Category: วัฒนธรรม

  • วิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง เดินหน้าสร้างองค์กรโปร่งใส ปลูกฝังคนรุ่นใหม่ต้านทุจริต

    วิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง เดินหน้าสร้างองค์กรโปร่งใส ปลูกฝังคนรุ่นใหม่ต้านทุจริต

    วิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง เดินหน้าสร้างองค์กรโปร่งใส ปลูกฝังคนรุ่นใหม่ต้านทุจริต

    วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.42 น.

    วิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง เดินหน้าสร้างองค์กรโปร่งใส ปลูกฝังคนรุ่นใหม่ต้านทุจริต

    เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 นายอรรถพันธ์ นามกูล ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง มอบหมายให้ นางเบ็ญจวรรณ์ บุญเสวตร รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง เป็นประธานเปิดการอบรม โครงการสนับสนุนการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันการทุจริตและการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของสถานศึกษาอาชีวศึกษา (Integrity and Transparency Assessment : ITA)ประจำปีงบประมาณ 2568 ณ ห้องประชุมท่าทรายทอง 3 อาคารอำนวยการ

    การจัดโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจแก่คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินงานอย่างโปร่งใส ปราศจากการทุจริต พร้อมทั้งยกระดับคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ ส่งเสริมบรรยากาศการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้เรียน ผู้ปกครอง และชุมชน

    นางเบ็ญจวรรณ์ บุญเสวตร รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้อง กล่าวในพิธีเปิด ว่า “การป้องกันการทุจริตและการเสริมสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงาน ถือเป็นภารกิจสำคัญของสถานศึกษาอาชีวะในยุคปัจจุบัน ซึ่งนอกจากจะสร้างความน่าเชื่อถือแก่สถาบันการศึกษาแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการปลูกฝังให้นักเรียน นักศึกษา ตระหนักถึงการเป็นพลเมืองที่ดี มีความสุจริต โปร่งใส และมีจิตสำนึกที่ถูกต้องต่อสังคม”

    ภายในโครงการมีการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับ มาตรการป้องกันการทุจริตเชิงรุก การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ขั้นตอนและแนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จากหน่วยงานต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการด้านความโปร่งใส ทั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้คณะครูและบุคลากรได้ร่วมแสดงความคิดเห็น และเสนอแนวทางพัฒนากระบวนการทำงานที่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล

    การดำเนินงานด้านการป้องกันการทุจริตและเสริมสร้างความโปร่งใสในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของวิทยาลัยการอาชีพสองพี่น้องในการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาให้มีมาตรฐานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สถานศึกษาในจังหวัดสุพรรณบุรีและภูมิภาคต่อไป
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/914068&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0soRM5IaaphjMmNRHbDbdT

  • ธุรกิจรายเล็กหนี้เสียพุ่ง สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย

    ธุรกิจรายเล็กหนี้เสียพุ่ง สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-189&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GGgRgCEpbp18HlwLQVgj6

  • กทม. เจอหนี้จ้างเดินรถไฟฟ้า สายสีเขียวพุ่ง 3 หมื่นล้านบาท

    กทม. เจอหนี้จ้างเดินรถไฟฟ้า สายสีเขียวพุ่ง 3 หมื่นล้านบาท

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568 การประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมวิสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 1) พ.ศ. 2568 ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) โดยมีนายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม

    นางกนกนุช กลิ่นสังข์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตดอนเมือง ในฐานะกรรมการวิสามัญศึกษาปัญหาของโครงการรถไฟฟ้า สายสีเขียว (บางส่วน) รายงานผลการศึกษาของรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการฯ ถึงปัญหาของโครงการรถไฟฟ้า สายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 โดยรายงาน ระบุว่า กทม. มีภาระค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) ค้างชำระจำนวนมาก

    ช่วงฟ้องครั้งที่ 2 (มิถุนายน 2564 – ตุลาคม 2565) กทม. ต้องจ่ายรวม 12,245 ล้านบาท โดยส่วนต่อขยายที่ 1 เป็นเงินต้น 2,279 ล้านบาท ดอกเบี้ย 501 ล้านบาท ส่วนต่อขยายที่ 2 เป็นเงินต้น 7,848 ล้านบาท ดอกเบี้ย 1,617 ล้านบาท

    นางกนกนุช กลิ่นสังข์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตดอนเมือง

    ช่วงพฤศจิกายน 2565 – ธันวาคม 2567 ต้องชำระเพิ่มรวม 17,121 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนต่อขยายที่ 1 เงินต้น 3,242 ล้านบาท ดอกเบี้ย 274 ล้านบาทส่วนต่อขยายที่ 2 เงินต้น 12,615 ล้านบาท ดอกเบี้ย 990 ล้านบาท

    ขณะที่ประมาณการปี 2568 ทั้งปี (มกราคม – ธันวาคม) ต้องชำระอีก 8,361 ล้านบาท แบ่งเป็น ส่วนต่อขยายที่ 1 จำนวน 2,612 ล้านบาท และส่วนต่อขยายที่ 2 อีก 6,149 ล้านบาท

    “รวมภาระหนี้ทั้งหมดทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยสูงถึง 31,522.8 ล้านบาท เป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อเสถียรภาพการเงินของ กทม.”

    ทั้งนี้ กทม. มอบหมายให้กรุงเทพธนาคมเจรจากับ บริษัท ขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) แล้ว 4 ครั้ง โดยเสนอแนวทางชำระหนี้ตาม “ต้นทุนจริง” ซึ่งต่ำกว่าสัญญา 18% แต่การเจรจาไม่ประสบความสำเร็จ เพราะ BTSC ไม่ยอมรับข้อเสนอ

    ผลสรุปการเจรจามี 4 ทางเลือก เช่น ขอให้ถอนฟ้อง แลกกับการชำระหนี้ หรือหากไม่ยอม ต้องไปหาข้อยุติที่ศาลปกครองกลางรวมถึงการขอให้ลดดอกเบี้ย แต่หากไม่ยอม กทม. จะจ่ายเฉพาะต้นทุนก่อน

    ด้าน BTSC เสนอให้ กทม. ชำระตรงภายใน ตุลาคม 2568 ครบทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เพื่อยุติปัญหาความซ้ำซ้อนทางการเงิน หากเงินไม่พอ ต้องนำไปตัดดอกเบี้ยค้างก่อน แล้วจึงตัดเงินต้น และหากผิดนัดชำระ อัตราดอกเบี้ยจะถูกปรับขึ้น กลับไปใช้อัตรา MLR+1% เช่นเดียวกับในคดีแรก

    ด้านคณะกรรมการวิสามัญฯ มีความเห็นว่า ดอกเบี้ยที่พอกพูนจะยิ่งซ้ำเติมภาระการเงินของกทม.ให้หนักขึ้น พร้อมชี้ว่าคดีในศาลปกครองกลางมีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกับคดีแรก ซึ่งเคยมีคำพิพากษาให้ BTSC ชนะและได้รับสิทธิ์ชำระหนี้ ดังนั้น จึงเสนอให้ฝ่ายบริหารเร่งดำเนินการเจรจาโดยเร็วที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงภาระดอกเบี้ยบานปลาย และรักษาผลประโยชน์สูงสุดแก่ กทม.

    ฝ่ายนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยืนยันว่ารับทราบรายงานแล้ว เตรียมตรวจสอบเงินสะสมจ่ายขาดและเงื่อนไขทางกฎหมายทั้งหมดพร้อมเร่งหาข้อยุติ คาดว่าจะมีความคืบหน้าภายใน 30 วัน ก่อนนำกลับมารายงานต่อที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

    ขณะที่นายนภาพล จีระกุล ส.ก. เขตบางกอกน้อย ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญศึกษาปัญหาของโครงการรถไฟฟ้า สายสีเขียว (บางส่วน) กล่าวขอบคุณสภาที่มอบหมายให้ทำการศึกษาและหาทางแก้ไขย้ำว่าจุดมุ่งหมายสูงสุด คือให้ กทม. และประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638771&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DdrWgfPK0rRAg65oqF8Qt

  • โพล ชี้ รัฐบาลเสียงข้างน้อย ทำงานลำบาก แต่เชื่ออยู่ครบ 4 เดือน

    โพล ชี้ รัฐบาลเสียงข้างน้อย ทำงานลำบาก แต่เชื่ออยู่ครบ 4 เดือน


    นิด้าโพล เผย 35.88% มอง รัฐบาลเสียงข้างน้อย ทำงานลำบาก ต้องเจรจากับพรรคประชาชนตลอด 56.26% เชื่ออยู่ครบ 4 เดือนขณะที่ 30.38%ค่อนข้างเห็นด้วย ปชน.หนุน “อนุทิน” นายกฯ และ 32.98% เห็นด้วยมากปชน.ไม่ร่วมรบ.

