Category: วัฒนธรรม

  • ชีวิตสัตวแพทย์ไม่ชิล! ผลวิจัยชี้ทำงานมากกว่า12 ชม.ต่อวัน เครียดสูง

    ชีวิตสัตวแพทย์ไม่ชิล! ผลวิจัยชี้ทำงานมากกว่า12 ชม.ต่อวัน เครียดสูง

    สุขภาพ

    27 ส.ค. 2025 เวลา 10:24 น.

    เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ เปิดตัวผลการศึกษา “Going Beyond” ระบุ58% ของสัตวแพทย์ทำงาน 50 ชั่วโมงหรือมากกว่าในหนึ่งสัปดาห์ และสัตวแพทย์ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมีความเครียดสูงสุด พร้อมชี้แนวทางเสริมสร้างความเข้มแข็งให้วิชาชีพสัตวแพทย์ในไทย

    เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ แอนิมอล เฮลท์ (ประเทศไทย) หนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านสุขภาพสัตว์ เปิดผลการศึกษาเชิงลึก (Whitepaper) ในหัวข้อ “Going Beyond: สร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับสัตวแพทย์ในประเทศไทย”ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่สัตวแพทย์ไทยต้องเผชิญ ทั้งความเครียดจากการทำงานหนัก ชั่วโมงงานที่ยาวนาน และการขาดการยอมรับด้านวิชาชีพสัตวแพทย์

    ผลการศึกษาดังกล่าว รวบรวมข้อมูลจาก 6 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผลการศึกษานำเสนอประเด็นด้านสุขภาพจิตและการยอมรับวิชาชีพสัตวแพทย์ พร้อมข้อเสนอแนะแนวทางเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้วงการสัตวแพทย์ในประเทศไทย พบว่า แม้สัตวแพทย์จะมีบทบาทสำคัญต่อการปกป้องสุขภาพสัตว์และสุขภาพอนามัยของประชาชน แต่สัตวแพทย์ในประเทศไทยต้องเผชิญแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากการขาดบุคลากรด้านสัตวแพทยศาสตร์ ต้นทุนการดำเนินงานที่สูง ชั่วโมงทำงานยาวนาน ความเข้าใจจากลูกค้าที่จำกัด และการได้รับการยอมรับที่ไม่เพียงพอ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อความเครียดของสัตวแพทย์และกระทบต่อความยั่งยืนของวิชาชีพ

    ผลการศึกษาสำคัญในประเทศไทย:

    • 42% ของสัตวแพทย์รายงานว่าฐานลูกค้าที่ลดลงเป็นความท้าทายหลัก

    • 70% ของสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่คลินิกระบุว่าลูกค้าไม่เข้าใจเรื่องสุขภาพสัตว์

    • 74% ของสัตวแพทย์เผชิญปัญหาลูกค้าไม่เข้าใจค่ารักษาสัตว์เลี้ยง

    • 58% ของสัตวแพทย์ทำงาน 50 ชั่วโมงหรือมากกว่าในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาค

    • มีเพียง 16% ที่รู้สึกว่าสังคมเข้าใจวิชาชีพของตนอย่างแท้จริง

    • 64% เชื่อว่าการที่ลูกค้าเข้าใจงานของพวกเขามากขึ้น จะช่วยลดความเครียดในการทำงาน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

    ไทยพบเสือโคร่ง ป่วยมะเร็งเต้านม กระจายปอด ช่วยชีวิต ทำเคมีบำบัด

    แพทย์ผิวหนังเตือนทาสแมวพึงระวัง แมวอาจนำโรคมาสู่คนได้

    สัตวแพทย์ไทยทำงานมากกว่า12 ชั่วโมงต่อวัน

    สพ.ญ.ดร.ม.ล.นฤดี เกษมสันต์ อดีตนายกสมาคมสัตวแพทย์ผู้ประกอบการบําบัดโรคสัตว์แห่งประเทศไทย ระบุว่าโรงพยาบาลสัตว์หลายแห่งในประเทศไทยดำเนินงานในระบบสองกะ โดยแบ่งเป็นกะเช้าและกะเย็น กะละ 12 ชั่วโมง ส่งผลให้สัตวแพทย์มีวันทำงานไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง ซึ่งก่อให้เกิดความตึงเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะเมื่อทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน

    รศ.สพ.ญ.ดร.จารุวรรณ คำพา เลขาธิการสัตวแพทยสภา กล่าวว่าเมื่อมองจากประกาศรับสมัครงานในตลาดแรงงาน พบว่าการระบุชั่วโมงทำงานตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงสามทุ่ม ซึ่งหมายความว่าสัตวแพทย์ไทยต้องทำงานไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน สิ่งนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานสัตวแพทย์ที่เรื้อรังมานาน ทั้งที่ ตั้งแต่ปี 2565 สัตวแพทยสภาได้ออกเกณฑ์มาตรฐานการทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อเป็นแนวปฏิบัติ ซึ่งต้องยอมรับว่าการนำไปใช้จริงยังไม่ทั่วถึงและต้องอาศัยความร่วมมือของสถานประกอบการ

    ชีวิตสัตวแพทย์ไม่ชิล! ผลวิจัยชี้ทำงานมากกว่า12 ชม.ต่อวัน เครียดสูง

    สร้างมาตรฐานทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

    น.สพ.ชัยยศ  ธารรัตนะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์กรุงเทพ และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่า ที่โรงพยาบาลสัตว์จุฬาฯ ได้เริ่มนำเกณฑ์ดังกล่าวมาปรับใช้แล้ว โดยเฉพาะกับสัตวแพทย์รุ่นใหม่ แต่ความท้าทายยังอยู่ที่ปริมาณงานและจำนวนบุคลากรที่ไม่สมดุลกับความต้องการ ถึงจะมีมาตรฐาน 40 ชั่วโมง แต่เมื่อเจอเคสฉุกเฉิน หรือความต้องการของเจ้าของสัตว์ที่คาดหวังการรักษาตลอดเวลา ก็ทำให้หมอต้องยืดหยุ่นเกินกรอบอยู่ดี

    สพ.ญ.กฤติกา ชัยสุพัฒนากุล ประธานชมรมสถานพยาบาลสัตว์แห่งประเทศไทย  เห็นว่า ชั่วโมงทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เป็นมาตรฐานที่เหมาะสมและควรเดินหน้า แต่สิ่งสำคัญคือการสร้าง “วัฒนธรรมองค์กร” ที่เข้าใจความสมดุลของบุคลากร และนายจ้างต้องตระหนักว่าการทำงานเกินกำลัง ไม่เพียงทำให้สัตวแพทย์เสี่ยงหมดไฟ แต่ยังสะท้อนต่อคุณภาพการดูแลสัตว์ที่อาจลดลงด้วย

