Category: เศรษฐกิจ

  • อธิบดีกรมยุโรป เป็นประธานร่วมในการประชุมปรึกษาหารือทางการเมืองไทย – อาร์เมเนีย ครั้งที่ 1 – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมยุโรป เป็นประธานร่วมในการประชุมปรึกษาหารือทางการเมืองไทย – อาร์เมเนีย ครั้งที่ 1 – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมยุโรป เป็นประธานร่วมในการประชุมปรึกษาหารือทางการเมืองไทย – อาร์เมเนีย ครั้งที่ 1

    วันที่นำเข้าข้อมูล 18 ก.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 18 ก.ย. 2568

    | 28 view

    เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 นางครองขนิษฐ รักษ์เจริญ อธิบดีกรมยุโรป เป็นประธานร่วมกับนาง Anahit Karapetyan อธิบดีกรมเอเชีย-แปซิฟิก กระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐอาร์เมเนีย ในการประชุมปรึกษาหารือทางการเมืองไทย – อาร์เมเนีย ครั้งที่ 1 ณ กรุงเยเรวาน

    ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับอาร์เมเนียในสาขาต่าง ๆ อาทิ การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง ความร่วมมือด้านการเกษตร เศรษฐกิจ การค้า และความร่วมมือในกรอบพหุภาคี ตลอดจนทบทวนความตกลงที่คั่งค้างระหว่างกัน การประชุมครั้งนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การลงนามพิธีสารว่าด้วยการปรึกษาหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทยกับกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐอาร์เมเนีย เมื่อปี 2542

    อธิบดีกรมยุโรปยังได้เข้าเยี่ยมคารวะและพบหารือกับ (1) นาย Mnatsakan Safaryan รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐอาร์เมเนีย เพื่อหารือแนวทางขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคีทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยไทยขอรับการสนับสนุนจากอาร์เมเนียในการจัดทำความตกลงการค้าเสรี ไทย – สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (2) นาย Narek Babayan ประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาอาร์เมเนีย – ไทย เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างรัฐสภา และการจัดตั้งกลุ่มมิตรภาพรัฐสภาไทย – อาร์เมเนีย และ (3) นางสาว Emma Movsisyan อธิบดีกรมการค้าและการบูรณาการ กระทรวงเศรษฐกิจสาธารณรัฐอาร์เมเนีย เกี่ยวกับโอกาสในการเริ่มต้นเจรจาความตกลงการค้าเสรี ไทย – สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/pol-con-thailand-armenia-1-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CPq-cIgG3XVq1C2rWp7G0

  • 3 กลยุทธ์ พัฒนาเศรษฐกิจ ‘เอเชีย’ สู่ห่วงโซ่การผลิตโลกยุคใหม่

    3 กลยุทธ์ พัฒนาเศรษฐกิจ ‘เอเชีย’ สู่ห่วงโซ่การผลิตโลกยุคใหม่

    เอเชียและอาเซียนมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และดาต้าเซ็นเตอร์

    • เอเชียและอาเซียนมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และดาต้าเซ็นเตอร์
    • หลายบริษัทเปลี่ยนจากการสำรองสินค้าแบบพอดี (Just-in-time) มาเป็นการกระจายความเสี่ยงและสต็อกสินค้าเพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตและความไม่แน่นอนต่างๆ ได้
    • เอเชียควรเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI, ระบบอัตโนมัติ และบล็อกเชน มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน 

    ท่ามกลางระเบียบการค้าโลกที่เปลี่ยนไปตั้งแต่การเข้ามาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หนึ่งคำถามสำคัญสำหรับประเทศกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่พึ่งพาการส่งออกเป็นเครื่องจักรสำคัญ คือจะสามารถปรับตัวเพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตของโลก (Global Value Chains) ได้หรือไม่และอย่างไร บทวิเคราะห์ “How Asia can thrive in the next era of global value chains”  ล่าสุดของสำนักข่าวนิกเคอิเอเชียอธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า

    ปัจจุบันห่วงโซ่การผลิตของโลกอยู่ท่ามกลางจุดเปลี่ยนสำคัญ ในอดีตห่วงโซ่ดังกล่าวเป็นปัจจัยหลักที่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจของเอเชียเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ปัจจุบันกลับถูกท้าทายจากทั้งความไม่เเน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ โควิด-19 รวมทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจากการเข้ามาของเทคโนโลยี

    ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ภาษีศุลกากรของสหรัฐและสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน และสหรัฐกับยุโรป ได้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อห่วงโซ่การผลิตระหว่างประเทศ ท่ามกลางผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโควิด-19 ที่ยังคงอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่

    จากข้อเท็จจริงทั้งหมด จึงเกิดคำถามอย่างที่ตั้งไปตอนแรกว่า กลุ่มประเทศในเอเชียที่เคยพึ่งพาการเติบโตจากการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตของโลกแบบเดิมจะสามารถปรับตัวเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตในยุคที่ระเบียบการค้าโลกเปลี่ยนไปได้หรือไม่

    คำตอบจากบทวิเคราะห์ชิ้นนี้ก็คือ  “มีความเป็นไปได้” หากกลุ่มประเทศเหล่านี้ปรับตัวสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น ผ่านสามกลยุทธ์สำคัญ

    กลยุทธ์แรก ‘ปรับโครงสร้าง’ 

    บริษัทจำนวนมากเริ่มปรับโครงสร้างการผลิตใหม่จากสงครามการค้าของประเทศมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นจากความตึงเครียดจากภาษีศุลกากรสหรัฐ มาตรการคว่ำบาตร และความจำเป็นที่จะต้องเริ่มกระจายความเสี่ยง ปัญหาทั้งหมดกระตุ้นให้หลายบริษัทย้ายฐานการผลิตบางส่วนออกจากประเทศจีน ไปสู่ประเทศอื่นในเอเชีย รวมทั้งกลุ่มประเทศอาเซียน

    ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ของนิกเคอิเอเชีย ระบุว่า การย้ายฐานการผลิตเข้ามาในเอเชียและอาเซียนครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะตลอดทศวรรษที่ผ่านมา กลุ่มประเทศเหล่านี้ ได้เริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางกายภาพและดิจิทัล รวมถึงปรับปรุงกรอบการดำเนินการและข้อกำหนดเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ “รูปแบบเศรษฐกิจแห่งอนาคต” ไว้ก่อนแล้ว เช่น การพัฒนาแพลตฟอร์มธุรกิจอีคอมเมิร์ซ  การพัฒนาระบบการขนส่งอัจฉริยะ และพัฒนาทักษะแรงงาน

    ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการพัฒนาที่เล่ามาคือ 

    1. ประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย ดึงดูดการลงทุนจำนวนมาก ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การผลิตแบตเตอรี่ และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้เข้ามาในประเทศ 
    2. มาเลเซียและไทยเองก็กำลังก้าวเข้าสู่การเป็นผู้นำด้านดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมยานยนต์ 
    3. ฟิลิปปินส์ก็เร่งพัฒนาการให้บริการทางดิจิทัล เช่น ธุรกิจนายหน้าตามความต้องการของแต่ละบริษัท (Business process outsourcing)

    จากพัฒนาการทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ภูมิภาคนี้ไม่ได้แค่กำลังยกระดับมูลค่าของห่วงโซ่การผลิตเท่านั้น แต่ยังกำลังวางรากฐานสำหรับรูปแบบห่วงโซ่การผลิตเเห่งอนาคตอีกด้วย 

    กลยุทธ์ที่สอง ‘ยืดหยุ่น-พร้อมรับความเสี่ยง’ 

    การระบาดของโควิด 19 และการขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐ ได้เน้นย้ำให้เห็นถึงความเปราะบางของเครือข่ายการผลิตในระดับโลก เช่น การหยุดชะงักของระบบการขนส่ง และห่วงโซ่อุปทาน โดยวิกฤตดังกล่าวผลักดันให้ภาครัฐและเอกชนทบทวนรูปแบบการสำรองสินค้าคงคลังแบบเดิมที่สำรองสินค้าไว้เทียบเท่ากับความต้องการเท่านั้น (Just-in-time models) โดยเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการสต๊อกสินค้าเพิ่มขึ้นเกินความต้องการเพื่อกระจายความเสี่ยง และยืดหยุ่นมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อแลกกับความมั่นคงของเศรษฐกิจภายในประเทศ

    แม้การพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบันจากการเชื่อมโยงของเศรษฐกิจโลก แต่กลยุทธ์กระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน เส้นทางการค้าที่เหมาะสม และจัดหาสินค้าคงคลังถือเป็นสิ่งจำเป็นในระเบียบการค้าปัจจุบัน

    มากไปกว่านั้น บทวิเคราะห์ดังกล่าวยังระบุว่า ความพยายามที่จะปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศใหม่ ภายใต้ภาษีกีดกันทางการค้าอย่างที่สหรัฐกำลังทำนั้น มีค่าใช้จ่ายสูงและเสี่ยงที่จะล้มเหลว เนื่องจากความพยายามนี้ขัดต่อหลักการสำคัญของตลาดเสรีและหลักการเรื่องข้อได้เปรียบของประเทศที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว (เช่นสหรัฐไม่เชี่ยวชาญในการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์เท่ากับเม็กซิโกและแคนาดา แต่ก็พยายามจะดึงอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เหล่านั้นกลับมาในประเทศ)

    หนทางข้างหน้าของเอเชีย อยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น เศรษฐกิจที่ปรับตัวได้เร็ว มีความยืดหยุ่น และมีห่วงโซ่การผลิตที่กระจายจะได้เปรียบในการรับมือกับผลกระทบ จากแรงสั่นสะเทือนของวิกฤตในอนาคต และรักษาความสามารถในการแข่งขันเอาไว้ได้

    กลยุทธ์ที่สาม ‘เผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี’ 

    ภูมิทัศน์ทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทำให้ ความพร้อมในด้านดิจิทัลเป็นสิ่งสำคัญที่กำหนดความสามารถในการปรับตัวของเศรษฐกิจ เอเชียจะต้องเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในโลกดิจิทัล เริ่มนำ AI มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจ  และสร้างระบบนิเวศของนวัตกรรม ที่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเป็นส่วนประกอบ และยิ่งประเทศใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจได้มากเท่าไร ก็จะยิ่งมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นเท่านั้น

    สำหรับประเด็นเรื่องห่วงโซ่การผลิตนั้น เทคโนโลยีถือเป็นสิ่งที่สามารถชดเชยผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ด้วยการเสริมความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ 

    ปัจจุบันประเทศในกลุ่ม อาเซียนพลัสทรี (อาเซียน + จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) กำลังยกระดับห่วงโซ่การผลิตของตัวเอง โดยใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนภายนอก โดยประเทศที่นำ AI ระบบปฏิบัติการอัตโนมัติ และหุ่นยนต์มาใช้ได้อย่างรวดเร็ว จะมีแต้มต่อในการเพิ่มผลผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพ ท่ามกลางต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การขาดแคลนแรงงาน และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย

    อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่สำคัญก็คือ “บล็อกเชน” ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่การผลิตของโลกให้ดียิ่งขึ้นด้วยระบบการติดตามแหล่งที่มาของสินค้า และอำนวยความสะดวกในการคำนวณภาษีตามแหล่งผลิตที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  

    สำหรับประโยชน์ของบล็อกเชนในด้านการจัดหาเงินทุนเพื่อตอบสนองต่อห่วงโซ่อุปทาน ความร่วมมือระหว่างธนาคารและบริษัทเทคโนโลยีด้านการเงิน เทคโนโลยีนี้ก็จะช่วยบรรเทาปัญหาเรื่องสภาพคล่องฝั่งผู้ผลิต โดยไม่ไปกระทบต่อสภาพคล่องในฝั่งผู้บริโภค

    อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเหล่านี้จะเข้ามาแทนที่แรงงานด้วยเช่นกัน ดังนั้นผู้กำหนดนโยบาย จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางอุตสาหกรรม ด้วยการสนับสนุนการพัฒนาทักษะใหม่ให้แก่แรงงาน เคลื่อนย้ายแรงงานไปสู่ภาคส่วนอื่น และเสริมสร้างการคุ้มครองทางสังคมให้แก่คนทำงาน ลักษณะงานในอนาคตจะไม่เหมือนเดิม แต่จะมีพลวัตขึ้นและผู้กำหนดนโยบายจะต้องก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงนี้

    หลายประเทศในเอเชียกำลังกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่ภายในภูมิภาคแต่รวมถึงในระดับโลก ผ่านข้อตกลงต่าง ๆ ที่มีอยู่ เช่น ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) โดยข้อตกลงเหล่านี้ ได้เชื่อมโยงเอเชียเข้ากับประเทศต่าง ๆ ในเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา ตั้งแต่การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และรถอีวี ไปจนถึงอุปกรณ์อัจฉริยะอื่น ๆ 

    ความร่วมมือเหล่านี้ส่งผลให้ประเทศในเอเชียกำลังก้าวเข้าสู่บทบาทที่สำคัญมากขึ้นในการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างห่วงโซ่การผลิตของโลก และโลกกำลังก้าวเข้าสู่ฉากทัศน์ของโลกาภิวัตน์ที่ถึงแม้จะมีความแตกแยกมากขึ้น แต่ก็ยังมีข้อได้เปรียบในเชิงดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง

    สำหรับเอเชียแล้ว สิ่งนี้ได้เปิดประตูให้กับความเป็นไปได้ในการเติบโตทางเศรษฐกิจ อีกมหาศาล แต่ในขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับความเสี่ยงด้านการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ที่อาจยังไม่สามารถก้าวตามได้ทัน 

    ดังนั้น อนาคตของภูมิภาคนี้จึงขึ้นอยู่กับ ความสามารถในการประยุกต์ใช้กลยุทธ์สามประการที่ได้กล่าวไป ได้แก่ การปรับตัวเชิงรุกต่อการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ การมีความยืดหยุ่นพร้อมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอน และการเปิดกว้างส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ อย่างสอดคล้องกัน

    ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองทิ้งท้ายว่า ที่สุดแล้ว ห่วงโซ่การผลิตโลกยังไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังพัฒนาและปรับโครงสร้างใหม่ และหากประเทศในเอเชีย รวมทั้งอาเซียน สามารถก้าวไปข้างหน้าไปพร้อมกับเทรนด์นี้อย่างมั่นใจ ก็จะสามารถขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตนี้ได้อย่างแน่นอน

