Category: วัฒนธรรม

  • สภาพัฒน์ เตือนกับดัก ‘หนี้วนลูป’ เสี่ยงสูง- แก้ยาก – ฉุด GDP ประเทศ

    สภาพัฒน์ เตือนกับดัก ‘หนี้วนลูป’ เสี่ยงสูง- แก้ยาก – ฉุด GDP ประเทศ

    “สภาพัฒน์” ชี้เศรษฐกิจไทยติดวงจรหนี้วนลูป แก้ยาก ฉุดจีดีพีโตต่ำ ภาวะหนี้สูงทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้ธุรกิจ หนี้สาธารณะ ชี้หนี้ธุรกิจช่วง 10 ปี

        สายงานเศรษฐกิจมหภาค สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดงานเสวนาประจำปี 2568 ในหัวข้อ “เจาะลึกภาวะหนี้สิน ภาคธุรกิจไทย” เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2568 โดยมีการนำเสนอสถานการณ์หนี้แต่ละกลุ่มของไทยเพื่อหาทางแก้ปัญหา

        นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการ สศช.กล่าว่า ปัญหาหนี้ที่อยู่ระดับสูงของไทยเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบและเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวเศรษฐกิจประเทศ ในปัจจุบันภาวะหนี้อยู่ระดับสูงมากเมื่อเทียบกับทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้ภาคธุรกิจและหนี้สาธารณะ

        ทั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวล คือ ระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงขึ้นตั้งแต่หลังโควิด-19 ทั้งหนี้ครัวเรือนโดยเฉพาะครัวเรือนเปราะบาง รวมถึงหนี้ภาคธุรกิจที่มี NPL และหนี้เฝ้าระวัง (SM) สูงขึ้น เมื่อรวมปัจจัยผลกระทบจากการขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐ และการชะลอตัวเศรษฐกิจที่จะเห็นชัดตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีนี้ ทำให้มีความเสี่ยงระดับหนี้สูงขึ้น และความสามารถชำระหนี้ รวมทั้งคุณภาพสินเชื่อจะลดลง

        ขณะที่ระดับหนี้ภาครัฐที่วัดจากระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพี มีสัญญาณเพิ่มขึ้นและมีความท้าทายที่จะรักษาระดับหนี้ไม่ให้เกินเพดาน 70% ซึ่งคำแนะนำขององค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แนะนำว่าไทยไม่ควรขยายระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้น แต่ควรเพิ่มศักยภาพการจัดเก็บรายได้ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ

        อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของหนี้สินและ NPL ในไทยกำลังสร้างวงจรที่กระทบเศรษฐกิจไทยหลายมิติ โดยนักวิชาการเรียกปัญหานี้ว่า “Diabolic Loop” ซึ่งเป็นวังวนปัญหาที่เกิดจากระดับหนี้ที่สูง แล้วก่อหนี้เพื่อแก้ปัญหา และระดับหนี้ที่สูงทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ ทำให้ต้องก่อหนี้มากระตุ้นหรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

        “การแก้ไขปัญหาที่เป็น Diabolic Loop เป็นเรื่องยากและซับซ้อน ต้องใช้เวลาดำเนินการ และเป็นความท้าทายระดับมหภาคที่สำคัญ เพราะเป็นวัฎจักร vicious circle หรือวงจรอุบาทว์ที่วนเวียนกลับไปปัญหาเดิม เมื่อหนี้สูงและจีดีพีไม่เติบโตเศรษฐกิจไม่ดีนำไปสู่ปัญหาใหม่และวนมากระทบจีดีพี”

        ทั้งนี้ การแก้ปัญหาหนี้แบบง่าย เช่น การขยายสินเชื่อหรือการกู้เงิน ทำได้ยากขึ้นเพราะสถาบันการเงินระวังปล่อยสินเชื่อขึ้น ดังนั้นการเพิ่มรายได้ให้ประชาชนจึงเป็นทางออกในการเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ แต่มาตรการเหล่านี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการระยะสั้น ซึ่งมาตรการระยะสั้นทำได้เพียงประคองภาวะเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอลงมากกว่าที่เป็นอยู่

        ฝากรัฐบาลใหม่ระมัดระวังก่อหนี้

        สำหรับมาตรการทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่นั้นควรให้ความสำคัญควรอยู่บนพื้นฐานการไม่สร้างภาระหนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นภาระการคลังระยะยาว เพราะขณะนี้หากจะกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ภาวะหนี้สินยังสูงการกระตุ้นเศรษฐกิจจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร ดังนั้นนอกจากมาตรการระยะสั้นที่จะออกมาควรให้ความสำคัญกับมาตรการที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง ได้แก่

        1.การรณรงค์ใช้สินค้าไทยและเที่ยวในประเทศ เพราะการส่งออกไปตลาดใหญ่อย่างสหรัฐเจอกีดกันการค้าและกระแส “Mercantilism” ส่วนจะหันไปพึ่งตลาดจีนก็ยากเพราะจีนได้เปรียบทุกด้าน ดังนั้นหากรัฐบาลให้ความสำคัญกับมาตราการลดการนำเข้าและเพิ่มการบริโภคในประเทศจะช่วยประคองเศรษฐกิจได้

        “ในอดีตเคยใช้มาตรการ Made in Thailand ประสบความสำเร็จทำให้เกิดการผลิตและบริโภคในประเทศ ช่วยให้เศรษฐกิจมีแรงขับเคลื่อนมากขึ้น”

        2.ด้านการส่งออกต้องหาตลาดใหม่ รวมทั้งส่งเสริมตลาดและสินค้าที่ส่งออกได้เพิ่ม โดยเฉพาะจากมาตรการทางภาษีที่มีผลบังคับใช้ ซึ่งสินค้าหลายชนิดของไทยมีโอกาสส่งออกได้เพิ่ม เพราะบางสินค้าไทยได้รับอัตราภาษีตำกว่าทำให้มีโอกาสส่งออกเพิ่ม

        สำหรับขณะนี้การส่งออกเผชิญมาตรการภาษีและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยผู้ส่งออกอยู่ภาวะยากลำบากจากการถูกสหรัฐเก็บภาษี ซึ่งรัฐบาลควรหาวิธีช่วยลดต้นทุน ลดภาระ และอำนวยความสะดวก และไม่ควรออกมาตรการที่เพิ่มภาระ เช่น มาตรการค่าแรง

        แนะปรับมาตรการแก้หนี้ให้ตรงกลุ่ม

        3.การช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ต้องได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ แต่ปัญหาอยู่ที่ธนาคารจำกัดกลุ่มการปล่อยกู้ให้เฉพาะรายใหญ่ ซึ่งทำให้ SME รายเล็กยิ่งแย่ลง

        ทั้งนี้ ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา SME ที่เป็น NPL เพิ่มขึ้น โดยมาตรการที่จะช่วยเหลือลูกหนี้ไม่ควรเป็นแบบ “One size fits all” ซึ่งต้องปรับแต่งมาตรการให้เหมาะกับแต่ละกลุ่ม และไม่ใช่มาตรการแบบเดียวจะใช้แก้ปัญหาหนี้ได้ทั้งหมด

        สินเชื่อธุรกิจจำกัดกลุ่มปล่อยรายใหญ่ 90%

        นอกจากนี้ สศช.ได้นำเสนอผลงานทางวิชาการเรื่อง “ภาวะหนี้และคุณภาพสินเชื่อภาคธุรกิจไทย” โดยนางสาวสาลินี บุญตน และนางสาวพรทิพา แซ่เอี๋ยว นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษกองยุทธศาสตร์และการวางแผนเศรษฐกิจมหภาค สศช.

