Category: วัฒนธรรม

  • กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    MOE E-Services

    บริการออนไลน์

    ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข่าวประกาศ

    announce

    ข่าวอื่นๆ

    NEWS & UPDATE

    • ทุนพระราชทาน มทศ.
    • ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
    • กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
    • ดูทั้งหมด

    26 ส.ค. 65

    22 ก.ย. 64

    เบื้องหลังความสำเร็จของครูดีเด่น “มนูญ ทิตย์วัลลี” ครูผู้ดูแลนักเรียนทุนพระราชทาน รุ่นที่ 9 ในโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ปี 2563

    21 ก.ย. 64

    “ครูเกม” ทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี (ตชด.)

    18 ก.ย. 64

    กระทรวงศึกษาธิการ พาไปพูดคุยกับ น.ส.เบญจวรรณ แสงเลื่อน นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 9

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาซื้อเครื่องปรับอากาศ แบบแยกส่วน ชนิดตั้งพื้นหรือชนิดแขวนขนาด 36,000 บีทียู จำนวน 20 เครื่อง

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาจ้างจัดทำหนังสือที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 130 ปี 1 เมษายน 2565

    25 ก.พ. 65

    ประกาศเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เรื่องทำเข็มที่ระลึก เสมาคุณูปการ ประจำปี 2565

    23 ก.พ. 65

    ประกาศเชิญชวนเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายประสิทธิภาพสูงเพื่อจัดทำ Web server

    30 ก.ค. 67

    16 ก.พ. 66

    30 ต.ค. 62

    โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรม เป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

    30 ต.ค. 62

    โครงการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ผูกู้ยืมเงิน กยศ. ด้วย e-Learning หลักสูตรเงินทองต้องวางแผน

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    NEWS & UPDATE

    บทความที่น่าสนใจ

    ARTICLES

    Infographic

    หน่วยงาน ในสังกัด

    องค์กรหลัก

    องค์กรในกำกับ/องค์กรมหาชน

    สำนักงานรัฐมนตรี

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%258D%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B4/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3D6xY4lETvdTGron7OdhK3

  • ผลการศึกษา ชี้ น้ำผักบางชนิดช่วยลดความดันโลหิตในผู้สูงอายุได้ | เดลินิวส์

    ผลการศึกษา ชี้ น้ำผักบางชนิดช่วยลดความดันโลหิตในผู้สูงอายุได้ | เดลินิวส์

    ผลการศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยเอ็กซีเตอร์ ประเทศอังกฤษ พบว่า น้ำบีทรูท ที่อุดมไปด้วยสารไนเตรท อาจช่วยลดความดันโลหิตในผู้สูงอายุได้ โดยสารอาหารดังกล่าวมีส่วนช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับสุขภาพของหลอดเลือด

    งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Free Radical Biology and Medicine โดยได้ผลลัพธ์จากการทดลองในกลุ่มผู้เข้าร่วมที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปีจำนวน  39 คน และกลุ่มผู้สูงอายุในช่วงอายุ 60-70 ปีอีก 36 คน แบ่งการทดลองออกเป็นสองช่วง ช่วงละสองสัปดาห์ แต่ละกลุ่มมี “ช่วงพัก” เพื่อปรับสมดุลระบบต่างๆ ของร่างกาย

    ผู้เข้าร่วมการทดลองกลุ่มหนึ่งจะดื่มน้ำบีทรูทที่มีไนเตรทสูงเป็นประจำทุกวัน ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งจะได้รับน้ำผักที่ไม่มีไนเตรท (คล้ายกลุ่มที่ได้รับ “ยาหลอก”) ผลการวิเคราะห์พบว่า ผู้สูงอายุที่ดื่มน้ำบีทรูทมีจำนวนแบคทีเรียในช่องปากที่มีความเกี่ยวข้องกับการอักเสบชื่อว่าพรีโวเทลลา (Prevotella) ลดลงและมีจำนวนแบคทีเรียที่มีประโยชน์อย่างไนซีเรีย (Neisseria) เพิ่มมากขึ้น

    ดร. มาร์ค ซีเกล ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์อาวุโสของสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ ดิจิทัล อธิบายว่า “เรารู้ว่าอาหารที่มีไนเตรทสูง เช่น ผักใบเขียว บีทรูท และผักกาดหอม สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้” ซีเกลกล่าว “ไนเตรตจะถูกเปลี่ยนเป็นไนตริกออกไซด์โดยร่างกาย ไนตริกออกไซด์เป็นโมเลกุลสำคัญต่อสุขภาพหลอดเลือด เนื่องจากมันช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว จึงช่วยลดความดันโลหิต”

    งานวิจัยชิ้นนี้พบว่า ความดันโลหิตของผู้สูงอายุที่ดื่มน้ำบีทรูทลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มที่ดื่มน้ำผักที่ไร้ไนเตรท

    ศาสตราจารย์แอนดี โจนส์ หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยกล่าวว่า การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า “อาหารที่มีไนเตรทสูงจะไปเปลี่ยนแปลงไมโครไบโอม (กลุ่มจุลินทรีย์) ในช่องปากในลักษณะที่อาจส่งผลให้การอักเสบลดลง และทำให้ความดันโลหิตในผู้สูงอายุลดลงด้วย”

    ซีเกลให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า “เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ระดับไนตริกออกไซด์ในร่างกายจะลดลง จึงเป็นเหตุผลที่การบริโภคไนเตรทจากอาหารมีประโยชน์อย่างมากในผู้สูงอายุ”

    อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเหล่านี้ก็ย้ำว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม และผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงหรือกำลังใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอาหาร

    ที่มา : foxnews.com

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5077445/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3foUjh8ehELJEz1atLO7Go

  • จีนขยายแสนยานุภาพทัพเรือแบบก้าวกระโดด ใกล้ครองตำแหน่ง “เจ้าสมุทร” แล้วหรือไม่ ? – BBC News ไทย

    จีนขยายแสนยานุภาพทัพเรือแบบก้าวกระโดด ใกล้ครองตำแหน่ง “เจ้าสมุทร” แล้วหรือไม่ ? – BBC News ไทย

    จีนขยายแสนยานุภาพทัพเรือแบบก้าวกระโดด ใกล้ครองตำแหน่ง “เจ้าสมุทร” แล้วหรือไม่ ?

    A young man is smiling at the camera as he fishes on the dock. He is weating a sun hat, spectacles and a white t-shirt over a full-sleeved shirt. He has a watch on his left hand, wihich is holding the black fishing rod.   Behind him is a long blue ship, with the letters C. M L on it in white. There are large cranes hovering over the vessel.

    คำบรรยายภาพ, อู่ต่อเรือของจีนซึ่งถือว่ามีผลิตภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กำลังช่วยเพิ่มแสนยานุภาพให้กองทัพเรือของประเทศ
      • Author, ลอรา บิกเกอร์
      • Role, ผู้สื่อข่าวประจำประเทศจีน

    “สังคมนิยมช่างดีจริง” หญิงจีนวัยเกษียณอายุผู้หนึ่งร้องเพลงเสียงสั่นระรัว โดยเธอส่งเสียงเบา ๆ และผิดคีย์เล็กน้อย ใส่ไมโครโฟนของเครื่องเล่นคาราโอเกะแบบพกพา แม้ว่าเสียงพูดคุยของกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกัน จะดังลั่นกว่าจนกลบเสียงเพลงของเธอไปก็ตาม

    แต่เมื่อถึงท่อนฮุก กลุ่มหญิงสูงวัยต่างหันมาร้องประสานเสียงกันอย่างพร้อมเพรียง “พรรคคอมมิวนิสต์นำจีนไปบนเส้นทางสู่อำนาจและความมั่งคั่ง !”

    นี่ไม่ใช่เพลงฮิตอันดับต้น ๆ ของกลุ่มผู้นิยมร้องคาราโอเกะในจีน แต่ก็ถือว่าเข้ากับบรรยากาศของสวนสาธารณะซั่วหยูวันแห่งเมืองต้าเหลียน ซึ่งมีทิวทัศน์เป็นภาพท้องทะเลที่ถูกล้อมกรอบด้วยปั้นจั่นของอู่ต่อเรือ ซึ่งพากันตั้งตระหง่านอยู่เหนือเรือจำนวนหลายลำและหลายขนาด

    สวนสาธารณะในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนแห่งนี้ ขึ้นชื่อเรื่องทิวทัศน์อันงดงามของทะเลเหลือง (Yellow Sea) ซึ่งมีความพิเศษไม่เหมือนใคร ตรงที่ผู้ชมวิวจะได้เห็นอู่ต่อเรือที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไปด้วย คนจำนวนมากพากันมาชมวิวดังกล่าวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ในขณะที่บางคนก็จับกลุ่มร้องคาราโอเกะกัน

    ทว่าสำหรับนักวิเคราะห์การเมืองและการทหารในทำเนียบขาว ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายพันไมล์ในกรุงวอชิงตันของสหรัฐฯ ทิวทัศน์ที่งดงามน่าทึ่งของอู่ต่อเรือจีนกลับไม่น่าพิสมัย ทั้งยังเป็นสัญญาณส่อแสดงถึงภัยคุกคามที่น่าหวั่นเกรงขึ้นเรื่อย ๆ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ยืนยันว่า

    • ภาพภูมิธรรม (ซ้าย) อนุทิน (ขวา)

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้ทุ่มงบประมาณส่งเสริมอุตสาหกรรมการต่อเรือ และได้ผลกำไรอย่างงดงาม คำสั่งต่อเรือกว่า 60% ทั่วโลกในปีนี้ ตกเป็นของอู่ต่อเรือในประเทศจีน พูดง่าย ๆ ก็คือจีนต่อเรือมากกว่าประเทศอื่นใดในโลก เพราะสามารถทำเสร็จได้รวดเร็วยิ่งกว่าผู้ใด

    นิก ไชด์ส ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือและกองทัพเรือ จากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ (IISS) ของสหราชอาณาจักร บอกว่า “ขนาดของอุตสาหกรรมต่อเรือจีน ยิ่งใหญ่เหนือธรรมดาจริง ๆ ในหลายด้านนั้นน่าตื่นตะลึงจนน้ำตาแทบร่วงเลยทีเดียว”

    ตำแหน่งผู้นำระดับโลกดังกล่าว ตกเป็นของกองทัพเรือจีนด้วยเช่นกัน เพราะบัดนี้พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เป็นเจ้าของกองทัพเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีเรือรบในสังกัดถึง 234 ลำ ในขณะที่กองทัพเรือสหรัฐฯ มีเพียง 219 ลำเท่านั้น

    สาเหตุที่จีนพุ่งทะยานแบบจรวดขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจทางทะเล ส่วนหนึ่งมาจากความรุ่งเรืองเฟื่องฟูของการค้าทางทะเลด้วย โดยประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลกอย่างจีนนั้น มีเมืองท่าถึง 7 แห่ง ที่ติด 10 อันดับแรกของเมืองท่าที่คึกคักที่สุดของโลก เมืองท่าเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ต่อเส้นทางการจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศ ส่วนเมืองแถบชายฝั่งทะเลของจีนก็มั่งคั่งอย่างยิ่งเพราะการค้าขาย

    ยิ่งจีนมีความทะเยอทะยานในการเป็นมหาอำนาจทางทะเลมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเร่งสะสมอาวุธในรูปแบบของเรือรบมากขึ้นเท่านั้น ซ้ำยังมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ในการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะและน่านน้ำในทะเลจีนใต้ รวมทั้งน่านน้ำอื่น ๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไป อย่างแข็งกร้าวขึ้นเรื่อย ๆ

    A man stands on a tiny vessel in the Dalian bay - in front of him is the shipyard with huge cranes and other equipment. A tall blue structure has the words Dalian Shipbuilding Industry Co. Ltd on it.

