Category: เศรษฐกิจ

  • รัฐบาลอนุทิน เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ลุยนโยบายควิกวินฟื้นกำลังซื้อ

    รัฐบาลอนุทิน เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ลุยนโยบายควิกวินฟื้นกำลังซื้อ

    เศรษฐกิจ

    รัฐบาลอนุทิน เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ลุยนโยบายควิกวินฟื้นกำลังซื้อ

    08 ก.ย. 2025 เวลา 6:07 น.

    “รัฐบาลอนุทิน” เดินเครื่องกระตุ้นเศรษฐกิจทันที ลดค่าครองชีพ คนละครึ่ง ลดค่าพลังงาน แก้หนี้ ดันงบปี 69 ลงระบบเศรษฐกิจ งบกลางในมือมีกว่า 1.2 แสนล้าน เร่งลงทุนเมกะโปรเจกต์

    • “รัฐบาลอนุทิน” เดินเครื่องกระตุ้นเศรษฐกิจทันที
    • เล็งลดค่าครองชีพ คนละครึ่ง ลดค่าพลังงาน แก้หนี้ ดันงบปี 69 ลงระบบเศรษฐกิจ
    • เผยมีงบกลางในมือมีกว่า 1.2 แสนล้าน จากงบกลางรายการฉุกเฉิน 9.8 หมื่นล้าน และงบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้าน
    • จับตาเร่งเมกะโปรเจกต์คมนาคมแสนล้าน จ่อเข้า ครม.

    การจัดตั้งรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะบุคคลที่จะมาร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัดส่วนบุคคลภายนอกซึ่งกระทรวงเศรษฐกิจเปิดตัววันที่ 6 ก.ย.2568 คือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

    ส่วนนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 

    ขณะที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ (นายปานปรีย์ พหิทธานุกร) และอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

    นายอนุทิน กล่าวหลังรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ว่า ปัญหาเศรษฐกิจจะเร่งมาตรการลดรายจ่าย ลดค่าครองชีพ ลดค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ให้ประชาชน และผู้ประกอบการ รวมทั้งแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร และผู้มีรายได้น้อย โดยหามาตรการทั้งทางกฎหมายและอำนวยความสะดวกเสริมรายได้ผู้ประกอบการและประชาชน ชุมชนท้องถิ่นฐานรากให้แข็งแรงขึ้น

    มอบโจทย์ “เอกนิติ” ลดค่าครองชีพ

    แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลชุดใหม่ได้หารือกันเบื้องต้น เน้นนโยบายเดินหน้าได้เร็ว เป็นนโยบายควิกวินเพราะเวลารัฐบาลมีน้อย เช่น นโยบายคนละครึ่ง นโยบายภาคท่องเที่ยว ทั้ง 2 ส่วนทำให้มีเม็ดเงินลงถึงระดับฐานรากเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนโยบายคนละครึ่งที่เคยใช้ฟื้นเศรษฐกิจช่วงวิกฤติโควิด-19 

    ขณะที่ นายอนุทิน ยืนยันช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า จะมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระดับจุลภาคและมหภาค โดยจะฟื้นโครงการคนละครึ่งหรือไม่มีความเป็นไปได้หมด ถ้าเป็นประโยชน์ และประชาชนต้องการ ซึ่งมอบให้ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเร่งพิจารณา และเมื่อปฏิบัติหน้าที่สมบูรณ์จะดำเนินการทันที อาจพิจารณาใช้ Application เดิม

    ตุนงบกลาง 1.2 แสนล้านบาท

    รัฐบาลนายอนุทิน เข้ามาบริหารประเทศช่วงเริ่มต้นใช้ปฏิทินงบประมาณวันที่ 1 ต.ค.2568 ทำให้ไม่มีปัญหางบประมาณโดยมีงบประมาณปี 2569 ตาม พ.ร.บ.งบประมาณวงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท และงบประมาณที่ได้ผูกพันไว้บางส่วน งบกลางที่เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีมี 2 ส่วน รวม 123,000 ล้านบาท คือ 1.งบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนวงเงิน 98,000 ล้านบาท  2.งบกลางรายการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินรวม 25,000 หมื่นล้านบาท

    ส่วนงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินฯ นายกฯ จะหารือสำนักงบประมาณเพื่อเตรียมใช้รับมือภัยพิบัติ และสาธารณภัยปีละ 40,000-50,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นอำนาจนายกฯ อนุมัติร่วมกับ ครม.สำหรับโครงการที่เสนอเข้ามา

    “เศรษฐกิจช่วงที่เหลือปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวต่ำ การขับเคลื่อนเบิกจ่ายงบประมาณรัฐบาลใหม่มีส่วนสำคัญ อีกส่วนหนึ่งจะเป็นมาตรการการคลังที่ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ที่มีประสบการณ์จะคิดนโยบายเพิ่ม” แหล่งข่าว กล่าว

    เตรียมแผนจัดทำงบปี 2570

    ทั้งนี้ รัฐบาลใหม่อยู่ในช่วงเริ่มทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งแม้รัฐบาลใหม่มีเวลาทำงานก่อนยุบสภา 4 เดือน แต่ต้องทำหน้าที่เตรียมจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2570 

    ช่วงปลายปี 2568 นายกฯ จะนัด 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงบประมาณ หารือกรอบงบประมาณปี 2570 ซึ่งต้องสอดคล้องแผนการคลังระยะปานกลาง พ.ศ.2569-2572 

