Category: เศรษฐกิจ

  • “อนุทิน” หารือสภาอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะสั้น เร่งแก้ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา

    “อนุทิน” หารือสภาอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะสั้น เร่งแก้ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา

    “อนุทิน” หารือสภาอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะสั้น เร่งแก้ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา


    16/09/2568 | 73 |

    (15 ก.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ประกอบด้วย นายสุชาติ ชมกลิ่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายธนกร วังบุญคงชนะ นายวรภัค ธันยาวงษ์ และ
    นายกุลิศ สมบัติศิริ เข้าหารือกับนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม มุ่งเสริมศักยภาพการแข่งขันและยกระดับความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย 
    การหารือครั้งนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทยและแนวทางการขับเคลื่อนตามนโยบาย 4GO ได้แก่ 1. GO Digital & AI การยกระดับภาคอุตสาหกรรมด้วยดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ 2. GO Innovation การสร้างผู้ประกอบการ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ด้วยนวัตกรรม 3. GO Global การยกระดับห่วงโซ่อุปทานสากลและการขยายสู่ตลาดโลก และ 4. GO Green การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก
         
    ด้านรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนในระยะเวลา 4 เดือน เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญ 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย
    1. ด้านเศรษฐกิจ มุ่งดำเนินมาตรการเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ค่าเดินทาง และค่าขนส่งต่าง ๆ พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยอย่างเร่งด่วน
    2. ด้านความมั่นคง มุ่งแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาด้วยแนวทางสันติภาพ
    3. ด้านภัยธรรมชาติ ต่อยอดการพัฒนาระบบเตือนภัยที่เคยริเริ่มไว้ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมเร่งชดเชยความเสียหายแก่ประชาชนที่ประสบภัยธรรมชาติให้ทันการณ์
    4. ด้านภัยสังคม มุ่งปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ การพนัน และการพนันออนไลน์อย่างจริงจัง โดยสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศ เพื่อกวาดล้างปัญหาภัยสังคมในทุกรูปแบบ
        นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องให้ความสำคัญกับปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของผู้ประกอบการ หรือแม้แต่ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา เราต้องใช้ทุกวิธีในการแก้ปัญหาทั้งทางด้านการทหาร ทางการทูต และการหารือกับฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด ในเรื่องของผู้ประกอบการ จะสนับสนุนให้มีการลงทุน และผลิตสินค้าภายในประเทศมากขึ้น ประเทศไทยเราไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่น ขณะเดียวกันเรามีประเทศคู่แข่งมาก ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องตื่นตัว เพื่อความอยู่รอดของประเทศ และต้องเร่งหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ด้วยในเรื่องส่งเสริมการลงทุน ถึงแม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่มั่นใจว่าเราจะใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตและทำให้ทุกฝ่าย
    เกิดความคล่องตัวมากขึ้น “ดรีมทีม จะเป็น เรียลทีม ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก เราจะใช้หลักการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาประเทศชาติ” 
        นโยบายของรัฐบาล มุ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น และการวางรากฐานเพื่อต่อยอดให้มีความมั่นคงในระยะยาว รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขอให้ทุกคนอย่ากังวล ทุกอย่างจะปฏิบัติภายใต้ความมั่นคง และหารือกับฝ่ายกัมพูชาให้เร็วที่สุด แต่จะรักษาประเทศชาติ ย้ำว่าขณะนี้ยังไม่มีการเปิดด่าน เพราะทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขความมั่นคง จะขับเคลื่อนในการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่อยู่ในโครงการไทยแลนด์พลัสวัน และพร้อมสนับสนุนเจรจากับประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน คู่แข่งทางการค้าในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา (Cambodia) ลาว (Laos) เมียนมา (Myanmar) และเวียดนาม (Vietnam)) ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน ยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้เป็นตัวอย่าง โดยจะใช้โอกาสนี้ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้า เชื่อว่าหากเศรษฐกิจดี จะทำให้สังคมเป็นสุขไม่เกิดความขัดแย้งและให้ความมั่นใจว่าการทำงานจะยึดส่วนรวมเป็นหลัก และจะใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่เพื่อทุกคน ผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้ความคาดหวังของทุกคนเกิดขึ้นจริง
         โดยผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้นำเสนอแนวทางในการส่งเสริมอุตสาหกรรม 5 เรื่องหลักในระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย
    1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า
    2. การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs 
    3. การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ
    4. การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ
    5. การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท
         สำหรับประเด็นเกี่ยวกับ การรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯและสงครามการค้า นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. ได้ชี้แจงว่าปัจจุบันไทยถูกสหรัฐอเมริกา เริ่มเก็บภาษีอัตราที่ 19% ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 แต่จะมีการเรียกภาษีอยู่ 2 กรณี คือ 
    • กรณีที่ 1 สำหรับการเรียกเก็บภาษีอัตราที่ 19% ใช้กับสินค้าที่ตกอยู่ในขอบเขตของมาตรการนี้โดยรวมยกเว้นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เหล็กและอลูมิเนียม ทองแดงกึ่งสำเร็จรูป เพราะสินค้ากลุ่มนี้มีกรอบกฎเกณฑ์ต่างหาก 
    • กรณีที่ 2 เรียกเก็บภาษีอัตราที่ 40% จะบังคับใช้เมื่อสินค้าถูกพิจารณาว่า เกิดจากการสวมสิทธิ์ของประเทศที่สาม หรือมีกรณี transshipment โดยสินค้าในกรณีนี้จะต้องผ่านการตรวจสอบและพิสูจน์โดย U.S. Customs and Border Protection (CBP) ก่อน และหากพบว่ามีการสวมสิทธิ์จริงจะถูกเรียกเก็บอัตรานี้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีหลักเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (Regional Value Content: RVC) ที่ชัดเจน ภาครัฐจึงต้องติดตามแนวปฏิบัติของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ทัน
         ด้านการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. ชี้แจงถึงสถานะความเปราะบางของ SME ไทย ณ เดือนมิถุนายน 2568 ว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan: NPL) ในกลุ่ม SME คิดเป็น 243,026 ล้านบาท และยอดหนี้คงค้างรวม (สินเชื่อ SME) คิดเป็น 3,119,525 ล้านบาท ดังนั้น ส.อ.ท. จึงนำเสนอแนวทางส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน ภายใต้ “มาตรการ Fast Track เพื่อ SME” ประกอบด้วย โครงการค้ำประกันสินเชื่อฉุกเฉิน (Emergency Credit Guarantee) สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง SME ด่วนพิเศษ 1% ผ่านกองทุนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และมาตรการ “Hair Cut” สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้เสีย (NPL) เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ที่เหลือได้และปิดบัญชี รวมทั้งลดปริมาณหนี้เสียในระบบโดยรวม
         ส่วนนายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต โดยเน้นถึงความจำเป็นในการสร้างโครงสร้างค่าไฟที่เป็นธรรม สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ภาครัฐเร่งจัดทำแผน PDP (Power Development Plan) ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปี 2568
         ขณะที่ นายเวทิต โชควัฒนา รองประธาน ส.อ.ท. ได้สะท้อนปัญหาการค้าชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก สำหรับระยะเร่งด่วน ควรมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายด้านการโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการ ผ่านการเสริมช่องทางโลจิสติกส์เดิม การเพิ่มเรือชายฝั่งในการส่งสินค้าผ่านช่องทางที่ไม่ใช่ชายแดนที่มีอาณาเขตติดกัน เช่น จันทบุรี และตราด ระยะสั้น เสนอแนะให้พิจารณา Soft Loan ให้ผู้ประกอบการเพื่อรักษาสภาพคล่องของกลุ่ม SME ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา หรือผู้ที่มีหลักฐานการค้าขายต่อเนื่องกับกัมพูชา มาตรการระยะยาว พิจารณาตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่จะให้ทั้งสองประเทศกลับมาทำการค้าร่วมกัน และมีการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมาย สร้างความเจริญเติบโตร่วมกันให้กับภูมิภาค
         นอกจากนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ยังได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม และอินโดนีเซีย ส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยได้เสนอให้ภาครัฐเร่งศึกษาและแยกแยะผลกระทบจากธุรกรรมทองคำ คริปโตเคอร์เรนซี และการโอนเงินแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านระบบ กลไกความร่วมมือในอนาคต ส.อ.ท. เห็นควรให้ขับเคลื่อนการหารือผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยการพบปะในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความร่วมมือเชิงรุกระหว่างภาครัฐและเอกชน โดย ส.อ.ท. พร้อมที่จะสนับสนุนและทำงานเคียงข้างรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อนำพาเศรษฐกิจไทยสู่ความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืนในอนาคต
     


