Category: วัฒนธรรม

  • ‘นพดล’ แจงปมลาออก ‘สส.’ อ้างไม่อยากมีปลอกคอการเมือง

    ‘นพดล’ แจงปมลาออก ‘สส.’ อ้างไม่อยากมีปลอกคอการเมือง

    ‘นพดล’ แจง ปมลาออก ‘สส.’ เหตุไม่อยากมีปลอกคอการเมือง แต่ยังเป็นสมาชิก ‘พท.’ อยู่ ชี้ ชีวิตมีอะไรมากกว่าการเมือง ขอไปทำเรื่องอื่นที่ถนัด มองหากไม่มีสังกัดพรรค สังคมน่าจะรับฟังมากขึ้น ย้ำยังเป็นสมาชิกเพื่อไทยอยู่

    7 ก.ย. 2568 – นายนพดล ปัทมะ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวชี้แจงถึงกรณีการลาออกจากตำแหน่ง สส. ว่า เป็นไปตามแถลงการณ์ที่ได้แจ้งไปล่วงหน้านี้ ส่วนตัวมีความสนใจหลายด้าน ทั้งในด้านการต่างประเทศ กฎหมาย การศึกษา รวมถึงเรื่องการเกษตร 

    นายนพดล ระบุว่า ถือว่าได้ทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และได้สนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยครบถ้วนแล้ว ซึ่งน้องชายของตนก็เป็น สส.ในพรรคเพื่อไทยอยู่

    อย่างไรก็ตาม จังหวะในการลาออกนั้น อาจตรงกับช่วงที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี นายนพดล ชี้แจงว่า เป็นจังหวะที่ตรงกันพอดี แต่อีก 4 เดือนก็จะมีการยุบสภาแล้ว รวมถึงตัวเองก็เป็น สส.บัญชีรายชื่อ แม้ลาออกไปก็จะมีคนเลื่อนขึ้นมาเป็นแทนอยู่แล้ว ซึ่งเข้าใจว่าผู้ที่จะมาแทน เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความรู้ 

    นายนพดล ย้ำว่า ตัวเองยังเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิก ตนเองลาออกจาก สส. โดยไม่กระทบเสียงของพรรค และยังคงเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยอยู่ 

    “ผมก็อยู่กับการเมืองมาระยะหนึ่ง หลังจากทำหน้าที่ในสภาฯ อย่างครบถ้วนแล้ว ก็คิดว่าอยากจะไปทำอย่างอื่น There is more to life than politics. มันมีอะไรในชีวิตมากกว่าการเมือง ซึ่งก็ได้เรียนให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ทราบหมดแล้ว” นายนพดลกล่าว

    นายนพดล ย้ำอีกว่า ไม่ว่าตนเองจะอยู่ในสถานะใดก็จะยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก โดยเวลานี้เป็นยุคโซเชียลมีเดีย การให้ข้อมูลความคิดที่ถูกต้องกับสังคม ทั้งเรื่องที่ตนเองถนัด คือการเมือง การต่างประเทศ กฎหมาย ก็น่าจะเป็นประโยชน์

    “หลักการของผมก็คือ เราต้องยึดมั่นข้อเท็จจริง และแจ้งหลักการที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และผมก็คิดว่า การที่ไม่ได้พูดในนาม สส. คนอาจจะรับฟังมากขึ้น เพราะว่าจะไม่มีปลอกคอการเมือง เพราะบางทีเวลาเป็น สส. พูดอะไร คนก็มักจะนึกว่า ก็พูดอย่างนั้นแหละ เพราะว่าคุณเป็น สส. พรรคนั้นพรรคนี้ แต่ถ้าเป็นนักการเมืองที่ไม่ได้เป็น สส. หรือเป็นนักวิชาการอิสระ ผมว่าสังคมน่าจะรับฟังมากขึ้น” นายนพดลกล่าว

    ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา นายนพดล ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ผมขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยนับตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2568 เพื่อไปทำงานด้านกฎหมาย การพัฒนาคน และทำงานตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน 

    นายนพดล ยังกล่าวแสดงความขอบคุณต่อ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด

    ทั้งนี้ ผู้ที่จะเลื่อนมาเป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แทนนายนพดล คือ นายรุ่งเรือง พิทยศิริ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 41

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/857490/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oZZgm7vvKkOR60040RpRK

  • เปิดโปรไฟล์ สีหศักดิ์ ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศคนใหม่

    เปิดโปรไฟล์ สีหศักดิ์ ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศคนใหม่

    การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเป็นที่จับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดึงบุคคลภายนอกเข้ามารับตำแหน่งสำคัญในหลายกระทรวงหลัก หนึ่งในนั้นมีชื่อของ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าเขาจะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 

    อนุทิน เผยว่า ตนเลือกคนจากความสามารถและประสบการณ์ทำงาน เพื่อแก้ไขปัญหาประเทศอย่างเร่งด่วน จะได้เตรียมงานและประสานงานกันไว้ก่อนเพื่อทำงานได้ทันทีหลังถวายสัตย์ฯ

    เปิดโปรไฟล์ สีหศักดิ์ ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศคนใหม่

    สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปัจจุบันอายุ 67 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก่อนจะศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา 