    รวมทั้งเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะทบทวนใหม่ช่วงเดือนธ.ค.2568 เพราะเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวชะลอกว่าที่คาด และกระทบการจัดเก็บรายได้รัฐ ซึ่งช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณล่าสุดต่ำกว่าเป้าหมาย 40,000 ล้านบาท 

    นอกจากนี้ นายกฯ จะเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เพื่อทบทวนกรอบการคลังระยะปานกลางของประเทศ ซึ่งอาจกระทบเวลาเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยที่อาจต้องเตรียมขยายเพิ่มกว่า 70% จากเดิมที่คาดว่าปี 2572 หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะแตะระดับ 69.3% 

    จ่อชง ครม.เคาะทางคู่-มอเตอร์เวย์

    รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่หรือเมกะโปรเจกต์ภาครัฐที่ศึกษาความเหมาะสมการลงทุนแล้ว และรอ ครม.อนุมัติจำนวนมาก หากนับเฉพาะโครงการที่ศึกษาความเหมาะสมการลงทุนแล้ว พบว่าที่ผ่านมาอยู่ขั้นตอนรอเสนอ ครม.อนุมัติมีมากกว่า 10 โครงการ อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 6 เส้นทาง มูลค่าการลงทุน 2.9 แสนล้านบาท

    ทั้งนี้ ล่าสุดคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เห็นชอบอนุมัติลงทุน 3 โครงการ และอยู่ขั้นตอนรอเสนอ ครม.อนุมัติ ประกอบด้วย 1.ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร วงเงิน 30,422 ล้านบาท 2.ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กิโลเมตร วงเงิน 66,270 ล้านบาท และ 3.ช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กิโลเมตร วงเงิน 7,772 ล้านบาท

    นอกจากนี้ มีโครงการทางด่วนสายฉลองรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ด้านตะวันออก (N2) ระยะทาง 6.7 กิโลเมตร วงเงิน 16,960 ล้านบาท  โครงการทางด่วนชั้นที่ 2 ช่วงงามวงศ์วาน-พระราม 9 (Double deck) ระยะทาง 17 กิโลเมตร วงเงิน 35,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการเรือธงของพรรคภูมิใจไทยช่วงนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อแก้ปัญหาจราจรบนทางด่วนช่วงงามวงศ์วาน-พระราม 9 ปัจจุบันรอเสนอคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐ และเอกชน (บอร์ด PPP) ก่อนเสนอ ครม.

    โครงการพัฒนาทางพิเศษ (มอเตอร์เวย์) กรมทางหลวง (ทล.) รอเสนอ ครม.อนุมัติประกวดราคาก่อสร้าง คือ มอเตอร์เวย์ M8 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ ระยะทาง 61 กิโลเมตร วงเงิน 43,227 ล้านบาท 

    รวมถึงโครงการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ลงทุนส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านตะวันออก (East Expansion) วงเงิน 13,000 ล้านบาท รอเสนอ ครม.ใหม่

    นอกจากนี้ยังมีเมกะโปรเจกต์ที่จะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนที่รอ ครม.อนุมัติ เช่น โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย-อันดามัน (แลนด์บริดจ์) เป็นต้น

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1197758&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HEVpw2sT9lz_Kyq_wU10a

  • รู้จัก ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ว่าที่ รัฐมนตรีคลัง ภายใต้การนำของ ‘ภูมิใจไทย’

    รู้จัก ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ว่าที่ รัฐมนตรีคลัง ภายใต้การนำของ ‘ภูมิใจไทย’

    เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2568 ภายหลังจากที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ก็ได้เริ่มมีความเคลื่อนไหวการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.)  และหนึ่งในรัฐมนตรีที่น่าจับตามองที่สุดคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่จะเข้ามาสานต่อภารกิจด้านเศรษฐกิจ ทั้งสร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน รวมถึงสานต่อการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ก็ได้รับการยืนยันว่าจะมานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 6 ก.ย. ดร.เอกนิติ ได้เดินทางมาที่พรรคภูมิใจไทย และได้หารือกับอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค, สันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าที่ รมว.ต่างประเทศ และอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่ รมว.พลังงาน

    THE STANDARD WEALTH พาไปทำความรู้จักโพรไฟล์ เส้นทางอาชีพ และวิสัยทัศน์ของเขา ก่อนก้าวเข้าสู่สนามการเมือง


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    ประวัติ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง และเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในแวดวงการคลังของประเทศไทย ด้วยประวัติการศึกษาชั้นเยี่ยมและประสบการณ์ทำงานทั้งในและนอกภาครัฐที่หลากหลาย เขาได้รับการยอมรับในความเชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐกิจและการบริหารองค์กรภาครัฐ 

    และล่าสุดในเดือนกันยายน 2568 ดร.เอกนิติได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลใหม่ที่มี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีรายละเอียดประวัติที่น่าสนใจดังนี้

    ประวัติการศึกษา

    • ปริญญาตรี: จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยได้รับทุนการศึกษาจากสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์
    • ปริญญาโท: สำเร็จการศึกษาระดับเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขา Policy Economics จาก University of Illinois at Urbana-Champaign สหรัฐอเมริกา (ทุนรัฐบาลไทยโดยสำนักงาน ก.พ.)
    • ปริญญาเอก: สำเร็จการศึกษาระดับเศรษฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต (สาขา Macroeconomics and International Finance) จาก Claremont Graduate University สหรัฐอเมริกา (ทุนรัฐบาลไทยโดยสำนักงาน ก.พ.)

