Category: เศรษฐกิจ

  • พ่อค้าหวยบ่นอุบ ลอตเตอรี่ขายดีแค่เลขนายกอนุทิน หวังรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    พ่อค้าหวยบ่นอุบ ลอตเตอรี่ขายดีแค่เลขนายกอนุทิน หวังรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    อุทัยธานี พ่อค้าหวยบ่นอุบ ลอตเตอรี่ขายดีแค่เลขนายกอนุทิน เลขอื่นเหลือเต็มแผง หวังรัฐบาลใหม่ จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นกว่าเดิม

    เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 9 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่พูดคุยสอบถามกับพ่อค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลที่บริเวณหน้าตลาดสด อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี หลังจากที่อีกไม่กี่วันนี้จะถึงวันประกาศผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 กันยายนนี้ โดยพบว่ามีพ่อค้ารายหนึ่งถึงกับบ่นอุบกับปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซา ผู้คนจับจ่ายซื้อของกันน้อยลงทุกวัน อย่างสลากกินแบ่งรัฐบาลตอนนี้ก็ยังเหลือเต็มแผง

    โดย นายชุมพร อายุ 67 ปี เล่าว่า ตอนนี้เลขที่ขายดี มีแค่เลขดังของนายกฯ อนุทิน เท่านั้น อย่างเลข 32 15 58 09 ส่วนเลขอื่นๆ นั้นขายไม่ได้เลย ทำให้ตอนนี้ลอตเตอรี่ยังเหลือเต็มแผงอย่างที่เห็น เรียกได้ว่าตอนนี้แผงลอตเตอรี่ทั้งตลาดไม่เหลือเลขพวกนี้แล้วอย่างแน่นอน อยากฝากบอกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ว่า อยากให้บริหารประเทศนี้ให้ดี ให้สมกับที่ประชาชนฝากความหวังไว้ว่ารัฐบาลใหม่ จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นในทุกๆ เรื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2881697&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s8URf_IV0uWSeHS03HfP3

  • นักลงทุนจากยุโรปกังวลการเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ของบังกลาเทศ

    นักลงทุนจากยุโรปกังวลการเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ของบังกลาเทศ

               การเปลี่ยนผ่านจากสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Country: LDC) ไปสู่สถานะประเทศกำลังพัฒนา เป็นเป้าหมายสำคัญของบังกลาเทศ ซึ่งมีกำหนดการเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ในปี 2569 อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น The Daily Star รายงานว่า นาง Nuria Lopez ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมยุโรป-บังกลาเทศ (EuroCham Bangladesh)ได้ตั้งคำถามถึงความพร้อมของบังกลาเทศในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ โดยเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านควรสะท้อนความพร้อมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะของภาคเอกชน มากกว่าการมุ่งเน้นที่ศักดิ์ศรีหรือชื่อเสียงของประเทศ 

               1. ความท้าทายของภาคเอกชนและความไม่พร้อม

               ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมยุโรป-บังกลาเทศระบุว่า การผลักดันให้บังกลาเทศเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ในขณะนี้มุ่งเน้นไปที่ “ศักดิ์ศรี” มากกว่าความพร้อมที่แท้จริง โดยเฉพาะในภาคเอกชน ซึ่งเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจ และชี้ว่าผู้ประกอบการต้องเผชิญกับปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น การขาดแคลนพลังงาน การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่ไม่แน่นอน และต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการเงินที่สูงขึ้น ปัญหาเหล่านี้สะท้อนถึงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังไม่มั่นคง ซึ่งอาจจำกัดความสามารถในการแข่งขันของบังกลาเทศเมื่อสูญเสียสิทธิประโยชน์จากสถานะ LDC เช่น การเข้าถึงตลาดปลอดภาษีหรือความช่วยเหลือทางการเงินจากนานาชาติ

               2. การพึ่งพาอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป

               รายงานเน้นว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของบังกลาเทศที่ผ่านมา หรือที่นักวิเคราะห์หลายรายเรียกกันว่า “ปาฏิหาริย์” มาจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป (Ready-Made Garments: RMG) ซึ่งเป็นภาคส่วนหลักในการส่งออก อย่างไรก็ตาม Lopez ชี้ว่า การพึ่งพาภาคส่วนเดียวทำให้เศรษฐกิจขาดความหลากหลาย ซึ่งเป็นความเสี่ยง เมื่อต้องเผชิญกับการแข่งขันในระดับสากล หลังการเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC การขาดความหลากหลายในผลิตภัณฑ์ส่งออก และความสามารถในการแข่งขันทำให้บังกลาเทศ ยังไม่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

               3. การขาดวิสัยทัศน์ระดับชาติ

               Lopez วิพากษ์วิจารณ์การขาดวิสัยทัศน์ระดับชาติที่ชัดเจนในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ โดยตั้งคำถามว่าบังกลาเทศกำลังมุ่งสู่เศรษฐกิจแบบเปิดหรือแบบป้องกัน การขาดคำตอบที่ชัดเจนในประเด็นนี้ บ่งชี้ถึงการขาดนโยบายที่สอดคล้องกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเตรียมความพร้อมสำหรับการสูญเสียสิทธิประโยชน์จากสถานะ LDC เช่น การยกเลิกการยกเว้นภาษีศุลกากรภายใต้ระบบ Generalized System of Preferences (GSP)

    4. ข้อเสนอแนะ

    Lopez เสนอว่าบังกลาเทศควรมุ่งเน้นการกระจายผลิตภัณฑ์ส่งออก และพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC เป็นโอกาสในการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านที่ขาดการเตรียมการ อาจนำไปสู่ความท้าทายทางเศรษฐกิจ เช่น การสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดส่งออกหรือการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ 

    nuria-lopez-2.png

               ทั้งนี้ ความเห็นละข้อเสนอแนะของ Lopez สอดคล้องกับรายงานขององค์กรนานาชาติ ในหลากหลายประเด็น ดังนี้

               1. ความท้าทายจากการสูญเสียสิทธิประโยชน์ LDC

               ตามรายงานของธนาคารโลก (World Bank, 2023) การเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC จะทำให้บังกลาเทศสูญเสียสิทธิประโยชน์ด้านการค้าที่สำคัญ เช่น การเข้าถึงตลาดยุโรปและสหรัฐฯ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม RMG ที่มีสัดส่วนถึง 84% ของรายได้จากการส่งออกของบังกลาเทศในปี 2566 (สำนักงานส่งเสริมการส่งออก – Export Promotion Bureau, 2023) การวิเคราะห์นี้สอดคล้องกับข้อกังวลของ ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมยุโรป-บังกลาเทศที่ระบุว่าการพึ่งพา RMG ทำให้เศรษฐกิจมีความเปราะบาง การสูญเสีย GSP อาจทำให้ต้นทุนการส่งออกสูงขึ้น และลดความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนามหรือกัมพูชา

               2. ความจำเป็นในการกระจายเศรษฐกิจ

               งานวิจัยจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank (ADB, 2024))ระบุว่า การกระจายผลิตภัณฑ์ส่งออกและการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ เกษตรแปรรูป และเภสัชกรรม เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบังกลาเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพา RMG อย่างไรก็ตาม การพัฒนาภาคส่วนใหม่ ๆ ยังถูกจำกัดโดยโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอและการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ซึ่งสอดคล้องกับการวิจารณ์ของ Lopez เกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูง

               3. การขาดนโยบายที่ชัดเจน

               รายงานจาก United Nations Conference on Trade and Development (UNCTAD, 2024) ชี้ว่า ประเทศที่เปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC จำเป็นต้องมี “กลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่น” (Smooth Transition Strategy) ซึ่งรวมถึงการพัฒนานโยบายที่ชัดเจนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน การขาดวิสัยทัศน์ระดับชาติที่ Lopez กล่าวถึงจึงเป็นประเด็นสำคัญ ตัวอย่างเช่น เวียดนาม ซึ่งเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ในปี 2550 ได้พัฒนานโยบายสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติและการฝึกอบรมแรงงาน ซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง บังกลาเทศยังขาดกลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งอาจทำให้เผชิญความท้าทายมากขึ้น

               4. มุมมองจากภาคเอกชนอื่นๆ

               การวิเคราะห์จาก International Labour Organization (ILO, 2023) ระบุว่า ภาคเอกชนในบังกลาเทศเผชิญกับความท้าทายด้านกฎระเบียบที่ซับซ้อนและการขาดความโปร่งใส ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ Lopez ที่ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่ไม่แน่นอน นอกจากนี้ การลงทุนจากต่างชาติในบังกลาเทศยังถูกจำกัดโดยความล่าช้าในการอนุมัติโครงการและการขาดโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน

               จะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ของบังกลาเทศมีความเสี่ยงสูง หากไม่มีการเตรียมการที่เหมาะสม ความท้าทายหลัก ได้แก่ การพึ่งพาอุตสาหกรรม RMG มากเกินไป การขาดความหลากหลายในผลิตภัณฑ์ส่งออก และการขาดนโยบายที่ชัดเจน เพื่อสนับสนุนภาคเอกชนและการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ การวิเคราะห์จากหน่วยงานระดับนานาชาติ ยืนยันตรงกันว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย  โดยเฉพาะการกระจายเศรษฐกิจ ที่จะต้องกำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมการลงทุนในภาคส่วนใหม่ ๆ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศและเภสัชกรรม โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและสนับสนุนการฝึกอบรมแรงงานที่มีทักษะ  และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในพลังงานและโลจิสติกส์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน  นอกจากนั้น จะต้องมีกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน  รัฐบาลควรจะจัดทำแผนงานระยะยาวที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย รวมถึงภาคเอกชน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสูญเสียสิทธิประโยชน์จากสถานะ LDC 

               กล่าวโดยสรุป การเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ของบังกลาเทศเป็นโอกาสในการยกระดับเศรษฐกิจสู่การเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมยุโรป-บังกลาเทศและแหล่งอื่น ๆ ชี้ให้เห็นว่า ความพร้อมของภาคเอกชนและความหลากหลายทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่ยังขาดหายไป การมุ่งเน้นที่ศักดิ์ศรีโดยไม่คำนึงถึงความท้าทายเหล่านี้ อาจนำไปสู่ผลกระทบทางลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว การพัฒนานโยบายที่ชัดเจนและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น

    ที่มา

    • Lopez, N. (2025). LDC graduation must reflect readiness, not just prestige. The Daily Star. Retrieved from https://www.thedailystar.net/business/news/ldc-graduation-must-reflect-readiness-not-just-prestige-3981326
    • World Bank. (2023). Bangladesh Economic Update: Trade and Competitiveness.
    • Export Promotion Bureau. (2023). Export Statistics of Bangladesh 2022-23.
    • Asian Development Bank. (2024). Economic Diversification for Sustainable Growth in Bangladesh.
    • United Nations Conference on Trade and Development. (2024). Smooth Transition Strategies for LDC Graduation.
    • International Labour Organization. (2023). Private Sector Challenges in Bangladesh: A Policy Perspective.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/sovh0xpqcrl6nhxhmzy76o15&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Xti34ymDXflSSxAlCqVFc

  • ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต

    เศรษฐกิจ

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ปัญหาที่ทำให้เศรษฐกิจไม่เดินหน้า ขาดการลงทุนเม็ดเงินใหม่ที่เข้าสู่ระบบทำให้เศรษฐกิจไม่เติบโตเท่าที่ควร

    • ประเทศไทยเผชิญกับดักรายได้ปานกลางจากการขาดเม็ดเงินใหม่เข้าระบบ โดยภาคส่งออกและท่องเที่ยวเผชิญความท้าทาย นอกจากนี้ยังมีกับดักเชิงโครงสร้างที่พึ่งพาแรงงานมากกว่านวัตกรรม และปัญหาเชิงสังคมรุมเร้า
    • “ปิยะชาติ” เสนอแนวคิดยุทธศาสตร์ที่เป็นทางออก โดยต้องเข้าใจ 7 การเปลี่ยนผ่านของโลก และใช้ประโยชน์จาก 7 โอกาสที่ไทยมีศักยภาพ เช่น เกษตรมูลค่าสูง, การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ, การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ และการเงินเพื่อความยั่งยืน
    • การก้าวข้ามกับดักต้องอาศัยการปรับวิธีคิดเพื่อตั้งเป้าหมายร่วมกันของคนในชาติในการแข่งขันบนเวทีโลก โดยมีภาวะผู้นำที่แข็งแกร่ง
    • ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจปฏิรูปโครงสร้าง และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