    อ้างอิง: Nikkei Asia

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1199403&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PuVm_D92C7MHVns_0dzMo

  • ไม่ยอมแพ้! 7 องค์กรตลาดทุน บุก ครม.อนุทิน ยื่นข้อเสนอปลุกเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นไทย

    ไม่ยอมแพ้! 7 องค์กรตลาดทุน บุก ครม.อนุทิน ยื่นข้อเสนอปลุกเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นไทย

    การเมืองกำลังเดินเกมรุก เศรษฐกิจกำลังรอความหวัง! ภายใต้รัฐบาลใหม่ “ครม.อนุทิน” สายเศรษฐกิจถูกจับตาอย่างหนัก ด้วยความหวังเดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจไทยฟื้นกลับมาดี ตลาดทุนบวกแรงพร้อมกับการดึงลงทุนใหม่ๆ

    ไม่ยอมแพ้! 7 องค์กรตลาดทุน บุก ครม.อนุทิน ยื่นข้อเสนอปลุกเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นไทย

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) พร้อม 6 องค์กรตลาดทุน ประกอบด้วย สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (TIA) สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย (TLCA)

    เตรียมเข้าพบ “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรองนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือแนวทางกระตุ้นเศรฐกิจและตลาดทุนไทยในด้านต่างๆ โดยมีประเด็นน่าจับตาในเบื้องต้นดังนี้

    • อยากเห็นรัฐบาลเพิ่มทรัพยากรทั้งด้านงบประมาณ และบุคลากรให้กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment หรือ BOI) อย่างน้อย 3 เท่า เพื่อดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่ม
    • การยกเว้นภาษีเงินปันผลหุ้นไทยที่ถือเกิน 1 ปี
    • ให้วงเงินลดหย่อนภาษีเงินได้สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นคนละ 5 แสนบาท/ปี
    • สนับสนุนการลงทุนใน Thai ESG คนละ 3 แสนบาท 
    • เสนอแนวคิด Thailand Individual Savings Account (TISA) เป็นบัญชีออมหุ้นที่ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี โดยลงทุนในหุ้นตามเงื่อนไขที่กำหนด และมีเงื่อนไขเรื่องการถือระยะเวลาหนึ่งเพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
    • เสนอต่ออายุกองทุน SSF ที่จะหมดอายุปี 2568 หากข้อเสนอมีการรับเข้าพิจารณา คาดว่าจะสร้างแรงหนุนต่อตลาดหุ้นไทย

    ดัน “TISA” ปลุกไฟ “JUMP+”

    ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและโครงการกลยุทธ์หัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุนและหัวหน้ากลุ่มงานกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แสดงความมั่นใจในตัว “ดร.เอกนิติ” ว่าเป็นคนเก่ง มีความสามารถ และเข้าใจตลาดทุนเป็นอย่างดี

    โดยข้อเสนอชุดใหญ่ที่เตรียมยื่นถึงโต๊ะรัฐมนตรี นั่นก็คือ

    1. ดันสุดตัว! โครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) หมุดหมายสำคัญคือการผลักดันบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนในหุ้นที่จะให้สิทธิลดหย่อนภาษีแก่นักลงทุน เพื่อกระตุ้นให้คนไทยหันมาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น
    2. เสนอให้ต่ออายุกองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว (SSF) ที่กำลังจะหมดอายุในปี 2568 เพื่อให้การออมระยะยาวของประชาชนไม่สะดุด
    3. ปลุกโครงการ Jump+ ผลักดันโครงการช่วยสร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจและบริษัทจดทะเบียน ปัจจุบันมีบริษัทสมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว 50 บริษัท และเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้ง SET และ mai ในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ที่พร้อมยกระดับธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ไม่ยอมแพ้! 7 องค์กรตลาดทุน บุก ครม.อนุทิน ยื่นข้อเสนอปลุกเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นไทย

    โครงการ JUMP+ เป็นหนึ่งใน flagship projects ตามแผนกลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มุ่งส่งเสริมการเพิ่มมูลค่า และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับบริษัทจดทะเบียนและตลาดทุนไทย

    โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ และพันธมิตรสนับสนุนบริษัทในการดำเนินงานตามแผนธุรกิจ การขยาย visibility ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ บริษัทจดทะเบียนที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 ธ.ค.68 และผู้ลงทุนสามารถติดตามรายชื่อบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการได้ที่ www.set.or.th

    สำหรับโครงการอื่นๆ อย่าง G-TOKEN และ Bond Connect อาจต้องรอการพิจารณาจากรัฐมนตรีคลังคนใหม่ต่อไป

    การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่นี้ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ตลาดทุนไทยพร้อมผลักดันและร่วมมือกับรัฐบาลใหม่ เพื่อหาทางออกและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไปอย่างแข็งแกร่ง.

    ไม่ยอมแพ้! 7 องค์กรตลาดทุน บุก ครม.อนุทิน ยื่นข้อเสนอปลุกเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/730612&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw081_K_qBZv39CG6JCz1mMY

  • TISCO ESU ชี้ Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย -0.25% พร้อมส่งสัญญาณลดเพิ่มอีก 2 ครั้งปีนี้ และ 1 ครั้งในปีหน้า หลังตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัวลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านสูง ซึ่ง Fed ย้ำว่าจะพิจารณาเป็นรายครั้งตามข้อมูลเศรษฐกิจที่ได้รับ – มิติหุ้น | ชี

    TISCO ESU ชี้ Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย -0.25% พร้อมส่งสัญญาณลดเพิ่มอีก 2 ครั้งปีนี้ และ 1 ครั้งในปีหน้า หลังตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัวลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านสูง ซึ่ง Fed ย้ำว่าจะพิจารณาเป็นรายครั้งตามข้อมูลเศรษฐกิจที่ได้รับ – มิติหุ้น | ชี

    Source: Fed, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง -25bps สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมวันที่ 16-17 ก.ย. ตามที่เราและตลาดคาด โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปและพื้นฐานสำหรับปี 2026F และปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจขึ้นสำหรับปี 2025F, 2026F และ 2027F ขณะเดียวกัน กรรมการปรับลดคาดการณ์อัตราการว่างงานปี 2026F และ 2027F

    • โดยคณะกรรมการระบุว่า การจ้างงานชะลอตัวลง ขณะที่อัตราการว่างงานปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ยังคงทรงตัวในระดับต่ำ ส่วนอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นและยังทรงตัวในระดับค่อนข้างสูง (“Job gains have slowed, and the unemployment rate has edged up but remains low. Inflation has moved up and remains somewhat elevated.”) โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจบ่งชี้ว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีชะลอตัวลง นอกจากนี้ กรรมการระบุว่าความเสี่ยงด้านต่ำต่อการจ้างงานปรับเพิ่มขึ้น

