Category: วัฒนธรรม

  • SPMS EST ฉลองครบรอบ 25 ปีแห่งความสำเร็จ เปิดตัว “เบียร์ ใบหยก” แบรนด์แอมบาสเดอร์ฟิล์มกรอง …

    SPMS EST ฉลองครบรอบ 25 ปีแห่งความสำเร็จ เปิดตัว “เบียร์ ใบหยก” แบรนด์แอมบาสเดอร์ฟิล์มกรอง …

    SPMS EST เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วย “3M PRO SHOP” ร้านค้าที่ได้รับรองมาตรฐานสูงสุดจาก 3M สำหรับการติดตั้งฟิล์ม3M และผลิตภัณฑ์ดูแลรถยนต์แบบครบวงจรครอบคลุม ฟิล์มกรองแสง …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1539157&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw136sEVlbXyGbVgDjh2uUAm

  • ไทยรัฐวิทยา มุ่งมั่นสร้างสรรค์สังคมด้วยการศึกษา จากปณิธานของ “กำพล วัชรพล”

    ไทยรัฐวิทยา มุ่งมั่นสร้างสรรค์สังคมด้วยการศึกษา จากปณิธานของ “กำพล วัชรพล”

    นับเป็นเวลากว่า 5 ทศวรรษ ที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา โดยมูลนิธิไทยรัฐ และไทยรัฐกรุ๊ป ได้มุ่งมั่นพัฒนาการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมและต่อยอดสู่การพัฒนาตลอดชีวิต สะท้อนถึงปณิธานของคุณกำพล วัชรพล ผู้ก่อตั้งไทยรัฐกรุ๊ป ที่เชื่อมั่นในพลังของการศึกษา และส่งต่อความมุ่งมั่นที่จะเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

    โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ก่อตั้งจากเจตนารมณ์ของคุณกำพล วัชรพล อดีตผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ในฐานะผู้บุกเบิกการสร้างสื่ออันดับหนึ่งของประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญ และขับเคลื่อนระบบการศึกษาตั้งแต่กลุ่มเยาวชน จนกระทั่ง ยูเนสโก (UNESCO) หรือ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้ประกาศ ยกย่องเมื่อปี 2560 ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษาและการสื่อสารมวลชน ในวาระครบรอบ 100 ปี ชาตกาลของท่าน เมื่อปี 2562

    นับตั้งแต่ปี 2512 หรือเป็นเวลา 56 ปีมาแล้ว ที่ไทยรัฐกรุ๊ปยืนหยัดเคียงข้างการศึกษาไทย ด้วยการก่อตั้งมูลนิธิไทยรัฐ และสนับสนุนโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 111 แห่งทั่วประเทศ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นส่งเสริมการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง และปลูกฝังทักษะชีวิตให้กับเยาวชนในทุกพื้นที่ เพราะเราเชื่อว่า การศึกษาไม่เพียงเปลี่ยนชีวิตของเด็กคนหนึ่ง แต่ยังเปลี่ยนอนาคตของครอบครัว ชุมชน และสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน

    ดังตัวอย่างโรงเรียน ไทยรัฐวิทยา 69 (คลองหลวง) จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ได้นำวิชาจักสาน ขนมไทย และนาฏศิลป์ มาประยุกต์ในการเรียนการสอน เพื่อสร้างอาชีพให้กับนักเรียน

    เช่นเดียวกับโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 7 ที่จังหวัดปราจีนบุรี ที่มีจุดเด่นโครงการศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง การทำน้ำยาอเนกประสงค์ น้ำกระเจี๊ยบ สมุนไพรไล่ยุง ออกแบบสติกเกอร์ การตัดยางรถยนต์เป็นกระถางต้นไม้ และชุดนั่งรับแขก สร้างอาชีพในอนาคต

    ไทยรัฐวิทยาบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์คุณภาพมุ่งสู่การพัฒนาการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ พร้อมกับให้ความสำคัญกับการศึกษา เรียนรู้เชิงรุก สู่การพัฒนาตลอดชีวิต ด้วยหลักสูตรวิชาการ ควบคู่ไปกับการนำไปใช้ได้จริง ต่อยอดสู่การสร้างงาน สร้างอาชีพ มีรายได้ อย่างยั่งยืนต่อไป

    จากไทยรัฐวิทยา 1 ถึง ไทยรัฐวิทยา 111 จึงนับเป็นการสืบสานต่อปณิธานของ ผอ.กำพล วัชรพล ในการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กๆ ที่เปราะบาง เป็นคนดีมีคุณธรรม เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งของประเทศอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/futureperfect/articles/2884641&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eE428WLGcFsCgbNSfUNj5

  • สว. ตอกฝาโลง ‘กาสิโน’ เปิดผลศึกษาชำแหละกฎหมายหมกเม็ดหลอกลวงประชาชน

    สว. ตอกฝาโลง ‘กาสิโน’ เปิดผลศึกษาชำแหละกฎหมายหมกเม็ดหลอกลวงประชาชน

    “วุฒิสภา” ถกผลศึกษาร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ กมธ.ฯมีมติไม่เห็นด้วยเปิดบ่อนกาสิโน ชี้ผลกระทบหลายด้าน มองเป็นกฎหมายหมกเม็ดตั้งใจเปิดบ่อนกาสิโน แต่เอาชื่อสถานบันเทิงครบวงจรมาบังหน้าหลอกลวงประชาชน ซัดหวยเกษียณไม่ต่างจากหวยเถื่อน ปธ.กมธ.ฯ แนะพรรคไหนหากจะเปิดบ่อนถูกกฎหมาย ขอให้ใส่ในนโยบายหาเสียงด้วย อย่าหมกเม็ด

    23 กันยายน 2568 – ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณารายงานการศึกษา เรื่อง การเปิดสถานบันเทิงครบวงจรที่มีกาสิโน ซึ่งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (เอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) ที่มี นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สว. เป็นประธานกมธ.ฯพิจารณาแล้วเสร็จ

    ทั้งนี้ กมธ.ฯได้ร่วมนำเสนอรายงานต่อที่ประชุม ที่มีข้อสรุปต่อร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)เอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่รัฐบาลของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ เสนอต่อสภาฯ ว่า กมธ.มีมติไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากมีผลกระทบในหลายมิติกับประชาชน สังคม และเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นผลกระทบระยะยาว รวมถึงอาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เป็นความเสี่ยงที่ทำให้ประเทศเป็นแหล่งฟอกเงิน อย่างไรก็ดีหากรัฐบาลต้องการผลักดันร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ผ่านการทำประชามติ

    ขณะที่นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สว. ในฐานะรองประธานกมธ.ฯ อภิปรายว่าตนอยากขอให้ที่ประชุมใช้ข้อบังคับที่ 100 เพื่ออนุญาตให้ตั้งกมธ. ชุดใหม่ หลังจากที่กมธ.ชุดนี้หมดวาระหลังจากที่เสนอรายงานสามารถทำงานศึกษาต่อเนื่อง ทั้งนี้ตนมองว่ามีหลักการเพิ่มเติมที่ต้องศึกษา เช่น 1.กรณีการทำธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรไม่มีกาสิโน 2.การมีเอนเทอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่มีกาสิโนอย่างที่มีข้อจำกัด และ 3.ระบบเอนเทอร์เทนเมนต์ที่มีกาสิโนแบบออนไลน์ ซึ่งตนเชื่อว่าจะมีข้อศึกษาที่ทำให้สังคมสบายใจ เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นการศึกษาผ่านงานวิจัยนั้นและยังไม่สมบูรณ์