        ทั้งนี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจระบุว่าการปล่อยสินเชื่อสำหรับภาคธุรกิจไทยกระจุกตัวมาก โดยธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีวงเงินสินเชื่อตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ได้รับการปล่อยกู้จากสถาบันการเงินสูงถึง 90% ของสินเชื่อทั้งระบบ ในขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กที่เป็นซุปเปอร์ไมโครเอสเอ็มอีจนถึงระดับธุรกิจขนาดกลาง ซึ่งมีวงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 500 ล้านบาทลงมา ได้รับสินเชื่อรวมกันไม่ถึง 10% ของวงเงินสินเชื่อทั้งหมด

        สำหรับสถิติดังกล่าวสะท้อนความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการประเมินความเสี่ยงที่สูงขึ้น และข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลเครดิตที่ครบถ้วน

       เอสเอ็มอีรายย่อย NPL สูงขึ้นเรื่อยๆ

        สถานการณ์หนี้ที่ผิดนัดชำระ (NPL) เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนจากในอดีต โดยหากช่วงปี 2567 หนี้เสียส่วนใหญ่เกิดจากธุรกิจที่มีวงเงินสินเชื่อสูง แต่ปัจจุบันธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางเริ่มผิดชำระหนี้สูงขึ้นต่อเนื่อง โดยสัดส่วน NPL กว่า 60% เกิดขึ้นในธุรกิจขนาดซุปเปอร์ไมโครเอสเอ็มอี

        “การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่รายเล็กกำลังอยู่รอดลำบาก ซึ่งหากไม่ได้รับแก้ไขเร่งด่วน อาจกระทบการจ้างงานและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว”

    ธุรกิจเล็ก NPL พุ่ง“ก่อสร้างไม่ฟื้น”

        ทั้งนี้เมื่อพิจารณาตามสาขาธุรกิจพบว่าในกลุ่ม 5 สาขาหลัก ได้แก่ การผลิต การก่อสร้าง การขนส่งและขายปลีก ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร และกิจการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจก่อสร้างยังมีสถานการณ์น่าเป็นห่วงด้วยยอดผิดนัดชำระหนี้ยังสูงต่อเนื่องหลังโควิด-19

        ในทางตรงข้าม ธุรกิจสาขาอื่นแสดงสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้นหลังโควิด-19 แต่เริ่มมีทิศทางด้อยลงช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยเห็นสัญญาณชัดตั้งแต่ปี 2567 สอดคล้องการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

        รวมทั้งสิ่งที่น่าวิตกคือเมื่อจำแนกการวิเคราะห์ตามขนาดวงเงินสินเชื่อ พบว่าบัญชีสินเชื่อที่มีวงเงินสินเชื่อขนาดเล็ก (ต่ำกว่า 20 ล้านบาท) มีสัดส่วนสินเชื่อผิดนัดชำระเพิ่มขึ้นทุกสาขาการผลิตสะท้อนว่าธุรกิจขนาดเล็กมีความเสี่ยงมากในการทำธุรกิจระยะต่อไป

        “ผลการศึกษาทำให้เห็นความเปราะบางของธุรกิจขนาดเล็กที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่หลังโควิด-19 และอาจส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการฟื้นตัวเศรษฐกิจระยะต่อไปที่เศรษฐกิจชะลอเนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กที่สำคัญทั้งมิติเศรษฐกิจและการจ้างงานรวมถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้ความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ สถาบันการเงินและภาคเอกชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจแข็งแกร่งยั่งยืน”

           5 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

         จากผลการศึกษาเรื่องหนี้ของภาคธุรกิจ สภาพัฒน์ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา 5 ข้อ ได้แก่

        1.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางข้อมูลในภาคการเงิน โดยเชื่อมระบบฐานข้อมูล เช่น ข้อมูลการขึ้นทะเบียนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ข้อมูลชำระภาษี รวมถึงการใช้ประโยชน์จากโครงการ Your Data และปรับปรุง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต

        2.ดำเนินมาตรการแก้ปัญหาคุณภาพสินเชื่อแบบเจาะจง โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับพฤติกรรมแต่ละขนาดธุรกิจ เพราะมีผลทั้งมิติขนาดธุรกิจและประเภทธุรกิจ

        3.เร่งตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) เพื่อยกระดับกลไกการค้ำประกันสินเชื่อให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนและลดต้นทุนทางการเงินให้ผู้ประกอบการ

        4.ยกระดับและพัฒนาศักยภาพธุรกิจขนาดเล็กผ่านการสนับสนุนทางการเงิน การพัฒนาองค์ความรู้และทักษะการบริหารจัดการ การส่งเสริม e-commerce และการสร้างเครือข่ายธุรกิจกับบริษัทใหญ่

        และ 5.ส่งเสริมบทบาทธุรกิจขนาดใหญ่ ในการช่วยเหลือและพัฒนาธุรกิจขนาดเล็กสาขาเดียวกัน ทั้งสนับสนุนการเงิน องค์ความรู้และเชื่อมซัพพลายเชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470215&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z6Gqss9EaLXMqpI9vi9NG

  • อาร์ทีบีฯ ต้อนรับการมาถึงของ iPhone 17 Series เปิดตัวเคส UNIQ และฟิล์ม OPTIX ปกป้องเหนือชั้น …

    อาร์ทีบีฯ ต้อนรับการมาถึงของ iPhone 17 Series เปิดตัวเคส UNIQ และฟิล์ม OPTIX ปกป้องเหนือชั้น …

    ฟิล์มกระจกนิรภัยคุณภาพสูงจาก OPTIX ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องนวัตกรรมใหม่ของ iPhone 17 Series โดยเฉพาะ พร้อมจัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ เอาใจแฟน ๆ ที่ซื้อเคสและฟิล์มกันรอยในช่วงเปิดตัว.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.iphone-droid.net/rtb-iphone-17-series/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07CzhOTER4q6BKvDvXma_r

  • กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน รับฟังและติดตามผลภารกิจสถานการณ์ความมั่นคงพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว | เดลินิวส์

    กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน รับฟังและติดตามผลภารกิจสถานการณ์ความมั่นคงพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว | เดลินิวส์

    กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน รับฟังและติดตามผลภารกิจสถานการณ์ความมั่นคงพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว

    กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน เพื่อรับฟังและติดตามผลดำเนินงาน ภารกิจสถานการณ์ความมั่นคงพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว ของส่วนสถานการณ์ในพื้นที่ ณ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จ.หนองคาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5106517/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1n3qQY8_q8RC03rjyyZ7_q

  • นายกฯ สั่งลุย แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน ดึงลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว

    นายกฯ สั่งลุย แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน ดึงลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว

    การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่จากรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สู่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งจะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีชั่วคราว

    โดยรัฐบาลชุดนี้้ได้มีการยกร่างโรดแมปเตรียมไว้แล้ว เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ 4 เดือน คาดว่าภายในเดือนนี้น่าจะได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา

    และเป็นที่น่าจับตาว่า หากสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการกระตุ้นการลงทุนและการบริโภค อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้

    ในขณะเดียวกันโครงการไหนที่มองว่าเป็นภาระงบประมาณประเทศนายอนุทินสั่งการให้พับแผนทันที จากการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ” พบว่าโครงการที่คาดว่าจะเดินหน้าต่อในสมัยรัฐบาลอนุทิน 17 โครงการ รวมวงเงิน 2.27 ล้านล้านบาท ซึ่งมีทั้ง โครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมและโครงการของกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้อง

    เข็นแลนด์บริดจ์เชื่อม 2 ท่าเรือ

    เริ่มจากโครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคม ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โครงการที่ยังคงผลักดันอย่างต่อเนื่อง คือ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ถึงแม้ว่ารัฐบาลนี้จะมีอายุเพียง 4 เดือน แต่ระยะยาวสามารถศึกษาดำเนินการได้ต่อเนื่อง

    ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ทำการจัดสัมมนาสรุปผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ทั้งหมด 3 ครั้ง

    โดยมีการจัดไปแล้ว 2 ครั้งที่จังหวัดระนองเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 และที่จังหวัดชุมพรเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568

    ตามแผนหลังจากสรุปผลการศึกษาในครั้งนี้จะใช้เวลาดำเนินการแล้วเสร็จภายในปีนี้ ในระหว่างที่ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) SEC ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร

    นอกจากนี้สนข.อยู่ระหว่างเตรียมเอกสารเพื่อประกาศประกวดราคา (ทีโออาร์) ใช้เวลาดำเนินการ 5-6 เดือน คาดว่าจะเริ่มเปิดประมูลให้เอกชนร่วมลงทุนและเริ่มก่อสร้างภายในปี 2569 คาดว่าจะเปิดให้บริการเฟสแรกได้ภายในปี 2573

    ส่วนการปรับลดมูลค่าการลงทุนของโครงการจากเดิมที่มีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านบาทเหลือ 9.97 แสนล้านบาทนั้น เพื่อสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้บริษัทที่ปรึกษามีการปรับระยะเวลาการก่อสร้างในการลงทุนใหม่

    ขณะเดียวกันจากการศึกษาในครั้งนี้ยังใกล้เคียงกับบริษัทที่ปรึกษาต่างชาติ ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของโลกที่ได้รับการยอมรับ

    อย่างไรก็ดีด้านการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) จะใช้รูปแบบ PPP Net Cost สัญญาสัมปทาน 50 ปี โดยการเปิดประมูลจะให้เอกชนรายเดียวเป็นผู้รับสัมปทานในการก่อสร้าง และบริหารงานพร้อมกันทั้งโครงการในสัญญาเดียว

    สำหรับเป้าหมาย โครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งและการค้าแห่งภูมิภาคและของโลก โดยเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ผ่านการสร้างท่าเรือนํ้าลึกสองฝั่ง และเชื่อมโยงด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น

    ทางรถไฟรางคู่ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) และระบบท่อ เพื่อเป็นเส้นทางขนส่งทางเลือกแทนการใช้ช่องแคบมะละกา

    สานต่อไฮสปีด-ทางคู่ เฟส 2

    “ฐานเศรษฐกิจ” ยังพบว่า มีอีกหลายโครงการของกระทรวงคมนาคมที่คาดว่านายอนุทินจะสานต่อ เนื่องจากเป็นโครงการสำคัญ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) วงเงิน 224,544 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา

    โดยอัยการสูงสุดได้ตอบกลับร่างแก้ไขสัญญาโครงการดังกล่าวมาที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แล้ว

    อย่างไรก็ดีจากการตรวจร่างสัญญาฯของอัยการสูงสุดพบว่าในรายละเอียดของร่างสัญญาส่วนใหญ่มากกว่า 95% ทางอัยการเห็นด้วยและไม่ได้มีการปรับแก้ไขร่างสัญญา

    แต่อีก 5% นั้น โดยทางอัยการสูงสุดมีความเห็นเพิ่มเติมว่าหากรัฐแก้ไขจะทำให้รัฐได้ประโยชน์มากกว่า ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนระหว่างเจรจาหารือกับเอกชนเพื่อหารือร่วมกันก่อนดำเนินตามขั้นตอนต่อไป

    ขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ระยะทาง 357.12 กิโลเมตร (กม.) กรอบวงเงินลงทุน 341,351.42 ล้านบาท ที่ผ่านมาครม.มีมติอนุมัติโครงการแล้ว

    ปัจจุบันรฟท. อยู่ระหว่างเตรียมการจัดทำร่างเอกสารประกวดราคา (TOR) โดยโครงการในเฟส 2 มีค่างานก่อสร้างโยธา 237,454.86 ล้านบา ซึ่งไทยจะดำเนินการเอง ทั้งหมดตั้งแต่การออกแบบการก่อสร้าง และการควบคุมงาน

    ด้านโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 เหลืออีก 6 เส้นทาง วงเงินรวม 2.97 แสนล้านบาท ที่จะขับเคลื่อนต่อเนื่อง

    จากเดิมเติมเต็มการเดินทางและเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ประกอบด้วย ช่วงปากนํ้าโพ-เด่นชัย วงเงิน 81,143 ล้านบาท, ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี วงเงิน 30,422 ล้านบาท

    และช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา วงเงิน 66,270 ล้านบาท, ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี วงเงิน 44,095 ล้านบาท

    ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ วงเงิน 68,222 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ วงเงิน 7,772 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างรอเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่เห็นชอบ

    ปิดจ็อบ “พระราม 2”

    ส่วนโครงการถนนพระราม 2 ที่ปัจจุบันมีหลายโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งที่ผ่านมาในช่วงที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นโควตาของพรรคภูมิใจไทยในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงผลักดันโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ปัญหาจราจรติดขัดให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

    และต่อมาในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจเข้ามากำกับดูแลในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้โครงการต่างๆบนถนนพระราม 2 ต้องจบภายในปี 2568 เพื่อลดอุบัติเหตุและอำนวยความสะดวกประชาชน

    แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการแล้วเสร็จ ปรากฎว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเสียก่อน

    สำหรับโครงการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ประกอบด้วย โครงการทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 (M82) ช่วงเอกชัย – บ้านแพ้ว วงเงิน 18,759 ล้านบาท

    โครงการก่อสร้างทางยกระดับทางหลวงหมายเลข 35 ช่วงทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน-เอกชัย วงเงิน 10,477 ล้านบาท โครงการเป็นงานก่อสร้าง ทางแยกต่างระดับบ้านแพ้ว วงเงิน 595 ล้านบาท

    โครงการทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก วงเงิน 30,437 ล้านบาท

    ปัจจุบันอยู่ระหว่างเร่งรัดการก่อสร้าง ซึ่งตามแผนคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในปลายปีนี้

    ลุยอู่ตะเภา-ขยาย3สนามบิน

    โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ศูนย์ซ่อมอู่ตะเภา แผนขยาย 3 สนามบินของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ฉายแววได้ไปต่อรอแค่ชงเข้าครม.ใหม่รับทราบ

    สำหรับโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่เกี่ยวข้องกับด้านการบินที่มีแนวโน้มจะได้ไปต่อในรัฐบาลนายกฯอนุทิน หลักๆจะมีโครงการลงทุนเร่งด่วน 5 โครงการ เตรียมชงครม.ใหม่รับทราบ

    โดยการลงทุนจะเป็นเงินของภาคเอกชน และทอท. ซึ่งไม่ต้องพึ่งพางบลงทุนจากรัฐบาล อีกทั้งโครงการเหล่านี้มีการเจรจา และทำแผนคืบหน้าไปมากแล้ว ประกอบกับเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ได้แก่

    1.โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก 2.โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา หรือ MRO อู่ตะเภา ในพื้นที่ 210 ไร่ ของสนามบินอู่ตะเภา

    3.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของทอท. 4.โครงการขยายสนามบินดอนเมืองเฟส 3 ของทอท. 5. โครงการพัฒนาสนามบินเชียงใหม่ของทอท.

    ขณะนี้ออกแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีแผนสร้าง อาคารใหม่เพื่อรองรับทั้งเที่ยวบินระหว่างประเทศและภายในประเทศ รวมถึงปรับปรุงภายในทั้งหมดและแก้ไขปัญหาจราจรหน้าสนามบิน ซึ่งคาดว่าจะนำแบบและงบประมาณเสนอครม.ต่อไป

    30 บาท-หวยเกษียณไปต่อ

    ขณะโครงการเกี่ยวกับสุขภาพประชาชน ของกระทรวงสาธารณสุข โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ของรัฐบาลแพทองธาร นายอนุทิน ต้องการสานต่อ เนื่องจากมีประโยชน์กับประชาชน ซึ่งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อให้ประชาชนผู้ใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท สามารถเข้ารับบริการสาธารณสุขที่หน่วยบริการใดก็ได้ทั่วประเทศ เพียงแค่ใช้ บัตรประชาชนใบเดียว ไม่ต้องใช้ใบส่งตัว

    โครงการนี้ช่วยให้เข้าถึงบริการสุขภาพได้ง่าย สะดวก รวดเร็วขึ้น ลดความแออัดในโรงพยาบาล และสามารถเลือกรักษาได้ตามความสะดวกที่ร้านยา คลินิก หรือโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ

    นายกฯ สั่งลุย แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน ดึงลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว

    นอกจาก 30 บาทรักษาทุกโรคในสมัยรัฐบาลทักษิณ นอกจากนี้ยังมีโครงการสลากกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ “หวยเกษียณ” วุฒิสภา ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ…เรียบร้อยแล้ว

    20บาทตลอดสาย ซอฟต์พาวเวอร์ไม่ได้ไปต่อ

    ส่วนโครงการเรือธงของรัฐที่ผ่านมามีหลายโครงการภายใต้รัฐบาลแพทองธาร ที่ยังดำเนินการไม่สำเร็จตามที่แถลงในสภาฯ ไว้ และไม่ถูกนำมาสานต่อในรัฐบาลใหม่ของนายอนุทิน ทั้งเงินดิจิทัล 10,000 บาท เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ของรัฐบาลชุดก่อนที่เตรียมให้ประชาชนได้ใช้ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายนนั้น

    และแม้ว่าในปัจจุบัน พบว่ามียอดผู้ลงทะเบียนพร้อมใช้สิทธิผ่านแอปทางรัฐกว่า 2.6 แสนราย และร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ตาม

    โดยนายอนุทินมองว่าหากทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์แน่ เพราะที่ผ่านมาบางโครงการดำเนินการแล้วพบว่ามีการขาดทุน ซึ่งเราต้องรักษาวินัยทางการเงินการคลังด้วย เพื่อให้โครงการสามารถอยู่รอดได้

    หากรัฐต้องหางบประมาณเพื่อมาชดเชยส่วนต่างทุกๆปีในการดำเนินการเพื่อซื้อกิจการคืนจากผู้ที่ลงทุนก็คงไม่ใช่

    นอกจากนี้ยังมี โครงการบ้านเพื่อคนไทย ที่ประเมินว่าอาจไม่ได้ไปต่อ

    อย่างไรก็ดีที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมมีแผนจะดำเนินการจับสลากผู้ที่ลงทะเบียนโครงการบ้านเพื่อคนไทย ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ภายในวันที่ 18 กันยายนนี้

    ทั้งนี้ในปัจจุบันพบว่ามีประชาชนลงทะเบียนผ่านการตรวจสอบจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) แล้ว กว่า 140,000 รายตามขั้นตอนเดิมการจับสลากของโครงการฯกระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้สำนักสลากฯ เป็นผู้ดำเนินการ โดยมุ่งเน้นความโปร่งใสในการจับฉลาก

    ตามแผนคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างและเปิดให้ประชาชนเข้าอยู่เฟสแรกได้ภายในปี 2569 ส่วนอีกหนึ่งนโยบายสวยหรูของรัฐบาลที่แล้ว

    แต่ถูกค้านโดยพรรคภูมิใจไทย คือ โครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่ต้องการปลุกปั้นให้เป็นเมกะโปรเจ็กต์ใหญ่ หวังสร้างรายได้เข้าประเทศ

    แต่เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ครม. มีมติถอนร่างออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร อีกหนึ่งนโยบายเรือธงของรัฐบาลชุดแล้ว

    ที่มีแนวโน้มจะไม่ได้ไปต่อ คือ การผลักดันให้ สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ หรือ Thailand Creative Culture Agency (THACCA) ซึ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ ของประเทศไทย ให้เป็นองค์การมหาชน

