Category: วัฒนธรรม

  • บจก.ออโต้ บิสซิเนสฯ จับมือวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม จัดโครงการ “ออโต้คอร์ป อาสาพาสุข ปั้นฝัน ช่างรุ่นใหม่” พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รับยานยนต์โตในอนาคต – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    บจก.ออโต้ บิสซิเนสฯ จับมือวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม จัดโครงการ “ออโต้คอร์ป อาสาพาสุข ปั้นฝัน ช่างรุ่นใหม่” พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รับยานยนต์โตในอนาคต – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บริษัท ออโต้ บิสซิเนส คอร์ปอเรชั่น จำกัด จัดโครงการ CSR “ออโต้คอร์ป อาสาพาสุข ปั้นฝัน ช่างรุ่นใหม่” ภายใต้กิจกรรมมอบทุนการศึกษาและจัดอบรมความรู้ด้านเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ ให้กับน้องๆ นักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์เทคโนโลยี สาขาเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เป็นเงินทุนการศึกษาจำนวน 10 ทุน มูลค่ารวม 100,000 บาท

    สำหรับภายในงานดังกล่าวได้รับเกียรติอย่างสูงจาก คุณณฐพันธ์ อิทธิละวิวงฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออโต้ บิสซิเนส คอร์ปอเรชั่น จำกัด มากล่าวเปิดงาน และ ดร.สิริวรรณ์ รัตนราษี รองอธิการบดีฝ่ายบริหารวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ที่ได้มากล่าวต้อนรับ พร้อมกับมีการจัดบรรยายให้ความรู้กับน้องๆ นักศึกษาในหัวข้อ “เสริมสมรรถนะรถจักรยานยนต์ ด้วยนวัตกรรมจาก BENDIX / WD-40 / V-TECH / BOSCH / TTW / KYB / GATES ”  โดยคุณประสพโชค ปั้นหลุย ช่างเทคนิคชำนาญการ รวมถึงหัวข้อเกี่ยวกับ “เคมีภัณฑ์ในรถยนต์” โดยคุณประสพโชค ปั้นหลุย และคุณอลัน ดาวลอย งานนี้มีน้องๆ นักศึกษา จากวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เข้าร่วมกิจกรรมฯ ดังกล่าว จำนวนมากกว่า 200 คน

    อย่างไรก็ดี คุณณฐพันธ์ อิทธิละวิวงฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออโต้ บิสซิเนส คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยถึง การจัดโครงการ CSR “ออโต้คอร์ป อาสาพาสุข ปั้นฝัน ช่างรุ่นใหม่” ในครั้งนี้ว่า เป็นการจัดกิจกรรม CSR ร่วมกับทางวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม และคู่ค้าทางธุรกิจของบริษัทออโต้ บิสซิเนส ฯ ที่เป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกและแบรนด์ที่ได้มาตรฐาน กว่า 15 แบรนด์ อาทิ TOKICO,BENDIX, WD-40, V-TECH,  BOSCH, TTW, KYB, SCHAFFLER, ASUKI, OSRAM, ARTECH, NARVA, GATES, BEZ , APS รวมถึงพนักงานของบริษัท เนื่องจากบริษัทเล็งเห็นว่าปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ โดยเฉพาะการมาของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) และโซลูชั่นด้าน Mobility ที่ทันสมัย

    บริษัท ออโต้ บิสซิเนสฯ ในฐานะที่เป็นบริษัทผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอะไหล่ยนต์เคมีภัณฑ์และอุปกรณ์ด้านยานยนต์ต่างๆ ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์อย่างครบวงจร ทั้งอะไหล่แท้ อะไหล่ทดแทน จากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกและแบรนด์ที่ได้มาตรฐาน OEM จึงมีบทบาทสำคัญต่อการทำธุรกิจที่ต้องการให้ผู้บริโภค หรือ ผู้เป็นเจ้าของรถยนต์ได้รับทั้งคุณภาพสินค้าที่ดีในระดับมาตรฐานสากล พร้อมกับการบริการที่ครบถ้วนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคไม่ว่าจะเป็นยานยนต์สมัยใหม่ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการบริการหลังการขายจากช่างยนต์ที่มีฝีมือดี และมีคุณธรรม จริยธรรมในการทำงานบริการซ่อมเปลี่ยนอะไหล่ให้กับลูกค้าอย่างซื่อสัตย์สุจริต ไม่เอารัดเอาเปรียบ

    ดังนั้นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ส่งผลทำให้บริษัทเข้ามาเชื่อมโยงสู่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หรือ ทุนมนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาและบุคลากรด้านช่างยนต์ร่วมกับทางวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ที่ไม่เพียงให้ทุนการศึกษาอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนด้านองค์ความรู้เชิงประสบการณ์การทำงานจริง การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นจากต่างประเทศและกำลังเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เพื่อเป็นการช่วยส่งเสริมและเติมเต็มความรู้ที่น้องๆ นักศึกษา มีอยู่แล้วจากการได้เรียนกับทางวิทยาลัยฯ ได้เกิดความเข้าใจ และมีความรู้ถึงการทำงานจริงๆ ในภาคธุรกิจ เพื่อจะสามารถเตรียมน้องๆ นักศึกษา ให้สามารถออกไปสู่โลกแห่งการทำงานจริงในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ที่ปัจจุบันและอนาคตต้องการคนที่มีทักษะและความรู้ที่ทันต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป

    ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งมอบช่างยนต์อนาคตที่ดีทั้งทางด้านฝีมือการทำงาน และการมีคุณธรรม จริยธรรมที่ดีออกไปสู่สังคมไทยมากขึ้น ผ่านก้าวเล็กๆ ที่บริษัทได้เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์หนึ่งของวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เพื่อจะช่วยกันบ่มเพาะน้องๆ นักศึกษา เหล่านี้ให้สามารถออกไปเป็นช่างยนต์อนาคตที่ดีต่อสังคม และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่จะได้รับการบริการจากช่างยนต์ที่มาจากน้องๆ นักศึกษาดังกล่าว

    อย่างไรก็ดี บริษัทเชื่อมั่นว่าสิ่งที่กำลังทำไม่เพียงแต่ช่วยสร้างบุคลากรที่เป็นช่างยนต์ที่มีคุณภาพ แต่ยังทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กันด้วย และทั้งหมดนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้บริษัทเลือกทำ CSR ด้านการสร้างองค์ความรู้เชิงวิชาการด้วยการร่วมมือกับวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ไม่เพียงแต่การทำกิจกรรม CSR เพื่อสังคมในรูปแบบอื่น ๆ เท่านั้น เนื่องจากทุนมนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด เพราะต่อให้เทคโนโลยีก้าวล้ำไปข้างหน้ามากแค่ไหน ถ้าไม่มีการสร้างคนหรือพัฒนาคนให้มีความรู้ มีคุณภาพที่ดี เทคโนโลยี หรือ สิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาก็จะไม่มีความยั่งยืนในระยะยาวแน่นอน

    ดังนั้นเราจำเป็นต้องสนับสนุนการพัฒนาคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนักศึกษาที่เป็นบุคลากรด้านยานยนต์ ให้มีความรู้ทักษะและความเข้าใจในเชิงลึก เพื่อให้สร้างผลลัพธ์แบบระยะยาว และยั่งยืนต่อสังคมมากที่สุด ดังนั้นโครงการ CSR  ครั้งนี้ จึงสะท้อนวิสัยทัศน์ของบริษัทที่มุ่งสร้างคุณค่าทางยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะบริษัทไม่เพียงแต่มอบทุนการศึกษาและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้น้องๆ นักศึกษาเท่านั้น แต่ในอนาคตอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะมีต่อยอดไปสู่การจับมือกับคู่ค้า หรือ พันธมิตรทางธุรกิจของบริษัทที่เป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกและแบรนด์ที่ได้มาตรฐาน กว่า 15 แบรนด์ ในการส่งมอบน้องๆ นักศึกษาไปฝึกงานจริงกับฝ่ายเทคนิคและการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยานยนต์ครบวงจร เพื่อให้น้องๆ นักศึกษา ได้นำความรู้ที่ได้จากการเรียนไปฝึกใช้จริงในสนามแห่งการทำงาน รวมถึงการได้ออกไปพบปะกับลูกค้าจริงๆ ที่เข้ามาใช้บริการ เพื่อจะนำความรู้ที่ได้จากการเรียนไปช่วยเหลือลูกค้าที่มีปัญหาการใช้รถยนต์แตกต่างกันออกไป

