Category: วัฒนธรรม

  • หน่วยสิ่งแวดล้อมสหรัฐ ‘ถูกพักงาน 89%’ สองพรรคใหญ่โยนความผิดใส่กันเดือด

    หน่วยสิ่งแวดล้อมสหรัฐ ‘ถูกพักงาน 89%’ สองพรรคใหญ่โยนความผิดใส่กันเดือด

    สหรัฐเผชิญวิกฤติ ‘ชัตดาวน์’ อีกครั้ง ทั้งสองพรรคใหญ่ต่างโทษกันไปมา ส่งผลให้พนักงานรัฐหลายแสนคนถูกพักงาน โดยไม่ได้ค่าจ้าง และหน่วยงานรัฐสำคัญตั้งแต่สิ่งแวดล้อม การศึกษา ไปจนถึงพาณิชย์หยุดชะงักไป

    หลังจากรัฐบาลสหรัฐเข้าสู่ “ภาวะชัตดาวน์” แล้ว ข้าราชการและพนักงานรัฐหลายแสนคนถูกสั่งพักงาน ส่งผลให้โครงการและบริการสาธารณะสำคัญจำนวนมากต้องหยุดชะงัก

    สำหรับหน่วยงานรัฐที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่

    • สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (ถูกพักงาน 89%)
    • กระทรวงศึกษาธิการ (ถูกพักงาน 87%)
    • กระทรวงพาณิชย์ (ถูกพักงาน 81%)
    • กระทรวงแรงงาน (ถูกพักงาน 76%)
    • กระทรวงการเคหะและการพัฒนาเมือง (ถูกพักงาน 71%)
    • กระทรวงการต่างประเทศ (ถูกพักงาน 62%)
    • กระทรวงมหาดไทย (ถูกพักงาน 53%)
    • กระทรวงเกษตร (ถูกพักงาน 49%)
    • กระทรวงกลาโหม (ถูกพักงาน 45%) 
    • กระทรวงสาธารณสุข (ถูกพักงาน 41%)
    • กระทรวงคมนาคม (ถูกพักงาน 23%)  

    ส่วนหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ได้แก่

    • กระทรวงกิจการทหารผ่านศึก (ถูกพักงาน 3%)
    • กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (ถูกพักงาน 5%)
    • กระทรวงยุติธรรม/FBI (ถูกพักงาน 11%)

    หน่วยสิ่งแวดล้อมสหรัฐ ‘ถูกพักงาน 89%’ สองพรรคใหญ่โยนความผิดใส่กันเดือด

    – สัดส่วนพนักงานรัฐที่ถูกพักงานในแต่ละหน่วยงาน (กราฟิก: วิชัย นาคสุวรรณ) –

    ทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตต่างขว้างข้อกล่าวหากันไปมาว่า อีกฝ่ายเป็นต้นเหตุของการชัตดาวน์รัฐบาล โดยเริ่มจาก “หน้าเว็บทำเนียบขาว” ที่ขึ้นข้อความหลังเที่ยงคืนว่า

    “พรรคเดโมแครตทำให้รัฐบาลชัตดาวน์” พร้อมนาฬิกานับถอยหลังแสดงระยะเวลาตั้งแต่การชัตดาวน์เริ่มต้น

    “เราสามารถทำบางอย่างระหว่างช่วงชัตดาวน์ที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ซึ่งจะเป็นผลร้ายต่อ [พรรคเดโมแครต]” ทรัมป์กล่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคาร “อย่างการตัดคนจำนวนมหาศาลออกไป การตัดสิ่งที่พวกเขาชอบ การตัดโครงการที่พวกเขาชอบ”

    ทรัมป์ระบุว่า นั่นอาจรวมถึงการตัด “คนจำนวนมาก” ออกจากสวัสดิการของรัฐบาล ก่อนที่เขาจะรีบเสริมว่า “เราไม่อยากทำอย่างนั้น แต่เราไม่ต้องการการทุจริต ความสิ้นเปลือง และการใช้งานในทางที่ผิด”

