Category: เศรษฐกิจ

  • เสียงเรียกร้องภาคธุรกิจเร่งตั้งนายกฯ ใหม่ ชี้ชะตาอนาคตเศรษฐกิจไทย

    เสียงเรียกร้องภาคธุรกิจเร่งตั้งนายกฯ ใหม่ ชี้ชะตาอนาคตเศรษฐกิจไทย

    เศรษฐกิจ

    เสียงเรียกร้องภาคธุรกิจเร่งตั้งนายกฯ ใหม่ ชี้ชะตาอนาคตเศรษฐกิจไทย

    30 ส.ค. 2025 เวลา 7:00 น.

    เสียงเรียกร้องภาคธุรกิจเร่งตั้งนายกฯ ใหม่ ชี้ชะตาอนาคตเศรษฐกิจไทย

    “ภาคธุรกิจ” ประสานเสียงเรียกร้องฝ่ายการเมืองเร่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หวั่นสถานการณ์สุญญากาศการเมือง ย้ำโจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    ศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2568 เรื่องพิจารณาที่ 18/2568 คดีกล่าวหาความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ จากกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

    ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี คือ 1 ก.ค.2568 เนื่องจากผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง

    คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นที่จับตามองของนักธุรกิจทั้งไทยและนักธุรกิจต่างชาติ โดยหลายฝ่ายมองว่ามีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ รวมทั้งทำให้ภาคธุรกิจบางส่วน Wait & see 

    ทันทีที่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาได้มีการชิงจังหวะจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคเพื่อไทยแข่งกับพรรคภูมิใจไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตามองการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด โดยหากการเมืองยังไร้เสถียรภาพต่อไปจะทำให้ความเชื่อมั่นสั่นคลอนหนักขึ้น ซึ่งจะทำให้นักลงทุนลังเล รวมถึงการท่องเที่ยวจะชะลอตัวและทุกอย่างจะกระเทือนเป็นลูกโซ่

    “วันนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเรากำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว” นายพจน์ กล่าว

    ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือ ฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีผู้นำที่สานต่อการทำงานได้เร็ว โดยการเมืองต้องนิ่งมีเสถียรภาพ ซึ่งภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์มคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ดีและได้บุคลากรที่มีฝีมือและเป็นที่ยอมรับเข้าบริหารประเทศ

    นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า

    ภาคธุรกิจกังวลการขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักรอรัฐบาลชุดใหม่ รวมถึงข้อตกลงระหว่างรัฐบาลที่ตกลงกับต่างประเทศต้องหยุดทั้งหมดไม่สามารถเดินต่อไป ส่วนดีลภาษีสหรัฐน่าจะเดินต่อไปได้เพียงแต่ต้องรอ ครม.ชุดใหม่มาสานต่อ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า

    หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้าจะกระทบการดำเนินนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ 

    ดังนั้น ในช่วงเวลาที่เสถียรภาพทางการเมืองยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนและประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนสำหรับ SMEs รวมทั้งทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อวางแผนการดำเนินงานในระยะกลางและระยะยาว

    ในขณะที่นักธุรกิจต่างประเทศยืนยันถึงความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในไทย โดยเฉพาะนักธุรกิจญี่ปุ่นที่มียอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เป็นอันดับ 1 มานานก่อนที่ในช่วงหลังจะมีจีนเข้ามาเป็นอันดับ 1 ในบางปี

    นายอิชิโระ อาเบะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) สำนักงานกรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”

    ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย 2 วัน ว่า ไม่ว่าการตัดสินใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ 29 ส.ค.2568 อาจกระทบกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลทำให้ล่าช้าหรือเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่เมื่อมองระยะยาวแล้วนักลงทุนจะปรับตัวให้เข้าการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลได้

    “สถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบันไม่กระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่น เพราะไทยแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างมากต่อนโยบายการส่งเสริม FDI เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมือง รัฐบาลไทยยังให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่อง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1196515&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HDIf0-PPEzT9cYXWPqOIN

  • หนี้ครัวเรือนลด หนี้เสียพุ่ง สัญญาณเตือนเศรษฐกิจ

    หนี้ครัวเรือนลด หนี้เสียพุ่ง สัญญาณเตือนเศรษฐกิจ

    หนี้ครัวเรือนลด หนี้เสียพุ่ง สัญญาณเตือนเศรษฐกิจ

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ ‘สภาพัฒน์’ รายงานหนี้สินครัวเรือนล่าสุด ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2568 พบว่า หดตัวลง 0.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบหลายไตรมาส ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 87.4% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 88.4% 

    แม้ภาพรวมยอดหนี้จะหดตัวลงเล็กน้อย ผลจากการที่สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ และครัวเรือนเองก็ระมัดระวังการก่อหนี้มากขึ้น แต่หากดูคุณภาพของหนี้ กลับมีสัญญาณที่น่ากังวลอย่างยิ่ง จากยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สูงถึง 1.19 ล้านล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า ครัวเรือนจำนวนมากกำลังประสบปัญหาในการชำระหนี้อย่างรุนแรง 