    ประวัติการทำงานและประสบการณ์

    เริ่มต้นอาชีพราชการ: ดร.เอกนิติเริ่มรับราชการที่กระทรวงการคลัง ในตำแหน่งนักเศรษฐกรที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จากนั้นได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สศค. ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญของกระทรวงการคลัง

    ประสบการณ์ระดับนานาชาติ: ในช่วงหนึ่งของอาชีพ ดร.เอกนิติได้รับโอกาสทำงานในเวทีระหว่างประเทศ โดยดำรงตำแหน่ง Senior Advisor to Executive Director ที่ธนาคารโลก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตฝ่ายเศรษฐกิจการคลัง ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ดูแลงานด้านเศรษฐกิจการเงินของไทยในยุโรป

    ความก้าวหน้าในกระทรวงการคลัง: หลังกลับมาปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย ดร.เอกนิติได้ทำหน้าที่โฆษกกระทรวงการคลัง และรองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ โดยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จากนั้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร ตามด้วยอธิบดีกรมสรรพสามิต และปัจจุบันเป็นอธิบดีกรมธนารักษ์ ซึ่งแต่ละตำแหน่งถือเป็นบทบาทสำคัญในการบริหารนโยบายการคลังและรายได้ของประเทศ

    บทบาทนอกเหนือราชการ: นอกจากตำแหน่งในสายงานราชการโดยตรง ดร.เอกนิติยังได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กรภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง เช่น 

    • เคยเป็นประธานกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
    • ประธานกรรมการธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
    • ประธานกรรมการธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) 
    • รวมถึงดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทชั้นนำอย่าง บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) และบริษัท ไออาร์พีซี และบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เป็นต้น

    แสดงถึงความเชี่ยวชาญของเขาในธุรกิจการเงินและการบริหารองค์กรขนาดใหญ่หลากหลายประเภท

    บทบาทและผลงานในภาครัฐ

    ดร.เอกนิติได้มีบทบาทโดดเด่นในการกำหนดนโยบายและบริหารองค์กรภาครัฐด้านการเงินการคลังหลายด้าน โดยเฉพาะในช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานของกระทรวงการคลัง มีผลงานเชิงนโยบายและการบริหารที่สำคัญ อาทิ:

    ผลักดันรัฐบาลดิจิทัล: นำระบบดิจิทัลมาใช้ยกระดับการให้บริการของกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต ทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น จนหน่วยงานดังกล่าวได้รับรางวัลผู้นำองค์กรดิจิทัลดีเด่นของรัฐบาล ปี 2566 รวมทั้งรางวัล Digital Government Award ระดับเอเชีย-โอเชียเนีย ปี 2565 และรางวัล Thailand Digital Transformation Award ปี 2564

    นโยบายเพื่อความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม: ยกระดับกรมสรรพสามิตให้เป็นหน่วยงานต้นแบบด้าน ESG (Environment, Social, Governance) และผลักดันนโยบายภาษีคาร์บอนเพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมการรักษาสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ในบทบาทประธานกรรมการธนาคารทีทีบี (TMBThanachart Bank) เขายังสนับสนุนให้ธนาคารดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    เร่งรัดการลงทุนภาครัฐ: เป็นผู้นำแนวคิด PPP Fast Track มาใช้ในการขับเคลื่อนโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (Public-Private Partnership) ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการอนุมัติโครงการขนาดใหญ่จากเดิมประมาณ 2 ปี ให้เหลือเพียงประมาณ 9 เดือน เพื่อเร่งให้โครงการสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานเกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น

    สร้างแหล่งทุนใหม่ให้รัฐ: ริเริ่มและผลักดันการจัดตั้ง กองทุน Thailand Future Fund (TFF) ซึ่งเป็นรูปแบบการระทุนใหม่ของภาครัฐผ่านตลาดทุน ช่วยระดมเงินทุนสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และลดภาระการกู้เงินของรัฐบาลในระยะยาว

    ปฏิรูประบบรัฐวิสาหกิจ: มีบทบาทในการปฏิรูประบบการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ โดยนำระบบการสรรหาและคัดเลือกกรรมการบนพื้นฐานสมรรถนะ (Skill Matrix) มาใช้ เพื่อให้การแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจมีความโปร่งใสและได้บุคคลที่มีความสามารถเหมาะสม

    จนในเดือนตุลาคม 2567 ดร.เอกนิติได้รับแต่งตั้งให้โยกย้ายมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งปัจจุบัน 

    และล่าสุดในเดือนกันยายน 2568 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ดร.เอกนิติได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล สะท้อนถึงความไว้วางใจที่ภาครัฐมีต่อความสามารถและประสบการณ์ของเขาในการบริหารนโยบายการเงินการคลังของประเทศอย่างต่อเนื่องและก้าวหน้าต่อไป

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/get-to-know-ekniti/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S3kcGjmxKZeNMnmfE8OJs

  • อียิปต์ขึ้นแท่นอันดับ 9 แหล่งดึงดูดการลงทุนโลก และอันดับ 1 ในแอฟริกา

    อียิปต์ขึ้นแท่นอันดับ 9 แหล่งดึงดูดการลงทุนโลก และอันดับ 1 ในแอฟริกา

    ประธานหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนและเขตการค้าเสรีแห่งอียิปต์ (The General Authority for Investment and Free Zones: GAFI) เปิดเผยในงานประชุมธุรกิจอียิปต์-บาห์เรนว่า อียิปต์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนอันดับ 9 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ในทวีปแอฟริกา โดยสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนสุทธิได้ถึง 4.61 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีงบประมาณ ค.ศ. 2023/2024 ปัจจัยที่ทำให้อียิปต์น่าดึงดูดในสายตานักลงทุน ได้แก่