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region7.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/423679&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12BzfKkhdLGovdmwremVLY

  • ‘อนุทิน’ ยกคณะถก หอการค้าฯ 18 ก.ย. นี้ ชงแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    ‘อนุทิน’ ยกคณะถก หอการค้าฯ 18 ก.ย. นี้ ชงแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะฯมีกำหนดการเดินทางไปยังสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย วันที่ (18 กันยายน 2568)

    โดยจะมีประชุมหารือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ระหว่างคณะรัฐบาล และคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 

    อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาทางหอการค้าฯ มาตรการต่าง ๆ ที่อยากเสนอให้ภาครัฐเข้ามาแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องการแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ภาคการส่งออก การท่องเที่ยว และเกษตรกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งหอกาค้า อยากเสนอแนวทางว่า ควร แยกดุลทองคำออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถประเมินผลกระทบต่อค่าเงินได้ตรงจุด 

    ขณะเดียวกันอยากเสนอให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาจัดการดูแลในส่วนนี้อย่างเป็นระบบ เพราะหากปล่อยให้กลไกค่าเงินผันผวนโดยไม่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย จะทำให้ผู้ประกอบการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่ค้า

    นอกจากนี้ยังมีความกังวลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยทั้งจากสภาพเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว แรงกดดันจากสงครามการค้า และการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าจากต่างประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs 

    ทั้งนี้ เพื่อเป็นมาตรการลดภาระให้กับผู้ประกอบการไทย จึงอยากเสนอให้ภาครัฐพิจารณาปรับลดวงเงินประกันการใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ประกอบการประเภทที่ 3 กิจการขนาดกลาง ประเภทที่ 4 กิจการขนาดใหญ่ และประเภทที่ 5 กิจการเฉพาะอย่าง (กิจการโรงแรมและให้เช่าพักอาศัย) ที่ปัจจุบันมีการวางเงินประกันการใช้ไฟฟ้ารวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท โดยขอให้ปรับลดวงเงินประกันฯ ให้เหลือ 0.5 เท่า 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638994&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GT4QD9TdJr9eoaEKYZal2

  • 5 ปีของเศรษฐพุฒิที่แบงก์ชาติ กับโลกใหม่ เพิ่งเริ่มต้น

    5 ปีของเศรษฐพุฒิที่แบงก์ชาติ กับโลกใหม่ เพิ่งเริ่มต้น

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-35&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_HBiTYFRrQP9v6v9keZAI

  • ทิสโก้เปิด 5 กลยุทธ์วางแผนเกษียณ รับมือเศรษฐกิจไม่แน่นอน

    ทิสโก้เปิด 5 กลยุทธ์วางแผนเกษียณ รับมือเศรษฐกิจไม่แน่นอน

    นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง และหลายหน่วยงานเริ่มมีแนวคิดเลิกจ้างงานก่อนพนักงานอายุ 60 ปีนั้น ธนาคารทิสโก้แนะนำคนไทยเพิ่มความเข้มข้นของการวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณรองรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยใช้ 5 กลยุทธ์ คือ 1. กำหนดเป้าหมายการเงินที่ชัดเจน 2. สร้างแหล่งรายได้ 3. กระจายการลงทุน 4. ปรับพอร์ตการลงทุนตามอายุและสภาวะเศรษฐกิจ 5. ใช้ประกันสุขภาพเสริมความมั่นคง   

    สำหรับรายละเอียดกลยุทธ์การวางแผนเกษียณ 5 กลยุทธ์ มีดังนี้  

    กำหนดเป้าหมายการเงินที่ชัดเจน 

    การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณมีความสำคัญมาก เพราะเป็น “เข็มทิศ” ที่ช่วยให้วางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่หลงทาง สิ่งที่ต้องเตรียมคือ อายุที่คาดว่าจะเกษียณ ต้องการใช้เงินเดือนละเท่าไหร่ คาดว่าจะมีอายุขัยกี่ปีและนำอัตราผลตอบแทนการลงทุนในช่วงหลังเกษียณหลังหักเงินเฟ้อเข้ามาคำนวนเพื่อหาเป้าหมายเงินก้อนก่อนเกษียณ ขั้นตอนนี้สามารถใช้โปรแกรมวางแผนการเงินช่วยคำนวนได้ เช่น โปรแกรม TISCO My Goal คลิก https://link.tisco.co.th/cnI6zA 

    ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    “หากเกษียณตอน 60 ปี มีเงินใช้เดือนละ 30,000 บาทไปจนถึงอายุ 80 ปี ณ วันเกษียณจะต้องมีเงินประมาณ 6.5 ล้านบาท แต่หากต้องการเกษียณเร็วขึ้น 5 ปี ต้องเตรียมเงินเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20-30% ของจำนวนเงิน ณ วันเกษียณ เช่น เกษียณอายุตอน 55 ปี ต้องการมีเงินใช้เดือนละ 30,000 บาทไปจนถึงอายุ 80 ปี วันเกษียณจะต้องมีเงินประมาณ 8 ล้านบาท หรือเกษียณอายุตอน 45 ปี ต้องการมีเงินใช้เดือนละ 30,000 บาทไปจนถึงอายุ 80 ปี วันเกษียณจะต้องมีเงินประมาณ 10.7 ล้านบาท เป็นต้น” นายณัฐกฤติกล่าว    
     