    ขณะที่หนี้ที่กล่าวถึงพิเศษ (SM) คือ หนี้ที่ค้างชำระ ไม่เกิน 90 วัน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่า อาจจะกลายเป็นหนี้เสียในอนาคต ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยคิดเป็น 4.25% ของสินเชื่อรวม โดยเฉพาะคุณภาพสินเชื่อในกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และ สินเชื่อบัตรเครดิต เป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด เนื่องจากมีแนวโน้มการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน 

    ภาพที่เกิดขึ้นนี้เปรียบเสมือนร่างกายที่นํ้าหนักลดลง แต่กลับตรวจพบปัญหาสุขภาพที่น่ากังวล การที่ยอดหนี้รวมลดลงไม่ได้แปลว่า ฐานะทางการเงินของคนไทยดีขึ้นเสมอไป แต่สะท้อนถึงสภาวะ ‘ไม่กล้า’ และ ‘ไม่ให้’ ก่อหนี้ใหม่ ซึ่งสถานการณ์นี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ และสร้างความน่ากังวลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในหลายมิติ  

    ไม่ว่าจะเป็นกำลังซื้อในประเทศจะถูกแช่แข็ง ซึ่งจะเป็นผลกระทบที่ชัดเจนและรุนแรงที่สุด เมื่อคนไม่ก่อหนี้ใหม่เพื่อการบริโภค (เช่น ซื้อรถยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ต่อเติมบ้าน) และมุ่งนำเงินไปชำระหนี้เก่า การใช้จ่ายในประเทศซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญของ GDP ก็จะชะลอตัวลงอย่างมาก ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมเป็นไปได้ยาก 

    ขณะที่ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของสถาบันการเงิน แม้ธนาคารไทยจะยังแข็งแกร่ง แต่เอ็นพีแอลที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ย่อมกัดกร่อนผลกำไร เพราะธนาคารต้องตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้ธนาคารยิ่งระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อใหม่มากขึ้นไปอีก

    กลายเป็น ‘วงจรเชิงลบ’ ที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ การลงทุนภาคเอกชนชะงักงัน เมื่อกำลังซื้อในประเทศอ่อนแอ ผู้ประกอบการและภาคธุรกิจย่อมขาดความมั่นใจในการลงทุนขยายกิจการ เพราะไม่แน่ใจในอุปสงค์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การลงทุนใหม่ๆ จึงเกิดขึ้นได้ยาก 

    สุดท้ายคือ ข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายการเงิน ภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงและเปราะบาง ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินนโยบายการเงินได้ลำบาก แม้จะมีการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็จะไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เพราะครัวเรือนที่หนี้ท่วมหัวก็ไม่สามารถกู้เพิ่มได้อยู่ดี และอาจนำเงินที่ประหยัดได้จากดอกเบี้ยที่ลดลงไปจ่ายคืนหนี้แทนที่จะนำไปบริโภค

    การหดตัวของหนี้ครัวเรือนในครั้งนี้จึงไม่ใช่ “ข่าวดี” แต่เป็น “สัญญาณเตือน” ถึงความอ่อนแอของกำลังซื้อ และความเชื่อมั่นที่ลดลง ขณะที่หนี้เสียที่เพิ่มขึ้นตอกยํ้าว่า คนกลุ่มใหญ่ในสังคมยังคงมีฐานะทางการเงินที่เปราะบางอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    บทบรรณาธิการ หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 45 ฉบับที่ 4,127 วันที่ 31 สิงหาคม-3 กันยายน พ.ศ. 2568
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/637397&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SbBCVQQI0-dKrzPGy7XPD

  • ‘กล้าธรรม’ มติเอกฉันท์! หนุน ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ คนที่ 32

    ‘กล้าธรรม’ มติเอกฉันท์! หนุน ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ คนที่ 32

    พรรคกล้าธรรม ออกแถลงการณ์โดยเนื้อหาระบุว่า

    พรรคกล้าธรรม โดยคณะกรรมการบริหารพรรค ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ได้ร่วมกันพิจารณารับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรคทุกท่าน เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินการของพรรค รวมถึงพิจารณาข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทย โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พรรคกล้าธรรม จะลงมติในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สนับสนุนให้ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

    เนื่องด้วยสถานการณ์ของประเทศไทยขณะนี้ จำเป็นที่จะต้องมีฝ่ายบริหารมาขับเคลื่อนและแก้ปัญหาให้กับประชาชนในทุกด้าน ทั้งปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ ปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ อย่างเร่งด่วน โดยไม่สามารถประวิงเวลาไปได้อีก

    พรรคกล้าธรรม ได้แสดงจุดยืนของพรรคให้กับพรรคภูมิใจไทยทราบ คือ

    1. พรรคกล้าธรรม ยึดถือ 3 สถาบันหลัก ได้แก่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ดังนั้น หากมีการเสนอแก้กฎหมายในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายฉบับต่าง ๆ จะต้องไม่กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นศูนย์รวมใจของคนไทยอย่างเด็ดขาด