    “ผมอยากชวน กมธ. ให้ไปดูกาสิโนถูกกฎหมาย สามารถควบคุมคนเข้าไปเล่นได้ ผ่านการลงทะเบียนทุกคน คนที่ไม่ลงทะเบียนไม่มีบัตรไม่สามารถเข้าได้ เช่น ที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ที่ให้เฉพาะนักท่องเที่ยว เป็นต้น สิ่งสำคัญที่ต้องการเห็นคือการปรับปรุงกฎหมาย สำหรับร่างกฎหมายที่รัฐบาลเสนอมาในส่วนของการแบ่งรายได้ ควรมีการศึกษาเพิ่มเติม ดังนั้นหากจะเสนอกฎหมายให้พิจารณาอีกครั้งต้องปรับปรุงระบบควบคุม การแบ่งสัดส่วนรายได้” นายสรชาติ กล่าว

    ขณะที่ความเห็นของ สว.ส่วนใหญ่สนับสนุนรายงานของกมธ. โดยนายชินโชติ แสงสังข์ สว.อภิปรายว่าในร่างพ.ร.บ.ที่รัฐบาลจุดก่อนหน้านั้นเสนอ ตนมองว่าเป็นการหลอกหลวงประชาชน ซึ่งในการชี้แจงจากตัวแทนรัฐบาลกับกมธ.ระบุว่าตัดกาสิโนออกจากสถานบันเทิงครบวงจรได้หรือไม่ คำตอบที่ได้ คือ ใครจะมาลงทุน ทำให้เป็นคำตอบว่าเป็นการหลอกประชาชน หลอกสังคม

    “เอาบ่อนกาสิโนเป็นติ่งในร่างพ.ร.บ.แต่ข้อเท็จจริงหัวใจหลัก หัวข้อใหญ่ของรัฐบาลไม่ต้องการเปิดอย่างอื่น ต้องการแต่เปิดบ่อน ผมอยยากให้รัฐบาลใหม่ของผมที่จะแถลงนโยบายรัฐบาล อย่ามีนโยบายเรื่องบ่อนกาสิโนเด็ดขาด แล้วจะอยู่ยาว คือหมายถึงเลย4เดือนไปก่อน สุดท้ายข้ออ้างของคนกลุ่มหนึ่งที่ว่า ไม่สามารถปราบบ่อนกาสิโนได้ จึงประชดให้ทำถูกกฎหมาย เป็นการทำที่ไร้สมองมาก ผมไม่อยากพูดว่าปัญญาอ่อนเพราะแรง” นายชินโชติ กล่าว

    ส่วนนายสิทธิกร ธงยศ สว. อภิปรายว่า รัฐบาลที่ผ่านมามีแนวคิดส่งเสริมประชาชนเล่นการพนัน เช่น ยกเลิกโป๊กเกอร์ไม่ให้เป็นการพนัน รวมถึงสนับสนุนให้มีหวยเกษียณ ซึ่งไม่แตกต่างจากหวยเถื่อน 1 เดือน ออก 4 ครั้ง รางวัลไม่ล่อใจ แต่สิ่งที่น่ากังวลประชาชนจะนำเลขท้าย2ตัว 3ตัวเป็นหวยเถื่อน ตนมองว่าประชาชนซึมซับกับการเล่นพนัน ก่อนการปูทางไปสู่กาสิโนครบวงจร ทั้งนี้ตนขอฝากไปยังรัฐบาลที่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ให้ความสำคัญและนำผลการศึกษาของกมธ. เป็นแนวทาง และแนวคิด คือ ถอนไปดีกว่า อย่านำร่าง พ.ร.บ.เข้าสู่สภาฯ เพราะจะเกิดหายนะและอันตราย

    ด้านนพ.วีระพันธ์ ชี้แจงว่า ในอีก 4 เดือนยุบสภา นักการเมืองที่สมัคร สส. ไม่ว่าพรรคใด หากจะเปิดบ่อนกาสิโนที่ถูกกฎหมาย กรุณาใช้เป็นนโยบายหาเสียง อย่าหมกเม็ดว่าเป็นสถานบันเทิงครบวงจร

    ทั้งนี้หลังจากที่ที่ประชุมอภิปรายแล้วเสร็จ นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ในฐานะประธานในที่ประชุมได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า จะส่งรายงานดังกล่าว ให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/866458/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NkKbQGjhiG–rzwDkIhiN

  • สมัครงาน 2568 : กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รับข้าราชการ 45 อัตรา

    สมัครงาน 2568 : กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รับข้าราชการ 45 อัตรา

    กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เปิดรับสมัครสอบแข่งขันบุคคลบรรจุเข้ารับราชการทั้งหมด 3 ตำแหน่ง 45 อัตรา เงินเดือนระหว่าง 13,920 – 15,320 บาท ถึง 16 ต.ค. 68

    กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สังกัดกระทรวงมหาดไทย ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ในตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน ทั้งหมด 3 ตำแหน่ง จำนวน 45 อัตรา ค่าตอบแทนระหว่าง 13,920 – 15,320 บาทต่อเดือน เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ ถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้

    ตำแหน่งที่เปิดรับ

    1. ตำแหน่ง เจ้าพนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นปฏิบัติงาน จำนวน 20 อัตรา เงินเดือน 13,920 – 15,320 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
    ประกาศกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ในตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน
    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในทุกสาขาวิชา โดยจะต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้สำเร็จการศึกษาภายในวันปิดรับสมัคร
    • เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิ การศึกษาที่สมัครของแต่ละตําแหน่ง ทั้งนี้ สามารถนําผลการสอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไปในระดับ วุฒิการศึกษาที่สูงกว่าไปใช้ในการสอบแข่งขันในระดับวุฒิการศึกษาที่ต่ำกว่าได้
    • ในกรณีผู้สมัครสอบที่อยู่ระหว่างรอผลการสอบวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของสํานักงาน ก.พ. สามารถสมัครและเข้าสอบแข่งขันเพื่อวัดความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตําแหน่ง (สอบข้อเขียน) ได้ โดยผู้ผ่านการสอบแข่งขันเพื่อวัดความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตําแหน่ง (สอบข้อเขียน) จะต้อง นําหลักฐานว่าเป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ส่งให้กรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นในวันสอบแข่งขันเพื่อวัดความเหมาะสมกับตาแหน่ง (สอบสัมภาษณ์)

    2. ตำแหน่ง เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีปฏิบัติงาน จำนวน 15 อัตรา เงินเดือน 13,920 – 15,320 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในสาขาวิชาการบัญชี หรือสาขาวิชาการเงินและการธนาคาร โดยจะต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้สำเร็จการศึกษาภายในวันปิดรับสมัคร
    • เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิ การศึกษาที่สมัครของแต่ละตําแหน่ง ทั้งนี้ สามารถนําผลการสอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไปในระดับ วุฒิการศึกษาที่สูงกว่าไปใช้ในการสอบแข่งขันในระดับวุฒิการศึกษาที่ต่ำกว่าได้
    • ในกรณีผู้สมัครสอบที่อยู่ระหว่างรอผลการสอบวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของสํานักงาน ก.พ. สามารถสมัครและเข้าสอบแข่งขันเพื่อวัดความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตําแหน่ง (สอบข้อเขียน) ได้ โดยผู้ผ่านการสอบแข่งขันเพื่อวัดความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตําแหน่ง (สอบข้อเขียน) จะต้อง นําหลักฐานว่าเป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ส่งให้กรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นในวันสอบแข่งขันเพื่อวัดความเหมาะสมกับตาแหน่ง (สอบสัมภาษณ์)

    3. ตำแหน่ง เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน จำนวน 10 อัตรา เงินเดือน 13,920 – 15,320 บาท