    สัตวแพทย์ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเครียดสูงสุด

    ขณะที่ ผศ.น.สพ.รุ่งโรจน์ โอสถานนท์ อดีตประธานคณะผู้บริหารวิทยาลัยวิชาชีพการสัตวแพทย์ชำนาญการแห่งประเทศไทย กล่าวว่าความเครียดของสัตวแพทย์เกิดจาก 3 ปัจจัยหลักคือ

    1. สภาพแวดล้อมการทำงานและความสัมพันธ์ในที่ทำงาน หากขาดระบบสนับสนุนหรือต้องทำงานกับทีมที่กดดันย่อมส่งผลต่อสุขภาพจิต

    2. ความคาดหวังของเจ้าของสัตว์ที่มักสูงเกินจริง แต่ข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายกลับสวนทาง และ

    3. แรงกดดันภายในตัวสัตวแพทย์เอง ซึ่งมักตั้งมาตรฐานกับตัวเองสูง เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือการสูญเสียสัตว์ จะโทษตัวเองและรู้สึกผิด ซึ่งสะสมจนเป็นความเครียดลึก

    อย่างไรก็ตาม ความรู้ไม่ใช่ปัญหาที่กำลังขาด ทุกวันนี้เราสามารถค้นคว้าจากทั้งในออนไลน์และแอปลิเคชันต่าง ๆ ได้ง่าย แต่เรื่องของจิตใจและทักษะด้าน Soft Skill ต่างหากที่สำคัญ เพราะปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้ ดังนั้น ต้องมีการเติมเต็มทักษะด้านจิตใจและ Soft Skill  ให้แก่สัตวแพทย์ยุคใหม่ เพื่อช่วยให้เข้าถึงใจของคนและสัตว์ได้มากขึ้น และนำไปสู่การรักษาที่ตรงจุด

    ผศ.น.สพ.ภูดิท  มณีสาย นายกสมาคมสัตวแพทยผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า สัตวแพทย์ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมีความเครียดสูงที่สุด เพราะต้องเจอเคสที่ซับซ้อน ขณะที่สัตวแพทย์ในคลินิกแม้จะเจอแรงกดดันน้อยกว่า แต่ก็มีความกังวลเรื่องทรัพยากรและเครื่องมือที่ไม่เพียงพอ อีกสิ่งที่ต้องไม่มองข้ามคือ มิติทางอารมณ์ สัตว์เลี้ยงทุกวันนี้ถูกมองว่าเป็นสมาชิกครอบครัว นั่นหมายถึงความคาดหวังจากเจ้าของสูงมาก และสัตวแพทย์ต้องรับแรงกดดันทางอารมณ์โดยตรง

    “เทรนด์การเลี้ยงสัตว์เปลี่ยนไป สัตว์กลายเป็นสมาชิกในครอบครัว ดังนั้นสัตวแพทย์ต้องปรับการสื่อสารให้คิดว่ากำลังพูดคุยกับผู้ที่พาสมาชิกในครอบครัวมารักษา และต้องมีความเข้าใจในสัตว์และเจ้าของมากขึ้น”

    ปศุสัตว์เผชิญความท้าทายหลายด้าน

    ด้าน สพ.ญ.ดร.เมตตา เมฆานนท์ นายกสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย กล่าวว่า สัตวแพทย์ด้านปศุสัตว์ต้องเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ, ผลทางกฎหมาย เช่น การที่ฟาร์มสุกรขนาดใหญ่ มีสุกรมากกว่า 500 ตัว ต้องมีสัตวแพทย์ประจำ และความรับผิดชอบในการยืนยันสุขภาพสัตว์ก่อนส่งโรงฆ่า ซึ่งอาจมีความเสี่ยงจากการปนเปื้อนโรคระหว่างการขนส่ง หลังจากผ่านการยืนยันจากสัตวแพทย์แล้ว

    นอกจากนี้ สัตวแพทย์ปศุสัตว์ยังแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ หมอประจำฟาร์ม ที่ต้องมีการกักตัวก่อนเข้าฟาร์ม และ หมอบริษัท ที่ต้องเดินทางเยี่ยมฟาร์มต่างจังหวัดซึ่งกินเวลาทั้งวัน โดยมีหน้าที่หลากหลายตั้งแต่การตรวจสุขภาพ, ชันสูตรซาก, ไปจนถึงการทำรายงาน ทำให้มีความรับผิดชอบสูงและเสี่ยงต่อการหมดไฟ

    “แพทย์สายปศุสัตว์ควรมีทักษะด้านการบริหารธุรกิจ และทักษะด้านภาษาที่หลากหลาย เช่น อังกฤษ, จีน, เวียดนาม และอินโดนีเซีย-มาเลเซีย เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางปศุสัตว์ของภูมิภาค”

    หนุนสัตวแพทย์มีความยั่งยืนทางวิชาชีพ

    เภสัชกร อภิศักดิ์ คุณเวช Head of Animal Health บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ แอนิมอล เฮลท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าสัตวแพทย์มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่กำลังเผชิญความเครียดและการขาดความเข้าใจในวิชาชีพในวงกว้าง เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ แอนิมอล เฮลท์ จึงภูมิใจที่ได้ริเริ่มการจัดทำและเปิดตัวผลการศึกษาเชิงลึกครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อยกย่องความทุ่มเทของสัตวแพทย์ สร้างการรับรู้ต่อความท้าทายด้านต่าง ๆ  และส่งเสริมให้สัตวแพทย์ได้รับการสนับสนุนและมีความยั่งยืนทางวิชาชีพยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ แอนิมอล เฮลท์ จึงขอเป็นหนึ่งในฟันเฟืองเพื่อสร้างอนาคตที่แข็งแกร่งให้กับวิชาชีพสัตวแพทย์ในประเทศไทย

    ข้อเสนอแนะยกระดับคุณภาพชีวิตสัตวแพทย์ไทย

    จากผลการศึกษาเชิงลึกฉบับนี้ ได้สรุปข้อเสนอแนะแนวทางเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตและการยอมรับวิชาชีพสัตวแพทย์ พร้อมสร้างเครือข่ายสนับสนุนที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น ดังนี้

    • การศึกษาและสร้างความตระหนักรู้ในสาธารณะ – จัดแคมเปญเฉพาะกลุ่มผ่านสื่อสาธารณะและกิจกรรมของสถาบันการศึกษา เพื่อเพิ่มความเข้าใจของสาธารณชนต่อบทบาทของสัตวแพทย์