    2. การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรกว่า 30 ล้านคนในประเทศ ด้วยการปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเหนือผลประโยชน์ของกลุ่มทุน

    โดยพรรคภูมิใจไทย ยอมรับเงื่อนไขของพรรคกล้าธรรม และขอให้ร่วมมือกันในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ภายใต้กติกาของระบอบรัฐสภา

    พรรคกล้าธรรม ขอเรียนว่า การตัดสินใจในครั้งนี้ยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก โดยไม่สามารถปล่อยให้สถานการณ์การเมืองทำให้ประเทศเข้าสู่ภาวะสุญญากาศ ขาดทิศทางการพัฒนา และนโยบายที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องได้ ณ วันนี้ประเทศไทย จำเป็นต้องมีกลไกของฝ่ายบริหารที่ต้องเรียกคืน และสร้างความเชื่อมั่นจากนานาประเทศอย่างเร่งด่วน

    พรรคกล้าธรรม พร้อมยืนอยู่เคียงข้างประชาชนคนไทย ในช่วงวิกฤตของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในครั้งนี้ โดยยึดระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

    Klatham Party-supports-anutin-as-prime-minister-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/klatham-party-supports-anutin-as-prime-minister&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KKBeZo2NZX5Rv02NxVQee

  • อัปเดต!”ราคาทองคำวันนี้”เปิดตลาดราคาพุ่ง

    อัปเดต!”ราคาทองคำวันนี้”เปิดตลาดราคาพุ่ง

    (30ส.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำได้รายงาน”ราคาทองคำ“เปิดตลาดประกาศราคาครั้งที่ 1 เวลา 09.06 น. มีการปรับราคาขึ้น 350 บาท

    โดย”ราคาทองคำ“ประกาศครั้งที่ 1 เวลา 09.06 น.(+350)

    ทองแท่ง 

    • รับซื้อ บาทละ 52,500.00 บาท 
    • ขายออก บาทละ 52,600.00 บาท 

    ทองรูปพรรณ 

    • รับซื้อ บาทละ 51,453.04 บาท 
    • ขายออก บาทละ 53,400.00 บาท

    กราฟิกราคาทองคำวันนี้ 30 ส.ค. 68

    ที่มา : สมาคมค้าทองคำ

    ข่าวเวิร์คพอยท์23

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/crime/NUoLSVg1j&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P1ST97tpeKivKDdiSEOL-

  • หอการค้าไทย ห่วงการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./วันที่ 30 ส.ค.68

    หอการค้าไทย ห่วงการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./วันที่ 30 ส.ค.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/jzls7SQM9bQ&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31EqA7KClBjnUfKsE1hBHR

  • ส.อ.ท. เตือนเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยง การเมืองไร้เสถียรภาพ

    ส.อ.ท. เตือนเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยง การเมืองไร้เสถียรภาพ

    ส.อ.ท. เตือนเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยง การเมืองไร้เสถียรภาพ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับว่าเสถียรภาพทางการเมืองเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และกระทบต่อการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2568 ซึ่งรวมถึงโครงการลงทุนต่างๆ ชะงักลงได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสฟื้นตัว หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันวางมาตรการรองรับได้ทันการณ์

    ส.อ.ท. เตือนเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยง การเมืองไร้เสถียรภาพ

    “การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับว่าเสถียรภาพทางการเมืองเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และกระทบต่อการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว” 

    นายเกรียงไกร วิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยง เช่น ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้า โดยในเดือนมิถุนายน 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 10,907.53 ล้านบาท ลดลง 32.29% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2568 (MoM) และลดลง 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) การปรับอัตราภาษีส่งออกและเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลต่อการส่งออกสินค้าหลัก เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งการแข่งขันระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ GDP ไทยครึ่งปีหลังเติบโตต่ำกว่าที่เคยคาดไว้  

    “หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ ซึ่งในช่วงเวลาที่เสถียรภาพทางการเมืองยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนและประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนสำหรับ SMEs รวมทั้งทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อวางแผนการดำเนินงานในระยะกลางและระยะยาว” 

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนต้องปรับตัวเชิงรุก เช่น เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อลดต้นทุนและแข่งขันในตลาดโลก พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก เช่น สินค้าเทคโนโลยีและบริการดิจิทัล หันมาลงทุนในนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่ และระบบบริหารความเสี่ยง เพื่อรักษาความสามารถแข่งขันของไทยในตลาดโลก รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างธุรกิจต่างสาขา เพื่อเพิ่มโอกาสลงทุนและการเข้าถึงตลาด 

    “ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในสถานการณ์เช่นนี้ ถือเป็นกุญแจสำคัญ หากเราวางแผนและดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง แม้การเมืองไม่มั่นคง แต่เศรษฐกิจไทยจะยังคงสามารถฟื้นตัว สร้างโอกาสการเติบโต และรักษาความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนได้”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378966181&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IcwcMkbgF5FkLaow1SF4L