    สร้างหลายแหล่งรายได้ 

    นอกจากเงินก้อนที่ต้องเตรียมไว้ก่อนเกษียณแล้ว พนักงานบริษัทเอกชน ข้าราชการ และคนไทยส่วนใหญ่มักจะมีแหล่งรายได้ที่เป็นกระแสเงินสดหลังเกษียณจากช่องทางต่างๆ เช่น เงินบำนาญชราภาพจากประกันสังคม เงินบำนาญของข้าราชการ และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มกระแสเงินสดให้มากขึ้นเป็นหลักประกันความมั่นคงหลังเกษียณอาจพิจารณาทำประกันบำนาญเพิ่มความมั่นคง เป็นกองหลังที่ช่วยหนุนกระแสเงินสดที่แน่นอนในช่วงวัยเกษียณ 

    กระจายการลงทุน (Diversification) 

    ในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูงยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการกระจายพอร์ตลงทุนเพื่อการเกษียณ โดยอาจเพิ่มการลงทุนหรือปรับพอร์ตการลงทุนโดยให้น้ำหนักสินทรัพย์ที่ผันผวนต่ำเพิ่มขึ้น เช่น เพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้  

    ส่วนการลงทุนในหุ้นที่เป็นการลงทุนระยะยาว แนะนำให้ลงทุนในหุ้นต่างประเทศเป็นหลักเพราะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงประมาณ 8-10% ต่อปี โดยอาจลงทุนผ่านกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และยังรวมถึงเงินลงทุนอื่นๆ ที่ใช้สำหรับการวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ลงทุนในหุ้นกลุ่มเมกะเทรนด์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงในระยะยาว 

    อีกทั้ง ยังสามารถแบ่งเงินลงทุนบางส่วนไปลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ เพราะมีอัตราการเติบโตในระยะยาวที่ค่อนข้างดี เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยป้องกันความเสี่ยงในยามวิกฤตเศรษฐกิจ และเป็นเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อในระยะยาวอีกด้วย  
     

    ปรับพอร์ตตามอายุและสภาวะเศรษฐกิจ 

    แนวทางแบบง่าย คือ “120 ลบอายุ = สัดส่วนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงที่ควรลงทุน” เช่น อายุ 40 ปี ควรมีหุ้นประมาณ 80% ส่วนที่เหลือเป็นตราสารหนี้และเงินสด แต่เมื่อใกล้เกษียณควรลดหุ้นเหลือเพียง 30 – 40% เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด 

    ประกันสุขภาพ: กลไกเสริมสร้างความมั่นคง 

    ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจกระทบเงินออมหลังเกษียณ การจัดสรรแผนประกันสุขภาพที่เหมาะสม และกันเงินสำรองสำหรับเบี้ยประกัน จะช่วยป้องกันความเสี่ยงและรักษาคุณภาพชีวิตหลังเกษียณ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378966917&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uqEcu1dRqBuI0_Dfm2wT_

  • ‘อนุทิน’ รับโจทย์ บาทแข็งสกัดผลกระทบ ‘ส่งออก – ท่องเที่ยว’

    ‘อนุทิน’ รับโจทย์ บาทแข็งสกัดผลกระทบ ‘ส่งออก – ท่องเที่ยว’

    รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนระยะ 4 เดือนเพื่อแก้ไขปัญหา 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านเศรษฐกิจ 2.ด้านความมั่นคง 3.ด้านภัยธรรมชาติ 4.ด้านภัยสังคม

    ในระหว่างที่เตรียมการจัดตั้งรัฐบาล นายอนุทิน ได้หารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมกับระบุความคืบหน้าภายในสัปดาห์นี้จะนำรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ โดยยืนยันรายชื่อเรียบร้อย 100% แล้ว 

    นายอนุทิน กล่าวว่า นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลจะเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น และการวางรากฐานเพื่อการต่อยอดให้มั่นคงต่อไประยะยาว ทั้งนี้ “ดรีมทีม” จะเป็น “เรียลทีม” ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก

    นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลกับผู้นำทางเศรษฐกิจแยกกันไม่ได้จึงต้องนำภาคเศรษฐกิจมาการขับเคลื่อนประเทศ เพื่อให้เกิดความมั่นคงแข็งแกร่งในมิติอื่นทั้งคุณภาพชีวิต หากเศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตก็ดี วิถีชีวิตคนก็ดี สังคมก็จะมีความสงบสุข

    “ตั้งใจมารับฟังข้อกังวลและข้อเสนอแนะทาง ส.อ.ท.โดยยอมรับว่าขณะนี้แม้จะยังไม่ได้เข้าทำงานเต็มตัว แต่หลังไมค์เดินหน้าทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพราะต้องทำงานเร็ว และน่าจะเป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายคาดหวัง”

    ด้านการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะปัญหาผู้ประกอบการที่ไทย และกัมพูชาค้าขายตามแนวชายแดน ด้วยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน และเงื่อนไขข้อจำกัดตลอดจนการที่จะต้องรักษาอธิปไตย เกียรติภูมิของไทย ยืนยันว่า การเปิดด่านจะยังไม่เกิดขึ้นระยะสั้นนี้ ซึ่งจะต้องมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ไทยกำหนด เพราะว่าไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน

    “ยังไม่เปิดด่านในระยะสั้นนี้ โดยขอให้ไม่ต้องความกังวลใดๆ อีก ต้องใช้ทุกวิธีทั้งการทหาร การทูต การที่เราจะต้องหารือกับทางฝ่ายกัมพูชา ซึ่งจะใช้ทุกองคาพยพ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทั้ง 2 ประเทศโดยเร็ว แต่เราก็มีหลักของเราที่จะต้องรักษา”

    การลงทุน Local Content ช่วยดัน GDP

    สำหรับผู้ประกอบการที่อยู่ในโครงการ Thailand Plus One กลุ่ม CLMV โดยมีแนวคิดจะช่วย Matching กับ Local Content เพื่อทดแทนชิ้นส่วนที่เคยทำการผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน และสนับสนุนให้มีการลงทุนผลิตของต่างๆ ในไทยแทน ซึ่ง Local Content เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวโยงกับภาษีสหรัฐด้วย ถือว่าไทยไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่น