    โดยมีแผนจะผ่านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดตั้ง THACCA ให้แล้วเสร็จในช่วงต้นปี 2569 ซึ่งเมื่อจัดตั้งเป็นทางการแล้ว สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) จะถูกยุบรวมเข้ากับ THACCA

    และภารกิจซอฟต์พาวเวอร์ ทั้ง 11 ด้าน อาทิ อาหาร ภาพยนตร์ ดนตรี เกม แฟชั่น และอื่นๆ ที่เคยอยู่ในการดูแลของทุกหน่วยงานทั้งหมดจะโอนมาอยู่ที่นี่

    หากกฎหมายผ่าน THACCA จะมีรายได้จากหลายทาง ได้แก่ เงินทุนประเดิมจากรัฐบาล, เงินอุดหนุนผ่านงบประมาณ, เงินที่ได้จากคณะรัฐมนตรี, รายได้จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล, ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว, ผลตอบแทนการลงทุน, และเงินบริจาค

    โดยล่าสุดในงบประมาณปี 2569 มีการตั้งงบสำหรับขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของไทย รวมกว่า 4,044.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปี 2568 ซึ่งมีงบประมาณประมาณ 2.1 พันล้านบาท โดยงบประมาณนี้ส่วนหนึ่งจะจัดสรรให้ THACCA เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้ง 11 ด้าน เช่น

    หนังสือ เฟสติวัล อาหาร การท่องเที่ยว ดนตรี เกม กีฬา ศิลปะ ออกแบบ ภาพยนตร์/ซีรีส์ และแฟชั่น

    ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนแปลงรัฐบาลงบซอฟต์เพาเวอร์ ที่หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ตั้งเรื่องไว้ให้ THACCA ก็จะกลับมาเป็นงบประมาณของแต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่เดิม

    ซึ่งในทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบางหน่วยงาน ก็เริ่มส่งสัญญาณในการเบรคแผนใช้งบซอฟต์พาวเวอร์แล้ว เพื่อดูความชัดเจน รวมถึงอาจปรับแผนการใช้งบที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/638621&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gTjv-4U8HcKVrTqu_vOxt

  • ชายรวยที่สุดในโลก แซงอีลอนมัสก์ แต่งภรรยาคนที่ 6 อายุน้อยกว่า 47 ปี สวยขนาดไหน?

    ชายรวยที่สุดในโลก แซงอีลอนมัสก์ แต่งภรรยาคนที่ 6 อายุน้อยกว่า 47 ปี สวยขนาดไหน?

    มหาเศรษฐี “รวยที่สุดในโลก” แซงหน้าอีลอนมัสก์ แต่งภรรยาคนที่ 6 อายุน้อยกว่า 47 ปี สวยขนาดไหน?

    หลังจากที่ แลร์รี เอลลิสัน วัย 81 ปี แซงหน้าอีลอน มัสก์ ขึ้นเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ข้อมูลส่วนตัวและชีวิตส่วนตัวของภรรยาคนที่ 6 ของเขา ซึ่งอายุน้อยกว่าเขา 47 ปี ก็กลายเป็นจุดสนใจอย่างรวดเร็ว

    ภรรยามหาเศรษฐีวัย 47 ปี

    เมื่อเร็วๆ นี้ แลร์รี เอลลิสัน ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ออราเคิล ได้แซงหน้า อีลอน มัสก์ ขึ้น เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก อย่างเป็นทางการ นอกจากความสำเร็จในอาชีพการงาน ชีวิตส่วนตัวของเขา โดยเฉพาะภรรยาคนที่ 6 ก็กลายเป็นจุดสนใจในทันที และสร้างความฮือฮาบนโซเชียลมีเดียของจีนเมื่ปี 2024

    ตามรายงานของ วอลล์สตรีทเจอร์นัล แม้ว่าทั้งคู่จะถูกพบเห็นด้วยกันหลายครั้งในงานกีฬาตั้งแต่ปี 2018 แต่เอลลิสันก็ไม่เคยประกาศข่าวเกี่ยวกับภรรยาใหม่ของเขาต่อสื่อ เธอคือ โจลิน จู หรือชื่อจริงว่า จู เคอเรน อายุ 34 ปี หรืออายุน้อยกว่าเอลลิสัน 47 ปี

    จูสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาการศึกษาระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ในปี 2012 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากอ้างว่ารู้จักเธอและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวัยเด็กและเส้นทางการศึกษาของเธอ

    เธอเรียนที่โรงเรียนภาษาต่างประเทศ Northeast Yucai มณฑลเหลียวหนิง ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนภาษาต่างประเทศที่มีชื่อเสียง มีนักเรียนจำนวนมากที่สอบผ่านมหาวิทยาลัยนานาชาติ ต่างจากเพื่อนๆ ของเธอ จูเลือกไปเรียนต่อที่ Bard College ในเมือง Simon’s Rock รัฐแมสซาชูเซตส์ ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้สาธารณชนเชื่อว่าเธอมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย

    อย่างไรก็ตาม ภูมิหลังทางครอบครัวของจูยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน มีรายงานว่าบิดาของเธอเป็นผู้อำนวยการบริษัทอุปกรณ์การแพทย์แห่งหนึ่งในมณฑลเหลียวหนิง มีทรัพย์สิน “มากกว่า 100 ล้านหยวน” ในทางกลับกันก็มีคนกล่าวว่าครอบครัวของเธอเป็นเพียงชนชั้นกลาง

    ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจูพบกับเอลลิสันได้อย่างไร หลังจากสำเร็จการศึกษา เธออาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์เช่าที่เรดวูดชอร์ส ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของออราเคิลก่อนปี 2020

    โจลิน จู เป็นภรรยาคนที่ 6 ของเอลลิสัน เขาแยกทางกับ นิกิตา คาห์น อดีตภรรยาในปี 2016 และหย่าร้างกันในปี 2020 ปัจจุบันจูถือสัญชาติอเมริกัน ได้จดทะเบียนสมรสกับเอลลิสันที่คฤหาสน์หลังใหญ่ในฟลอริดา มี 33 ห้องนอนและ 38 ห้องน้ำ

    มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกวัย 81 ปี

    เมื่อวันที่ 9 กันยายน แลร์รี เอลลิสัน แซงหน้าอีลอน มัสก์ ขึ้นเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ โดยได้แรงหนุนจากราคาหุ้นของ Oracle (ออราเคิล) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

    บลูมเบิร์กรายงานว่า หลังจากที่ Oracle ประกาศรายงานผลประกอบการรายไตรมาสที่เกินความคาดหมาย ราคาหุ้นของบริษัทก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สินทรัพย์ของเอลลิสันเพิ่มขึ้น 1.01 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แตะที่ 3.93 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้ามัสก์ที่มีสินทรัพย์ 3.85 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ นี่ยังเป็น “การเพิ่มขึ้นรายวันสูงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา” โดยดัชนีมหาเศรษฐีบลูมเบิร์ก

    สาเหตุหลักมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาด AI สำหรับโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์คอมพิวติ้ง Safra Catz ซีอีโอเปิดเผยว่า Oracle ได้ลงนามสัญญามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ถึงสี่ฉบับในไตรมาสนี้ และคาดว่าจะลงนามอีกในสัญญาฉบับต่อไป เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ยังได้ประกาศข้อตกลงในการจัดหาพลังงาน 4.5 กิกะวัตต์ให้กับ OpenAI ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ ChatGPT เพื่อใช้งานซอฟต์แวร์ AI

    ราคาหุ้น Oracle พุ่งขึ้น 40% ภายในวันซื้อขายเดียว ถือเป็นความสำเร็จที่หาได้ยากสำหรับบริษัทที่มีมูลค่าตลาดเกือบ 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ราคาหุ้น Oracle เพิ่มขึ้น 103% นับตั้งแต่ต้นปี ความเฟื่องฟูมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการเติบโตของเทคโนโลยีระดับโลก เมื่อ “ยักษ์ใหญ่” เช่น Nvidia และ Microsoft เป็นผู้นำตลาดด้วย AI

    ด้วยความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนี้ แลร์รี เอลลิสัน ในวัย 80 ปี ไม่เพียงแต่สร้างความมั่นคงให้กับตำแหน่ง “เจ้าพ่อซอฟต์แวร์” ของเขาเท่านั้น แต่ยังครองตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอีกด้วย นอกเหนือจากการดึงดูดความสนใจไม่น้อยต่อภรรยาสาวลึกลับของเขาอีกด้วย

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9842362/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3n9ItxDIwKauvXJA8s91Oe

  • ข่าวกรองเกาหลีใต้ชี้ ‘คิม จูเอ’ ลูกสาวคิมอาจเป็น ‘ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำ’ คนต่อไป

    ข่าวกรองเกาหลีใต้ชี้ ‘คิม จูเอ’ ลูกสาวคิมอาจเป็น ‘ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำ’ คนต่อไป

    หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ (NIS) เผยเมื่อวันพฤหัสบดี (11 ก.ย.) ว่า ‘คิม จูเอ’ ลูกสาวของ คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ อาจเป็น ‘ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำ’ คนต่อไป หลังได้รับความสนใจจากทั่วโลกเมื่อต้นเดือน ก.ย.จากการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นการเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกกับพ่อของเธอ 

    นักวิเคราะห์คาดการณ์มานานแล้วว่า คิม จูเอน่าจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากคิม แม้ว่าบางคนจะคาดการณ์ว่า จูเอนั้นมีพี่ชายที่กำลังถูกวางตัวให้เป็นผู้นำคนต่อไป 

    อี ซองควอน สมาชิกรัฐสภาเกาหลีใต้ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้ประเมินว่า จูเอเป็นทายาทที่ได้รับการยอมรับ…การเยือนจีนของเธอเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเรื่องราวการสืบทอดที่สมบูรณ์” 

    หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ระบุว่า “สถานะของจูเอปรากฏชัดในภาพถ่ายของสื่อรัฐและสารคดีพิเศษที่เผยให้เห็นว่าเธอได้ร่วมเดินทางไปกับผู้นำเกาหลีเหนือในประเทศจีน” นอกจากนี้ สื่อของรัฐเกาหลีเหนือยังได้เผยแพร่ภาพถ่ายของเธอตอนอยู่บนรถไฟกันกระสุน ร่วมกับคิม และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ขณะที่เดินทางกลับจากกรุงปักกิ่ง  

    “การที่จูเอได้รับการคุ้มครองในระดับเดียวกับ คิม จองอึน ยิ่งตอกย้ำว่าเธอมีแนวโน้มที่จะเป็น ‘ผู้สืบทอดตำแหน่ง’”

    — หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ ระบุ 

    ทั้งนี้ จูเอได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณชนในปี 2022 ในระหว่างที่เธอร่วมเดินทางไปงานเปิดตัวขีปนาวุธข้ามทวีปกับพ่อของเธอ สื่อของเกาหลีเหนือต่างเรียกเธอว่า “ลูกที่รักยิ่ง” และ “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” หรือ “hyangdo” ในภาษาเกาหลี ซึ่งเป็นคำที่มักใช้เรียกผู้นำระดับสูง และผู้สืบทอดตำแหน่งเท่านั้น 

    รายงานของหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ในปี 2017 ระบุว่า คิมและรี ซอลจู ภรรยาของเขา มีลูกด้วยกัน 3 คน ได้แก่ ลูกชายที่เกิดในปี 2010 ลูกสาวที่เกิดในปี 2013 ซึ่งคาดว่าเป็นจูเอ และในปี 2017 ที่ยังไม่ได้รับการยืนยันเพศ แต่ในปี 2023 รัฐบาลเกาหลีใต้ ‘ไม่สามารถยืนยัน’ ได้ว่าลูกชายของคิมมีตัวตนจริงหรือไม่

    “ข่าวลือที่ว่า คิมมีลูกอีกคน ซึ่งรวมถึงลูกคนหนึ่งที่มีความพิการ หรือกำลังศึกษาต่อในต่างประเทศนั้น ‘ไม่น่าเชื่อถือ’ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีของการศึกษาต่อต่างประเทศ หน่วยข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ระบุว่า ไม่ว่าเราจะพยายามปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าวมากเพียงใด ก็ย่อมเป็นที่รู้กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นความเป็นไปได้จึงถือว่าต่ำมาก”  

    — อี ซองควอน กล่าว

    (Photo by KCNA VIA KNS / AFP) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/north-korea-kim-ju-ae-likely-successor&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OnQBVkHlkNJGfvzPmyltx

  • อนุทินเผย นายกฯ สิงคโปร์ ยินดีรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ย้ำแนวทางร่วมมือ 5 ด้าน เผยจะพบกันในอีกไม่กี่สัปดาห์

    อนุทินเผย นายกฯ สิงคโปร์ ยินดีรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ย้ำแนวทางร่วมมือ 5 ด้าน เผยจะพบกันในอีกไม่กี่สัปดาห์

    วานนี้ (11 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพการสนทนาโทรศัพท์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยข้อความระบุว่า ลอเรน หว่อง นายกรัฐมนตรีประเทศสิงคโปร์ ได้โทรศัพท์มาเพื่ออวยพรถึงการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย 

    อนุทินเปิดเผยว่า ได้ย้ำถึงลอเรน ว่าในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย จะร่วมมือกับรัฐบาลสิงคโปร์อย่างเข้มแข็ง และดำเนินการอย่างแน่วแน่ต่อโอกาสที่จะเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) , เทคโนโลยีด้านการเงิน (Fintech) , ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) , พลังงาน (Energy) , และการศึกษา (Education) และพวกเราทั้ง 2 คนจะพบกันในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anutin-singapore-pm-cooperation/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vmWEk2E0xEcUau7DukITl

