไทยฯ พร้อมหนุน นโยบายรัฐนำเข้าแรงงาน หลังนำเรื่องแรงงานศรีลังกา เข้า ครม. หนุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

    นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีที่มีบางฝ่าย มีข้อกังวลถึง นโยบายการนำเข้าแรงงานศรีลังกา ทดแทนแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยแนะนำให้ดึงแรงงานไทยมาทำงานทดแทนว่า การนำเข้าแรงงานชาติอื่นๆ เพิ่มเติม เป็นการกระจายความเสี่ยง และเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาวะเร่งด่วนเนื่องจากหลายภาคส่วนประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง ซึ่งตนจะเร่งรัดการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในสัปดาห์นี้ เพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดหายไป และตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างทันเวลา

    ในส่วนของการดึงแรงงานไทยที่มีทักษะ เข้ามาทำงานทดแทนเร่งด่วนนั้น กรมการจัดหางาน ได้มีมาตรการรองรับโดยใช้แรงงานไทยทดแทน เช่น ทหารกองประจำการ ผู้ต้องโทษชั้นดีที่ใกล้พ้นโทษ และเยาวชนในสถานพินิจ ซึ่งสามารถนำมาเสริมแรงงานในภาคการผลิตและการเกษตร รวมถึงเปิดจดทะเบียนแรงงานผิดกฎหมาย ที่ปัจจุบันยังทำงานอยู่ในไทย เพื่อปรับเข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง ลดปัญหาแรงงานเถื่อน และเพิ่มแรงงานในตลาดอย่างเร่งด่วน ด้วย

    ขณะที่ด้านฝ่ายบริหารหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผยต่อว่า ทางหน่วยงานพร้อมให้การสนับสนุนรัฐบาล ให้กระทรวงแรงงาน ดำเนินการนำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยทางฝ่ายเห็นถึงปัญหาในกรณีที่แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ ซึ่งแรงงานเหล่านี้จะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเต็มเติมความต้องการแรงงานให้ประเทศสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้ หากไม่มีการแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที อาจส่งผลกระทบต่อการเกษตร การผลิต การบริการ และการจ้างงานโดยรวมของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/951560&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30GBDRIQTOKRxX5wsguKBG