    คุณสมบัติเฉพาะ

    • ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกันในทุกสาขาวิชา โดยจะต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาและได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้สำเร็จการศึกษาภายในวันปิดรับสมัคร
    • เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของสํานักงาน ก.พ. ตามระดับวุฒิ การศึกษาที่สมัครของแต่ละตําแหน่ง ทั้งนี้ สามารถนําผลการสอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไปในระดับ วุฒิการศึกษาที่สูงกว่าไปใช้ในการสอบแข่งขันในระดับวุฒิการศึกษาที่ต่ำกว่าได้
    • ในกรณีผู้สมัครสอบที่อยู่ระหว่างรอผลการสอบวัดความรู้ความสามารถทั่วไปของสํานักงาน ก.พ. สามารถสมัครและเข้าสอบแข่งขันเพื่อวัดความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตําแหน่ง (สอบข้อเขียน) ได้ โดยผู้ผ่านการสอบแข่งขันเพื่อวัดความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตําแหน่ง (สอบข้อเขียน) จะต้อง นําหลักฐานว่าเป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ของสํานักงาน ก.พ. ส่งให้กรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นในวันสอบแข่งขันเพื่อวัดความเหมาะสมกับตาแหน่ง (สอบสัมภาษณ์)

    ผู้ที่สนใจ สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ https://dla.thaijobjob.com ระหว่างวันนี้ ถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ หรือสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ประกาศกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ในตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน

    รายละเอียด ตำแหน่งเจ้าพนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นปฏิบัติงาน

    รายละเอียด ตำแหน่งเจ้าพนักงานการเงินและบัญชีปฏิบัติงาน

    รายละเอียด ตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/257621&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M4n1iBFYS2tgX4UU2eG9a

  • มติวุฒิสภา ส่งผลศึกษาให้รัฐบาลอนุทิน คว่ำร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร

    มติวุฒิสภา ส่งผลศึกษาให้รัฐบาลอนุทิน คว่ำร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร

    มติวุฒิสภา ส่งผลศึกษาให้รัฐบาลอนุทิน คว่ำร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร

    ในการประชุมวุฒิสภา ซึ่งมี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุมวันนี้ (23ก.ย.68) ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบรายงานการศึกษา เรื่อง การเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจรที่มีกาสิโน ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex) วุฒิสภา โดยมี นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ

    ทั้งนี้หลังจากที่ที่ประชุมอภิปรายเสร็จสิ้น นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ในฐานะประธานในที่ประชุม ได้แจ้งว่า จะส่งรายงานดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป 

    การอภิปรายในที่ประชุมวุฒิสภา

    สำหรับบรรยากาศการประชุม สมาชิกวุฒิสภาหลายท่านได้แสดงความเห็นสนับสนุนรายงานของคณะกรรมาธิการฯ

    นายชินโชติ แสงสังข์ สว. อภิปรายอย่างหนักแน่นว่า ร่าง พ.ร.บ. ที่รัฐบาลชุดก่อนเสนอมานั้น ตนมองว่าเป็นการ “หลอกหลวงประชาชน” โดยข้อเท็จจริงหัวใจหลักของรัฐบาลคือการเปิด “บ่อน” ท่านยังกล่าวฝากไปยังรัฐบาลชุดใหม่ที่จะแถลงนโยบาย “อย่ามีนโยบายเรื่องบ่อนกาสิโนเด็ดขาด”

    นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สว. ในฐานะรองประธาน กมธ.ฯ อภิปรายเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการชุดใหม่เพื่อศึกษาต่อเนื่อง โดยให้ศึกษาทางเลือกเพิ่มเติม เช่น การทำธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรที่ ไม่มีกาสิโน หรือระบบกาสิโนที่สามารถ ควบคุมคนเข้าเล่นได้ ผ่านการลงทะเบียน เช่น กรณีเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ที่ให้เฉพาะนักท่องเที่ยว

    นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย ประธาน กมธ.ฯ ชี้แจงในช่วงท้ายว่า หากนักการเมืองที่ลงสมัคร ส.ส. ไม่ว่าพรรคใด จะเปิดบ่อนกาสิโนที่ถูกกฎหมาย “กรุณาใช้เป็นนโยบายหาเสียง อย่าหมกเม็ดว่าเป็นสถานบันเทิงครบวงจร”

    นายสิทธิกร ธงยศ สว. ฝากไปยังรัฐบาลที่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ว่า ควรนำผลการศึกษาของ กมธ. เป็นแนวทาง และควร “ถอนร่าง พ.ร.บ. เข้าสู่สภาฯ เพราะจะเกิดหายนะและอันตราย”

    เจาะรายละเอียดรายงานการศึกษา

    คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากวุฒิสภาเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ได้สรุปและนำเสนอรายงานต่อที่ประชุม โดยมีข้อสรุปที่สำคัญต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. ที่ถูกเสนอโดยรัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า คณะกรรมาธิการฯ มีมติไม่เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว

    ข้อสรุปหลัก: ผลกระทบระยะยาวและความเสี่ยงรอบด้าน

    คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ให้เหตุผลว่า ร่าง พ.ร.บ. มีผลกระทบในหลายมิติต่อประชาชน สังคม และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว โดยเน้นย้ำว่า นโยบายการผลักดันโครงการ Entertainment Complex ที่มี “กาสิโน” เป็นองค์ประกอบหลัก นั้น ตั้งอยู่บน สมมติฐานที่ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ ถึงความเหมาะสมในบริบทของประเทศไทย

    ความเสี่ยงสำคัญที่คณะกรรมาธิการฯ ตรวจพบมีดังนี้:

    1. มิติทางเศรษฐกิจ: กิจกรรมการพนันไม่ใช่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    • การโอนถ่ายเงินที่ไม่สร้างมูลค่า: กิจกรรมการพนันโดยพื้นฐานเป็นการโอนถ่ายเงินจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง ไม่ก่อให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการที่แท้จริงในระบบเศรษฐกิจ และจะไม่ถูกนำมาคำนวณเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
    • อุตสาหกรรมขาลง: อุตสาหกรรมบ่อนพนันขนาดใหญ่ทั่วโลกมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะ “ขาลง” (Sunset Industry) และกำลังถูกแทนที่ด้วยการพนันออนไลน์ที่มีต้นทุนต่ำกว่าและเข้าถึงง่ายกว่า
    • ความไม่ชัดเจนด้านรายได้: การคาดการณ์รายได้จากภาษีมากกว่า 5 หมื่นล้านบาทต่อปี ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ “เกินจริง” และ “ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในเชิงตัวเลข” เนื่องจากร่างกฎหมายกำหนดเงื่อนไขให้คนไทยที่จะเข้าเล่นกาสิโน ต้องมีเงินฝากในบัญชีธนาคารเกิน 50 ล้านบาท ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งมีจำนวนผู้ที่มีคุณสมบัติน้อยกว่า 1 หมื่นคนทั่วประเทศ
    • อัตราภาษีที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย: ประเทศไทยมีแนวโน้มจะกำหนดอัตราภาษีจากรายได้รวมการพนัน (GGR) เพียงร้อยละ 17 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหลายประเทศ เช่น มาเก๊าที่ 50% หรือเวียดนามที่ 35%
    • ความเสี่ยงด้านการลงทุน: การนำพื้นที่ของการท่าเรือคลองเตย ซึ่งมีมูลค่าสูงไม่ต่ำกว่า 2.5 แสนล้านบาท ไปใช้สำหรับกิจการที่มีความเสี่ยงสูงอย่างกาสิโน อาจไม่สอดคล้องกับหลักการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดมูลค่าสูงสุด (Highest and Best Use) และมีค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) สูงมาก
    • ผลกระทบจากมาตรการจีน: หากประเทศไทยเปิดกาสิโน อาจต้องเผชิญกับมาตรการควบคุมเชิงรุกของรัฐบาลจีนที่ประกาศ “บัญชีดำ” (Blacklist) จุดหมายปลายทางที่ส่งเสริมการพนัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการท่องเที่ยวโดยรวมของประเทศ