    คำบรรยายภาพ, ชาวรัสเซียสร้างต้าเหลียนให้เป็นเมืองท่าในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ปัจจุบันเป็นหนึ่งในอู่ต่อเรือที่ใหญ่ที่สุดของจีน

    เห็นได้ชัดว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต้องการให้จีนเป็นมหาอำนาจทางทะเล แต่เขาจะทำได้สำเร็จหรือไม่นั้น ยังคงเป็นคำถามที่ต้องรอดูกันต่อไป โดยพิธีสวนสนามครั้งใหญ่ซึ่งจะมีขึ้นที่กรุงปักกิ่งในวันที่ 3 ก.ย. นี้ สามารถจะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดว่า จีนเข้าใกล้เป้าหมายในการเป็นมหาอำนาจทางทะเลแค่ไหนแล้ว

    ทางการจีนยังได้เชิญประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ มาเข้าร่วมพิธีสวนสนามดังกล่าวด้วย เพื่อแสดงการท้าทายต่อชาติตะวันตกที่เป็นปฏิปักษ์กับพวกเขา

    สหรัฐฯ และบรรดาพันธมิตรชาติตะวันตก ต่างกำลังเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ เพื่อจะได้ชมการแสดงแสนยานุภาพของจีนในพิธีสวนสนามดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะมีการนำขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ, โดรนโจมตีใต้น้ำ, และอาวุธความเร็วเหนือเสียงยิ่งยวดหรืออาวุธไฮเปอร์โซนิก ออกมาอวดโฉมสู่สายตาชาวโลกในครั้งนี้ด้วย

    “แม้กองทัพเรือสหรัฐฯ จะยังคงได้เปรียบจีนอยู่มาก แต่ก็เล็งเห็นแล้วว่า จีนเริ่มตีตื้นเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ ในเรื่องของศักยภาพทางทหาร ทว่าสหรัฐฯ ยังคงไม่มีทางออกให้กับปัญหานี้ เพราะความสามารถของอุตสาหกรรมการต่อเรือในสหรัฐฯ ได้หดหายและเสื่อมถอยลงไปมาก ตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา” ไชด์สกล่าว

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยประกาศว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน โดยได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ให้เร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมการต่อเรืออเมริกัน เพื่อเรียกคืนความได้เปรียบทางทะเลของสหรัฐฯ ให้กลับมาเป็นดังเดิม แต่เรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญอย่างไชด์ส มองว่า “เป็นคำสั่งที่ทำให้สำเร็จได้ยากมาก”

    สร้างทัพเรือเพื่อยุติ “ความทรงจำอันขมขื่น”

    ข้อมูลจากศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์และกิจการระหว่างประเทศ (CSIS) ของสหรัฐฯ ระบุว่าระหว่างปี 2019-2023 อู่ต่อเรือที่ใหญ่ที่สุด 4 แห่งของจีน ได้แก่ที่เมืองต้าเหลียน, กวางโจว, เจียงหนาน, และหูตง-จงหัว สามารถต่อเรือรบได้ถึง 39 ลำ โดยมีระวางขับน้ำรวมกันทั้งหมด 550,000 ตัน

    ระวางขับน้ำ (displacement) คือปริมาตรของน้ำที่เรือเข้าไปแทนที่ โดยเป็นวิธีสากลในการวัดและบอกขนาดของเรือลำหนึ่งหรือกองเรือทั้งหมด ซึ่งเมื่อเทียบกับจีนแล้ว ปัจจุบันราชนาวีอังกฤษมีระวางขับน้ำของเรือรบรวมกันเพียง 399,000 ตันเท่านั้น

    อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะมีกองทัพเรือขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมีจำนวนเรือรบมากกว่าใคร แต่กองทัพเรือสหรัฐฯ มีระวางขับน้ำรวมกันมากกว่า และในตอนนี้ยังทรงพลังแข็งแกร่งกว่าจีน โดยมีจำนวนของเรือบรรทุกเครื่องบินมากกว่าด้วย

    ทว่าจีนก็พยายามไล่กวดสหรัฐฯ ในเรื่องของแสนยานุภาพทางทะเลอย่างไม่ลดละ โดยอเล็กซานเดอร์ พาล์มเมอร์ นักวิเคราะห์จากสถาบัน CSIS ผู้เขียนรายงาน “เผยเบื้องลึกการสะสมกำลังของกองทัพเรือจีน” (Unpacking China’s Naval Buildup) แสดงความเห็นว่า “ไม่มีสัญญาณใด ๆ ที่บ่งชี้ว่าจีนรามือ หรือชะลอความเร็วในการไล่กวดสหรัฐฯ เลยแม้แต่น้อย”

    “จำนวนเรือรบไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียว ที่จะบ่งบอกถึงประสิทธิภาพของกองทัพเรือได้ แต่ที่ผ่านมา ความสามารถในการต่อเรือรบลำใหม่ของจีนน่าทึ่งมาก และอาจจะสร้างความแตกต่างในเชิงยุทธศาสตร์ได้” พาล์มเมอร์กล่าว

    A graphic showing military shipbuilding at Dalian - it shows a zoomed-in image of four Type D2SL destroyers under construction simultaneously.

    คำบรรยายภาพ, อู่ต่อเรือในเมืองต้าเหลียนกำลังประกอบเรือพิฆาต

    หนึ่งในบรรดาอุปสรรค ที่ยังคงขัดขวางไม่ให้จีนก้าวขึ้นแท่นมหาอำนาจทางทะเลแทนที่สหรัฐฯ แม้จะมีจำนวนเรือรบมากกว่านั้น ก็คือการที่จีนมีเรือบรรทุกเครื่องบินที่ประจำการแล้วเพียง 2 ลำ และมีเรือดำน้ำน้อยกว่าสหรัฐฯ มาก นักวิเคราะห์บางรายยังมองว่า เทคโนโลยีที่ทัพเรือจีนใช้ยังล้าหลังและต่ำชั้นกว่าทัพเรืออเมริกัน ซึ่งได้เริ่มพัฒนาเทคโนโลยีทางทหารมาก่อนตั้งแต่ยุคสงครามเย็นแล้ว

    เรือดำน้ำของจีนถูกออกแบบมาให้ใช้งานในน้ำตื้น อย่างเช่นในแถบทะเลจีนใต้ ซึ่งตอนนี้สหรัฐฯ กับจีน กำลังเล่นเกมแมวไล่จับหนูกันอยู่ที่นั่น ทว่าความสามารถของทัพเรือจีน ในการเดินทางสู่น่านน้ำที่ไกลจากแนวชายฝั่งของตนเอง ยังคงจำกัดอยู่มาก

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ข้างต้นกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยภาพถ่ายดาวเทียมของเกาะไห่หนานหรือไหหลำ ซึ่งเป็นมณฑลหนึ่งของจีนในทะเลจีนใต้ ที่ทีมงานบีบีซี เวริฟาย (BBC Verify) เพิ่งได้มาล่าสุด แสดงให้เห็นว่าจีนกำลังทุ่มงบประมาณเพื่อขยายฐานทัพเรือหลายแห่ง

    ฐานทัพเรือที่เมืองอวี้หลิน ในทางตะวันออกของมณฑลไห่หนาน บัดนี้มีท่าเรือใหม่ถึง 5 แห่ง ซึ่งดูเหมือนว่าจะก่อสร้างเสร็จในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และคาดการณ์กันว่าจีนเตรียมประจำการเรือดำน้ำขนาดใหญ่ที่สุด 5 ลำ ที่ท่าเรือเหล่านี้ โดยล้วนเป็นเรือดำน้ำชั้นจิน (Jin-class) หรือที่เรียกว่า Type 094 ซึ่งสามารถบรรทุกขีปนาวุธนิวเคลียร์ได้ลำละ 12 หัวรบ

    ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ของจีน ยังแสดงให้เห็นการทดสอบและซ้อมใช้งานโดรนโจมตีใต้น้ำ ที่เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดอย่างน้อย 2 รุ่น โดยโดรนใต้น้ำที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายตอร์ปิโด จะถูกนำออกแสดงในพิธีสวนสนาม “วันแห่งชัยชนะ” ในวันที่ 3 ก.ย. ที่จะถึงนี้

    โดรนใต้น้ำดังกล่าวจะช่วยให้กองทัพเรือจีน สามารถจะดำน้ำลาดตระเวนเพื่อตรวจการณ์ในเขตน้ำลึก รวมทั้งตรวจจับเรือดำน้ำของศัตรูหรือสายเคเบิลสื่อสารใต้ทะเลได้ โดยไม่ต้องเอาชีวิตของกำลังพลไปเสี่ยง

    แมตทิว ฟูนาอีโอลี นักวิเคราะห์ประจำโครงการ “อำนาจจีน” (Chinese Power Project) ของสถาบัน CSIS บอกว่าเทคโนโลยีทางทหารของจีนนั้น “ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ และเส้นเวลาในการพัฒนายังคงไม่ชัดเจน ดังนั้นคำถามใหญ่ในตอนนี้จึงเป็นเรื่องที่ว่า จะต้องใช้เวลานานแค่ไหน กว่าที่เทคโนโลยีจีนจะพัฒนาจนถึงขั้นที่ใช้ได้”

    แต่ถึงกระนั้น ฟูนาอีโอลีกล่าวเตือนด้วยว่า สหรัฐฯ ไม่อาจมองข้ามภัยคุกคามจากอุตสาหกรรมการต่อเรือของจีนได้ เพราะการเสริมสร้างแสนยานุภาพทางทะเลของจีนนั้น ถูกขับเคลื่อนด้วยพรรคคอมมิวนิสต์ที่ยังคงไม่ลืมความเจ็บปวดในอดีต และพร้อมจะค้ำจุนทุกสิ่งที่สนับสนุนอุดมการณ์ของพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความจงรักภักดี พลังอำนาจ และความรักชาติ

    การจัดพิธีสวนสนามแสดงแสนยานุภาพครั้งใหญ่ เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบวันที่จีนได้ชัยชนะเหนือกองทัพญี่ปุ่น และครบรอบวันสิ้นสุดการยึดครองจีนอันโหดร้ายนั้น เท่ากับประกาศเจตนารมณ์ข้างต้นของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างชัดเจน

    Aircraft carrier Liaoning sets for sea trial at Dalian shipyard with the help of towboats after on February 29, 2024 in Dalian, Liaoning Province of China.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, เรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิง กำลังเตรียมแล่นทดสอบในทะเลที่อู่ต่อเรือเมืองต้าเหลียน เมื่อเดือนก.พ. ปี 2024

    สิ่งที่ทั่วโลกมองว่าเป็นการผงาดขึ้นสู่ความเป็นมหาอำนาจของจีนนั้น ในสายตาของประธานาธิบดีสีแล้ว เป็นการฟื้นตัวจากอดีตอันน่าอัปยศอดสูมากกว่า ที่ผ่านมาเขาเฝ้าเน้นย้ำถึงคุณค่าของ “การมีทัพเรือที่แข็งแกร่ง เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ” เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม ในตอนที่จีนถูกรุกรานหลายครั้งระหว่างปี 1840-1949 จนราชวงศ์ชิงที่เคยเกรียงไกรล่มสลาย บ้านเมืองตกอยู่ในสภาพจลาจล มีทั้งการปฏิวัติและสงครามกลางเมือง ทำให้ประชาชนต้องประสบกับ “ความทุกข์ยากเหลือจะกล่าว”

    ประธานาธิบดีสีให้คำมั่นว่า จีนจะต้องไม่ถูกหยามเกียรติเช่นนั้นอีก และชาวจีนจะไม่ต้องพบเจอกับ “ความทรงจำอันขมขื่นจากการถูกต่างชาติรุกราน” อีกแล้ว

    ความได้เปรียบอย่างหนึ่งของจีนที่ไม่อาจปฏิเสธได้ คือการที่อู่ต่อเรือของพวกเขาสามารถใช้งานได้ถึงสองทาง ทั้งในการต่อเรือสินค้าเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ และในการต่อเรือรบให้กับกองทัพเรือ ในบางกรณีอู่ต่อเรือของทหารและพลเรือนสามารถทำงานร่วมกัน ในแบบที่สื่อของทางการจีนเรียกว่า “หลอมรวมผสมผสาน ทหาร-พลเรือน” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ประธานาธิบดีสีเร่งผลักดันอย่างมาก โดยเมืองต้าเหลียนที่เป็น “อู่เรือธง” ของประเทศ มีบทบาทสำคัญในการนี้อย่างยิ่ง

    A young man is painting a view of the Dalian shipyard in watercolours. He is sitting across the harbour from it, in a white shirt and black shorts, with an easel in front of him.