  • ic! berlin เผย ‘ไทย’ คือตลาดอันดับ 2 ของโลก ได้อานิสงส์จาก ‘Quiet Luxury’

    ic! berlin เผย ‘ไทย’ คือตลาดอันดับ 2 ของโลก ได้อานิสงส์จาก ‘Quiet Luxury’

    เศรษฐกิจทั่วโลกในปีนี้มีความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าลักชัวรีหลายประเภท อาทิ กระเป๋าและเสื้อผ้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ท่ามกลางความผันผวนนี้ กระแส ‘Quiet Luxury’ หรือความหรูหราแบบเรียบง่ายที่ไม่เน้นการแสดงโลโก้ กลับกลายเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ทำให้แบรนด์แว่นตา ic! berlin จากเยอรมนีได้รับผลกระทบน้อยกว่าแบรนด์หรูประเภทอื่นแม้อยู่ในตลาดนี้เช่นกัน

    ดาวิเด ลุนกี้ ผู้จัดการทั่วไปของ ic! berlin ประเทศเยอรมัน ให้ภาพรวมว่า ic! berlin มีตลาดที่แข็งแกร่งในยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนีซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา และในเอเชีย ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญที่สุด และกำลังขยายตลาดในตะวันออกกลาง

    ภาพความสำเร็จที่สวนกระแสนี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นตลาดที่มียอดขาย ic! berlin สูงเป็นอันดับสองของโลกในเชิงปริมาณ รองจากเยอรมนีเท่านั้น โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากความแข็งแกร่งของการทำตลาดที่สม่ำเสมอ, ความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น, การใช้แบรนด์แอมบาสเดอร์ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ไม่พบในประเทศอื่น และการจัดกิจกรรมที่สร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค

    เมื่อมองมาที่ตลาดไทย ประพันธ์ ผดุงเกียรติสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อายลิ้งค์ วิชั่น จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทย กล่าวว่า แม้ว่าไทยจะเผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ท้าทายและกำลังซื้อที่ลดลงจากปัจจัยต่างๆ แต่ ic! berlin กลับได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ ในบริษัท ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแผนการตลาดที่ยั่งยืนตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา

    สำหรับภาพรวมตลาดแว่นตาในประเทศไทยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท โดย ic! berlin มีจุดขายประมาณ 170 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินการโดยพาร์ทเนอร์ และมีร้านค้าแบรนด์โดยตรง 3 แห่ง 

    ยอดขายของ ic! berlin ในไทยปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาท แต่ปีนี้คาดว่าจะลดลง 20-30% ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับภาพรวมของ อายลิ้งค์ วิชั่น ที่ประเมินว่าจะมียอดขายลดลง 25-30% จากยอดรวมประมาณ 3,000 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยผลกระทบมาจากเรื่องกำลังซื้อเป็นหลัก

    ประพันธ์ วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคไทยว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยเปลี่ยนกรอบแว่นตาประมาณ 2-3 ปีต่อครั้ง และแว่นกันแดดประมาณ 1-2 ปีต่อครั้ง โดยในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี สินค้าแฟชั่นจะได้รับผลกระทบก่อน เพราะผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์

    จากพฤติกรรมดังกล่าว ทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ ic! berlin อยู่ในช่วงอายุ 25 ปีขึ้นไปจนถึงประมาณ 70 ปี โดยกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือช่วงอายุ 30-40 ปี ซึ่งมีกำลังซื้อและอำนาจในการใช้จ่ายสูงสุด ราคาขายปลีกของกรอบแว่นตา ic! berlin อยู่ที่ประมาณ 16,000 บาท (ไม่รวมเลนส์) และบางรุ่นอาจสูงถึง 23,000-25,000 บาท

    และหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่สร้างความสำเร็จในไทยคือการใช้แบรนด์แอมบาสเดอร์ โดยล่าสุดได้ต่อสัญญากับ หมาก – ปริญ สุภารัตน์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ประพันธ์ ระบุว่าการใช้ ‘โลคัล แบรนด์แอมบาสเดอร์’ ประสบความสำเร็จเกินคาดในการสร้างยอดขายและการรับรู้ในวงกว้าง

    นอกจากการสร้างความต่อเนื่องผ่านแบรนด์แอมบาสเดอร์ เพื่อกระตุ้นตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง อายลิ้งค์ วิชั่น ได้เปิดตัวแว่นตาสองคอลเลกชันใหม่พร้อมกัน ได้แก่ คอลเลกชันที่ร่วมมือกับ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG รุ่นที่ 6 และคอลเลกชันหลัก Fall/Winter 25/26

    สำหรับทิศทางในอนาคต ic! berlin  มีการวางแผนเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ โดยดาวิเด กล่าวว่า Marcolin ซึ่งเข้าซื้อกิจการ ic! berlin ในปี 2023 มีเป้าหมายในการรีแบรนด์และวางตำแหน่งใหม่ เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่เป็นสากลและสอดคล้องกันทั่วโลก รวมถึงการสื่อสารถึงความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์

    การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการรีแบรนด์ครั้งแรกที่ทำอย่างเป็นระบบในรอบ 25-30 ปี ในอดีตแบรนด์เคยผูกติดกับภาพลักษณ์เบอร์ลิน เยอรมนี ซึ่งดูแข็งแกร่งและมีความเป็น ‘วิศวะกรรม’ แต่ปัจจุบันต้องการหลีกหนีภาพลักษณ์ดังกล่าวเพื่อสร้างความเป็นแบรนด์ลักซ์ชูรีระดับนานาชาติ

    ขณะที่ประพันธ์ เผยแผนการตลาดในประเทศไทยอีก 3-5 ปีข้างหน้า ว่าจะมีการเปลี่ยนแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ เพื่อรีเฟรชแบรนด์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ โดยจะเลือกผู้ชายที่อายุน้อยกว่า หมาก-ปริญ ซึ่งปัจจุบันสัญญาจะหมดลงในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมปีหน้า แอมบาสเดอร์คนใหม่จะต้องเป็นดาราหรือนักร้องที่มีภาพลักษณ์สะท้อนถึงความหรูหรา ยั่งยืน และความเป็น Quiet Luxury

    นอกจากนี้ Marcolin จะเข้ามากำกับดูแลกระบวนการถ่ายทำแคมเปญและการเลือก KOL หรืออินฟลูเอนเซอร์อย่างใกล้ชิด โดยเน้นผู้ที่เป็นผู้นำในกลุ่มอาชีพต่างๆ เช่น สถาปนิก มากกว่าอินฟลูเอนเซอร์แฟชั่นทั่วไป

    แผนอื่นๆ ได้แก่ การรีเฟรชจุดขายหน้าร้านทุกแห่งด้วยดิสเพลย์ใหม่ที่ออกแบบจากต่างประเทศ เพื่อให้ได้ภาพลักษณ์ที่ตรงกับมาตรฐานเดียวกัน และเพิ่มจำนวนร้าน ic! berlin Shop ให้มากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายจะเปิดเพิ่ม 2 จุดในปีหน้า รวมเป็น 5 จุด ซึ่งสถานที่ตั้งของร้านควรอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ระดับนานาชาติ

    ในส่วนของงบประมาณการตลาดสำหรับ ic! berlin โดยเฉพาะในปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน โดยในช่วงครึ่งปีหลังจะมีการเพิ่มการโปรโมทแบรนด์แอมบาสเดอร์และแคมเปญสุดท้ายกับ หมาก-ปริญ

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ic-berlin-quiet-luxury-strategy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wh8ZKu8KvUD-1MlS9uUJO

  • หอการค้าไทยห่วงการเมืองไร้เสถียรภาพซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    หอการค้าไทยห่วงการเมืองไร้เสถียรภาพซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    หอการค้าไทยห่วงการเมืองไร้เสถียรภาพซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยว่านางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทย ขาดคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และครม.พ้นทั้งคณะ เนื่องจากขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ทางโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ซึ่งต้องถือว่าคำตัดสินของศาลถือเป็นดุลยพินิจที่ทุกภาคส่วนต้องน้อมรับ แต่ยอมรับว่าเหตุการณ์ในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทย และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญวิกฤตอยู่แล้ว

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    “วันนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเรากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว” ดร.พจน์ กล่าว
     

    ประธานกรรมการหอการค้าไทยระบุว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญปัญหารุมเร้า ทั้งกำลังซื้อที่ถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง ภาษีการค้าของสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียด ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงปัญหาชายแดนและการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว

    “เอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตามองการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด หากการเมืองยังไร้เสถียรภาพต่อไป ความเชื่อมั่นก็จะสั่นคลอนหนักขึ้น นักลงทุนจะลังเล การท่องเที่ยวจะชะลอตัว ทุกอย่างจะกระเทือนเป็นลูกโซ่” 

    “สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สามารถสานต่อการทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้กับสังคมและนักลงทุนได้ แต่จากนี้ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์มคณะรัฐมนตรีที่ดี ได้บุคลากรที่มีฝีมือและเป็นที่ยอมรับเข้าบริหารประเทศ” ดร.พจน์ กล่าวทิ้งท้าย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378966174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bIFIA3-qR6dFY199tIg7B