    ประเทศไทยยังก้าวไม่พ้นกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งไม่ได้เป็นผลมาจากเรื่องของเศรษฐกิจที่มีปัญหาเรื้อรังเท่านั้น แต่ยังมาจากจุดอ่อนที่ต้องแก้ไขในหลายเรื่อง โดยเฉพาะโมเดลการสร้างรายได้เพื่อดึงเม็ดเงินใหม่เข้าประเทศ ที่ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิธีคิด และสร้างโอกาสเพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศมาอย่างยาวนาน

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด (BRANDi) ดีกรีนักธุรกิจไทยหนึ่งเดียวของไทยที่ได้รับเชิญเข้าร่วมสภาที่ปรึกษาอนาคตของ World Economic Forum ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” หัวข้อ “Out of the Trap” พาประเทศไทยพ้นกับดัก

    สำหรับภาพปัญหาที่เป็นกับดักฉุดรั้งประเทศไทย คือ ไทยเผชิญบททดสอบที่ซับซ้อนจากปัจจัยภายในและแรงกดดันภายนอก และยังซ้ำเติมจากปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมที่กำลังเผชิญปัญหาคนเกิดน้อย คุณภาพแรงงานชั้นกลางลดลง และสังคมสูงวัยที่คนมีอายุยืนขึ้น ซึ่งกระทบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

    นอกจากนี้ยังประสบปัญหาหนี้สินภาครัฐ ครัวเรือนและหนี้ภาพรวม ทำให้ต้นทุนดำรงชีวิตสูงขึ้น ตลาดแรงงานเองมีปัญหาทักษะไม่ตรงความต้องการ (skill mismatch) รวมถึงความสามารถการศึกษาค่อนข้างตกต่ำ ความไม่โปร่งใสและการขาดความไว้วางใจที่รัฐบาลมักกังวลความโปร่งใสทำให้ไม่เห็นปัญหาจริง และทำให้การทำงานร่วมกันถูกมองเป็นการฮั้วมากกว่าการสนับสนุนประเทศ

    ส่วนกับดักใหญ่ที่ฉุดรั้งให้ไทยไม่เติบโตเต็มศักยภาพ ได้แก่ กับดักรายได้ปานกลางที่ปัญหาใหญ่มาจาก “ไม่มีเงินใหม่” เข้าระบบเศรษฐกิจมากพอ หากดูโครงสร้าง GDP พบการบริโภค การลงทุนเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐเป็นเพียงการหมุนเวียนของเงินก้อนเดิม

    แต่สิ่งที่จะทำให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นจริงมาจากการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่ง 2 เครื่องยนต์หลัก กำลังเผชิญความเหนื่อยล้า การส่งออกถูกกดดันจากสงครามการค้าและกำแพงภาษีที่ไม่แน่นอน 

    ขณะที่การท่องเที่ยวยังพึ่งปริมาณนักเดินทางที่เข้ามามากกว่าคุณภาพ ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวไม่สูงพอจะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผลลัพธ์ คือ ประเทศเหมือนบริษัทที่มีรายได้แต่ไม่สร้างกำไรเพื่อนำไปลงทุนต่อยอดที่มากขึ้นได้แท้จริง

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต

    “เวลาที่เจอปัญหาซับซ้อนควรกลับมามองว่าอยากทําอะไร ถ้าโจทย์อยากเป็นประเทศพัฒนาแล้ว หลุดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ต้องดูว่าต้องมี GDP เท่าไหร่ ประเทศต้องมองว่าจะทำอะไรที่มีกําไร ถ้าไม่มีกําไรจะลงทุนต่อยาก รายได้ประชาชนที่หมุนเวียนจะลดลง”

    ประการที่ 2 กับดักเชิงโครงสร้างที่ปัจจุบันมีโครงสร้างเหมือนประเทศกำลังพัฒนาทั่วไปพึ่งพิงแรงงานและเงินทุนเป็นหลัก โดยขาดการพัฒนาความสามารถยกระดับการผลิตภาพรวม (Total Factor Productivity) ที่จะสร้างการเติบโตยั่งยืน ต่างจากประเทศพัฒนาแล้วที่สร้างนวัตกรรม ประสิทธิภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่ม

    ทั้งนี้ ประเทศพัฒนาแล้วมีความสามารถด้านผลิตภาพรวม โดยส่วนใหญ่ 60% คือ การเพิ่มมูลค่าสินค้าและการลงทุนนวัตกรรม มีระบบสถาบันที่ดีมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่ยกระดับเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ทั่วถึง

    จากสถานการณ์ภายนอกขณะนี้โลกอยู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี โดยสหรัฐใช้นโยบาย “America First” พร้อมใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือดึงรายได้ ขณะที่จีนพยายามเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่ด้วยการผลักดัน “Globalization” ที่ตนเองเป็นศูนย์กลาง

    นอกจากนี้โลกสร้างกติกาใหม่ไม่ใช่แค่การค้าแต่ครอบคลุมสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชนและเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือมาตรการ “CBAM” กลไกการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU) ประเทศที่ปรับตัวไม่ทันจะถูกทิ้ง

    ดังนั้นทางออกประเทศต้องเริ่มปรับวิธีคิดมองตำแหน่งบนเวทีโลกว่าอยู่ตรงไหนแล้วจะแข่งอย่างไร เพราะการตั้งเป้าแข่งขันในเวทีโลกจะทําให้คนในประเทศมีวาระร่วม (common agenda) ไม่อย่างนั้นจะมีแต่ปัญหาทั้งการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

    “เหมือนทีมฟุตบอลที่เก่งในบ้านตัวเอง แต่เมื่อก้าวไปพรีเมียร์ลีกจะรู้มาตรฐานจริง การเปรียบเทียบเช่นนี้จะทำให้รู้ว่าต้องพัฒนาจุดใด ที่สำคัญคือการสร้างเป้าหมายร่วมให้คนในชาติเห็นตรงกัน เมื่อมีศัตรูหรือคู่แข่งร่วม ความขัดแย้งภายในจะลดลง”ปิยะชาติ ระบุ

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต

    ส่วนประเด็นสำคัญถัดมาต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัด โดยเสนอแนวคิด “777” ประกอบด้วยทำความเข้าใจ 7 การเปลี่ยนผ่านของโลก (7 Transitions) ได้แก่

    1.การเปลี่ยนผ่านทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics Transition) ที่โลกกำลังเปลี่ยนระเบียบอำนาจ ประเทศไทยต้องหาจุดแข็งของเราในโลกที่กำลังเกิดการเปลี่ยนผ่านในเรื่องนี้