    คำบรรยายภาพ, ทิวทัศน์ของเมืองต้าเหลียนที่เห็นอู่ต่อเรือได้อย่างชัดเจน เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว

    แม้ภาพทิวทัศน์ในสายตาของคนที่มาปิกนิกหรือจับกลุ่มร้องคาราโอเกะ ที่สวนสาธารณะซั่วหยูวันของเมืองต้าเหลียน จะเป็นภาพเรือบรรทุกสินค้าขนาดยักษ์ ซึ่งบางลำมีความยาวเท่ากับสนามฟุตบอลสามแห่งรวมกัน แต่ในมุมหนึ่งจะมีช่องจอดเทียบเรือที่ไม่อนุญาตให้คนทั่วไปบันทึกภาพ ถูกจัดให้เป็นสถานที่สำหรับเรือรบและเรือของกองทัพ โดยในวันนี้ที่จุดดังกล่าว มีการใช้ปั้นจั่นหย่อนเฮลิคอปเตอร์ลงไปบนดาดฟ้าขนาดใหญ่ของเรือลำหนึ่ง ในขณะที่มีเสียงดนตรีบรรเลงจากวงโยธวาทิต แผดดังขึ้นจากด้านในสวนสาธารณะซั่วหยูวัน

    ฟูนาอีโอลีให้คำอธิบายต่อเรื่องนี้ว่า “นี่คือแผนการที่มีแรงจูงใจทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง เพื่อผนวกรวมองค์กรทางการค้าและการทหารเข้าด้วยกัน ตอนนี้ทางการจีนพยายามนำเทคโนโลยีที่จำเป็น มาสร้างสถานที่ทั้งสองแบบไว้ในศูนย์กลางแห่งเดียวกัน ซึ่งเมืองต้าเหลียนก็เป็นหนึ่งในนั้น”

    A helicopter is being lowered onto the deck of a military vessel by a crane, while the crew watch.

    คำบรรยายภาพ, มีการใช้เครนหย่อนเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่ง ลงบนเรือรบที่กำลังจอดเทียบท่าที่เมืองต้าเหลียน

    ฟูนาอีโอลียังกล่าวเสริมว่า นั่นคือเหตุผลที่แม้จีนจะไม่มีเรือบรรทุกเครื่องบินหรือเรือดำน้ำที่ทรงพลัง แต่กองเรือสินค้าและเรือเดินสมุทรเพื่อการพาณิชย์ของจีน รวมทั้งความเชี่ยวชาญในการต่อเรือได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยให้จีนอยู่รอดและข้ามพ้นอุปสรรคต่าง ๆ ในยามวิกฤตได้

    “ในยามที่เกิดสงครามหรือการสู้รบที่ยืดเยื้อยาวนาน การมีอู่ต่อเรือหลายแห่งที่สามารถสร้างเรือลำใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นข้อได้เปรียบทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง” ฟูนาอีโอลีกล่าว “เรือสินค้ายังสามารถขนส่งลำเลียงเสบียงอาหาร รวมทั้งยุทธปัจจัยอื่น ๆ ไปยังเขตสงครามได้ หากไม่มีสิ่งนี้เหมือนกับจีน ก็ไม่แน่ว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ จะสามารถยืนหยัดทำสงครามในระยะยาวได้หรือไม่ ท้ายที่สุดแล้ว ใครสามารถนำทรัพยากรลงสู่น่านน้ำได้มากกว่าและรวดเร็วกว่าจะเป็นฝ่ายชนะ ซึ่งตอนนี้คำตอบก็คือจีน”

    “ซ่อนความแข็งแกร่ง เฝ้ารอโอกาส”

    ด้านศาสตราจารย์หู ป๋อ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ทางทะเล แห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ยืนยันว่าประชาคมนานาชาติไม่จำเป็นจะต้องห่วงกังวล หรือหวั่นเกรงว่าจีนจะเป็นภัยคุกคามทางทะเล

    “เราไม่ต้องการจะเข้าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการทหาร” ศ.หูกล่าวอธิบาย โดยคำพูดของเขามีนัยที่เน้นย้ำว่า จีนกำลังต่อเรือลำยักษ์จำนวนมาก เพียงเพราะพวกเขามีศักยภาพที่จะทำได้ ไม่ใช่เพราะต้องการจะครองโลกแต่อย่างใด

    อย่างไรก็ตาม มีสถานที่บางแห่งที่จีนมองว่าไม่ใช่ดินแดนของต่างชาติ ซึ่งก็คือเกาะไต้หวันนั่นเอง โดยทางการจีนได้ลั่นวาจาให้คำมั่นมานานแล้วว่า จะต้องรวมชาติเป็นหนึ่งเดียวกับไต้หวันให้ได้อีกครั้ง และไม่ปฏิเสธว่าอาจใช้กำลังทหารเข้าทำการนี้ให้สำเร็จ ซึ่งไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ได้ออกมาเผยว่า จีนมีแผนจะรุกรานไต้หวันภายในปี 2027 แต่ทางการจีนปฏิเสธว่าไม่มีการขีดเส้นตายดังกล่าวแต่อย่างใด

    “ตอนนี้จีนมีกำลังความสามารถที่จะเอาไต้หวันคืนมาได้แล้ว แต่เราไม่อยากจะทำเช่นนั้น เพราะเรามีความอดทนอดกลั้น จีนไม่เคยถอดใจที่จะรอคอยการรวมชาติกับไต้หวันอย่างสันติ พวกเรารอได้” ศ.หูกล่าว

    .

    แต่ถึงกระนั้น สิ่งที่น่าห่วงยิ่งกว่าคือหากจีนบุกโจมตีไต้หวันจริง การสู้รบดังกล่าวอาจก่อให้เกิดสงครามที่ขยายวงกว้างลุกลามออกไป นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังมีภาระผูกพันทางกฎหมาย ที่จะต้องส่งมอบอาวุธเพื่อช่วยไต้หวันให้สามารถป้องกันตนเองในกรณีดังกล่าวด้วย ซึ่งข้อตกลงนี้จีนไม่อาจยอมรับได้ เพราะถือว่าไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งที่แยกตัวออกไป และจะต้องกลับคืนมาเป็นส่วนหนึ่งของจีนในวันข้างหน้า

    เมื่อช่วงต้นปีนี้ พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า ภัยคุกคามจากจีนกำลังคืบคลานเข้ามาจนใกล้จะประชิดตัวไต้หวันแล้ว ทั้งยังเรียกร้องให้ชาติต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย เพิ่มงบประมาณทางการทหารและร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อช่วยกันป้องปรามไม่ให้สงครามใหญ่เกิดขึ้น

    แม้ศ.หู จะกล่าวรับประกันให้ทั่วโลกเชื่อมั่นในความรักสันติของจีน แต่ก็ยากจะเมินเฉยต่อข้อเท็จจริงที่ว่า เรือรบจีนเริ่มแล่นออกสู่น่านน้ำที่ไกลจากชายฝั่งของตนเองมากขึ้นทุกขณะ โดยเมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา เรือรบจีนเฝ้าวนเวียนสำรวจชายฝั่งของออสเตรเลียนานกว่า 3 สัปดาห์ ทั้งยังซ้อมยิงด้วยกระสุนจริงในน่านน้ำดังกล่าว ซึ่งเป็นการกระทำที่จีนไม่เคยปฏิบัติมาก่อน

    .

    คำบรรยายภาพ, ศ.หู ป๋อ บอกว่าความเชี่ยวชาญในการต่อเรือของจีน ไม่เป็นภัยคุกคามต่อโลก

    ล่าสุดเรือบรรทุกเครื่องบินของจีน ยังทำการซ้อมรบทางทะเลใกล้กับประเทศญี่ปุ่น เป็นเหตุให้เกิดความวิตกกังวลกันไปทั่วภูมิภาค เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในอดีต แม้จะเป็นการซ้อมรบในเขตน่านน้ำสากลก็ตาม

    ในขณะที่จีนกล้าอวดเบ่งอำนาจในน่านน้ำมหาสมุทรแปซิฟิกมากขึ้น เพื่อนบ้านของจีนตั้งแต่ไต้หวันไปจนถึงออสเตรเลีย ต่างเริ่มเป็นห่วงกันว่า คำขวัญเชิงยุทธศาสตร์ดั้งเดิมของจีนที่ให้ยึดหลัก “ซ่อนความแข็งแกร่ง รอคอยโอกาส” กำลังผลิดอกออกผลอย่างงดงามในปัจจุบัน

    แต่ศ.หูเชื่อว่า ความหวาดกลัวภัยสงครามในหมู่ของสหรัฐฯ และพันธมิตรชาติตะวันออกอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมทั้งออสเตรเลีย ซึ่งต่างก็ไม่ถูกกับจีนมาโดยตลอด ถูกขยายให้ใหญ่โตและน่ากลัวเกินจริง เพราะทุกฝ่ายรู้ดีว่าสงครามดังกล่าวจะนำมาซึ่งหายนะอันใหญ่หลวง “ตลอดช่วงสามปีที่ผ่านมา สัญญาณจากทั้งสองฝ่ายนั้นชัดเจนมากว่าไม่ต้องการสู้รบกัน แม้จีนจะได้เตรียมการรับมือเอาไว้แล้ว แต่เราก็ไม่ต้องการจะสู้รบเช่นกัน”

    “พิทักษ์ปกป้องความฝันทางทะเลของเรา”

    ห่างออกไปจากตัวเมืองต้าเหลียนด้วยการขับรถเพียงหนึ่งชั่วโมง นักท่องเที่ยวจำนวนหลายคันรถบัส พากันหลั่งไหลมาเยือนเมืองลวี่ชุนเข่า เขตฐานทัพเรือที่ชาวตะวันตกในอดีตรู้จักกันดีในชื่อว่า “พอร์ตอาร์เธอร์” (Port Arthur) ปัจจุบันเมืองแห่งนี้มีสวนสนุกของกองทัพที่ตั้งอยู่บนเรือบรรทุกเครื่องบินด้วย

    บรรดามัคคุเทศก์ต่างใช้ไมโครโฟนส่งเสียงดังเจื้อยแจ้ว เพื่อนำคณะทัวร์ของตนเข้าไปในสวนสนุกดังกล่าว พลางชี้ไปยังป้ายคำเตือนของเจ้าหน้าที่ ซึ่งห้ามไม่ให้ผู้มาเยือนถ่ายภาพเรือรบ ที่ทอดสมออยู่ในอ่าวรูปพระจันทร์เสี้ยวแห่งนั้น รวมทั้งขอความร่วมมือให้ช่วยรายงาน หากพบเห็นพฤติกรรมที่ต้องสงสัยว่าอาจเป็นการจารกรรม “เพื่อปกป้องมาตุภูมิของเรา”

    นอกจากนี้ยังมีป้ายประกาศของทหาร ปรากฏบนสะพานและกำแพงด้วยว่า “เรารวมกันเป็นหนึ่ง เพื่อพิทักษ์ปกป้องความฝันทางทะเลของเรา” ซึ่งคำขวัญนี้สะท้อนให้เห็นว่า จีนมุ่งบ่มเพาะความภาคภูมิใจในกำลังความสามารถด้านการต่อเรือของตน ให้เป็นที่ประทับใจในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมืองต้าเหลียน

    A girl in demin shorts and a pink shirt stand behind the statue of an airman. which is kneeling on the ground and pointing an arm in one direction- she puts her face above the statue's shoulders and smiles at the camera.