    ภายหลังจบการศึกษา สีหศักดิ์ ได้เข้าทำงานในกระทรวงการต่างประเทศตั้งแต่ปี 2522 ก่อนจะไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญต่างๆ โดยบทบาทโดดเด่นและเป็นที่จดจำ คือการดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการต่างประเทศในปี 2554-2557 ตลอดจนการทำหน้าที่รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศปี 2557 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไทยเผชิญกับวิกฤตการเมืองภายในประเทศ 

    นอกจากนี้ เขายังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญอื่นๆ เช่น เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น, เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส รวมถึงเป็นคนเอเชียคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC)

    ภายหลังจากที่เกษียณอายุราชการแล้ว สีหศักดิ์ยังคงสานต่องานด้านการทูตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังได้ทำงานในรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน ในฐานะผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศช่วงปี 2566-2567 ในสมัยที่ปานปรีย์ พหิทธานุกร ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ

    การเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสีหศักดิ์ในครั้งนี้ จึงถูกจับตาเป็นพิเศษว่าเขาจะนำประสบการณ์และความสามารถที่มีมาใช้ในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และขับเคลื่อนนโยบายการทูตของไทยให้ก้าวไปข้างหน้าในเวทีโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนได้อย่างไร

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/sihasak-new-foreign-minister/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0945KokZyB-jlH_a42ABA3

  • เชียงใหม่ Big C ดนตรีไทย ปีที่ 4 เวทีที่เยาวชนแสดงพลังความสามารถ รักษาศิลป์ไทยให้คงอยู่ | TOPNEWS

    เชียงใหม่ Big C ดนตรีไทย ปีที่ 4 เวทีที่เยาวชนแสดงพลังความสามารถ รักษาศิลป์ไทยให้คงอยู่ | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 07/09/2025 21:53

    กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี จัดการแข่งขันโครงการ “Big C ดนตรีไทย ปีที่ 4 ” รอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาค จังหวัดเชียงใหม่

    คุณฐาปณี เตชะเจริญวิกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ให้เกียรติเป็นประธานเปิดการแข่งขันโครงการ Big C ดนตรีไทย ปีที่ 4 ภายใต้แนวคิด “โสตศิลป์สืบสานดนตรีไทย เพราะดนตรีไทยคือสมบัติของแผ่นดิน” ณ บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า สาขาเชียงใหม่ 2 เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568


    โครงการนี้จัดขึ้นเพื่ออนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ส่งเสริมศักยภาพและทักษะทางดนตรีไทยของเยาวชนและครูดนตรี ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมในรอบคัดเลือก มีเยาวชนส่งผลงานเข้าร่วมแข่งขันกว่า 1,900 ทีมทั่วประเทศ โดยโครงการดังกล่าวถือว่าได้เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้แสดงความสามารถสู่สาธารณชน ณ ห้างบิ๊กซี เพื่อชิงแชมป์ในระดับภูมิภาค และเป็นตัวแทนในการเข้าแข่งขันระดับประเทศเพื่อชิง 12 ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษาและรางวัลรวมมูลค่ากว่า 850,000 บาท จำนวน 188 รางวัล


    dsvsdv

    asxacw

    นักท่องเที่ยวแห่ร่วมงาน ‘Big Mountain ครั้งที่ 15’ คับคั่ง

    เทศบาลบางจะเกร็ง ร่วมกับวัดศรัทธาธรรม จัดงาน “ตักบาตรน้ำผึ้ง”สืบสานประเพณีโบราณชาวมอญ

    จับกุมผู้ต้องหาพร้อมยา157 เม็ด – อาวุธเถื่อน คาด่านตรวจพังงา

    ศอ.บต. แก้ปัญหายาเสพติดบูรณาการ

    รวบหนุ่มเกาะยาว ยึดยาบ้ากว่า 5 หมื่นเม็ด

    นักเรียนโรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม นักกีฬาคาราเต้เยาวชนทีมชาติไทย สร้างชื่อเสียง คว้าเหรียญทองแดงคาราเต้ชิงแชมป์เอเชีย The 23rd Asian Cadet Junior & U21 Karate Championships ณ Shaoguan สาธารณรัฐประชาชนจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1304689&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kfKb5Yue0uv5pgUZRDAHY

  • การจัดรอบที่สามของการเจรจาทางเทคนิคระหว่างอิหร่านและทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่กรุงเวียนนา

    การจัดรอบที่สามของการเจรจาทางเทคนิคระหว่างอิหร่านและทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่กรุงเวียนนา

    การจัดรอบที่สามของการเจรจาทางเทคนิคระหว่างอิหร่านและทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่กรุงเวียนนา

    🔻เรซา นะญาฟี เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรของอิหร่านประจำ IAEA เปิดเผยว่า ได้มีการจัดการเจรจาทางเทคนิคครั้งที่สามระหว่างอิหร่านและ IAEA

