Category: วัฒนธรรม

  • การทางพิเศษฯ เปิดแผนลงทุนทางด่วน 11 สาย 2.7 แสนล้าน สมุย-เกาะช้าง เร่งศึกษาความเหมาะสม

    การทางพิเศษฯ เปิดแผนลงทุนทางด่วน 11 สาย 2.7 แสนล้าน สมุย-เกาะช้าง เร่งศึกษาความเหมาะสม

    การทางพิเศษฯ เร่งจัดลำดับความสำคัญในการลงทุน ทั่วไทย หลังเปิดให้บริการทางด่วน 8 สายทางทั่วกรุง พร้อมตะลุยสร้างทางด่วนใหม่ 11 สายทางทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด มูลค่ากว่า 2.7 แสนล้านบาท หวังเป็นทางเลือกและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการเดินทาง

    นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กทพ. เปิดให้บริการทางพิเศษ (ด่วน) 8 สายทาง รวมระยะทาง 224.6 กิโลเมตร (กม.) ซึ่งข้อมูลเดือน ส.ค. 2568 พบว่า ปริมาณจราจรเฉลี่ยอยู่ที่ 1.71 ล้านคันต่อวัน สร้างรายได้เฉลี่ย 65.61 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งในอนาคต กทพ. มีแผนลงทุนโครงการทางด่วน 11 สายทาง รวมระยะทางประมาณ 170 กม. วงเงินรวมกว่า 2.73 แสนล้านบาท ปัจจุบันแต่ละโครงการฯ อยู่ระหว่างการเดินหน้าโครงการ ทั้งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ขออนุมัติโครงการ และอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม

    นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ได้แก่ โครงการทางด่วน สายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันตก ระยะทาง 18.70 กม. วงเงิน 31,244 ล้านบาท มีความคืบหน้าก่อสร้าง 91.02% คาดว่าจะแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการโดยไม่เก็บค่าผ่านทางปลายปี 2568 และโครงการทางด่วน สายฉลองรัช ส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ-ลำลูกกา ระยะทาง 16.21 กม. วงเงิน 24,000 ล้านบาท มีความคืบหน้าก่อสร้าง 0.66% คาดว่าจะแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการกลางปี 2571, โครงการที่อยู่ระหว่างขออนุมัติดำเนินโครงการ ได้แก่ โครงการทางด่วนจังหวัดภูเก็ต ระยะ (เฟส) ที่ 1 ช่วงกะทู้-ป่าตอง ระยะทาง 3.98 กม. วงเงิน 16,757 ล้านบาท โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ดำเนินโครงการเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2568 ปัจจุบันอยู่ระหว่างคัดเลือกผู้ควบคุมงาน และผู้รับจ้างก่อสร้างโครงการ

    นอกจากนี้ยังมี โครงการทางด่วนยกระดับชั้นที่ 2 ช่วงงามวงศ์วาน-พระราม 9 ระยะทาง 20.09 กม. วงเงิน 34,800 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการ PPP เพื่อขอความเห็นชอบการแก้ไขสัญญาตามขั้นตอนของ พ.ร.บ. การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562, โครงการทางด่วนสายฉลองรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันออก (N2 เดิม) ระยะทาง 6.67 กม. วงเงิน 13,666 ล้านบาท อยู่ระหว่างเตรียมเสนอ ครม., โครงการทางด่วนจังหวัดภูเก็ต เฟสที่ 2 ช่วงเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ ระยะทาง 30.62 กม. วงเงิน 46,752 ล้านบาท เตรียมเสนอขออนุมัติโครงการร่วมกับงาน PPP O&M ของทั้ง 2 ระยะต่อกระทรวงคมนาคมภายในเดือน ก.ย. 2568, โครงการทางด่วนสายศรีนครินทร์-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะทาง 15.80 กม. วงเงิน 20,538 ล้านบาท เตรียมเสนอขออนุมัติโครงการต่อกระทรวงคมนาคม และโครงการทางเชื่อมต่อท่าเรือกรุงเทพ และทางด่วนสายบางนา-อาจณรงค์ (S1) ระยะทาง 2.25 กม. วงเงิน 4,984 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอความชัดเจนของการพัฒนาพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ และหารือสัดส่วนการลงทุนค่าก่อสร้างร่วมกัน

    ขณะที่โครงการที่อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสม ได้แก่ โครงการทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 37.41 กม. วงเงิน 55,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม คาดว่าจะแล้วเสร็จต้นปี 2569, โครงการทางด่วนเชื่อมเกาะช้าง จ.ตราด ระยะทาง 6 กม. วงเงิน 15,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม คืบหน้า 68.95% คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2569 และโครงการทางด่วนสายศรีรัช-ฉลองรัช (N1 เดิม) ระยะทาง 12.6 กม. วงเงิน 10,550 ล้านบาท ที่อยู่ระหว่างเตรียมทบทวนการศึกษาความเหมาะสมโครงการฯ ด้วย

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2883305&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30dCO4666v1wjdI6oJKA8f

  • โครงกระดูกสถานีรถไฟฟ้าศิริราช: การขุดค้นโครงกระดูกใต้สะพานอรุณอมรินทร์มากกว่า 300 โครง บอกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์กับเราอย่างไร – BBC News ไทย

    โครงกระดูกสถานีรถไฟฟ้าศิริราช: การขุดค้นโครงกระดูกใต้สะพานอรุณอมรินทร์มากกว่า 300 โครง บอกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์กับเราอย่างไร – BBC News ไทย

    .

    ที่มาของภาพ, HANDOUT/สุริยา สุดสวาท

    คำบรรยายภาพ, บริเวณใต้สะพานอรุณอมรินทร์ใกล้เคียงกับโรงพยาบาลศิริราช ถือได้ว่าเป็นพื้นที่ขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นทางการในกรุงเทพมหานครที่พบโครงกระดูกมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา
      • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

    การขุดพบโครงกระดูกอย่างน้อย 301 โครงที่พบบริเวณใต้สะพานอรุณอมรินทร์ในฝั่งธนบุรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร อาจทำให้ผู้คนตกใจในช่วงแรกว่าที่นี่กำลังกลายเป็นสถานที่เกิดเหตุสังหารหมู่หรือเปล่า

    ทว่าแท้จริงแล้ว นักโบราณคดีกำลังทำงานร่วมกับบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีส้ม เพื่อเก็บกู้โครงกระดูกเหล่านี้ และโครงการดังกล่าวเริ่มต้นมาตั้งแต่ ธ.ค. ปีที่แล้ว

    นักโบราณคดีบอกกับบีบีซีไทยว่าการศึกษาขุดค้นในครั้งนี้เป็นไปเพื่อลดผลกระทบต่อหลักฐานที่อยู่ใต้ดิน เนื่องจากทราบดีว่าบริเวณนี้มีความหนาแน่นของหลักฐานทางโบราณคดีอยู่แล้ว เมื่อพิจารณาจากจากการศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ร่วมกับข้อมูลการขุดค้นจากแหล่งใกล้เคียงกันในอดีต

    “เรารู้อยู่แล้วว่าจะเจอ [โครงกระดูก] แต่เราไม่คาดคิดว่าจะเจอเยอะมากขนาดนี้” สุภมาศ ดวงสกุล ผอ.กลุ่มวิจัยและพัฒนางานโบราณคดี กองโบราณคดี กรมศิลปากร กล่าวกับบีบีซีไทย

    เหตุใดจึงพบโครงกระดูกจำนวนมากในพื้นที่บริเวณนี้

    ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์โครงกระดูกนับร้อยชิ้น พบว่าส่วนใหญ่มีอายุสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ประมาณช่วงรัชกาลที่ 4-5 หรือมีอายุราว 200 กว่าปี

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • .

    • Charles Mwesigwa has short hair and greying stubble, and is wearing a navy and white striped top

    • .

    • A hand holds a scoop of protein powder over a glass of milk. In the background there is a pink background and strawberries scattered across.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    สุริยา สุดสวาท นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษจากกลุ่มวิจัยและพัฒนางานโบราณคดีฯ บอกว่าพื้นที่บริเวณนี้ถูกใช้เป็นพื้นที่ฝังศพของวัดอมรินทรารามวรวิหารอย่างเต็มตัวในช่วงสมัยดังกล่าว เนื่องจากเมื่อย้อนกลับไปดูข้อมูลเพิ่มเติม เธอพบว่าบริเวณนี้ยังไม่ได้เป็นพื้นที่ป่าช้าในช่วงสมัยอยุธยา ถึงแม้มีร่องรอยการตั้งชุมชนก็ตาม แต่อาจมีบ้างที่ผู้คนนำภาชนะบรรจุอัฐิที่ถูกเผามาฝังไว้ตามเจดีย์ของวัดตามความเชื่อ

    เธอบอกว่า “การเป็นป่าช้าหรือสุสานน่าจะเริ่มขึ้นในช่วงหลังรัชกาลที่ 3 เป็นต้นไป เมื่อความสำคัญของพื้นที่ในฐานะวังหลังลดลง ทำให้กลายเป็นพื้นที่รกร้าง และกลายเป็นพื้นที่ฝังศพ” ในเวลาต่อมา จนกระทั่งเกิดการสร้างทางรถไฟทับพื้นที่ดังกล่าวในช่วง พ.ศ. 2443-2446 ซึ่งตรงกับช่วงสมัยรัชกาลที่ 5

    .

    ที่มาของภาพ, HANDOUT/สุริยา สุดสวาท

    คำบรรยายภาพ, พื้นที่ขุดค้นอยู่ในพื้นที่การก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีส้ม

    อิสราวรรณ อยู่ป้อม นักโบราณคดีชำนาญจากกลุ่มวิจัยและพัฒนางานโบราณคดีฯ กล่าวเสริมว่าแม้ในแหล่งขุดค้นที่พวกเขากำลังทำงานอยู่นั้น มีการพบแนวกำแพงเมืองธนบุรีด้วยเช่นกัน แต่ย่อมไม่มีการนำศพมาฝังในบริเวณนี้ เพราะถือว่าเป็นพื้นที่ท้ายวังในช่วงสมัยกรุงธนบุรี ซึ่งคนในสมัยนั้นไม่นิยมฝังศพไว้ในเมือง

    ประกอบกับในเวลาต่อมาพบว่าเส้นทางหลักของวัดอมรินทรารามวรวิหาร ซึ่งเคยเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่าหรือคลองบางกอกน้อยในปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้โครงสร้างพื้นที่ของวัดเปลี่ยนแปลงตามกันไปด้วย พื้นที่บริเวณนี้จึงสิ้นสภาพในเวลาต่อมา

    “เราย้ายพระนครไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ก็จริง แต่มันมีการใช้พื้นฝั่งนี้อยู่ ก่อนที่มันจะค่อย ๆ ลดความสำคัญลง และเมื่อมีการย้ายเขตพระราชวังหลังออกไป พื้นที่ตรงนี้ก็รกร้าง กลายเป็นที่ลับตา” อิสราวรรณ กล่าว

    เมื่อหลายปีที่ผ่านมาเคยมีรายงานการขุดค้นเจอสุสานหรือกุโบร์เก่าแก่ของชาวมุสลิม ต่อเนื่องกับพื้นที่ป่าช้าของชาวพุทธในสมัยก่อน ซึ่งทั้งสองบริเวณอยู่ใกล้กับพื้นที่ขุดค้นใต้สะพานอรุณอมรินทร์ในปัจจุบัน

    อิสราวรรณกล่าวต่อว่าเมื่อเกิดโครงการขุดค้นเพื่อลดผลกระทบต่อหลักฐานทางโบราณคดีจากการก่อสร้างรถไฟใต้ดินสายสีส้ม ทีมนักโบราณคดีจึงมีความจำเป็นต้องหาขอบเขตของพื้นที่ฝังศพตรงจุดนี้ให้ได้ รวมถึงศึกษาต่อว่าพื้นที่ที่ทีมนักโบราณคดีกำลังทำงานอยู่นั้นมีความเกี่ยวเนื่องกับพื้นที่ป่าช้าซึ่งมีรายงานกล่าวถึงก่อนหน้านี้หรือไม่

    “ในตอนแรกเราก็ตั้งข้อสงสัยว่าพวกเขาแบ่งพื้นที่หรือปนกันหรือเปล่า ความสนใจในตอนแรกจึงมุ่งไปที่การหาขอบเขตของป่าช้าบริเวณนี้ก่อน ไม่ได้มองที่จำนวน”

    “แต่จากตำแหน่งที่โซนนี้อยู่ไปทางวัดอมรินฯ มากกว่า เลยคิดว่าน่าจะเป็นป่าช้าพุทธมากกว่ามุสลิม” เธอกล่าว

    ท่าทางและรูปแบบการจัดการศพกำลังบอกอะไรกับเรา

    .

    ที่มาของภาพ, HANDOUT/BORUN D และ บมจ.ช.การช่าง

    คำบรรยายภาพ, เหรียญสมัยรัชกาลที่ 5 คือส่วนหนึ่งของหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในพื้นที่ฝังศพ

    นักโบราณคดีบอกว่าโครงกระดูกส่วนใหญ่เป็นวัยผู้ใหญ่ แต่ก็พบโครงกระดูกของเด็กด้วยเช่นกัน รวมถึงพบวัตถุอื่น ๆ ร่วมกับโครงกระดูกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเหรียญสมัยรัชกาลที่ 4-5 ตะปู หรือเศษไม้ โดยสันนิษฐานตะปูถูกใช้กลัดผ้าขาวที่ใช้ห่อศพ

    ที่น่าสนใจ คือ โครงกระดูกต่าง ๆ มีลักษณะการจัดวางศพหลายท่าทางด้วยกัน เช่น นอนหงายเหยียดยาว นอนคว่ำเหยียดยาว นอนตะแคง แต่ท่าทางที่โดดเด่นและพบมากที่สุด คือ ท่านอนคว่ำ พับแขนไพล่หลังและพับขาไปทางด้านหลัง ซึ่งคนในสมัยปัจจุบันอาจไม่คุ้นชินและชวนกันตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงอยู่ในท่าทางเช่นนี้