  • มูลนิธิคุณพุ่ม มอบทุนการศึกษา เด็กออทิศติก ที่ จ.อำนาจเจริญ

    มูลนิธิคุณพุ่ม มอบทุนการศึกษา เด็กออทิศติก ที่ จ.อำนาจเจริญ

    ภูมิภาค

    มูลนิธิคุณพุ่ม มอบทุนการศึกษา เด็กออทิศติก ที่ จ.อำนาจเจริญ

    วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.23 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานในพิธีมอบทุนสนับสนุนการศึกษา ให้แก่เด็กออทิสติกและพิการในมูลนิธิคุณพุ่มจังหวัดอำนาจเจริญ โดยมี นางฐิติวรดา เทพเสนา นายกเหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ นางมยุรี สงวนนาม ประชาสัมพันธ์จังหวัดอำนาจเจริญ หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ เข้าร่วมพิธี และ มีเด็กออทิสติก เด็กพิการ และผู้ปกครองในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ เข้ารับประทานทุนต่อหน้าพระรูปทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ณ ห้องประชุมเทพนิมิต ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดอำนาจเจริญ

    นางสุวิมล ศรไชย ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดอำนาจเจริญ ได้รับพิจารณาอนุมัติทุนการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวน 120 ทุนๆละ 5,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 600,000 บาท เพื่อมอบให้แก่เด็กพิการ เด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ หรือ บุคคลออทิสติก ยังไม่ได้รับโอกาส เพื่อพัฒนศักยภาพในด้านต่างๆให้สามารถอยู่ร่วมกับคนปกติในสังคมอย่างมีความสุขต่อไป

    ทั้งนี้ เด็กและผู้ปกครองของเด็กที่ได้รับทุนการศึกษาต่างซาบซึ้ง ในพระมหากรุณาธิคุณของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นอย่างยิ่ง ที่ทรงเห็นความสำคัญ และความต้องการพิเศษทางการศึกษา ที่มีการต่อการดำรงชีวิตของผู้พิการ เพื่อให้ได้พัฒนาศักยภาพ และสามารถอยู่ร่วมกับคนปกติในสังคมได้อย่างมีความสุข ได้มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ การที่ได้รับทุนการศึกษาในครั้งนี้ จึงเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระ พ่อ แม่ ผู้ปกครองที่ต้องเลี่ยงดูผู้พิการได้ในระดับหนึ่งด้วย…

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/446116&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02cSpACk8umuHrDP3u2K7u

  • ความรุนแรงในโรงเรียน วิกฤตเงียบ บั่นทอนสุขภาพจิตเด็กไทย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ความรุนแรงในโรงเรียน วิกฤตเงียบ บั่นทอนสุขภาพจิตเด็กไทย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ความรุนแรงในโรงเรียน วิกฤตเงียบ บั่นทอนสุขภาพจิตเด็กไทย

    โรงเรียนที่ควรเป็นบ้านหลังที่สองของเด็ก ๆ กำลังเผชิญหน้ากับความจริงที่น่าตกใจจากรายงานล่าสุด พบว่า ความรุนแรงในโรงเรียน ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนอย่างรุนแรง

    สถานการณ์ปัจจุบัน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นรอบตัวเด็ก

    ข้อมูลจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ที่สำรวจกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 7-25 ปี จำนวน 41,944 คนในปี 2568 พบว่า กว่า 65.54% เคยมีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้ง โดยรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุดคือ การล้อชื่อพ่อแม่, ล้อเลียนรูปร่างหน้าตา, การประชิดตัวจนรู้สึกอึดอัด, การทำร้ายร่างกาย, และการเหยียดหยาม

    ความรุนแรงเหล่านั้น ส่งผลให้ผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งได้รับผลกระทบทางจิตใจ โดยส่วนใหญ่รู้สึกอับอาย โกรธแค้น รู้สึกเหนื่อยล้า และมากกว่า 1 ใน 4 มีความคิดทำร้ายตัวเอง แสดงให้เห็นว่าเด็กและเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อของการถูกกลั่นแกล้งรังแก มักจะได้รับผลกระทบต่อร่างกาย และจิตใจ จนอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล เกิดพฤติกรรมทำร้ายตนเอง หรือปัญหาพฤติกรรมอื่นๆ ในระยะยาวตามมา

    ดังนั้นเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และดูแลสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนไทยอย่างครอบคลุม สบส. จึงเร่งดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรมสุขภาพจิต เพื่อจัดการปัจจัยเสี่ยง พร้อมผลักดันโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ “พฤติกรรมการกลั่นแกล้งรังแก” และเพิ่มความเข้มข้นในการสื่อสาร เตือนภัยเรื่องผลกระทบจากการกลั่นแกล้งรังแกอย่างต่อเนื่อง

    สำรวจ 4 มิติของการรังแกในโรงเรียน ที่เด็กไทยต้องเผชิญ

    สำรวจ 4 มิติของการรังแกในโรงเรียน ที่เด็กไทยต้องเผชิญ

    เมื่อเจาะลึกลงไปใน พื้นที่ที่ควรปลอดภัย อย่างโรงเรียน จากผลสำรวจของ สภาผู้บริโภค ระหว่างวันที่ 8-22 เมษายน 2568 จากผู้ตอบแบบสอบถาม 798 คน พบว่า 42% หรือ 337 คน เคยมีประสบการณ์หรือพบเห็นความรุนแรงในโรงเรียน โดยจำแนกความรุนแรงออกเป็น 4 มิติหลัก ได้แก่ ความรุนแรงทางกาย วาจา สังคม และไซเบอร์

    การรังแกทางร่างกาย ยังคงเป็นภาพสะท้อนความรุนแรงในโรงเรียนที่เห็นได้ชัด พบว่า “การตี” เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมากที่สุดถึง 62.6% ตามด้วยการต่อย 52.8% และการเตะ 37.7% นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมอื่น เช่น การดึงผม การข่มขู่ หรือการบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ แม้บางพฤติกรรมจะไม่ใช่การทำร้ายโดยตรง แต่ล้วนสะท้อนถึงการใช้อำนาจหรือกำลังทางกายที่ไม่เหมาะสม

    ด้านความรุนแรงทางวาจา เด็กจำนวนมากเปิดเผยว่า พวกเขาเคยถูก “พูดจาทำร้ายจิตใจ” ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบมากที่สุด 68.7% รองลงมาคือ การนินทาและคำพูดเสียดสี 63.3% และการล้อเลียนรูปร่างหรือบุคลิก 52.8% ซึ่งทั้งหมดนี้บ่งชี้ถึงการใช้คำพูดเป็นอาวุธในการลดทอนคุณค่าของผู้อื่น นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมแกล้งเรียกชื่อเสียหาย และการปล่อยข่าวลือที่บิดเบือนความจริง ล้วนแต่สร้างความอับอายและกระทบต่อภาพลักษณ์อย่างรุนแรง