    ทั้งนี้ ยังมีเงื่อนไข Local Content ที่อาจถูกกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม ซึ่งมองว่าเป็นโอกาสดีหากไทยผลิตสินค้า และส่งไปยังสหรัฐได้ ส่วนของที่มาจากต่างประเทศที่จะเป็นส่วนประกอบ ซึ่งจะต้องมีการส่งเสริมการลงทุน Local Content มากขึ้นในไทยด้วย ซึ่งจะส่งผลดีต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วย

    ‘อนุทิน’ รับโจทย์ บาทแข็งสกัดผลกระทบ ‘ส่งออก - ท่องเที่ยว’

    นายกฯ พร้อมรับมือเงินบาทแข็งค่า

    นายอนุทิน กล่าวว่า ด้านสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้น ในช่วงบ่ายวันนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะหารือในรายละเอียดกับ ส.อ.ท.เพิ่มเติม 

    ส่วนกรณีที่พบการส่งออกทองคำในสัดส่วนสูงนั้น ขณะนี้ได้สั่งการส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ และให้ดำเนินการหาข้อเท็จจริง ซึ่งหากพบว่าผิดปกติจะต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะนี้รอให้บริหารราชการแผ่นดินได้ก่อน ซึ่งยืนยันว่าพร้อมดำเนินการทันที ส่วนในรายละเอียด โดยเฉพาะมาตรการคนละครึ่งนั้นจะให้นายเอกนิติ เป็นผู้ชี้แจงต่อประชาชน โดยเมื่อดำเนินการเข้ามาบริหารประเทศเต็มตัวจะเร่งดำเนินการเรื่องนี้เร็วที่สุด” นายอนุทิน กล่าว

    ส.อ.ท. ชง 5 ข้อเสนอส่งเสริมอุตสาหกรรม

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า ส.อ.ท.เสนอแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรม 5 เรื่องระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย

    1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐ และสงครามการค้าที่ยังต้องดำเนินการต่อ โดยเฉพาะในรายละเอียดเรื่อง Local Content ว่าจะใช้มาตรฐานใด และอุตสาหกรรมใดที่ทำได้ และอุตสาหกรรมใดที่ทำไม่ได้ รวมถึงจะมีมาตรการเยียวยาอย่างไรต่อไป ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยถูกสหรัฐ เริ่มเก็บภาษีอัตราที่ 19% แต่จะมีการเรียกภาษีอยู่ 2 กรณี คือ

    กรณีที่ 1 สำหรับการเรียกเก็บภาษีอัตราที่ 19% ใช้กับสินค้าที่ตกอยู่ในขอบเขตของมาตรการนี้โดยรวมยกเว้นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เหล็ก และอะลูมิเนียม ทองแดงกึ่งสำเร็จรูป เพราะสินค้ากลุ่มนี้มีกรอบกฎเกณฑ์ต่างหาก

    กรณีที่ 2 เรียกเก็บภาษีอัตราที่ 40% จะบังคับใช้เมื่อสินค้าถูกพิจารณาว่า เกิดจากการสวมสิทธิของประเทศที่สาม หรือมีกรณี transshipment โดยสินค้าในกรณีนี้จะต้องผ่านการตรวจสอบและพิสูจน์โดย U.S. Customs and Border Protection (CBP) ก่อน และหากพบการสวมสิทธิจริงจะถูกเรียกเก็บอัตรานี้ 

    ดังนั้น ส.อ.ท.จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขของสหรัฐ การจัดตั้งหน่วยงานเพื่อให้คำปรึกษาเรื่องการคำนวณ RVC ตลอดจนการส่งเสริมผู้ประกอบการในการปรับตัวเพื่อปรับซัพพลายเชนของไทยให้ยืดหยุ่น และทันสมัย พร้อมเน้นย้ำมาตรการเชิงรุกด้านการค้าระหว่างประเทศ และส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand: MiT)

    เสริมสภาพคล่อง SME พยุงเศรษฐกิจ

    2.การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงิน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการหลั่งไหลของสินค้าราคาถูกที่เข้ามาทุ่มตลาด ซึ่งไทยโดนมากที่สุด และกระทบกับ SME จำนวนมาก โดยคาดว่าหากสถานการณ์ดังกล่าวยังดำเนินการต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อกลุ่ม SME เพิ่มขึ้นจาก 24 กลุ่ม เป็น 30 กลุ่ม แต่ก็เชื่อว่า สถานการณ์ดังกล่าว นายกฯ น่าจะเข้าใจดี

    “ปัจจุบัน SME เปราะบางที่สุด และมีปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนสูงกว่า 90% ของ GDP โดยเดือนมิ.ย. 2568 หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในกลุ่ม SME คิดเป็น 243,026 ล้านบาท และยอดหนี้คงค้างรวม (สินเชื่อ SME) คิดเป็น 3,119,525 ล้านบาท จึงอยากให้ภาครัฐแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด เช่น การดำเนินการการแฮร์คัท การขยายวงเงินให้ SME มากขึ้นหรือไม่”

    เสนอนายกฯลดต้นทุนค่าไฟฟ้า

    3.การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ และประชาชน ซึ่งวันนี้ผู้ประกอบการประสบปัญหาต้นทุนราคาพลังงานที่ค่อนข้างสูง ซึ่งจะต้องลดราคาพลังงานลงให้ได้ ส.อ.ท.ไม่เห็นด้วยกับการแยกสัดส่วนการใช้ก๊าซ โดยให้เอกชนใช้ก๊าซนำเข้าราคาสูงแม้จะแก้ปัญหาค่าไฟ

    ทั้งนี้ ภาครัฐเร่งจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ให้เสร็จภายในปี 2568 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในมิติสิ่งแวดล้อมด้วยราคาที่เป็นธรรม และมีความมั่นคงด้านพลังงาน และเสนอให้ปรับโครงสร้างการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า รวมทั้งปรับลดวงเงินประกันการใช้ไฟฟ้าเหลือ 0.5 เท่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีประวัติการชำระตามกำหนด เพื่อบรรเทาภาระด้านการเงิน และเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ

    ชงหามาตรการช่วยเหลือการค้าชายแดน

    4.การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระยะเร่งด่วน ควรมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายด้านการโลจิสติกส์ผ่านการเสริมช่องทางโลจิสติกส์เดิม การเพิ่มเรือชายฝั่งในการส่งสินค้า เข้าในช่องทางที่ไม่ใช่ชายแดนที่มีอาณาเขตติดกัน เช่น จันทบุรี และตราด และการพิจารณาอนุญาตให้ส่งออก และนำเข้าสินค้าที่เป็นวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน ที่จะนำไปเข้าสู่กระบวนการผลิตใน Supply Chain ได้ในด่านที่ไม่มีความขัดแย้ง

    สำหรับระยะสั้น เสนอแนะให้พิจารณา Soft Loan ให้ผู้ประกอบการเพื่อรักษาสภาพคล่องของกลุ่ม SME ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา หรือผู้ที่มีหลักฐานการค้าขายต่อเนื่องกับกัมพูชา