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลการสำรวจ เรื่อง “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 8-9 กันยายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาชน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.88 ระบุว่า รัฐบาลจะไม่มีเสถียรภาพทำงานด้วยความยากลำบาก เพราะต้องเจรจากับพรรคประชาชนตลอด รองลงมา ร้อยละ 30.31 ระบุว่า การตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้ ร้อยละ 23.66 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเสียงข้างน้อย ร้อยละ 23.21 ระบุว่า เห็นด้วยกับรัฐบาลเสียงข้างน้อย ร้อยละ 23.05 ระบุว่า รัฐบาลจะมีเสถียรภาพ ทำงานได้ราบรื่น จากการสนับสนุนของพรรคประชาชน ร้อยละ 21.45 ระบุว่า ในท้ายที่สุด รัฐบาลจะขัดแย้งกับพรรคประชาชน ร้อยละ 10.61 ระบุว่า ในท้ายที่สุด ข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน จะถูกฉีก ร้อยละ 10.53 ระบุว่า รัฐบาลอยู่ไประยะหนึ่ง จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากเอง ร้อยละ 8.17 ระบุว่า คุณอนุทิน ควรรอเป็นนายกฯ ของรัฐบาลเสียงข้างมาก หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า ร้อยละ 5.34 ระบุว่า พรรคประชาชนควรเข้าร่วมรัฐบาลด้วย เพื่อเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ร้อยละ 4.12 ระบุว่า ในท้ายที่สุด พรรคประชาชนจะจับมือกับพรรคเพื่อไทยล้มรัฐบาล และร้อยละ 0.99 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อระยะเวลาในการบริหารรัฐบาลเสียงข้างน้อยของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 56.26 ระบุว่า รัฐบาลจะอยู่ครบ 4 เดือนตามข้อตกลง รองลงมา ร้อยละ 27.79 ระบุว่า รัฐบาลจะอยู่ได้นานกว่า 4 เดือน ร้อยละ 14.58 ระบุว่า รัฐบาลจะอยู่ไม่ถึง 4 เดือน และร้อยละ 1.37 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการที่พรรคประชาชนสนับสนุนคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.38 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย รองลงมา ร้อยละ 23.36 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 23.13 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 22.67 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการที่พรรคประชาชนไม่เข้าร่วมรัฐบาล พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.98 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 23.35 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 22.52 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 1.76 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 96.18 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.13 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.69 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 35.95 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.91 สมรส และร้อยละ 2.14 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.15 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 15.11 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 32.67 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 11.84 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 34.43 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.80 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 11.91 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 17.18 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 23.28 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 10.69 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 13.21 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 19.62 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 4.11 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 18.17 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 4.20 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 13.51 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 30.76 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 13.05 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 6.03 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 3.36 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 2.14 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.23 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 0.61 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.71 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/35367&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XUnSkesAv3eQ7-gNExIQI

  • ปลาใต้ทะเลลึกไม่ได้น่ากลัวไปซะหมด! นักวิทย์พบสเนลฟิชสายพันธุ์ใหม่สุดคิวต์

    ปลาใต้ทะเลลึกไม่ได้น่ากลัวไปซะหมด! นักวิทย์พบสเนลฟิชสายพันธุ์ใหม่สุดคิวต์

    ปลาใต้ทะเลลึกไม่ได้น่ากลัวไปซะหมด! นักวิทย์พบสเนลฟิชสายพันธุ์ใหม่สุดคิวต์

    นักวิทยาศาสตร์รายงานพบ “สเนลฟิช” สายพันธุ์ใหม่ใต้ทะเลลึก มีสีชมพู รูปร่างหน้าตาน่ารักจนอยากเรียกว่า “ไอต้าว”

    ใต้ทะเลลึกที่มืดมิดและเต็มไปด้วยแรงดันมหาศาล ยังคงเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตลึกลับที่รอคอยการค้นพบ ซึ่งส่วนใหญ่มักมีหน้าตาที่น่ากลัวหรือแปลกประหลาด แต่ในขณะเดียวกัน หลายครั้งสิ่งมีชีวิตที่พบนั้นอาจ “น่ารัก” ในแบบที่เราคาดไม่ถึง!

    สถาบันวิจัยพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Monterey Bay Aquarium Research Institute (MBARI) รายงานการค้นพบ “สเนลฟิช” (Snailfish) สายพันธุ์ใหม่จำนวน 3 สายพันธุ์ จากการสำรวจพื้นที่บริเวณ Monterey Canyon นอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย

    Monterey Bay Aquarium Research Institute
    นักวิทย์พบสเนลฟิชสายพันธุ์ใหม่สุดคิวต์

    หนึ่งในปลาสเนลฟิชสายพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบมีลักษณะเป็นปลาสีชมพู ตัวตะปุ่มตะป่ำ มีตาสีฟ้า และมีรยางค์คล้ายเครา ดูน่ารักน่าชังตะมุตะมิอย่างไม่น่าเชื่อ ถูกบันทึกภาพขณะลอยอยู่เหนือพื้นโคลนของ Monterey Canyon ที่ความลึกมากกว่า 3,300 เมตร

    สเนนลฟิชถือเป็นปลาที่แปลกแม้แต่ตามมาตรฐานของสัตว์ทะเลลึก บางชนิดมีจุกดูดที่หน้าท้องซึ่งช่วยให้พวกมันเกาะติดก้อนหินหรือเกาะติดสัตว์อื่น ๆ ได้

    ปัจจุบัน ปลาสเนลฟิชถูกค้นพบแล้วมากกว่า 400 สายพันธุ์ อาศัยอยู่ในระบบนิเวศหลากหลาย ตั้งแต่แอ่งน้ำตื้นไปจนถึงร่องลึกที่ลึกที่สุดในโลก

    ทีมนักวิทยาศาสตร์ MBARI พบมันในปี 2019 ขณะใช้ยานพาหนะควบคุมระยะไกลเพื่อสำรวจ Monterey Canyon แต่เพิ่งเปิดเผยการค้นพบเมื่อปลายเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา โดยตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Careproctus colliculi

    Monterey Bay Aquarium Research Institute
    นักวิทย์พบสเนลฟิชสายพันธุ์ใหม่สุดคิวต์

    ส่วนสเนลฟิชอีก 2 สายพันธุ์ที่พบนั้น พบที่ความลึก 4,000 เมตร ได้แก่ สเนลฟิชที่มีสีดำสนิท ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Careproctus yanceyi และสเปนลฟิชที่มีลักษณะเพรียวบาง ตั้งชื่อว่า Paraliparis em

    แม็กเคนซี เจอร์ริงเกอร์ รองศาสตราจารย์ด้านชีววิทยา มหาวิทยาลัยรัฐนิวยอร์ก หัวหน้าทีมผู้ค้นพบ กล่าวว่า “นอกจากจะเป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศแล้ว ปลาสเนลฟิชยังเปิดโอกาสให้เราได้ศึกษาวิวัฒนาการในมหาสมุทรลึกภายในวงศ์เดียวกัน”

    เจอร์ริงเกอร์เสริมว่า “การเปรียบเทียบสเนลฟิชที่อาศัยอยู่ใต้น้ำตื้นกับญาติที่อาศัยอยู่ใต้น้ำลึก ช่วยให้เราเข้าใจถึงการปรับตัวที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในทะเลลึกได้ดียิ่งขึ้น”

    เจอร์ริงเกอร์บอกอีกว่า “การแยกแยะสเนลฟิชออกจากกันเป็นเรื่องน่าฉงน เราต้องพิจารณาลักษณะต่าง ๆ อย่างละเอียด เช่น จำนวนกระดูกสันหลังและครีบ ตำแหน่งของรูรับความรู้สึก และรูปร่างและขนาดของจานดูดชนิดพิเศษที่ปลาบางชนิดใช้ติดท้องกับหิน”

    ทีมวิจัยได้รวบรวมข้อมูลการวัดและศึกษาลักษณะต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลทางพันธุกรรม เพื่อเปรียบเทียบตัวอย่างใหม่กับสเนลฟิชสายพันธุ์อื่น ๆ ที่เคยพบ “ด้วยหลักฐานใหม่แต่ละชิ้น ทำให้เห็นได้ชัดว่าปลาทั้งสามชนิดนี้เป็นสายพันธุ์ที่ยังไม่ได้รับการระบุชนิด และวิทยาศาสตร์ไม่เคยรู้จักมาก่อน”

    ผลการค้นพบของทีมวิจัยไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นว่าปลาสเนลฟิชยังคงเจริญเติบโตได้ดีในระดับความลึกที่ลึกเช่นนี้ แต่ยังแสดงให้เห็นว่าความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งแวดล้อมที่กว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้นยังคงรอการค้นพบอยู่