    คำบรรยายภาพ, สวนสนุกของกองทัพเรือใกล้เมืองต้าเหลียน ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้จำนวนมาก

    จากด้านบนของสวนสนุกแห่งนี้ สามารถมองเห็นอู่ต่อเรือได้เช่นกัน ซึ่งที่นั่นบล็อกเกอร์ชายวัย 50 ปีคนหนึ่ง ที่สวมเสื้อเชิ้ตลายดอกตามแฟชั่นท้องถิ่น แจกเอกสารสรุปข้อมูลเกี่ยวกับเรือลำล่าสุดที่กำลังประกอบอยู่ในอู่ต่อเรือดังกล่าว ให้กับคนในคณะติดตามของเขา “ผมภูมิใจมากจริง ๆ ดูสิว่าเมืองนี้ให้อะไรกับเรา” ส่วนแม่กับลูกสาววัยเจ็ดขวบที่มาจากมณฑลข้างเคียงในวันหยุดบอกว่า “ช่างน่าอัศจรรย์ใจจริง ๆ มันใหญ่โตมาก ฉันสงสัยว่ามันแล่นเหนือน้ำในทะเลได้ยังไงกันนะ”

    คำถามหลักสำหรับสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรในตอนนี้ คือเรื่องที่ว่ากองเรือสงครามของจีน จะมีความสามารถเดินทางไปได้ไกลขนาดไหน และจีนมีแผนการที่จะล่องเรือออกสำรวจ โดยไปไกลจากชายฝั่งของตนเองเป็นระยะทางมากน้อยเพียงใดกันแน่

    นิก ไชด์ส กล่าวสรุปทิ้งทายว่า “สิ่งสำคัญที่ต้องจับตามอง คือเมื่อใดกันแน่ที่ทัพเรือจีนจะสำแดงตัวออกมา และสร้างอิทธิพลในน่านน้ำที่ห่างไกลออกไปได้ ตัวอย่างเช่นในมหาสมุทรอินเดียและน่านน้ำอื่น ๆ ที่ไกลเกินกว่านั้น”

    “จีนยังคงต้องไปอีกไกล แต่แน่นอนว่าในขณะนี้ พวกเขาพยายามก้าวข้ามขีดจำกัดที่มีอยู่อย่างสุดกำลัง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c6262d4zvy6o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10b6u080JcAvkk7BumHrEY

  • มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ชี้แจงกรณีรับ “นักศึกษากัมพูชา” ยันดำเนินการโปร่งใส

    มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ชี้แจงกรณีรับ “นักศึกษากัมพูชา” ยันดำเนินการโปร่งใส

    มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีรับ “นักศึกษากัมพูชา” ย้ำดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องโปร่งใส และยึดมั่นในหลักกฎหมาย ส่วนเหตุปะทะชายแดน เป็นสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษา

    จากประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ ที่มีการแชร์เรื่องราวของอดีตนักศึกษาทุนชาวกัมพูชา ซึ่งเคยได้รับโอกาสทางการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศไทย แต่กลับหันมาจับปืนสู้รบกับทหารไทย ซึ่งต่อมาทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ให้ข้อมูลยืนยันว่า ชาวกัมพูชารายดังกล่าว เคยเป็นนักศึกษาทุนของมหาวิทยาลัย แต่ได้ลาออกแล้ว ก่อนเกิดเหตุความไม่สงบชายแดน เพราะติดทหาร ดังที่นำเสนอข่าวไปนั้น (ราชภัฏสุรินทร์ ยันหนุ่มกัมพูชาเคยเป็นนักศึกษาทุน แต่ลาออกก่อนเกิดเหตุชายแดน)

    ล่าสุดวันที่ 2 กันยายน 2568 ทางเพจเฟซบุ๊ก Surindra Rajabhat University ได้เผยแพร่ แถลงการณ์มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เรื่อง การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการรับนักศึกษาต่างชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ขอชี้แจงต่อสาธารณชน ดังนี้

    1. การรับนักศึกษาต่างชาติ โดยเฉพาะนักศึกษาสัญชาติกัมพูชาเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ ภารกิจและหน้าที่ของมหาวิทยาลัยตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาและเสริมสร้างความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างประเทศ ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส

    2. ภาวะความขัดแย้ง หรือเหตุการณ์สู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นสถานการณ์ระหว่างประเทศที่อยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของมหาวิทยาลัย และไม่มีความเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการด้านการศึกษาแต่อย่างใด

    3. สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่ปรากฏเป็นกระแสข่าวนั้น ได้ลาออกจากการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และเดินทางกลับประเทศกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะเข้ารับหน้าที่ทหารตามคำสั่งของผู้นำประเทศกัมพูชา ดังนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง จึงมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยตามที่กฎหมายกำหนด

    มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ใคร่ขอให้สาธารณชนได้โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูลข่าวสารด้วยความเป็นธรรม และตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของรัฐ สถาบันการศึกษาและประชาชนแต่ละฝ่ายอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่พัฒนาท้องถิ่นสู่สากลด้วยความรับผิดชอบ โปร่งใสและยึดมั่นในหลักกฎหมาย

    จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

    มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

    2 กันยายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/2880316&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17370NBSIpCxEkWfwfjxwl

  • อรสิริน จากอสังหาฯ สู่โรงเรียนนานาชาติ สร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

    อรสิริน จากอสังหาฯ สู่โรงเรียนนานาชาติ สร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

    อรสิริน จากอสังหาฯ สู่โรงเรียนนานาชาติ สร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

    อรสิริน โฮลดิ้งฯ แตกไลน์ธุรกิจครั้งใหญ่ ทุ่มกว่า 1,000 ล้าน เปิดโรงเรียนนานาชาติอังกฤษในเชียงใหม่ ผสานอสังหาฯ กับการศึกษา สร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัยครบวงจร

    ในฐานะรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) อรรคเดช อุดมศิริธำรง ไม่ได้มองแค่การสร้างบ้านหรือคอนโดฯ อีกต่อไป แต่วันนี้เขากำลังสร้าง “ระบบนิเวศ” และ “ชุมชน” ที่สมบูรณ์แบบด้วยการลงทุนครั้งใหญ่ในธุรกิจการศึกษา การตัดสินใจทุ่มงบกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเปิด Mill Hill International School Thailand โรงเรียนนานาชาติแบรนด์อังกฤษแห่งแรกในเชียงใหม่ จึงไม่ใช่แค่การขยายพอร์ตโฟลิโอ แต่เป็นการเดิมพันครั้งสำคัญที่พลิกโฉมทั้งธุรกิจและวงการการศึกษา
     

    อรสิริน จากอสังหาฯ สู่โรงเรียนนานาชาติ สร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

    มองวิกฤตให้เป็นโอกาส: สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการศึกษา

    อรรคเดชมองว่า ธุรกิจอสังหาฯ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การขายที่อยู่อาศัย แต่เป็นการสร้าง “คุณค่า” และ “สภาพแวดล้อม” ที่ดี การมีโรงเรียนนานาชาติระดับโลกเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ จึงช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับที่ดินและดึงดูดกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงให้เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเห็น “ช่องว่างทางการตลาด” ในเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่มีโรงเรียนนานาชาติมากมาย แต่กลับขาดแบรนด์ระดับโลกที่มาพร้อมกับหลักสูตรและมาตรฐานที่แท้จริง

    “เรามองเห็นแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งของโรงเรียนนานาชาติในไทย โดยเฉพาะเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวและศูนย์กลางเศรษฐกิจ ที่มีครอบครัวต่างชาติและครอบครัวไทยกำลังซื้อสูงขยายตัวต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันจะมีโรงเรียนนานาชาติในเชียงใหม่กว่า 25 แห่ง รองจากกรุงเทพ”

    “แต่เรายังเห็นศักยภาพสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาสู่ระดับโลก ด้วยประสบการณ์และความแข็งแกร่งด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเครือข่ายธุรกิจในเชียงใหม่ อรสิรินพร้อมสนับสนุนการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติมิลล์ ฮิลล์ และเติมเต็มระบบนิเวศการใช้ชีวิต (Lifestyle Ecosystem) สำหรับนักเรียนและผู้ปกครองอย่างครบวงจร”

    “จากการศึกษาพบว่า ปัจจุบันมีโรงเรียนในประเทศไทยไม่มากนัก ที่ได้รับการยอมรับในฐานะ ‘British Branded Schools’ เราจึงมุ่งมั่นพัฒนา ‘โรงเรียนนานาชาติที่ดีที่สุด’ ด้วยการลงนาม MOU กับ มิลล์ ฮิลล์ เอ็ดดูเคชั่น กรุ๊ป สถาบันที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 200 ปีในสหราชอาณาจักร เพื่อเปิดโรงเรียนแห่งแรกนอกสหราชอาณาจักรที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาในภูมิภาคนี้” อรสิริน จากอสังหาฯ สู่โรงเรียนนานาชาติ สร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

    มากกว่าแค่การลงทุน: สร้างรายได้ประจำและกระจายความเสี่ยง

    สำหรับ อรสิริน โฮลดิ้งฯ การลงทุนครั้งนี้คือการ “สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income)” ที่มั่นคง เพื่อลดการพึ่งพิงรายได้จากธุรกิจอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจได้ง่าย แต่ธุรกิจโรงเรียนจะสามารถสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอในระยะยาว นอกจากนี้ อรสิรินฯ ยังนำความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างและบริหารโครงการมาใช้ เพื่อรับประกันว่าโรงเรียนจะสร้างเสร็จตามแผนและมีงบประมาณในการดูแลบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองได้อย่างเต็มที่

    อรสิริน จากอสังหาฯ สู่โรงเรียนนานาชาติ สร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

    เมื่อวิสัยทัศน์พบกับโอกาส: การเลือก Mill Hill

    การตัดสินใจเลือก Mill Hill Education Group ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ อรรคเดชเดินทางไปดูโรงเรียนที่อังกฤษด้วยตัวเอง และได้เห็นถึงปรัชญาการสอนที่โดดเด่น คือการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กเพื่อรับมือกับโลกในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เด็กนักเรียนที่นั่นไม่ได้แค่เรียนตามตำรา แต่เรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และมีทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกแห่งความเป็นจริง เช่น การนำเสนอธุรกิจ หรือการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ อรรคเดชเชื่อว่านี่คือสิ่งที่การศึกษาในปัจจุบันควรเป็น

    สร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบ

    กลยุทธ์ของอรสิรินฯ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างโรงเรียน แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงธุรกิจอสังหาฯ และการศึกษาเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน ด้วยการใช้โปรโมชั่น “Cross-Marketing” ที่มอบส่วนลดค่าเทอมให้กับผู้ที่ซื้อบ้านของอรสิรินฯ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นยอดขาย แต่ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีและสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการลงทุน แต่เป็นการสร้าง “ระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบ” ที่จะช่วยยกระดับทั้งคุณภาพชีวิตและการศึกษาในภาคเหนือให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน อรสิริน จากอสังหาฯ สู่โรงเรียนนานาชาติ สร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/real-estate/729764&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kZ1SRxtqCLYVHJFq1yQhI

  • หยุด รุนแรง ล่วงละเมิด 6 ข้อเสนอต่อ ศธ. สร้าง “พื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน” – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    หยุด รุนแรง ล่วงละเมิด 6 ข้อเสนอต่อ ศธ. สร้าง “พื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน” – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    หยุด รุนแรง ล่วงละเมิด 6 ข้อเสนอต่อ ศธ. สร้าง “พื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน”

    สภาผู้บริโภค เดินหน้ายื่น 6 ข้อเสนอ ถึงกระทรวงศึกษาธิการ แก้ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน ร่วมสร้าง พื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน พร้อมดึงเสียงเยาวชน เป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลง ร่วมส่งเสียงสะท้อนความรุนแรงในโรงเรียนมีจริง