  • โคราชแจกทานทิ้งกระจาด 4,000 คน “สุวัจน์” มอบกำลังใจสู้เศรษฐกิจ

    โคราชแจกทานทิ้งกระจาด 4,000 คน “สุวัจน์” มอบกำลังใจสู้เศรษฐกิจ

    ภูมิภาค

    โคราชแจกทานทิ้งกระจาด 4,000 คน “สุวัจน์” มอบกำลังใจสู้เศรษฐกิจ

    วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.17 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นครราชสีมา วันนี้( 30 สิงหาคม 2568 ) ที่วิหารเซ็งหงั่มตั่ง มูลนิธิพุทธรรมฮุก 31 นครราชสีมา ถนนพายพาสเลี่ยงเมือง อ.เมืองจ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีซิโกว แจกทานทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 ของมูลธินิพุทธธรรมฮุก 31 นครราชสีมา โดยมีผู้ร่วมพิธีประกอบด้วยนายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ส.จ. ส.ท. พ่อค้า คหบดี ร่วมกิจกรรม มีนายประวิทย์ อัศวินชัย ประธานมูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 นครราชสีมา พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัย กู้ชีพ ร่วมต้อนรับ โดยได้มีผู้สูงอายุ ผู้พิการ ทุพลภาพ นั่งวิลแชร์ และพี่น้องประชาชนคนยากจนจากอำเภอต่างๆทุกสารทิศ หลายคนต้องอุ้มลูก จูงหลาน ประคองผู้สูงอายุเดินทางมารับแจกทานทิ้งกระจาด กว่า 4,000 คน


     

    นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ กล่าวว่าวันนี้ เราต้องมีความรักความสามัคคี มีความเสียสละ เป็นกําลังใจ เพื่อให้เราฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ อย่างวันนี้ที่โคราช มูลนิธิพุทธธรรม 31 ได้จัดงานซิโกว ในการทําบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณผู้ไร้ญาติ และจัดงานแจกทานทิ้งกระจาดให้กับพี่น้องประชาชนชาวโคราชที่ยากจน ซึ่งปีนี้มากัน 4,000 กว่าคน ผู้มีจิตกุศลก็ร่วมกันบริจาคข้าวสารอาหารแห้ง ทํากันเป็นประจําทุกปี อยากให้พวกเราได้มีกําลังใจในการที่จะต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจต่างๆให้ลุล่วงต่อไป ต้องขอบคุณมูลนิธิองค์กรการกุศลที่จังหวัดนครราชสีมา ที่ได้ร่วมกันแสดงออกถึงน้ำใจ “คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน”


     

    นายประวิทย์ อัศวินชัย ประธานมูลนิธิพุทธธรรม 31 นครราชสีมา กล่าวว่า มูลนิธิฯเราเป็นองค์กรการกุศุลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางดำเนินงานสาธารณประโยชน์ บำเพ็ญทานทำการ กุศุลและสาธารณกุศุล ดำเนินงานบรรเทา สาธารณภัยช่วยเหลือผู้ประสพภัยพิบัติต่างๆ รวมถึงส่งเสริมประเพณีท้องถิ่นที่ดีงาม ทั้งนี้ทางมูลนิธิฯ ได้นิมนต์พระสงค์จีนจากวัดโพธิ์ แมนมาทำพิธีสวดมนต์ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่เหล่าดวงวิญญาณไร้ญาติ ซึ่งเชื่อกันว่าในเดือนนี้เป็นเดือน 7 ของจีน ซึ่งถือว่าเป็นเดือนเปิดนรก ให้เหล่าดวงวิญญาณสัมภเวสีออกมารับส่วนกุศุล และเมื่อวานนี้ ทางมูลนิธิฯ ได้อุทิศส่วนกุศลให้แล้ว 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/444481&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gkrnp6M001BidMEd2Xd_q

  • เปิดแนวโน้ม GDP ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ปี 2568 ยังซมวิกฤต

    เปิดแนวโน้ม GDP ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ปี 2568 ยังซมวิกฤต

    สำรวจแนวโน้มตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศเศรษฐกิจหลักใหญ่ ๆ ทั่วโลก ในปี 2568 รวบรวมโดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ล่าสุด ในเดือนสิงหาคม 2568 พบการรายงานข้อมูลว่า เศรษฐกิจโลก ในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงจากปี 2567 

    ทั้งนี้เนื่องจากผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงมาตรการตอบโต้จากประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ที่คาดว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การผลิตและการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มปรับตัวลดลงนับตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ภายหลังที่ได้มีการเร่งตัวขึ้นของการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปีก่อนสิ้นสุดระยะเวลาผ่อนผันของการบังคับใช้มาตรการ ภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ระยะ 90 วัน

    ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปรับขึ้น อัตราภาษีรายสินค้าแบบเฉพาะเจาะจง (Product specific tariffs) เพิ่มเติมของสหรัฐฯ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อากาศยาน

    รวมถึงยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังสหรัฐฯ ประกอบกับความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน 

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่ออุปทานพลังงาน รวมถึงต้นทุนระบบโลจิสติกส์และการขนส่งทางทะเล รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อ ภายใต้แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจในภาพรวมและการลดลงของแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ เนื่องจากแนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์และราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลง 

    ส่งผลให้คาดว่าในช่วงที่เหลือของปี ธนาคารกลางของประเทศหลักสำคัญ ๆ ส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่อง โดยระดับการผ่อนคลายจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับผลกระทบของมาตรการทางการค้าที่จะส่งผลต่อแรงกดดันด้านราคาและการขยายตัวของเศรษฐกิจในระดับที่แตกต่างกันออกไป 