    • สำหรับแนวโน้มดอกเบี้ย หรือ Dot Plot คณะกรรมการนโยบายการเงินส่งสัญญาณว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 3.6% หรือลดอีก 2 ครั้ง ณ สิ้นปี 2025F (vs. 3.9% คาดการณ์รอบก่อน) และปรับลงสู่ระดับ 3.4% หรือลดอีก 1 ครั้ง ณ สิ้นปี 2026F (vs. 3.6% คาดการณ์รอบก่อน) และปรับลงสู่ระดับ 3.1% หรือลดอีก 1 ครั้ง ณ สิ้นปี 2027F (vs. 3.4% คาดการณ์รอบก่อน) ซึ่งเป็นการจบวัฏจักรการลดดอกเบี้ยหลังกรรมการมองดอกเบี้ยนโยบายปี 2028F อยู่ที่ระดับ 3.1%

    • ขณะเดียวกัน Fed คงคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยระยะยาว (Longer-run Rate) ไว้ที่ระดับ 3.0%

    • สำหรับมุมมองต่อเศรษฐกิจ Fed ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) สำหรับปี 2025F, 2026F และ 2027F ขึ้น +0.2ppt, +0.2ppt และ +0.1ppt เป็น 1.6%, 1.8% และ 1.9% ตามลำดับ ขณะที่กรรมการมองเศรษฐกิจจะขยายตัว 1.8% ในปี 2028F

    • นอกจากนี้ Fed คงคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) สำหรับปี 2025F ไว้ที่ 3.1% ขณะที่ปรับเพิ่มคาดการณ์ปี 2026F ขึ้น +0.2ppt เป็น 2.6% และคงคาดการณ์ปี 20267F ไว้ที่ 2.1% โดยกรรมการมองเงินเฟ้อพื้นฐานจะชะลอตัวลงเป็น 2.0% ในปี 2028F

    • ขณะที่ Fed คงคาดการณ์อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) สำหรับปี 2025F ไว้ที่ 4.5% ขณะที่ปรับลดคาดการณ์ปี 2026F และ 2027F ลง -0.1ppt เป็น 4.4% และ 4.3% ตามลำดับ โดยกรรมการมองอัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.2% ในปี 2028F

    • นาย Jerome Powell ประธาน Fed ระบุในแถลงการณ์หลังการประชุมว่า เราเริ่มเห็นเงินเฟ้อในหมวดสินค้าเร่งตัวขึ้น ซึ่งส่งผลให้เงินเฟ้อในภาพรวมเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ แม้การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า ณ ปัจจุบันจะยังไม่มาก แต่ราคาในหมวดสินค้ามีแนวโน้มจะทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีตลอดจนปีหน้า ขณะเดียวกัน นาย Powell ระบุว่า ตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลังอ่อนตัวลง ซึ่ง Fed ไม่ต้องการให้ตลาดแรงงานอ่อนตัวลงไปมากกว่านี้ โดยเรามองว่าการสื่อสารมีความสอดคล้องกับ Dot Plot รอบปัจจุบัน ที่แม้กรรมการจะปรับลดคาดการณ์อัตราการว่างงานลง แต่ยังให้น้ำหนักการลดดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับรอบก่อน ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงด้านต่ำของตลาดแรงงานที่มีเพิ่มขึ้น และการบริหารความเสี่ยงของคณะกรรมการนโยบายการเงิน

    • Our take: เรามองว่าผลการประชุม Fed สะท้อนความท้าทายที่ผู้กำหนดนโยบายต้องเผชิญ แม้ Fed จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงตามที่เราและตลาดคาด แต่กรรมการนโยบายการเงินแต่ละท่านเริ่มมีมุมมองที่เบี่ยงเบนออกจากกัน โดยหากพิจารณาจาก Dot Plot จะพบว่า มีกรรมการกว่า 7 ท่านที่มองว่า Fed ไม่ควรลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปีนี้เลย แม้เสียงส่วนใหญ่กว่า 12 ท่านยังมีมุมมองที่โน้มไปทางด้านต่ำ ส่วนคาดการณ์การลดดอกเบี้ยในปี 2026 กรรมการนโยบายการเงินบางท่านมองดอกเบี้ยควรอยู่ที่ 3.9% ขณะที่บางส่วนมองว่าควรลดลงไปมากถึง 2.6% ซึ่งสะท้อนภาพที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

    • ในขณะเดียวกัน กรรมการนโยบายการเงินมองเงินเฟ้อจะยังขยายตัวสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปีหน้า ขณะที่ปรับลดคาดการณ์อัตราการว่างงานลงในปี 2026F และ 2027F และปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจขึ้น แต่กรรมการนโยบายการเงินกลับมีมุมมองว่า Fed ควรผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม สะท้อนจาก Dot Plot รอบนี้ที่มองลดดอกเบี้ยรวมกัน -100bps ในปี 2025 และ 2026 (vs. -75bps คาดการณ์รอบก่อน) ส่วนหนึ่งเราประเมินว่าน่าจะเป็นผลจากความเสี่ยงด้านต่ำที่ตลาดแรงงานต้องเผชิญมีเพิ่มสูงขึ้น

    • ทั้งนี้ เรายังคงมุมมองเดิมว่า Fed จะพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก -25bps ในการประชุมรอบที่เหลือของปี และลดอีก -50bps ในปี 2026F แต่หากเครื่องชี้ตลาดแรงงานยังอ่อนตัวลงต่อเนื่อง หรือมีสัญญาณว่าภาคธุรกิจเริ่มปลดแรงงานเพิ่มเติม Fed อาจพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยในทุกรอบการประชุมในปีนี้ แบ่งเป็นลดครั้งละ -25bps

    Today’s Data Releases

    • สหรัฐฯ: ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 13 ก.ย.

    • ญี่ปุ่น: ยอดคำสั่งซื้อสินค้าเครื่องจักร (Core Machine Orders) เดือน ก.ค.

    • อังกฤษ: ผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BoE Meetimg)

    • ไทย: ยอดส่งออก – นำเข้า (Exports – Imports) และดุลการค้า (Trade Balance) เดือน ส.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/18/579048/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qdW7NuErDXpHiBzjFyQt8

  • เปิด 4 เทรนด์พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก

    เปิด 4 เทรนด์พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก

    วันพฤหัสบดี ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.22 น.

    ผู้นำระดับภูมิภาคด้านเศรษฐกิจและภาคธุรกิจชั้นนำของไทย ระบุ 4 เทรนด์ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัฒน์ การให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจก การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของโลก กำลังมีอิทธิพลพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก

    จากงานสัมมนา Future Forum 2025: – Great Transformation ที่จัดโดย สมาคมการจัดการธุรกิจประเทศไทย (TMA) โดยมีนักวิชาการและภาคธุรกิจเข้าร่วมสัมมนากว่า 250 คน ต่างระบุตรงกันว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทำให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

    มร.เฮง สวี เกียต (Mr. Heng Swee Keat) อดีตรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ และประธานมูลนิธิวิจัยแห่งชาติของสิงคโปร์ (National Research Foundation, Singapore) ให้ความเห็นบนเวทีสัมมนาในหัวข้อ “Economic Transformation for Peoples, For Planet” ว่า “กว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเผชิญกับวิกฤตที่สำคัญ 2 วิกฤต คือ วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตจากโรคระบาด วิกฤตแรกมีสองครั้งใหญ่คือ วิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียช่วงปี 2540 และวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551 ส่วนวิกฤตจากโรคระบาดคือ จากการแพร่ระบาดของโรคระบาดอย่าง โคโรน่าไวรัสสายพันธ์ใหม่ 2019 (Covid-19) การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั้งสองรอบส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก แต่ก็ยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้สามารถเติบโตได้ทั้งเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจอาเซียน 5 ประเทศคือ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์  แต่เป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลงหลังปี 2551 ในขณะที่วิกฤตจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องของเทคโนโลยี ภูมิทัศน์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    โลกในปัจจุบันเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า Major Trend ใน 4D คือ