    • การรักษาและพัฒนาบุคลากรสัตวแพทย์ – สนับสนุนค่าตอบแทน ผลประโยชน์ และเส้นทางการพัฒนาวิชาชีพที่ชัดเจน เพื่อดึงดูดและสร้างแรงบันดาลใจให้บุคลากร

    • การสนับสนุนด้านสุขภาวะ – ให้สัตวแพทย์เข้าถึงบริการให้คำปรึกษา กลุ่มสนับสนุนเพื่อนร่วมอาชีพ และการฝึกอบรมสำหรับคลินิกสัตวแพทย์ด้านสุขภาพจิตและการจัดการความเครียด

    • ด้านนโยบายและการส่งเสริมกฎหมาย – ร่วมมือกับรัฐบาลและองค์กรสัตวแพทย์เพื่อผลักดันโครงการ เช่น ประกันสัตว์เลี้ยงและการขยายบริการดูแลป้องกัน

    • การยกย่องด้านวิชาชีพ – จัดตั้งรางวัลและโครงการยกย่องเพื่อเชิดชูผลงานของสัตวแพทย์ และสร้างการรับรู้ในวงกว้าง

    • การเสริมสร้างเครือข่ายวิชาชีพ – ส่งเสริมความร่วมมือใกล้ชิดระหว่างสมาคมสัตวแพทย์ รัฐบาล และบริษัทเอกชน เพื่อเพิ่มเสียงสะท้อนของวิชาชีพให้กว้างไกลยิ่งขึ้น

    ในฐานะผู้นำด้านสุขภาพสัตว์ เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ แอนิมอล เฮลท์ ยังคงขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายของสัตวแพทย์และยกระดับมาตรฐานวิชาชีพในประเทศไทย ผลการศึกษาเชิงลึก “Going Beyond: สร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับสัตวแพทย์ในประเทศไทย” จึงเป็นอีกหนึ่งในหลายโครงการของบริษัทฯ ที่มุ่งเน้นแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้จริง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้สัตวแพทย์ ยกระดับวิชาชีพ และสนับสนุนการพัฒนาวิชาชีพสัตวแพทย์ในประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/well-being/1195988&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3D6dDpvdbPUo9HQJbxD7Pv

  • ขอแรงผู้ใหญ่ใจดี! เด็กเขมรกว่า5หมื่นคนที่กลับจากไทย ต้องการความช่วยเหลือด้านการศึกษา

    ขอแรงผู้ใหญ่ใจดี! เด็กเขมรกว่า5หมื่นคนที่กลับจากไทย ต้องการความช่วยเหลือด้านการศึกษา

    วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.46 น.

    27 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ‘นายฮัง ชวน นารอน’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เยาวชน และกีฬา ได้เรียกร้องให้ผู้ใจบุญและพันธมิตรด้านการพัฒนาช่วยเหลือตอบสนองความต้องการของเด็กๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเครียดและสร้างความมั่นใจว่าเด็กๆ จะสามารถเข้าถึงการศึกษาได้

    ‘นายฮัง ชวน นารอน’ได้กระตุ้นให้พ่อแม่และผู้ปกครองที่เดินทางกลับประเทศส่งบุตรหลานของตนเข้าเรียนในโรงเรียนท้องถิ่น โดยเน้นย้ำว่าเด็กๆ คืออนาคตของประเทศ โดยทั่วไปแล้ว การลงทะเบียนเรียนในโรงเรียนจะต้องใช้สูติบัตร ทะเบียนบ้าน สมุดทะเบียนครอบครัว หรือใบรับรองแพทย์ อย่างไรก็ตาม กระทรวงจะยกเว้นข้อกำหนดเหล่านี้เพื่อลดความยุ่งยากของขั้นตอนการลงทะเบียน แม้จะไม่มีเอกสารเหล่านี้ เด็กๆ ก็ยังสามารถเข้าเรียนได้

    ‘นายฮัง ชวน นารอน’ ได้กำชับผู้บริหารโรงเรียนให้จัดทำแผนการเรียนรู้และลงทะเบียนเด็กๆ เขายังกำชับให้ศูนย์ฝึกอาชีพให้การสนับสนุนเด็กโตที่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการได้ เพื่อสนับสนุนการกลับคืนสู่สังคมทางวิชาการของเด็กเหล่านี้ ท่านได้แนะนำให้โรงเรียนจัดชั้นเรียนเสริมภาษาเขมรสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา กระทรวงได้พัฒนาหลักสูตรเร่งรัดที่ครอบคลุมสองชั้นเรียนต่อปี

    โดยเขาได้ขอร้องให้ผู้ใจบุญและพันธมิตรด้านการพัฒนาจัดหาอุปกรณ์การเรียนและการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาที่เด็กๆ ต้องการ เพื่อการปรับตัวเข้าสู่ระบบการศึกษาของกัมพูชาอย่างราบรื่น

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ได้สั่งให้กระทรวงศึกษาธิการ เยาวชน และกีฬาในเมืองหลวงและจังหวัดต่างๆ รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นรวบรวมข้อมูลของเด็กที่เดินทางกลับจากประเทศไทย เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะได้เข้าเรียนในปีการศึกษา 2568-2569

    ด้านซูน โสเภีย แรงงานข้ามชาติและมารดาของเพ็ญ เพ็ญนี เด็กหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กล่าวขอบคุณรัฐบาลที่ผ่อนปรนข้อกำหนดด้านเอกสารและอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงการศึกษาของบุตรสาว

    ในการประชุมระหว่างกระทรวงเกี่ยวกับความช่วยเหลือสำหรับพลเมืองที่เดินทางกลับเมื่อเร็วๆ นี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและการฝึกอบรมวิชาชีพ กล่าวว่า วันที่ 13 สิงหาคม มีชาวกัมพูชาเดินทางกลับจากประเทศไทยมากกว่า 920,000 คน ในจำนวนนี้ ประมาณ 250,000 คน มีอายุมากกว่า 45 ปี และตกเป็นเป้าหมายของการจ้างงานในภาคเกษตรกรรมและธุรกิจในท้องถิ่น ประมาณ 50,000 คนเป็นเด็กที่ต้องการเข้าถึงการศึกษา สุขภาพ และโภชนาการ ส่วนที่เหลือเป็นบุคคลวัยทำงานที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงานและโครงการฝึกอบรมวิชาชีพ