    2. มิติทางสังคมและสุขภาพ: โรคติดการพนันและอาชญากรรม

    • การติดการพนันเป็นโรค: องค์การอนามัยโลก (WHO) และสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (APA) ได้กำหนดให้ “การติดการพนัน” (Gambling Disorder) เป็นความผิดปกติทางจิตประเภทหนึ่ง ภายใต้หมวด “พฤติกรรมเสพติด” (Behavioral Addiction)
    • ปัญหาอาชญากรรมที่ซับซ้อน: กาสิโนเป็นพื้นที่อ่อนไหวต่อการก่ออาชญากรรม และมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น แหล่งฟอกเงิน (Money Laundering) และเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งประเทศไทยยังขาดความพร้อมในการควบคุม
    • ประชาชนคัดค้าน: ผลสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพล พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 56.72 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย ทั้งสถานบันเทิงครบวงจรและกาสิโน และ มากกว่าร้อยละ 60  สนับสนุนให้มีการจัดทำ ประชามติระดับชาติ ในประเด็นนี้
    • ศาสนาปฏิเสธ: องค์กรทางศาสนาทุกศาสนาในประเทศไทย (พุทธ, อิสลาม, คริสต์, พราหมณ์–ฮินดู) มีจุดยืนชัดเจนในการคัดค้าน เนื่องจากมองว่าการพนันเป็น “อบายมุข” หรือทางแห่งความเสื่อม ซึ่งขัดต่อหลักศีลธรรมอันดีงามของสังคมไทย

    3. มิติด้านกฎหมาย: ขัดต่อรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม

    • ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวอาจขัดต่อ หลักนิติธรรม (Rule of Law) ตามมาตรา 3 และมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2560 เนื่องจากการอนุญาตให้มีธุรกิจกาสิโนเป็นการย้อนแย้งต่อสำนึกในศีลธรรมอันดีของประชาชน
    • การมอบอำนาจอย่างกว้างขวางให้แก่ คณะกรรมการนโยบาย (ซึ่งประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจากหลายกระทรวง) ในการสั่งการให้ยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายอื่น (เช่น กฎหมายผังเมืองหรือสิ่งแวดล้อม) มีลักษณะเป็นการ รวมศูนย์อำนาจ และขาดกลไกถ่วงดุลและตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระ เสี่ยงต่อการเป็นช่องทางให้เกิดการ ทุจริตเชิงนโยบาย และขัดแย้งต่อหน้าที่ของรัฐในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน (มาตรา 58)

    ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการฯ: “เงินสีขาว” คือทางเลือกที่ยั่งยืน

    คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้เสนอ ข้อเสนอแนะ 3 ฉากทัศน์ สำหรับการดำเนินการของรัฐบาล:

    1. ฉากทัศน์เชิงอุดมคติ (Best-case Scenario): ไม่เห็นด้วยและไม่สนับสนุนให้มีธุรกิจกาสิโนในประเทศไทย แต่เห็นควรให้ส่งเสริมการพัฒนาในรูปแบบอื่น เช่น โครงการพัฒนาสุขภาพแบบองค์รวม (Wellness Complex) ซึ่งสอดคล้องกับศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ และสามารถสร้างรายได้จาก “เงินสีขาว” (clean money) ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

    2. ฉากทัศน์ทางเลือก (Base-case Scenario): หากรัฐบาลยังคงยืนยันเดินหน้าผลักดันโครงการที่มีกาสิโน รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วยกระบวนการทำประชามติ โดยต้องกำหนดแนวทางกำกับดูแลอย่างรัดกุม, มีมาตรการคัดกรองคนไทยเข้าถึงอย่างมีประสิทธิภาพ และจัดตั้งหน่วยงานที่เป็นอิสระในการตรวจสอบ (Independent Regulatory Body)

    3. ฉากทัศน์เชิงป้องกันความเสี่ยง (Worst-case Scenario): หากโครงการล้มเหลวหรือไม่สามารถควบคุมผลกระทบทางลบได้ รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบและดำเนินการชดเชยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สาธารณชนทันที

    นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ยังได้เสนอให้วุฒิสภามีข้อเสนอต่อรัฐบาลให้ พิจารณาทบทวนและแก้ไขเนื้อหา ของร่าง พ.ร.บ. ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม และ หากข้อกังวลยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างชัดเจนและเพียงพอ วุฒิสภาควรแสดงท่าทีไม่เห็นชอบด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อประเทศในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639613&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b5U5CamhQUKmmZJxHdgak

  • การรถไฟแห่งประเทศไทย จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรให้นักเรียนวิศวกรรมรถไฟ ที่สำเร็จการศึกษาประจำปี 2568

    การรถไฟแห่งประเทศไทย จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรให้นักเรียนวิศวกรรมรถไฟ ที่สำเร็จการศึกษาประจำปี 2568

    เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรให้แก่นักเรียนวิศวกรรมรถไฟ ที่สำเร็จการศึกษาประจำปีการศึกษา 2568 รุ่นที่ 64 จำนวน 118 คน โดยมีนายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารการรถไฟฯ คณะครูอาจารย์ ณ สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง)

    นายวีริศ กล่าวว่า การจัดพิธีมอบประกาศนียบัตรให้แก่นักเรียนวิศวกรรมรถไฟ รุ่นที่ 64 เนื่องในโอกาสที่สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2568 เพื่อแสดงความยินดีในความสำเร็จ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับนักเรียนที่สำเร็จการศึกษา สำหรับในปีการศึกษา 2568 มีผู้สำเร็จการศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 118 คน แบ่งเป็นสาขาวิชาช่างเครื่องกล 32 คน สาขาวิชาช่างเทคนิคไฟฟ้ารถจักรและล้อเลื่อน 24 คน สาขาวิชาการช่างโยธา 28 คน และสาขาวิชาการจัดการเดินรถ 34 คน

    ในโอกาสนี้ ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนวิศวกรรมรถไฟ ที่พากเพียร อดทน ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจนสำเร็จการศึกษา ขอให้เตรียมความพร้อมเพื่อโอกาสที่จะเข้าปฏิบัติงานเป็นพนักงานของการรถไฟฯ ในอนาคต ต้องนำความรู้ความสามารถไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการปฏิบัติงานอย่างแท้จริง รักษาความภาคภูมิใจ เกียรติยศขององค์กร ตระหนักในคุณค่าความสำคัญของอาชีพ ขอให้ทุกคนทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ

    สำหรับโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ เป็นสถาบันการศึกษาที่ทำหน้าที่ผลิตบุคลากรผู้ชำนาญการในระดับปฏิบัติการให้กับการรถไฟฯ โดยการเรียนการสอนมุ่งเน้นวิชาชีพ และเทคนิคเฉพาะทางเกี่ยวกับระบบการขนส่งทางราง มีการเรียนทั้งภาคทฤษฎีในห้องเรียน และฝึกประสบการณ์ทักษะวิชาชีพตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ นับว่าเป็นสถาบันการศึกษาระบบรางแห่งแรกของไทย ภายใต้การกำกับดูแลของ “การรถไฟแห่งประเทศไทย” ทำหน้าที่สำคัญในการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญด้านระบบรางมาอย่างต่อเนื่อง และนับเป็นหน่วยงานที่พร้อมพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ เพื่อรองรับการเติบโตในด้านระบบการขนส่งทางรางของประเทศ

    นอกจากนี้ ยังมีการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับระเบียบข้อบังคับของการรถไฟฯ การฝึกระเบียบวินัย ควบคู่กับคุณธรรมจริยธรรม เพื่อพัฒนาให้นักเรียนวิศวกรรมรถไฟสามารถปฏิบัติหน้าที่โดยใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์ ความรู้สามารถบริหารจัดการ โดยนำเทคโนโลยีนวัตกรรมระบบการขนส่งทางราง ที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการรถไฟฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมถึงมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับยกระดับการให้บริการ เพื่อให้บุคลากรรุ่นใหม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนกิจการรถไฟให้ก้าวทันกับยุคสมัยต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/959285&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0u_F0E-VV7W12r66aAQ0oI

  • กรมประมง จับมือ สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร ยกระดับและพัฒนาหลักสูตรการศึกษา เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

    กรมประมง จับมือ สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร ยกระดับและพัฒนาหลักสูตรการศึกษา เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