    1.            De-Globalization หรือการเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัตน์จากเศรษฐกิจเสรี ไปสู่การกีดกันและการผูกขาดมากขึ้น

    2.            Decarbonization การที่โลกให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดภาวะโลกร้อน

    3.            Digitalization การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนทุกคน และ

    4.            Demographics Challenges การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของโลก ซึ่งทั้ง 4 ปัจจัยมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลก” 

    มร.เฮง สวี เกียต กล่าวและเพิ่มเติมว่า “สิงคโปร์ นำทั้ง 4 เทรนด์มาใช้ในการวางกลยุทธ์บริหารประเทศ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน โดยคำนึงถึงเรื่องการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี การให้ความสำคัญกับเรื่องของการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการทำข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ (Free Trade Area) ซึ่งปัจจุบันสิงคโปร์มีข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศทั้งในระดับประเทศ และระดับกลุ่มประเทศถึง 28 ฉบับ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างมีหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีในทุกภาคอุตสาหกรรมรวมไปถึงการพัฒนาบุคลากร

    การขับเคลื่อนประเทศและเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน ประเทศต้องขับเคลื่อนโดยการพัฒนาศักยภาพของประชากรในประเทศ เพราะท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โครงสร้างเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไป โครงสร้างการทำงานก็เปลี่ยนไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทโดยเฉพาะเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การที่จะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกที่กำลังเกิดขึ้น โดยการที่ยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนได้  สิ่งสำคัญคือ การต้องพัฒนาศักยภาพในการทำงานของประชากรในประเทศให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปได้ เพราะ AI จะเป็นขุมพลังสำหรับการพัฒนาในทุกภาคส่วนของประเทศ รวมไปถึงต้องไม่หยุดที่จะวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะที่ภาคเอกชนต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ปรับกลยุทธในการทำธุรกิจ และ รู้จักที่จะใช้เทคโนโลยี รวมทั้งการออกแบบกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงเปิดกว้างในการร่วมมือกับธุรกิจทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการเติบโตได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน” มร. เฮง สวี เกียต กล่าว

    ทุน-คน-เทคโนโลยี

    3 ปัจจัยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

    ในขณะที่ ศาสตราจารย์อาร์ทูโร บริส (Prof. Arturo Bris) ผู้อำนวยการ IMD World Competitiveness Center กล่าวในช่วงการสัมมนา “The New Transformation Model” ว่า “กรอบแนวคิดดั้งเดิมของความสามารถในการแข่งขันคือ การมีประสิทธิภาพในการทำงาน ความร่วมมือระหว่างกัน และการเพิ่มผลผลิต แต่ปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปตามกลไกทางเศรษฐกิจ การเมือง ที่เปลี่ยนแปลงไป คือความสามารถในการแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้ถูกวัดแค่เรื่องประสิทธิภาพในการทำงาน การเพิ่มผลผลิต และความร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนเท่านั้น แต่จะถูกวัดด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่มีประสิทธิภาพในระดับโลก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และนโยบายในการบริหารจัดการภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

    ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้แต่ละประเทศประสบความสำเร็จได้ ต้องประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลักคือ ทุน (Capital) ความสามารถของบุคลากรที่มีคุณภาพ (Talent) และ เทคโนโลยี (Technology) ประเทศที่ประสบความสำเร็จคือประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของเทคโนโลยี อนาคตในการพัฒนา สิ่งที่สำคัญในอนาคตคือ ทุน บุคลากร และ เทคโนโลยี 

    กรอบในการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในโลกในปัจจุบันและอนาคต จะวัดกันที่ 3 ประเด็น คือ ประเด็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชากรของประเทศ ต้องเป็นประชากรที่มีความพร้อมสำหรับอนาคต เข้าใจเทคโนโลยี มีความคล่องตัวในการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์และมีความรู้ด้านการเงิน  ประเด็นถัดมาในภาคของธุรกิจ ต้องเป็นองค์กรที่มีกระบวนการทำงานที่พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เปิดรับโอกาสในการเติบโตและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง ให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และมีการวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมทั้งภายในและภายนอกองค์กร และประเด็นในส่วนของภาครัฐ ต้องเป็นรัฐที่มีความพร้อมที่จะรองรับอนาคตของการเข้ามาลงทุนจากภาคเอกชน มีความพร้อมในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่งคั่ง และมีฐานะการคลังที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น” ศาสตราจารย์บริส กล่าวสรุป

    ภาคเอกชนไทย เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยี

    นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL กล่าวถึงโมเดลของการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจการเงินว่า “ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทุน และ เทคโนโลยี คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจการเงิน ปัจจุบันต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีส่วนสำคัญที่ทำให้ภาคการเงินเชื่อมโยงกับภาคการเงินของไทยกับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในระดับโลก

    ที่ผ่านมาเราพัฒนาธุรกิจของเราโดยให้ความสำคัญกับภายในประเทศและการขยายการลงทุนโดยตรงไปในภูมิภาคอาเซียน และให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจโดยให้ความสำคัญเรื่องของความยั่งยืน ตามมาตรฐานของ ESG (สิ่งแวดล้อม, สังคม และธรรมาภิบาล) ธนาคารให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนองค์กร โดยการพัฒนาเทคโนโลยี และการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กร และความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหาเร่งด่วนให้กับลูกค้า

    เทคโนโลยีทำให้เราสามารถที่จะเชื่อมต่อการทำงานและการให้บริการในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้ง 3 ปัจจัยที่สำคัญอย่าง ทุน การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และเทคโนโลยี เป็นปัจจัยที่นำไปสู่การสร้างองค์กรที่ยั่งยืนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น” นายชาติศิริ กล่าว

    นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงและท้าทาย ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ธุรกิจต้องเผชิญกับการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ความล่าช้าในการขนส่งสินค้า การบริโภคที่ลดลง ปัจจุบันบริษัทเผชิญกับกำแพงภาษีของสหรัฐ ตั้งแต่ปี 2566 บริษัทเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจในทุกๆ ด้าน รวมทั้งได้มีการทบทวนโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อให้ธุรกิจสามารถก้าวข้ามสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน และผันผวนของเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมไปถึงการเข้ามาของเทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI

    สิ่งที่เราเรียนรู้และต้องเปลี่ยนแปลงธุรกิจตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ เราต้องทำให้องค์กรของเรามีกระบวนการทำงานที่เรียบง่ายและทำงานได้อย่างรวดเร็ว มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก เพราะเรามีธุรกิจอยู่ทั่วโลก รวมไปถึงการปรับปรุงแพลตฟอร์มในการทำงาน สร้างขีดความสามารถเพื่อรองรับกับการทำงานในอนาคต การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมไปถึงการทำธุรกิจในกรอบของ ESG