    สุภมาศ ผอ.กลุ่มวิจัยและพัฒนางานโบราณคดีฯ อธิบายว่าในช่วงรัชกาลที่ 4-5 มีบันทึกระบุว่าเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ ได้แก่ กาฬโรค อหิวาตกโรค และไข้ทรพิษ ซึ่งเป็นสถานการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลกและแพร่เข้ามาในประเทศไทย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก จนณาปนกิจไม่ทัน ดังนั้นการจัดวางศพในท่าพับขาและไพล่แขนไปข้างหลัง จึงมีข้อสันนิษฐานว่าเป็นไปเพื่อให้การขนย้ายศพและจัดการศพทำได้อย่างรวดเร็วท่ามกลางความฉุกละหุกในช่วงที่เกิดการระบาดครั้งใหญ่

    “ไม่ใช่ว่าเขาพับโดยไม่มีเหตุผล เขาพับเพราะต้องการนำมาขัดกับไม้เพื่อแบกหาม ซึ่งทำให้ไม่ต้องสัมผัสกับศพโดยตรงด้วย” เธอกล่าว

    ด้านจิรนันท์ คอนเซฟซิออน นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ กล่าวเสริมว่า จากภาพถ่ายในหนังสือชื่อว่า Siam, Land ude Volk ของคาร์ล ดอห์ลิง สถาปนิกชาวเยอรมันที่เข้ามารับราชการในสมัยปลาย ร.5 ถึงต้นรัชกาลที่ 6 ยังทำให้มีข้อสันนิษฐานเพิ่มเติมว่าท่าทางดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับวิธีการเผาศพก็เป็นได้

    “มีภาพการเผาศพที่วัดสระเกษ ในท่าพับขาและมัดมือไพล่หลังในหนังสือ” เธอกล่าว และบอกว่า ผศ.นพ.ดร.ณปกรณ์ ฉายแสง ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานร่วมกับคณะศึกษาขุดค้น สันนิษฐานว่าการเผาศพในท่าดังกล่าวอาจช่วยให้ศพไม่ดีดตัวขึ้นมา

    “หากคุณจับเขานอนหงาย ตัวเขาจะดีดขึ้นมา เพราะกล้ามเนื้อมันจะเกร็งแน่นแล้วก็ดีดขึ้นมา ฉะนั้นถ้านอนคว่ำ มันก็ง่ายต่อการเผาด้วย” เธอกล่าว

    .

    ที่มาของภาพ, HANDOUT/BORUN D และ บมจ.ช.การช่าง

    ขณะที่สุริยาเสริมว่าอีกข้อสันนิษฐานหนึ่ง คือ การให้ศพอยู่ในท่ามือไพล่หลังและพับขาไปด้านหลัง อาจช่วยให้พื้นที่ฝังศพซึ่งมีอยู่จำกัด สามารถรองรับศพจำนวนมากในช่วงเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ เพราะท่าทางดังกล่าวกินพื้นที่น้อยกว่าท่านอนเหยียดยาว

    อย่างไรก็ตาม คณะนักโบราณคดีที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยต่างเห็นตรงกันว่าท่าทางดังกล่าวเป็นการจัดการศพที่ปกติ และไม่ใช่ศพของเชลยศึกที่ถูกประหัตประหารอย่างที่เกิดข่าวลือในสื่อสังคมออนไลน์ก่อนหน้านี้

    ข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจาก ผศ.นพ.ดร.ณปกรณ์ ผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชากายวิภาคศาสตร์ของคณะแพทย์ศิริราชฯ ที่ระบุว่าโครงกระดูกที่ขุดพบ ไม่พบร่องรอยบาดแผลจากการถูกทำร้ายหรือสาเหตุการตายที่ผิดปกติ เช่น รอยตัด รอยฟัน หรือการทุบตี แต่อย่างใด

    กระดูกจำนวนมากที่ถูกขุดค้นได้ จะเป็นอย่างไรต่อจากนี้ ?

    นักโบราณคดีเปิดเผยว่าโครงกระดูกที่ขุดพบจะถูกนำไปเก็บไว้ที่ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ของคณะแพทย์ศิริราชฯ เนื่องจากมีความพร้อมทางด้านสถานที่การจัดเก็บมากกว่า

    อิสราวรรณบอกว่าการศึกษาขุดค้นในครั้งนี้ ทำให้เห็นพัฒนาการของพื้นที่ตั้งแต่ช่วงสมัยอยุธยา ต่อเนื่องมาถึงเมืองธนบุรี และช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

    “อย่างน้อยเราก็ได้ข้อมูลพื้นที่เกี่ยวกับชุมชนวัดบางหว้าน้อย รวมถึงย่านวัดอมรินฯ เพิ่มเติมว่ามันไม่ได้มีแค่ชุมชนตรงวัดอมรินฯ มีสถานีรถไฟตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แต่ยังมีเรื่องราวอื่น ๆ ที่เพิ่มเติมหน้าประวัติศาสตร์เข้าไป เหมือนได้รู้จักคนที่นี่เพิ่มมากขึ้น” เธอกล่าว

    สุภมาศ ผอ.กลุ่มวิจัยและพัฒนางานโบราณคดีฯ กล่าวเสริมด้วยว่า “คนในช่วงยุคประวัติศาสตร์ เราแทบไม่มีหลักฐานที่มันเป็นโครงกระดูกของเขาจริง ๆ ให้เราศึกษาว่าเขาเป็นประชากรกลุ่มไหนอะไรอย่างไรบ้าง เพราะว่าส่วนใหญ่ในยุคหลังเขาเผาศพกันหมดแล้ว และไม่ค่อยเหลือที่ฝังให้เห็นเป็นกระดูก”

    เจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรคนนี้เห็นว่า การค้นพบโครงกระดูกจำนวนมากซึ่งมีอายุช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น อาจเป็นจุดเริ่มต้นให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถสืบหาต่อได้ว่ามีประชากรกลุ่มใดบ้างที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ ซึ่งเธอเชื่อว่าน่าจะมีความหลากหลายของกลุ่มประชากร และบางส่วนอาจเทียบเคียงกับเชื้อสายที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันได้ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cx2r4nl53leo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VWQgfFlFXSckrhKvhI7FV

  • นิสัยการนอนที่ผิด เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง แม้นอนครบ 7-8 ชั่วโมง

    นิสัยการนอนที่ผิด เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง แม้นอนครบ 7-8 ชั่วโมง

    นิสัยการนอนที่ผิด อาจเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง แม้นอนครบ 7-8 ชั่วโมง

    หลายคนเชื่อว่า แค่นอนให้ครบ 7-8 ชั่วโมงต่อคืนก็เพียงพอและช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพได้ รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง แต่การศึกษาขนาดใหญ่ที่เผยแพร่เมื่อต้นปีนี้พบว่า ความจริงกลับไม่ใช่อย่างนั้น แม้จะนอนครบ แต่หากเข้านอนไม่เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน ความเสี่ยงหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองอาจเพิ่มขึ้นถึง 26%

    ทำไมการนอนไม่เป็นเวลาจึงเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง?

    งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Epidemiology & Community Health นักวิจัยยืนยันว่า

    “ไม่เพียงแค่ระยะเวลาการนอนเท่านั้น แต่ความสม่ำเสมอของเวลาเข้านอนก็มีความสำคัญต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด เข้านอนตรงเวลาในแต่ละวันสำคัญพอ ๆ กับการกินอาหารที่สมดุลและการออกกำลังกายสม่ำเสมอ”

    เพื่อหาข้อสรุปนี้ นักวิทยาศาสตร์ติดตามรูปแบบการนอนของผู้ใหญ่กว่า 72,000 คน อายุระหว่าง 40–79 ปี ที่ไม่มีประวัติโรคหัวใจ โดยใช้เครื่องติดตามการนอนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ จากนั้นจึงประเมินคะแนน SRI (Sleep Regularity Index) ที่วัดความสม่ำเสมอของเวลาเข้านอนและตื่นนอนในช่วง 0–100 คะแนน

    ผลการศึกษาเผยว่า ผู้ที่มีคะแนน SRI ต่ำกว่า 72 (แสดงว่ามีพฤติกรรมเข้านอนไม่เป็นเวลา) มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้น 26% เมื่อเทียบกับผู้ที่มีคะแนน SRI สูงกว่า 87

    สาเหตุเพราะร่างกายมนุษย์ถูกควบคุมด้วย นาฬิกาชีวภาพ (circadian rhythm) ที่กำหนดวงจรนอน-ตื่น การผลิตฮอร์โมน ความดันโลหิต และระบบเผาผลาญ เมื่อเวลานอนผันผวน นาฬิกาชีวภาพจะถูกรบกวน ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ฮอร์โมนไม่สมดุล ความดันโลหิตสูง ภาวะดื้อต่ออินซูลิน และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจหรือหลอดเลือดสมองในระยะยาว

    นอนชดเชยวันหยุด ไม่ช่วยแก้ปัญหา

    หลายคนมีพฤติกรรม นอนดึกในวันทำงาน แล้วนอนชดเชยในวันหยุด แต่ข้อมูลวิจัยชี้ชัดว่า การนอนชดเชยไม่ได้ลบล้างผลเสียจากการนอนไม่เป็นเวลาในแต่ละวัน

    แม้คุณจะนอนเฉลี่ย 7–8 ชั่วโมงต่อคืน แต่หากเวลาเข้านอนไม่สม่ำเสมอ คุณภาพการนอนก็จะลดลง และนอนชดเชยสุดสัปดาห์ก็ไม่สามารถแก้ไขได้

    วิธีปรับพฤติกรรมนอนให้เป็นเวลา

    นักวิทยาศาสตร์แนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทันทีแบบหักดิบ แต่สามารถค่อย ๆ ปรับด้วยเคล็ดลับต่อไปนี้:

    • กำหนดเวลานอนและเวลาตื่นที่แน่นอน แม้ในวันหยุด

    • หลีกเลี่ยงการใช้มือถือ/คอมพิวเตอร์ 30–60 นาทีก่อนนอน

    • ทำกิจกรรมผ่อนคลาย เช่น อ่านหนังสือ ทำสมาธิ หรือต้มน้ำอุ่นอาบก่อนนอน

    • ลดคาเฟอีนและอาหารย่อยยากในช่วงเย็น

    • สร้างบรรยากาศห้องนอนที่เหมาะสม เช่น อากาศเย็น เงียบ และมืด

    การปรับพฤติกรรมเหล่านี้จะช่วยให้ร่างกาย “จดจำ” เวลาเข้านอน ทำให้นอนหลับมีคุณภาพ และลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9844090/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_yOMI8owJHtPWY_0lU7yB

  • อยากส่งลูกเรียนอินเตอร์จบ ม.6 ต้องมีเงินสำรองไว้ 7 ล้าน พ่อแม่รุ่นใหม่อยากให้ลูกได้ภาษา

    อยากส่งลูกเรียนอินเตอร์จบ ม.6 ต้องมีเงินสำรองไว้ 7 ล้าน พ่อแม่รุ่นใหม่อยากให้ลูกได้ภาษา

    “เด็กไทยเกิดใหม่น้อยลง” ประโยคที่หลายคนคงเบื่อ เพราะเห็นมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังเป็นความจริงที่กระทบสังคมอยู่

    โดยเฉพาะใครก็ตามที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการศึกษา คงเครียดไม่น้อย เพราะตัวเลขนักเรียนไทยลดลงต่อเนื่องมาตลอดกว่า 10 ปี โดยเฉพาะในปีการศึกษา 2567 ที่ KResearch ระบุว่า จำนวนโรงเรียนในไทยลดลงจากปีการศึกษาก่อนหน้ามากถึง 6.6% หรือหายไปกว่า 2,355 แห่ง

    อย่างไรก็ตาม ‘โรงเรียนนานาชาติ’ กลับขยายตัวสวนกระแส โดยตัวเลขในปีที่ผ่านมา พบว่าตลาดโรงเรียนนานาชาติมีมูลค่ามากกว่า 8 หมื่นล้านบาท และเติบโตถึง 13%

    เพื่อทำความเข้าใจเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้ Brand Inside มีโอกาสพูดคุยกับ ‘ดร. ยุทธชัย ดำรงมณี’ ผู้อำนวยการโรงเรียนนานาชาติมิลล์ ฮิลล์ ประเทศไทย และ ‘อรรคเดช อุดมศิริธำรง’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อรสิริน เอ็ดดูเคชั่น เพื่อมองเทรนด์การศึกษาอินเตอร์ในไทย โดยเฉพาะใน ‘เชียงใหม่’ ที่กำลังบูม

    การดูแล-ภาษาอังกฤษ เหตุผลหลักที่ผู้ปกครองเลือกโรงเรียนอินเตอร์

    ‘ยุทธชัย’ ให้ความเห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรงเรียนนานาชาติเติบโตต่อเนื่อง คือความต้องการของผู้ปกครองที่อยากให้ลูกได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ปกครองที่มีกำลังจ่าย ซึ่งไม่ต้องการให้ลูกเรียนในห้องที่มีเด็กหลายสิบคนจน “ครูจำชื่อไม่ได้”

    โรงเรียนนานาชาติจึงตอบโจทย์ด้วยระบบ ‘child care’ ที่ชัดเจน ครูรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล เข้าใจทั้งความชอบและปัญหา พร้อมคอยช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด

    ‘ยุทธชัย’ เสริมว่า แม้โรงเรียนนานาชาติจะไม่ได้หมายความว่าปลอดปัญหาทุกเรื่อง เพราะเด็กวัยรุ่นก็ยังมีความท้าทาย ทั้งการใช้โซเชียลมีเดีย หรือการอยากลองสิ่งใหม่ แต่สิ่งที่ต่างคือ “ครูมีจิตวิญญาณของความเป็นครู” ที่พร้อมจะเข้าไปดูแล ไม่ใช่แค่ยืนสอนหน้าชั้นเรียน

    นอกจากนี้ สิ่งที่โรงเรียนนานาชาติโดดเด่นกว่า คือ ‘ภาษาอังกฤษ’ ที่เด็กจะได้ใช้จริงในทุกวิชา ต่างจาก ‘English Program’ ในโรงเรียนไทยที่ยังสอนบางวิชาเป็นภาษาไทย แม้จะระบุว่าหลักสูตรการสอนหลักๆ ใช้ภาษาอังกฤษ เช่น วิชาสังคมศึกษา และพระพุทธศาสนาที่สอนเป็นภาษาไทย