    จากกรณีที่มีข่าวปัญหาความรุนแรงในสถานการศึกษา ซึ่งรวมถึงการล่าวละเมิดทางเพศ การกลั่นแกล้ง ปัญหาสุขภาพจิต สร้างความวิตกกังวลให้สาธารณะชนว่าพื้นที่การศึกษาอาจไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนในครอบครัว สภาผู้บริโภคตระหนักถึงสิทธิของผู้ปกครองและนักเรียนนักศึกษาที่ต้องได้รับความคุ้มครองทั้งร่างกายและจิตใจในสถานศึกษาจึงได้เข้าพบ ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ในวันที่ 2 กันยายน เพื่อยื่นข้อเสนอนโยบายและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคต่อประเด็น ความปลอดภัย และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน 6 ประเด็นโดยมี ดร.วันเพ็ญ บุรีสูงเนิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้แทนรับข้อเสนอ

    อรรถพล  อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาที่เกิดปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นแรงผลักดันให้สภาผู้บริโภคสำรวจสถานการณ์และรวบรวมข้อมูลจากเยาวชน ผู้ปกครอง และครู จนได้ข้อเสนอที่ต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการนำไปแก้ไขใช้เป็นแนวทางประกอบการกำหนดนโยบายระดับชาติ ตลอดจนการพัฒนากลไกเชิงปฏิบัติในสถานศึกษาทั่วประเทศ

    สภาผู้บริโภคจึงขอยื่นหนังสือข้อเสนอสำคัญทั้ง 6 ประเด็น สร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน

    • สร้างระบบดูแลสุขภาพจิตที่เข้าถึงง่าย: จัดสรรทรัพยากรด้านสุขภาพจิตให้เพียงพอ ทั้งสำหรับนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงฝึกอบรมครูให้มีทักษะการรับฟังและดูแลนักเรียนเชิงลึก พร้อมสร้างระบบติดตามผู้ที่เผชิญปัญหาความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง
    • ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ปลอดภัย: กำหนดมาตรฐานห้องน้ำที่มิดชิดเพื่อป้องกันการล่วงละเมิด พร้อมคุมเข้มการใช้บุหรี่ไฟฟ้าและสิ่งเสพติด รวมถึงการดูแลความปลอดภัยจากบุคคลภายนอก
    • แก้ปัญหาไซเบอร์บูลลี่อย่างเป็นระบบ: บรรจุเนื้อหาเรื่องไซเบอร์บูลลี่และสิทธิในโลกออนไลน์ในหลักสูตรตั้งแต่ระดับประถม และจัดอบรมครูให้มีความรู้ความเข้าใจในประเด็นนี้
    • คุ้มครองสิทธิเด็กและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย: จัดตั้งช่องทางร้องเรียนที่เชื่อถือได้ พร้อมเปิดโอกาสให้นักเรียนและสภานักเรียนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและสื่อสารปัญหา
    • ส่งเสริมบทบาทครอบครัวในการดูแลสุขภาพจิต: จัดอบรมให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าและปัญหาสุขภาพจิต เพื่อให้ครอบครัวเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับบุตรหลาน
    • พัฒนาการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาและการคุกคามทางเพศ: อบรมครูและนักเรียนในเรื่องเพศศึกษาที่ครอบคลุมสิทธิในร่างกายและความหลากหลายทางเพศ พร้อมจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาและระบบติดตามผลในโรงเรียน

    ขณะที่ ดร.วันเพ็ญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ชี้แจงว่า ข้อเสนอนโยบายและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่เสนอในวันนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะนำไปใช้เป็นแนวทางประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดนโยบายระดับชาติ ตลอดจนการพัฒนากลไกเชิงปฏิบัติในสถานศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งมุ่งเน้นเชิงระบบในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษา และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียน

    โดยที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการมีแนวทางการดำเนินงานที่หลากหลายของหน่วยงานภายใต้สังกัด ได้แก่ สพฐ. อาชีวศึกษา กรมส่งเสริมการเรียนรู้ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน รวมถึงได้พยายามจัดหามาตรการการป้องกันทั้งด้านการสุขภาพกายและการดูแลสุขภาพจิต  ตลอดจนการสร้างเครือข่ายช่วยเหลือผู้เรียน นอกจากนี้ ในการประชุมหารือดังกล่าว ยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับ ความท้าทายและอุปสรรค ในการดำเนินงาน รวมถึงข้อเสนอแนะให้ครูมีบทบาทมากขึ้นในการดูแลนักเรียน และการทำงานร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วนเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมีความสุขสำหรับเด็กและเยาวชน

    อย่างไรก็ดี  ดร.วันเพ็ญ ตั้งข้อสังเกตว่า แม้กระทรวงศึกษาธิการจะมีโครงการและแนวทางมากมาย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนยังคงมีอยู่ เนื่องจากการดูแลยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ โดยเฉพาะปัญหานอกรั้วโรงเรียนและปัญหาด้านจิตใจที่มีความซับซ้อน อีกทั้งยังมีข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณและบุคลากร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในการดำเนินงานของแต่ละองค์กรภายในกระทรวง

    ด้าน พรภพ ฉิมพาลี ผู้แทนสภาเด็ก ตัวแทนเสียงสะท้อนจากเด็กและเยาวชน ยอมรับว่า ความรุนแรงในสถานศึกษาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และส่งผลกระทบต่อตนและเพื่อน ๆ เยาวชนพอสมควร ซึ่งอยากให้กระทรวงศึกษาธิการมีมาตรการและแนวทางในการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไข

    อรรถพลย้ำว่า การยื่นข้อเสนอครั้งนี้ ไม่ได้โยนภาระการแก้ปัญหาให้กระทรวงศึกษาธิการเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องอาศัยการทำงานระยะยาว อีกทั้งยังมีประเด็นสำคัญเรื่องสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน ที่กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ในสังคม และได้รับความสนใจจากหลายหน่วยงานทั้ง สสส. วุฒิสภา และยูเนสโก แต่สิ่งที่ยังขาดคือการขยายผลและทำให้การทำงานเกิดผลอย่างทั่วถึง

    “เรารู้ว่าตรงไหนมีเงา นั่นหมายความว่าตรงนั้นก็ต้องมีแสง วันนี้ที่เรามารับฟังร่วมกัน ก็จะได้เห็นถึงความพยายามของกระทรวง ที่พยายามสร้างกลไกในการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เรามีทั้งวิธีการรับมือ และแนวทางการทำงานหลายอย่าง ปัญหายังคงเกิดขึ้น แต่สิ่งนั้นคือความท้าทาย การก่นด่าในความมืดไม่ช่วยอะไร สิ่งสำคัญคือการช่วยกันเปิดไฟ ให้ห้องทั้งห้องสว่าง” อรรถพลกล่าว

    นอกจากนี้ ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค กล่าวต่อว่า การประชุมในครั้งนี้ได้รับเสียงสะท้อนจากกระทรวงศึกษาธิการว่า ภายในกระทรวงเองมีความพยายามในการขับเคลื่อนหลายด้าน ทั้งการสร้างกลไก การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงการออกแบบกลไกในระดับจังหวัดและเขตพื้นที่เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างเป็นระบบ การประชุมครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการเชื่อมโยงเสียงจากเด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง ไปสู่การทำงานเชิงนโยบายของกระทรวง

    โดย กระทรวงฯ มีความเปิดกว้างในการรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคส่วนต่าง ๆ และเห็นตรงกับสภาผู้บริโภคในโจทย์สำคัญทั้ง 6 ประการ ซึ่งหลายเรื่องยังคงเป็นช่องว่างที่ต้องอาศัยการร่วมมือกับภาคีเครือข่าย โดยสภาผู้บริโภคพร้อมทำหน้าที่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ เปิดพื้นที่ให้ผู้บริโภค เด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง ได้ส่งเสียงสะท้อน และมองว่าเด็กไม่ได้เป็นเพียงฝ่ายที่รอรับความช่วยเหลือ แต่สามารถเป็นพลังสำคัญที่มีเครือข่ายกระจายอยู่ในทุกจังหวัด

    สำหรับข้อเสนอทั้ง 6 ข้อมีที่มาจากการสำรวจสถานการณ์ความรุนแรงในโรงเรียน โดยมีเด็กและเยาวชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจถูกนำมาจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากเยาวชนในหลายระดับ ทั้งมัธยมต้น มัธยมปลาย และมหาวิทยาลัย รวมถึงการเปิดรับฟังจากผู้ปกครองและครูด้วย ผลจากการแลกเปลี่ยนและพูดคุยในเวทีเหล่านี้ ได้รับการสังเคราะห์และรวบรวมจนกลายเป็นข้อเสนอ 6 ประการดังกล่าว

    สำหรับในปี  2569 คณะทำงานด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ได้กำหนดเป้าหมายในการจัดทำข้อเสนอนโยบายด้านการศึกษาต่อเนื่อง ประกอบด้วย  เด็กทุกคนต้องได้เรียนฟรี 15 ปี และได้เรียนอย่างมีคุณภาพ ทั้งด้านหลักสูตรการเรียนการสอน สภาพแวดล้อมที่ดี รวมถึงสวัสดิการและภาระงานของคุณครู พร้อมทั้งการสร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ผู้ปกครอง นักเรียน คุณครู เพื่อร่วมกันผลักดันในโจทย์อื่น ๆ ให้การเรียนฟรีและการเรียนอย่างมีคุณภาพเกิดขึ้นจริง เช่น รถโรงเรียน หรือคดีความค่าบำรุงการศึกษาที่อยู่ในศาลปกครองสูงสุดตอนนี้ ทั้งหมดนี้คือประเด็นที่ต้องอาศัยทุกช่องทาง ทุกภาคส่วนมาช่วยกัน เพื่อทำให้การศึกษาเป็นของทุกคน

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/6-offers-safe-zone/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K3E9Y-ymkyhimN3lPtVnu

  • เปิดประวัติ “เจน ญาณทิพย์” จากงานประจำ สู่วงการลี้ลับ “คนอวดผี” หมอดูชื่อติดหูทั้งประเทศ

    เปิดประวัติ “เจน ญาณทิพย์” จากงานประจำ สู่วงการลี้ลับ “คนอวดผี” หมอดูชื่อติดหูทั้งประเทศ

    รู้จัก “เจน ญาณทิพย์” หมอดูสาวผู้มีจิตสัมผัส แม่หมอตรวจกรรมที่เติบโตจากฝั่งธนบุรี

    เจน ญาณทิพย์ หรือชื่อจริง เจนจิรา เรียบร้อยเจริญ เป็นหมอดูชื่อดัง ผู้มีพลังพิเศษในการสัมผัสวิญญาณและตรวจกรรมตั้งแต่วัยเยาว์ เธอเกิดและเติบโตในกรุงเทพมหานคร ฝั่งธนบุรี โดยคุณพ่อเป็นข้าราชการ คุณแม่ประกอบอาชีพค้าขาย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ สาขาการโรงแรมและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยสยาม ปี 2548 

    เริ่มเห็น “สิ่งที่คนอื่นไม่เห็น” เมื่อ 8 ขวบ

    ในวัยเด็ก เธอเริ่มได้ยินเสียงกระซิบข้างหูเกี่ยวกับเรื่องบุญบาป และเริ่มมองเห็นกรรมในคนรอบตัว เช่น เพื่อนที่เคยเป็นสัตว์ในอดีตชาติ หรือคนสวนที่เดินผ่านไปมา จึงเริ่มฝึกนั่งสมาธิเพื่อเข้าใจสิ่งที่เธอสัมผัสได้ แม้ช่วงแรกจะคิดว่าเป็นจินตนาการ แต่เมื่อปรากฏบ่อยขึ้นเธอจึงเริ่มยอมรับว่ามันคือความจริง