    • ตลาดแรงงานขนาดใหญ่กว่า 32 ล้านคน

    • ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์

    • อัตราภาษีที่สามารถแข่งขันได้

    • โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง

    • ข้อตกลงทางการค้ากับกว่า 70 ประเทศ ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้เกือบ 3 พันล้านคนทั่วโลก

                นอกจากนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษคลองสุเอซ (The General Authority for the Suez Canal Economic Zone: SCZONE) กำลังมีการลงทุนเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในช่วง 38 เดือนที่ผ่านมา มีการลงนามในโครงการต่างๆ ถึง 311 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 1.02 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ระดับโลก และมุ่งเน้นดึงดูดการลงทุนใน 21 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยา ยานยนต์ สิ่งทอ และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มปริมาณการส่งออกให้ถึง 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 2030

    ความเห็น/ข้อเสนอแนะ

    ข่าวความสำเร็จของอียิปต์ในการดึงดูดการลงทุนครั้งนี้มีนัยสำคัญต่อภาคการส่งออกของไทยในหลายมิติ ทั้งในแง่ของโอกาสและความท้าทาย ดังนี้

    ความท้าทาย 

    • การแข่งขันโดยตรงในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อียิปต์ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนบางส่วนในอุตสาหกรรมที่ไทยมีความเชี่ยวชาญและเป็นแหล่งรายได้หลัก เช่น ยานยนต์ สิ่งทอ และยา การที่อียิปต์มีต้นทุนแรงงานที่ถูกกว่าในเชิงเปรียบเทียบและมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น่าสนใจ อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติที่ต้องการบุกตลาดแอฟริกาและภูมิภาคแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง (MENA) อาจหันไปพิจารณาอียิปต์เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไปยังไทย และการส่งออกของไทยมายังภูมิภาคนี้ในระยะยาว

    • ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ที่ตั้งของอียิปต์ถือเป็นประตูเชื่อมระหว่างทวีปเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา รวมถึงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษคลองสุเอซ (SCZONE) ให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ จะทำให้อียิปต์กลายเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดยุโรปและตะวันออกกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อไทยในฐานะฮับการส่งออกของภูมิภาคอาเซียนสำหรับตลาดดังกล่าว

                โอกาส 

    • โอกาสในการส่งออกสินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบขั้นต้น เมื่ออียิปต์กลายเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จะมีความต้องการวัตถุดิบขั้นต้นและสินค้าขั้นกลางมากขึ้น เพื่อป้อนเข้าสู่โรงงาน นี่คือโอกาสสำคัญสำหรับผู้ส่งออกไทยในกลุ่มสินค้าดังกล่าวในสาขาที่อียิปต์ส่งเสริม โดยเฉพาะชิ้นส่วนยานยนต์ เม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง

    • ตลาดผู้บริโภคที่กำลังเติบโต การลงทุนมหาศาลจะนำไปสู่การจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจของอียิปต์ ทำให้กำลังซื้อของประชากรเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยในการเจาะตลาดอียิปต์และแอฟริกาเหนือ เช่น อาหารแปรรูป ผลไม้กระป๋อง และเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยจะต้องเร่งพัฒนาคุณลักษณะเฉพาะของสินค้าตนให้มีความได้เปรียบและมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดอียิปต์ทั้งสินค้าที่อียิปต์ผลิตได้เองและนำเข้าจากประเทศใกล้เคียงและประเทศที่มีความตกลงการค้ากับอียิปต์

    การเติบโตของอียิปต์เป็นสัญญาณเตือนว่าไทยไม่สามารถหยุดนิ่งได้ ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมไปสู่เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น รักษาความสามารถในการแข่งขัน และในขณะเดียวกันก็ต้องมองหาโอกาสในการเจาะตลาดใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนความท้าทายจากการแข่งขันให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจต่อไป

    ——————————————————-

    ที่มา https://www.dailynewsegypt.com/2025/09/02/egypt-ranks-9th-globally-1st-in-africa-for-investment-with-46-1bn-in-fdi-gafi-ceo/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/m4y7di6timvyd4qx27p46wvp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tcviwlLsvlLIfscy47a9T

  • ประชาชนเห็นชอบโครงการ “คนละครึ่ง” ฝากถึงนายกฯแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    ประชาชนเห็นชอบโครงการ “คนละครึ่ง” ฝากถึงนายกฯแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    7 กันยายน 2568 13:33 น. ชาญวิทย์ คำนวนวุฒิ ภูมิภาค

    วันที่ 7 กันยายน 2568 ประชาชนชาวจังหวัดสระบุรีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการที่รัฐบาลยุค นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการที่ทางพรรคภูมิใจไทย จะนำเรื่องของโครงการ “คนละครึ่ง”ขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่เพื่อที่จะให้ประชาชนใช้ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในปัจจุบัน พร้อมฝากถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกคนใหม่ป้ายแดงว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ซบเซามาเป็นเวลานาน
             

    จากกรณีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ ถึงกระแสข่าว เรื่องการฟื้นโครงการคนละครึ่งในรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค รวมถึงทีมงาน ด้านนโยบาย มีการพูดถึงมาตรการที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น หนึ่งในนั้น คือโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ได้รับการพิจารณา แต่หากนำกลับมาใช้ก็อาจไม่ใช่รูปแบบเดิมทั้งหมด อาจมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมให้ครอบคลุมและตอบโจทย์มากขึ้น          