    ด้วยเหตุนี้ แม้จะเก็บค่าเทอมแพงกว่า ผู้ปกครองหลายคนจึงเลือกโรงเรียนนานาชาติ เพื่อให้ลูกได้ใช้ภาษาอังกฤษจริงทั้งวัน

    แถมการศึกษาไทยสอนให้เด็ก ‘ท่องจำ’ มากกว่า ‘คิดวิเคราะห์’ ซึ่ง ‘ยุทธชัย’ มองว่าเป็นสิ่งที่การศึกษาไทยต้องเปลี่ยน เพราะโลกยุคนี้ต้องการคนที่คิดเป็น ไม่ใช่แค่จำได้ เพราะฉะนั้น ต้องสอนให้เด็ก ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ “คิดเองให้เป็น”

    และในยุคที่ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในห้องเรียนมากขึ้น ประเด็นเรื่อง “สอนให้เด็กคิดเองเป็น” ยิ่งสำคัญ Brand Inside จึงถาม ‘ยุทธชัย’ ต่อว่า แล้วการเข้ามาของ AI จะยิ่งทำให้เด็กคิดเป็นเองน้อยลงหรือไม่

    ‘ยุทธชัย’ ตอบว่า “ห้ามไม่ได้อยู่แล้ว โลกมันไปทางนั้น” สิ่งที่ครูต้องทำคือ ปรับรูปแบบการสอน ต้องเปลี่ยนเป็นคำถามเชิงวิเคราะห์ และให้เด็กแสดงวิธีคิด วิธีทำ เพื่อให้มั่นใจว่าเข้าใจจริง

    ซึ่งเป็นความท้าทายที่ครูต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กับเทคโนโลยี แทนที่จะปฏิเสธหรือพยายามปิดกั้น 

    เศรษฐกิจซบ-เด็กเกิดน้อยไม่ใช่ปัญหา เพราะตลาดคือ ‘กลุ่มมีกำลังซื้อ’

    หนึ่งในคำถามสำคัญคือ เมื่อจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง โรงเรียนนานาชาติจะได้รับผลกระทบหรือไม่ ‘ยุทธชัย’ ตอบชัดเจนว่า “ไม่กระทบเลย”

    เพราะผู้ปกครองที่เลือกโรงเรียนนานาชาติส่วนใหญ่ คือกลุ่มที่มีฐานะเพียงพออยู่แล้ว ถ้าตั้งงบประมาณไว้สัก 7 ล้านบาท ก็สามารถส่งลูกเรียนได้ตั้งแต่เนอร์สเซอรี (เตรียมอนุบาล) จนถึง Year 13 (มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6)

    ‘ยุทธชัย’ เสริมว่า สำหรับครอบครัวกลุ่มนี้ การลงทุนด้านการศึกษาถือเป็นเรื่องที่เตรียมไว้ล่วงหน้า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจระยะสั้น เพราะฉะนั้น ต่อให้สภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร พวกเขาเตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว 

    ส่วนประเด็นที่หลายคนอาจกังวลว่า การเติบโตของโรงเรียนนานาชาติจะกระทบกับโรงเรียนเอกชนไทยหรือไม่ ‘ยุทธชัย’ มองว่าเป็น “คนละตลาด” กัน

    “โรงเรียนนานาชาติเป็น ‘Education for Some’ ไม่ใช่ ‘Education for All’ ลูกค้าคนละกลุ่มกัน อย่างตอนที่ ‘โรงเรียนมิลล์ ฮิลล์’ เปิดตัว ก็ไม่เคยมีผู้ปกครองจากโรงเรียนเอกชนไทยย้ายเข้ามาเลย แต่กลับเป็นครอบครัวที่ย้ายมาจากโรงเรียนนานาชาติในจังหวัดอื่น เช่น กรุงเทพ ภูเก็ต หรือเชียงใหม่มากกว่า”

    นั่นหมายความว่า การแข่งขันจริงๆ ของโรงเรียนนานาชาติไม่ได้อยู่ที่การแย่งนักเรียนจากโรงเรียนไทย แต่คือการสร้างความแตกต่างระหว่างโรงเรียนนานาชาติด้วยกันเอง

    หลักสูตรอังกฤษกำลังมาแรงกว่าอเมริกัน

    การแข่งขันโรงเรียนนานาชาติในไทยดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ตามที่ KResearch ระบุว่า ตลาดนี้เติบโตเฉลี่ยปีละ 5% ตั้งแต่ปี 2555 สวนทางกับโรงเรียนไทยที่ลดลงเฉลี่ยปีละ 0.6-0.7%

    ทำให้ ‘หลักสูตร’ จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้ปกครองใช้ตัดสินใจ โดย ‘ยุทธชัย’ ชี้ให้เห็นความต่างระหว่างหลักสูตรอเมริกัน และอังกฤษ ดังนี้

    หลักสูตร ‘อเมริกัน’ มีความหลากหลายกว่า เพราะแต่ละรัฐกำหนดเอง ทำให้เกิดความสับสน เช่น โรงเรียนนานาชาติบางแห่งในไทยใช้หลักสูตรวิชา ‘คณิตศาสตร์’ จากรัฐซีแอตเทิล ขณะที่อีกโรงเรียนใช้ของรัฐฟลอริดา เมื่อเด็กย้ายโรงเรียนอาจเกิดความสับสน และมีผลลัพธ์ด้านการเรียนที่ต่างกันทันที

    สุดท้ายหลายโรงเรียนต้องนำเนื้อหาจากหลายๆ รัฐมาผสมกัน เพื่อให้เด็กมีความพร้อมสำหรับการสอบ Advanced Placement (AP) หรือ SAT ที่ใช้สำหรับเรียนต่อในระดับปริญญาตรี

    ในทางกลับกัน ‘ยุทธชัย’ อธิบายว่า หลักสูตร ‘อังกฤษ’ มี “แกนกลางชัดเจน” ใช้เหมือนกันทั้งประเทศ ซึ่งเหมือนกับประเทศไทย และนักเรียนต้องสอบ A-level หรือ IGCSE เพื่อเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย ทำให้ผู้ปกครองมั่นใจมากกว่า

    “พูดตรงๆ เทรนด์อังกฤษกำลังแซงอเมริกัน เพราะมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง ไม่ค่อยรับคะแนน SAT แล้ว”

    ‘เชียงใหม่’ บูมต่อ เพราะสิ่งเร้าน้อยกว่ากรุงเทพ

    ก่อนหน้านี้ KResearch บอกว่า โรงเรียนนานาชาติกำลังค่อยๆ ขยายออกจาก ‘กรุงเทพ’ มากขึ้น ดูได้จากอัตราการเติบโตที่สูงกว่าในกรุงเทพแล้ว ซึ่ง ‘อรรคเดช’ บอกว่า ‘เชียงใหม่’ กำลังกลายเป็นจุดหมายสำคัญ

    แม้เชียงใหม่มีโรงเรียนนานาชาติราว 25 แห่ง ซึ่งอยู่อันดับสองรองจากกรุงเทพ แต่ ‘อรรคเดช’ อธิบายว่า ผู้ปกครองหลายคนย้ายออกจากเมืองหลวง เพราะปัญหารถติด และค่าครองชีพสูง เชียงใหม่จึงตอบโจทย์ ทั้งคุณภาพชีวิตและค่าใช้จ่าย