    ซาร์ โสกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กรมตรวจคนเข้าเมืองกำลังประสานงานด้านเอกสารและบัตรประจำตัวประชาชนสำหรับผู้ที่เดินทางกลับ เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นไปตามกฎหมายและสามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในกระบวนการบูรณาการ กระทรวงศึกษาธิการ เยาวชน และกีฬา ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่การศึกษาดำเนินการให้มั่นใจว่าโรงเรียนของรัฐจะรับเด็กที่เดินทางกลับจากประเทศไทยโดยไม่ผ่านขั้นตอนทางราชการ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/910055&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30GObF9A8huJs62jjnicQI

  • เซเว่น อีเลฟเว่น เดินหน้าหนุนเกษตรกร “กล้วยหอมทอง” ต่อเนื่อง เชื่อมโยง สวน – โรงแพ็ค – ผู้บริโภค สร้างอาชีพให้เกษตรกร 2,010 ราย – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    เซเว่น อีเลฟเว่น เดินหน้าหนุนเกษตรกร “กล้วยหอมทอง” ต่อเนื่อง เชื่อมโยง สวน – โรงแพ็ค – ผู้บริโภค สร้างอาชีพให้เกษตรกร 2,010 ราย – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    ในยุคที่เกษตรกรไทย ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งเรื่องสภาพอากาศที่แปรปรวนและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แค่เก็บเกี่ยวแล้วส่งขาย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมต้องการความ “สะดวกทาน” กล้วยหอมทอง เป็นหนึ่งในผลไม้ที่ได้รับความนิยมในเซเว่น อีเลฟเว่น ด้วยรสชาติ หอมหวาน เนื้อนุ่มแน่น มีคุณค่าทางโภชนาการ ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ แต่เบื้องหลังความอร่อยนี้ ยังมีอีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าภาคภูมิใจ เมื่อเซเว่น อีเลฟเว่น เดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรไทย 2,010 รายทั่วประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “SME โตไกลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

    เซเว่นฯ เดินหน้าส่งเสริมเกษตรกรกล้วยหอมทอง สร้างอาชีพ-รายได้มั่นคง 2,010 รายทั่วประเทศ

    เพื่อให้กล้วยหอมทองที่วางจำหน่ายมีคุณภาพดี เซเว่น อีเลฟเว่น ได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการ SME ในการสนับสนุนเกษตรกรปลูกกล้วยหอมทองทั่วประเทศ จำนวน 2,010 ราย จาก 43 จังหวัด อาทิ จังหวัดเพชรบุรี นครปฐม ปทุมธานี จันทบุรี กาญจนบุรี อุดรธานี ตาก และสตูล เป็นต้น ในการร่วมคัดเลือกพันธุ์ การดูแลผลผลิต ไปจนถึงการรับซื้อตามมาตรฐาน พร้อมให้คำแนะนำระบบ โรงแพ็คกล้วย เพื่อคัดเลือกและจัดส่งถึงสาขาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้กล้วยหอมทอง สด สะอาด และได้มาตรฐาน ปัจจุบันร้านเซเว่นฯ รับซื้อกล้วยหอมทอง กว่า 500,000  ลูกต่อวัน ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างรายได้มั่นคงแก่เกษตรกรแล้ว ยังช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจในชุมชนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

    เอ็น แอนด์ เอ็น ฟรุทส์ สุดยอด SME ผู้ประกอบการชุมชนจังหวัดเพชรบุรี จัดส่งกล้วยเข้าเซเว่นฯ มากถึง 90,000 ลูกต่อวัน

    หนึ่งในผู้ประกอบการ SME ที่ได้รับการสนับสนุนคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็น แอนด์ เอ็น ฟรุทส์ ก่อตั้งโดยนายอาคม คงกะเรียน เล่าว่า จังหวัดเพชรบุรีเป็นพื้นที่ปลูกกล้วยหอมคุณภาพสูง มีการเพาะปลูกต่อเนื่องมายาวนาน แต่การส่งผลผลิตเข้าสู่ตลาดใหญ่ยังเป็นข้อจำกัดของเกษตรกรท้องถิ่น จึงริเริ่มรวมกลุ่มผู้ปลูกกล้วยในจังหวัด และพัฒนาโรงแพ็คกล้วยที่ได้มาตรฐาน เพื่อยกระดับการจัดการผลผลิตและส่งเข้าจำหน่ายในเซเว่น อีเลฟเว่น

    “ผมเริ่มต้นจากการรวมกลุ่มเกษตรกรกลุ่มเล็กในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2558 เพียง 10 ราย กับพนักงาน 8 คน ส่งวันละ 2,000–3,000 ลูก ปัจจุบันเอ็น แอนด์ เอ็น ฟรุทส์ มีพนักงานราว 150 คน และเกษตรกรกว่า 400 ราย รวมพื้นที่ทั้งหมด 2,000 ไร่ ทั้งในพื้นที่เพชรบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ส่งกล้วยหอมทองให้เซเว่นฯ กว่า 90,000 ลูกต่อวัน การขยายผลผลิตนี้ไม่เพียงตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แต่ยังช่วยสร้างอาชีพสร้างรายได้ที่มั่นคงและเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจให้กับชุมชนเกษตรกรได้อย่างมั่นคง” นายอาคมกล่าว

    ต้องยอมรับว่า “กล้วยหอมทองแพ็คแบบลูกเดี่ยว” คือหนึ่งในสินค้าที่ขายดีของร้านเซเว่นฯ เพราะสะดวก หยิบทานง่าย และเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ กล้วยหอมทองแต่ละลูกที่ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคใน เซเว่น อีเลฟเว่น ต้องผ่านกระบวนการ ตั้งแต่ ขั้นตอนการปลูก-เก็บเกี่ยว ปลูกจนกล้วยโตเต็มที่ด้วยระยะเวลา 9–12 เดือน นำผลผลิตที่โตเต็มที่มาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด เพื่อกำจัดฝุ่นละออง ขั้นตอนการบ่มแบบควบคุมอุณหภูมิ เพื่อยืดอายุและควบคุมคุณภาพ ขั้นตอนการแพ็ค ใช้ถุงเจาะรูเพื่อระบายอากาศ ป้องกันผิวกล้วยดำและเนื้อเละในระหว่างการจัดส่ง จากนั้นกล้วยจะถูกขนส่งไปยัง เซเว่น อีเลฟเว่น ทั่วประเทศ

    เบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้ เอ็น แอนด์ เอ็น ฟรุทส์ ส่งกล้วยหอมทองได้ต่อเนื่องทุกวันกว่า 10 ปี มาจากการที่ทีมของเซเว่นฯ เข้ามาช่วยวางแผนการผลิตและการตลาดร่วมกับเกษตรกรและผู้ประกอบการ SME ทำให้ทราบความต้องการผลผลิตในแต่ละวันล่วงหน้า สามารถบริหารการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกรในพื้นที่