    🔸ตามคำกล่าวของนะญาฟี การเจรจาครั้งที่สามนี้จัดขึ้นเพื่อร่างระเบียบวิธีปฏิบัติในการดำเนินพันธกรณีตามข้อตกลงด้านการตรวจสอบภายใต้สถานการณ์ใหม่ หลังจากที่สถาบันนิวเคลียร์ของอิหร่านถูกโจมตีอย่างผิดกฎหมายโดยระบอบไซออนิสต์และสหรัฐฯ ทั้งนี้ยังสอดคล้องกับมติของรัฐสภาอิหร่านในเรื่องนี้ การเจรจาดังกล่าวจัดขึ้นในวันศุกร์และเสาร์ที่กรุงเวียนนา โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในร่างระเบียบวิธีปฏิบัติ

  • ไทย – ลาว – จีน ลุยสร้างสะพานมิตรภาพหนองคาย – เวียงจันทน์ แห่งที่ 2

    ไทย – ลาว – จีน ลุยสร้างสะพานมิตรภาพหนองคาย – เวียงจันทน์ แห่งที่ 2

    นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเจรจากับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อหาข้อสรุปแนวทางการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย–ลาว หนองคาย–เวียงจันทน์ แห่งที่ 2 จ.หนองคาย ครั้งที่ 1/2568 พร้อมด้วยผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ กรมทางหลวง สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

    พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง

    ที่ประชุมได้รับทราบการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงทางรถไฟไทย-ลาว-จีน เช่น ความคืบหน้าของโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ระยะที่ 1 โดยมีงานก่อสร้างแล้วเสร็จ 2 สัญญา จากทั้งหมด 14 สัญญา อยู่ระหว่างดำเนินการอีก 10 สัญญา และรอลงนามสัญญาอีก 2 สัญญา และโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา–หนองคาย โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำเอกสารประกวดราคา คาดว่าจะสามารถดำเนินการประกวดราคาได้ภายในปี 2568
     

    การเชื่อมต่อโครงการสู่ สปป. ลาว ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้า การพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้านาทา โดยเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟจากหนองคายเข้าสู่เส้นทางใน สปป. ลาว โดยใช้สะพานมิตรภาพไทย–ลาว หนองคาย–เวียงจันทน์ แห่งที่ 2 จังหวัดหนองคาย ซึ่งตั้งอยู่ใกล้สะพานเดิม ห่างประมาณ 30 เมตร ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างการศึกษาออกแบบรายละเอียด โดยสะพานดังกล่าวจะมีทั้งทางรถไฟขนาดมาตรฐาน รวมถึงมีแนวเส้นทางรถไฟเชื่อมโยงไปที่สถานีเวียงจันทน์ใต้และสถานีท่านาแล้ง 

    ไทย - ลาว - จีน ลุยสร้างสะพานมิตรภาพหนองคาย - เวียงจันทน์ แห่งที่ 2 ไทย - ลาว - จีน ลุยสร้างสะพานมิตรภาพหนองคาย - เวียงจันทน์ แห่งที่ 2

    นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาองค์ประกอบคณะผู้แทนไทย จัดทำท่าทีของฝ่ายไทย และเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมหารือในประเด็นการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ในวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ณ สปป. ลาว เพื่อหารือในประเด็นการก่อสร้างทางรถไฟและสะพานมิตรภาพไทย–ลาว หนองคาย–เวียงจันทน์ แห่งที่ 2 เพื่อรองรับการขนส่งจากสถานีนาทา – หนองคาย – สะพานข้ามแม่น้ำโขง – สถานีท่านาแล้ง–สถานีเวียงจันทน์ใต้

    ไทย - ลาว - จีน ลุยสร้างสะพานมิตรภาพหนองคาย - เวียงจันทน์ แห่งที่ 2 ไทย - ลาว - จีน ลุยสร้างสะพานมิตรภาพหนองคาย - เวียงจันทน์ แห่งที่ 2

    ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นของความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมของการขนส่งทางรางระหว่างสองประเทศ ยกระดับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เสริมสร้างเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาค รวมทั้งเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ตลอดจนขยายการเชื่อมโยงรถไฟสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป. ลาว เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งและการเชื่อมโยงในภูมิภาคต่อไป
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378966495&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3E-4NIqcEYqK1dGk5_BSeo

  • อัปเดตประวัติ เพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม สาวแกร่ง คู่หมั้นลูกชายอนุทิน

    อัปเดตประวัติ เพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม สาวแกร่ง คู่หมั้นลูกชายอนุทิน

    เพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม อยู่ในความสนใจของสังคมด้วยบทบาทนักการเมืองรุ่นใหม่ ทายาทของตระกูลนักการเมืองบ้านใหญ่ และตลอด 7  ปีที่ผ่านมา เป็นหวานใจ ที่ปลายปีที่ผ่านมาได้หมั้นหมายกับเป๊ก เศรณี ชาญวีรกูล ลูกชายของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย 

    ประวัติของเพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม ทั้งด้านการศึกษา และเส้นทางการทำงานในด้านการเมืองนั้นไม่ธรรมดา 