    ” ซึ่งทั้งหมดนี้ ถือว่าเป็นการช่วยให้เกิดการผลักดันธุรกิจของบริษัทให้เติบโตไปด้วยกันผ่านการเข้ามาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นกลุ่มนักศึกษาที่จะออกไปเป็นบุคลากรด้านช่างยนต์ เพราะเป็นเรื่องที่เรากำลังสนับสนุนคนรุ่นใหม่ ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและสังคมในอนาคตไปพร้อมๆ กัน และเป็นการทำให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ระบบการทำงานจริงและเข้าใจเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อจะต่อยอดไปสู่การทำงานในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ได้อย่างมั่นใจไปด้วยกันกับบริษัท หรือการจะออกไปเป็นเจ้าของธุรกิจเองในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมด้านใดก็ตาม ” คุณณฐพันธ์ กล่าว

    ทั้งนี้ทางด้าน ดร.สิริวรรณ์ รัตนราษี รองอธิการบดีฝ่ายบริหารวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวถึง ความรู้สึกที่ได้มาร่วมทำโครงการ CSR “ออโต้คอร์ป อาสาพาสุข ปั้นฝัน ช่างรุ่นใหม่” กับทางบริษัทออโต้ บิสซิเนส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ครั้งนี้ ว่า ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ที่ทางวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ได้รับจากบริษัทออโต้ บิสซิเนสฯ เนื่องจากเป็นบริษัทที่มีความรับผิดชอบสูงมากต่อสังคม และต่อการศึกษาของประเทศไทย

    เนื่องจากปัจจุบันมีบริษัทน้อยมากที่จะเจาะลึกลงถึงเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตั้งแต่ให้ทุนการศึกษา รวมถึงการให้ความรู้เชิงภาคธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์จริงๆ ประกอบกับยังให้การสนับสนุนด้านวิชาชีพเวลาที่วิทยาลัยต้องพาน้องๆ นักศึกษา ไปแข่งขันในโครงการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงเพื่อธุรกิจแห่งอนาคต รวมถึงการแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ

    ส่งผลให้น้องๆ นักศึกษาของวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ได้รับผลประโยชน์อย่างมากมายที่นอกเหนือจากวิชาความรู้ที่ได้เรียนตามรายวิชา แต่เป็นการได้รับความรู้จากผู้มีประสบการณ์จริงในธุรกิจ ที่สามารถช่วยให้น้องๆ นักศึกษาสามารถนำไปต่อยอดได้ในอนาคตหลังที่ได้เรียนรู้แบบลงลึกถึงสถานการณ์ในปัจจุบันว่ายานยนต์ได้มีเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ เข้ามาบ้าง

    ขณะเดียวกันยังเป็นการช่วยติดอาวุธทางปัญญาให้กับน้องๆ นักศึกษา ให้มีความได้เปรียบเชิงการแข่งขันเมื่อต้องออกไปสู่ชีวิตการทำงานจริงๆ ในการทำให้แต่ละบริษัทเชื่อมั่นว่าน้องๆ นักศึกษา ที่จบจากวิทยาลัยฯ แห่งนี้ สามารถเข้าไปทำงานให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ทั้งหมดเลย เพราะปัจจุบันถ้าเรียนรู้อย่างเดียวแล้วไม่ได้ถูกฝึกในภาคปฏิบัติ น้องๆ นักศึกษาจะไม่สามารถที่จะแข่งขันกับตลาดแรงงานภายนอกได้เลย

    “ทางวิทยาลัยฯ ต้องขอขอบคุณผู้บริหารบริษัท ออโต้ บิสซิเนสฯ และพันธมิตรทุกๆ ท่านที่เป็นคู่ค้าของบริษัทดังกล่าว ที่เข้าช่วยชี้แนะสนับสนุนน้องๆ นักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์เทคโนโลยี สาขาเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ ซึ่ง 10 ทุนการศึกษาที่มอบให้ครั้งนี้ เป็นการสร้างความตระหนักให้น้องๆ นักศึกษา ได้รับรู้ว่าการที่น้องๆ นักศึกษา มาเรียนที่นี้ ทางวิทยาลัยฯ  เอง ก็มีเครือข่ายทางด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เข้ามาช่วยกันดูแล เพื่อให้น้องๆ นักศึกษาเกิดจิตสำนึกที่จะมีความตั้งใจเรียนรู้ และสำเร็จการศึกษาออกไปอย่างมีคุณภาพ และมีจิตสำนึก คุณธรรมที่ดีในการทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต” ดร.สิริวรรณ์  กล่าวปิดท้าย

    บริษัท ออโต้ บิสซิเนส คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอะไหล่ยนต์เคมีภัณฑ์และอุปกรณ์ด้านยานยนต์ต่างๆ ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์อย่างครบวงจร  ทั้งอะไหล่แท้ และอะไหล่ทดแทนจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกและแบรนด์ที่ได้มาตรฐาน OEM  โดยเกิดจากการร่วมทุนทางธุรกิจของกลุ่มบริษัทที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาสร้างองค์กรใหม่เพื่อรองรับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์ และเพื่อความยั่งยืนทางธุรกิจ บริษัท ออโต้ บิสซิเนสฯ พร้อมแล้วที่จะเติบโตร่วมไปกับเครือข่ายคู่ค้าของเรา  ทั้งลูกค้าในทุกช่องทางที่มีฐานการจัดจำหน่ายครอบคลุมทั่วประเทศและ Supplier ทั้งในและต่างประเทศซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยและกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.autocorp.co.th/

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/16/578255/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2b-RmJVuHcW3TvNGMLfnGu

  • ประวัติ “โสภณ ซารัมย์” คัมแบ็ก ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี ในครม.อนุทิน 1

    ประวัติ “โสภณ ซารัมย์” คัมแบ็ก ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี ในครม.อนุทิน 1

    เปิดประวัติ โสภณ ซารัมย์ คนสนิทเนวิน อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย ห่างหายจากเก้าอี้รัฐมนตรีมานาน ก่อนคัมแบ็กได้เป็นว่าที่รองนายกฯ ใน ครม.อนุทิน 1

    วันที่ 16 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โผ ครม.อนุทิน 1 ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เซ็นส่งรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 36 รายชื่อ เพื่อให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว โดย 1 ในนั้นคือนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ที่ครั้งนี้ได้นั่งถึงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

    ประวัติ โสภณ ซารัมย์

    สำหรับ นายโสภณ ซารัมย์ เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2502 ปัจจุบันอายุ 66 ปี เป็นชาวลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ โดยกำเนิด บิดาคือนายสนั่น ซารัมย์ มีอาชีพเป็นกำนัน มีพี่ชาย 1 คน คือนายสมบูรณ์ ซารัมย์ สส.เขต 3 บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ที่ถูกแฉปมเสียบบัตรแทนกัน แต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตีตกเนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ

    ขณะที่นายโสภณ มีชีวิตสมรสกับนางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลลำปลายมาศ มีบุตรด้วยกัน 3 คน 1 ในนั้นคือ นายอาณัตพณ ซารัมย์ อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเมื่อปี 2560 ขณะอายุ 30 ปี โดยหลังจากบุตรชายเสียชีวิต จึงได้ก่อตั้งมูลนิธิขึ้นและดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) เพื่อคอยช่วยเหลือสังคม

    ทางด้านการศึกษา นายโสภณ เรียบจบครุศาสตรบัณฑิต สาขาการประถมศึกษาจากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางทางการเมือง นายโสภณ รับราชการครูมาก่อน จากนั้นในปี 2544 ได้ลงสมัคร สส.บุรีรัมย์ ในนามพรรคชาติไทย และได้รับการเลือกตั้ง ต่อมาในปี 2548 ได้ย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย และยังคงได้รับการเลือกตั้ง สส. ก่อนจะย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชาชน เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค แต่พรรคพลังประชาชนก็ถูกตัดสินยุบพรรคอีกครั้ง

    ทำให้ในปี 2550 นายโสภณ ที่ถือเป็นคนใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ ได้ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย ที่แยกจากพรรคพลังประชาชน มารวมกับ สส. จากพรรคมัชฌิมาธิปไตย เพื่อสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

    ส่วนตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญของนายโสภณ ซารัมย์ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการคมนาคมในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วนปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการศึกษาธิการ ก่อนจะมีชื่อในโค้งสุดท้ายของ ครม.อนุทิน 1 ให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thairath.co.th/news/politic/2883244&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CJk9-Bzo2aBSCdk-ae-5R

  • กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รับสมัคร ขรก. 45 อัตรา เริ่ม 22 ก.ย.นี้

    กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รับสมัคร ขรก. 45 อัตรา เริ่ม 22 ก.ย.นี้

    กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ประกาศเปิดรับสมัครสอบบรรจุเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ 45 อัตรา เปิดรับสมัคร 22 กันยายน – 16 ตุลาคม 2568

    ตำแหน่งที่เปิดรับสมัคร

    1. เจ้าพนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นปฏิบัติงาน 20 อัตรา

    – ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในสาขาวิชาการบัญชีหรือสาขาวิชาการเงินและการธนาคาร โดยจะต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้สำเร็จการศึกษาภายในวันปิดรับสมัคร

    – เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของสํานักงาน ก.พ.

    2. เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีปฏิบัติงาน 15 อัตรา

    – ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในสาขาวิชาการบัญชี หรือสาขาวิชาการเงินและการธนาคาร โดยจะต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้สำเร็จการศึกษาภายในวันปิดรับสมัคร

    – เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ.

    3. เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน จำนวน 10 อัตรา

    – ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในทุกสาขาวิชา โดยจะต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้สำเร็จการศึกษาภายในวันปิดรับสมัคร

    – เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ.

    การรับสมัคร

    • รับสมัครทางอินเตอร์เน็ตได้ที่เว็บไซต์ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย 
    • เลือกหัวข้อ “รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ในตาแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน” ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน – 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568 สมัครได้ตลอด 24 ชั่วโมง (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/639036&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QJ3jWJAVglLPHm4ve0NLq

  • กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    กระทรวงศึกษาธิการ – MOE

    MOE E-Services

    บริการออนไลน์

    ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลสถานศึกษา

    ข้อมูลนักเรียน

    ข้อมูลครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

    ข่าวประกาศ

    announce

    ข่าวอื่นๆ

    NEWS & UPDATE

    • ทุนพระราชทาน มทศ.
    • ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
    • กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
    • ดูทั้งหมด

    26 ส.ค. 65

    22 ก.ย. 64

    เบื้องหลังความสำเร็จของครูดีเด่น “มนูญ ทิตย์วัลลี” ครูผู้ดูแลนักเรียนทุนพระราชทาน รุ่นที่ 9 ในโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ปี 2563

    21 ก.ย. 64

    “ครูเกม” ทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี (ตชด.)

    18 ก.ย. 64

    กระทรวงศึกษาธิการ พาไปพูดคุยกับ น.ส.เบญจวรรณ แสงเลื่อน นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 9

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาซื้อเครื่องปรับอากาศ แบบแยกส่วน ชนิดตั้งพื้นหรือชนิดแขวนขนาด 36,000 บีทียู จำนวน 20 เครื่อง

    10 มี.ค. 65

    ประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาจ้างจัดทำหนังสือที่ระลึกวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 130 ปี 1 เมษายน 2565

    25 ก.พ. 65

    ประกาศเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เรื่องทำเข็มที่ระลึก เสมาคุณูปการ ประจำปี 2565

    23 ก.พ. 65

    ประกาศเชิญชวนเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายประสิทธิภาพสูงเพื่อจัดทำ Web server

    30 ก.ค. 67

    16 ก.พ. 66

    30 ต.ค. 62

    โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรม เป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

    30 ต.ค. 62

    โครงการสร้างวินัยทางการเงินให้แก่ผูกู้ยืมเงิน กยศ. ด้วย e-Learning หลักสูตรเงินทองต้องวางแผน

    ข่าวประชาสัมพันธ์

    NEWS & UPDATE

    บทความที่น่าสนใจ

    ARTICLES

    Infographic

    หน่วยงาน ในสังกัด

    องค์กรหลัก

    องค์กรในกำกับ/องค์กรมหาชน

    สำนักงานรัฐมนตรี

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B6%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%25B2%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B4/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cbb4yqdY5NEzkhzaL6GWG

  • ชมคลิป: ถอดรหัส MK พลิกเกมธุรกิจด้วยบุฟเฟต์ 299 บาท

    ชมคลิป: ถอดรหัส MK พลิกเกมธุรกิจด้วยบุฟเฟต์ 299 บาท

    การตัดสินใจครั้งใหญ่ของ MK Restaurants ที่กล้าพลิกเกมธุรกิจจากภาพจำเดิม สู่โมเดลบุฟเฟต์ 299 บาท คือการเดิมพันที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้ทั้งวงการ พร้อมพิสูจน์ความสำเร็จด้วยตัวเลขการเติบโตที่น่าจับตามอง

    เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้ คือการมองเห็นโอกาสในพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ดึงดูดฐานลูกค้ากลับมาได้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่ลูกค้าเก่าจนถึงคนรุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้น ทั้งหมดเป็นไปได้ด้วยรากฐานธุรกิจและซัพพลายเชนอันแข็งแกร่งขององค์กร

    นี่ไม่ใช่แค่เรื่องราวของโปรโมชั่น แต่คือบทเรียนของการปรับตัวครั้งสำคัญ ที่แบรนด์ใหญ่กล้าจะเปลี่ยนเพื่อกำหนดอนาคตของตัวเองในตลาดที่ท้าทาย ร่วมหาคำตอบเบื้องหลังทุกการตัดสินใจได้ในบทสัมภาษณ์นี้ กับ ทานตะวัน ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

    ติดตามรายการ Morning Wealth ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 07.00-08.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH 

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/mk-restaurants-buffet-strategy/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19nrnhFi3nOZUQ1gtJcV_r

  • วบส. รุ่นที่ 14 หลักสูตรเพื่อ ผู้นำที่กล้าคิด กล้าทำ และก้าวทันอนาคต

    วบส. รุ่นที่ 14 หลักสูตรเพื่อ ผู้นำที่กล้าคิด กล้าทำ และก้าวทันอนาคต

    เปิดรับสมัครแล้ว! วบส. รุ่นที่ 14 หลักสูตรเพื่อ ผู้นำที่กล้าคิด กล้าทำ และก้าวทันอนาคต

    หลักสูตร วิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง (วบส.) รุ่นที่ 14 โดยคณะรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า (GSPA NIDA)

    เป็นหลักสูตรที่มุ่งเสริมสร้างศักยภาพนักบริหารระดับสูงให้เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ มีภาวะผู้นำ และมีสมรรถนะด้านการบริหารองค์การสมัยใหม่ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเงิน และตลาดทุน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการเป็นผู้นำที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งพัฒนาองค์การให้มีศักยภาพในการแข่งขันทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อให้องค์การมีการเติบโตอย่างมั่นคง สามารถอยู่รอดภายใต้สภาพแวดล้อมที่เป็นพลวัตและประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

    • สร้างผู้นำเชิงกลยุทธ์
    • เชื่อมโยงเครือข่ายระดับสูงจากภาครัฐ-เอกชน
    • เติมเต็มวิสัยทัศน์ผ่านองค์ความรู้สมัยใหม่

    อบรม: 15 ต.ค. 2568 – 18 มี.ค. 2569

    เรียนทุกวันพุธ เวลา 13.30 – 18.00 น.