    เขายังเชื่อว่า ธุรกิจการศึกษาในเชียงใหม่ยังมีศักยภาพสูง เนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยว และศูนย์กลางเศรษฐกิจที่มีครอบครัวชาวต่างชาติ และคนไทยกำลังซื้อสูงอาศัยอยู่จำนวนมาก

    ด้าน ‘ยุทธชัย’ เสริมว่า เชียงใหม่มีข้อได้เปรียบเรื่องสิ่งแวดล้อมที่สงบกว่า เนื่องจากมี ‘สิ่งเร้า’ น้อยกว่า ทำให้เด็กมีสมาธิเรียนมากกว่า ต่างจากกรุงเทพที่มีสิ่งล่อใจเยอะ

    สรุป: โรงเรียนนานาชาติยังโตต่อ แม้สังคมเด็กน้อยลง

    จากข้อมูลและมุมมองของผู้บริหาร สะท้อนชัดว่า ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในไทยยังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้จำนวนเด็กเกิดใหม่จะลดลง และโรงเรียนหลักสูตรไทยจะทยอยปิดตัว แต่ตลาดกลุ่มผู้ปกครองที่มีกำลังซื้อยังคงแข็งแรง

    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรงเรียนนานาชาติแตกต่างคือ การดูแลที่ใกล้ชิด ภาษาอังกฤษที่ใช้จริง หลักสูตรสากลที่ได้มาตรฐาน และคุณภาพชีวิตที่ตอบโจทย์ครอบครัว

    ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมโรงเรียนนานาชาติในไทยยังคง “บูม” อย่างต่อเนื่อง และอาจเติบโตยิ่งขึ้นในอนาคต

    ที่มา: โรงเรียนนานาชาติมิลล์ ฮิลล์ ประเทศไทย

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/international-schools-popularity-2025-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qiwwDb6yRvdv9TVEW-RDm

  • ค่าครองชีพตุรกียังสูงสวนทางค่าแรงขั้นต่ำ

    ค่าครองชีพตุรกียังสูงสวนทางค่าแรงขั้นต่ำ

    ศูนย์วิจัยของสหภาพแรงงานโลหะของตุรกี (BISAM) รายงานข้อมูล ณ เดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า สำหรับแรงงานเพียงคนเดียวในตุรกีจำเป็นต้องมีรายได้ขั้นต่ำไม่น้อยกว่าเดือนละ 42,234 ลีร่าตุรกี (ประมาณ 1,020.87 เหรียญสหรัฐฯเพื่อให้ครอบคลุมค่าครองชีพพื้นฐาน และหากเปรียบเทียบกับเส้นความยากจนแล้ว ครอบครัวขนาด 4 คน จะต้องมีรายได้ไม่น้อยกว่า 90,450 ลีร่าตุรกี (ประมาณ 2,186.33 เหรียญสหรัฐฯจึงจะสามารถอยู่ได้ ในขณะที่เส้นความอดอยาก (รายจ่ายขั้นต่ำที่จำเป็นสำหรับอาหารที่สมดุล) อยู่ที่ 26,149 ลีร่าตุรกี โดยการคำนวณนี้รวมค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าที่พักอาศัย สุขภาพ การเดินทาง และการศึกษา โดยมีค่าใช้จ่ายอาหารเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 871 ลีร่าตุรกี (ประมาณ 21.05 เหรียญสหรัฐฯอัตราค่าครองชีพในตุรกียังคงเพิ่มสูงขึ้นทุกเดือน แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อประจำปีในขณะนี้จะอยู่ที่ร้อยละ 32.95 และมีแนวโน้มลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 15 ในเดือนสิงหาคม ตามข้อมูลจากสมาพันธ์สหภาพการค้าตุรกี (Turk-Is)

    อย่างไรก็ตาม ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงเส้นความอดอยากและเส้นความยากจนยังคง  เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพนี้ถูกกระทบหนักที่สุดในนครอิสตันบูล โดยค่าครองชีพสำหรับครอบครัวขนาด 4 คน พุ่งขึ้นเป็น 98,735 ลีร่าตุรกี (ประมาณ 2,393 เหรียญสหรัฐฯในเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นร้อยละ 43.2 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้น 2,136 ลีร่าตุรกี (ประมาณ 52 เหรียญสหรัฐฯหรือ   ร้อยละ 2.2 จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งตามรายงานของสำนักงานวางแผนเมืองอิสตันบูล ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้ส่วนใหญ่มาจากราคาอาหาร ที่พักอาศัย การขนส่ง และพลังงานที่สูงขึ้น และจำนวนค่าครองชีพใหม่นี้สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำรายเดือนของตุรกีที่ 22,104 ลีร่าตุรกี (ประมาณ 535.83 เหรียญสหรัฐฯถึง 4.5 เท่า และแซงหน้าอัตราเงินเฟ้อทั้งในระดับประเทศและในอิสตันบูล ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 32.9 และ 40.9 ตามลำดับ 

    ข้อคิดเห็นจากสำนักงานฯ

    อิสตันบูลถือเป็นมหานครที่ใหญ่ที่สุดในตุรกีและในยุโรป และเป็นที่อยู่อาศัยของชาวตุรกีมากกว่า 16 ล้านคน และชาวต่างชาติกว่า 500,000 คน ตามตัวเลขอย่างเป็นทางการ จากรายงานของ Deutsche Bank ธนาคารของเยอรมนีระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มหานครแห่งนี้ได้ประสบกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ติดอันดับเมืองชั้นนำของโลกในแง่ของการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า โดยในช่วงหลายปีมานี้ บรรดานักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยียนตุรกีต่างให้ความเห็นว่า ตุรกีไม่ได้เป็นหมุดหมายทางการท่องเที่ยวที่ราคาถูกอีกต่อไป ทั้งค่าอาหาร ค่าโรงแรมที่พัก ค่าเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ค่าขนส่งสาธารณะต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ตุรกีกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจอยู่อย่างหนัก ในมิติของประชาชนที่ใช้ชีวิตในตุรกีนั้นก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้คนหันมาใช้มาตรการรัดเข็มขัดกันมากยิ่งขึ้น โดยปัจจัยหลักๆ มาจากค่าครองชีพที่แพงขึ้นหลายเท่าตัวในขณะที่อัตราค่าแรงขั้นต่ำนั้นส่วนทางกับค่าใช้จ่ายประจำที่แต่ละคนต้องเผชิญ ถึงแม้ว่าจะมีรายงานว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศกลับไม่ได้ลดลงตามไปด้วย และที่สำคัญก็คือปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าตุรกีในตอนนี้ได้เริ่มส่งผลชัดเจนขึ้น เมื่อนักศึกษาจบใหม่และแรงงานที่มีคุณภาพของตุรกีเริ่มออกหางานในต่างประเทศมากยิ่งขึ้นอย่างเป็นปรากฏการณ์ โดยเฉพาะสายงานแพทย์ วิศวกรรมและไอที ทำให้นอกจากตุรกีจะต้องพบกับปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่นิ่งแล้ว ปัญหาสมองไหลของคนรุ่นใหม่ก็อาจส่งผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาวด้วยเช่นกัน