    เพลง ชนม์ทิดา ลูกพ่อเอ๋ ชนม์สวัสดิ์ และตู่ นันทิดา 

    เพลง-ชนม์ทิดา อัศวเหม
    เพลง-ชนม์ทิดา อัศวเหม

    เพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม เป็นลูกสาวคนเดียวของ เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม และ ตู่ นันทิดา แก้วบัวสาย เกิดวันที่ 15 ธันวาคม 2537 อายุ 31  ปี เคยดำรงตำแหน่ง เลขานุการ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จังหวัดสมุทรปราการ ก่อนจะมาเป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ในพรรคภูมิใจไทยของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการเลือกตั้ง 2566 ที่ผ่านมา 

    ประวัติการศึกษา เพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม

    • จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี
    • จบระดับปริญญาตรีจาก คณะนิเทศศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • ปริญญาโทสายอสังหาริมทรัพย์ Real Estate Development MSc จาก University of Westminster ประเทศอังกฤษ

    ไลฟ์สไตล์ของ เพลง ชนม์ทิดา

    เพลง ชนม์ทิดา ชื่นชอบการขับเครื่องบิน โดยเธอนั้นได้เคยเข้าร่วมฝึกกับการบินพลเรือน ในหลักสูตรนักบินส่วนบุคคล และจบออกมาเป็นรุ่นที่ 72 (Sunny72)

    ผลงานในวงการบันเทิงของ เพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม  

    •  แค่ในใจก็พอ เป็นเพลงประกอบละครแค้นเสน่หา
    • ภาพยนตร์ และละคร เช่น ตุ๊กแกรักแป้งมาก, My Melody 360 องศารัก และ The Collector คนประกอบผี

    เพลง ชนม์ทิดา คู่หมั้น เป๊ก เศรณี ชาญวีรกูล 

    เพลง ชนม์ทิดา และ เป๊ก เศรณี ชาญวีรกูล
    เพลง ชนม์ทิดา และ เป๊ก เศรณี ชาญวีรกูล

    ความรักที่หวานชื่นของเพลง ชนม์ทิดา กับ เป๊ก เศรณี ชาญวีรกูล ลูกชายของ อนุทิน ชาญวีรกูล นั้น พาให้หลายคนเคลิ้มฝัน ด้วยภาพบรรยากาศเป๊กขอแต่งงานและหมั้นหมายกัน เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2567 หลังคบหาดูใจกันมา 6 ปี  เป็นบรรยากาศที่ต่างประเทศแบบเรียบง่าย แต่แสนจะโรแมนติก โดยเพลง ได้โพสต์ภาพในอินสตาแกรม หรือ IG ที่เป๊กมอบช่อดอกไม้ 70 ดอก เนื่องในวาระที่ทั้งคู่รักกันมาแล้ว 7 ปี เมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา 

    ล่าสุดเพลง สานต่อธุรกิจที่ พ่อเอ๋ ชนม์สวัสดิ์เคยสร้างไว้ คือโรงแรมสำหรับดูแลรถหรู ตลอด 24 ชั่วโมง แบบครบวงจร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2881231&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nZT6h0TIm5HCjmyAJJ5fV

  • โพลชี้คนไทยหนุนยุบสภาใน 4 เดือน แต่ต้องการแก้รธน. รายมาตรามากกว่า

    โพลชี้คนไทยหนุนยุบสภาใน 4 เดือน แต่ต้องการแก้รธน. รายมาตรามากกว่า

    7 ก.ย. 2568 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “ยุบสภาในสี่เดือนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-5 กันยายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อข้อเสนอให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรภายในสี่เดือน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรภายในสี่เดือนพบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 59.24 ระบุว่า ควรยุบสภาฯ โดยเร็วที่สุด ไม่ต้องรอสี่เดือน รองลงมา ร้อยละ 27.17 ระบุว่า เห็นด้วยกับการยุบสภาฯ ภายในสี่เดือน ร้อยละ 9.54 ระบุว่า ไม่ควรยุบสภาฯ แต่ควรรอให้สภาฯ ชุดนี้หมดวาระในปี 2570 ร้อยละ 2.52 ระบุว่า ควรยุบสภาฯ ภายในหกเดือน ร้อยละ 0.92 ระบุว่า ควรยุบสภาฯ ภายในหนึ่งปี และร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ด้านความต้องการของประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 37.56 ระบุว่า ต้องการมาก รองลงมา ร้อยละ 28.17 ระบุว่า ไม่ต้องการเลย ร้อยละ 21.76 ระบุว่า ค่อนข้างต้องการ ร้อยละ 9.99 ระบุว่า
    ไม่ค่อยต้องการ และร้อยละ 2.52 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามความคิดเห็นของผู้ที่ระบุว่าต้องการมากและค่อนข้างต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
    (จำนวน 777 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับรูปแบบการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนต้องการ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 74.39 ระบุว่า ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา รองลงมา ร้อยละ 24.71 ระบุว่า ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และร้อยละ 0.90 ระบุว่า ไม่ตอบ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.70
    มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/857445/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WFgqwZKk8uGRT7qqGLoo4