    การที่สหรัฐฯ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเป็น 36% ในครั้งแรก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเราก็คงต้องออกไปจากอุตสาหกรรม พอปรับลดลงมาเหลือ 19% เท่ากันหมดในอาเซียน เราก็คิดว่าเราสามารถแข่งขันได้ โดยที่เราต้องมีความชัดเจนในการดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจ ชัดเจนในเรื่องของแผน รวมทั้งการสื่อสารที่ต้องชัดเจนไปยังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องบอกว่า 2 ปีมานี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และ เราต้องปรับตัว ซึ่งเป็นความท้าทาย”

    ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวสนับสนุนเพิ่มเติมว่า “บริษัทใช้งบประมาณ 20-25% ของรายได้ต่อปี ในการลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพราะเราเห็นการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดิจิทัลที่เกิดขึ้นในทุกภาคอุตสาหกรรม บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาและลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของทุกภาคอุตสาหกรรมทั้งภาคการเงิน ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการด้านสุขภาพ เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ทำให้หัวเว่ย ไม่เคยที่จะหยุดพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับกลุ่มลูกค้าของเรา

    ปัจจุบันเทคโนโลยี ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คนนอกเหนือจากการใช้ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ทุกคนพูดถึง AI พูดถึง เทคโนโลยี ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงภาคการผลิต ภาคการบริโภค ทำให้ หัวเว่ย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาภาคธุรกิจ” ดร.ชวพล กล่าวสรุป

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/915116&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Sx3D24s1uoadk7JjMb2di

  • หอการค้า ยื่น 7 เสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่  18 ก.ย. 68

    หอการค้า ยื่น 7 เสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 18 ก.ย. 68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/OlFkZC91tPg&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ryjmHGbfR7qJ7xHPAW4TD

  • นายกฯ ขนทีมเศรษฐกิจถกหอการค้า บอกโปรดเกล้าฯ ครม.เมื่อใดทำงานทันที

    นายกฯ ขนทีมเศรษฐกิจถกหอการค้า บอกโปรดเกล้าฯ ครม.เมื่อใดทำงานทันที


    นายกฯ ขนทีมเศรษฐกิจ หารือสภาหอการค้าไทย รับฟัง 7 ข้อเสนอ หวังเร่งฟื้นเศรษฐกิจ เผยทูลเกล้าฯ ครม.แล้ว ขณะที่ประธานหอการค้าชื่นชมนายกและว่าที่รัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับ

    เวลา 9.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี  พร้อมด้วยว่าที่รัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  นางศุภจี สุธรรมพันธ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่ รมช.คลัง  พร้อมคณะฯเดินทางมายังสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อหารือกับนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย และคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    ทั้งนี้ นายพจน์ กล่าวเปิดการหารือว่า สภาหอการค้าฯขอแสดงความยินดี ที่นายกรัฐมนตรีได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่32 เข้ามาบริหารบ้านเมืองและเดินหน้าต่อเนื่องไปอย่างไม่หยุดชะงัก และขอชื่นชมแสดงความยินดีล่วงหน้ากับว่าที่รัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจทุกคน ซึ่งมีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับของประชาชน ซึ่งหลังจากนี้สภาหอการค้าก็จะเดินทางไปพบที่กระทรวง 

    อย่างไรก็ตาม หอการค้าไทยเป็นองค์การภาคเอกชนที่ไม่มีผลประโยชน์ ก่อตั้งมาถึง 92 ปีเต็ม หอการค้าไทยวางนโยบายขับเคลื่อนในส่วนของภาคเอกชน โดยข้อเสนอแนะทั้งหมดได้รวบรวมจากเครือข่ายหอการค้าไทยทั่วประเทศและภาคจังหวัด ซึ่งมีทั้งหมด 7 ด้าน ประกอบด้วย 1.เสริมสร้างความเชื่อมั่นประเทศและนักลงทุน 2.เพิ่มสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
    3.ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนประชาชน 4.ส่งเสริมการค้าการลงทุนและโลจิสติกส์ค้าขายเป็นธรรม 
    5.รักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพทางสังคม โดยเฉพาะชายแดน 
    6.เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ
    7.กระตุ้นกำลังซื้อและการท่องเที่ยว

    ด้านนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จริงๆทุกท่านในที่นี้ไม่ใช่คนแปลกหน้าแปลกตา สำหรับตนมีความคุ้นเคย เคารพนับถือกันมาเป็นอย่างดี ที่ตนได้มาในวันนี้ เพื่อมาพบกับพวกท่าน โดยนำว่าที่คณะรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจมาให้พวกท่านได้รู้จัก ซึ่งตนมั่นใจว่า พวกท่านทั้งหลายรู้จักกันดีอยู่แล้ว และมาวันนี้ เพื่อตั้งใจมารับฟังรายละเอียดหารือรับข้อเสนอแนะจากสภาหอการค้าไทย 

    ทั้งนี้ รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ เป็นรัฐบาลที่เราเน้นเรื่องการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่ต้องกระชับและเข้มแข็งภายในระยะเวลาที่มีอยู่

    โอกาสนี้นายอนุทินยังได้แนะนำว่าที่รัฐมนตรี โดยกล่าวว่า ตอนนี้รัฐมนตรีซึ่งทูลเกล้าทูลกระหม่อมรายชื่อไปแล้ว เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ มา จะเร่งทำการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/35534&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_LCH6RLibxp8EZ-ezHfPm

  • นายก พบ หอการค้าไทย  รับข้อเสนอฟื้นเศรษฐกิจ บรรจุนโยบายเศรษฐกิจ

    นายก พบ หอการค้าไทย รับข้อเสนอฟื้นเศรษฐกิจ บรรจุนโยบายเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    นายก พบ หอการค้าไทย รับข้อเสนอฟื้นเศรษฐกิจ บรรจุนโยบายเศรษฐกิจ

    18 ก.ย. 2025 เวลา 13:09 น.

    นายก พร้อมคณะ พบหอการค้าไทย หารือแนวทางฟื้นเศรษฐกิจ พร้อมรับลูกข้อเสนอหอฯบรรจุลงในนโยบายรัฐบาล ด้านหอฯ ชง 4 ข้อเร่งด่วนฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    ที่หอการค้าไทย นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังนำคณะว่าที่รัฐมนตรีประจำกระทรวงเศรษฐกิจ เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รมช.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รมว.พลังงาน , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะเร่งด่วนว่า ได้มารับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และความต้องการจากภาคเอกชนที่จะให้รัฐบาลสนับสนุนและช่วยเหลือ เพื่อให้การประกอบธุรกิจคล่องตัว ซึ่งมีทั้งเรื่องของปัญหาเงินทุน หนี้ครัวเรือน  อัตราดอกเบี้ย ค่าพลังงาน แรงงาน โลจิสติกส์ และโอกาสของประเทศไทยในอนาคต ซึ่งได้หารือในรายละเอียดพอสมควร และหลังจากนี้จะมีการหารือในรายละเอียดเป็นเรื่องๆต่อไป 