    นอกจากนี้ เอ็น แอนด์ เอ็น ฟรุทส์ ยังมุ่งมั่นในการพัฒนาชุมชน ด้วยรางวัล SME ผู้ประกอบการชุมชน ในงาน “เซเว่น อีเลฟเว่น เอสเอ็มอียั่งยืน 2025” สะท้อนให้เห็นความตั้งใจและความร่วมมือกับเกษตรกรในชุมชน ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ที่ไม่ได้เน้นเพียงผลกำไร แต่เน้นการสร้างโอกาสและความมั่นคงให้กับผู้ปลูกกล้วยทุกคน ที่สำคัญกล้วยหอมทองที่ไม่ผ่านเกรดยังถูกนำไปสนับสนุนชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล และกิจกรรมสังคมต่างๆ สร้างความสัมพันธ์อันดีกับคนในพื้นที่อีกด้วย

    สำหรับอนาคต นายอาคมวางแผนต่อยอดธุรกิจด้วยการ แปรรูปกล้วยหอมทอง ที่ไม่สามารถจำหน่ายเป็นผลสด เพื่อเพิ่มมูลค่าและรายได้ให้กับเกษตรกร พร้อมฝากข้อคิดถึงผู้ประกอบการรุ่นใหม่ว่า “ศึกษาและเข้าใจธุรกิจและผลผลิตของคุณให้ดี รักษาคุณภาพและมาตรฐานให้สม่ำเสมอ ความอดทนและความตั้งใจจะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน”

    ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นควบคู่กับการสนับสนุนของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ผ่านแนวคิด “SME โตไกลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” โดยมุ่งส่งเสริมให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งข้อมูล และเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้ กลยุทธ์ 3 ให้ ของโครงการ ได้แก่ ให้ช่องทางจำหน่าย  ให้ความรู้  และให้การเชื่อมโยงเครือข่าย

    #CPALL #7Eleven #เซเว่น #SME #SMEโตไกลไปด้วยกัน #สร้างอาชีพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/news/7-eleven-continues-to-support-golden-banana-farmers&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wbGy8fExLkGMGHensERLs

  • SMEs ไทย “ใกล้ดับ” วุฒิสภา เสนอ “พิมพ์เขียว” กอบกู้วิกฤต

    SMEs ไทย “ใกล้ดับ” วุฒิสภา เสนอ “พิมพ์เขียว” กอบกู้วิกฤต


    วุฒิสภา แถลง SMEs ไทย “ใกล้ดับ” ชี้ถูกต่างชาติถล่มทุกทาง พร้อมเสนอ “พิมพ์เขียว” กอบกู้วิกฤต

    นายโสภณ มะโนมะยา รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา แถลงผลการศึกษา ที่ระบุว่าคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ติดตามผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และพบว่าผู้ประกอบการ SMEs ของไทยกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตอย่างหนัก เพราะต้องแข่งขันกับคู่แข่งต่างชาติที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลของตนเอง และใช้ช่องว่างทางกฎหมายของไทยเข้ามาแย่งชิงตลาด ทำให้ความสามารถในการแข่งขันและการอยู่รอดของผู้ประกอบการไทยลดลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้หลายธุรกิจต้องปิดตัวลง

    ด้านนายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ผลการศึกษาได้ถูกจัดทำเป็น “พิมพ์เขียวเพื่อพลิกสถานการณ์” ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายด้าน ได้แก่ มาตรการเยียวยาทางการค้า (Trade Remedies), การควบคุมการนำเข้าสินค้าออนไลน์ราคาถูกและไร้มาตรฐาน, การป้องกันธุรกิจนอมินี และการจัดระเบียบตลาด E-commerce เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมบนแพลตฟอร์มออนไลน์

    ขณะที่ นายนิรัตน์ อยู่ภักดี ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการวิเคราะห์และข้อเสนอแนะทั้งหมดนี้มาจากการจัดสัมมนาในหัวข้อ “ปลดล็อกศักยภาพ SMEs ไทยสู่เวทีการค้าที่เป็นธรรม” ที่คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ โดยคณะอนุกรรมาธิการติดตามความร่วมมือระหว่างประเทศด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแรงงานของไทย ซึ่งมีนายโสภณ เป็นประธานคณะอนุฯ ได้จัดขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน 

    “ข้อมูลที่ได้จะถูกนำเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาเพื่อผลักดันให้เป็นนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของผู้ประกอบการของไทย” นายนิรัตน์กล่าว

    นายนิรัตน์ยังกล่าวย้ำว่า SMEs เป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจ คิดเป็นกว่า 99% ของวิสาหกิจทั้งหมด และสร้าง GDP ประมาณหนึ่งในสามของประเทศ ดังนั้น การแก้ไขปัญหานี้จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวผ่านภาวะวิกฤตนี้ไปได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/34685&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FDYGIHX55pnqZVBpnHsBM

  • “นฤมล” สั่งถอดเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” ออกจากแบบเรียน ป.5 ชี้ขัดหลักคุณธรรม

    “นฤมล” สั่งถอดเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” ออกจากแบบเรียน ป.5 ชี้ขัดหลักคุณธรรม

    “รมว.นฤมล” สั่ง สพฐ. ลบเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” ออกจากตำราเรียนชั้น ป.5 ย้ำ แบบเรียนต้องปลูกฝังคุณธรรมที่ถูกต้อง ไม่ให้เยาวชนสับสนกับต้นแบบที่ผิดพลาด พร้อมสั่งดูผลกระทบโรงเรียนนาถะศาสตร์

    วันที่ 27 ส.ค. 2568 เวลา 12.40 น. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยถึงกรณีการตรวจสอบเนื้อหาแบบเรียนเสริมวิชาภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งมีการยกย่องอดีตพระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ให้เป็นตัวอย่างบุคคลผู้มีจิตสาธารณะ ว่า ตนได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตรวจสอบและสรุปผลแล้วว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เหมาะสมที่จะปรากฏอยู่ในหนังสือเรียนต่อไป

    นางนฤมล ระบุว่า ในอดีตพระอลงกตเป็นที่รู้จักจากการอุทิศตนดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ HIV และได้รับการยกย่องจากหลายภาคส่วนว่า เป็นผู้มีจิตอาสา แต่เนื่องจากปัจจุบันบุคคลดังกล่าวถูกดำเนินคดีในข้อหาคดีทุจริตยักยอก ฟอกเงิน และถูกสอบสวนถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการปกปิดประวัติส่วนตัวที่แท้จริง ซึ่งถือว่า ขัดกับหลักคุณธรรมและจริยธรรมที่เด็กควรยึดถือเป็นแบบอย่าง