    ด้านเกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียจากพรรคเดโมแครต และเป็นตัวเต็งพรรคชิงประธานาธิบดีสหรัฐสมัยหน้า โพสต์บน X (Twitter) ว่า “โดนัลด์ ทรัมป์เพิ่งปิดรัฐบาล” ตอกย้ำให้เห็นว่า ทั้งสองพรรคต่างโยนความผิดใส่กันต่อวิกฤติชัตดาวน์นี้

    ขณะที่คามาลา แฮร์ริส อดีตรองประธานาธิบดี โพสต์บน X ว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์และสมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสเพิ่งปิดรัฐบาล เพราะพวกเขาปฏิเสธที่จะหยุดไม่ให้ค่ารักษาพยาบาลของคุณพุ่งสูงขึ้น ขอบอกอย่างชัดเจนว่า ตอนนี้รีพับลิกันคุมทั้งทำเนียบขาว สภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา การชัตดาวน์ครั้งนี้เป็นฝีมือของพวกเขาเอง”

    ส่วนไมก์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร โพสต์บน X ว่า “เดโมแครตโหวตอย่างเป็นทางการเพื่อ ‘ปิดรัฐบาล’ แล้ว”

    จอห์นสันเสริมว่า “ผลลัพธ์คือ: คุณแม่และเด็กจะสูญเสียโครงการโภชนาการ WIC ทหารผ่านศึกสูญเสียบริการด้านสุขภาพและการป้องกันการฆ่าตัวตาย  FEMA (Federal Emergency Management Agency) ขาดงบประมาณในช่วงฤดูพายุเฮอริเคน ทหารและเจ้าหน้าที่ TSA (Transportation Security Administration) จะไม่ได้รับค่าจ้าง 

    คำถามเดียวตอนนี้คือ ชัค ชูเมอร์ (ผู้นำเดโมแครตในวุฒิสภา) จะปล่อยให้ความเจ็บปวดนี้ดำเนินต่อไปอีกนานแค่ไหน เพียงเพราะเหตุผลส่วนตัวของเขาเอง?”

    พรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนฯ ก็โพสต์บน X ในทำนองเดียวกันว่า “เดโมแครตได้ปิดรัฐบาลกลางอย่างเป็นทางการแล้ว พวกเขาให้ความสำคัญกับผู้อพยพผิดกฎหมายเป็นอันดับแรก และทำร้ายชาวอเมริกันที่ทำงานหนักในเวลาเดียวกัน”

    ฝั่งเคียร์สเตน กิลลิแบรนด์ วุฒิสมาชิกจากนิวยอร์กของเดโมแครต แถลงตอบโต้ว่า “ฉันเรียกร้องให้เพื่อนร่วมงานพรรครีพับลิกันกลับมาที่โต๊ะเจรจา และให้ความสำคัญกับครอบครัวชาวอเมริกันเหนือกว่าพวกมหาเศรษฐี”

    จัสมิน คร็อกเก็ต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐเทกซัส กล่าวในทำนองเดียวกันว่า “นี่คือการชัตดาวน์ของพวกเขา” เธอเสริมว่า พรรครีพับลิกัน “มีเครื่องมือทุกอย่างที่จะบริหารประเทศ แต่กลับเลือกความโกลาหลแทน”

    สำหรับที่ผ่านมา การชัตดาวน์ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นช่วงปลายปี 2018 เมื่อรัฐบาลชัตดาวน์เป็นเวลา “ราว 5 สัปดาห์” ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องงบประมาณสร้างกำแพงกั้นพรมแดนสหรัฐ–เม็กซิโกที่ทรัมป์เสนอ น่าจับตาว่าความขัดแย้งครั้งนี้จะทำลายสถิติเดิมหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1201246&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GZetV07fG7xrAX3Qo4BDm

  • ก.คลัง ผุดไอเดีย หนุน “การออม” ซื้อสลากดิจิทัลไม่ถูกรางวัล คืนเงินให้บางส่วน

    ก.คลัง ผุดไอเดีย หนุน “การออม” ซื้อสลากดิจิทัลไม่ถูกรางวัล คืนเงินให้บางส่วน

    ปลัดคลัง เผยแนวคิดใหม่ คืนเงินคนซื้อสลากดิจิทัล L6 ที่ไม่ถูกรางวัล โดยเงินจะถูกเปลี่ยนเป็น “เงินออม” สะสมในแต่ละงวดเพื่อนำไปต่อยอดลงทุนได้