    ส่วนของมาตรการระยะยาว พิจารณาตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่จะให้ทั้งสองประเทศกลับมาทำการค้าร่วมกัน และมีการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมาย สร้างความเจริญเติบโตร่วมกันให้กับภูมิภาค

    ห่วงเงินบาทแข็งค่าสุดในภูมิภาค

    5.การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งศึกษา และแยกแยะผลกระทบจากธุรกรรมทองคำ คริปโทเคอร์เรนซี และการโอนเงินแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านระบบ

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้ส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ในการค้าระหว่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 และสนับสนุนผู้ประกอบการในการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เช่น FX Options และ Forward Contract ด้วยมาตรการช่วยลดค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายเบื้องต้น

    อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลเรื่องค่าเงินอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันค่าเงินบาทไม่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจ โดยเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แม้จะมีการลดอัตราดอกเบี้ย แต่เงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นอย่างผิดปกติ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นผลมาจากการเร่งส่งออก ทำให้ยอดส่งออกสูงกว่าปกติ ซึ่งปัจจุบันควรจะอ่อนค่าแต่กลับแข็งค่ามาก จึงต้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น

    แนะแยกบัญชีซื้อขายเงินตราต่างประเทศ

    ทั้งนี้ ส.อ.ท.ตั้งข้อสังเกตถึงตัวเลขการส่งออกทองคำไปยังกัมพูชา ซึ่งจากตัวเลขของกรมศุลกากร และกระทรวงพาณิชย์ พบว่าเติบโตก้าวกระโดดผิดปกติ โดยในปีที่ผ่านมา มีมูลค่าสูงถึง 100,500 ล้านบาท และในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (2568) สูงถึง 67,000-71,000 ล้านบาท และเฉพาะเดือน ก.ค.เพียงเดือนเดียว มีมูลค่าถึง 8,000 ล้านบาท 

    สำหรับตัวเลขเหล่านี้ชวนให้ตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ ดังนั้น รัฐบาลอาจพิจารณา “แยกบัญชี” การซื้อขายเงินตราต่างประเทศสำหรับธุรกรรมบางประเภท เพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท

    “บาทแข็ง”กระทบส่งออก-ท่องเที่ยว-แข่งขัน

    นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการส่งออก และภาคการท่องเที่ยวและการแข่งขันของประเทศด้วย ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย โดยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามที่ค่าเงินอ่อนตัวกว่า 3% ในขณะที่ไทยแข็งค่าเกือบ 8% ทำให้สินค้าส่งออกของไทยมีราคาสูงขึ้น และแข่งขันได้ยากในตลาดโลก

    “ส่วนของระดับที่เหมาะสมของค่าเงินบาท เห็นว่าควรจะอยู่ในช่วง 34-35 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่สมดุลระหว่างภาคการส่งออก และการนำเข้า ทั้งนี้ นายกฯ อนุทิน ได้รับปากที่จะนำข้อเสนอของ ส.อ.ท.ไปพิจารณา และทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นในช่วง 4 เดือนข้างหน้า เพราะมองว่าภาคอุตสาหกรรมถือเป็น 1 ใน 3 ภาคส่วนสำคัญต่อ GDP ประเทศ”

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198900&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h-N_WXGJXt-sRc-WlRwp6

  • ดร.เศรษฐพุฒิห่วง ‘เสถียรภาพการคลัง’ มองไทยเสี่ยงถูกดาวน์เกรด

    ดร.เศรษฐพุฒิห่วง ‘เสถียรภาพการคลัง’ มองไทยเสี่ยงถูกดาวน์เกรด

    ดร.เศรษฐพุฒิ ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ให้ความเห็นต่อ ‘นโยบายการคลัง’ ทิ้งท้ายก่อนครบวาระ หลังจากถูกกระทรวงการคลังร้องขอให้ปรับเปลี่ยน ‘นโยบายการเงิน’ หลายครั้งโดยระบุว่า ห่วง ‘เสถียรภาพการคลัง’ ไทย หลังพบรายได้โตไม่ทันรายจ่าย เสี่ยงถูกดาวน์เกรดอันดับความน่าเชื่อถือ หากไม่มีแผนระยะยาวที่ชัดเจน มองแผนการคลังระยะปานกลาง ตั้งสมมติฐานไม่สอดคล้องความเป็นจริงในอดีต

    วันนี้ (16 กันยายน) ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานผู้ว่าการพบสื่อมวลชน (Meet the Press) ครั้งที่ 2 ของปี 2568 โดยระบุว่า โดยระบุว่า การคลังของไทยไม่ได้แข็งแรงเหมือนก่อน เนื่องจากช่วงโควิด ไทยต้องใช้ทรัพยากรทางการคลังเยอะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกประเทศทำกัน เพื่อพยุงเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากเห็นต่อจากนี้คือ “หลังจากใช้ลูกกระสุนการคลังไปเยอะในช่วงโควิด ก็ควรมีการรัดเข็มขัด (Fiscal Consolidation) เพื่อให้ฐานะการคลังกลับมา และเพื่อทำให้เสถียรภาพการคลังประเทศในระยะปานกลางให้สูงขึ้น ซึ่งตอนนี้ ยังไม่ค่อยเห็น”

    รายได้โตไม่ทันรายจ่าย หนี้สาธารณะแนวโน้มพุ่ง จ่อกระทบเครดิตเรตติ้ง

    ดร.เศรษฐพุฒิ ได้ฉายภาพให้เห็นถึงความน่าเป็นห่วงของสถานการณ์การคลัง โดยชี้ว่า ไทยกำลังเผชิญ ‘ภาวะรายได้รัฐบาลโตไม่ทันรายจ่ายที่เร่งขึ้น’ โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2562 -2567) รายจ่ายรัฐบาลก็เร่งขึ้นเฉลี่ย 4% ต่อปี ส่วนรายได้รัฐบาลเพิ่มขึ้นเพียง 1.7% ต่อปี

    “ในช่วงที่ไทยเกิดวิกฤต รายจ่ายรัฐบาลก็เร่งขึ้น รายได้รัฐบาลก็ลดลง การขาดดุลและหนี้สาธารณะจึงเพิ่มขึ้น แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ แนวโน้มในอนาคต (Trend) ถ้าเราปล่อยทุกอย่างไปตามแนวโน้มปัจจุบัน จะกระทบความยั่งยืนทางการคลัง” ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าว

    downside risk

    ผู้ว่าฯ ธปท. ยังกล่าวอีกว่า สิ่งที่สถาบันจัดอันดับเครดิต (Credit Rating) ต่างๆ อย่างจะเห็นคือ หนี้สาธารณะแม้เพิ่มขึ้นได้ แต่ก็ควรลดลง อย่างไรก็ตาม ตามประมาณการในแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium Term Fiscal Framework) สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ยังคงเพิ่มขึ้นอยู่ นอกจากนี้ สมมติฐานที่ใส่ไปยังมองว่า รายจ่ายจะชะลอตัวลง แต่รายได้จะเพิ่มขึ้น ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต จึงเป็นที่มาว่า ทำไมว่า Credit Rating ถึงเตือนเรา