    สำหรับความรุนแรงทางสังคม พบว่าการ “ล้อเลียนหรือทำให้อับอายต่อหน้าคนจำนวนมาก” และ “การพูดลับหลัง ปล่อยข่าวลือ” เกิดขึ้นในอัตราเท่ากันที่ 50.1% สะท้อนว่าการทำลายความสัมพันธ์ในสังคมผ่านการประจานหรือบ่อนทำลายชื่อเสียง เป็นเครื่องมือหลักของการรังแกในมิติทางสังคม และมักปรากฏควบคู่กัน นอกจากนี้ยังมี การกีดกันจากกลุ่ม ไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมพบ 31.8%แสดงให้เห็นว่าการทำให้เหยื่อรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เป็นวิธีการรังแกที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกเป็นเจ้าของและความมั่นคงทางสังคมของนักเรียน

    ส่วนการรังแกในโลกไซเบอร์ แม้ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ 59.8% ระบุว่า “ไม่เคยพบเจอ” แต่ก็อาจสะท้อนได้หลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการไม่ตระหนักว่ากำลังเผชิญกับการรังแก อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มที่เคยถูกกระทำ พบว่า การโพสต์ข้อความด่าทอหรือเหยียดหยาม 27.6% เป็นพฤติกรรมที่พบมากที่สุด รองลงมาคือ การปล่อยข่าวลือ 13.5%และการกีดกันออกจากกลุ่มออนไลน์ 12.9% ที่ส่งผลต่อความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเด็ก

    ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีกรณีรุนแรงอย่าง การคุกคามทางเพศออนไลน์ การแบล็กเมล์ และการตัดต่อภาพให้เสียหาย ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบทางจิตใจในระยะยาว ทั้งความอับอาย ความกลัว และการสูญเสียความมั่นใจในตนเอง

    สาเหตุความรุนแรงในโรงเรียนจากมุมมองของนักเรียน

    เมื่อพูดถึงสาเหตุของปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน หลายคนอาจนึกถึงปัจจัยภายนอกหรือการเลี้ยงดูในครอบครัว แต่ผลสำรวจล่าสุดกลับชี้ชัดว่า ต้นเหตุหลักของปัญหาคือ “นักเรียนด้วยกันเอง” โดยมีสัดส่วนสูงถึง 92.3% แสดงให้เห็นว่า ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนนักเรียนคือแหล่งสำคัญของพฤติกรรมรุนแรง ทั้งการกลั่นแกล้ง การใช้กำลัง หรือการละเมิดด้วยคำพูด

    ในขณะที่ อิทธิพลจากสังคมและสื่อ ซึ่งมักมีเนื้อหาเชิงรุนแรง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีนัยสำคัญ โดย 27.9% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าสื่อมีบทบาทในการปลูกฝังพฤติกรรมก้าวร้าว โดยเฉพาะในยุคที่เนื้อหาบนโซเชียลมีเดียกระตุ้นอารมณ์และความรุนแรงได้เพียงปลายนิ้วคลิก

    นอกจากนี้ ยังมีเสียงสะท้อนว่า ครูหรือบุคลากรในโรงเรียน ยังเป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหา โดย 17.5% ระบุว่า สาเหตุของความรุนแรงอาจมาจากการจัดการปัญหาที่ไม่เหมาะสม การเพิกเฉยเมื่อเห็นนักเรียนถูกรังแก หรือในบางกรณี อาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์จากผู้ใหญ่ในโรงเรียน

    ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยเดียว แต่เป็นผลลัพธ์จากระบบความสัมพันธ์และสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการป้องกันและแก้ไข

    ทั้งนี้ ข้อมูลผลสำรวจทั้งสองชุด จาก สบส. และสภาผู้บริโภค สะท้อนภาพตรงกันว่า ความรุนแรงได้กลายเป็น เรื่องปกติในชีวิตประจำวันของเด็กจำนวนมาก โดยเฉพาะในโรงเรียน สถานที่ที่ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการเรียนรู้และเติบโต กลับกลายเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยการกลั่นแกล้ง กดดัน และทำลายความมั่นใจของเยาวชน

    6 ข้อเสนอจากเสียงของเยาวชน ครู และผู้ปกครอง

    แม้โรงเรียนควรเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับการเรียนรู้และเติบโต แต่ความรุนแรงในโรงเรียนกลับยังคงเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในระบบการศึกษาไทย เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ อนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค จึงได้รวบรวมเสียงสะท้อนจากหลายภาคส่วน ผ่านแบบสำรวจและเวทีสาธารณะ ทั้งในระดับมัธยมต้น มัธยมปลาย และมหาวิทยาลัย รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นจากครูและผู้ปกครอง นำไปสู่การสังเคราะห์ข้อเสนอสำคัญ 6 ประการ ถึงกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อผลักดันให้โรงเรียนไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนทุกคน

    โดยมี 1.สร้างระบบดูแลสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้ ด้วยการจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอ อบรมครูให้ดูแลนักเรียนเชิงลึก พร้อมระบบติดตามผู้มีความเสี่ยง

    2.ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ปลอดภัย เพิ่มมาตรการความปลอดภัยในโรงเรียน เช่น ห้องน้ำมิดชิด คุมเข้มบุหรี่ไฟฟ้า–ยาเสพติด และป้องกันบุคคลภายนอก

    3.รับมือไซเบอร์บูลลี่อย่างจริงจัง บรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิและความรุนแรงในโลกออนไลน์ลงในหลักสูตร และอบรมครูให้เข้าใจปัญหา

    4.คุ้มครองสิทธิเด็กและเปิดพื้นที่ให้มีส่วนร่วม จัดให้มีช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัย ให้นักเรียนและสภานักเรียนมีบทบาทเฝ้าระวังและสื่อสารปัญหา

    5.เสริมบทบาทครอบครัวในการดูแลสุขภาพจิต ให้ความรู้ผู้ปกครองเรื่องภาวะซึมเศร้าและพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัย

    และ 6.พัฒนาการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาและป้องกันการคุกคามทางเพศ จัดอบรมครู–นักเรียนให้เข้าใจเรื่องสิทธิในร่างกาย ความหลากหลายทางเพศ และตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาในโรงเรียน

    ข้อเสนอทั้ง 6 ข้อนี้ คือ เสียงจริงจากผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษา เยาวชน ครู และผู้ปกครอง เพราะ การสร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่าย เพื่อให้เยาวชนเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพในพื้นที่ปลอดภัย

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/violence-in-school/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kuo2XMYYUeV2ysC5eTlmy

  • สจด. ร่วมแนะนำหลักสูตรของสถาบัน ในการศึกษาต่อของ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสมุทรปราการ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมแนะนำหลักสูตรของสถาบัน ในการศึกษาต่อของ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสมุทรปราการ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/115157/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DEAV82kOS4N1OaBneND1C