    ที่มาhttps://www.turkiyetoday.com/business/single-worker-needs-over-1000-to-survive-in-turkiye-labor-union-reports-3206878

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/gy7dc9v4sxat3yr26zquyh3n&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07DT3TN_X5vkQk21qiZ8Mn

  • กรมการแพทย์แผนไทยฯ เปิดตัว “สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก” หนุนสมุนไพรไทยก้าวสู่เวทีโลก

    กรมการแพทย์แผนไทยฯ เปิดตัว “สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก” หนุนสมุนไพรไทยก้าวสู่เวทีโลก

    กรมการแพทย์แผนไทยฯ เปิดตัว “สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก” หนุนสมุนไพรไทยก้าวสู่เวทีโลก

    กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดตัว สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สู่เป้าหมาย การขับเคลื่อนการพัฒนางานวิจัยด้าน สมุนไพร การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ยกระดับมาตรฐาน ทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ให้กลายเป็น Soft Power ทางเศรษฐกิจและสุขภาพในระดับโลก

    วันที่ 17 กันยายน 2568 ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้มีพิธีเปิด “สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก” อย่างเป็นทางการ โดยมี นายสมศักดิ์ กรีชัย รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นประธานในพิธี และ ดร.นพ.สุรัคเมธ มหาศิริมงคล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการแพทย์ แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง

    นายสมศักดิ์ กรีชัย กล่าวว่า กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มุ่งส่งเสริมการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนางานด้านสมุนไพร การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ให้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ สร้างความเชื่อมั่นของผลิตภัณฑ์ และการรักษาที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ มีมาตรฐาน และมีความปลอดภัยต่อประชาชนผู้บริโภค สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จึงถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับภารกิจดังกล่าว ภายใต้โครงสร้างของสถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จะมีการดำเนินงานด้านการติดตามกำกับการศึกษาวิจัย จัดทำแผนวิจัยด้านสมุนไพรการแพทย์แผนไทยและการแพทย์เลือก ร่วมกับแหล่งทุนระดับประเทศ

    ทั้งนี้ ทางสถาบันฯ มีการก่อตั้งศูนย์เร่งรัดงานวิจัยทางคลินิก และศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก รวมถึงมีการดำเนินงานด้านพิพิธภัณฑ์พืชและการวิจัยทางพฤกษศาสตร์ ซึ่งรวบรวมตัวอย่างพืชสมุนไพรกว่า 6,000 ชนิด รวมถึงมีการให้บริการข้อมูลด้านแพทย์แผนไทยและสมุนไพรทั้งในรูปแบบหนังสือ ตำรา คัมภีร์ และงานวิจัยต่างๆ ทางสถาบันฯมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญครบสาขา ได้แก่ แพทย์ เภสัชกร แพทย์แผนไทย นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ และพยาบาลวิจัย ทำหน้าที่ศึกษาวิจัย ทั้งในด้านการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของสมุนไพรและตำรับยาไทย

    ปัจจุบัน สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มีแผนวิจัย ปี พ.ศ. 2568-2571 ที่มุ่งเน้น การศึกษาวิจัยสมุนไพร Herb of the year จำนวน 5 รายการ ได้แก่ ขมิ้นชัน กระชายดำ ไพล กัญชง/กัญชา และกระท่อม, สมุนไพรที่มีศักยภาพใช้รักษา common diseases, นวดรักษาโรคทางกลุ่มโรคกระดูกและข้อ, การใช้ตำรับยาสมุนไพรรักษา โรคผิวหนัง เช่น สะเก็ดเงิน และจะมีการขยายทั้งรูปแบบและวิธีวิจัยให้ครอบคลุมกลุ่มโรคอื่นๆ ต่อไป

    “สถาบันวิจัยแห่งนี้จะไม่เพียงแต่ยกระดับมาตรฐานทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แต่จะสนับสนุนให้สมุนไพรเป็น Soft Power ทางเศรษฐกิจและสุขภาพ ในระดับโลก”

    ทางด้าน ดร.นพ.สุรัคเมธ มหาศิริมงคล กล่าวว่าในปีงบประมาณ 2568 กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้จัดทำบันทึกความร่วมมือกับหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) ราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ กรมการแพทย์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เครือข่ายเขตสุขภาพทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางวิจัยระดับประเทศอย่างเป็นเอกภาพ เปิดรับความร่วมมือจาก ทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยให้มีความน่าเชื่อถือ สถาบันวิจัยฯ จะเปิดงานด้านห้องปฏิบัติการเพื่อให้บริการแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการหลักฐานเชิงประจักษ์ประกอบการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งการดำเนินการวิจัยดังกล่าวมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งทางสาธารณสุขและช่วยส่งเสริมด้านเศรษฐกิจของประเทศ

    สำหรับประชาชน หน่วยงาน หรือผู้ที่สนใจด้านการวิจัยสมุนไพร การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก สามารถติดต่อ สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ที่ อาคาร 2 ชั้น 7 กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เบอร์โทร. 0 2591 7007 ต่อ 2707 – 2708 e-mail : research.institute@dtam.mail.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/957703&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Eq-60XP5GcklZ1S0oI-9S

  • ประวัติ “โสภณ ซารัมย์” คัมแบ็ก ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี ในครม.อนุทิน 1

    ประวัติ “โสภณ ซารัมย์” คัมแบ็ก ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี ในครม.อนุทิน 1

    เปิดประวัติ โสภณ ซารัมย์ คนสนิทเนวิน อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย ห่างหายจากเก้าอี้รัฐมนตรีมานาน ก่อนคัมแบ็กได้เป็นว่าที่รองนายกฯ ใน ครม.อนุทิน 1

    วันที่ 16 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โผ ครม.อนุทิน 1 ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เซ็นส่งรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 36 รายชื่อ เพื่อให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว โดย 1 ในนั้นคือนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ที่ครั้งนี้ได้นั่งถึงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

    ประวัติ โสภณ ซารัมย์

    สำหรับ นายโสภณ ซารัมย์ เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2502 ปัจจุบันอายุ 66 ปี เป็นชาวลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ โดยกำเนิด บิดาคือนายสนั่น ซารัมย์ มีอาชีพเป็นกำนัน มีพี่ชาย 1 คน คือนายสมบูรณ์ ซารัมย์ สส.เขต 3 บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ที่ถูกแฉปมเสียบบัตรแทนกัน แต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตีตกเนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ

    ขณะที่นายโสภณ มีชีวิตสมรสกับนางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลลำปลายมาศ มีบุตรด้วยกัน 3 คน 1 ในนั้นคือ นายอาณัตพณ ซารัมย์ อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเมื่อปี 2560 ขณะอายุ 30 ปี โดยหลังจากบุตรชายเสียชีวิต จึงได้ก่อตั้งมูลนิธิขึ้นและดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) เพื่อคอยช่วยเหลือสังคม