    “การเข้าถึงมหาสมุทรลึกเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการวิจัยนี้ และต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และลูกเรือ การค้นพบสายพันธุ์ใหม่ใต้ทะเลลึกต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้คนจำนวนมาก โดยทุกคนต้องนำความเชี่ยวชาญมารวมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน” เจอร์ริงเกอร์กล่าว

    เธอเสริมว่า “การที่มีปลาสเนลฟิช 2 สายพันธุ์ที่ยังไม่ได้รับการระบุชนิด ถูกเก็บรวบรวมจากสถานที่เดียวกัน ในการดำน้ำครั้งเดียวกัน ณ ส่วนหนึ่งของทะเลลึกที่มีการศึกษาดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แสดงให้เห็นว่าเรายังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโลกของเราอีกมาก”

    เรียบเรียงจาก Live Science

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/256959&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Rso2UAXaZx8IGf_tYKCKK

  • ‘เจนz’กับความเชื่อเรื่อง’ตายแล้วสูญ’

    ‘เจนz’กับความเชื่อเรื่อง’ตายแล้วสูญ’

    อาจด้วยเหตุเพราะหนังสือที่มีอยู่ในบ้าน คือเรื่อง ปรัชญาอินเดีย เรียบเรียงโดย อดิศักดิ์ ทองบุญ ซึ่งราชบัณฑิตยสภา เคยนำมาตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 เป็นหนังสือที่ต้องหยิบมาอ่านแล้ว-อ่านเล่า จนปาเข้าไปประมาณเที่ยวที่ 10 ไปแล้วเห็นจะได้ เพราะไม่เพียงแต่เป็นหนังสือที่ทำให้เรื่องยากๆ อย่างเรื่องปรัชญา อภิปรัชญา ไม่ว่าที่มีอยู่ในศาสนาพุทธ ศาสนาเชน ฮินดู หรือแม้แต่ลัทธินอกศาสนาครั้งโบร่ำโบราณของชาวอินเดีย อย่างลัทธิจารวาก ฯลฯ กลายเป็นเรื่องที่สามารถ เข้าถึง-เข้าใจ ได้ง่ายๆ โดยอาศัยประสบการณ์ การเรียนรู้ ของผู้ที่จบปริญญาโทด้านศาสนาและปรัชญา จากมหาวิทยาลัยพาราณสีในอินเดีย ต่างไปจากประเภทดอกเตอร์ นักวิชาการที่ไปเรียนรู้ปรัชญา อภิปรัชญา จากพวกฝรั่งตะวันตก แล้วมักถนัดในการทำให้เรื่องง่ายๆ กลายเป็นเรื่องยากซะเป็นส่วนใหญ่ จนส่งผลให้ผู้ที่สนใจในเรื่องราวเหล่านี้ แทบไม่ต่างอะไรไปจาก คนตาดี ที่ถูก คนตาบอด ลากไปปล้ำในถ้ำที่มืดมิด อะไรทำนองนั้น…

    ด้วยเหตุนี้…การที่ศาสตราจารย์พิเศษ อดิศักดิ์ ทองบุญ ที่กลายมาเป็นหนึ่งในคณะราชบัณฑิตยฯ ท่านตอบสนองข้อเสนอของเลขานุการสำนักราชบัณฑิตยฯ อาจารย์ นิคม จันทรวิทุร ด้วยการศึกษา ค้นคว้าเรื่องราวที่ท่านถนัดและเชี่ยวชาญ นั่นคือเรื่องของอภิปรัชญากับ ความเชื่อ ของผู้คนในสังคมไทย ที่ได้กลายมาเป็นบทบรรยายและกลายเป็นหนังสือว่าด้วยเรื่อง การทรงเจ้า-เข้าผี จึงเป็นอะไรที่น่าสนใจเอามากๆ จนต้องวานให้น้องๆ ไปขวนขวายหามาอ่านให้จงได้ และก็ใช้เวลาไม่เท่าไหร่ อ่านหนังสือเล่มบางๆ แค่ประมาณ 130 หน้า จบลงไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ ต่อ เหตุผล และ ข้อสรุป ของผู้ที่เต็มไปด้วยความรู้ในเรื่องราวที่สุดแสนจะลึกซึ้ง ไปจนถึงความเฉียบขาด แหลมคม ในการอธิบาย ขยายความ ถึงสิ่งที่ มองเห็น และ มองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นผี สาง นางไม้ เทวดา มนุษย์ เปรต โลกนี้หรือโลกหน้า ฯลฯ