    จากงานประจำสู่ชีวิตแม่หมอตรวจกรรม

    เจนทำงานในสายการตลาดและประชาสัมพันธ์กับ บริษัท เทเลวิช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จากนั้นย้ายไปทำงานด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ บริษัท ปิยะชาติ จำกัด และตำแหน่งธุรการที่ บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด จนวันหนึ่งเสียงกระซิบในใจเรียกร้องให้เธอ “ช่วยเหลือคน” จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ มาขายก๋วยเตี๋ยวลุยสวน และเดินทางเข้าสู่วงการหมอดู อย่างเต็มตัวในชื่อ “เจน ญาณทิพย์”

    เส้นทางสู่การเป็นบุคคลสาธารณะในวงการลี้ลับ

    เธอโด่งดังขึ้นจากการร่วมเป็นพิธีกรในรายการ คนอวดผี โดยเฉพาะช่วง “ศูนย์บรรเทาทุกข์ผี” และ “ล่าท้าผี” จากนั้นยังกลับมาในรายการ “คนอวดผี Online” ช่วงศูนย์บรรเทาทุกข์ผี เมื่อปี 2566

    งานด้านผู้สื่อวิญญาณและกิจกรรมทางธรรม

    ปัจจุบัน นอกจากเป็นหมอดูตรวจกรรมแล้ว เจนยังดำเนินกิจกรรมเชิงธรรมะผ่าน เว็บไซต์อาจารย์เจน.com และช่อง YouTube “อาจารย์เจน ญาณทิพย์” เธอจัดทริปทำบุญ เช่น ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน บูรณะวัด และยังสร้างสำนักปฏิบัติธรรม “วิปัสสนาญาณ อาจารย์เจน ญาณทิพย์” ที่ อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อเผยแพร่ธรรมะและเชิญชวนให้ประชาชนร่วมสร้างบุญ สร้างบารมี 

    ผลงานเขียนหนังสือแนวจิตสัมผัส

    นอกจากนี้ เธอยังเป็นนักเขียนหนังสือแนวธรรมะและญาณทิพย์ อาทิ ตัดเวร หยุดกรรม, เจาะรหัสพิบัติกรรม, เรื่องลี้ลับที่อยากเล่า, ฮวงจุ้ยวิญญาณ และ เรื่องลี้ลับที่อยากเล่า ตอน ความรัก ซึ่งตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์อัมรินทร์ธรรมะ 

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9838246/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TsbaAKNSFx1nX8U9WKqPD

  • เปิดปมธุรกิจค้าชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ในสหรัฐฯ ถูกกฎหมาย แต่เหตุใดจึงเปิดช่องให้ฉวยประโยชน์ได้ – BBC News ไทย

    เปิดปมธุรกิจค้าชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ในสหรัฐฯ ถูกกฎหมาย แต่เหตุใดจึงเปิดช่องให้ฉวยประโยชน์ได้ – BBC News ไทย

    เปิดปมธุรกิจค้าชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ในสหรัฐฯ ถูกกฎหมาย แต่เหตุใดจึงเปิดช่องให้ฉวยประโยชน์ได้

    A treated image of a human body placed on a medical gurney.

      • ลุค มินทซ์

      • Author, ลุค มินทซ์
      • Role, บีบีซีนิวส์

    ฮาโรลด์ ดิลลาร์ด อายุ 56 ปี ตอนที่เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งชนิดรุนแรงบริเวณช่องท้อง ในเดือน พ.ย. 2009 ภายในไม่กี่สัปดาห์ ชายผู้เคยเป็นช่างซ่อมรถและเป็นสารพัดช่างประเภทที่เรียกว่า “ซ่อมได้ทุกอย่าง” (Mr Fix It) ผู้สวมหมวกคาวบอยและกางเกงยีนส์ในเกือบทุกวัน ก็เข้าสู่กระบวนการดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้ายของชีวิต

    ในช่วงวันท้าย ๆ ของชีวิต มีบริษัทที่ชื่อว่า ไบโอแคร์ (Bio Care) เข้ามาเยี่ยมดิลลาร์ดที่สถานพยาบาลและถามเขาว่าต้องการจะบริจาคร่างกายเพื่อวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์หรือไม่ หรือที่เรารู้จักกันว่า “อาจารย์ใหญ่” ซึ่งร่างกายของเขาจะถูกนำไปให้แพทย์ใช้ฝึกฝนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า โดยทางบริษัทจะฌาปนกิจส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ไม่ได้ใช้ และส่งคืนเถ้าอัฐิของผู้วายชนม์ให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

    “ดวงตาเขาเป็นประกาย” ฟาร์ราห์ ฟาโซลด์ ลูกสาวของเขาเล่าย้อน “เขามองว่าข้อเสนอนี้ช่วยลดภาระให้กับครอบครัว การบริจาคร่างกายเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาสามารถเสียสละได้”

    ดิลลาร์ดเสียชีวิตลงในวันคริสต์มาสอีฟ และภายในไม่กี่ชั่วโมง รถยนต์ของบริษัทไบโอแคร์ก็มาจอดหน้าสถานพยาบาลและรับร่างของเขาออกไป

    ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นก็มีตำรวจโทรศัพท์หาลูกสาวของเขาและแจ้งว่า พบศีรษะของพ่อ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ยืนยันว่า

    • ภาพภูมิธรรม (ซ้าย) อนุทิน (ขวา)

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    Harold Dillard pictured alongside his daughter Farrah Fasold

    คำบรรยายภาพ, ร่างของฮาโรลด์ ดิลลาร์ด ถูก “ทำลายจนไม่เหลือสภาพเดิม” จากการเปิดเผยของฟาร์ราห์ ฟาโซลด์ ลูกสาวของเขา

    ตำรวจเปิดเผยว่า พบชิ้นส่วนร่างกายมากกว่า 100 ชิ้นที่เป็นของบุคคล 45 คน ภายในโกดังของบริษัท

    “ศพทั้งหมดดูเหมือนจะถูกชำแหละโดยการใช้เครื่องมือตัดหยาบ อย่างเช่นเลื่อยไฟฟ้า” ทีมสืบสวนคนหนึ่งเขียนเล่าในขณะนั้น

    ฟาโซลด์บอกว่า เธอคิดว่าร่างของพ่อจะได้รับการจัดการด้วยความเคารพ แต่กลับถูก “ทำลายจนไม่เหลือสภาพเดิม”

    “เวลาที่ฉันหลับตาตอนกลางคืนก็จะเห็นภาพอ่างสีแดงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนร่างกาย ฉันกลายเป็นโรคนอนไม่หลับ ตอนนั้นฉันหลับไม่ลงเลย”

    ขณะนั้นบริษัทดังกล่าวเปิดเผยผ่านทนายความโดยปฏิเสธข้อครหาที่ว่าพวกเขาปฏิบัติต่อร่างคนตายอย่างไม่เหมาะสม ปัจจุบันบริษัทแห่งนี้ไม่ได้ประกอบกิจการแล้ว และเราไม่สามารถติดต่อเจ้าของเดิมเพื่อขอความคิดเห็นได้

    นี่คือครั้งแรกที่ฟาโซลด์ทำให้โลกรู้จักนายหน้าค้าศพ (body brokers) บริษัทเอกชนที่รวบรวมศพ ชำแหละแยกชิ้นส่วนร่างกาย และนำไปขายเพื่อทำกำไร โดยมักจะส่งขายไปยังศูนย์วิจัยทางการแพทย์ต่าง ๆ

    ตามความเห็นของบรรดานักวิจารณ์ มองว่า อุตสาหกรรมนี้ไม่ต่างอะไรจากการปล้นหลุมศพสมัยใหม่ แต่ก็มีฝ่ายที่โต้แย้งว่าการบริจาคร่างกายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการวิจัยทางการแพทย์ และบริษัทเอกชนเหล่านี้ก็แค่เข้ามาเติมช่องว่างที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ล้มเหลวอย่างต่อเนื่องในการจะหาร่างผู้เสียชีวิตให้ได้เพียงพอต่อการสนับสนุนการศึกษาและโครงการวิจัยของพวกเขา

    แม้ว่าฟาโซลด์จะไม่รู้ตัวในตอนนั้น แต่กรณีพ่อของเธอก็จุดประกายให้เกิดการถกเถียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ในประเด็นที่เจาะไปถึงใจกลางความคิดของเราเกี่ยวกับชีวิตและความหมายของการตายอย่างมีศักดิ์ศรี

    ธุรกิจค้าศพ

    ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นอย่างน้อย ที่การเรียนการสอนแพทยศาสตร์ขยายตัว กลุ่มผู้ที่มีหัวคิดทางวิทยาศาสตร์บางคนเริ่มนิยมแนวคิดที่ว่าศพของพวกเขาสามารถถูกนำไปใช้ฝึกอบรมแพทย์ได้

    แบรนดิ ชมิตต์ ผอ.โครงการบริจาคร่างกายแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย จุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับผู้ที่จะประสงค์ทิ้งมรดกร่างกายของพวกเขาไว้[สำหรับการศึกษา] ระบุว่า ในปีที่ผ่านมาทางโครงการได้รับ “การบริจาคร่างกายทั้งหมด” รวม 1,600 ร่าง และยังมีรายชื่อผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่อีกเกือบ 50,000 รายที่ลงทะเบียนบริจาคร่างกายไว้แล้ว

    โดยมากแล้ว การบริจาคร่างกายถูกขับเคลื่อนด้วยจิตใจอันเอื้อเฟื้อแก่ผู้อื่นเท่านั้นเอง ชมิตต์บอกว่า “คนส่วนใหญ่หากไม่ใช่คนมีการศึกษา ก็เป็นคนที่สนใจในการศึกษา”

    แต่ปัจจัยทางด้านการเงินก็ส่งผลเช่นกัน ชมิตต์ ระบุว่า ด้วยความที่การจัดงานศพมีค่าใช้จ่ายสูง หลายคนจึงถูกล่อลวงด้วยภาพในอนาคตว่าร่างกายของพวกเขาจะถูกนำไปจัดการให้ฟรี ๆ

    มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียไม่ได้รับผลกำไรจากโครงการบริจาคร่างกาย และมีแนวปฏิบัติในการจัดการกับศพ หรือในทางการแพทย์เรียกว่าอาจารย์ใหญ่ อย่างเข้มงวด เช่นเดียวกับโรงเรียนแพทย์ส่วนใหญ่

    แต่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมานี้ ในสหรัฐฯ มีเครือข่ายธุรกิจที่แสวงหาผลกำไรเข้ามาทำหน้าที่เป็นนายหน้า รวบรวมร่างกายของบุคคลต่าง ๆ ชำแหละชิ้นส่วนและส่งขาย พวกเขาเป็นที่รู้จักในนามนายหน้าค้าศพ แม้ว่าบริษัทเหล่านั้นจะเรียกตัวเองว่า “ธนาคารเนื้อเยื่อที่ไม่ใช่เพื่อการปลูกถ่าย” ก็ตาม

    ลูกค้าส่วนหนึ่งของพวกเขาคือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ใช้ร่างอาจารย์ใหญ่ในการฝึกแพทย์ และอีกส่วนคือบรรดาบริษัทวิศวกรรมทางการแพทย์ที่ใช้ชิ้นส่วนร่างกายต่าง ๆ เพื่อทดสอบผลิตภัณฑ์ อย่างเช่น การปลูกถ่ายข้อสะโพกเทียมรุ่นใหม่

    การค้าชิ้นส่วนร่างกายเพื่อแสวงหาผลกำไรเป็นเรื่องผิดกฎหมายในสหราชอาณาจักรและประเทศอื่น ๆ ในยุโรป แต่กฎระเบียบที่หละหลวมกว่าในสหรัฐฯ ทำให้การซื้อขายชิ้นส่วนเหล่านี้เฟื่องฟูขึ้นมาได้

    การสืบสวนเรื่องนี้ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในปี 2017 โดยไบรอัน โกรว์ นักข่าวรอยเตอร์ พบว่ามีบริษัทนายหน้าค้าศพเพื่อแสวงผลกำไร 25 แห่งในสหรัฐฯ โดยหนึ่งในนั้นมีรายได้ 12.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (403 ล้านบาท) ในช่วงเวลาสามปีของการทำธุรกิจขายชิ้นส่วนร่างกาย