    “ตอนนี้อย่างที่ทราบกันดีว่า Moody’s ได้ปรับลดมุมมองอันดับความน่าเชื่อของไทย (Outlook) ลง ดังนั้นโอกาสที่ไทยจะถูก ‘ดาวน์เกรด’ อันดับความน่าเชื่อถือ (Rating) จะมีอยู่แล้ว” ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าว

    ย้ำ ‘การคลัง’ ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

    ผู้ว่าฯ ธปท. แนะว่า ไทยต้องทำให้มั่นใจและแสดงให้เห็นภาพว่า การคลังไทยจะมีเส้นทาง (Path) นำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า การรัดเข็มขัดทางการคลัง (Fiscal Consolidation) เนื่องจาก เสถียรภาพการคลังเป็นเรื่องสำคัญ และพื้นฐานของทุกอย่าง

    “ผมขอย้ำว่า ผมไม่ได้หมายความว่า ตอนนี้เราจะเกิดวิกฤตทางการคลัง โดยถ้าดูอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย อยู่ที่ 1.5% เท่านั้นจากก่อนหน้านี้ ซึ่งอยู่ที่ 1.2% โดย 1.5% ก็ถือว่า ไม่ใช่อัตราที่สูงจนน่ากลัว”

    พร้อมเตือนว่า วิกฤตเศรษฐกิจมักเกิดจาก 3 เรื่องหลักๆ ได้แก่ (1.) การคลัง (2.) ดุลชำระเงินและค่าเงิน (3.) หนี้ภาคธนาคาร ซึ่งถ้าดูตอนนี้ข้อ 2 และ 3 ในภาพรวมยังดูโอเค แต่ที่ต้องใส่ใจพิเศษตอนนี้ คือ การคลัง ก็เลยเป็นการบ้านของผู้ที่จะมาดูแลคนต่อไป ให้ดูแลเสถียรภาพทางการคลัง

    “ผมเข้าใจว่า การใช้มาตรการทางการคลังมีความจำเป็น อย่างไรก็ตาม ลูกกระสุนทางการคลังตอนนี้ เรามีจำกัด ถ้าใช้เยอะเกินไป โดยไม่มีแผนระยะยาว ก็เสี่ยงอาจนำไปสู่การดาวน์เกรด” ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/bot-fiscal-stability-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1q4NX_qSvuuRghbmtYFv5P

  • ผู้ว่าฯ ธปท.รับบาทแข็งค่าไม่สอดคล้องเศรษฐกิจ เก็บภาษีซื้อ-ขายทอง แค่หารือ

    ผู้ว่าฯ ธปท.รับบาทแข็งค่าไม่สอดคล้องเศรษฐกิจ เก็บภาษีซื้อ-ขายทอง แค่หารือ

    ผู้ว่าฯ ธปท.รับบาทแข็งค่าไม่สอดคล้องเศรษฐกิจ เก็บภาษีซื้อ-ขายทอง แค่หารือ

    วันนี้, 18:38น.

              นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากที่ ธปท. ได้ประชุมร่วมกับสมาคมผู้ค้าทองคำวานนี้ (15 ก.ย.) เพื่อร่วมกันหาแนวทางลดผลกระทบของการค้าทองคำที่จะมีต่อค่าเงิน ยอมรับว่าหนึ่งในแนวทางที่หยิบยกขึ้นมาหารือ คือการเก็บภาษีซื้อขายทองคำแท่ง รวมถึงการซื้อขายทองคำด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเพื่อลดผลกระทบที่จะมีต่อค่าเงินบาท

              อย่างไรก็ดี การจะตัดสินใจในแนวทางใดนั้นจะต้องมีการหารือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ เนื่องจากการซื้อขายทองคำมีผลเกี่ยวเนื่องกับหลายภาคส่วน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการหารือ

              การ trade ทองคำกระทบกับหลายคน หลายแวดวง และต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีมาตรการที่เหมาะสม ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการหารือ เรื่องภาษี คือหนึ่งในเรื่องที่คุยกัน แต่ท้ายที่สุดจะออกมาแบบไหนนั้น คงต้องเป็นมาตรการที่หารือร่วมกันแล้วเห็นว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาที่อยู่มานานแล้ว

              ส่วนที่มีข้อห่วงใยจากภาคเอกชนต่อกรณีมีการส่งออกทองคำไปต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งมีผลให้เงินบาทแข็งค่า จะมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทาหรือไม่นั้น นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ข้อมูลก็เป็นไปตามที่กรมศุลกากรชี้แจง แต่จะเชื่อมโยงธุรกิจสีเทาหรือไม่นั้น คงไม่สามารถตอบได้ แต่เราก็แสดงความเป็นห่วง และได้ประสานงานไปกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เพื่อให้ช่วยดูที่มาว่าเชื่อมโยงกับสิ่งที่ภาคเอกชนแสดงความเป็นห่วงหรือไม่

              ผู้ว่าฯ ธปท. ยังกล่าวถึงเงินบาทที่แข็งค่าว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันพบว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแล้ว 7% ซึ่งยอมรับว่าเป็นการแข็งค่าขึ้นโดยไม่สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจเท่าที่ควร การที่เงินบาทแข็งค่ามากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาคนั้น ส่วนหนึ่งนอกจากดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าแล้วยังมาจากปัจจัยราคาทองคำที่มีความสัมพันธ์กับค่าเงินบาทมากกว่าสกุลเงินอื่น ทำให้เมื่อราคาทองงขึ้นเงินบาทจึงแข็งค่าไปมากกว่าสกุลเงินอื่น

              คนไทยชอบซื้อขายทองคำ ตอนทองขึ้น ก็ขายทอง เอาเงินดอลลาร์เข้ามา แล้วแลกเป็นบาท จึงทำให้บาทแข็ง เราเจอหลายเด้งวันนี้ ทั้งดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าจากคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย บวกกับปัจจัยทองขึ้นด้วย เราเลยโดน 2 เด้ง แต่เราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ฝ่ายนโยบายก็ดูเรื่องนี้อยู่

    #เก็บภาษีซื้อขายทอง 

    #เงินบาทแข็ง 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/154653&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JCbbCzXqosQsBQvLZoc5J

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 16 กันยายน 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 16 กันยายน 2568 – InterGold

    วันที่ 16 กันยายน 2568 เวลา 11.23 น.

    กลยุทธ์  :  ลุ้นทองแท่ง To the moon
    แนวรับ  :  $3,630  หรือ  55,000 บาท
    แนวต้าน  :  $3,700  หรือ  55,555 บาท

    ข่าว :  

    .