    กรมประมง จับมือ สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร ยกระดับและพัฒนาหลักสูตรการศึกษา เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

    23 กันยายน 2568 กรมประมงและสถาบันการอาชีวศึกษา ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือสนับสนุนการจัดอาชีวศึกษา ให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ ฝึกทักษะ และประสบการณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ และใช้ทรัพยากรประมงร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมี นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง นายทองอาบ บุญอาจ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครสวรรค์ รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง และว่าที่ร้อยตรี นิพนธ์ ภู่พลับ ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคใต้ เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารทั้งสามหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมนิลจิตรลดา อาคารจรัลธาดา กรรณสูต กรมประมง

    นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงมีภารกิจด้านการศึกษาวิจัย พัฒนาและจัดการทรัพยากรประมง การควบคุมการทำการประมง รวมทั้งการผลิตสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ประมงที่มีมาตรฐาน ถูกสุขอนามัย บริหารจัดการการใช้ทรัพยากรประมงและทรัพยากรที่เกี่ยวเนื่องอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งส่งเสริมความรู้และพัฒนาอาชีพด้านการประมงแก่เกษตรกร เยาวชน และชาวประมง

    สำหรับการลงนาม MOU ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุนสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ และหน่วยงานกรมประมงในการพัฒนาบุคลากร แลกเปลี่ยนความรู้ ฝึกทักษะ ประสบการณ์อาชีพให้แก่นักเรียน นักศึกษา รวมถึงบุคลากรของกรมประมง อีกทั้งยังเป็นการบูรณาการความร่วมมือด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ การแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการใช้ทรัพยากรร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดย MOU นี้ เป็นความร่วมมือกับวิทยาลัยในสังกัดสถาบันการอาชีวศึกษาและสถานศึกษาในเครือข่ายของสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง และสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคใต้ ภายใต้หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต (ทล.บ.) ในสาขาวิชาเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)

    สิ่งที่น่าสนใจและสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ทั้งสองสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรและกรมประมงจะร่วมกันจัดทำแผนการเรียนการสอน การฝึกประสบการณ์ กิจกรรมและโครงการภายใต้บันทึกความเข้าใจความร่วมมือ ตลอดจนกำหนดกระบวนการเรียนรู้รายวิชาที่เรียนกับหน่วยงานสังกัดกรมประมง ไปจนถึงการพิจารณารับรองผลการฝึกทักษะวิชาชีพ รวมถึงการปรับปรุงหลักสูตร เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้การเรียนการสอน การพัฒนาทักษะวิชาชีพมีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของภาคการประมง

    อธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า…การลงนามในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างกรมประมงกับสถาบันการอาชีวศึกษาในการบูรณาการ แลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน สร้างความร่วมมือในการผลิตและพัฒนากำลังคน ด้านอาชีวศึกษาเกษตร ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาหลักสูตร สร้างโอกาสการเรียนรู้ สร้างอาชีพและสร้างรายได้ พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประมงของประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/959305&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30-L1MgRY5cas4j7f3j4yO

  • ไทลินอล (พาราเซตามอล) เชื่อมโยงกับโรคออทิสติกจริงไหม และปลอดภัยหรือไม่หากกินขณะตั้งครรภ์ ? – BBC News ไทย

    ไทลินอล (พาราเซตามอล) เชื่อมโยงกับโรคออทิสติกจริงไหม และปลอดภัยหรือไม่หากกินขณะตั้งครรภ์ ? – BBC News ไทย

    ไทลินอล (พาราเซตามอล) เชื่อมโยงกับโรคออทิสติกจริงไหม และปลอดภัยหรือไม่หากกินขณะตั้งครรภ์ ?

    Image of packets of Tylenol on a shelf. It is a red box with white writing in capital letters.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ตัวยาหลักของไทลินอล คือ อะเซตามิโนเฟน (acetaminophen)
      • Author, แอนเดร เบียร์นาธ และ ซาราห์ เบลล์
      • Role, บีบีซีแผนกภาษาบราซิล และเวิลด์เซอร์วิส โกลบอล เฮลท์ (

    สื่อต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริการายงานเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (22 ก.ย.) ว่า มีการคาดการณ์ว่า ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเปิดเผยเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างยาไทลินอลในหญิงตั้งครรภ์กับโรคออทิสติก ทว่า เรื่องดังกล่าวขัดแย้งกับแนวปฏิบัติทางการแพทย์

    เมื่อวันศุกร์ (19 ก.ย.) ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า เขาจะมีการประกาศ “ที่น่าทึ่ง” เกี่ยวกับภาวะการผิดปกติชนิดนี้ โดยบอกกับนักข่าวว่า “โรคออทิสติกเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้เลย ผมคิดว่าบางทีเราอาจหาเหตุผลได้แล้วว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น”

    มีงานศึกษาบางชิ้นที่แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงเล็กน้อยระหว่างหญิงตั้งครรภ์ที่ใช้อะเซตามิโนเฟน (acetaminophen) ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักของยายี่ห้อไทลินอล (Tylenol) แต่การค้นพบเหล่านี้มีความไม่สอดคล้องกัน รวมถึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ายาชนิดนี้ทำให้เกิดโรคออทิสติก

    ไทลินอลคืออะไร ?

    ไทลินอลเป็นยาแก้ปวดที่จำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป โดยมีสารออกฤทธิ์ที่ในสหรัฐฯ เรียกว่าอะเซตามิโนเฟน แต่ที่อื่น ๆ รู้จักในอีกชื่อว่า พาราเซตามอล (paracetamol)

    ยาชนิดนี้วางขายภายใต้ชื่อยี่ห้อต่าง ๆ และมีทั้งในรูปแบบสำหรับทารก เด็ก และผู้ใหญ่ มันกลายเป็นยาสามัญประจำบ้านสำหรับการรักษาอาการปวดและลดไข้ในครัวเรือนต่าง ๆ ทั่วโลก

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • မြန်မာလူငယ် ၃ ယောက်ရဲ့ ရုပ်အလောင်းတွေကို သယ်ဆောင်ပေးနေတဲ့ ထိုင်းလူမှုအဖွဲ့အစည်းတွေ

    • .

    • A Palestinian flag flutters during a protest against the US and Israel, in Sana'a, Yemen.

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    มีความปลอดภัยในช่วงตั้งครรภ์หรือไม่ ?

    กลุ่มทางการแพทย์ส่วนใหญ่และรัฐบาลทั่วโลกกล่าวว่า ยาชนิดนี้ปลอดภัยสำหรับเมื่อใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ขณะที่วิทยาลัยสูตินรีเวชศาสตร์แห่งอเมริกา ระบุว่าแพทย์ทั่วประเทศต่างบอกว่าไทลินอลหรือที่เรียกกันในอีกชื่อว่าพาราเซตามอลนั้น เป็นหนึ่งในยาแก้ปวดที่ปลอดภัยสำหรับผู้ตั้งครรภ์ด้วย

    “การศึกษาที่เคยดำเนินการในอดีต แสดงให้เห็นว่าไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนที่พิสูจน์ว่า การใช้อะเซตามิโนเฟนอย่างรอบคอบในช่วงตั้งครรภ์ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับปัญหาพัฒนาการของเด็กทารกในครรภ์” วิทยาลัยสูตินรีเวชศาสตร์แห่งอเมริกา ระบุ

    ด้านแนวปฏิบัติของบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NHS) ระบุว่า พาราเซตามอลนั้น “เป็นตัวเลือกแรก” ของยาแก้ปวดสำหรับสตรีมีครรภ์ “โดยทั่วไปจะใช้ในระหว่างตั้งครรภ์และไม่เป็นอันตรายต่อลูกในท้องของคุณ”

    บีบีซีได้ติดต่อผู้ผลิตยาเพื่อขอความเห็น และทางเคนวิว (Kenvue) บริษัทผู้ผลิตไทลินอลออกมาปกป้องว่า สตรีมีครรภ์สามารถใช้ยาชนิดนี้ได้ และว่า ตัวยาดังกล่าวยังเป็นตัวเลือกยาแก้ปวดที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้คนอื่น ๆ ด้วย

    อย่างไรก็ตาม ทั้งบริษัทและแพทย์ในสหรัฐฯ ยังแนะนำให้สตรีมีครรภ์พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ก่อนจะรับประทานยาชนิดนี้

    สื่อในสหรัฐฯ รายงานว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์จะแนะนำให้สตรีมีครรภ์กินยาแก้ปวดก็ต่อเมื่อมีไข้สูงเท่านั้น

    ทั้งนี้ ไข้สูงที่ไม่ได้รับการรักษา อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อทั้งมารดาและทารกที่กำลังพัฒนาอยู่ในครรภ์

    A blister pack with missing tablets labelled

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ในแต่ละปี ในสหรัฐฯ พาราเซตามอลมียอดขายเป็นปริมาณมากกว่า 49,000 ตัน

    ไทลินอลเป็นสาเหตุของโรคออทิสติกจริงหรือ ?