  • ‘คณะสงฆ์-ชาวเชียงใหม่’ ถกทางออก เร่งกู้คืนวิกฤตศรัทธาชาวพุทธ

    ‘คณะสงฆ์-ชาวเชียงใหม่’ ถกทางออก เร่งกู้คืนวิกฤตศรัทธาชาวพุทธ

    กระแสข่าวด้านลบเกี่ยวกับพระสงฆ์ที่ในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงกันในสังคมจนเรียกได้ว่าเป็น วิกฤติศรัทธาชาวพุทธ เนื่องจากประชาชนเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับการไหว้พระทำบุญหรือบริจาคเงินให้กับวัด รวมถึงห่วงความพระพุทธศาสนาในประเทศไทยจะย่ำแย่ลงจากพระสงฆ์ที่กระทำผิดทั้งทางโลกและทางธรรม

    สำหรับจังหวัดเชียงใหม่นับว่าเป็นอีกหนึ่งจังหวัดใหญ่ในภาคเหนือที่มีวัดอยู่จำนวนมากทั้งพื้นที่ตัวเมืองและพื้นที่รอบนอก และเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่เป็นพื้นที่ที่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาขนาดใหญ่หลายกิจกรรม ซึ่งตอนนี้ทางฝั่งคณะสงฆ์ในจังหวัดเชียงใหม่ก็ได้ทราบถึงประเด็นปัญหาดังกล่าวแล้ว จึงได้มีการประชุมพูดคุยเพื่อที่จะทำให้ข้อสงสัยของสังคมคลี่คลายและทำให้วัดมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

    The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo05.jpg

    หนึ่งในการประชุมที่เกิดขึ้นในห้วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาคือ การประชุมสัญจร ระดับวัด เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส มีพระสังฆาธิการ เจ้าคณะตำบลทุกตำบล พระเลขานุการเจ้าคณะ ในเขตปกครองคณะสงฆ์อำเภอเมืองเชียงใหม่ เข้าร่วมประชุมใหญ่ รวมพระสงฆ์จากวัดต่างๆ กว่า 300 แห่ง จำนวนกว่า 300 รูป โดยมีพระเดชพระคุณพระเทพมังคลาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุม

    หนึ่งในเรื่องสำคัญที่ได้มีการเน้นย้ำเป็นพิเศษคือ เรื่องแนวปฏิบัติการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร การเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของวัด และแนวทางการจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่าย รายงานเงินสดคงเหลือของวัด หรือระบบบัญชีมาตราฐานของวัด ซึ่งวัดจะต้องเริ่มต้นทำบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo06.jpg

    พระครูปลัดธีร์นวัช ญาณสิทธิวาที เจ้าอาวาสวัดยางกวง กล่าวว่า เวลามีเรื่องราวที่ไม่ดีเกี่ยวกับพระสงฆ์และพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องธรรมดาที่พระหรือเณร รู้สึกตกใจและรู้สึกไม่ดีอยู่บ้าง แต่จากการศึกษาร่ำเรียนธรรมะของพระพุทธองค์มาก็ไม่ได้ทำให้กำลังใจตกต่ำมากมายนัก แต่เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้พระสงฆ์สามเณรหลายรูปที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาโดยตลอด อาจจะมีกำลังใจที่ลดทอนลงไปเล็กน้อย 

    เวลาที่ชาวพุทธได้ยินข่าวที่ไม่ดีก็ต้องมีการแยกแยะ ทุกสรรพสิ่งย่อมเป็นไปตามกรรมเป็นไปตามการกระทำของบุคคลคนนั้น เพราะฉะนั้นก็แยกแยะตามการกระทำของบุคคลนั้น อะไรที่เป็นอกุศลกรรมของคนอื่นเขาก็เป็นไปตามวิบากกรรมของคนนั้นไป

    The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo01.jpg

    “อย่างไรก็ตามชาวพุทธในประเทศไทยกับวัดก็ตัดกันไม่ขาดวัดแทบจะเป็นรากฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่เด็กจนโต  วัดมีบทบาทหน้าที่หลายอย่างในสังคมของเรามาก จะว่าวัดไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยเป็นไปไม่ได้ วัดหลายแห่งเป็นมากกว่าวัด นอกจากเป็นที่ทำบุญสงบจิตสงบใจแล้วยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับเยาวชน หรืออาหารจากการบิณฑบาตก็สามารถหล่อเลี้ยงเด็กหรือบุคคลที่ยากไร้ได้ อยากให้ทุกคนได้มองมุมมองนี้ด้วยอยากจะให้แยกแยะอะไรดีเราช่วยกันส่งเสริมอะไรไม่ดีก็ต้องช่วยกันแก้ไขและพัฒนา” พระครูปลัดธีร์นวัช กล่าว

    ด้าน วัลลภ นามวงศ์พรหม รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เมื่อมีข่าวด้านลบเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาก็จะกระทบจิตใจของชาวพุทธอยู่แล้ว ใครที่ติดตามข่าวสารก็อาจจะมีผลต่อการตัดสินใจทำบุญไหว้พระ ส่วนใครที่ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารก็ยังคงทำตามปกติแบบที่เคยทำมา