    2.การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ (Economic Transition) ที่วิธีคิดกำลังเปลี่ยนจากประสิทธิภาพสูงสุดมาสู่ความมั่นคงของซัพพลายเชนการผลิต โดยไทยต้องคิดสร้างซัพพลายเชนที่ทำได้ตั้งแต่ต้นน้ำยันจบในประเทศ

    3.การเปลี่ยนผ่านทางสังคม (Societal Transition) ต้องหาวิธีจัดการปัญหาสังคมสูงวัย คนเกิดน้อย หนี้สินครัวเรือน และการรีสกิล อัพสกิล ของแรงงานรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

    4.การเปลี่ยนผ่านทางสภาพแวดล้อม (Environmental Transition) โดยปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นกฎหมายและข้อบังคับที่ต้องสร้างกลไกตลาดสำหรับ Green Product และ Service ให้เกิดขึ้น

    5.การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี (Technological Transition) การก้าวเข้ามาของเทคโนโลยี เช่นการที่ต้องใช้ AI โดยในส่วนนี้ยังคงต้องเน้นในเรื่องของการที่ AI เข้ามาช่วยเสริมสร้างคุณค่าของมนุษย์ (Empower human values) ไม่ใช่ทดแทน

    6.การเปลี่ยนผ่านในเรื่องของทุนมนุษย์ (Human Capital Transition) ซึ่งสิ่งสำคัญคือการต้องยกระดับการศึกษาของต้องพัฒนาคนให้มองได้กว้างและลึก และมีความสามารถทำงานร่วมกับ AI และมนุษย์

    และ 7.การเปลี่ยนผ่านเรื่องระเบียบโลก (World Order Transition) โลกเข้าสถานการณ์ที่ไม่มีหน่วยงานใดทำงานโดยอิสระได้อีกต้องเน้นการทำงานแบบ Public Private People Partnership (PPPP) และส่งเสริมความร่วมมือภายในประเทศ

    สำหรับโอกาสการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยใช้ 7 โอกาสที่เป็นเครื่องยนต์ที่ไทยมีจุดเด่นได้แก่

    1.เกษตรกรรม บวกด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ (Agriculture Plus Technology) โดยเน้นไปที่การสร้างสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงเพื่อการส่งออกสินค้าไม่ใช่เน้นขายถูก

    2.การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition): ใช้ต้นทุนที่เรามี เช่น แสงแดด สายลม น้ำ และ Bio-mass เพื่อผลิตพลังงานสะอาด สร้างความได้เปรียบในการลงทุนจากต่างประเทศ

    3.สุขภาพและการดูแล (Health and Wellness): พัฒนาเป็น Premium Sector โดยเฉพาะ โดยดึงเงินจากต่างประเทศเข้ามา เช่น การเปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นรีสอร์ทสำหรับฟื้นตัวของผู้ป่วยที่ต้องการใช้จ่ายสูง

    4.การท่องเที่ยว (Tourism): เปลี่ยนจากการเน้นปริมาณมาสู่การเน้นคุณภาพ (spending per head สูง) และส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบ Long Stay

    5.ศูนย์กลางโลจิสติกส์ (Logistic Hub): ใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของเราที่เป็นจุดเชื่อมโยงที่ดี เพื่อเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และการค้าดิจิทัล

    6.อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Sector): ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้ลงไปอยู่ในทุกสิ่งที่ทำ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ (unique selling point)

    7.การเป็นศูนย์กลางการเงินในลักษณะที่เป็น Transition Finance Hub โดยพัฒนากรุงเทพฯ เป็นฮับ Green Finance, Inclusive Finance, Sustainable Finance และ Blended Finance เป็นสถานที่นักลงทุนมาพูดคุยยกระดับตลาดให้มีความสนใจเรื่องผู้คนและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น

    ปิยะชาติ กล่าวว่า การที่ทำให้ไทยหลุดพ้นจากกับดัก โดยเฉพาะกับดักเศรษฐกิจระยะสั้น หรือ Quick Wins ต้องเร่งสร้างรายได้เข้าประเทศมากขึ้น โดยการทำงานกับเวทีโลกอย่างแข็งขันและนำเสนอสิ่งที่มีสินค้าไปขายในตลาดที่มีกำลังซื้อ เช่น ตลาดตะวันออกกลาง 

    ขณะที่นโยบายระยะยาวควรเน้นปรับโครงสร้างระบบเงินทุน ปรับนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมให้ตอบโจทย์เวทีโลก เปลี่ยนหน่วยงานกำกับให้มีบทบาทส่งเสริมด้วย (Duo Mandate) ปฏิรูประบบภาษี และจัดการเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) ที่มีขนาดใหญ่ และลดความซ้ำซ้อนและไร้ประสิทธิภาพของหน่วยราชการเพื่อให้ประเทศแข่งขันได้

    ส่วนการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของไทยนั้น ปิยะชาติ กล่าวว่า ระบบทุนนิยมนั้นภาคเอกชนเป็นพระเอก เพราะคล่องตัวและความสามารถการแข่งขันสูง แต่เอกชนเดินคนเดียวไม่ได้ รัฐบาลต้องแสดงภาวะผู้นำเข้มแข็งกล้าสื่อสารประชาชนในสิ่งที่ทำ 

    รวมทั้งที่สำคัญการมีบทบาทในเวทีโลกเป็นวิธีแก้ปัญหาในประเทศ และกล้าตัดสินใจเรื่องที่อาจไม่ถูกใจ เช่น การนำเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบเพื่อเพิ่มรายได้ภาษีที่ใช้ความกล้าหาญทางการเมือง

    “ไทยมีศักยภาพสูงมาก เปรียบเสมือนห้องครัวที่มีวัตถุดิบชั้นเลิศครบ แต่ขาดหัวหน้าเชฟที่จัดการและดึงศักยภาพได้เต็มที่ สิ่งที่ต้องการ คือ ผู้นำมีวิสัยทัศน์ กล้าสื่อสารเป้าหมายร่วมกับสังคม และสร้างกลไกความร่วมมือที่โปร่งใสเพื่อให้ทุกฝ่ายเดินทิศทางเดียวกัน หากทำได้จะคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลกและก้าวข้ามกับดักเศรษฐกิจที่เผชิญ”นายปิยะชาติ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1197924&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nU_HhX8z6Q8tnP5a6YES8