    เดือน เม.ย. ที่ผ่านมา โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี จูเนียร์ รมว.สาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะ “ทำการทดสอบและทำการวิจัยครั้งใหญ่” เพื่อหาสาเหตุของโรคออทิสติกใน 5 เดือน

    ทว่า ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการค้นหาสาเหตุของโรคออทิสติกซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่ซับซ้อนและถูกศึกษาวิจัยมานานหลายสิบปีนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย

    นักวิจัยส่วนใหญ่มีมุมมองว่า โรคออทิซึมไม่ได้มีสาเหตุเดียว แต่เชื่อว่าเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมและปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนร่วมกัน

    เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา การทบทวนงานศึกษาวิจัยที่นำโดยคณบดีคณะสาธารณสุขฯ ของ ม.ฮาร์วาร์ด พบว่าเด็กอาจมีแนวโน้มที่จะพัฒนาเป็นโรคออทิสติกและความผิดปกติของพัฒนาการทางระบบประสาทอื่น ๆ เมื่อสัมผัสกับไทลินอลระหว่างการตั้งครรภ์

    นักวิจัยโต้แย้งว่าควรดำเนินการตามขั้นตอนบางอย่างเพื่อจำกัดการใช้ยาชนิดนี้ แต่ก็บอกด้วยว่ายาแก้ปวดยังคงมีความสำคัญต่อการรักษามารดา เมื่อพวกเธอมีไข้หรือมีอาการปวด

    อย่างไรก็ตาม งานศึกษาอีกชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่ในปี 2024 ระบุว่า ไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างการสัมผัสไทลินอลกับโรคออทิสติก

    “ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนหรือหลักฐานที่น่าเชื่อถือที่ชี้ให้เห็นว่ามีสาเหตุสัมพันธ์กัน” โมนิก โบธา ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาสังคมและพัฒนาการประจำ ม.ดูร์แฮม กล่าว

    ไทลินอลออกฤทธิ์อย่างไร ?

    ยาบรรเทาอาการปวด (หรือที่เรียกว่ายาแก้ปวด) อาจเป็นทั้งกลุ่มโอปิออยด์ (opioids) และยาที่ไม่ใช่กลุ่มโอปิออยด์

    โอปิออยด์สกัดมาจากต้นฝิ่นหรือผลิตในห้องทดลอง ในการทำงาน มันจะจับกับตัวรับโอปิออยด์ในสมองและนำไปสู่การหลั่งโดปามีน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกพึงพอใจ

    ทว่า ยาประเภทดังกล่าวสามารถทำให้เกิดการเสพติดได้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการเริ่มต้นรักษาอาการปวดที่ดีที่สุด ควรเริ่มจากยาที่ไม่ใช่สารสกัดจากฝิ่น เช่น พาราเซตามอล

    ที่น่าสนใจ คือ ยังไม่มีความเห็นตรงกันว่ายาพาราเซตามอลทำงานอย่างไร

    “กลไกการออกฤทธิ์ของพาราเซตามอลยังไม่มีความกระจ่างอย่างสมบูรณ์” ฟิลิป โคนาก์ฮัน ศาตราจารย์ด้านเวชศาสตร์กล้ามเนื้อและกระดูกจาก ม.ลีดส์ ของสหราชอาณาจักร กล่าว

    “มันมีแนวโน้มจะส่งผลต่อการรับรู้ความเจ็บปวดในระบบประสาทส่วนกลางและสมอง รวมถึงอาจออกฤทธิ์บริเวณรอบ ๆ ที่เกิดการอักเสบ” เขากล่าว

    จากข้อมูลของระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร ระบุว่า พาราเซตามอนปิดกั้นสารเคมีในสมองที่ส่งสัญญาณความเจ็บปวดและควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย

    นานมาแล้วที่มีทฤษฎีว่าพาราเซตามอลทำงานโดยการยับยั้งเอนไซม์ที่รู้จักกันในชื่อว่าไซโคลออกซิเจนเนส หรือ COX (cyclooxygenase) ซึ่งช่วยผลิตพรอสตาแกลนดิน (prostaglandin) ซึ่งเป็นสารคล้ายฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวด

    ขณะนี้ มีแนวคิดอื่น ๆ ที่เชื่อว่าพาราเซตามอลทำงานในรูปแบบอื่น ๆ ด้วย เช่น มันถูกเผาผลาญเป็นสารประกอบ AM404 ซึ่งกล่าวกันว่ามีบทบาทในกระบวนการบรรเทาปวดหลายรูปแบบ

    White pills spilled from bottle onto blue background

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, แม้พาราเซตามอนจะได้รับการยอมรับจากทั่วโลก แต่เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่ามันทำงานอย่างไร

    คุณใช้ไทลินอลได้บ่อยแค่ไหน ?

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพเน้นย้ำว่าสิ่งสำคัญ คือ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำการใช้ยาพาราเซตามอลอย่างปลอดภัย

    พวกเขาโต้แย้งว่ายาพาราเซตามอลแทบจะไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง หากรับประทานในขนาดที่ถูกต้องและเป็นระยะเวลาสั้น ๆ

    ตามคำแนะนำของระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักรคือ ควรรับประทานยาเม็ดขนาด 500 มิลลิกรัม ครั้งละไม่เกิน 1 หรือ 2 เม็ด และไม่ควรรับประทานเกิน 4 ครั้งใน 24 ชั่วโมง แต่โดยรวมแล้ว ไม่ควรรับประทานเกิน 8 เม็ด ใน 24 ชั่วโมง

    NHS ระบุอีกว่า หากรับประทานเกิดขนาดที่แนะนำไว้ อาจนำไปสู่ความเสียหายหรือการทำงานล้มเหลวของตับอย่างรุนแรง เนื่องจากประมาณ 5% ของพาราเซตามอลถูกเผาผลาญเป็นสารพิษที่มีชื่อว่าเบนโซควิโนน (benzoquinone) หรือที่เรียกว่า NAPQI

    ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ ระบุว่า การใช้ยาพาราเซตามอลเกินขนาดเป็นสาเหตุหลักของภาวะตับวายเฉียบพลันในสหรัฐอเมริกา ระหว่างปี 1998 ถึง 2003

    เกือบครั้งหนึ่งของกรณีที่ใช้ยาเกินขนาด พบว่าเกิดจากความพลั้งเผลอ เนื่องจากผู้ที่ใช้เกินขนาดที่แนะนำให้รับประทานต่อวันโดยไม่ได้ตั้งใจ

    ที่จริงแล้วมีตัวยาพาราเซตามอลเป็นส่วนผสมในยาอื่น ๆ อีก 600 ชนิด จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ ดังนั้น การรับประทานยาชนิดนี้เกินขนาดโดยไม่ได้ตั้งใจจึงเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง

    ดังนั้น ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่อาจได้รับการรักษาจากยาหลายตัวโดยไม่รู้ว่าแต่ละชนิดมีพาราเซตามอลเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย

    ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ผู้ปกครองใช้ยากับบุตรหลานอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องมีผู้ดูแลหลายคนสลับสับเปลี่ยนกัน เช่น สถานที่รับเลี้ยงเด็ก ปู่ย่าตายาย และที่บ้าน

    ประสิทธิภาพของยาเป็นอย่างไร ?

    องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้ยาพาราเซตามอลในการรักษาขั้นแรกสำหรับอาการปวดและไข้ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง

    หากไม่ได้ผล ผู้ป่วยสามารถหันไปใช้ยาโอปิออยด์อ่อน ๆ หรือที่แรงขึ้นได้ตามลำดับ ไปจนถึงการรักษาแบบเฉพาะทางหากจำเป็น

    ทั้งนี้ ประสิทธิภาพของยาพาราเซตามอลจะแตกต่างกันไปตามตามประเภทของอาการปวด

    สถาบันโคแครน (Cochrane Institute) ในสหราชอาณาจักร ซึ่งตรวจสอบและวิเคราะห์งานวิจัยที่ตีพิมพ์ ระบุว่ายาชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการจัดการกับอาการปวดศีรษะไมเกรนเฉียบพลัน รวมถึงอาการปวดหลังคลอดและหลังการผ่าตัด

    อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของยาพาราเซตามอลสำหรับอาการต่างๆ เช่น โรคข้ออักเสบที่หัวเข่า ถือว่า “พอประมาณ” เท่านั้น และสำหรับอาการปวดหลังส่วนล่าง หรือความรู้สึกไม่สบายทางร่างกายที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง ทางสถาบันโคแครนกล่าวว่า ยานี้ไม่ได้มีประสิทธิภาพมากกว่ายาหลอก (การรักษาที่ไม่มีคุณสมบัติออกฤทธิ์ เช่น ยาเม็ดน้ำตาล)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c5yjl42g2j8o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TZkIk-g6btSmPEiGp9kMX

  • จุฬาฯ – กรมอนามัย ผลิตผู้นำคุณภาพ ต่อยอดสังคมสูงวัยอย่างยั่งยืน

    จุฬาฯ – กรมอนามัย ผลิตผู้นำคุณภาพ ต่อยอดสังคมสูงวัยอย่างยั่งยืน

    หลักสูตรเวฬา หรือ VELA (Vitality Enhancement & Longevity Academy) รุ่นที่ 3 เดินทางมาถึงบทสรุปอย่างสมบูรณ์ มุ่งมั่นสร้างเครือข่ายผู้นำด้านสุขภาพที่มีองค์ความรู้รอบด้าน ตอบโจทย์สังคมสูงวัย (Aging Society)ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศไทยและระดับโลก

    นับตั้งแต่รุ่นแรกถึงปัจจุบัน หลักสูตร VELA ได้ผลิตผู้บริหารประมาณ 300 ท่าน ที่พร้อมเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต สำหรับรุ่นที่ 3 นี้ มีผู้เข้าอบรมจำนวน 108 ท่าน ที่ได้เรียนรู้อย่างเข้มข้น ครอบคลุมกว่า 16 หัวข้อ ตั้งแต่เทรนด์สุขภาพและนวัตกรรมทางการแพทย์ การแพทย์แม่นยำและเวชศาสตร์ฟื้นฟู สุขภาวะกาย-ใจ-จิตวิญญาณ เวชศาสตร์ชะลอวัย ไปจนถึงการเงินและการจัดการสุขภาพในองค์กร

    เพื่อเชื่อมโยงความรู้สู่การปฏิบัติจริง ผู้เข้าอบรมได้เดินทางไปศึกษาดูงานที่ Wellness We Care Center จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 โดยได้รับฟังการบรรยายหัวข้อ “Spiritual Wellness” จาก นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ถ่ายทอดแนวทางการดูแลสุขภาวะทางจิตวิญญาณควบคู่กับกายและใจ เพื่อการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ พร้อมทั้งได้ลงพื้นที่เรียนรู้กิจกรรมของศูนย์อย่างใกล้ชิด ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ช่วยต่อยอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพแบบองค์รวมได้อย่างชัดเจน

    นอกจากนี้หลักสูตรยังได้ต้อนรับ Specialist จากต่างประเทศ ที่บินตรงจากเดนมาร์กเพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ด้านการแพทย์และการยืดอายุชีวิต เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน  2568 ในหัวข้อ “Longevity Medicine” โดย Assoc. Prof. Dr. Morten Scheibye Knudsen จาก University of Copenhagen และ Dr. Alberto De Maria, Chief Scientific Officer (CSO) จาก BioHalo ApS ถ่ายทอดความก้าวหน้าทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์เพื่อการแก่ช้า อายุยืนอย่างมีคุณภาพ พร้อมด้วยการบรรยายหัวข้อ Cell Therapy & ATMPs in Thailand”  โดย Dr. Lilly Marie Blecher จาก SOMA Health ร่วมกับ ศ.ดร.นพ.วิปร วิประกษิต จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ช่วยเปิดมุมมองด้านนวัตกรรมการแพทย์ระดับนานาชาติสู่การพัฒนาของไทย

    อีกหนึ่งไฮไลต์คือการเดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 16–22 มิถุนายน 2568 โดยคณะได้เยี่ยมชมบริษัทชั้นนำด้านสเต็มเซลล์และเซลล์บำบัด เช่น Reprocell และ GC Lymphotec ตลอดจนเข้าร่วมสัมมนากับมหาวิทยาลัยโตเกียว (The University of Tokyo) ในหัวข้อ Monozukuri” ที่สะท้อนถึงนวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตและการยืดอายุในสไตล์ญี่ปุ่น นอกจากนี้ที่เมืองโอซาก้า ผู้เข้าอบรมยังได้เข้าชมงาน World Expo 2025 สัมผัสนวัตกรรมระดับโลกและเยี่ยมชม Thai Pavilion ที่นำเสนอศักยภาพด้านการแพทย์ของไทย รวมถึงประเทศต่างๆ ที่จัดแสดงภายในงาน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์และสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างผู้เข้าอบรมอย่างอบอุ่น

    ปิดท้ายด้วยประสบการณ์อันทรงคุณค่าและถือเป็นโอกาสสุด Exclusive ของผู้เข้าอบรม VELA รุ่นที่ 3 คือการได้เข้าศึกษาดูงานที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าอบรมได้สัมผัสกับงานนวัตกรรมการแพทย์แนวหน้าของประเทศอย่างใกล้ชิด ผ่านการเยี่ยมชม 4 ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ได้แก่ ศูนย์ฝึกสมอง (Cognitive Fitness Center) ที่มุ่งพัฒนาสมรรถนะทางปัญญาสำหรับผู้สูงวัย ศูนย์โปรตอนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นต้นแบบการรักษามะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอนแห่งแรกของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) ที่มุ่งพัฒนาและต่อยอดวิศวกรรมเนื้อเยื่อเพื่อการรักษาผู้ป่วย และศูนย์ภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง (Cancer Immunotherapy) ที่ร่วมมือกับสถาบัน M.D. Anderson Cancer Center แห่งสหรัฐอเมริกาในการพัฒนาการรักษาเชิงลึกสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

    นอกจากนี้ ผู้เข้าอบรมยังได้รับฟังการบรรยายจากคณาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ นำโดย รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาฯ ในหัวข้อ “The Future of HealthTech for Longevity”  ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิตร ผู้ช่วยอธิการบดีด้านนวัตกรรม จุฬาฯ ในหัวข้อ “Medical Innovation for Elderly” และ ศ.ดร.พญ.ณัฏฐิยา หิรัญกาญจน์ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง ในหัวข้อ “Cancer Immunotherapy Excellence Center” การเรียนรู้นอกห้องเรียนครั้งนี้ไม่เพียงต่อยอดองค์ความรู้จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ แต่ยังทำให้ผู้เข้าอบรมได้เห็นศักยภาพการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ไทยในระดับสากลอย่างแท้จริง