    นอกเหนือไปจากการศึกษา ค้นคว้า ของอาจารย์ อดิศักดิ์ โดยตรงแล้ว ยังได้นำความคิด ความเห็น เพิ่มเติมจากบรรดาราชบัณฑิตยฯ ในขณะนั้น ไม่ว่าอาจารย์ จำนง ทองประเสริฐ, อมร รักษาสัตย์, วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร, ชัยอนันต์ สมุทวณิช, กีรติ บุญเจือ, ลิขิต ธีรเวคิน ฯลฯ มาใช้เป็นองค์ประกอบ ในการทำความเข้าใจถึงความคิด ความเชื่อ ของผู้คนในสังคมไทย ไม่ว่าตั้งแต่ครั้งที่ยังนับถือผี สาง นางไม้ ไปจนเมื่อครั้งพุทธศาสนาเข้ามามีบทบาทอันพอที่จะเห็นความผสมกลมกลืนกันได้ไม่ยาก เพราะต่างก็มี พื้นฐานแห่งความคิด-ความเชื่อ ในบางด้าน ไม่ถึงกับผิดแผก แตกต่าง ไปจากกันมากมายซักเท่าไหร่ โดยเฉพาะความเชื่อในการ มีอยู่จริง ของโลกนี้-โลกหน้า การเวียนว่าย-ตาย-เกิด นรก-สวรรค์ ฯลฯ อันเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ๆ ไม่คิดจะเชื่อ หรือไม่อยากจะเชื่อ ชนิดแทบไม่ต่างอะไรไปจากพวก ลัทธิจารวาก ในอินเดีย รุ่นก่อนหน้าพระพุทธเจ้า ที่ถูก ศาสนา ต่างๆ ลบหายไปจากสังคมอินเดียตั้งแต่ไม่รู้กี่ต่อกี่พันปีมาแล้ว…

    หรือพูดง่ายๆ ว่า…การศึกษา ค้นคว้า การนำเสนอต่อราชบัณฑิตยสภา ที่กลายเป็นหนังสือเรื่อง การทรงเจ้า-เข้าผี ของอาจารย์ อดิศักดิ์ ทองบุญ เล่มนี้ คงมุ่งที่จะปฏิเสธความเชื่อประเภท ตายแล้วสูญ ของบรรดาพวกคนรุ่นใหม่ทั้งหลาย โดยเฉพาะพวกที่หลง ละเมอ เพ้อพก อยู่กับแนวคิดตะวันตก จนทำให้สิ่งใดๆ ที่ มองไม่เห็น กลายเป็นสิ่งที่ ไม่มีอยู่จริง ไปซะทั้งสิ้น ทั้งปวง และนั่นเอง…ที่อาจเป็น เหตุปัจจัย สำคัญเอามากๆ อันทำให้ไม่ว่าสังคมไทยหรือสังคมโลก ต่างเต็มไปด้วยความสับสน อลหม่าน ความก้าวร้าว รุนแรง โหดเหี้ยม อำมหิต ไร้ความสุข ความสงบ สันติภาพ สันติธรรม ฯลฯ ยิ่งเข้าไปทุกที…

    ชนิดแม้กระทั่งสังคมอันเป็นที่เกิด ที่กำเนิด ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่าง สังคมเนปาล ทุกวันนี้ ใครที่มีโอกาสได้เห็นข่าวคราวเรื่องคนรุ่นใหม่ประเภทที่ถูกเรียกว่า เจน Z ทั้งหลาย บุกไปรุมกระทืบรัฐมนตรีรายต่างๆ แทบสลบคาเท้า บุกไปเผาบ้านนายกรัฐมนตรี เผาภรรยานายกรัฐมนตรีขณะยังเป็นๆ ด้วยเหตุเพราะไม่พอใจที่ถูกบีบบังคับในเรื่องการเล่นโซเชียลมีเดียเท่านั้นเอง ก็อาจพอเข้าใจได้ว่า ความเชื่อเรื่อง ตายแล้วสูญ นั้น เป็นอะไรที่น่าเกลียด น่ากลัว น่าชิงชังขยะแขยงไปถึงขั้นไหน??? เพราะขนาดยังไม่ได้ตาย สิ่งที่บรรดา เจน Z เหล่านี้ได้กระทำ หรือได้ ก่อกรรม ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ย่อมทำให้เขาทั้งหลายมีสภาพไม่ต่างไปจาก สัตว์นรก เปรต หรือ อสุรกาย ฯลฯ โดยแทบไม่ต้องเสียเวลาไปทำความเข้าใจกับเรื่องที่สุดแสนจะลึกซึ้ง อย่างเรื่องโลกนี้-โลกหน้า เรื่องชีวิตหลังความตาย หรือเรื่องจิตวิญญาณ ฯลฯ ใดๆ เอาเลยก็ว่าได้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/861123/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DOagNvvwcIPb3WDp5ffb8