    ทางด้านการศึกษา นายโสภณ เรียบจบครุศาสตรบัณฑิต สาขาการประถมศึกษาจากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางทางการเมือง นายโสภณ รับราชการครูมาก่อน จากนั้นในปี 2544 ได้ลงสมัคร สส.บุรีรัมย์ ในนามพรรคชาติไทย และได้รับการเลือกตั้ง ต่อมาในปี 2548 ได้ย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย และยังคงได้รับการเลือกตั้ง สส. ก่อนจะย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชาชน เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค แต่พรรคพลังประชาชนก็ถูกตัดสินยุบพรรคอีกครั้ง

    ทำให้ในปี 2550 นายโสภณ ที่ถือเป็นคนใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ ได้ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย ที่แยกจากพรรคพลังประชาชน มารวมกับ สส. จากพรรคมัชฌิมาธิปไตย เพื่อสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

    ส่วนตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญของนายโสภณ ซารัมย์ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการคมนาคมในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วนปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการศึกษาธิการ ก่อนจะมีชื่อในโค้งสุดท้ายของ ครม.อนุทิน 1 ให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2883244&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dO2agXxBk2Uc5No_Bz92n

  • นิด้า” ขอเชิญเข้าร่วม “พิธีไหว้ครู 2568

    นิด้า” ขอเชิญเข้าร่วม “พิธีไหว้ครู 2568

    “นิด้า” ขอเชิญชวนคณาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าและบุคลากรทุกท่าน เข้าร่วม

    นิด้า” ขอเชิญชวนคณาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าและบุคลากรทุกท่าน ร่วมเข้าร่วม “พิธีไหว้ครู 2568”
    .
    ในวันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน 2568

    เวลา 08.00 – 12.00 น.

    ณ ห้องประชุม ดร.สมศักดิ์ และคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล

    ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

    • กองบริหารงานกลาง 0 2727 3438
    “นิด้า” ขอเชิญชวนคณาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าและบุคลากรทุกท่าน เข้าร่วม “พิธีไหว้ครู 2568”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/wai-kru-2025/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MpPp9WP_WizYu0XFsEVhi

  • มส.เห็นชอบขยายชั้นเรียนระดับประถมศึกษา ‘โรงเรียนอนุบาลการกุศลวัดตระพังทอง’ | เดลินิวส์

    มส.เห็นชอบขยายชั้นเรียนระดับประถมศึกษา ‘โรงเรียนอนุบาลการกุศลวัดตระพังทอง’ | เดลินิวส์

    มส.เห็นชอบขยายชั้นเรียนระดับประถมศึกษา ‘โรงเรียนอนุบาลการกุศลวัดตระพังทอง’

    โดยปัจจุบันเปิดการเรียนการสอนระดับปฐมวัย ตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาล ถึงชั้นอนุบาลปีที่ 3 มีนักเรียนทั้งหมด จำนวน 332 คน มีความประสงค์ขอขยายชั้นเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 ในปีการศึกษา 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5121728/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Q7lidB7VvWib-jnUshW5h

  • เปิดวาร์ป “ทนายฟ้าใส” ลูกสาวพ่อเปี๊ยก ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ดีกรีนักเรียนกฎหมายอังกฤษ

    เปิดวาร์ป “ทนายฟ้าใส” ลูกสาวพ่อเปี๊ยก ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ดีกรีนักเรียนกฎหมายอังกฤษ

    เปิดวาร์ป “ทนายฟ้าใส” ลูกสาวพ่อเปี๊ยก ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ดีกรีนักเรียนกฎหมายอังกฤษ

    ในวงการกฎหมายไทย ชื่อของ ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในบทบาทของทนายความที่ตรงไปตรงมาและกล้าต่อสู้คดีใหญ่หลายคดี วันนี้สปอตไลท์เริ่มหันมาให้ความสนใจกับทายาทคนเก่งของเขา ทนายฟ้าใส — พัณณ์ชิตา ไชยเดช ผู้มีทั้งความสวยและพื้นฐานด้านกฎหมายที่แข็งแรง จนหลายคนกล่าวว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น”

    ประวัติ ทนายฟ้าใส พัณณ์ชิตา ไชยเดช ลูกสาว ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช 

    เส้นทางการศึกษา: โปรไฟล์นิติศาสตร์ที่น่าจับตามอง

    ทนายฟ้าใสเริ่มต้นการเรียนทางกฎหมายในระดับปริญญาตรีด้วยการสำเร็จ นิติศาสตรบัณฑิต (LL.B.) จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (Assumption University — ABAC) ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันที่มีชื่อเสียงของไทยด้านการศึกษาในสาขาต่างๆ

    หลังจากนั้นเธอได้เดินทางไปศึกษาต่อในระดับนานาชาติ โดยสำเร็จการศึกษา นิติศาสตรมหาบัณฑิต (LL.M.) จาก University of Sussex ที่เมืองไบรตัน ประเทศอังกฤษ และยังมีประวัติการเข้าศึกษาเพิ่มเติมที่ King’s College London (KCL) ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะนิติศาสตร์ชั้นนำของสหราชอาณาจักร การได้รับการศึกษาจากสถาบันระดับโลกทั้งสองแห่งนี้ยิ่งตอกย้ำความเป็นมืออาชีพและความมุ่งมั่นทางวิชาการของเธอ

    เดินตามรอยพ่อ: ซึมซับอุดมการณ์และทัศนคติในการทำคดี

    เติบโตมากับครอบครัวที่มีบรรยากาศการพูดคุยเรื่องกฎหมายและคดีความ ทนายฟ้าใสได้เรียนรู้แนวคิดเรื่องความยุติธรรมและการต่อสู้คดีจากคุณพ่ออย่างใกล้ชิด ถึงแม้ปัจจุบันจะยังไม่ปรากฏผลงานคดีใหญ่ต่อสาธารณชนอย่างชัดเจน แต่พื้นฐานและประสบการณ์ที่ได้รับจากครอบครัว รวมถึงการศึกษาจากต่างประเทศ ทำให้หลายคนคาดหวังว่าเธอจะก้าวขึ้นมาเป็นทนายความที่น่าสนใจในวงการได้ไม่ยาก

    ไลฟ์สไตล์และภาพลักษณ์: สมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว

    จากภาพสาธารณะบนอินสตาแกรมส่วนตัวของเธอ (@panchitafah) จะเห็นถึงไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจทั้งเรื่องการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัว — ภาพลักษณ์เป็นมืออาชีพ มีความมั่นใจ และยังคงความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างแบรนด์ส่วนตัวให้โดดเด่นในสังคมปัจจุบัน

    อนาคตที่น่าจับตามอง

    แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานผลงานคดีที่เป็นสาธารณะมากนัก แต่ด้วยพื้นฐานครอบครัวที่แข็งแรง ด้านความรู้จากสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ และบุคลิกที่ชัดเจน เชื่อได้ว่า ทนายฟ้าใส พัณณ์ชิตา ไชยเดช คือทายาทวงการกฎหมายที่น่าจะมีบทบาทและเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ต้องจับตามองในอนาคต


    อ้างอิง

    1. Instagram @panchitafah
    2. ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช
    3. รู้จัก ‘อนันต์ชัย ไชยเดช’ บทความประวัติและผลงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9844310/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mDEDUB4KJ5JUHiIjs8su7