    ทางด้านนายจตุรงค์ ศรีวัน พ่อค้าขายผักตลาดวงษ์ทอง เผยว่าตนเองเห็นว่าเป็นโครงการที่ดี เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประชาชนให้ดีขึ้น เนื่องจากว่าช่วงนี้บริเวณตลาดเงียบมาก มีคนเดินแต่ไม่ค่อยจะซื้อของ ตนเองอยากให้โครงการคนละครึ่งกลับมาใช้ใหม่ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนในเรื่องนายกคนใหม่ ตนเองไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่อยากที่จะให้ทำอะไรที่ใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม คิดว่านายกคนใหม่น่าจะทำอะไรที่ไม่เหมือนเดิมคิดว่าน่าจะทำอะไรที่มันใหม่ขึ้นมาคิดว่าเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้นกว่าเดิม และขอให้นายกสู้ สู้ ช่วยทำทุกอย่างให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้
               

    ด้านนายอุทัย ไพรสนธิ์ อายุ 66 ปี พ่อค้าขายอาหารตามสั่ง เล่าว่า ตนเองคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากว่าช่วงนี้แต่ละวันขายของได้เพียง 600-700 บาท ซื้อของลงทุนก็หมดแล้ว โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ซึ่งทุกวันนี้ขายของก็เงียบเหงาลงทุกวัน ส่วนความคาดหวังกับนายก คนใหม่ตนเองไม่ได้คาดหวังอะไรมากรู้สึกเฉยๆ เนื่องจากที่ผ่านๆมากี่คนๆ ก็เหมือนเดิมตนเองก็ยังคงจะต้องค้าขายอยู่เหมือนเดิม ตนเองอยากให้นายกคนใหม่ช่วยเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ช่วยประชาชนชาวรากหญ้าบ้างทุกวันนี้ลำบากกันเหลือเกิน ข้าวของก็แพง ซึ่งไม่มีการควบคุมสินค้าอะไรเลยทุกอย่างราคาสูงหมด ทุกวันนี้ขายองก็ได้พอซื้อกับข้าวกินไปวันๆ ทุกวันนี้จิตใจมันด้านไปแล้ว แต่ก็ดีกว่าอยู่บ้านเพราะอยู่บ้านก็ไม่มีอะไรจะกิน ซึ่งถ้ารัฐบาลช่วยได้ก็ดี
             

    ด้านนายปัญญา วารีริน อายุ 67 ปีชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่า ตนเองเห็นว่าการที่รัฐบาลจะนำโครงการ คนละครึ่ง มาใช้ตนเองเห็นว่าเป็นการที่ดี จะได้กระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ประชาชนก็จะได้รับการช่วยเหลือครึ่งหนึ่ง และออกเองอีกครึ่งหนึ่ง และเป็นการลดค่าใช้จ่ายของประชาชนในครัวเรือน ตนเองก็ยังไม่มั่นใจว่ามันจะมีอีกเหรอ อยากให้เกิดขึ้นจริงๆจะได้เป็นการกระจายรายได้กันไปทั่ว ส่วนตัวอยากให้นายกคนใหม่เข้ามาช่วยเหลือประชาชน และดูแลประชาชนกันบ้าง เนื่องจากตอนนี้เศรษฐกิจมันแย่มาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/649610&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mQQ79OummEzR2ieM2jOec

  • โจทย์ท้าทายกระตุ้นเศรษฐกิจ “อนุทิน” ฟื้นคนละครึ่ง เดินหน้ารถไฟฟ้า 20 บาท

    โจทย์ท้าทายกระตุ้นเศรษฐกิจ “อนุทิน” ฟื้นคนละครึ่ง เดินหน้ารถไฟฟ้า 20 บาท

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ คนที่ 32 ประกาศเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และหนี้สิน โดยปัดฝุ่นโครงการคนละครึ่ง สานต่อนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท และหวยเกษียณ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น พร้อมวางรากฐานระยะยาว ภายใต้งบประมาณจำกัด

    วันนี้ (7 ก.ย.2568) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย กล่าวในคำแถลงเบื้องต้นหลังรับตำแหน่งว่า ลำดับแรกของรัฐบาลคือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ พลังงาน การเดินทางขนส่ง หนี้สิน และรายได้ของประชาชน ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญของรัฐบาลเฉพาะกิจที่มีระยะเวลาดำเนินงานจำกัดเพียง 4 เดือน และต้องบริหารจัดการภายใต้งบประมาณที่จำกัด

    แกนนำพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า รัฐบาลมีแผนนำโครงการคนละครึ่งกลับมาดำเนินการอีกครั้ง โดยสามารถเริ่มได้ภายใน 1 เดือน ด้วยการใช้โครงสร้างเดิมผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดมากกว่า 50 ล้านครั้ง และระบบถุงเงินสำหรับร้านค้าที่พร้อมใช้งานโดยไม่ต้องปรับปรุงใหม่ โครงการคนละครึ่ง ซึ่งเคยดำเนินการในช่วงปี 2563-2565 หลังวิกฤตโควิด-19 เป็นนโยบายที่ได้รับความนิยม ช่วยให้ประชาชนจ่ายเงินเพียงครึ่งเดียว โดยรัฐสนับสนุนส่วนที่เหลือ ส่งผลให้ร้านค้ารายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้น และประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น

    ตัวแทนผู้ค้าแสดงความเห็นด้วยกับการนำโครงการนี้กลับมา เนื่องจากพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ โดยในระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาล อาจพิจารณาจ่ายวงเงินเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเห็นผล นายสมชาย ตัวแทนผู้ค้า กล่าวถึงความคาดหวังต่อนโยบายนี้ว่า ช่วยเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นการค้าขายในชีวิตประจำวัน