    บริษัทเหล่านี้บางแห่งได้รับการเคารพนับถืออย่างกว้างขวาง ทั้งยังอ้างว่าได้ปฏิบัติตามหลักจริยธรรมอย่างเข้มงวด ขณะที่บางแห่งก็ถูกกล่าวหาว่าไม่เคารพต่อผู้ตายและเอารัดเอาเปรียบผู้ที่กำลังเปราะบางจากความเศร้าโศก

    การค้าระดับโลก

    เจนนี คลีแมน ผู้ใช้เวลาหลายปีในการศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้เพื่อเขียนลงในหนังสือ “The Price of Life” ซึ่งอาจแปลเป็นไทยได้ว่า “ราคาของชีวิต” ระบุว่าสิ่งที่ทำให้ตลาดการค้าขายดังกล่าวเติบโตมาจากช่องว่างทางกฎหมายของสหรัฐฯ

    ในขณะที่สหราชอาณาจักรมีพระราชบัญญัติว่าด้วยเนื้อเยื่อมนุษย์ (Human Tissue Act) ซึ่งทำให้การจะค้ากำไรจากชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์เป็นเรื่องผิดกฎหมายแทบจะในทุกกรณี แต่ในสหรัฐฯ ไม่ได้มีกฎหมายในลักษณะเดียวกัน แม้จะมีกฎหมายฉบับหนึ่งคือพระราชบัญญัติของขวัญทางกายวิภาคที่บังคับใช้กับทุกรัฐ (Uniform Anatomical Gift Act) ห้ามการขายเนื้อเยื่อมนุษย์ แต่กฎหมายเดียวกันนี้ก็เปิดช่องให้สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่าย “ในอัตราที่เหมาะสม” สำหรับการ “ดำเนินการ” เกี่ยวกับชิ้นส่วนร่างกายได้

    กฎหมายที่หละหลวมนี้เองทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นแหล่งส่งออกศพในระดับโลก โดยคลีแมนระบุในหนังสือของเธอว่า หนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ได้ส่งออกชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ไปยังปลายทางกว่า 50 ประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร

    “มีหลายประเทศที่ขาดแคลนผู้บริจาคร่างกาย” คลีแมนกล่าว “และพวกเขาสามารถหาร่างได้จากอเมริกา”

    นายหน้าเหล่านี้ไม่มีการลงทะเบียนอย่างเป็นทางการ และสถิติทางการก็หาได้ยากยิ่ง แต่รอยเตอร์คำนวณว่าตั้งแต่ปี 2011 – 2015 นายหน้าเอกชนในสหรัฐฯ ได้รับร่างมนุษย์ไปแล้วอย่างน้อย 50,000 ร่าง และจัดส่งชิ้นส่วนออกไปแล้วมากกว่า 182,000 ชิ้น

    ‘ร่างบริจาคที่เป็นของรัฐ’

    สำหรับบางคน นายหน้าค้าศพเอกชนเป็นเสมือนภาพแทนผู้แสวงหาประโยชน์จากความสูญเสียในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด

    ในการสืบสวนให้กับรอยเตอร์ โกรว์พบว่ามีบางกรณีที่นายหน้าเหล่านี้เข้าไป “พัวพันกับอุตสาหกรรมงานศพในอเมริกา” ผ่านการที่ผู้จัดงานศพแนะนำนายหน้าให้กับญาติของผู้ที่เพิ่งจะเสียชีวิต โดยผู้จัดงานศพจะได้รับค่าตอบแทนสำหรับการแนะนำ ซึ่งบางครั้งก็เป็นมูลค่าสูงเกิน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (32,000 บาท)

    เรื่องเลวร้ายมีให้เห็นได้ทั่วไป และเนื่องด้วยกฎระเบียบที่ไม่เข้มงวดของสหรัฐฯ จึงมักไม่ค่อยมีการเอาผิดทางกฎหมายเมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น

    หลังเปิดหน้าเผชิญกับไบโอแคร์ ฟาโซลด์คาดหวังว่าจะสามารถดำเนินคดีอาญากับบริษัทได้ เธอไม่พอใจกับพัสดุที่เธอได้รับทางไปรษณีย์ ซึ่งเป็นถุงซิปล็อคที่บริษัทอ้างว่าคืออัฐิของพ่อเธอ เธอบอกว่าพัสดุดังกล่าวไม่ได้ดูเหมือนเถ้ากระดูกของมนุษย์เลย ในขณะที่ก็มีข้อค้นพบว่าชิ้นส่วนร่างกายของพ่อเธออาจถูกตัดด้วยเลื่อยไฟฟ้า

    Harold Dillard

    คำบรรยายภาพ, ฮาโรลด์ ดิลลาร์ด เป็น “คาวบอย” ชาวเท็กซัสแบบดั้งเดิม ลูกสาวของเขาเล่าว่าเธอได้รับแจ้งว่าบริษัทที่จัดการศพของพ่อไม่ได้ละเมิดกฎหมายใด ๆ ของรัฐ

    เจ้าของไบโอแคร์ถูกตั้งข้อหาฉ้อโกงในตอนแรก แต่ข้อหาดังกล่าวก็ถูกถอนไปเนื่องจากอัยการไม่สามารถพิสูจน์เจตนาฉ้อฉลได้

    ขณะที่ความหวังเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ ฟาโซลด์ได้ติดต่ออัยการเขตท้องถิ่น แต่เธอได้รับแจ้งในเวลาต่อมาว่าไบโอแคร์ไม่ได้ละเมิดกฎหมายอาญาใด ๆ ของรัฐ

    อีกกรณีที่เป็นข้อถกเถียงไม่แพ้กันคือการบริจาค “ร่างกายของรัฐ” เมื่อคนไร้บ้านเสียชีวิตอยู่บนถนน หรือใครบางคนตายที่ตายในโรงพยาบาลโดยไร้ญาติ และศพของพวกเขาถูกบริจาคเพื่อวิทยาศาสตร์

    ในทางทฤษฎี เจ้าหน้าที่ของเทศมณฑลนั้นจะต้องพยายามค้นหาญาติของผู้เสียชีวิตก่อน และร่างจะถูกบริจาคต่อเมื่อค้นหาแล้วไม่พบญาติของผู้ตายเท่านั้น

    แต่บีบีซีได้ยินมาว่าในทางปฏิบัติไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป ปีที่ผ่านมา ทิม เลกเก็ตต์ เลื่อนดูแอปพลิเคชันข่าวในโทรศัพท์ในบ้านของเขาที่รัฐเท็กซัส ก่อนจะพบรายชื่อผู้ตายที่ถูกใช้ร่างกายในลักษณะนี้ เขาตกใจที่เห็นชื่อของเดล พี่ชายของเขา ผู้เป็นคนขับรถยกซึ่งเสียชีวิตจากภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้า

    ร่างกายของพี่ชายเขาถูกบริษัทศึกษาทางการแพทย์ที่แสวงหาผลกำไรนำไปใช้ฝึกวิสัญญีแพทย์ และนับเป็นหนึ่งในกว่า 2,000 ศพที่ไม่ผู้อ้างสิทธิ์ ซึ่งถูกส่งมอบให้กับศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยนอร์ทเท็กซัส ในระหว่างปี 2019 – 2024 ภายใต้ข้อตกลงกับเทศมณฑลแดลลัสและทาร์แรนต์

    “ผมรู้สึกโกรธ” เลกเก็ตต์บอก “เขาคงไม่ได้อยากร่างของเขากลายเป็นสิ่งที่ผู้คนถกเถียงกันหรอก หรือ [ให้มี] ใครมาชี้นิ้วใส่”

    เขาเล่าว่าพี่ชายเป็นคนเงียบ ๆ ที่มัก “แค่อยากจะอยู่คนเดียว” และการที่พี่ชายไม่ชอบเทคโนโลยีก็ทำให้ติดต่อสื่อสารกันยาก แต่เลกเก็ตต์ย้ำว่าพี่ชายของเขาเป็นมนุษย์เหมือนกับทุกคน ซึ่งเขาก็สมควรได้รับความเคารพในความตายของเขา

    “เขาชอบหนังสือการ์ตูนมาร์เวล และเขามีแมวที่ตั้งชื่อว่าแคท” เลกเก็ตต์กล่าว

    ด้านศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยนอร์ทเท็กซัส ระบุในแถลงการณ์ถึงบีบีซีโดย “ขอโทษอย่างสุดซึ้ง” ต่อครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมบอกว่าทางศูนย์กำลัง “ปรับโฟกัสใหม่” ของโครงการไปที่การศึกษาและ “พัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพให้กับครอบครัวและคนรุ่นหลัง” พวกเขายังบอกอีกว่า เนื่องจากเรื่องนี้เริ่มเป็นประเด็นขึ้นมาตั้งแต่ในปีที่ผ่านมา พวกเขาได้ไล่พนักงานที่ดูแลโครงการนี้ออกไปแล้ว

    ถูกทำให้กลายเป็นคนร้ายอย่างไม่เป็นธรรม

    ทว่านอกเหนือจากเรื่องราวสะเทือนขวัญเหล่านี้ คนกลุ่มหนึ่งมองว่าการบริจาคร่างกายมีบทบาทสำคัญต่อการค้นพบทางวิทยาศาสตร์

    ชมิตต์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียระบุว่า ในระดับที่พื้นฐานที่สุด ร่างเหล่านี้ถูกใช้เพื่อการสอนทางการแพทย์ หรือเพื่อให้ศัลยแพทย์ได้ฝึกฝนการผ่าตัดที่ซับซ้อน ร่างของอาจารย์ใหญ่ยังทำให้นักศึกษาแพทย์ได้ทำงานกับเลือดเนื้อจริง ๆ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากในหนังสือเรียน

    “นักศึกษาเหล่านี้จะไปช่วยคนอื่นต่อไป” เธอกล่าว

    นอกจากนี้ ศพบางส่วนก็ถูกใช้ในทางวิศวกรรมเพื่อให้ได้แนวทางการรักษาใหม่ ๆ โดยชมิตต์ชี้ว่ามีเทคโนโลยีจำนวนหนึ่งที่จะพัฒนาขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อผ่านการทดสอบกับร่างกายจริงแล้วเท่านั้น เช่น การเปลี่ยนถ่ายข้อเข่าและข้อสะโพก การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ และเครื่องกระตุ้นหัวใจ

    A surgeon puts on a pair of gloves while standing in front a table on which surgical instruments have been laid

    ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, สำหรับนักศึกษาแพทย์จำนวนมาก การฝึกฝนกับร่างกายของอาจารย์ใหญ่คือครั้งแรกที่พวกเขาจะได้ทำงานกับเลือดเนื้อจริง

    และนายหน้าเอกชนบางรายก็บอกว่าพวกเขาถูกทำให้เป็นคนร้ายอย่างไม่เป็นธรรม โดยเควิน โลว์เบรรา ซึ่งทำงานให้กับหนึ่งในบริษัทนายหน้าค้าศพรายใหญ่ ระบุว่าการที่บริษัทได้รับการรับรองโดยสมาคมธนาคารเนื้อเยื่อของอเมริกา (American Association of Tissue Banks) หมายถึงการที่บริษัทจะต้องทำตามแนวทางในการเก็บรักษาและปฏิบัติต่อศพ

    การขอรับรองกับสมาคมดังกล่าวไม่ได้เป็นข้อกำหนดที่ทุกบริษัทจะต้องทำเพื่อที่จะดำเนินการได้อย่างถูกกฎหมาย แต่เป็นไปตามความสมัครใจของแต่ละบริษัท ซึ่งมีเพียง 7 บริษัทเท่านั้นที่ลงทะเบียนกับสมาคมนี้

    โลว์เบรราบอกว่าปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นกับบริษัทที่ตรงไปตรงมาแบบบริษัทของเขา แต่มาจากผู้ที่เล่นนอกเกม

    “ยังมีอีกหลายโครงการที่ดำเนินการอยู่โดยไม่ได้ผ่านการรับรอง ผมมักจะบอกทุกคนอยู่เสมอว่าให้อยู่ห่าง ๆ จากพวกนั้น” เขาระบุ

    เขามองว่าคงไม่ถูกต้อง หากจะกำจัดอุตสาหกรรมแบบเขาออกไปทั้งหมด เพียงเพราะปลาเน่าบางตัว

    ไม่ใช่แค่การค้าเอากำไรเท่านั้น

    แทบทุกคนที่ผมได้พูดคุยด้วย ไม่ว่าจะมีแนวคิดเอนเอียงไปในฝั่งไหน มองว่าควรมีการกำกับดูแลในสหรัฐฯ มากกว่านี้

    แล้วการกำกับดูแลที่ว่าเป็นอะไรได้บ้าง?