    The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo02.jpg

    “ต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมามีข่าวไม่ดีเยอะมากและเป็นข่าวใหญ่ สิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดก็มีให้เห็น เช่น วัดดังๆ ที่มีผู้ศรัทธาจำนวนมากก็กลับทำไม่ดี เป็นเหตุให้คนตกใจและผิดหวัง ในตอนนี้เราต้องมามองถึงแนวทางการป้องกันและแก้ไขแล้วเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา หนึ่งในสิ่งที่ตนคิดว่าควรทำคือ พระสงฆ์ควรจะเน้นทางธรรมมากขึ้น ทำหน้าที่ของพระสงฆ์ให้ดี เรื่องเกี่ยวกับเงินควรจะลดลงบ้าง”

    ส่วนที่มีกระแสว่าพระในภาคเหนือมักจะออกสาวนั้น วัลลภ กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าคงไม่ใช่แค่ภาคเหนือน่าจะมีทั่วประเทศ แต่ประเด็นคือการที่ท่านสามารถบวชมาได้แสดงว่ามีการคัดกรองมาแล้วว่าผ่านข้อกำหนดต่างๆ ที่มี ซึ่งหากบวชแล้วอยู่ในแนวทางไม่ได้สร้างเรื่องที่ไม่ดี หรือล่อแหลมก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ทั้งนี้ก็อยู่ที่ว่าคนจะมองอย่างไร แต่หากมาดูในความเป็นจริงวัดไหนที่มีคนบอกว่ามีพระมีท่าทางออกสาวกว่าพระทั่วไปวัดนั้นค่อนข้างจะสะอาด พัฒนาได้ดีเจริญขึ้น แต่อีกมุมหากออกท่าทางไม่เหมาะสมจนเกินไปก็ต้องตักเตือนกันไป

    The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ขณะที่ ดร.ชญานิตย์ ยิ้มสวัสดิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาสังคมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองว่า ในมุมมองเชิงสังคมวิทยาของศาสนาสะท้อนให้เห็นว่าศาสนาไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อ แต่ยังคงเป็นสถาบันทางสังคมที่มีบทบาททางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม เมื่อสถาบันทางศาสนาเกิดปัญหา ย่อมสั่นคลอนต่อความเชื่อถือของประชาชนทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความชอบธรรม และนำไปสู่การปฏิวัติเชิงโครงสร้าง เช่น การจัดการทรัพย์สินวัด การกำกับพฤติกรรมสงฆ์ การสร้างพื้นที่ทางศาสนาที่มีความโปรงใส่มากยิ่งขึ้น

    “หากพูดถึงจริยศาสตร์และศีลธรรมสาธารณะ พระสงฆ์ถูกคาดหวังว่าเป็นต้นแบบทางศีลธรรม หากเกิดการทุจริตหรือทำผิดศีลธรรมย่อมก่อให้เกิดการทำลายทุนทางสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาในสังคมไทย และสิ่งนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า “เราควรแยกคำสอน ออกจากตัวบุคคลหรือไม่” ความศรัทธาควรถูกผูกไว้กับบุคคล หรือ หลักธรรมทางศาสนา และแน่นอนว่า มุมมองของคนรุ่นใหม่ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่ของความผูกพันทางวัฒนธรรมกับศาสนาพุทธมากกว่าการเลือกผูกพันส่วนบุคคล ซึ่งคนรุ่นใหม่จัดอยู่ในกลุ่มคนไม่มีศาสนาเพิ่มมากขึ้น”

    ดร.ชญานิตย์ กล่าวต่อว่าทั้งนี้แนวโน้มในการปฏิรูปศาสนาควรจะต้องปฏิรูป 3 ระดับ ทั้งโครงสร้างสถาบัน ว่าด้วยเรื่องกฎหมายคณะสงฆ์ ด้านพฤติกรรมปัจเจกที่จะต้องยกระดับมาตรฐานพระสงฆ์ในการครองเพศบรรพชิต และการศึกษาวัฒนธรรมที่สร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ว่าศาสนาไม่ใช่เครื่องมือยึดเหนี่ยว แต่ต้องเป็นพื้นที่สร้างสรรค์เชิงคุณค่าร่วมกัน

    ในส่วนของการทำบุญน่าจะไม่หายไปทั้งหมด แต่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางของการทำบุญ โดยในมุมมองเชิงวิชาการ ศรัทธาในศาสนาพุทธกำลังเคลื่อนจาก การศรัทธาต่อสถาบันไปเป็นศรัทธาเชิงเลือกสรร ที่ประชาชนจะเลือกทำบุญกับวัดหรือพระที่ไว้ใจได้เท่านั้น รวมถึงมีแนวโน้มว่า วัดที่โปร่งใส มีพระสงฆ์ต้นแบบ จะได้รับเงินบริจาคมากขึ้น แต่วัดที่มีภาพลบ จะถูกลดความสำคัญลง และระยะยาวการทำบุญจะเปลี่ยนไปสู่โครงการกุศลที่โปร่งใส และมีผลกระทบทางสังคม เช่น การศึกษา สิ่งแวดล้อม