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีประชาชนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล L6 ดิจิทัล งวดละกว่า 3 ล้านคน เมื่อไม่ถูกรางวัล ปกติก็จะสูญเปล่าไปเลย ทางกระทรวงการคลังจึงมีแนวคิดที่อยากจะคืนเงินบางส่วนให้กับผู้ซื้อ แต่ยังไม่ได้กำหนดตัวเลขว่าเท่าไหร่ อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูล โดยจะคืนในลักษณะ “เงินออม” แต่ละงวดจะถูกสมทบเข้าไปเพื่อต่อยอดในการลงทุน ซึ่งสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ตลอดว่ามีเงินออมอยู่เท่าไหร่ เป็นหลักคิดเบื้องต้น ส่วนจะได้ต่องวดเมื่อไหร่ ลงทุนยังไง รวมถึงชื่อโครงการ ขอไปออกแบบรายละเอียดก่อน โดยส่วนนี้จะเป็นหนึ่งในนโยบาย “Quick Big Win” ในส่วนฝั่งเสา “การออม” มั่นใจจะเสร็จภายใน 4 เดือนนี้แน่นอน

    ในส่วนของเงินที่จะนำคืน “ออม” ให้ผู้ซื้อนั้น จะอยู่ในส่วนของ 17% ของค่าบริหารจัดการของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยไม่มีเพดานในการซื้อ หากซื้อ 1 ใบ ก็จะได้คืนตามยอดที่กำหนด

    ทั้งนี้ จะใช้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นคนออกประกาศได้เลยไม่ต้องมีการแก้ไขกฎหมาย

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2886404&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yW1L1FovwNuB7mIIucwtw

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/tcas/67410/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uT93Ot44ksqWfqmNo2LzM

  • ผู้กองแคท ไทม์ไลน์ในรั้วราชการ สู่การยื่นความประสงค์ไปประกอบอาชีพอื่น

    ผู้กองแคท ไทม์ไลน์ในรั้วราชการ สู่การยื่นความประสงค์ไปประกอบอาชีพอื่น

    ผู้กองแคท หรือ ร.ต.อ.หญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก เปิดไทม์ไลน์ในรั้วราชการ สู่การยื่นความประสงค์ไปประกอบอาชีพอื่น เปิดเส้นทางก่อนกลายเป็นดราม่าสะเทือน

    ร.ต.อ.หญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก หรือ “ผู้กองแคท” มีไทม์ไลน์ที่สำคัญและเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมดังนี้

    • ปี 2563: เข้ารับราชการตำรวจในตำแหน่ง ส.ต.ต. หญิง ผ่านหลักสูตร กอส. รุ่นที่ 47

    • กันยายน 2564: เลื่อนเป็น ร.ต.ต. หญิง (รองสารวัตร)

    • พฤษภาคม 2565: เลื่อนเป็น ร.ต.ท. หญิง

    • มิถุนายน 2566: เลื่อนเป็น ร.ต.อ. หญิง หรือ “ผู้กอง”

    ◦ ประเด็นดราม่า: การเลื่อนยศที่รวดเร็วผิดปกติ โดยใช้เวลาเพียง 3-4 ปี ในการเลื่อนจากชั้นประทวน(ส.ต.ต.) เป็นชั้นสัญญาบัตร (ร.ต.อ.) ทำให้โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องออกมาชี้แจงว่า เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวุฒิการศึกษา (จบปริญญาเอก) และเป็นตำแหน่งที่ขาดแคลน

    การโอนย้ายไปสังกัดกรมการปกครอง

    • 13 พฤษภาคม 2567: โอนย้ายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปเป็น นักประชาสัมพันธ์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

    ประเด็นการย้ายล่าสุด

    • กันยายน 2568 (ช่วงปลายเดือน): มีรายงานข่าวถึงคำสั่งแต่งตั้งให้ ร.ต.อ.หญิง อาทิติยา ย้ายไปเป็น ปลัดอำเภอเมืองศรีสะเกษ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2568