    เปิดแนวโน้ม GDP ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ปี 2568 ยังซมวิกฤต

    สำหรับการประมาณการในกรณีฐานครั้งนี้ อยู่ภายใต้สมมติฐานมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีการบังคับใช้แล้วในปัจจุบัน (ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2568) และประเมินว่าจะมีการบังคับใช้ในระดับปัจจุบันไปตลอดช่วงของการประมาณการ และคาดว่าความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์จะไม่ทวีความรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงอย่างมีนัยสำคัญ 

    ส่งผลให้เศรษฐกิจ มีแนวโน้มขยายตัว 3% และปริมาณการค้าโลกมีแนวโน้มขยายตัว 2.7% ชะลอลงจาก 3.3% และ 3.5% ในปี 2567 ตามลำกับ โดยมีรายละเอียดแนวโน้มเศรษฐกิจรายประเทศ ดังนี้

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ 

    ในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัว 1.8% ชะลอลงจาก 2.8% ในปีก่อนหน้า แต่เป็นการปรับเพิ่มจาก 1.7% ในสมมติฐานประมาณการครั้งก่อน โดยเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีขยายตัวดีกว่าที่คาดการณ์ ตามการขยายตัวของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนก่อนที่จะมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าสำคัญ ประกอบกับระดับสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง

    ขณะที่คาดว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มจะชะลอตัวลงตามการลดลงของภาคการผลิตและการค้าระหว่างประเทศเนื่องจากผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้า สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตในเดือนกรกฎาคมลดลงมาอยู่ที่ 49.8 จากระดับ 52.9 ในเดือนก่อนหน้า 

    เช่นเดียวกับการใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มชะลอตัวจากความพยายามในการปรับลดการขาดดุลการคลัง นอกจากนี้ ตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว สะท้อนจากการจ้างงานนอกภาคการเกษตรเฉลี่ย 3 เดือนที่ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ภายใต้แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน 

    ส่งผลให้คาดว่าในช่วงที่เหลือของปี ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้ง ภายหลังเริ่มเห็นสัญญาณว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลายลง เพื่อบรรเทาผลกระทบของมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าต่อเศรษฐกิจ

    เปิดแนวโน้ม GDP ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ปี 2568 ยังซมวิกฤต

    เศรษฐกิจยูโรโซน 

    คาดว่าจะขยายตัว 1% เทียบกับ 0.9% ในปี 2567 และเป็นการปรับเพิ่มจาก 0.8% ในสมมติฐานการประมาณการครั้งก่อน ตามการขยายตัวที่ดีกว่าคาดของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี รวมถึงอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของอัตราค่าจ้าง

    ประกอบกับมาตรการสนับสนุนทางการคลัง และการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางยุโรปท่ามกลางแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง อย่างไรก็ตามคาดว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีจะได้รับผลกระทบจากข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ที่จะส่งผลต่อภาคการผลิตและการส่งออกให้ชะลอตัวลง 

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจเยอรมนีซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจที่สุดในภูมิภาคมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงจากมาตรการภาษีนำเข้าในหมวดยานยนต์ที่อัตรา 25% ที่จะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตสำคัญของประเทศ

    ทั้งนี้ ภายใต้แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจจากผลกระทบของมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงกลับเข้าสู่เป้าหมาย ส่งผลให้คาดว่าธนาคารกลางยุโรปจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี

    เศรษฐกิจญี่ปุ่น

    คาดว่าจะขยายตัว 0.8% ฟื้นตัวจาก 0.2% ในปี 2567 และเป็นการปรับเพิ่มจาก 0.6% ในการประมาณการครั้งก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศ ตามการเพิ่มค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยและการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการในเดือนกรกฎาคมที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 53.6 จากระดับ 51.7 ในเดือนก่อนหน้า 

    ขณะที่ภาคการผลิตในช่วงที่เหลือของปีมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่มีตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกหลัก โดยพบว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมในเดือนกรกฎาคมปรับลดลงสู่ระดับ 48.9 จากระดับ 50.1 ในเดือนก่อนหน้า 

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นแม้จะยังอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมาย แต่คาดว่ามีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่องตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ระดับราคาพลังงานที่ลดลงและการกลับมาดำเนินมาตรการอุดหนุนค่าไฟฟ้าให้กับครัวเรือนในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2568  

    ประกอบกับผลกระทบจากมาตรการ ทางการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อการปรับขึ้นค่าจ้างและชะลอการส่งผ่านต่ออัตราเงินเฟ้อ ทำให้คาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี

    เปิดแนวโน้ม GDP ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ปี 2568 ยังซมวิกฤต