    หากมามองในระดับพฤติกรรมปัจเจก จะทำให้คนรุ่นใหม่ มีความรู้สึกว่า ไม่อยากสนับสนุนระบบที่ไม่โปร่งใส่ คนทำบุญที่วัดอาจจะลงลงบางส่วน แต่ไม่หายไปทั้งหมด เพราะแรงจูงในของการทำบุญต่างกัน ในระดับของชุมชน และวัฒนธรรม ยังคงกระทบน้อยเพราะว่าในสังคมไทย การทำบุญยังเป็นวัฒนธรรมและประเพณีที่ฝังรากลึก ซึ่งประเพณีเหล่านี้ยังคงอยู่ เพราะเป็นพิธีกรรมร่วมสังคม ส่วนในระดับโครงสร้างสถาบัน ถ้าเกิดกระแสข่าวลบอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการจัดการหรือแก้ไข อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำบุญ จากทำบุญกับวัด ไปเป็นการทำบุญกับมูลนิธีองค์กรการกุศล และการถวายเงินสด จะกลายไปเป็นการทำบุญกับโครงการที่โปร่งใสตรวจสอบได้แทน

    The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ดร.ชญานิตย์ กล่าวอีกว่า สำหรับทางออกระยะสั้น ควรเพิ่มความโปร่งใสในสถาบันสงฆ์ จัดให้มีการตรวจสอบการเงินวัดแบบเปิดเผยมีการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย หรือมีหน่วยงานอิสระเข้ามาควรคุม หรือบริหารจัดการการเงินของสงฆ์  ในด้านของพระสงฆ์ก็ควรให้มีการส่งเสริมพระสงฆ์ต้นแบบ ที่ทำงานเพื่อสังคม รวมถึงใช้สื่อสมัยใหม่ในการเผยแพร่ส่งเสริมให้มีการแยกศรัทธาในหลักธรรม ออกจากศรัทธาในตัวบุคคลให้มากขึ้น

    ส่วนระยะยาว ควรให้มีการปฏิรูปคณะสงฆ์ แยกบทบาท ฝ่ายศาสนา ออกจาก ฝ่ายบริหารจัดการ เพื่อป้องกันการทุจริต ทบทวน พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ให้สอดคล้องกับสังคมยุคใหม่ให้มากขึ้น  พัฒนาการศึกษาเชิงพุทธในศตวรรษใหม่ให้เกิดขึ้น โดยปรับหลักสูตรในโรงเรียนจากการสอน ศรัทธา มาเป็นการสอนเชิงวิพากษ์ เปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เรียนรู้ศาสนาเชิงเปรียบเทียบ และด้านจิตวิญญาณร่วมสมัย ใช้พุทธศาสนาเป็น รากฐานคุณด่าของสังคมยังยืน เช่น เมตตาธรรมกับสิ่งแวดล้อม ความพอเพียงทางเศรษฐกิจ

    พร้อมๆ กับส่งเสริมบทบาทของศาสนาในฐานะทุนวัฒนธรรม ที่รักษาปรับประเพณีให้เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับสังคมปัจจุบัน ให้ศาสนากลายเป็นเครื่องมือสร้างชุมชนเข้มแข็ง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ รวมถึงการตีความศาสนาในยุคใหม่ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือทางพิธีกรรม แต่ควรเป็นพื้นที่คุณค่าร่วม ที่ตอบโจทย์โลกใหม่ เช่นความยุติธรรมทางสังคม การอยู่ร่วมกันอย่างหลากหลาย การพัฒนาอย่างยั่งยืน ใช้หลักการพุทธปรัชญาเป็นกรอบคิดใหม่ในการแก้ปัญหาโลก เช่น โลกร้อน ความเหลื่อมล้ำ หรือแม้กระทั่ง จริยธรรมด้าน AI ฯลฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/the-sangha-and-chiang-mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-the-crisis-of-faith-in-buddhists&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Beb1oCBT4jF–wg_Godbs

  • เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการการศึกษา

    เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการการศึกษา

    ดร.สุทิน แก้วพนา เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการการศึกษาในระดับภาคและกลุ่มจังหวัด

    เมื่อวันเสาร์ที่ 6 กันยายน 2568 เวลา 08.30 น. นายสุทิน แก้วพนา สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดแพร่ กลุ่มการศึกษา เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการการศึกษาในระดับภาคและกลุ่มจังหวัด โดยมี นายสุทิน จันทรวรเชตต์ ศึกษาธิการจังหวัดแพร่ เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดการประชุมฯ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ (กศจ.แพร่) สมัชชาการศึกษาจังหวัดแพร่ คณะทำงานสมัชชาการศึกษาจังหวัดแพร่ หน่วยงานทางการศึกษาจังหวัดแพร่ และผู้แทนจากสำนักงานศึกษาธิการภาค 16เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องประชุมนคราพาวิเลียน โรงแรมแพร่นครา ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่

    ในการนี้ นางอนงค์รักษ์ กันธิยาใจ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแพร่ มอบหมายให้ นางสาวนราภัทร กอบกำ นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ ร่วมการประชุมดังกล่าวฯ

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/prae/3763086/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wQYhddBPFeiE19yyAwtL8

  • ซินโครตรอน วิเคราะห์แม่น้ำกก จ.เชียงราย ด้วยเทคนิคใหม่ขั้นสูง

    ซินโครตรอน วิเคราะห์แม่น้ำกก จ.เชียงราย ด้วยเทคนิคใหม่ขั้นสูง

    วันอาทิตย์ ที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.27 น.