    • กันยายน 2568 (ใกล้เคียงกัน): สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในส่วนงานของ ประธานรัฐสภา(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา) ได้ทำหนังสือขอตัวไปช่วยราชการ แต่กรมการปกครองไม่อนุมัติให้ยืมตัว โดยให้เหตุผลว่าต้องให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งปลัดอำเภอ

    • 1 ตุลาคม 2568 :

    ◦ ร.ต.อ.หญิง อาทิติยา เคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า ไม่เคยเขียนคำร้องขอ และไม่ได้สมัครใจขอย้ายไปเป็นปลัดอำเภอ ตามคำสั่งดังกล่าว และตั้งคำถามถึงผู้ที่ออกคำสั่ง

    ◦ มีรายงานข่าวว่า ร.ต.อ.หญิง อาทิติยา ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมการปกครอง เพื่อขอลาออกจากราชการ โดยให้เหตุผลว่า “ประสงค์ที่จะไปประกอบอาชีพอื่น” ซึ่งขณะนี้หนังสือดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2886449&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kzyQNCFk3rgM8wWrqY2cv

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ พระราชทานปริญญาบัตร ปีการศึกษา 2567 เป็นวันที่สาม

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ พระราชทานปริญญาบัตร ปีการศึกษา 2567 เป็นวันที่สาม

    Skip to content

    เมื่อวันพุธที่ 1 ตุลาคม 2568  เวลา 09.00 น. และ 13.00 น. ณ หอประชุมจุฬาฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ แทนพระองค์ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2567 เป็นวันที่สาม โดยมี ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี เฝ้าฯ รับเสด็จ

    ในการนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาทั้งรอบเช้าและรอบบ่ายจำนวนทั้งสิ้น 2,782 คน รอบเช้า จำนวน 1,577 คน ประกอบด้วย คณะทันตแพทยศาสตร์ 129 คน คณะศิลปกรรมศาสตร์ 187 คน คณะนิเทศศาสตร์ 250 คน คณะสัตวแพทยศาสตร์ 126 คน คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา 115 คน คณะอักษรศาสตร์ 372 คน คณะเศรษฐศาสตร์ 325 คน สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ 73 คน

    รอบบ่ายจำนวนทั้งสิ้น 1,205 คน ประกอบด้วย คณะครุศาสตร์ 565 คน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ 338 คน คณะวิศวกรรมศาสตร์ 233 คน วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ 69 คน ผู้แทนขึ้นรับพระราชทานอนุปริญญาบัตร 1 คน ผู้รับเหรียญรางวัลในหลักสูตรปริญญาบัณฑิต 102 คน ผู้รับพระราชทานเงินรางวัลและทุนการศึกษาในเงินทุนภูมิพล 28 คน  

    ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรวันที่สามนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปยังห้องรับรอง หอประชุมจุฬาฯ พระราชทานปริญญาบัตรแด่บัณฑิตที่เป็นพระภิกษุ สามเณรจำนวน 6 รูป ประกอบด้วย อักษรศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาภาษาบาลี-สันสกฤตและพุทธศาสน์ศึกษา 4 รูป และวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต 2 รูป

    ภายหลังพิธีพระราชทานปริญญาบัตร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีพระราชทานพระราโชวาทแก่บัณฑิตจุฬาฯ จากนั้นเสด็จฯ ไปยังห้องรับรอง หอประชุมจุฬาฯ ทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับคณบดีและผู้อำนวยการสถาบัน

    ทั้งนี้ ภายหลังพิธีพระราชทานปริญญาบัตร บัณฑิตจุฬาฯ ร่วมพิธีถวายสักการะสมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ณ หอประชุมจุฬาฯ 

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/263206/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wgYf_u7RsLwXFs_ZClQ7v

  • สสวท. ชวนเรียนรู้สื่อดิจิทัลฟิสิกส์ “ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก” ผ่านสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์

    สสวท. ชวนเรียนรู้สื่อดิจิทัลฟิสิกส์ “ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก” ผ่านสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์

    สสวท. ชวนเรียนรู้สื่อดิจิทัลฟิสิกส์ “ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก” ผ่านสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์

    สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เชิญชวนครู นักเรียน และผู้สนใจร่วมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ “ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก” ผ่านสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ (interactive simulation) บนเว็บไซต์คลังความรู้ SciMath สสวท. แอนิเมชันนี้ออกแบบมาเพื่อจำลองการทดลองจริง ครอบคลุมกิจกรรมการทดลอง 5 กิจกรรม  ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนปรับเปลี่ยนตัวแปรได้ด้วยตนเอง แล้วสังเกตผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งตอบคำถาม วิเคราะห์ และสรุปผลอย่างเป็นระบบ

    โฟโตอิเล็กทริก เป็นปรากฏการณ์ที่อิเล็กตรอนหลุดออกจากผิวโลหะ เมื่อถูกกระทบด้วยแสงที่มีความถี่สูงเพียงพอ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำความเข้าใจธรรมชาติของแสงและอิเล็กตรอน สื่อการเรียนรู้นี้จึงเป็นอีกเครื่องมือที่จะช่วยให้นักเรียนเข้าใจแนวคิดได้อย่างลึกซึ้งและสนุกไปกับการทดลองเสมือนจริง คลิกเพื่อเรียนรู้และทดลองด้วยตัวเองได้ที่  https://www.scimath.org/desktop-application/item/13183-interactive-6

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/961166&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yM4mr0DKN31AYg_AfZpz0

  • มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งต่อโอกาสทางการศึกษา มอบทีวีเป็นสื่อการเรียนการสอนแก่เยาวชน จ.พระนครศรีอยุธยา

    มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งต่อโอกาสทางการศึกษา มอบทีวีเป็นสื่อการเรียนการสอนแก่เยาวชน จ.พระนครศรีอยุธยา

    มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งต่อโอกาสทางการศึกษา มอบทีวีเป็นสื่อการเรียนการสอนแก่เยาวชน จ.พระนครศรีอยุธยา

    มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ เดินหน้าส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ มอบโทรทัศน์(ทีวี) ขนาด 43 นิ้ว จำนวน 2 เครื่อง พร้อมเมล็ดแตงโม 264 ซอง ขนมเส้นบุกปรุงรสหม่าล่า 2,520 ซอง แก่โรงเรียนวัดราษฎร์ปุณณาราม ต.คลองพระยาบันลือ อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีนางสาวบุญธิชา โพธิ์ศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดราษฎร์ปุณณาราม เป็นผู้รับมอบ

    นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ เดินทางลงพื้นไปยังโรงเรียนวัดราษฎร์ปุณณาราม พร้อมกล่าวว่า มูลนิธิฯ ได้รับการติดต่อประสานจากทางโรงเรียนถึงความต้องการสื่อการเรียนการสอนให้กับนักเรียน ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งหวังของมูลนิธิฯ ในการให้ความสำคัญด้านการศึกษาและโอกาสที่เท่าเทียมต่อเด็กและเยาวชน จึงได้จัดหาทีวี จำนวน 2 เครื่อง พร้อมด้วยเมล็ดแตงโม ขนมเส้นบุกปรุงรสหม่าล่ามอบให้กับทางโรงเรียน

    โดยวัตถุประสงค์หลัก เพื่อให้นักเรียนได้ใช้สื่อการเรียนการสอนสมัยใหม่ ช่วยให้คณะครูสามารถบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับบทเรียน ทำให้การเรียนการสอนมีความน่าสนใจ สร้างสรรค์ และเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่สื่อภาพและเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญต่อการกระตุ้นการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของเด็กและเยาวชน

    ทั้งนี้ ​มูลนิธิฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา ที่จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างอนาคต และเครื่องมือการเรียนการสอนที่ทันสมัยจะนำพาให้เด็กและเยาวชนไปสู่โลกแห่งการเรียนรู้ที่กว้าง การมอบทีวีวันนี้ จึงเหมือนการมอบโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และองค์ความรู้ที่จะถูกใช้เป็นสื่อกลางและเครื่องมือช่วยให้ครูและนักเรียนสร้างสรรค์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมูลนิธิฯ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มโอกาสและสนับสนุนสังคมไทยในทุกมิติ เพื่อให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/961060&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NAhoJlgSwHACrz4Rv6AGI