    “เรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญมาก เพราะแบบเรียนคือ สิ่งที่ปลูกฝังทัศนคติและค่านิยมให้กับเด็ก หากมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม จะสร้างความสับสนในสังคมและทำให้เยาวชนเข้าใจผิดได้ จึงได้มีคำสั่งให้ถอดเนื้อหาเกี่ยวกับอดีตพระอลงกตออกจากตำราเรียนทันที และยืนยันว่า การพิมพ์ตำราสำหรับปีการศึกษาหน้า จะไม่มีการปรากฏเนื้อหาดังกล่าวอีก” นางนฤมล กล่าว

    นางนฤมล ยังกล่าวต่อถึง โรงเรียนนาถะศาสตร์ ที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของอดีตพระอลงกต วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรีว่า ตนได้มอบให้คณะกรรมการการศึกษาเอกชน (กช.) ตรวจสอบแล้วพบว่า โรงเรียนนาถะศาสตร์เป็นโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา มีมูลนิธิอาทรประชานาถ เป็นผู้รับใบอนุญาต ซึ่งไม่ได้เป็นโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา โดยโรงเรียนแห่งดังกล่าวรับอุดหนุนตามอัตราของโรงเรียนทั่วไป 70% และมูลนิธิช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของนักเรียนอีกส่วนหนึ่ง ดังนั้นโรงเรียนแห่งนี้ถือเป็นโรงเรียนกินนอนที่มีนักเรียนอยู่ประมาณ 120 คน และผู้เรียนไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายในการเรียนการสอน

    “ในขณะนี้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ลพบุรีอยู่ระหว่างการเข้าไปตรวจสอบข้อมูลของโรงเรียนว่า จะได้รับผลกระทบอะไรหรือไม่ โดยจะนำข้อมูลมาหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดในวันที่ 3 ก.ย. ซึ่งหากโรงเรียนได้รับผลกระทบด้านค่าใช้จ่าย หรือหากมูลนิธิดังกล่าวถูกระงับการทำธุรกรรม ทางศึกษาธิการ จ.ลพบุรี จะเข้าไปวางแนวทางแก้ไขร่วมกับโรงเรียน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2879074&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KIIY9kr7XdP6pVEl5qL8b

  • ชื่นชมผู้จัดการร้าน นำทีมพนักงาน ช่วยเด็กนักเรียนปวดท้องรุนแรง ถึงมือหมอทันเวลา – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    ชื่นชมผู้จัดการร้าน นำทีมพนักงาน ช่วยเด็กนักเรียนปวดท้องรุนแรง ถึงมือหมอทันเวลา – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    เรื่องราวความดีที่น่าชื่นชมของ คุณจักรกฤษณ์ พลกุล ผู้จัดการร้านเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาสามชัย (11657 NEU) จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เวลาประมาณ 12.40 น.มีลูกค้าเป็นเด็กนักเรียนเดินออกจากร้าน แล้วมีอาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม เพราะปวดท้องอย่างรุนแรง คุณจักรกฤษณ์ และน้องๆ พนักงานในร้านเห็นเหตุการณ์ จึงรีบเข้าไปช่วยเหลือ

    พร้อมพานักเรียนเข้ามาภายในร้าน เพื่อช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น และโทรแจ้งหน่วยกู้ชีพทันที แต่อาการของเด็กนักเรียนก็ทรุดลงอย่างรวดเร็ว ปวดท้องรุนแรงหนักขึ้น และเริ่มมีอาการชัก คุณจักรกฤษณ์ จึงตัดสินใจให้น้องพนักงานที่มีรถยนต์ส่วนตัว พานักเรียนไปส่งที่โรงพยาบาลโดยด่วน พร้อมทั้งประสานคุณครูประจำชั้น และติดต่อผู้ปกครองให้เดินทางตามไปที่โรงพยาบาลในทันที

    คุณจักรกฤษณ์ พลกุล ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “ หากมีลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภายในร้าน แล้วเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือ เราทุกคนในร้านเซเว่นฯ ต้องรีบเข้าช่วยเหลือทันที เพื่อให้ลูกค้าปลอดภัยที่สุดครับ ”

    นี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวแห่งความดี และความภาคภูมิใจ ที่พนักงานเซเว่นฯ ได้ร่วมแรงร่วมใจในการช่วยเหลือเด็กนักเรียนจนปลอดภัย เป็นความดีที่มาจากใจที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน ตลอด 24 ชั่วโมง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/dna-goodness-24hrs/help-a-student-with-severe-stomach-pain&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23Fqco8QFBfHm8UnLfCKE6

  • ชำแหละผลศึกษาแลนด์บริดจ์ เอกชนชี้สนข.อ้าง เกินจริง

    ชำแหละผลศึกษาแลนด์บริดจ์ เอกชนชี้สนข.อ้าง เกินจริง

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-187&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_b2SEY6tz2VH0WggKGtYh

  • “BNK48 & CGM48” โชว์พลังเจนใหม่ พร้อมอำลา “CGM48” รุ่นที่ 1 น้ำตาท่วมฮอลล์

    “BNK48 & CGM48” โชว์พลังเจนใหม่ พร้อมอำลา “CGM48” รุ่นที่ 1 น้ำตาท่วมฮอลล์

    EntertainmentReport3

    27 สิงหาคม 2568 ( 15:04 )

    มัดรวมพลังเจนใหม่ เสิร์ฟความสนุกกันไปเรียบร้อย สำหรับศิลปินไอดอล “BNK48” และ “CGM48” จากค่าย iAM กับงาน “BNK48 & CGM48 CONCERT CHAPTER: NEXT” ซึ่งเรียกว่าเป็นครั้งแรกของสมาชิก 48th รุ่นใหม่กว่า 49 ชีวิตกับคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบที่มาโชว์พลังและศักยภาพให้เหล่าแฟน ๆ ได้ชมกันอย่างจุก ๆ พร้อมส่งท้ายคอนเสิร์ตจบการศึกษาของสมาชิก “CGM48” รุ่นที่ 1 ทั้งหมด 17 คน ในงาน “CGM48 1st Generation Concert สถานีสุดท้าย… Minato 39” ไปเมื่อวันที่ 23-24 สิงหาคม 2568 ณ MCC HALL เดอะมอลล์บางกะปิ ที่ผ่านมา