  • “ทีมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-ทีม รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย นครศรีธรรมราช” คว้าแชมป์ การแข่งขันตอบปัญหาทางกฎหมายทั่วประเทศ เนื่องในวันรพี ประจำปี พ.ศ. 2568

    “ทีมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-ทีม รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย นครศรีธรรมราช” คว้าแชมป์ การแข่งขันตอบปัญหาทางกฎหมายทั่วประเทศ เนื่องในวันรพี ประจำปี พ.ศ. 2568

    วันนี้ (13 กันยายน 2568) นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลการแข่งขันตอบปัญหากฎหมายทั่วประเทศเนื่องในวันรพี ประจำปี พ.ศ. 2568 รอบชิงชนะเลิศชิงถ้วยรางวัลจากประธานศาลฎีกา พร้อมทุนการศึกษา โดยมีนายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นผู้กล่าวรายงาน ณ ห้องประชุมใหญ่ห้อง 601 ชั้น 6 อาคารสำนักงานศาลยุติธรรม ถนนรัชดาภิเษก เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

    การจัดการแข่งขันตอบปัญหากฎหมายเป็นกิจกรรมที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่ปี 2554 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย ด้วยการเผยแพร่พระประวัติและพระกรณียกิจที่สำคัญของพระองค์ท่าน รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่สำคัญ และจำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยใช้กิจกรรมการแข่งขันตอบปัญหากฎหมายเป็นเครื่องมือส่งเสริมให้เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนโดยทั่วไปศึกษาค้นคว้าจนมีความรู้ความเข้าใจในหลักกฎหมาย และมีความสนใจศึกษากฎหมายมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติและสังคม

    สำหรับการแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับมัธยมศึกษา และระดับอุดมศึกษา โดยจัดให้มีการแข่งขัน 2 รอบ คือ รอบคัดเลือก ได้ดำเนินการจัดการแข่งขันขึ้นในส่วนภูมิภาคแบ่งตามเขตอำนาจศาลในสังกัดสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาคทั้ง 9 ภาค และการแข่งขันในส่วนกลางกรุงเทพมหานคร

    โดยมีทีมที่เข้าร่วมโครงการทั้งประเทศรวม 509 ทีม ประกอบด้วย ระดับมัธยมศึกษา จำนวน 345 ทีม และระดับอุดมศึกษา จำนวน 164 ทีม ซึ่งมีทีมที่ชนะผ่านการแข่งขันในรอบคัดเลือก ทั้งระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา รวมทั้งสิ้นจำนวน 64 ทีม ขณะที่รอบชิงชนะเลิศ ได้ดำเนินการแข่งขันเสร็จสิ้นในวันนี้แล้ว

    โดยทีมจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชนะเลิศระดับอุดมศึกษา ได้รับโล่รางวัลจากประธานศาลฎีกา พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 100,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทีม A ได้รับโล่รางวัลจากเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 80,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทีม B ได้รับโล่รางวัลจากเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 60,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลชมเชย ได้แก่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับโล่รางวัลจากเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมทุนการศึกษาทีมละ 20,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    ​ขณะที่ผลการแข่งขันระดับมัธยมศึกษา รางวัลชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย นครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับโล่รางวัลจากประธานศาลฎีกา พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 100,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว ได้รับโล่รางวัลจากเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 80,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ โรงเรียนวังไกลกังวลในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้รับโล่รางวัลจากเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมทุนการศึกษาจำนวน 60,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    รางวัลชมเชย ได้แก่ โรงเรียนพรหมานุสรณ์ จังหวัดเพชรบุรี และโรงเรียนพรเจริญวิทยา จังหวัดบึงกาฬได้รับโล่รางวัลจากเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมทุนการศึกษาทีมละ 20,000 บาท และใบประกาศเกียรติคุณ