    ณ นิด้า กรุงเทพฯ

    สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 19 ก.ย. 2568

    สมัครออนไลน์: https://forms.gle/oedibJwMHdLdSxFY6

    รายละเอียดเพิ่มเติม: https://ammnida.com

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:

    คุณณัฐธิดา 06 5580 6651 | คุณอุทุมพร 08 6971 9292

    E-mail: amm.gspa.nida@gmail.com

    #วบสNIDA #ผู้นำแห่งอนาคต #หลักสูตรบริหารระดับสูง #ExecutiveLeadership #อบรมผู้บริหาร

    เปิดรับสมัครแล้ว! วบส. รุ่นที่ 14 หลักสูตรเพื่อ ผู้นำที่กล้าคิด กล้าทำ และก้าวทันอนาคต
    Strive for academic excellence alongside the experts at GSCM NIDA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/amm-14/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dm2cK6P66nK68mqz4buzT

  • กรมการศาสนา จัดกิจกรรม “Open House เปิดบ้าน ศพอ.” เปิดเวทีเสวนาเสริมพลังบวร ขับเคลื่อนคุณธรรมสู่สังคมไทย

    กรมการศาสนา จัดกิจกรรม “Open House เปิดบ้าน ศพอ.” เปิดเวทีเสวนาเสริมพลังบวร ขับเคลื่อนคุณธรรมสู่สังคมไทย

    วันที่ 16 กันยายน 2568 เวลา 09.00 น. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดพิธีเปิดกิจกรรม “Open House เปิดบ้าน ศพอ.” โดยมีสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย ผู้แทนศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ในกรุงเทพมหานคร และสื่อมวลชนเข้าร่วม ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

    นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม กำหนดจัดกิจกรรม “Open House เปิดบ้าน ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ (ศพอ.)” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ระหว่างวันที่ 16 – 18 กันยายน 2568 ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแสดงผลการดำเนินงานของเครือข่ายศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ตลอดจนส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมแก่เยาวชนและประชาชน โดยบูรณาการความร่วมมือผ่านกลไก “พลังบวร” บ้าน – วัด/ศาสนสถาน – โรงเรียน/ราชการ โดยกิจกรรมภายในงานจัดอย่างต่อเนื่องตลอด ๓ วัน ประกอบด้วยการเสวนาวิชาการที่สำคัญ ได้แก่ การเสวนา “ศาสนาพุทธกับเยาวชนไทยในสังคมปัจจุบัน” เมื่อวันที่ 16 กันยายน เวลา 10.00 – 11.30 น. ณ ศาลาการเปรียญ วัดพระเชตุพนฯ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และกรมการศาสนา ร่วมหารือถึงบทบาทของศาสนาในการสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาและคุณธรรมแก่เยาวชนไทย ท่ามกลางสังคมยุคดิจิทัล การเสวนา “แรงบันดาลใจจากพื้นที่เล็ก สู่ผลลัพธ์ระดับประเทศ” ช่วงบ่ายวันเดียวกัน เวลา 13.00 – 15.00 น. โดยพระวิทยากรจากศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ในแต่ละภูมิภาค ร่วมนำเสนอแนวทางการพัฒนาและปัญหาอุปสรรคการดำเนินงาน ตลอดจนแนวทางสู่การต่อยอดให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระดับประเทศ

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสริมที่เปิดให้ประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วม ได้แก่ การเยี่ยมชมบูธนิทรรศการผลการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ทั่วประเทศ การแสดงศิลปวัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้แทนเครือข่ายกว่า 200 รูป/คน ซึ่งการจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและกระทรวงวัฒนธรรมที่มุ่งพัฒนา “คนดี คนเก่ง มีคุณธรรม” ภายใต้แนวคิด “พัฒนาความรู้…คู่คุณธรรม” โดยเน้นให้วัดและศาสนสถานกลับมาเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน และสร้างสังคมคุณธรรมที่ยั่งยืน ผ่านค่านิยม “คุณธรรม…นำการพัฒนา” กรมการศาสนาเชื่อมั่นว่า การจัดกิจกรรม “Open House เปิดบ้าน ศพอ.” จะเป็นเวทีสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด และโรงเรียน/ราชการ ทำให้ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น และเป็นศูนย์กลางการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่เด็กและเยาวชนไทย เพื่อเติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/957390&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jnP6hu3KVvJJ5WlsMGp3b

  • บีเอ็มดับเบิลยู และสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ปั้นบุคลากรรุ่นใหม่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์

    บีเอ็มดับเบิลยู และสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ปั้นบุคลากรรุ่นใหม่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์

    BMW TH and Chitralada Technology MoU

    บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) ครั้งสำคัญ เพื่อยกระดับการศึกษาด้านยานยนต์และการพัฒนาบุคลากรในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ ครอบคลุมด้านวิชาการ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ และเส้นทางสู่การจ้างงานโดยตรงสำหรับนักศึกษาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์นี้จะสร้างบุคลากรที่มีทักษะความสามารถ เพื่อตอบสนองความต้องการ ที่เปลี่ยนแปลงไปของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีขั้นสูง

    BMW TH and Chitralada Technology MoU

    นายชนินทร์ ฐิติจารุไพศาล ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ในขณะที่ประเทศไทยเร่งเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ระดับภูมิภาค ความต้องการบุคลากรที่มีทักษะสูงและสามารถปรับตัวได้นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ความร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการบ่มเพาะอนาคต ด้วยการผสานรวมแนวปฏิบัติจริงทางอุตสาหกรรมเข้ากับความเป็นเลิศทางวิชาการ เราไม่ได้เพียงแค่ให้ความรู้แก่นักศึกษาเท่านั้น แต่เรากำลังสร้างสรรค์นักนวัตกรรมและช่างเทคนิคที่จะขับเคลื่อนยุคใหม่แห่งการเดินทางในประเทศไทย ยังตอกย้ำถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของบีเอ็มดับเบิลยู ในการส่งเสริมบุคลากรท้องถิ่นและมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ”

    BMW TH and Chitralada Technology MoU

    บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระยะเวลาสามปีนี้ ได้กำหนดโครงการที่เน้นการปฏิบัติจริง ดังนี้:

    • ลดช่องว่างทักษะ: จัดโครงการฝึกงานแบบ Project-Based Internship, สหกิจศึกษา และทวิภาคี
      ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์จริงกับเทคโนโลยีล้ำสมัยและกระบวนการปฏิบัติงานของบีเอ็มดับเบิลยู เพื่อให้มั่นใจว่านักศึกษาจะได้รับทักษะที่ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมและตลาดแรงงาน
    • สภาพแวดล้อมการเรียนรู้จากของจริง: บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะพิจารณาสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในสถานที่ทำงานจริงแก่สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เพื่อยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้เชิงปฏิบัติสำหรับนักศึกษา
    • เส้นทางสู่การจ้างงานโดยตรง: สร้างช่องทางที่เป็นระบบสำหรับนักศึกษาที่มีศักยภาพสูง เพื่อเข้าสู่กระบวนการสรรหาและคัดเลือกของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ซึ่งจะเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เข้าทำงานกับบริษัทชั้นนำระดับโลกในอุตสาหกรรมยานยนต์
    • การถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนความรู้: อำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนความรู้ผ่านการบรรยายพิเศษโดยผู้เชี่ยวชาญจากบีเอ็มดับเบิลยู และโดยคณาจารย์จากสถาบันฯ เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
    • ความร่วมมือในการสรรหาบุคลากร: สถาบันฯ จะให้ความร่วมมือในการประสานงานและนำเสนอรายชื่อนักศึกษาที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการฝึกงานและโอกาสในการจ้างงานกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เพื่อให้กระบวนการสรรหาบุคลากรเป็นไปอย่างราบรื่น

    BMW TH and Chitralada Technology MoU

    รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เน้นย้ำถึงศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ว่า “ความร่วมมือกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญต่อการศึกษาด้านยานยนต์ในประเทศไทย สิ่งนี้มอบโอกาสอันล้ำค่าให้นักศึกษาของเราได้เรียนรู้โดยตรงจากผู้นำในอุตสาหกรรม ได้นำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสภาพแวดล้อมการทำงานจริง และพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และทักษะปฏิบัติที่จำเป็นสำหรับยนตรกรรมขั้นสูงในปัจจุบัน เรากำลังเสริมสร้างศักยภาพให้นักศึกษาของเรากลายเป็นบุคลากรซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างสูง พร้อมที่จะมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายต่อการเติบโตทางอุตสาหกรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของประเทศ”

    BMW TH and Chitralada Technology MoU

    ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาในครั้งนี้ พร้อมที่จะยกระดับมาตรฐานการศึกษาด้านอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาด้านยานยนต์อย่างมีนัยสำคัญ
    เพื่อขับเคลื่อนบุคลากรของประเทศไทยให้ก้าวสู่การแข่งขันและสร้างสรรค์นวัตกรรมในเวทีระดับโลกได้อย่างเต็มศักยภาพ

    BMW TH and Chitralada Technology MoU

    ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นอันยาวนานของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในการสนับสนุนการศึกษาด้านอาชีวศึกษา ภายใต้โครงการ BMW Service Apprentice ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของโครงการการศึกษาระบบทวิภาคีเยอรมัน-ไทย (German-Thai Dual Excellence Education – GTDEE) ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 และประสบความสำเร็จในการผลิตบุคลากรคุณภาพไปแล้วถึง 282 คน โครงการดังกล่าวพัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือกับหอการค้าเยอรมัน-ไทย และผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการ โดยมอบทุนการศึกษาเต็มจำนวน พร้อมการฝึกอบรมทางทฤษฎีและปฏิบัติอย่างเข้มข้น ณ ศูนย์ฝึกอบรมของบีเอ็มดับเบิลยู ทั้งนี้ กว่า 76% ของผู้สำเร็จการศึกษาเหล่านี้ได้เข้าสู่เส้นทางอาชีพที่มีความก้าวหน้ากับผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของโครงการในการสร้างบุคลากรยานยนต์ที่มีทักษะสูง สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาเองก็เป็นพันธมิตรที่สำคัญในโครงการ GTDEE มาตั้งแต่ปี 2555 โดยมีนักศึกษาจำนวนมากเข้าร่วมตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตอกย้ำถึงความทุ่มเทของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในการบ่มเพาะบุคลากรที่มีทักษะสูงเพื่ออนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://autostation.com/pr-csr/bmw-th-and-chitralada-technology-mou/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw369W7tVLTn4PxnGTIwaSrd

  • ตรวจหวยออมสิน หวยธ.ก.ส.สลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 1 หวยงวดนี้ 16 ก.ย.68

    ตรวจหวยออมสิน หวยธ.ก.ส.สลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 1 หวยงวดนี้ 16 ก.ย.68

    วันที่ 16 กันยายน 2568 วันนี้หวยออก ทั้งหวยธ.ก.ส. สลากออมทรัพย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหการณ์การเกษตร ,หวยออมสิน สลากออมสิน ธนาคารออมสิน ,หวยรัฐบาล หรือ สลากกินแบ่งรัฐบาล โดยรางวัลที่ 1 เลขที่ออกจะมีอะไรบ้าง เช็กผลรางวัล หวยงวดนี้ได้ โดย “ฐานเศรษฐกิจ“มัดรวมเลขที่ออก พร้อมช่องทางตรวจหวยมานำเสนอ อีกทั้งยังแนะช่องทางลุ้นหวย ลุ้นผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดล่าสุด เช็กข้อมูลที่นี่

    ตรวจหวย สลากออมสินพิเศษ 1 ปี และสลากออมสินพิเศษดิจิทัล 1 ปี งวดประจำวันที่ 16 กันยายน 2568 หน่วยละ 100 บาท (ตรวจหวยออนไลน์คลิกที่นี่)

    ตรวจหวยล่าสุด หวยงวดนี้วันที่ 16 ก.ย.68 เช็กเลยผลการออกรางวัลสลากธ.ก.ส. หวยออมสิน สลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 1

    ตรวจหวย สลากออมสินพิเศษ 1 ปี รางวัลเพื่อการศึกษา งวดประจำวันที่ 16 กันยายน 2568 (ตรวจหวยออนไลน์คลิกที่นี่)

    ตรวจหวย สลากออมสินพิเศษ 1 ปี รางวัลเพื่อการศึกษา งวดประจำวันที่ 16 กันยายน 2568

    ตรวจหวย ธ.ก.ส.สลากออมทรัพย์ งวดประจำวันที่ 16 กันยายน 2568 (ตรวจหวยออนไลน์คลิกที่นี่)

    สำหรับสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส.งวดวันที่ 1 กันยายน 2568 ในชุด“สลาก ธ.ก.ส. ชุดถุงทอง” รางวัลที่ 1 มูลค่า 60 ล้านแบบตกเป็นของลูกค้าสาขาศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ (อาคาร B) กรุงเทพ ส่วน“สลากออมทรัพย์ทวีสิน ชุด มรกต” รางวัลที่ 1 มูลค่า 20 ล้านบาท รอบนี้เป็นของลูกค้าสาขานางแล จ.เชียงราย

    ส่วนรางวัลที่ 1 “สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดมังกรหยก” งวดประจำเดือน กันยายน 2568

    • หมวด ยB 8247090 สาขาระยอง จ.ระยอง

    รางวัลพิเศษ 1 ล้านบาท

    • สาขา หันคา จ.ชัยนาท
    • สาขา สอง จ.แพร่ 

    รางวัลที่ 1 “สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดหยกจักรพรรดิ” งวดประจำเดือน กันยายน 2568

    • หมวด LY 8454212 สาขาด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี

     รางวัลพิเศษ หยกจักรพรรดิ 

    • สาขาอุดรธานี จ.อุดรธานี
    • สาขาทวดทอง จ. นครศรีธรรมราช
    • สาขาปากช่อง จ.นครราชสีมา
    • สาขาโพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี
    • สาขาตรัง จ.ตรัง 

    ตรวจหวยออมสิน หวยธ.ก.ส.สลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 1 หวยงวดนี้ 16 ก.ย.68

    ตรวจหวยออมสิน หวยธ.ก.ส.สลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 1 หวยงวดนี้ 16 ก.ย.68

    ตรวจหวย ธ.ก.ส.สลากออมทรัพย์ งวดประจำวันที่ 16 กันยายน 2568

    ตรวจหวย -ถ่ายทอดสดผลการออกรางวัล สลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 กันยายน 2568