    นอกจากนี้ รัฐบาลอาจสานต่อนโยบายที่วางรากฐานไว้ในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งเพิ่งเริ่มลงทะเบียนก่อนที่รัฐบาลชุดก่อนจะสิ้นสุดอำนาจ ร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางราง กฎหมายตั๋วร่วม และกฎหมายการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และรอพิจารณาในวุฒิสภา หากได้รับการอนุมัติและประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะสามารถเดินหน้าต่อได้ทันที โดยอาจใช้กองทุนตั๋วร่วมหรืองบประมาณกลางเป็นการชั่วคราว

    อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านการขนส่งชี้ว่า การยึดติดกับค่าโดยสาร 20 บาทอาจต้องใช้เงินชดเชยจำนวนมากถึงหลักพันล้านถึงหมื่นล้านบาท ตามที่พรรคเพื่อไทยเคยประเมิน แต่หากปรับเป็นอัตราค่าโดยสารที่ถูกลงและเหมาะสมกับค่าครองชีพ นโยบายนี้ยังมีโอกาสดำเนินการได้ทันภายในกรอบเวลา

    อีกหนึ่งนโยบายที่อยู่ในความสนใจคือ “หวยเกษียณ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนการออมแห่งชาติ โดยมีหลักการให้ประชาชนซื้อสลากใบละ 50 บาท เพื่อเสี่ยงโชค โดยรางวัลสูงสุด 1 ล้านบาท ออกรางวัลทุกวันศุกร์ จำกัดการซื้อเดือนละไม่เกิน 3,000 บาท เงินที่ซื้อสลากจะถูกเก็บไว้เป็นเงินออมสำหรับใช้หลังอายุ 60 ปี เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ ปัจจุบันร่างกฎหมายหวยเกษียณผ่านสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนท่วมท้น และมีกำหนดเข้าพิจารณาในวุฒิสภาในวันที่ 8-9 ก.ย.2568 หากผ่านการพิจารณาจะสามารถเริ่มขายสลากได้ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

    ดร.นณริฎ พิศลยบุตร นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ เสนอว่า รัฐบาลควรดำเนินนโยบายระยะสั้นอย่างเหมาะสม แต่ต้องให้ความสำคัญกับการวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาวควบคู่กัน เพื่อพิสูจน์ว่ารัฐบาลภูมิใจไทยยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก การสานต่อและปัดฝุ่นนโยบายที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว รวมถึงการนำนโยบายที่ผ่านกฎหมายแล้วมาทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรม จะเป็นแนวทางที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

    อ่านข่าวอื่น:

    “ฮุน มาเนต” ยินดี “อนุทิน” นั่งนายกฯ พร้อมฟื้นสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

    ฝนตกต่อเนื่อง น้ำท่วมหนัก พิจิตร-อ่างทอง เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำเพิ่ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356275&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Jv7kAtPZD_fO5pypRXjSj

  • พ่อค้าแม่ค้าเฮ! หนุน”คนละครึ่ง”คืนชีพ หวังกระตุ้นกำลังซื้อช่วงเศรษฐกิจ | 7 ก.ย. 68 | ไทยรัฐนิวส์โชว์

    พ่อค้าแม่ค้าเฮ! หนุน”คนละครึ่ง”คืนชีพ หวังกระตุ้นกำลังซื้อช่วงเศรษฐกิจ | 7 ก.ย. 68 | ไทยรัฐนิวส์โชว์

    Sustainability

    ความยั่งยืน

    ขณะที่เราไปสำรวจความเห็นพ่อค้าแม่ค้าในตลาดในจังหวัดปราจีนบุรี หลังทราบว่ารัฐบาล นายอนุทิน จะเตรียมนำโครงการคนละครึ่งมาปัดฝุ่นใหม่ ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดเห็นว่าถ้านำโครงการกลับมาใช้อีกก็จะดีมาก เพราะช่วงนี้ เศรษฐกิจของประเทศซบเซา อยู่ในช่วงขาลง ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ #คนละครึ่ง #คนละครึ่งล่าสุด #พรรคประชาชน #เท้งณัฐพงษ์ #อนุทิน #อนุทินชาญวีรกูล #ข่าวการเมือง #พรรคเพื่อไทย #พรรคภูมิใจไทย #แพทองธาร #พรรคกล้าธรรม #ทักษิณ #ภูมิธรรม #ชัยเกษม #ประยุทธ์ #บิ๊กตู่ #ลุงตู่ #ข่าวการเมือง #การเมืองไทย #ไอติมพริษฐ์ #ไอซ์รักชนก #ธนาธรจึงรุ่งเรืองกิจ #แพทองธารชินวัตร #นายกคนที่32 #ไทยรัฐนิวส์โชว์ —————————————————– 🔔 กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://bit.ly/3J2YF7v 💚 สมัครสมาชิกเเฟนข่าวไทยรัฐ : https://bit.ly/4jhFaZ6 . ยินดีต้อนรับแฟนข่าวสู่ Thairath News – ข่าวไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย ช่องทางสำหรับแฟนข่าวเพื่อรับชมข่าวแบบสด ๆ เกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันและติดตามประเด็นข่าวย้อนหลังได้ตลอด 24 ชม. รับชมสดและย้อนหลังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทาง YouTube และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเรา #ไทยรัฐ #ข่าวไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #Thairathnews #THAIRATHTV

    ลือสนั่น! ลุ้น

    16:14

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/futureperfect/video/1167633&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UsfFHollSNSc9XdqjBJEv