    เส้นทางการเรียนรู้ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมาได้ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เข้าอบรม โดยมีการนำเสนอ Capstone Project ที่เปิดเวทีให้ผู้เข้าอบรมระดมความคิดและต่อยอดเป็นโครงการนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยปีนี้มี 3 โครงการที่ได้รับรางวัล ได้แก่

    –  Wolffy ไข่ผำจิ๋ว – โปรตีนแห่งอนาคตเพื่อแก้ปัญหาทุพโภชนาการในเยาวชน

    – CoCoon 100 – การดูแลสุขภาพภายใน 100 วัน ด้วย AI Health Companion

     – Zirtu-M – ผลิตภัณฑ์สกินแคร์จากเปลือกมะม่วง เพื่อชะลอความเสื่อมของเซลล์

    โครงการเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของผู้เข้าอบรม แต่ยังตอกย้ำว่า VELA คือพื้นที่แห่งการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมสุขภาพดี และเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical Hub อย่างยั่งยืน

    นอกจากการเรียนรู้เชิงวิชาการและการศึกษาดูงานแล้ว หลักสูตร VELA ยังให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ผ่านกิจกรรม Networking ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงผู้เข้าอบรมให้รู้จักและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันมากขึ้น ภายในแต่ละสัปดาห์มีกิจกรรมสร้าสรรค์ที่ผู้เข้าอบรมในแต่ละกลุ่มหมุนเวียนกันจัดขึ้น เพื่อสร้างรอยยิ้ม ความสุข และบรรยากาศที่ผ่อนคลาย กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงทำให้ผู้เรียนได้เปิดมุมมองใหม่ ๆ แต่ยังช่วยก่อร่างมิตรภาพอันแน่นแฟ้นและเครือข่ายผู้นำที่พร้อมจะสนับสนุนกันและกันทั้งในระดับวิชาชีพและสังคม

    หลักสูตรเวฬา รุ่นที่ 3 จึงไม่เพียงปิดฉากด้วยความสำเร็จ แต่ยังตอกย้ำบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมอนามัย รวมถึงหน่วยงานปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นบัณฑิตวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาฯ และ บริษัท ดีกรีพลัส จำกัด ในการพัฒนาผู้นำด้านสุขภาพที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง ทั้งในระดับบุคคล องค์กร และสังคม เกิดเป็นเครือข่ายผู้นำที่ตระหนักถึงคุณค่าของสุขภาพและคุณภาพชีวิต พร้อมขับเคลื่อนไทยสู่สังคมสูงวัยที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน และสำหรับผู้ที่มองหาพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ผสานวิชาการเข้ากับการลงมือปฏิบัติจริง VELA คือเวทีที่จะเปิดโอกาสให้คุณก้าวสู่การเป็นผู้นำที่พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพในศตวรรษใหม่อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/261805/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vXS1slxEY6hF4Hlzk3ywV

  • SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

    เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ รศ.ดร.สมบัติ กุสุมาวลี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและกิจการนานาชาติ (นิด้า)

    ทำไม SDG17 จึงเป็น “หัวใจของทุกเป้าหมาย”

    SDG17 หรือ “Partnerships for the Goals—ความร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมาย” คือเสาหลักที่ทำให้ SDG ทั้ง 1–16 เดินหน้าได้จริง แก่นสำคัญคือการทำงาน ร่วมกับผู้อื่น—ข้ามหน่วยงาน ข้ามภาคส่วน และข้ามพรมแดน หากทำงานแบบโดดเดี่ยว ย่อมไปไม่ถึงเส้นชัยของปี 2030 ความร่วมมือจึงต้องเกิดทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการร่วมมือที่ “ยกระดับ” ประเทศหรือองค์กรที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจต่ำกว่าให้ดีขึ้นไปพร้อมกัน

    มุมมองภาคอุดมศึกษา: Impact Ranking และโจทย์ของมหาวิทยาลัย

    สำหรับภาคการศึกษา มีกรอบประเมินเฉพาะที่สะท้อน “ผลกระทบเชิงยั่งยืน” ของมหาวิทยาลัย (Impact Ranking) จุดที่ท้าทายคือ ทุกมหาวิทยาลัยที่สมัครเข้าร่วมจะต้องถูกประเมิน SDG17 เป็นเป้าบังคับ ควบคู่กับอีก 4 เป้าหมายที่เลือกส่งเอง ซึ่งหมายความว่า ความร่วมมือ ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่เป็น “ภารกิจหลัก” ของสถาบันอุดมศึกษา

    ตัวอย่างมิติการประเมินที่เกี่ยวกับ SDG17 (ฝั่งมหาวิทยาลัย)

    • งานวิจัยและสิ่งพิมพ์ร่วม กับสถาบัน/นักวิจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีรายได้ต่ำกว่า และหัวข้อวิจัยเชื่อมโยงกับ 16 เป้าหมายย่อยของ SDGs
    • ความร่วมมือข้ามภาคส่วน (cross-sectoral dialogue): มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพ/ผู้ริเริ่มเวทีเสวนา ประชุม สัมมนา ร่วมกับหน่วยงานรัฐ เอกชน และ NGO
    • การร่วมมือเชิงนโยบาย: ทำงานกับหน่วยงานรัฐและ NGO ในระดับภูมิภาค เพื่อสนับสนุนนโยบายสาธารณะด้านความยั่งยืน
    • การเก็บข้อมูลและแลกเปลี่ยน best practices สำหรับการขับเคลื่อน SDGs
    • การสื่อสารความคืบหน้า: จัดทำรายงาน SDG ประจำปีของสถาบัน
    • การจัดการศึกษาเพื่อ SDGs: บูรณาการความรู้เรื่องความยั่งยืนในหลักสูตร สร้าง “ความผูกพันต่อ SDGs” ให้กับนักศึกษา
    • หลักสูตรเฉพาะทางด้านความยั่งยืน และ การให้ความรู้กับชุมชนในวงกว้าง (Education for SDGs in the wider community)

    สิ่งที่นิด้าลงมือทำ: ปลูกฝังความยั่งยืนตั้งแต่ “ชั้นเรียนแรก”

    นิด้าพัฒนา วิชา ND 4,000 เป็นฐานการเรียนรู้เรื่องความยั่งยืนสำหรับนักศึกษาภาคปกติทุกคน แบ่งเป็น 3 โมดูลหลัก

    1. Glocal Citizenship พลเมืองโลกที่รักท้องถิ่น เรียนรู้ 15 ชั่วโมงและได้รับประกาศนียบัตร
    2. Digital Literacy เสริมสมรรถนะดิจิทัลเพื่อการพัฒนา
    3. Sustainability Leadership ภาวะผู้นำเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

    แนวทางนี้ทำให้นักศึกษามีทั้งกรอบคิดและทักษะพร้อมต่อยอดสู่การทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ตามเจตนารมณ์ของ SDG17 นอกจากนี้ยังมีการเตรียมการประเมิน “Sustainability Literacy” ของนักศึกษา เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจก่อน–หลังเรียน และยกระดับคุณภาพผลลัพธ์การศึกษาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

    จากห้องเรียนสู่พันธมิตร: ความร่วมมือที่ “ยกระดับไปด้วยกัน”

    สาระสำคัญของ SDG17 ในมุมมองผู้บริหารงานวิชาการคือ ความร่วมมือที่มีผลลัพธ์เชิงยกระดับ (uplifting partnership) ไม่ใช่แค่ร่วมมือให้มี “กิจกรรม” แต่ต้องร่วมมือจนเกิด การเปลี่ยนแปลง ทั้งต่อมหาวิทยาลัย ภาคส่วนพันธมิตร และชุมชน โดยเฉพาะการทำงานกับต่างประเทศที่มีรายได้ต่ำกว่าเพื่อเติบโตไปด้วยกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/sdg17-partnerships-for-sustainable-development/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06u1GBsAIgFU0b1jrytLqO