    • ตรวจหวยงวดนี้ 16 กันยายน 2568 ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล (คลิกที่นี่)

    ผลการออกรางวัล สลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 กันยายน 2568

    • รางวัลที่ 1 : 074646
    • รางวัลเลขหน้า 3 ตัว : 740 , 512
    • รางวัลเลขท้าย 3 ตัว : 308 , 703
    • รางวัลเลขท้าย 2 ตัว : 58

    ผลการออกรางวัล สลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 กันยายน 2568

    สำหรับ หวยงวดนี้ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จะทำการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 กันยายน 2568 ณ ห้องออกรางวัลสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ต.ท่าทราย อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี สามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางดังต่อไปนี้

    • เว็บสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (คลิกที่นี่)
    • LINE TODAY สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (คลิกที่นี่)
    • ช่องอมรินทร์ทีวี เอชดี 34 เวลา 13.50 น.
    • ช่องไทยรัฐทีวี ตั้งแต่ 14.00 น.
    • ถ่ายทอดสดผลหวยออกวันศุกร์ที่ 16 กันยายน 2568 พร้อมลิงก์ผลหวยออก (คลิกที่นี่)

    หวยงวดนี้ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ทำการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 กันยายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/638992&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eaz4EICO_HuCJo6gkxcyA

  • ชาวบางบาล ทุ่งรับน้ำ กับปัญหาจัดการน้ำไม่เป็นธรรม

    ชาวบางบาล ทุ่งรับน้ำ กับปัญหาจัดการน้ำไม่เป็นธรรม

    16 ก.ย. 256817:38 น.

    “ทุ่งบางบาล” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถูกประกาศเป็นพื้นที่รับน้ำ ที่ชาวบ้านใมนชุมชนนี้ยอมรับการมีวิถีชีวิตที่ต้องแบกรับน้ำก่อนระบายเข้า กทม. แต่วันนี้ชาวบางบาลตั้งคำถาม การบริหารจัดการน้ำเป็นธรรม ขาดการมีส่วนร่วม เงินช่วยเหลือมาช้า เสนอโมเดล “กองทุนแบ่งปันภาระ”

    อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รู้จักกันดีในฐานะ “ทุ่งรับน้ำ” แห่งลุ่มเจ้าพระยา ทุกครั้งที่น้ำเหนือไหลบ่า ทุกปีที่พายุฝนสาดซัดลงมา ชาวบ้านในบางบาลแทบจะกลายเป็นด่านแรกที่ต้องน้ำท่วมบ้าน ท่วมถนน ท่วมชีวิต

    ความจริงที่ว่า “บางบาลท่วมทุกปี” ไม่ใช่เพียงคำบ่น หากแต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างการจัดการน้ำของประเทศที่ยังหาคำตอบที่ยั่งยืนไม่ได้

    ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อยเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่บางหลวง บางบาล และชุมชนโดยรอบ บางครอบครัวต้องย้ายขึ้นมาอยู่บนเต็นท์พักชั่วคราวริมคันกั้นน้ำ บางครอบครัวเลือกที่จะอยู่เฝ้าบ้าน แม้จะต้องพายเรือเข้าออกทุกวัน ความคุ้นชินกับน้ำท่วมที่ชาวบ้านเอ่ยปากว่า “อยู่กับน้ำจนชิน” ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเต็มใจรับ หากแต่เป็นการยอมจำนนต่อสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือก

    “บางบาล “ทุ่งรับน้ำ” ของประเทศ?

    นางทองเจือ ไม้อบเชย อายุ 87 ปี ชาวบ้าน ต.บางหลวง อ.บางบาล เล่าว่าปีน้ำเริ่มท่วมตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2568 และขยับสูงขึ้นเรื่อย ๆ ปีนี้แม้จะยังไม่หนักเท่าปี 2554 หรือปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นช่วงพีคของฤดูน้ำหลาก สถานการณ์จะรุนแรงกว่านี้หรือไม่

    “ท่วมทุกปี ปีไหนมากปีไหนน้อย แต่ไม่เคยหายไปเลย… ถ้าปล่อยมาเกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเมื่อไหร่ น้ำก็จะท่วมหนัก” เธอกล่าว ถึงแม้จะเคยชิน แต่ก็ยังรู้สึกเบื่อ เพราะน้ำท่วมหมายถึงความลำบาก ทั้งการอยู่ การกิน และการซ่อมแซมบ้าน

    ด้าน นางแสวง จันทรพิทักษ์ อายุ 77 ปี จากชุมชนบางหลวง ที่อาศัยอยู่กับเหลนวัย 6 ขวบ เล่าว่า บ้านของเธอถูกน้ำท่วมมาแล้วกว่า 2 สัปดาห์ บางครั้งต้องพายเรือเข้าออก ส่งหลานไปโรงเรียนซึ่งเพิ่งปิดไปหนึ่งสัปดาห์เพราะน้ำท่วม

    “อยุธยาท่วมทุกปี ไม่เคยเว้น…น้ำจะมากจะน้อยก็ท่วมทุกปี” ยายแสวงบอก และตั้งคำถามว่าทำไมปัญหาการจัดการน้ำที่พูดกันมายาวนานจึงยังแก้ไม่ได้เสียที แม้จะอยู่กับน้ำมานานจนชิน แต่ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากให้ท่วมอีก “ไม่ท่วมดีกว่า อยู่สบายกว่าลูกหลานไม่ต้องลำบาก”

    ขณะที่เงินชดเชยเยียวยาน้ำท่วมที่ชาวบ้านได้รับในแต่ละปีได้ไม่เท่ากัน ปีที่แล้วชาวบ้านบอกว่าได้เยอะหลังละ 9,000 บาทเท่ากันทุกหลัง แต่ปีนี้ยังไม่ทราบรายละเอียด และกว่าจะได้รับเงินก็มักจะล่าช้ามาโดยตลอด จึงมองว่าไม่คุ้ม อยากให้น้ำไม่ท่วมเลยจะดีกว่า

    แนวโน้มน้ำท่วมภาคกลางปี 2568

    อำเภอบางบาล เป็นหนึ่งใน 6 อำเภอของพระนครศรีอยุธยา ที่ต้องรับน้ำจากตอนบน เพื่อไม่ให้ปริมาณมหาศาลไหลเข้ากรุงเทพฯ บ้านหลายหลังจึงถูกออกแบบยกใต้ถุนสูง หรือ “ดีดบ้าน” ให้พ้นระดับน้ำ แต่ก็ยังไม่สามารถรับมือได้ทั้งหมด หากปีใดน้ำมากเกินไป บ้านเรือนและวิถีชีวิตก็ยังคงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    สิ่งที่สะท้อนจากบางบาลจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง ความเคยชินกับน้ำท่วม แต่คือคำถามเชิงนโยบายว่า ประเทศไทยจะสามารถจัดการน้ำได้จริงหรือไม่ เพื่อให้พื้นที่รับน้ำเช่นนี้ไม่ต้องตกอยู่ในวังวนความเดือดร้อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    เพราะ “การอยู่ในพื้นที่รับน้ำ” ไม่ได้หมายความว่าชาวบ้านจะต้องยอมรับสภาพเสมอไป หากรัฐยังไม่มีระบบการชดเชยและเยียวยาที่เพียงพอ แม้จะมีมาตรการช่วยเหลืออยู่แล้ว แต่ก็ไม่ครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ประชาชนต้องสูญเสีย

    ขณะที่ “แนวโน้มสถานการณ์น้ำ” แม้ขณะนี้ฝนจะทิ้งช่วงไปบ้าง 1–2 วัน แต่ต้องเฝ้าจับตาว่าภายในไม่กี่วันข้างหน้ามีโอกาสเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ เพราะปัจจัยหลายอย่างยังคงกดดัน โดยเฉพาะน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่กำลังปล่อยน้ำลงมาเติมแม่น้ำเจ้าพระยา