  • ‘แสงชัย’ จี้ ครม.ใหม่ต้องได้คนเก่ง แก้หนี้-ปฏิรูปคนละครึ่ง ดันเศรษฐกิจฐานราก

    ‘แสงชัย’ จี้ ครม.ใหม่ต้องได้คนเก่ง แก้หนี้-ปฏิรูปคนละครึ่ง ดันเศรษฐกิจฐานราก

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ ฐานเศรษฐกิจ ว่า ความคาดหวังต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่คือ นายกรัฐมนตรีต้องคัดสรรบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต และมีภาวะผู้นำสูง พร้อมทำงานแข่งกับเวลาเพื่อรับมือแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน และไม่ให้ประเทศถอยกลับไปติดกับดักผลประโยชน์ทับซ้อนหรือความขัดแย้งทางการเมือง

    เขาระบุว่า มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องดำเนินการคือการยกระดับเครื่องยนต์ขับเคลื่อนประเทศทั้งระบบ โดยด้านเศรษฐกิจจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้เสีย และหนี้นอกระบบ รวมถึงหนี้กองทุนกยศ. ผ่านกลไกที่มียุทธศาสตร์ชัดเจน มีเจ้าภาพรับผิดชอบพร้อมสร้างช่องทางเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำเพื่อลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ

    ควบคู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเจาะจง พร้อมยกระดับศักยภาพแรงงานและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี AI และการสร้างแบรนด์สินค้าและบริการของไทยให้มีมาตรฐานและแตกต่างจนสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

    ‘แสงชัย’ จี้ ครม.ใหม่ต้องได้คนเก่ง แก้หนี้-ปฏิรูปคนละครึ่ง ดันเศรษฐกิจฐานราก

    ด้านสังคม รัฐบาลต้องเดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำและแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่น ขยายโอกาสทางการศึกษาและยกระดับคุณภาพสาธารณสุข รวมถึงจัดการปัญหายาเสพติด การพนันออนไลน์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชนโดยตรง ขณะที่ด้านความมั่นคงควรวางยุทธศาสตร์สร้างสมดุลความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน อาเซียน และมหาอำนาจ เพื่อเสริมเสถียรภาพและเปิดโอกาสให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคมขยายตัวอย่างยั่งยืน ส่วนมิติทางกฎหมายจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปให้เอื้อต่อการทำธุรกิจ แก้ปัญหาทุนสีเทาและธุรกิจนอมินี ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/638369&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bkLTzkxlY_U1orUJtomSR

  • “อนุทิน” เผย “เอกนิติ” นั่งรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดสเปครัฐมนตรีต้องทำงานได้ทันที พร้อมเดินหน้า “คนละครึ่ง” – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “อนุทิน” เผย “เอกนิติ” นั่งรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดสเปครัฐมนตรีต้องทำงานได้ทันที พร้อมเดินหน้า “คนละครึ่ง” – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109195&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YaM5Tx9aJynD9JAdz1Tya

  • ว่าที่ รมช.คลัง ชี้ ‘คนละครึ่ง’ มาแน่  ชูเงินหมุนเวียนกว่า 2 แสนล้าน

    ว่าที่ รมช.คลัง ชี้ ‘คนละครึ่ง’ มาแน่ ชูเงินหมุนเวียนกว่า 2 แสนล้าน

    เศรษฐกิจ

    09 ก.ย. 2025 เวลา 7:34 น.

    “วรภัค” ว่าที่ รมช.คลัง ในรัฐบาล “อนุทิน1” ย้ำถึงเวลาฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” หลังค่าครองชีพสูงเศรษฐกิจฐานรากยังเปราะบาง ช่วยลดภาระประชาชน เงินสะพัดกว่า 2 แสนล้าน

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตซีอีโอกรุงไทย ว่าที่ รมช.คลัง ใน ‘รัฐบาลอนุทิน1’ โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อคืนวันที่ 8 ก.ย.68 ที่ผ่านมาว่า ถึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า “คนละครึ่ง” อาจถึงเวลาที่ต้องกลับมาอีกครั้ง

    หลายคนยังจำได้ “โครงการคนละครึ่ง” ที่รัฐบาลเคยทำในช่วงวิกฤติโควิด เป็นหนึ่งในมาตรการที่ “ประชาชนรู้สึกได้จริง” ว่าช่วยลดภาระค่าครองชีพ และยังทำให้ร้านค้าเล็กๆ ท้องถิ่นมีรายได้หมุนเวียนมากขึ้น

    หลักการก็ง่าย ๆ รัฐช่วยจ่าย 50% ประชาชนจ่ายอีก 50% ไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระ แต่ยังทำให้เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจทันที

    ผลลัพธ์ในครั้งนั้นชัดเจนมาก :

    • ประชาชนกว่า 20–28 ล้านคนเข้าร่วม
    • เงินสะพัดในระบบกว่า 2 แสนล้านบาท
    • ร้านค้ารายย่อย และหาบเร่แผงลอยได้ลูกค้ากลับมา

    นายวรภัค ระบุด้วยว่า ในวันนี้ค่าครองชีพยังสูง เศรษฐกิจฐานรากยังเหนื่อยการพิจารณานำ โครงการคนละครึ่ง กลับมา อาจเป็นอีกหนึ่งทางออกระยะสั้น ที่จะช่วยทั้ง “ผู้ซื้อ” และ “ผู้ขาย” ไปพร้อมกัน

    แน่นอนว่าไม่ใช่คำตอบถาวร แต่ในช่วงที่ประชาชนกำลังรับภาระหนัก การมีมาตรการที่ “สัมผัสได้จริง” อาจเป็นพลังใจ และแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เศรษฐกิจเดินต่อ

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1197940&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18k460PyDQEkB3bG2A8y8K

  • ค้าปลีก เด้งรับ “คนละครึ่ง” ชงเพิ่มวงเงินเป็น 3,000 บาท ดันเงินสะพัด 1.8 แสนล้าน

    ค้าปลีก เด้งรับ “คนละครึ่ง” ชงเพิ่มวงเงินเป็น 3,000 บาท ดันเงินสะพัด 1.8 แสนล้าน

    ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์  เลขาธิการสมาพันธ์ผู้ค้าปลีกแห่งเอเชียแปซิฟิก (FARPA) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า มาตรการคนละครึ่งที่รัฐบาลใหม่จะนำมาใช้นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และ พยุงเศรษฐกิจโดยรวม ให้มีความเข้มแข็งและมั่นคงยิ่งขึ้น ในภาวะที่เศรษฐกิจยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ การสร้างกลไกที่ช่วยกระตุ้นให้ประชาชนมีการใช้จ่ายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินทุนในระบบเศรษฐกิจ และบรรเทาผลกระทบจากความอ่อนแอของกำลังซื้อที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