    ชมิตต์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แนะนำว่าสหรัฐฯ อาจจะปฏิบัติตามอย่างประเทศยุโรป ด้วยการห้ามนายหน้าค้าศพในลักษณะที่แสวงผลกำไร

    เธอมองว่ามี “ค่าใช้จ่ายที่ชอบธรรมทางกฎหมาย” บางอย่าง สำหรับการจัดการศพ เช่น ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง และสารเคมีที่ใช้รักษาสภาพร่างกาย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลหากบริษัทจะคิดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ แต่การคิดจะทำกำไรต่างหากที่ทำให้หลายคนรู้สึกตะขิดตะขวง “ความสามารถในการขายหรือทำกำไรจากซากศพของมนุษย์ ฉันคิดว่าไปเบียดบังเจตนาการทำเพื่อผู้อื่นในการบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษา” เธอระบุ

    เธอยังบอกอีกว่าสหรัฐฯ สามารถเดินตามนโยบายการบริจาคอวัยวะของตัวเอง ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะ (Uniform Anatomical Gift Act) ซึ่งห้ามการขายอวัยวะ

    แต่นักเขียน คลีแมน มองว่า หากสหรัฐฯ สั่งห้ามการบริจาคร่างกายเพื่อแสวงหาผลกำไรในวันอนาคต จะทำให้ไม่มีร่างอาจารย์ใหญ่เพียงพอสำหรับการศึกษา

    “ถ้าคุณไม่อยากให้มีการซื้อขายชิ้นส่วนร่างกายเหล่านี้ เราต้องหาวิธีให้มีผู้มาบริจาคด้วยความสมัครใจมากขึ้น”

    เธอเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทำแคมเปญส่งเสริมการบริจาคร่างกายให้ดีและดึงดูดมากขึ้น และขอรับการบริจาคร่างกายโดยตรงให้มากขึ้น “มันยังไม่มีการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ต่อสาธารณะในระดับเดียวกันกับการบริจาคอวัยวะ ยกตัวอย่างนะ”

    เธอมองว่า เมื่อไม่มีการขาดแคลนแล้ว สหรัฐฯ ก็ค่อยสั่งห้ามการบริจาคเพื่อค้ากำไร

    นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ว่าความก้าวหน้าในเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (virtual reality – VR) อาจทำให้ไม่ต้องใช้ร่างอาจารย์ใหญ่อีกแล้วในอนาคต โดยแพทย์ฝึกหัดสามารถสวมอุปกรณ์และฝึกฝนกับผู้ป่วยที่สร้างขึ้นจากคอมพิวเตอร์

    ในปี 2023 มหาวิทยาลัยเคสเวสเทิร์นรีเสิร์ฟ กลายเป็นมหาวิทยาลัยแรกในสหรัฐฯ ที่ยกเลิกการใช้ร่างกายมนุษย์ในรายวิชาฝึกอบรม โดยเปลี่ยนมาใช้โมเดลความเป็นจริงเสมือนแทน

    ร่างของอาจารย์ใหญ่จะยังคงสภาพ “สีและผิวสัมผัส [ซึ่ง] ทำให้ยากต่อการแยกแยะ เช่น การแยกเส้นประสาทออกจากหลอดเลือด” มาร์ค กริสโวลด์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยดังกล่าว บอกกับเว็บไซต์ไลฟ์ไวร์ (Lifewire) ในขณะนั้น พร้อมบอกด้วยว่าในทางกลับกันแล้ว โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของพวกเขาสามารถ “ให้นักศึกษาได้เห็นแผนที่สามมิติของโครงสร้างทางกายวิภาคและความสัมพันธ์กันของส่วนต่าง ๆ อย่างชัดเจน”

    อย่างไรก็ดี คลีแมนมองว่าโดยทั่วไปแล้ว เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนยังไม่ดีพอที่จะทดแทนการฝึกกับร่างอาจารย์ใหญ่ได้

    ดูเหมือนว่าในขณะนี้ ความต้องการร่างกายมนุษย์จะยังคงมีอยู่ เช่นเดียวกับความต้องการในการทำเงินจากสิ่งนี้

    รายงานเพิ่มเติมโดย เจคอบ แดบบ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c201vy5v45lo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw332OGcU_Tg2C-8niMtS6J5

  • ‘ศานนท์’ ย้ำ กทม.มีที่พอสำหรับเด็กไทยทุกคน ยืนยันรับเด็กต่างชาติเข้าเรียน

    ‘ศานนท์’ ย้ำ กทม.มีที่พอสำหรับเด็กไทยทุกคน ยืนยันรับเด็กต่างชาติเข้าเรียน

    วานนี้ (1 กันยายน) ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความถึงกรณีการจัดการดูแลเด็กต่างชาติในระบบการศึกษาของประเทศไทย ผ่านเฟซบุ๊ก ‘หวังสร้างเมือง’

    โดยระบุว่า “จากข่าวเรื่องการจับกุมเด็กนักเรียนกัมพูชาวัย 13 ปีเมื่อสัปดาห์ก่อน และข่าววันก่อนที่ กทม.โพสต์เรื่องนโยบายเรื่องการเปิดโอกาสทางการศึกษา นอกจากความเห็นที่แตกต่างกันมากในโลกออนไลน์แล้ว ผมยังได้รับข้อความจากครูว่าที่โรงเรียนเริ่มถูกข่มขู่จากคนที่เห็นต่างไม่อยากให้เด็กต่างชาติเข้าเรียน มีผู้บริหารโรงเรียนบางคนก็ไม่เห็นด้วย และเริ่มเกิดความสับสนกันไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

    ผมเลยอยากมาโพสต์ข้อความนี้ เพื่อย้ำถึงเจตนารมณ์ และเพื่อสื่อสารกับทุกโรงเรียนและครูในสังกัด กทม.ถึงวัตถุประสงค์ของนโยบายนี้อีกครั้ง และเพื่อตอบข้อสงสัยที่คนถามมาเยอะๆครับ

    1. เด็กไทยเป็น Priority อยู่และโรงเรียนเรามีเพียงพอรองรับสำหรับทุกคนครับ 

    กทม.มีโรงเรียนทั้งหมด 437 โรงเรียน ส่วนใหญ่เป็นอนุบาลและประถม รองรับเด็กได้เกือบ 300,000 คน ปัจจุบันมีเด็กเรียนอยู่ 256,703 คน ยังมีที่เพียงพอสำหรับเด็กไทยทุกคนครับ มากกว่านั้นเรายังมีนโยบายที่ลดอายุการรับเข้าการศึกษาลงที่ 3 ขวบเพื่อดึงเด็กในช่วงที่พัฒนาการสูงสุด (0-5 ขวบ) เข้ามาในระบบการศึกษาให้เร็วขึ้นและดีขึ้นอีกด้วย ยังมีที่เพียงพอสำหรับทุกคนครับ

    1. การรับเด็กต่างชาติที่อาศัยในไทย ช่วยทำให้ผู้ปกครองขึ้นทะเบียนถูกกฎหมายเพราะทุกครั้งที่รับเข้าเรียน โรงเรียนต้องตรวจใบอนุญาตทำงาน พาสปอร์ต และเอกสารยืนยันตัวตน สิ่งนี้ทำให้ครอบครัวต่างชาติหลายครอบครัวเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องครับ
    1. หลายเคสที่เป็นผู้ลี้ภัยหรือเด็กไร้สัญชาติ เราทำงานร่วมกับ UNICEF

    เพื่อดูแลไม่ให้เด็กถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และย้ำอีกครั้งว่า เรามีโรงเรียนเพียงพอสำหรับเด็กไทย การเปิดรับตรงนี้คือการเปิดห้องเรียนที่ทำได้ ไม่รบกวนทรัพยากรของเด็กไทยครับ 

    1. การทำให้ทุกคนได้รับการศึกษา ไม่ใช่การช่วยเหลือ “เขา” อย่างเดียว แต่คือการช่วย “เรา” ด้วยครับเหมือนที่ครูประไพจากศูนย์เมอร์ซี่คลองเตยเคยเล่าไว้ว่า เมื่อเด็ก ๆ ได้เรียนหนังสือ ปัญหาอาชญากรรมลดลง สังคมก็สงบขึ้น ครอบครัวก็แข็งแรงขึ้น พวกนี้ไม่ใช่การช่วยเหลือเขาคนเดียว แต่ช่วยเหลือเรา สังคมดีขึ้น ทุกคนก็ดีขึ้นไปด้วย เป็นการเสียทรัพยากรเพื่อให้การศึกษา ดีกว่าเสียงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมต่างๆในอนาคต
    1. มากกว่าเด็กต่างชาติ เรายังดูแลเด็กความต้องการพิเศษ (พิการ) ด้วย

    ตอนนี้เรามีเด็กพิการกว่า 5,000 คนในโรงเรียน กทม. และกำลังขยายการรองรับให้มากขึ้น ทั้งเพิ่มโรงเรียนสำหรับการศึกษาพิเศษ เติมครูที่จบด้านการศึกษาพิเศษ และจัดหาพี่เลี้ยงเพื่อดูแลเด็กอย่างเหมาะสมครับ

    1. ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้กฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน

    ตามมติคณะรัฐมนตรี 5 ก.ค. 2548 และประกาศกระทรวงศึกษาธิการ 31 ต.ค. 2562 ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือไม่ ต้องได้รับสิทธิในการศึกษาอย่างเท่าเทียมครับ

    Next step:  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กรุงเทพฯ ประกาศเจตนารมณ์เป็น เมืองสิทธิมนุษยชน (Human Rights City) ร่วมกับกรรมการสิทธิมนุษยชนและสหประชาชาติ ผมเลยขอถือโอกาสนี้ ชวนสหประชาชาติและกรรมการสิทธิมนุษยชน มาช่วยกันให้ความรู้ และให้แนวทางกับครูโรงเรียน กทม. เรื่องสิทธิ และย้ำถึงความสำคัญของเรื่องนี้กัน ทำให้ครูรู้วิธีในการตอบโต้กับสิ่งที่เกิดขึ้น มีแนวทางการจัดการความขัดแย้งในโรงเรียน การทำให้ทุกคนได้รับการศึกษา ไม่ใช่การช่วยเหลือ “เขา” อย่างเดียว แต่คือการช่วย “เรา” ด้วยครับ 

    สังคมรอด ลูกเราถึงรอด ครับ”

    อ้างอิง :

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/sanon-bma-foreign-students/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Kak1OtkoMQo1JfSd-yoyJ

  • “วราวุธ” มอบทุนการศึกษา วิทยาลัยอาชีวฯสุพรรณบุรี ช่วยเหลือนร.-นศ. | เดลินิวส์

    “วราวุธ” มอบทุนการศึกษา วิทยาลัยอาชีวฯสุพรรณบุรี ช่วยเหลือนร.-นศ. | เดลินิวส์

    “วราวุธ” มอบทุนการศึกษา วิทยาลัยอาชีวฯสุพรรณบุรี ช่วยเหลือนร.-นศ.

    นายวราวุธ  ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาประจำปีการศึกษา 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5074784/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WVTu7ETGNILNkm4wJ29o3