    ประธานศาลฎีกา กล่าวให้โอวาทแก่ผู้เข้าแข่งขันว่า กิจกรรมการแข่งขันตอบปัญหากฎหมาย เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจหลักกฎหมายให้แก่เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนโดยทั่วไปได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผยแพร่ความรู้ทางด้านกฎหมายให้แก่เยาวชน ซึ่งถือเป็นอนาคตของชาติ และเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญในการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป อีกทั้ง ยังเป็นการน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย ที่ทรงมีคุณูปการต่อวงการกฎหมายและวงการศาลไทยอย่างอเนกอนันต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/241524&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f49_08WkjQI_5S5EmXTMv

  • สจด. จัดการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “ทักษะการป้องกันตัวจากผู้ร้ายมีอาวุธในที่สาธารณะ” — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. จัดการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “ทักษะการป้องกันตัวจากผู้ร้ายมีอาวุธในที่สาธารณะ” — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. จัดการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “ทักษะการป้องกันตัวจากผู้ร้ายมีอาวุธในที่สาธารณะ”

    เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ที่ห้องประชุมสิรินธรพัฒนวิทย์ ชั้น 4 อาคาร 605 สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา หน่วยโรงเรียนความปลอดภัย ร่วมกับ กิจการนักเรียน นักศึกษา โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาจัดการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “ทักษะการป้องกันตัวจากผู้ร้ายมีอาวุธในที่สาธารณะ” โดยได้รับเกียรติวิทยากรเชี่ยวชาญพิเศษจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ บรรยาย พ.ต.ท.สัญญา รัตนไพวงศ์ อาจารย์ (สบ.3) ร.ต.อ.ภาณุพงษ์ ภู่ทอง อาจารย์ (สบ.1) กพล.ศฝต. และ ร.ต.อ.พลศิลฏ์ อินทานนท์ อาจารย์ (สบ.1) กพล.ศฝต. โดยมีนักเรียน ระดับปวช. ชั้นปีที่ 2 จำนวน 50 คน เข้าร่วมฟังบรรยาย เพื่อเป็นแนวทางในการเอาตัวรอดเมื่อเจอเหตุการณ์ฉุกเฉิน โดยสรุปแนะนำแนวทาง ข้อควรปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง และโดยเร็วที่สุด ดังนี้ คือการหลบหนี การหลบซ่อน และการต่อสู้ เป็นต้น

    ชาติภักดิ์/ข่าว

    สจด. จัดการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ
    สจด. จัดการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ
    สจด. จัดการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ
    สจด. จัดการบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/115197/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tImIPqEBzE8Pl-lPHKaWl

  • คนชอบเที่ยวอุทยานต้องรู้ เริ่มต.ค.68 ใช้ระบบ E-ticket

    คนชอบเที่ยวอุทยานต้องรู้ เริ่มต.ค.68 ใช้ระบบ E-ticket

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/agriculture-54&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VaekTCrVgSsZiTBYMxQRG

  • หลักสูตร Non-degree SPU ศึกษาดูงาน ศึกษาดูงาน ณ บริษัท เจ.ไอ.บี. คอมพิวเตอร์ กรุ๊ป จำกัด – วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน

    หลักสูตร Non-degree SPU ศึกษาดูงาน ศึกษาดูงาน ณ บริษัท เจ.ไอ.บี. คอมพิวเตอร์ กรุ๊ป จำกัด – วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน

    13 กันยายน 2568  ผู้เข้าอบรม หลักสูตร Non-Degree ระบบผสมผสานสมองกลอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและหุ่นยนต์เคลื่อนที่ในคลังสินค้า”  รุ่นที่ 1 ได้มีโอกาส ศึกษาดูงาน ณ บริษัท เจ.ไอ.บี. คอมพิวเตอร์ กรุ๊ป จำกัด (สำนักงานใหญ่) เพื่อเรียนรู้การจัดการ ในกระบวนการจัดการคลังสินค้า 

    กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เชิงปฏิบัติจริง (Experiential Learning) ที่ช่วยเสริมสร้างทักษะให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปต่อยอด และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และซัพพลายเชนยุคดิจิทัล 

     ขอขอบคุณ บริษัท เจ.ไอ.บี. คอมพิวเตอร์ กรุ๊ป จำกัด ที่ให้การต้อนรับและแบ่งปันประสบการณ์อย่างอบอุ่น

    #SPULogistics #NonDegree #SmartWarehouse  #เรียนกับตัวจริงประสบการณ์จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/logistics/2025/09/13/non-degree-spu-jib/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XbsoTwfazIEoM-4AUAqbe