    ซินโครตรอน วิเคราะห์แม่น้ำกก จ.เชียงราย ด้วยเทคนิคใหม่ขั้นสูง

    นักวิทยาศาสตร์สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ใช้เทคนิคการวิเคราะห์ด้วยแสงซินโครตรอน เพื่อวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำกก จ.เชียงราย พบระดับสารหนูชนิดที่ละลายในน้ำไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานกรมควบคุมมลพิษ ผลการตรวจวิเคราะห์เผยแนวโน้มว่าสามารถบำบัดการปนเปื้อนของสารหนู และโลหะหนักในแม่น้ำกก ก่อนนำไปใช้เพื่อการอุปโภคและบริโภคได้

    ดร.สุทธิพงษ์ วรรณไพบูลย์ นักวิทยาศาสตร์ระบบลำเลียงแสง 2 และหัวหน้าส่วนศึกษาโครงสร้างผลึก สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าวว่า “สถาบันฯ ได้รับตัวอย่างน้ำที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายเก็บมาจากแม่น้ำกก จ.เชียงราย โดยเก็บตัวอย่างตั้งแต่ช่วงสะพานพญาเม็งรายถึงสะพานข้ามแม่น้ำกก พร้อมด้วยตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำสาขาของแม่น้ำกก 2 สาขา คือ แม่น้ำกรณ์ และแม่น้ำลาว และตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำโขง 2 บริเวณ คือ บริเวณแม่น้ำโขงก่อนแม่น้ำกกไหลมาบรรจบ และบริเวณแม่น้ำโขงหลังแม่น้ำกกไหลมาบรรจบแล้ว”

    “ทั้งนี้มีรายงานการศึกษาว่าตัวอย่างในแม่น้ำกกมีปริมาณสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งเมื่อทางสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนได้รับโจทย์ในการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำกก จึงวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า ปริมาณสารหนูที่เกินมาตรฐานนั้นเป็นสารหนูที่พบในองค์ประกอบใดของน้ำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการหาแนวทางการบำบัดน้ำต่อไป โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ได้แยกองค์ประกอบน้ำออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นน้ำใสซึ่งกรองเอาตะกอนออกแล้ว และส่วนที่เป็นตะกอนแขวนลอยในน้ำแล้วใช้เทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์แบบสะท้อนกลับหมด (Total reflection XRF, TXRF) ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ที่ติดตั้ง ณ ระบบลำเลียงแสงที่ 7.2W เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงปริมาณ โดยสามารถวัดตัวอย่างที่ความเข้มข้นต่ำได้ถึงระดับ 1 ppb หรือวัดตัวอย่างได้ละเอียดกว่าเทคนิค XRF โดยทั่วไปถึง 100 เท่า”

    “ผลจากการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำด้วยเทคนิค Synchrotron-based TXRF พบว่า สารละลายน้ำที่ได้จากการแยกตะกอนแขวนลอยออก มีปริมาณการปนเปื้อนของสารหนูน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดินที่กรมควบคุมมลพิษกำหนดไว้ ส่วนตะกอนแขวนลอยมีปริมาณสารหนูสูงกว่าเกณฑ์ แต่เมื่อวิเคราะห์ตะกอนแขวนลอยด้วยเทคนิค XAS พบว่า เป็นสารหนูชนิดอาร์เซเนต As(V) มากกว่า 95% ซึ่งเป็นสารหนูที่มีความเสถียรสูงกว่าและมีความเป็นพิษน้อยกว่าสารหนูชนิดอาร์เซไนต์ As (III) ที่ละลายน้ำได้ดี ซึ่งกระบวนการบำบัดน้ำตามปกติจะสามารถแยกสารหนูชนิดอาร์เซเนตออกจากตะกอนแขวนลอยได้”

     “นอกจากนี้หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ยังให้ทุนสนับสนุนแก่ สถาบันฯ ร่วมกับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ในการตรวจวิเคราะห์ดินตะกอนแม่น้ำกกพร้อมดินริมฝั่งแม่น้ำกกตลอดสายรวม 40 จุด พบว่ามีปริมาณการปนเปื้อนของสารหนูสูง แต่ส่วนใหญ่พบในรูปอาร์เซเนต (84%) ที่มีความเป็นพิษต่ำกว่า และพบการปนเปื้อนของอาร์เซไนต์ในบางตัวอย่าง คิดเป็นภาพรวมโดยเฉลี่ย 16%”

    “โดยสรุปผลจากการตรวจวิเคราะห์ด้วยเทคนิคแสงซินโครตรอนที่สามารถชี้เฉพาะเจาะจงได้ในครั้งนี้ จะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่คลายความกังวลได้บ้าง เนื่องจากสารหนูชนิดที่เป็นพิษสูงที่ละลายน้ำนั้นยังอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ และสารหนูที่พบในตะกอนดินส่วนใหญ่เป็นชนิดที่มีความเสถียรสูง และสามารถแยกออกจากตะกอนดินได้ ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการหาแนวทางในการบำบัดการปนเปื้อนของน้ำในแม่น้ำกก ก่อนนำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคได้ต่อไปในอนาคต” ดร.สุทธิพงษ์ วรรณไพบูลย์ กล่าวสรุป  

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/445467&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NI3raxKKSNlbLxoy7jggM