    เศรษฐกิจจีน

    คาดว่าจะขยายตัว 4.6% ในปี 2568 ชะลอลงจาก 5% ในปี 2567 แต่เป็นการปรับเพิ่มขึ้นจาก 4% ในการประมาณการครั้งก่อน โดยเป็นผลมาจากการขยายตัวของการส่งออกสินค้าในเกณฑ์สูงในช่วงครึ่งแรกของปี ก่อนการสิ้นสุดการขยายระยะเวลาการระงับการจัดเก็บภาษีของสหรัฐฯ 90 วัน ณ วันที่ 12 สิงหาคม 256836 และล่าสุดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ได้ตกลงที่จะขยายระยะเวลาการเจรจาออกไปเพิ่มเติมอีก 90 วัน จนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 

    โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในเดือนกรกฎาคม 2568 ขยายตัว 7.2% และสูงสุดในรอบ 3 เดือน อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตของจีนมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ สะท้อนจากสัญญาณของการชะลอตัวของภาคการผลิต โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing : PMI) ในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ระดับ 49.3 ลดลงจากระดับ 49.7 ในเดือนก่อนหน้า และต่ำสุดในรอบ 3 เดือน 

    ทั้งนี้การชะลอตัวลงของภาคการผลิตมีแนวโน้มที่จะซ้ำเติมสถานการณ์กำลังการผลิตส่วนเกินภายในประเทศจนเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดมากขึ้น ทั้งนี้ธนาคารกลางจีนยังคงมีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ รวมถึงบรรเทาผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ  

    เศรษฐกิจอินเดีย

    คาดว่าจะขยายตัว 6.2% ชะลอลงจาก 6.7% ในปีก่อนหน้า และเท่ากับประมาณการในครั้งก่อน โดยคาดว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอลงตามภาคการผลิตและการส่งออกที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้าจากสหรัฐฯ ซึ่งประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรในการนำเข้าสินค้าจากอินเดียสูงถึง 50% โดยจะเริ่มบังคับใช้ ณ วันที่ 27 สิงหาคม 256839 

    อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ภายในประเทศยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอินเดียล่าสุดในเดือนกรกฎาคม อยู่ที่ 1.8% ลดลงจาก 2.1% ในเดือนก่อนหน้า และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี ตามการลดลงของราคาอาหารและพลังงาน 

    นอกจากนี้ คาดว่าผลจากการดำเนินมาตรการการปฏิรูปภาษีระหว่างปีงบประมาณ 2568 – 2569 จะช่วยลดภาระภาษีให้กับประชาชนและภาคเอกชน และคาดว่าจะกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศในระยะต่อไป

    เปิดแนวโน้ม GDP ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ปี 2568 ยังซมวิกฤต

    เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NIEs)

    ขยายตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ ภายหลังจากที่เศรษฐกิจขยายตัวในเกณฑ์สูง จากการเร่งการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่มีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปีภายหลังจากที่มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคการส่งออกและการผลิต 

    ทั้งนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแต่ละประเทศจะแตกต่างกันออกไปตามแต่อัตราภาษีนำเข้าที่ถูกสหรัฐฯ กำหนด และสัดส่วนการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ นอกจากนี้อัตราภาษีเฉพาะสินค้ามีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ 

    โดยคาดว่าในปี 2568 เศรษฐกิจไต้หวัน มีแนวโน้มขยายตัว 4.8% ชะลอลงจาก 4.8% ในปีก่อนหน้า ส่วนเศรษฐกิจฮ่องกง มีแนวโน้มขยายตัว 2% ชะลอลงจาก 2.5% ขณะที่เศรษฐกิจสิงคโปร์ มีแนวโน้มขยายตัว 3.4% ชะลอลงจาก 4.4% และเศรษฐกิจเกาหลีใต้ มีแนวโน้มขยายตัว 1% ชะลอลงจาก 2% ในปีก่อนหน้า ตามการเร่งการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี

    เศรษฐกิจอาเซียน

    มีแนวโน้มชะลอลงจากปีก่อนหน้า เนื่องจากผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ แต่มีแนวโน้มขยายตัว สูงกว่าที่คาดในประมาณการครั้งก่อน เนื่องจากการขยายตัวในเกณฑ์ดีในช่วงครึ่งแรกของปีรวมถึงการบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่ส่งผลอัตราภาษีตอบโต้ทางการค้าที่สหรัฐฯ เรียกเก็บอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ประกาศ ณ เดือนเมษายน 

    อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้า รวมถึงการเรียกภาษีการส่งออกแบบถ่ายลำ (Transshipment) มีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อภาคการส่งออกและการผลิตของภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี โดยคาดว่าเศรษฐกิจแต่ละประเทศจะขยายตัวดังนี้ 

    • อินโดนีเซีย 4.8% ชะลอลงจาก 5%
    • มาเลเซีย 4.2% ชะลอลงจาก 5.1%
    • ฟิลิปปินส์ 5.3% ชะลอลงจาก 5.7%
    • เวียดนาม 6.7% ชะลอลงจาก 7.1%

    โดยประมาณการครั้งนี้อยู่ภายใต้แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อของทุกประเทศส่วนใหญ่ที่อยู่ในระดับต่ำส่งผลให้ธนาคารกลางของประเทศอาเซียนมีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637491&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZxSet24gCsX84k6rCKSLx