    “การมาคุยกับภาคเอกชน เพื่อทลายข้อจำกัดที่มีอยู่ เน้นการทำให้ภาคเอกชนทำธุรกิจอย่างคล่องตัว เราจะเร่งฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจให้เข้มแข็งภายในระยะเวลาอันสั้น เราจะรวบรวมข้อเสนอภาคเอกชนทั้งหมด เข้าไปประกอบเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ในช่วงระยะเวลา 4 เดือนที่เข้ามาบริหารประเทศ ยืนยันว่า เศรษฐกิจจะไม่ถอยหลังอย่างแน่นอน จะพยายามเต็มที่ให้ความเป็นอยู่ของภาคประชาชนดีขึ้น ผมใจกว้าง ไม่คิดหรอกว่า นโยบายที่ผลักดัน เป็นนโยบายของใคร กลุ่มใด หรือผมไม่ได้คิดเอง แต่ผมยืนยันว่า ถ้าเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อประเทศ ผมทำหมด เพราะเวลามีแค่นี้ ถ้าจะไปกลัวใครดีเด่นดัง หรือได้เครดิต ไม่ได้แล้ว ถ้าเกิดผลักดันแล้วสำเร็จ คนที่คิดโครงการนั้นก็ได้เครดิต ตัวผมผู้ผลักดันก็ได้ ก็วินวิน ไม่ใช่คนหนึ่งชนะคนหนึ่งแพ้ ถ้าอย่างนั้นก็นำไปสู่ความขัดแย้ง ถ้าวินวินด้วยกัน  ผมก็ไม่สนใจ”

    นายก พบ หอการค้าไทย  รับข้อเสนอฟื้นเศรษฐกิจ บรรจุนโยบายเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รมว.คลัง กล่าวถึงกระแสข่าวมีเงินทุนไหลเข้าผิดปกติมายังประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วว่า ประเด็นดังกล่าว ได้หารือร่วมกับนายวิทัย รัตนากร ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อเตรียมมาตรการรองรับ และรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้เหมาะสมไว้แล้ว

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ราคาสินค้าเกษตรและการส่งออกที่ปรับตัวลดลง ต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตลอดจนความไม่แน่นอนด้านการเมืองระหว่างประเทศ หอการค้าไทย จึงได้ระดมข้อคิดเห็นจากเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ ทั้งหอการค้าจังหวัด สมาคมการค้า หอการค้าต่างประเทศ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยจัดทำเป็นข้อเสนอ “7 เสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย” เพื่อให้รัฐบาลนำไปพิจารณาใช้เป็นมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

    1. Rebuild Confidence Plan เสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศและนักลงทุน ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความปลอดภัย

    2.  Liquidity for SMEs & Households เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ให้ผู้ประกอบการและครัวเรือนเข้าถึงแหล่งทุนได้สะดวก

    3.    Ease Cost of Living ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนของประชาชน

    4. Seamless Trade ค้าขายคล่อง ส่งเสริมการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์ ค้าขายเป็นธรรม 
    (Fair Trade) สร้างความสามารถแข่งขันให้ SMEs

    5.  Safety & Security of Thailand ยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยทั้งอาชญากรรม ยาเสพติด และสังคมออนไลน์

    6. Trade War Response เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากสงครามการค้าโลกและความผันผวนค่าเงิน

    7.  Boost Demand & Tourism กระตุ้นกำลังซื้อและส่งเสริมการท่องเที่ยว ผ่านมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ

    สำหรับข้อเสนอในระยะเร่งด่วน 4 เดือน หอการค้าไทยเสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินมาตรการสำคัญหลายด้านอย่างทันที เริ่มจากการค้าระหว่างประเทศ ที่ควรเร่งรัดการเจรจากับสหรัฐฯ ภายใต้กรอบ Reciprocal Tariff (RT) ควบคู่กับการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี และการขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ เช่น จีน แอฟริกา และตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยควรดูแลค่าเงินบาทเชิงรุกให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ราว 34–35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการส่งออก

    ในมิติของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ควรเดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่ประชาชนคุ้นเคย เช่น 
    คนละครึ่ง” และ “Easy E-Receipt” รวมถึงรณรงค์ “ใช้ของไทย ฟื้น SME” พร้อมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 เพื่อช่วยเพิ่มการจ้างงาน ส่วนภาคการท่องเที่ยว รัฐบาลควรตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแบบเบ็ดเสร็จ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีน ควบคู่กับการลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์หมวดไลฟ์สไตล์ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่

    ด้านมาตรการสำหรับภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ขอให้มีการจัดสรรงบประมาณจำนวน 10,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเสียหายจากหนี้เสีย (NPL) และเร่งผลักดันโครงการ THAI SME-GP ด้านแรงงาน รัฐบาลควรกำหนดการปรับค่าจ้างตามมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยใช้กลไกไตรภาคี รวมถึงหาทางออกต่อปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ขณะเดียวกัน ประชาชนควรได้รับการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านมาตรการลดดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี และการปรับลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50 %เป็นเวลา 1 ปี นอกจากนี้ยังควรเดินหน้านโยบาย Zero Corruption และบูรณาการการปราบปรามปัญหาสังคม ทั้งยาเสพติด การค้ามนุษย์ กลโกงออนไลน์ และการพนันอย่างจริงจัง

    ส่วนมาตรการในระยะกลาง 8 เดือน หอการค้าไทยเสนอให้รัฐบาลเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาออกภายใน 7-14 วัน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออก พร้อมกันนี้ ภาครัฐควรร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา จัดตั้งกลไกการพัฒนาทักษะบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยเน้นสาขาที่มีศักยภาพสูง เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ยานยนต์สมัยใหม่ และเกษตร–อาหารสมัยใหม่ อีกทั้งยังควรมีมาตรการสนับสนุนผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและคูปองฝึกอบรม

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยใช้แนวทางปรับโครงสร้างหนี้และขยายวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่ถูกกฎหมาย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ตลอดจนการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบควรถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ด้วยการใช้มาตรการ Regulatory Guillotine เพื่อลดความซ้ำซ้อน ลดภาระที่ไม่จำเป็น และช่วยให้ภาคธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1199343&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12VVbheE7vsQuN2XNWU64-

  • “อนุทิน” นำว่าที่ รมต.เศรษฐกิจ ถกหอการค้า รับฟัง 7 ข้อเสนอฟื้น ศก. ย้ำ นโยบาย ทำได้จริง ทำได้เลย ไม่สนใครได้เครดิต

    “อนุทิน” นำว่าที่ รมต.เศรษฐกิจ ถกหอการค้า รับฟัง 7 ข้อเสนอฟื้น ศก. ย้ำ นโยบาย ทำได้จริง ทำได้เลย ไม่สนใครได้เครดิต

    กรุงเทพฯ, วันที่ 18 กันยายน – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำทีมว่าที่รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกฯ และ รมว.คลัง, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่ รมว.พลังงาน, นางศุภจี สุธรรมพันธ์ ว่าที่ รมว.พาณิชย์ และนายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่ รมช.คลัง เข้าพบสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อหารือแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจ และรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชน ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีต่อการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 พร้อมชื่นชมว่าที่รัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับของสังคม

    นายอนุทิน กล่าวในที่ประชุมว่า ตนและทีมงานคุ้นเคยกับภาคเอกชนเป็นอย่างดี และเดินทางมาเพื่อรับฟังข้อเสนออย่างจริงจัง โดยย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้จะมุ่งเน้นการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เห็นผลโดยเร็ว “นโยบายที่รัฐบาลจะดำเนินการ เป็นนโยบายที่ทำได้จริง ทำได้เลย โดยไม่สนใจว่าเป็นนโยบายของใครมาก่อน ขอเพียงให้ประชาชนได้ประโยชน์ ทุกฝ่ายต้องวินๆ ไปด้วยกัน ประเทศไทยก็จะเดินหน้าพร้อมกัน คนคิดนโยบายก็ได้ คนทำนโยบายก็ได้ ทุกคนก็วินๆ กันหมด แบบนี้ถูกต้องแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีคนชนะ ไม่จำเป็นต้องมีคนแพ้ เพราะสุดท้าย เรื่องนี้ประเทศไทยต้องเป็นฝ่ายชนะก็พอ”

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยได้เสนอข้อเสนอ 7 ด้านเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ประกอบด้วย 1. เสริมสร้างความเชื่อมั่นประเทศและนักลงทุน 2. เพิ่มสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 3. ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนประชาชน 4. ส่งเสริมการค้าการลงทุนและโลจิสติกส์อย่างเป็นธรรม 5. รักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพทางสังคม โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน 6. เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ และ 7. กระตุ้นกำลังซื้อและการท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/242874&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nSRmjmbm_Epj_Yvp3NuE3

  • ‘อนุทิน’ลั่นเร่งแก้เศรษฐกิจเรียกเชื่อมั่นใน 4 เดือน

    ‘อนุทิน’ลั่นเร่งแก้เศรษฐกิจเรียกเชื่อมั่นใน 4 เดือน


    นายกฯ พร้อมรับข้อเสนอหอการค้าฯ บรรจุในร่างนโยบาย  มอบรมว.พาณิชย์ปลดล็อกข้อจำกัดการค้า  จัดหาแหล่งเงินอัดฉีดสภาพคล่องผู้ประกอบการ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี  เปิดเผยหลังเข้าหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่า ตนและทีมงานพยายามที่จะไปพบภาคเอกชนในช่วงก่อนที่จะเข้าไปทำการบริหารราชการแผ่นดิน โดยมารับฟังข้อกังวล ข้อเสนอแนะและปัญหาสิ่งที่ทางภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลได้สนับสนุน หรือแก้ไข โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุด เมื่อเวลาเข้าไปทำงานแล้วจะได้ดำเนินการให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปได้โดยเร็ว

    ทั้งนี้ การมาพบในวันนี้ถือเป็นตัวแทนผู้ประกอบการในแต่ละภาคส่วน มีข้อเสนอแนะ และต้องการให้รัฐบาลได้ดำเนินการเพื่อทำให้เกิดความคล่องตัวในการประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเงิน หนี้สิน ดอกเบี้ย พลังงาน การขนส่ง แรงงานและโอกาสต่างๆ ในการส่งเสริมประเทศไทยในอนาคต และได้มีการหารือกันลงในรายละเอียดมากพอสมควร โดยหลังจากนี้หารือลงในรายละเอียดประเด็นสำคัญให้มากที่สุด แต่ในภาพรวมก็จะหาโอกาสมาหารือให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

    นายกรัฐมนตรี ยังย้ำว่า มาตรการสร้างความเชื่อมั่น สนับสนุนผู้ประกอบการ ก็คือ การรับฟังปัญหาต่างๆ ทั้งการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การสนับสนุนผู้ประกอบการ ด้านแรงงาน สินค้า ภาษี ภาคขนส่ง ก็พยามที่จะทะลายข้อจำกัดที่มีอยู่ในสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือเป็นการปิดกั้นโอกาส ส่วนในรายละเอียดว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ จะนำสิ่งเหล่านี้ไปหาแนวทางทำให้คล่องตัวขึ้นและแก้ไขปัญหาที่ยังค้างคาอยู่

    นายอนุทิน  กล่าวว่าจะบริหารเศรษฐกิจของประเทศไม่ให้ถอยหลัง แม้รัฐบาลมีเวลาไม่นาน และต้องทำตามสัญญาที่ทำไว้ที่บริหารประเทศ 4 เดือนก่อนจะมีการยุบสภา ซึ่งการแถลงนโยบายจะเกิดขึ้นหลังจากคณะรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯแล้ว ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ก็ได้เตรียมร่างนโยบายที่รัฐบาลจะแถลงต่อรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว และการเดินทางมาพบสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยก็จะมีข้อเสนอแนะบางจุดไปปรับแก้ในร่างนโยบาย เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางที่ได้หารือกันไว้

    “การเตรียมการทุกอย่างเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว เป็นกระบวนการตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราก็รอให้ทุกอย่างเป็นไปตามนั้น แล้วดำเนินการเข้าบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มตัว”นายอนุทิน กล่าว

    นายอนุทิน ยืนยันว่า จะพยายามทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ซึ่งตนก็ใจกว้าง แม้จะผลักดันนโยบายใดออกไปอาจจะเป็นนโยบายของพรรคอื่น กลุ่มอื่น แต่ตนคิดอย่างเดียวว่า ถ้าเกิดประโยชน์กับประเทศ กับประชาชนได้หมด

    “เพราะเวลามีอยู่แค่นี้ ถ้ามัวแต่ไปคิดว่า จะไปกลัวใคร ดีเด่นดัง ได้เครดิต ถ้าทุกคนได้เครดิตไปเลยครับ เพราะถ้าเกิดสำเร็จคนคิดโครงการก็ได้ ตัวผมในฐานะผู้ผลักดันก็ได้ ก็วิน-วินทั้งคู่ สิ่งที่ดีที่สุด คือ ทุกคนต้องวิน ไม่ใช่คนหนึ่งชนะ คนหนึ่งแพ้ ถ้าแบบนี้นำไปสู่ความขัดแย้ง ตึงซึ่งกันและกัน ไม่สนใจใครจะได้เครดิต ถ้าประชาชนได้ ประเทศได้ ผมบอกได้คำเดียว ผมก็ไปหมด มีรูมีหนู”นายอนุทิน กล่าว

    อย่างไรก็ตามได้มอบหมายงานให้รมว.พาณิชย์ ทำทุกอย่างให้การค้าคล่องตัว ราบรื่น ไม่เสียเปรียบคู่ค้า เจรจาสิทธิประโยชน์ต่างๆให้กับไทยให้ได้มากที่สุด รวมถึง ราคาพืชผลทางการเกษตร และทำให้การค้าขายในประเทศมีความคล่องตัวสูงสุด ลดความเดือดร้อนของผู้ประกอบ ซึ่งต้องทำควบคู่กันไปทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคลัง จัดหาแหล่งเงินเข้ามาอัดฉีด เพื่อทำให้มี Cash Flow เพื่อไปดำเนินการต่อ

    ปัจจุบันผู้ประกอบการรายเล็ก หรือเอสเอ็มอี ตอนนี้บางทีไปต่อไม่ได้ เพราะหนี้เก่ากลายเป็นหนี้เสีย หรือ NPL หรือเกิดปัญหาสินค้าค้างสต๊อก ซึ่งรัฐบาลต้องแก้ปัญหาคอขวดตรงนี้ให้กับผู้ประกอบการ แต่ก็ต้องพิจารณาให้กับผู้ประกอบการที่ตั้งใจผลิตสินค้า เพื่อให้เงินทุนไปต่อยอดเพื่อค้าขายต่อไปได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/35556&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FhD4vaP2_6TR_zsPGwoBT