    เปิดเวทีปุ๊บ! “BNK48 & CGM48” เจนใหม่ก็ส่งเอเนอจี้ความสดใสเต้นกันฉ่ำ ๆ ไปเลย อาทิ วันใหม่ (เพลงเดบิวต์ของ BNK48 รุ่นที่ 4), จะไม่หนีจากความฝัน (เพลงเดบิวต์ของ CGM48 รุ่นที่ 2), Mirai to wa? (เพลงเดบิวต์ของ BNK48 รุ่นที่ 5), Generation Change (เพลงเดบิวต์ของ CGM48 รุ่นที่ 3) ส่งต่อด้วยโชว์ศักยภาพของสมาชิกใหม่ด้วยเพลง Chiang Mai 106  (โดย CGM48 รุ่นที่ 4) และ Aitakatta (โดย BNK48 รุ่นที่ 6) พร้อมลิสต์เพลงที่แจกความสนุกกันแบบไม่มีพักอีกมากมาย ปิดท้ายชีเสิร์ฟด้วยโชว์เปิดตัวครั้งแรก Oh my pumpkin! เพลงฉลองครบรอบ 20 ปี ของวง AKB48 ประเทศญี่ปุ่น นำมาแสดงทั้งสองเวอร์ชั่นภาษาไทยกลาง-ล้านนา ขนความน่ารักชุดใหญ่ด้วยเมมเบอร์ 24 คน เรียกว่ามัดใจแฟน ๆ อยู่หมัด

    เข้าสู่โหมดซึ้งก็ทำเอาน้ำตาซึมกันสุด ๆ ในงาน “CGM48 1st Generation Concert สถานีสุดท้าย… Minato 39” คอนเสิร์ตจบการศึกษาของสมาชิก “CGM48” รุ่นที่ 1 ทั้งหมด 17 คน “ปิ๊ง พิณพณา แสงบุญ, แองเจิ้ล นภัสนันท์ ธรรมบัวชา, แชมพู กชพร ลีละทีป, ฟ้าใส ภัทรธิดา จงประสานเกียรติ, เจเจ ศุภาพิชญ์ ศรีไพโรจน์, ไข่หวาน มานิตา จันทร์ฉาย, คนิ้ง วิทิตา สระศรีสม, เคียล่า เคียล่า ซื่อหยุน คู, ลาติน พิมพ์นารา ร่ำรวยมั่นคง, มามิ้งค์ มาณิฌา เอี่ยมดิลกวงศ์, มีน พิชญธิดา สนธิศักดิ์วรรณะ, เหมย รพีพรรณ แช่มเจริญ, นีน่า ณัฐริกา บุญตั๋ว, นีนี่ พิชญาภา สุปัญญา, พิม พรวารินทร์ วงศ์ตระกูลกิจ, พั้นซ์ วัชรี ด่านผาสุกกุล, สิตา สิตา ธีรเดชสกุล” โดยเนรมิตฉากบนเวทีเป็นขบวนรถไฟชวนแฟน ๆ ย้อนกลับไปนึกถึงความทรงจำของสถานีต่าง ๆ จนมาถึงขบวนสุดท้ายโบกมือลาไปสู่เส้นทางใหม่ ซึ่งมีทั้งความสุข เสียงหัวเราะ น้ำตาและมิตรภาพ การเติบโตของเหล่าไอดอลตั้งแต่วันออดิชั่นด้วยเพลงที่คิดถึงมาโชว์ในพาร์ทการร้อง เต้น เล่นดนตรี และเซอร์ไพรส์การกลับมาของอดีตชิไฮนินอย่าง อิซึรินะ-รินะ อิซึตะ, อดีตกัปตันวง ออม-ปุณยวีร์ และอดีตกัปตันทีม ฟอร์จูน-ปัณฑิตา รวมถึงเมมเบอร์ที่จบการศึกษาไปแล้วมาร่วมอำลาส่งท้ายกันอย่างอบอุ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://music.trueid.net/th-th/detail/28r3JY0RMdXv&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tnAW9hotStryKq0SfPM55

  • สวีเดน-ไทย ยกระดับเป็น หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เสริมแกร่งกันและกัน

    สวีเดน-ไทย ยกระดับเป็น หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เสริมแกร่งกันและกัน

    นายมาริษ เผยว่า หลายบริษัทมองเห็นศักยภาพของประเทศไทยที่จะเป็นตัวเชื่อมโลก เพราะเราอยู่ตรงกลาง ทำให้เราสามารถแสดงศักยภาพได้เต็มที่ในการเชื่อมโลกตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน ซึ่งตรงตามเป้าหมายของประเทศไทยที่ต้องการเป็นจุดศูนย์กลางในการเชื่อมต่อประเทศกลุ่มกำลังพัฒนา ให้มีบทบาทใหม่ในการกำหนดบริบทใหม่ของโลก ทุกปัจจัยข้างต้นทำให้ประเทศสวีเดนได้เห็นศักยภาพที่เด่นชัดขึ้น เข้าใจนโยบายของพวกเรา

    จากนั้นในช่วงเที่ยง นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ได้เข้าหารือทวิภาคีกับนาง Maria Malmer Stenergard รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน ได้รับประทานอาหารเที่ยงร่วมกัน (Lunch Working) โดยได้ยืนยันถึงความพร้อมของไทยทั้งด้าสโครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างการศึกษา ความพร้อมในการเป็นจุดเชื่อมต่อของโลก และความเข้มแข็งของเครือข่ายภาคเอกชนในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้ประเทศสวีเดนให้ความสำคัญกับประเทศไทยอย่างมาก

    นอกจากนี้ นายมาริษ ยังใช้โอกาสนี้นำเสนอข้อเท็จจริงเพื่อให้รัฐบาลสวีเดนเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในความตึงเครียดชายแดนไทยกับกัมพูชา พร้อมยืนยันว่าไทยได้ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด ได้หารือกรณีที่กัมพูชาใช้พลเมืองเข้ามาเป็นโล่มนุษย์ กดดันสร้างความขัดแย้งในเขตพรมแดน ขัดต่อข้อตกลงหยุดยิง ละเมิดอนุสัญญาเจนีวา กฎหมายระหว่างประเทศและกฏบัตรของสหประชาชาติ

    สวีเดน-ไทย ยกระดับเป็น หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เสริมแกร่งกันและกัน

    “รัฐบาลสวีเดนได้ชื่นชมประเทศไทย โดยเฉพาะหลังการลงนามซื้อกริฟเพน ทำให้รัฐบาลสวีเดนสนับสนุนเรา เพราะเชื่อว่าการปฏิบัติการทางทหารของเราเป็นไปเพื่อกำจัดการรุกราน ตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด“