    ตลาดกำลังจับตาการประชุมเฟดในวันพุธนี้อย่างใกล้ชิด โดยมีความเป็นไปได้สูงว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งจะกดดันค่าเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าและหนุนราคาทองคำให้พุ่งขึ้น ขณะเดียวกันเศรษฐกิจจีนยังส่งสัญญาณอ่อนแอจากตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าผิดหวังในเดือนสิงหาคม ทำให้นักลงทุนทั่วโลกหันหาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    ปัจจัยทางการเมืองในสหรัฐฯ ก็มีบทบาทสำคัญ โดยการแต่งตั้งคนใกล้ชิดของทรัมป์เข้าสู่เฟดอาจลดความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และเพิ่มแรงกดดันให้เฟดใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งเป็นผลบวกต่อราคาทองคำในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นของทองคำยังถูกท้าทายจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง สะท้อนถึงบรรยากาศ Risk-on ที่แย่งสภาพคล่องจากทองคำ

    กลยุทธ์ :

    .

    ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำกำลังอยู่ในรอบกระทิงใหญ่ (Super Bull Run) โดยมีแนวรับที่ $3,630 หรือ 55,000 บาท และแนวต้านสำคัญที่ $3,700 หรือ 55,555 บาท ซึ่งถือเป็นระดับทางจิตวิทยาที่น่าจับตา สำหรับนักลงทุนไทย ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะช่วยหนุนกำไรเพิ่มเติม ทำให้ช่วงนี้เป็นจังหวะที่เหมาะสมในการถือทองคำแท่งมากกว่าทองคำต่างประเทศ เพื่อเก็บเกี่ยวผลตอบแทนทั้งจากราคาทองโลกและจากอัตราแลกเปลี่ยน

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-16-sep-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1itaPS1XdBJAODhVBtnmH_

  • ‘DIT’ ดันสินค้าเกษตร-วิสาหกิจชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    ‘DIT’ ดันสินค้าเกษตร-วิสาหกิจชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับการสร้างรายได้ให้กับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ 

    รวมถึงสร้างทางเลือกใหม่ในการจับจ่ายของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้านและครอบครัวที่ใส่ใจสุขภาพ ผ่านงาน Farm Outlet Fair ซึ่ง DIT ได้ดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่าย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)

    โดยจะเป็นการสร้างโอกาสให้เกษตรกรในเครือข่าย DIT นำผลผลิตและสินค้าคุณภาพตรงจากสวนและชุมชน มาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรงในราคาที่เป็นธรรม

    ‘DIT’ ดันสินค้าเกษตร-วิสาหกิจชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    “งานดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ผู้บริโภคและเกษตรกรได้พบกันโดยตรง ซึ่งผู้ซื้อมั่นใจได้ว่าสินค้าที่นำมาจำหน่ายเป็นผลผลิตที่มีคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงมือผู้บริโภค อีกทั้งยังได้ราคาที่คุ้มค่าเพราะไม่มีพ่อค้าคนกลาง” 

    นอกจากนี้ ยังสอดรับกับนโยบายไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทยของการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสนับสนุนการบริโภคสินค้าไทยและส่งเสริมให้ประชาชนเลือกใช้สินค้าจากเกษตรกรและผู้ประกอบการชุมชน เพื่อช่วยสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    นายวิทยากร กล่าวต่อไปอีกว่า ปัจจุบัน  Farm Outlet ของ DIT มีการส่งเสริมพัฒนามากว่า 15 ปี ปัจจุบันมี 56 แห่ง ใน 34 จังหวัดทั่วประเทศ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639021&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09QneP8Wc2-znTkYtdDiwQ

  • ผู้ประกอบการจี้รัฐฟื้นเศรษฐกิจ ต้นทุน-เดลิเวอรีพุ่ง ค้าขายยาก

    ผู้ประกอบการจี้รัฐฟื้นเศรษฐกิจ ต้นทุน-เดลิเวอรีพุ่ง ค้าขายยาก

    ผู้ประกอบการจี้รัฐฟื้นเศรษฐกิจ ต้นทุน-เดลิเวอรีพุ่ง ค้าขายยาก

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เผยว่าปัจจุบันภาครัฐจำเป็นต้องลงรายละเอียดในการปฏิบัติราชการมากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกสถานการณ์ล้วนส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจประเทศตามความเกี่ยวเนื่องระหว่างกันการเดินเกมส์ให้ทันความท้าทายจะช่วยให้ภาคธุรกิจไทยสามารถรับมือทุกเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างตรงจุด โดยมีภาครัฐให้การสนับสนุนทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังอย่างแข็งแกร่ง

    ล่าสุดกรมได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้ประกอบการแฟรนไชส์ที่อยู่ในการส่งเสริมสนับสนุนของกรมฯและสำรวจย่านการค้าวัดโพธิ์พบปะผู้ประกอบการค้าปลีก (จำหน่ายของที่ระลึก) และได้พูดคุยกับ บริษัท เฮียเล็กเกาเหลาหมูสามอย่าง จำกัด เป็นผู้ประกอบการแฟรนไชส์ที่อยู่ในการส่งเสริมสนับสนุน โดยบริษัทฯ ได้ผ่านการอบรมพัฒนาธุรกิจจากกรมฯ 2 กิจกรรม คือ 1) กิจกรรมการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ (B2B Franchise) รุ่นที่ 27 ปี 2567 และ 2) กิจกรรมยกระดับธุรกิจสู่เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise Standard) ปี 2567 จดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจตั้งแต่ปี 2566 เป็นธุรกิจขนาดกลาง ประกอบกิจการขายอาหารและเครื่องดื่ม 

    โดยร้านเฮียเล็กเกาเหลาหมูสามอย่างในตำนานเริ่มต้นจากร้านเล็กๆ ในตลาดพาหุรัด ต่อมาได้ย้ายมาอยู่ที่ถนนเยาวราช และขยายธุรกิจเป็นแฟรนไชส์ มี 8 สาขาทั่วประเทศ เป็นที่รู้จักจากเมนูเกาเหลาที่เครื่องแน่น ทั้งหมูชิ้น หมูกรอบ และหมูสับ รวมถึงเมนูอื่นๆ เช่น ก๋วยจั๊บ ต้มเล้ง และยำหมูย่าง เป็นต้น

    ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น ไม่สอดคล้องกับผลประกอบการ

    นายวสันต์ เอื้ออำนวยชัย CEO บริษัท เฮียเล็กเกาเหลาหมูสามอย่าง จำกัด สะท้อนว่า ผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจมาเป็นอันดับหนึ่งโดยเฉพาะกำลังซื้อที่ลดลงอย่างชัดเจน ผู้บริโภคระวังการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น กระแสเงินสดของภาคธุรกิจลดลง ส่งถึงผลประกอบการระยะยาว อีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ต้นทุนการผลิตและต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น 

    โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารที่มีการใช้ของสดจำนวนมากในแต่ละวัน ต้นทุนส่วนใหญ่จึงใช้ในการจัดซื้อวัตถุดิบดังกล่าว เมื่อต้นทุนสูงขึ้นแต่ราคาจำหน่ายหน้าร้านยังคงเท่าเดิม ทำให้กำไรลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งการประกอบธุรกิจที่ดีและภาคธุรกิจสามารถอยู่ได้ ต้นทุน กำไร และผลประกอบการควรไปในทิศทางเดียวกัน หรือหากมีความแตกต่างก็ไม่ควรต่างกันมากเกินไป

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องทบทวนกระบวนการบริหารจัดการธุรกิจให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ปรับลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นลง และใช้ระบบการบริหารต้นทุนที่รอบคอบและรัดกุมมากขึ้น โดยไม่มีการปรับลดจำนวนพนักงาน แต่ใช้ระบบการเกลี่ยงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ซึ่งการแก้ไขปัญหาข้างต้นไม่เป็นการทำร้ายหรือซ้ำเติมระบบเศรษฐกิจให้แย่ลงไปกว่าเดิม 

    วอนรัฐเดินหน้าคนละครึ่ง-ประสานแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ลดค่าธรรมเนียม

    อีกหนึ่งปัญหา คือ เรื่องเดลิเวอรีแพลตฟอร์มที่เป็นดาบสองคมของผู้ประกอบการทำให้ต้องแบกรับภาระมากขึ้น แม้ว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ต้องแบ่งรายได้ที่ได้รับกว่า 30% ให้กับแพลตฟอร์มผู้ให้บริการ ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนที่มากถึงเกือบ 1 ใน 3 ของรายได้ที่ได้รับ

    สิ่งที่ต้องการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ คือ เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยนโยบายกระตุ้นกำลังซื้อระยะสั้นที่ช่วยให้เงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบทันที เช่น นำโครงการคนละครึ่งมาช่วยเติมเงินลงในระบบเศรษฐกิจ ฯลฯ การบริหารจัดการเชิงนโยบายที่รวดเร็วเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะปานกลางและระยะยาว ส่งเสริมให้บรรยากาศการลงทุนไม่หยุดชะงัก รวมถึงประสานงานเดลิเวอรี่แพลตฟอร์มให้ช่วยลดค่าธรรมเนียมลง หรือจัดโปรโมชันพิเศษสำหรับผู้ประกอบการเพื่อช่วยเพิ่มยอดขาย และลดภาระด้านต้นทุนของธุรกิจลง
     

    วัฏจักรธุรกิจมีล้มมีลุก

    นายวสันต์ กล่าวต่อว่า ถึงแม้ว่าภาคธุรกิจต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน แต่ก็เป็นไปตามวัฏจักรของธุรกิจ มีล้มก็มีลุก มีถดถอยก็มีวันเจริญเติบโต ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงไม่ควรท้อถอย แต่ต้องเร่งพัฒนาระบบการบริการจัดการธุรกิจให้สอดรับกับทุกสถานการณ์ รวมถึงนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการธุรกิจทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านเพื่อช่วยลดต้นทุน ซึ่งจะทำให้ธุรกิจสามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง 

    ค้าปลีกวัดโพธิ์ ชี้สินค้าต่างชาติปะปนกระทบภาพลักษณ์แบรนด์ไทย

    อธิบดีอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับย่านการค้าวัดโพธิ์ ได้พูดคุยกับผู้ประกอบการค้าปลีก (ขายของที่ระลึก) พบว่า เศรษฐกิจถดถอยเป็นปัญหาหลักเช่นเดียวกัน นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวจีนลดลง แต่ยังดีที่มีนักท่องเที่ยวชาวยุโรปและตะวันออกกลางเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวพันไปถึงสินค้าด้อยคุณภาพจากต่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์สินค้าไทย ผู้ประกอบการค้าปลีกหน้าวัดโพธิ์ส่วนใหญ่จำหน่ายของที่ระลึก ทำให้ทราบว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องการสินค้าไทยที่มีคุณภาพดีเพื่อนำไปเป็นของฝากของที่ระลึก 

    ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าด้อยคุณภาพซึ่งส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศแอบเข้ามาปะปนกับสินค้าไทย ทำให้บางครั้งเมื่อนักท่องเที่ยวซื้อสินค้าด้อยคุณภาพนั้นไป แล้วคิดว่าเป็นสินค้าไทยก็จะทำให้ภาพลักษณ์ของสินค้าไทยเสียหายตามไปด้วย

    Credit : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

    สิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศในภาพรวม การประชาสัมพันธ์เชิญชวนนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญที่สุด คือ การปราบปรามสินค้าด้อยคุณภาพจากต่างประเทศให้หมดไป เพื่อป้องกันภาพลักษณ์สินค้าไทยไม่ให้มัวหมองจากการที่สินค้าด้อยคุณภาพแอบมาสวมสิทธิเป็นสินค้าไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์สินค้าไทยในระยะยาว

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเร่งสรุปปัญหา-อุปสรรค 

    ทั้งนี้ หลังจากที่ได้รับฟัง พูดคุยถึงรายละเอียด ปัญหา-อุปสรรคของผู้ประกอบการ รวมทั้ง ความต้องการได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากภาครัฐของทั้ง 2 ธุรกิจแล้ว กรมฯ จะเร่งสรุปปัญหา-อุปสรรค ความต้องการของภาคธุรกิจ พร้อมจัดทำแผนพัฒนาและสนับสนุนธุรกิจแต่ละพื้นที่อย่างครบวงจร โดยเน้นความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ 

    รวมทั้งจะส่งเสริมให้ภาคธุรกิจนำนวัตกรรมมาใช้เป็นเครื่องมือเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจ พัฒนาหลักสูตรการอบรมของกรมฯ ให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันและความต้องการของภาคธุรกิจ ซึ่งผลจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ยิ่งมีความเชื่อมั่นว่า ‘SME ไทย’ เป็นแหล่งจ้างงานที่สำคัญ และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ 

    แฟรนไชส์ สร้างมูลค่าตลาดกว่า 3 แสนล้าน

    อย่างไรก็ตามแฟรนไชส์เป็นธุรกิจที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ สร้างมูลค่าทางการตลาดกว่า 300,000 ล้านบาท และมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 15-20 ต่อปี โดยข้อมูล ณ วันที่ 8 กันยายน 2568 มีธุรกิจที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise Standard) จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จำนวน 545 ราย แบ่งเป็น 6 ประเภทธุรกิจ คือ อาหาร 248 ราย เครื่องดื่ม 106 ราย การศึกษา 68 ราย บริการ 66 ราย ค้าปลีก 33 ราย และความงาม/สปา 24 ราย

    Credit ภาพ : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/730499&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hBV_ZZvI0D2uwtw9rz0FA