    “มาตรการ “คนละครึ่ง” ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากฐานราก กระตุ้นการใช้จ่ายของกลุ่มที่มีกำลังซื้อระดับกลาง-ล่าง ซึ่งมีอยู่ประมาณ 30-35 ล้านคน การกำหนดกลุ่มเป้าหมายเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังซื้อของฐานรากยังคงอ่อนแอ การที่รัฐบาลเข้ามาเติมเต็มกำลังซื้อให้คนกลุ่มนี้ จึงเป็นการสร้างโอกาสให้พวกเขาสามารถใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น”

    นอกจากนี้มาตรการ “คนละครึ่ง” ยังมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนร้านค้าย่อย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา การที่ผู้บริโภคหันมาใช้จ่ายผ่านมาตรการนี้ จะส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนไปสู่ร้านค้าขนาดเล็กเหล่านี้โดยตรง ซึ่งจะช่วยให้พวกเขามีรายได้และสามารถประคองธุรกิจต่อไปได้  

    ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์

    อย่างไรก็ดีงบประมาณที่รัฐบาลมีอยู่ 2.5 หมื่นล้านบาท สำหรับมาตรการ “คนละครึ่ง” อาจไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน ขณะที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันยังต้องการแรงกระตุ้นต่อเนื่อง

    ดังนั้นจึงควรเพิ่มวงเงินสนับสนุนในการใช้จ่ายเป็น 3,000 บาทต่อคนเพื่อใช้จ่ายตลอดระยะเวลา 3 เดือน (ต.ค.-ธ.ค. 68) ซึ่งเมื่อรวมกับเม็ดเงินจากงบประมาณที่รัฐจะต้องร่วมจ่ายอีก 3,000 บาทต่อคน ประเมินเบื้องต้นคาดว่าจะทำให้เกิดเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจจากการจับจ่ายใช้สอยไม่ต่ำกว่า 1.8 แสนล้านบาทเลยทีเดียว

    ดร.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งมาตรการที่รัฐบาลควรนำกลับมาใช้คือ  “Easy E-receipt” (ช้อปลดหย่อนภาษี)  เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในกลุ่มผู้มีกำลังซื้อที่สูง ซึ่งมีจำนวนประมาณ 5-8 ล้านคน และสามารถทำได้ทันทีในช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. นี้ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในปีถัดไป ซึ่ง Easy E-receipt ไม่ได้ใช้เงินจากงบประมาณในปีนี้ แต่เป็นการลดภาระภาษีที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณระยะสั้นของรัฐบาล

    ค้าปลีก เด้งรับ “คนละครึ่ง” ชงเพิ่มวงเงินเป็น 3,000 บาท ดันเงินสะพัด 1.8 แสนล้าน

    อีกหนึ่งมาตรการที่เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และทำให้เกิดการใช้จ่ายจริงคือ มาตรการกระตุ้นการจ้างงานแบบคนละครึ่ง โดยรัฐร่วมจ่าย 50% และเอกชนเจ้าของกิจการร่วมจ่าย 50% ในการจ้างงานเด็กจบใหม่หรือผู้ที่ต้องการมีงานทำ ซึ่งนอกจากจะแก้ไขปัญหาการว่างงาน ยังสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน และเมื่อประชาชนมีรายได้ ก็จะมีเงินไปจับจ่ายใช้สอย จะเกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เป็นการสร้างวงจรบวกทั้งในด้านการจ้างงานและการบริโภค

    “กลยุทธ์ที่สำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในปัจจุบัน รัฐบาลต้องทำหลายมาตรการพร้อมๆ กัน เพราะการดำเนินมาตรการเพียงอย่างเดียวนั้นคงไม่ช่วยเท่าไร การผสมผสานมาตรการคนละครึ่งที่เน้นกลุ่มกำลังซื้อกลางถึงล่าง ร้านค้าย่อย มาตรการ Easy E-receipt ที่เน้นกลุ่มกำลังซื้อสูง และมาตรการจ้างงานที่สร้างรายได้ จะเป็นการสร้างแรงกระตุ้นที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูงสุด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638395&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ssfaCiAbAhgqCs-mDYTHk

  • วธ.โชว์ความสำเร็จ มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย “จากภูมิปัญญาสู่พลังเศรษฐกิจ!” ได้จริง ปลื้ม 5 วันยอดคนแห่ชม ชิม แชะ ช้อปแล้วแชร์เพียบ ร่วมกว่า 3 หมื่นคน – ยอดเข้าถึงออนไลน์และออฟไลน์ทะลุ 30 ล้านครั้ง

    วธ.โชว์ความสำเร็จ มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย “จากภูมิปัญญาสู่พลังเศรษฐกิจ!” ได้จริง ปลื้ม 5 วันยอดคนแห่ชม ชิม แชะ ช้อปแล้วแชร์เพียบ ร่วมกว่า 3 หมื่นคน – ยอดเข้าถึงออนไลน์และออฟไลน์ทะลุ 30 ล้านครั้ง

    วันที่ 9 กันยายน 2568 นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยถึงผลสำเร็จจากการจัดงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย ประจำปี 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ระหว่างวันที่ 3 – 7 กันยายน 2568 ว่า ได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยมีผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 32,000 คน และมียอดรับชมผ่าน Live Facebook กว่า 167,370 ครั้ง รวมการเข้าถึงทั้งออนไลน์และออฟไลน์มากกว่า 30 ล้านครั้ง ก่อให้เกิดการใช้จ่ายในงานกว่า 11 ล้านบาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 85 ล้านบาท

    “ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่สะท้อนว่า งานมีความเป็นไทยชัดเจนและกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแสดง การจำหน่ายสินค้า อาหารไทย – อาหารถิ่นจากทุกภูมิภาค รวมถึงกิจกรรม workshop ที่เปิดโอกาสให้ลงมือทำจริง อีกทั้งยังเสนอให้เพิ่มโซนอาหารถิ่นให้มากขึ้นในปีต่อไป ซึ่งตอกย้ำศักยภาพของ “ทุนทางวัฒนธรรม” ในการส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว พร้อมทั้งยกระดับ Soft Power ของไทยสู่สายตานานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม” นายประสพ กล่าว