    การลงนามในข้อตกลงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์นี้ตอกย้ำถึงความลึกซึ้งและความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างประเทศไทยและสวีเดน ซึ่งได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การลงนามสนธิสัญญามิตรภาพ การพาณิชย์ และการเดินเรือระหว่างกันฉบับแรกเมื่อปี พ.ศ. 2411

    ในปัจจุบัน มีบริษัทสวีเดนกว่า 100 แห่งดำเนินกิจการอยู่ในประเทศไทย มีชาวสวีเดนกว่า 220,000 คนเดินทางมาเยือนประเทศไทยในแต่ละปี และมีชาวไทยราว 70,000 คนพำนักอยู่ในสวีเดน ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนที่ยั่งยืนของทั้งสองประเทศ เป็นก้าวสำคัญและตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสองประเทศในการขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกภาคส่วนให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859494&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oHEqKExFIowVF5Q9vfIqI

  • เขตการศึกษาบุรีรัมย์ รุดเยียวยา นร.ชายแดน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ขณะที่ชาวบ้านพร้อมสู้ อยากให้ มทภ.2 จัดให้หนัก | TOPNEWS

    เขตการศึกษาบุรีรัมย์ รุดเยียวยา นร.ชายแดน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ขณะที่ชาวบ้านพร้อมสู้ อยากให้ มทภ.2 จัดให้หนัก | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 27/08/2025 16:09

    บุรีรัมย์ อำเภอละหานทราย เขตพื้นที่การศึกษา มอบถุงยังชีพและเยียวยานักเรียนแนวชายแดน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับครูและนักเรียน ระบุเป็นนโยบายของ สพฐ. เผยครูส่วนใหญ่มั่นใจทหาร ขณะชาวบ้านไม่กลัวแล้วพร้อมสู้ไปกับทหาร ยังฉุนอยากให้แม่ทัพภาค 2 จัดหนักก่อนเกษียณ

    วันที่ 27 ส.ค.68 นายโชคอนันต์ วิชัยเลิศ รองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต3 พร้อมคณะได้นำถุงยังชีพและเงินเยียวยาให้กับนักเรียนกลุ่มหนองแวง ต.หนองแวง อ.ละหานทราย ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ เพื่อให้เป็นขวัญและกำลังใจบรรดาครูนักเรียนที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนตามแนวชายแดน เบื้องต้นจะจัดสิ่งของประมาณ 2,000 ชุดให้กับนักเรียนในสังกัดกลุ่มหนองแวง

    นายทนงศักดิ์ กยลอยทาม (เสื้อน้ำเงิน)ผอ.โรงเรียนบ้านหงอนไก่(โคกสง่า)กล่าวยอมรับว่าขวัญและกำลังใจของครูและนักเรียนรวมถึงผู้ปกครองเด็ก ถึงตอนนี้สภาพกำลังใจยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะยังเป็นพื้นที่สีส้มอยู่ในตอนนี้ พร้อมที่จะอพยพตลอดเวลา แต่เชื่อมั่นในศักยภาพของทหารแต่ก็ไม่อยากให้เกิดอะไรขึ้น

    ด้านนายโชคอนันต์ วิชัยเลิศ รอง ผอ.เขต3 กล่าวว่านโยบายของเขตพื้นที่การศึกษา และ สพฐ.จะต้องเข้าไปดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของครูและนักเรียนโดยเฉพาะความปลอดภัย โดยเฉพาะที่อยู่ในเขตชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา

    สิ่งของที่นำมามอบให้นักเรียนได้มาจากเพื่อนร่วมงาน จากประชาชน และหลายภาคส่วนของการศึกษา ยอมรับว่ามีผลกระทบอย่างสูงในเรื่องจิตใจของบุคลากรทางการศึกษา เพราะจะต้องจัดการเรียนการสอนใหม่เนื่องจากมีการหยุดเรียนไป แต่ล่าสุดจากการสอบถามสภาพจิตใจของครูดีขึ้นแล้วพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถ

    ผู้สื่อข่าวตรวจสอบชาวบ้านในในเขต ต.หนองแวง ทุกคนเข้ามาอาศัยและใช้ชีวิตอยู่ตามปกติแล้ว มีบ้างที่ยังหวาดระแวงแต่ส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นศักยภาพของทหาร และมีหลายคนที่อยากให้ทหารทำอะไรให้มันเรียบร้อย

    นางน้อย ห่ามไธสง อายุ 67 ปี อยู่เลขที่ 103 หมู่ 3 ต.หนองแวง อ.ละหานทราย บอกว่าถึงเวลานี้ไม่กลัวแล้ว ส่วนหนึ่งอยากฝากถึงแม่ทัพภาค 2 ว่าท่านอยากทำอะไรให้ทำไป อะไรที่ดี”ทำไปเลย”

    ขณะที่นาย มนชัย จำนงสุข อายุ45ปี ชรบ.ประจำหมู่บ้าน บอกว่าตอนนี้อยากฝากถึงแม่ทัพภาคที่ 2 หากมีอะไรเกิดขึ้นอีกอยากให้แม่ทัพฯจัดให้หนักๆ อย่าให้ชาวบ้านต้องหวาดระแวงอีกต่อไป อยากให้จัดหนักก่อนที่ท่านจะเกษียณอายุราชการ ตอนนี้ชาวบ้านรักและเป็นห่วงแม่ทัพทุกคน “จัดให้หนักๆหน่อย”.

    ภาพ-ข่าว เรืองรุจ วังแจ่ม ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดบุรีรัมย์

    SOCAIL 16-9

    SOCAIL 16-9

    ด่วน! “พลทหารอดิศร” พลาดเหยียบทุ่นระเบิดเขมรฝังซุก พื้นที่ปราสาทตาควาย ขาขวาขาด

    เขตการศึกษาบุรีรัมย์ รุดเยียวยา นร.ชายแดน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ขณะที่ชาวบ้านพร้อมสู้ อยากให้ มทภ.2 จัดให้หนัก

    “อสส.” ออกคำสั่ง เดินหน้าอุทธรณ์ คดี “พล.ต.อ.สมยศ” กับพวก ร่วมทุจริต เอื้อ “บอส อยู่วิทยา” รอดผิด

    มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ มอบเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุช้างป่าทำร้าย จังหวัดฉะเชิงเทรา

    เรือนจำกลางฉะเชิงเทรา จัดพิธีปิดโครงการ โคกหนองนา แห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์ รุ่นที่ 7/1

    “ASEAN FIGHT” เปิดโหมดเดือดทะลุปรอท สะท้านสังเวียนผ้าใบ ในศึกรากหญ้ามวยไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1290444&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RfOR-um-A6wHBTe0c1szf