    ข้อมูลล่าสุดระบุว่า เขื่อนภูมิพลมีน้ำราว 70% ระบายวันละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำเก็บกักอยู่ถึง 80% และระบายวันละ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า เขื่อนใหญ่กำลังทำหน้าที่ชะลอและทยอยระบายน้ำเพื่อไม่ให้พื้นที่ลุ่มต่ำได้รับผลกระทบในทันที

    อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังคงอยู่ หากร่องมรสุมเคลื่อนผ่านภาคกลางและมีฝนตกลงมาเพิ่มเติม ระดับน้ำเจ้าพระยาจะยกตัวสูงขึ้น แม้การระบายที่เขื่อนเจ้าพระยาจะอยู่ที่ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่หากฝนตกหนักเติมน้ำลงมาในพื้นที่อย่างสิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี ระดับน้ำก็อาจควบคุมได้ยาก

    ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงกันยายน–ตุลาคมยังเป็นฤดูที่พายุมีโอกาสเข้าสู่ประเทศไทย หากพายุเคลื่อนเข้ามาเสริมกับร่องฝนเหมือนกรณี “วิภา” หรือ “คาจิกิ” ในอดีต จะทำให้ฝนตกหนักเฉลี่ยมากกว่า 100 มิลลิเมตรในหลายพื้นที่ ทั้งตอนบนและตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งอาจก่อให้เกิดวิกฤตซ้ำเติมได้

    อีกปัจจัยสำคัญคือ “น้ำทะเลหนุนสูง” ระหว่างวันที่ 18–23 กันยายน 2568 ระดับน้ำทะเลจะดันกลับเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้น้ำสูงตั้งแต่ปากอ่าวขึ้นมาถึงกรุงเทพฯ ปทุมธานี และบางครั้งอาจถึงพื้นที่ริมตลิ่งในอยุธยา หากทั้ง 4 ปัจจัย คือ น้ำเหนือ, ร่องฝน, พายุ และน้ำทะเลหนุน เกิดขึ้นพร้อมกัน ความเสียหายอาจรุนแรงกว่าที่ผ่านมา

    แม้จะมีการบริหารจัดการน้ำดีขึ้นกว่าวิกฤตปี 2554 แต่ข้อมูลปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนใหญ่ปีนี้ก็ใกล้เคียงกับสถิติปีนั้น โดยปี 2554 มีน้ำรวมกว่า 22,300 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนปี 2568 อยู่ที่ราว 25,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ถือว่าไม่ต่างกันมากนัก ต่างเพียง 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับการรับมือไม่ให้ทั้ง 4 ปัจจัยเข้ามาพร้อมกัน

    “อ.ศศิน” วอนเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำ ไม่เกิน 1,900 ลบ.ม.

    ล่าสุดวันที่ 16 กันยายน 2568 กรมชลประทานประกาศปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 2,000–2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตามมติคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพื่อลดความเสี่ยงต่อพื้นที่ลุ่มต่ำ แต่ผลที่ตามมาคือ ระดับน้ำท้ายเขื่อนสูงขึ้น 40–60 เซนติเมตร ส่งผลให้หลายพื้นที่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะ อ.บางบาล อ.เสนา อ.ผักไห่ อ.บางไทร และ อ.บางปะอิน ต้องเผชิญน้ำท่วมซ้ำซาก บ้านเรือนกว่า 25,000 ครัวเรือนได้รับผลกระทบ

    ทุ่งรับน้ำบางบาลและป่าโมก ซึ่งกรมชลประทานเปิดประตูระบายน้ำและท่อลอดเกือบทั้งหมดแล้ว กลายเป็นจุดรองรับมวลน้ำหลัก โดยมีการทยอยระบายเข้าทุ่งเพื่อควบคุมไม่ให้ท่วมถนนและบ้านเรือนในทุ่งรับน้ำโดยตรง

    นายศศิน เฉลิมลาภ นักวิชาการอิสระด้านการจัดการน้ำ แสดงความกังวลว่า การระบายน้ำเกินกว่า 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กำลังสร้างความเดือดร้อนรุนแรงต่อชาวบ้านในพื้นที่รับน้ำ เช่น คลองบางหลวง บางบาล และหัวเวียง ที่น้ำเอ่อล้นจนท่วมถึงชั้นสองของบ้าน ทำให้ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ตามปกติ

    “หากยังปล่อยเกิน 2,000 ลบ.ม.ต่อวินาทีต่อไป จะทำให้ชาวบ้านที่ตอนนี้ต้องอาศัยอยู่ชั้นสองของบ้านไม่สามารถอยู่ได้อีก อาจต้องอพยพออกจากพื้นที่” นายศศินกล่าว

    เขาเรียกเรียกร้องให้กรมชลประทานพิจารณาลดอัตราการระบายน้ำลงมาอยู่ที่ 1,900 ลบ.ม.ต่อวินาทีหรือต่ำกว่า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเปิดโอกาสให้ชาวบ้านยังคงพอใช้ชีวิตอยู่ในบ้านของตนเองได้

    ขณะเดียวกัน การตัดสินใจ “เอาน้ำเข้าทุ่ง” ยังไม่สามารถทำได้ทันที ต้องรอการพิจารณาของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพราะเกี่ยวพันกับปฏิทินการทำนาของเกษตรกร ปีนี้การเกี่ยวข้าวล่าช้ากว่ากำหนด ชาวนาหลายพื้นที่ยังเก็บเกี่ยวไม่เสร็จ หากรีบปล่อยน้ำเข้าทุ่งอาจทำให้ผลผลิตเสียหาย จึงต้องรอจังหวะที่เหมาะสม

    ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การจัดการน้ำไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคการระบายน้ำ แต่เป็นเรื่องความเป็นธรรมและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ทั้งเกษตรกร ชุมชน และภาครัฐ

    น้ำท่วมอยุธยา จัดการไม่เป็นระบบ หรือความไม่เป็นธรรม

    ผศ.ดร.อาทิตย์ ทองอินทร์ อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อธิบายว่า ในเชิงพื้นที่ อยุธยามี “ทุ่งรับน้ำ” ซึ่งออกแบบไว้เพื่อหน่วงและระบายน้ำ โดยมีคันกั้นน้ำ (ที่ส่วนใหญ่เป็นถนนชลประทาน) แบ่งเขตระหว่างพื้นที่รับน้ำและพื้นที่นอกทุ่งรับน้ำ ปกติแล้วน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาจะระบายผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย แต่เมื่อมีปริมาณมาก มักเอ่อล้นเข้าพื้นที่ชุมชนนอกคันกั้นน้ำ

    “คำถามคือ ทำไมไม่ระบายเข้าทุ่งรับน้ำที่เตรียมไว้ แต่ปัญหาก็คือเมื่อระบายเข้าไปแล้ว ระบบการเปิด-ปิดประตูน้ำกลับไม่ทำงานตามแผนที่วางไว้ น้ำจึงค้างอยู่และไม่สามารถผ่องถ่ายต่อได้”

    ชาวบ้านมองน้ำท่วมไม่ใช่ธรรมชาติ แต่คือการจัดการ

    ดร.อาทิตย์ ชี้ว่า ชาวบ้านริมน้ำจำนวนมากยอมรับว่าพื้นที่ลุ่มต่ำย่อมท่วมเป็นปกติ หลายครัวเรือนยกบ้านหนีน้ำไว้แล้วตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งเป็นปีที่น้ำท่วมใหญ่ที่สุดตามธรรมชาติ แต่ระดับและระยะเวลาน้ำท่วมปัจจุบันกลับสูงและนานกว่าที่ควรจะเป็น “ตรงนี้ชาวบ้านสะท้อนชัดว่าเป็นผลจากการจัดการน้ำ ไม่ใช่เพียงธรรมชาติ”