  • เติมเงิน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เพิ่ม 850 บาท 2 เดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้

    เติมเงิน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เพิ่ม 850 บาท 2 เดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้

    วันนี้ (1 ต.ค.2568) นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีประชาชนสอบถามเรื่องการถอนเงินสดจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยืนยัน สิทธิประโยชน์ทุกอย่างเป็นไปตามเดิมทุกประการไม่มีอะไรเปลี่ยน 

    เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2 เดือน เริ่มเมื่อไหร่

    เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2568 มติที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการ 2 เดือน ตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 จำนวน 850 บาทต่อคนต่อเดือน รวม 1,700 บาทต่อคน 

    นายสิริพงศ์ ระบุว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาค่าครองชีพ และจัดประชารัฐสวัสดิการเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราวให้แก่ผู้มีบัตรฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 13.4 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางสูงและได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว

    กลุ่มเป้าหมาย ผู้มีบัตรฯ ตามฐานข้อมูลโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 ของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ก.ย.2568 จำนวนไม่เกิน 13.4 ล้านคน

    วิธีดำเนินการ กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ช่วยเหลือผู้มีบัตรฯ ผ่านวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรมจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่นๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด

    ผู้มีบัตรฯ จะได้รับวงเงินเพิ่มอีกจำนวน 850 บาทต่อคนต่อเดือน (โดยเพิ่มเติมจากวงเงินที่ได้รับเดิมจำนวน 300 บาท/คน/เดือน) เป็นระยะเวลา 2 เดือน (กรณีมีวงเงินคงเหลือในเดือนใดจะไม่มีการสะสมในเดือนถัดไป) รวมทั้งสิ้น 1,700 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ

     ระยะเวลาดำเนินการ 2 เดือน ตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม 2568

    งบประมาณ ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 22,780 ล้านบาท โดยจัดสรรให้แก่สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง สำหรับกองทุนฯ

    โครงการเพิ่มวงเงินฯ จะทำให้ผู้มีบัตรฯ มีวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคฯ เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสวัสดิการที่ผู้มีบัตรฯ พึงพอใจและมีการใช้ประโยชน์เกือบเต็มวงเงิน โดยการเพิ่มวงเงินดังกล่าวจะทำให้ผู้มีบัตรฯ มีกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น และเป็นการเพิ่มยอดขายกับร้านธงฟ้าฯ และร้านอื่นๆ ที่ผู้มีบัตรฯ ไปใช้จ่าย

    การเพิ่มวงเงินสวัสดิการครั้งนี้ คาดว่าจะส่งผลให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 และคาดว่าการดำเนินโครงการเพิ่มวงเงินฯ จะส่งผลให้ GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.07-0.08 ต่อปี 

    อ่านข่าว : ครม.ขยายเวลารถไฟฟ้า 20 บาท สายสีแดง-ม่วง อีก 2 เดือน ถึง 30 พ.ย.

    ราคา “ทองคำ” บวกแรง 1,000 บาท “รูปพรรณ” ขายออกบาทละ 60,200 อีกครั้ง

    เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ 2568 เชื่อมต่อคนทำหนังกับนักลงทุนทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357129&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iYH0CT8CpNKDgFe3Cx_Kn

  • ”รมว.นฤมล”สั่ง ปรับเกณฑ์สอบครูใหม่ ตั้งมาตรฐานครูการศึกษาพิเศษ พร้อมกำชับ สพฐ.ปรับเกณฑ์ประเมินนักเรียน เน้น พัฒนาศักยภาพ

    ”รมว.นฤมล”สั่ง ปรับเกณฑ์สอบครูใหม่ ตั้งมาตรฐานครูการศึกษาพิเศษ พร้อมกำชับ สพฐ.ปรับเกณฑ์ประเมินนักเรียน เน้น พัฒนาศักยภาพ

    เมื่อวันที่ 1 ต.ค.68 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 10/2568 โดยมีนายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการ และผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เข้าร่วม

    ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบผลการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ประจำปี 2568 ซึ่งมีผู้ผ่านการทดสอบจำนวน 14,925 คน คิดเป็นร้อยละ 54 ของผู้สำเร็จการศึกษาครูทั้งหมด อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการบางส่วนเห็นว่าผู้ที่สำเร็จการศึกษาด้านการศึกษาได้รับการประเมินตามระบบของแต่ละสาขาอยู่แล้ว ขณะที่บางสาขาที่เน้นทักษะเฉพาะ เช่น วิศวกรรม หรืองานช่าง ไม่สามารถวัดผลด้วยข้อสอบวิชาการ จึงอาจทำให้จำนวนผู้ผ่านการทดสอบไม่สูงเท่าที่ควร

    “ที่ประชุมจึงเห็นชอบให้ปรับหลักเกณฑ์การทดสอบใหม่ โดยเน้นการวัดความรู้ด้านวิชาชีพครูเป็นหลัก ลดหรือยกเลิกการทดสอบกลุ่มสาขาวิชา พร้อมทั้งชะลอการทดสอบรายกลุ่มสาขาวิชาในรอบถัดไป ซึ่งเดิมจะจัดเดือนมกราคม 2569 ออกไปก่อน”

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. … ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ เพื่อผลิตครูที่มีความรู้ความสามารถ สมรรถนะสูง และมีความเชี่ยวชาญในการจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษโดยเฉพาะ

    ในส่วนของการรับรองคุณวุฒิทางการศึกษา ที่ประชุมอนุมัติให้กับ 46 แห่ง จำนวน 131 หลักสูตร ครอบคลุม ปริญญาตรีทางการศึกษา 122 หลักสูตร ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 6 หลักสูตร ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) 2 หลักสูตร และปริญญาเอกทางการศึกษา 1 หลักสูตร นอกจากนี้ ยังอนุมัติการปรับแผนการรับนักศึกษาปริญญาตรีทางการศึกษาของ 3 แห่ง รวม 6 หลักสูตร

    ภายหลังการประชุม ศ.ดร.นฤมล เปิดเผยว่า ตนได้มอบนโยบายให้ สพฐ. ปรับระบบการวัดและประเมินผลผู้เรียน โดยเน้นประเมินตามศักยภาพรายบุคคล ไม่ยึดเกณฑ์เดียวกันทั้งหมด เพื่อสนับสนุนการพัฒนาความสามารถด้านต่าง ๆ ของนักเรียน ทั้งด้านวิชาการ ศิลปะ กีฬา ภาษา และดนตรี

    “ดิฉันฝากให้ สพฐ. พิจารณาเกณฑ์การประเมินนักเรียนรายบุคคล เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลการเรียนของตัวเองกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มเด็กระดับชั้นเดียว และเทียบกับผลการเรียนของคนเองในอดีตว่ามีพัฒนาการดีขึ้นหรือไม่ ไม่ใช่ประกาศผลแบบจัดลำดับเหมือนที่ผ่านมา และควรเลิกระบบดังกล่าวได้แล้ว นอกจากนั้น การให้คำจำกัดความเด็กเก่ง ไม่ควรมุ่งไปที่สายคณิต-วิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ควรสนับสนุนความสามารถเฉพาะด้านของเด็กแต่ละคน เพื่อให้เด็กสามารถพัฒนาศักยภาพได้เต็มที่และไม่เสียโอกาสในการต่อยอดความสามารถเฉพาะด้านอื่นๆ“

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/871462/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qBykNrmxrIAkVz67DM9wP

  • ดิ แอสเพน ทรี เดอะ ฟอเรสเทียส์ เปิดคอมมูนิตี้ที่พักอาศัยพร้อมการดูแลสุขภาพเต็มรูปแบบสำหรับกลุ่มวัยอิสระ | Prop2Morrow บ้าน คอนโด ข่าวอสังหาฯ

    ดิ แอสเพน ทรี เดอะ ฟอเรสเทียส์ เปิดคอมมูนิตี้ที่พักอาศัยพร้อมการดูแลสุขภาพเต็มรูปแบบสำหรับกลุ่มวัยอิสระ | Prop2Morrow บ้าน คอนโด ข่าวอสังหาฯ