  • สวิตเซอร์แลนด์เจรจาสหรัฐฯ หวังลดภาษีนำเข้า 39% กระทบอุตสาหกรรมส่งออก

    สวิตเซอร์แลนด์เจรจาสหรัฐฯ หวังลดภาษีนำเข้า 39% กระทบอุตสาหกรรมส่งออก

    รัฐมนตรีเศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์ กี ปาร์เมอแล็ง เผยว่าการเจรจากับเจ้าหน้าที่อาวุโสสหรัฐอเมริกาผลออกมาเชิงสร้างสรรค์ พร้อมมองเห็นโอกาสที่แท้จริง สำหรับทั้งสองประเทศ หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสวิสสูงถึง 39%

    ปาร์เมอแล็ง ที่ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ระบุผ่านโซเชียลมีเดีย X ว่าได้พบปะกับรัฐมนตรีพาณิชย์ ฮาวเวิร์ด ลัทนิค  รัฐมนตรีการคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ และตัวแทนการค้า เจมิสัน กรีเออร์ ในการเยือนวอชิงตันครั้งล่าสุด

    ภาษีใหม่กระทบหนักอุตสาหกรรมสำคัญ

    ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษี 39% กับสินค้านำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์เมื่อ 1 สิงหาคม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอัตราภาษีสูงสุดที่กำหนดให้กับหลายสิบประเทศ อัตราดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากภาษีพื้นฐาน 10% ที่เริ่มเก็บในเดือนเมษายน

    ภาษีใหม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมส่งออกหลักของสวิตเซอร์แลนด์ โดยเฉพาะการผลิตนาฬิกา เครื่องจักรอุตสาหกรรม รวมถึงช็อกโกแลตและชีส

    ความกังวลด้านการแข่งขัน

    ผู้ประกอบการสวิสแสดงความกังวลว่าคู่แข่งในเศรษฐกิจประเทศร่ำรวยอื่นจะได้เปรียบ เนื่องจากสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นเจรจาได้อัตราภาษี 15% ขณะที่อังกฤษได้อัตรา 10%

    รัฐบาลเบิร์นชี้ให้เห็นว่าสหรัฐอมริกามีดุลการค้าบริการส่วนเกินกับสวิตเซอร์แลนด์อย่างมีนัยสำคัญ และสินค้าอุตสาหกรรมสหรัฐส่วนใหญ่เข้าสวิตเซอร์แลนด์โดยปลอดภาษี

    สำนักเลขาธิการฝ่ายกิจการเศรษฐกิจเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์มีแนวโน้มเติบโต 0.8% ในปีหน้า แทนที่จะเป็น 1.2% ตามที่คาดการณ์ไว้ อันเป็นผลจากภาษีนำเข้าสหรัฐที่สูงขึ้น

    ทรัมป์ทำให้สวิตเซอร์แลนด์ตกใจ เมื่อเขาประกาศเก็บภาษีในอัตรา 39% เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา

    ทรัมป์ทำให้สวิตเซอร์แลนด์ตกใจ เมื่อเขาประกาศเก็บภาษีในอัตรา 39% เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/switzerland-us-tariff-talks-progress-39-percent&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KcnSarc1wBq-m3_MBq5T9

  • แถลงขอบคุณประชาชน มุ่งแก้ปัญหา 4 ด้าน เศรษฐกิจ-ชายแดน-สังคม ภัยธรรมชาติ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    แถลงขอบคุณประชาชน มุ่งแก้ปัญหา 4 ด้าน เศรษฐกิจ-ชายแดน-สังคม ภัยธรรมชาติ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109172&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b2nH7sdy9A0JTFI5pByld

  • หอการค้าไทยยินดี ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ พร้อมหนุนภารกิจด่วน 4 ด้าน

    หอการค้าไทยยินดี ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ พร้อมหนุนภารกิจด่วน 4 ด้าน

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความผันผวนและเปราะบาง จากทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว การค้าและการลงทุนที่มีข้อจำกัด ตลอดจนแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนและต้นทุนภาคธุรกิจที่สูงขึ้น หอการค้าฯ มีความคาดหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าอย่างจริงจัง และจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่ประกอบด้วยบุคลากรคุณภาพ มีความรู้ ความสามารถ เข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจ และยึดมั่นในประโยชน์ของประเทศและประชาชนเหนือผลประโยชน์ทางการเมือง เพื่อร่วมกันฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทย

    สำหรับทิศทางการบริหารประเทศ หอการค้าฯ เห็นด้วยและพร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนภารกิจเร่งด่วน 4 ด้านที่รัฐบาลได้ประกาศ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นต่อการฟื้นฟูประเทศในช่วงเวลานี้ ได้แก่

        1.    ด้านเศรษฐกิจ ดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพทั้งค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน การเดินทาง และค่าขนส่ง แก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ควบคู่กับการสร้างรายได้และโอกาสใหม่ให้กับประชาชน ผู้ประกอบการ และชุมชนฐานราก

        2.    ด้านความมั่นคงชายแดน –จัดการปัญหาพิพาทชายแดนด้วยแนวทางสันติ ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และดูแลเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วและทั่วถึง

        3.    ด้านภัยธรรมชาติ พัฒนาระบบเตือนภัย การป้องกัน และกลไกเยียวยาฟื้นฟู เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม ทันท่วงที และสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง

        4.    ด้านภัยสังคม เร่งรัดมาตรการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การหลอกลวงออนไลน์ รวมถึงปัญหาการพนันและการพนันออนไลน์ โดยสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศอย่างจริงจัง
     

    นอกจากนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าฯ อยากให้เร่งแก้ไขปัญหาการส่งออก การเจรจาภาษีสหรัฐอเมริกา และ FTA เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้พร้อมสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลในมาตรการเชิงรุก โดยเฉพาะ โครงการ “คนละครึ่ง” ที่ช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และการ เร่งสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวไทย ในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนในไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นฤดูท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียน กระจายสู่ชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก นอกจากนั้นการเร่งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของประเทศไทยกลับมาเป็นเรื่องจำเป็น

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมสนับสนุนภารกิจเร่งด่วนทั้ง 4 ด้าน อย่างเต็มที่ ด้วยความมุ่งมั่นและจริงจัง เพื่อให้การดำเนินงานของรัฐบาลบรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378966545&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bi0vaREKyCbixqh79nadZ

  • คนไทยอยากให้นายกฯ คนใหม่เร่งแก้ปมค่าครองชีพ-ปากท้อง เชื่อมั่นปานกลาง : อินโฟเควสท์

    คนไทยอยากให้นายกฯ คนใหม่เร่งแก้ปมค่าครองชีพ-ปากท้อง เชื่อมั่นปานกลาง : อินโฟเควสท์

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “ความคาดหวังต่อนายกรัฐมนตรีคน ที่ 32” ที่ได้จากประชาชนกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศจำนวน 1,191 คน ระหว่างวันที่ 2-5 กันยายน 2568 โดยระบุ ภารกิจเร่งด่วนที่อยากให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ดำเนินการมากที่สุด คือ การแก้ปัญหาค่าครองชีพและปากท้อง ขณะ ที่มีความเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จะสามารถแก้ปัญหาของประเทศได้อยู่ในระดับปานกลาง และกลุ่ม ตัวอย่างส่วนใหญ่เห็นด้วยหากรัฐบาลใหม่ประกาศยุบสภาภายใน 4 เดือนเพื่อเลือกตั้งใหม่ และสิ่งที่อยากฝากถึง นายกรัฐมนตรีคนใหม่มากที่สุดคือ ให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ

    *ประชาชนคิดว่า “ภารกิจเร่งด่วน” ของนายกรัฐมนตรีคนใหม่คือเรื่องใด

    • อันดับ 1 แก้ปัญหาค่าครองชีพและปากท้อง 68.26%
    • อันดับ 2 แก้ปัญหาไทย-กัมพูชา 49.03%
    • อันดับ 3 ฟื้นฟูเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน 44.58%
    • อันดับ 4 ปราบปรามคอร์รัปชัน 33.59%
    • อันดับ 5 แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม 33.08%

    *ประชาชนเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จะสามารถแก้ปัญหาของประเทศได้มากน้อยเพียงใด

    • อันดับ 1 เชื่อมั่นปานกลาง 56.09%
    • อันดับ 2 เชื่อมั่นน้อย 25.94%
    • อันดับ 3 ไม่เชื่อมั่นเลย 13.27%
    • อันดับ 4 เชื่อมั่นมาก 4.70%

    *ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่หากรัฐบาลใหม่ประกาศยุบสภาภายใน 4 เดือนเพื่อเลือกตั้งใหม่

    • อันดับ 1 เห็นด้วย เพราะอยากให้คืนอำนาจให้ประชาชน 76.66%
    • อันดับ 2 ไม่เห็นด้วย เพราะอยากให้รัฐบาลทำงานต่อ เร่งแก้ปัญหาต่าง ๆ 13.01%
    • อันดับ 3 ไม่แน่ใจ 10.33%

    *สิ่งที่ประชาชนอยากฝากถึงนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

    • อันดับ 1 ให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ 53.81%
    • อันดับ 2 ลดค่าครองชีพ สร้างงาน แก้ความยากจน 44.09%
    • อันดับ 3 บริหารบ้านเมืองด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส ไม่คอร์รัปชัน 37.01%
    • อันดับ 4 ทำตามสัญญา ยึดประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นหลัก 35.70%
    • อันดับ 5 แก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างเด็ดขาด 22.05%

    น.ส.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล กล่าวว่า ไม่ว่านายกฯ คนใหม่จะเป็นใคร ประชาชนก็ยังคงกังวลกับปัญหา เศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และปากท้องจนมีเสียงเรียกร้องให้คืนอำนาจผ่านการยุบสภาในเวลาอันสั้น สะท้อนภาวะวิกฤตความศรัทธาต่อวาจา ของนักการเมือง การทำหน้าที่ของนายกฯ ใหม่จึงเต็มไปด้วยความท้าทายทั้งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ บริหารงานอย่างโปร่งใส และทำตามสัญญา ที่ให้ไว้เพื่อกอบกู้ความไว้วางใจจากประชาชน

    น.ส.เบญจพร พึงไชย อาจารย์หลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผล สำรวจสะท้อนถึงปัญหาปากท้องซึ่งยังเป็นปัญหาที่ประชาชนต้องการให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาแก้ไขมากที่สุด นอก จากนี้ความเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีจะสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้อยู่ในระดับปานกลางก็เป็นสัญญาณว่าประชาชนให้โอกาสนายก รัฐมนตรีในการนำพาประเทศ เท่ากับว่าจากนี้นายกรัฐมนตรีจะต้องเร่งสร้างผลงานเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นจากประชาชน ดังนั้นสิ่งที่นายก รัฐมนตรีและคณะรัฐบาลควรดำเนินการ คือ การวางยุทธศาสตร์ และสิ่งสำคัญที่สุดคือการแสดงออกถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา โดย เฉพาะปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527523&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2O_gGNFYeQc1R5aDMUVfo-