    สิ่งที่ประชาชนต้องการ ระบบที่สอดประสานและเยียวยาที่เป็นธรรม โดยข้อเรียกร้องหลัก ๆ ที่ชาวบ้านต้องการคือ

    1. การเปิด-ปิดประตูน้ำอย่างสัมพันธ์กัน ตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ลงมาถึงอยุธยา เพื่อกระจายน้ำไปยังพื้นที่การเกษตรที่ต้องการน้ำ ไม่ใช่ปล่อยให้ขังอยู่เฉพาะบางพื้นที่
    2. การชดเชยเยียวยาที่เป็นธรรม ปัจจุบันการช่วยเหลือยังล่าช้า ไม่ครอบคลุม และเน้นเพียงค่าซ่อมบ้านตามระเบียบกระทรวงการคลัง ขณะที่ชาวบ้านเสียโอกาสทั้งในด้านอาชีพและการศึกษา ซึ่งไม่ถูกนับรวม

    “รัฐพูดเองว่า น้ำท่วมทุกปี แต่กลับไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า เช่น เต็นท์ เรือ หรือศูนย์อพยพสำหรับกลุ่มเปราะบาง นี่สะท้อนว่าระบบยังไม่พร้อมจริง”

    ช่องว่างเชิงนโยบาย “สทนช.” กับอำนาจที่ยังไม่ถูกใช้

    ตามกฎหมายทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) มีอำนาจสั่งการบูรณาการทุกหน่วยงาน แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกปล่อยให้กรมชลประทานรับผิดชอบเกือบฝ่ายเดียว

    “จริง ๆ แล้ว สทนช.ขึ้นตรงต่อนายกฯ และควรใช้กลไกคณะกรรมการลุ่มน้ำเชื่อมโยงการจัดการระดับพื้นที่ แต่ทุกวันนี้เหมือนอำนาจไม่ถูกนำมาใช้จริง”

    อีกประเด็นคือ การมีส่วนร่วมของชุมชน ปัจจุบันการทำประชาคมในทุ่งรับน้ำยังจำกัดแค่กลุ่มผู้ใช้น้ำจำนวนหลักร้อย ขณะที่ประชาชนในพื้นที่จริงมีเป็นหมื่น “นี่คือความไม่สมดุลที่เสี่ยงจะสร้างความขัดแย้ง”

    ปัจจุบันมีแผนงานแก้ไขน้ำท่วมทั้งสิ้น 8–9 โครงการ แต่ที่เดินหน้าเพียงโครงการคลองบางไทร หรือ “เจ้าพระยาสายที่ 2” ซึ่งเน้นปกป้องพระนครศรีอยุธยาและนิคมอุตสาหกรรม ไม่ได้ช่วยบรรเทาปัญหาทุ่งบางบาลหรือเสนา–ผักไหโดยตรง

    “โครงการที่ควรช่วยจริง เช่น โครงการป่าสัก หรือโครงการผันน้ำไปอ่าวไทย กลับยังไม่คืบหน้า”

    เสนอโมเดล “กองทุนแบ่งปันภาระ”

    มีข้อเสนอจากนักวิชาการบางส่วนว่า ควรตั้ง กองทุนจากภาคเมืองและเอกชน ที่ไม่ต้องรับน้ำ เพื่อช่วยบรรเทาความเสียหายของชุมชนที่ต้องเป็นพื้นที่รับน้ำแทน

    อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมเองหลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ก็ได้ลงทุนสร้างกำแพงและระบบป้องกันน้ำท่วมของตน ทำให้พวกเขามองว่า “ไม่ใช่รัฐจัดการ แต่เป็นความเข้มแข็งของโครงสร้างพื้นฐานที่ป้องกันตนเองได้” จึงยังไม่เข้ามามีส่วนร่วมในกองทุนลักษณะนี้

    “การบริหารจัดการน้ำในปัจจุบันยังมุ่งเน้นปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจและเมืองสำคัญ ขณะที่พื้นที่รับน้ำถูกเพิกเฉยทั้งในแง่โครงสร้างพื้นฐาน การจัดการ และการเยียวยา ความเป็นธรรมจึงยังไม่เกิดขึ้นจริง” ดร.อาทิตย์ ทิ้งท้าย

    Screenshot

    Google Map เผยทุ่งบางบาลพื้นที่เกษตรลด-บ่อทรายเพิ่ม กระทบศักยภาพรับน้ำ

    นอกจากปัญหาน้ำท่วมที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ อีกประเด็นที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด คือการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์พื้นที่ใน ชาวบ้านบอกว่าเดิมทีพื้นที่ส่วนใหญ่ของทุ่งบางบาลเป็นเกษตรกรรม แต่ปัจจุบันกลับถูกแทนที่ด้วยธุรกิจบ่อทรายในอัตราที่เพิ่มขึ้นรวดเร็วอย่างก้าวกระโดด โดยหลายบ่อมีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง

    หากตรวจสอบจากภาพถ่ายทางอากาศ หรือแม้แต่ดูผ่าน Google Map ก็สามารถเห็นได้ชัดเจนว่า พื้นที่ทุ่งบางบาลถูกบ่อทรายและโครงการก่อสร้างต่าง ๆ เข้ามาเบียดแทนที่พื้นที่เกษตรกรรมเดิมมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ซับซ้อนและยากต่อการแก้ไขกว่าในอดีต

    การขยายตัวของบ่อทรายไม่เพียงทำให้การจัดการน้ำเพื่อเข้าทุ่งบางบาลทำได้ยากขึ้น แต่ยังสร้างปัญหาตามมา ทั้ง ดินเค็ม ดินเสื่อมสภาพ และการแพร่กระจายของตะกอน ไปยังพื้นที่นาข้าวและเกษตรกรรมโดยรอบ ทำให้เกษตรกรเผชิญความเสี่ยงซ้ำซ้อนมากขึ้น

    ขณะเดียวกัน ในยุครัฐบาล คสช. ยังมีคำสั่งให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พระนครศรีอยุธยา สร้าง บ่อขยะขนาดใหญ่ ในพื้นที่ทุ่งรับน้ำบางบาลอีกด้วย ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งลดทอนศักยภาพของทุ่งในการทำหน้าที่เป็นพื้นที่รองรับน้ำตามธรรมชาติ

    Screenshot

    คำถามใหญ่ไม่ใช่แค่ “ปีนี้จะท่วมแค่ไหน”

    คำถามใหญ่เวลานี้ จึงไม่ใช่แค่ “ปีนี้จะท่วมแค่ไหน” แต่คือ “เราจะทำให้การจัดการน้ำเป็นธรรมและเท่าเทียมได้หรือไม่” เพราะในขณะที่คนเมืองอย่างกรุงเทพฯ ได้รับประโยชน์จากการที่พื้นที่ลุ่มน้ำรับภาระแทน แต่ชาวบ้านกลับต้องแบกรับความเสียหาย โดยไม่ได้รับการดูแลที่คุ้มค่า หากจะให้ระบบนี้อยู่ได้อย่างยั่งยืน

    รัฐต้องสร้างความสมดุลระหว่าง “คนในเมือง” กับ “ชุมชนรับน้ำ” เปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการวางนโยบาย และจัดสรรการชดเชยเยียวยาอย่างเป็นธรรมไปพร้อมๆกัน ขณะที่นักวิชาการยังตั้งข้อสังเกตว่า การชดเชยที่รัฐจัดให้มักไม่ครอบคลุม ทั้งช้าและไม่เพียงพอ โดยเฉพาะค่าเสียโอกาสในการทำมาหากินและการศึกษาของเด็กๆ ในพื้นที่

    อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-134&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I_dF8ZtL6lZPcUGBh_Ttc