    นายประสพ กล่าวอีกว่า โดยตลอดทั้ง 5 วัน ของการจัดงาน เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมฟรีทุกวัน เวลา 10.00 – 21.00 น. ภายในงานมีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมจากทั้ง 4 ภาค โดยศิลปินแห่งชาติและศิลปินชื่อดัง ตลอดจนกิจกรรมหลากหลายที่ได้รับความสนใจจากเด็ก เยาวชน และประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งยังมีร้านค้าผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม CPOT ร้านอาหารอร่อยยกมาจากทั่วประเทศกว่า 180 ร้าน ที่ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้สนใจร่วมอุดหนุนสินค้าไทย เป็นไปตามแนวคิด “ไทยดี” ที่ถ่ายทอดความงดงามและคุณค่าใน 4 มิติ คือ ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม อาหาร และผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทย พร้อมผลักดัน Soft Power ของไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติ

    “ความสำเร็จครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เครือข่ายศิลปิน เครือข่ายผู้ประกอบการ และประชาชนผู้เข้าร่วมงาน ที่ผนึกกำลังกันขับเคลื่อน Soft Power ไทย ผ่านมิติทางวัฒนธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระทรวงวัฒนธรรมพร้อมเดินหน้าสานต่อนโยบายเชิงรุกเพื่อให้วัฒนธรรมเป็นพลังสร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทยให้กับทุกเจเนอเรชัน ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสร้างความสำเร็จในครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่ปีหน้าครับ” ปลัด วธ. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/955477&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mL6H5Zj5ITeLxbxwXVq98

  • เศรษฐกิจและหนี้นอกระบบของไทย

    เศรษฐกิจและหนี้นอกระบบของไทย

    ไทยติดกับดักการเป็นประเทศรายได้ปานกลางมานานมากกว่า 3 ทศวรรษ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 5% ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ปี 2568 คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตประมาณ 2% เมื่อรวมกับปัจจัยลบหลากหลายด้าน อาทิ การเมืองที่ไม่แน่นอน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก ตลอดจนการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา ทำให้เศรษฐกิจไทยโดนแซงหน้า

    ต่อเรื่องนี้ ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทยและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย แสดงความเห็นว่า ระหว่างปี 2569-2573 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่เฉลี่ย 2.1% เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยของโลกที่ 3.1%, อาเซียน 3.6%, มาเลเซีย 4%, อินโดนีเซียและเวียดนาม 5%, ฟิลิปปินส์ 6.1% และอินเดีย 6.5% ไทยอยู่รั้งท้าย

    นอกจากความพยายามในการขยายตลาดส่งออก ลดความเสี่ยงต่อการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รักษาความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาวแล้ว การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจยังเป็นทางออกที่ไทยไม่สามารถพลาดโอกาสได้อีกแล้ว และ 1 ในหนทางทั้งหมดคือการทำให้เศรษฐกิจนอกระบบของไทยขยับขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจในระบบ

    ข้อมูลของธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ สสว.และกรมสรรพากร พบว่า เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีขนาดใหญ่มาก คิดเป็นสัดส่วน 48% ของจีดีพี เทียบกับ 14% ของเวียดนาม, 30% ของมาเลเซีย, 18% ของอินโดนีเซีย, 40% ของฟิลิปปินส์ และ 26% ของเกาหลีใต้

    เศรษฐกิจนอกระบบครอบคลุมกิจกรรม ตั้งแต่ร้านค้ารายย่อยผู้ค้าออนไลน์ แรงงานนอกระบบประกันสังคม หาบเร่แผงลอย มอเตอร์ไซค์รับจ้าง โรงแรมที่ไม่ได้รับใบอนุญาต หนี้นอกระบบ หวยใต้ดิน ธุรกิจสีเทา เช่น ค้ายาเสพติด พนันออนไลน์ ประเทศไทยมีแรงงานนอกระบบ 53% หรือเกินครึ่งหนึ่ง มีคน 11-12 ล้านคนที่ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีคนเสียภาษี 4 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 71 ล้านคน

    เวิลด์แบงก์ประเมินว่า เศรษฐกิจนอกระบบทำให้เกิดความท้าทายมากมาย ตั้งแต่รายได้ที่อยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพ, ความยากจนและความเหลื่อมล้ำสูง, การกำกับดูแลที่ด้อยกว่า, ผลิตภาพในระดับต่ำกระทบความสามารถในการรับมือกับปัญหาของประเทศนั้นๆ นำไปสู่ความอ่อนแอต่อการบังคับใช้กฎหมาย การคอร์รัปชันในวงกว้าง และอาจกระทบต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทจากการเข้า-ออกนอกประเทศของเงินบาท ที่ไม่สามารถตรวจสอบร่องรอยได้ นอกจากนั้น เศรษฐกิจนอกระบบยังเกี่ยวพันแยกไม่ออกจากหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

    จากการสำรวจหนี้นอกระบบไทย โดยความร่วมมือของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและธนาคารกรุงไทยเมื่อเดือน พ.ย.2567 พบครัวเรือนไทย 78% มีหนี้ ขณะที่ 22% ไม่มีหนี้ ในจำนวน 78% ดังกล่าว 48% มีหนี้ทั้งในและนอกระบบ ส่วนที่มีหนี้ในระบบอย่างเดียว 38% และหนี้นอกระบบอย่างเดียว 14% โดยนิยามหนี้จากการสำรวจในครั้งนี้ครอบคลุมหนี้ที่ต้องคืนทุกประเภทแม้ไม่มีดอกเบี้ย

    งานวิจัยชิ้นนี้พบว่า หนี้นอกระบบอาจมีมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท หรือ 13% ของหนี้ครัวเรือนรวม สูงกว่าที่หน่วยงานราชการประเมินไว้ ลูกหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในแรงงานนอกระบบ เป็นพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย เกษตรกร ผู้มีรายได้ไม่แน่นอน ไม่ผ่านเกณฑ์กู้เงินจากธนาคาร โดยวัตถุประสงค์ของการกู้ ไม่ได้เพื่อการใช้จ่ายเกินตัวตามความเข้าใจของคนอื่นเสมอไป แต่ส่วนใหญ่ 70% ของหนี้นอกระบบ เป็นการกู้เพื่อประกอบธุรกิจขนาดเล็ก ผ่อนรถ เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว

    และยังมีความซับซ้อน เช่น มีการกู้เงินในระบบมาใช้หนี้นอกระบบหรือกลับกัน, เจ้าหนี้นอกระบบบางรายปล่อยกู้โดยอิงตามความสามารถของลูกหนี้ในการกู้เงินในระบบ, การเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ โดยกู้เงินนอกระบบมาปล่อยกู้ให้ลูกหนี้นอกระบบอีกทอด ส่วนเวลาจะจ่ายดอกเบี้ย ลูกหนี้ 79% จะเลือกจ่ายหนี้นอกระบบก่อน กลัวที่พึ่งแหล่งสุดท้ายหายไปเพราะเงินกู้นอกระบบมีความยืดหยุ่น เข้าถึงง่ายกว่า ส่วนหนี้ในระบบยอมปล่อยให้ธนาคารฟ้อง หรือรอรัฐบาลช่วยเหลือ รอลดค่าปรับ

    ในมุมของธนาคารพาณิชย์และผลกระทบต่อเสถียรภาพการเงิน หนี้นอกระบบที่ไม่มีข้อมูล หลักฐานเหล่านี้ทำให้การประเมินเพื่อปล่อยสินเชื่อผิดพลาดได้ และเมื่อลูกหนี้มักเลือกชำระดอกเบี้ยของหนี้นอกระบบก่อน ทำให้หนี้เสียในภาคธนาคารสูง ลดลงได้ยาก หากหนี้นอกระบบเติบโตไปเรื่อยๆ จะกระทบกำลังซื้อของประชาชนในระยะยาว กรณีมีการชำระหนี้ ก็แค่การเปลี่ยนมือของเงินเท่านั้น ไม่เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

    เรื่องนี้ ผยง ศรีวณิช มีทางออก นอกจากการช่วยเหลือจากภาครัฐผ่านมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” แล้ว 1 ในหลายทางออกคือต้องทำให้เศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ โดยเขาประเมินว่า หากเศรษฐกิจนอกระบบของไทยลดลงจาก 48% ของจีดีพี ลงมาเหลือสัก 35% เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นทันที

    วิธีการคือการใช้นโยบายสวัสดิการ Negative Income Tax หรือที่กระทรวงการคลังตั้งชื่อให้เข้าใจง่ายๆว่า “เงินโอนแก้จน คนขยัน” คาดว่าจะนำมาใช้ภายในปี 2570 หลักการคือให้ประชาชนทุกคนต้องยื่นแบบภาษี ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี ส่วนหากไม่ถึงเกณฑ์จะได้รับสวัสดิการช่วยเหลือจากรัฐแทน นอกจากนำเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบแล้วยังเป็นการช่วยเหลือคนที่รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ได้ตรงเป้าหมายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น.

    ศุภิกา ยิ้มละมัย

    คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2881475&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Praf-cCn5mGargrqomlYO

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีไทยปี 2568 มาที่ 1.8% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกก่อนการเก็บภาษีทรัมป์ที่เหลือ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยยังมีความไม่แน่นอนสูง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีไทยปี 2568 มาที่ 1.8% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกก่อนการเก็บภาษีทรัมป์ที่เหลือ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยยังมีความไม่แน่นอนสูง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีปี 2568 มาที่ 1.8% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งมีการชะลอตัวลงน้อยกว่าที่คาดในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ส่งผลให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคลดต่ำลง ขณะที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะที่เหลือของปี 2568 มองว่า กนง.มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้ง ซึ่งต้องมาควบคู่กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าของรัฐบาลใหม่

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้ง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เข้ามาแทรกแซงความเป็นอิสระของเฟด จึงทำให้ตลาดการเงินคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยอย่างเร็วและแรง โดยเริ่มในเดือนกันยายนนี้ นอกจากนี้ ความผันผวนและความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ เริ่มส่งผลให้การจ้างงานในสหรัฐฯ เริ่มชะลอลงและทำให้ความเชื่อมั่นต่อสกุลเงินดอลลาร์ฯ ถูกบั่นทอนลง ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนมาเกือบ 10% แล้วในปีนี้

    นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 มาอยู่ที่ 1.8% จาก 1.5% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ ก่อนมาตรการภาษีฯ ตามมาตรา 232 และภาษีสินค้าอ้อมผ่านประเทศที่สาม (Transshipment) มีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ การส่งออกที่ชะลอตัวลงน้อยกว่าที่คาดในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ส่งผลให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคนั้น ลดต่ำลง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ยังมีความท้าทายจากผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากภาษีสหรัฐฯ การท่องเที่ยวที่ชะลอตัว และปัจจัยทางการเมือง ที่ยังต้องติดตาม ขณะที่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะที่เหลือของปี 2568 นั้น มองว่า กนง.มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งมาควบคู่กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าของรัฐบาลใหม่

    นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า กลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศน้อยกว่า 50% อาจเสี่ยงโดนภาษี Transshipment ของสหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 27% ของสินค้าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ขณะที่ ประเมินว่าอัตราภาษีเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Effective rate) ของไทยน่าจะอยู่ที่ราว 26% ต่ำกว่ามาเลเซีย แต่สูงกว่าเวียดนามและอินโดนีเซีย โดยไทยมีสัดส่วนสินค้าที่โดนภาษีสูงกว่า 19% เกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ทำให้ยังเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งดูแลภาคการผลิต เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบลูกโซ่ที่จะมีต่อธุรกิจและแรงงาน

    ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ขยายความผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้ Section 232 ว่าจะมีผลกระทบต่อไทยชัดเจนมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีสินค้าไทยเผชิญประเด็นภาษีดังกล่าวในสัดส่วนเพียง 12.3% ของมูลค่าสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยทั้งหมด มาที่สัดส่วน 19.5% หลังการประกาศเริ่มเก็บภาษีนำเข้า Semiconductor ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงราวไตรมาส 4 ของปีนี้ ทั้งนี้ Semiconductor เป็นกลุ่มสินค้าที่จะถูกเก็บภาษีสูงถึง 100-300% แม้ว่าในรอบแรก ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มี Semiconductor เป็นส่วนประกอบ เช่น ฮาร์ดดิสก์ และคอมพิวเตอร์ จะยังไม่ถูกเก็บภาษีดังกล่าวก็ตาม ผลกระทบจากการเก็บภาษีข้างต้น คาดว่าจะส่งผลให้มูลค่าการส่งออก Semiconductor ของไทยพลิกจากเติบโตด้วยเลขสองหลักในปีนี้ เป็นการหดตัวลงราว 4.8% ในปี 2569 เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ ครองสัดส่วนส่งออก Semiconductor ไทยสูงถึง 16.2%

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/09/576676/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ea49nkbQ5s0KAr6t2a9Fg