    แมกโนเลียเปิดตัวดิ แอสเพน ทรี เดอะ ฟอเรสเทียส์ (The Aspen Tree The Forestias) ที่พักอาศัยจำนวน 290 ยูนิตออกแบบภายใต้แนวคิด Aging-in-Place สำหรับคนวัย 50 ปีขึ้นไปที่ต้องการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตแบบครบวงจร ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 23 ไร่ในอาณาจักรโครงการ “เดอะ ฟอเรสเทียส์”  บนถนนบางนา-ตราด กม.7 ขนาด 398 ไร่ มีพื้นที่สีเขียวกว่า 56% ของโครงการทั้งหมด

    ทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์ ผู้ก่อตั้ง บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวลอปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) กล่าวถึงแนวคิดการพัฒนาโครงการ ดิ แอสเพน ทรีว่า เมื่อช่วง 33 ปีที่แล้วก่อนที่จะสร้าง MQDC ได้รับมอบหมายจากคุณพ่อให้ช่วยดูแลเด็กกำพร้าและเด็กๆที่ขาดโอกาสทางการศึกษา จึงได้ก่อตั้งมูลนิธิพุทธรักษาขึ้นมา และต่อมาก็ได้สร้างธุรกิจเพื่อนำเงินส่วนหนึ่งมาช่วยเหลือเด็ก ๆ เป็นเวลาสิบกว่าปีเพื่อให้เด็ก ๆ ให้มีอาหาร มีที่อยู่อาศัย มีการศึกษา จนกระทั่งเทื่อ20 ปีที่แล้วจึงเกิดความคิดอยากจะสร้างโครงการที่สามารถให้เด็กและผู้สูงอายุอยู่ร่วมกัน โดยมีผู้ใหญ่ 2 คนดูแลเด็ก 5 คนและผู้สูงอายุ 2 คน ด้วยการสร้างเป็นระบบครอบครัวและหมู่บ้านให้มีวัฒนธรรมที่อบอุ่น ให้เด็กที่ขาดความรักได้มีพี่มีน้องมีพ่อมีแม่และมีคุณตาคุณยายอยู่ร่วมกัน จึงได้เริ่มศึกษาโมเดลการเงินเพื่อให้สามารถมีรายได้ต่อเนื่องให้โครงการนี้มีความยั่งยืน โดยมีลักษณะเป็น social enterprise

    ในปี 2551 จึงได้จัดทำโครงการประกวด social enterprise model ทั่วประเทศไทยและทีมที่ชนะเลิศได้ตั้งชื่อโครงการว่า “บ้านบุญธรรม” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดดในการจัดทำโครงการบ้านพักคนชราให้เป็นธุรกิจขึ้นมา เพราะเมื่อเป็นธุรกิจแล้วจะต้องมีองค์ความรู้ มีระบบ มีผู้เชี่ยวชาญ ที่จะสามารถดูแลผู้สูงอายุได้อย่างปลอดภัยและมีกำไรที่จะขยายผลเข้าสู่การทำ social enterprise ได้อย่างยั่งยืน

    หลังจากนั้นก็ได้ดำเนินการพัฒนาโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ที่มีหลักคิดเรื่องการเชื่อมต่อ 4 generations และพาผู้คน reconnect กับธรรมชาติ พร้อมกับเริ่มต้นการพัฒนาโครงการดิ แอสเพน ทรีให้อยู่ในพื้นที่เดียวัน และได้เชิญผู้เชื่ยวชาญระดับโลก คือ เบย์เครสต์ (Baycrest) จากประเทศแคนนาดามาช่วยสร้างระบบที่มีคุณภาพในการดูแลผู้สูงอายุ โดยมีเป้าหมายระยะยาวที่จะขยายเข้าสู่ตลาดกลางและล่าง และสุดท้ายเชื่อมโยงกลับมาที่เด็กกำพร้าด้วยการสร้างโครงการบ้านบุญธรรม

    ในด้านการดูแลสุขภาพ การบริการสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) และการดูแลแบบองค์รวม โครงงการดิ แอสเพน ทรี ได้ร่วมมือกับเบย์เครสต์ โกลบอล โซลูชั่นส์ (Baycrest Global Solutions) องค์กรชั้นนำจากประเทศแคนาดาที่มีประสบการณ์กว่า 105 ปี เพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ด้านสุขภาพของสังคมวัยอิสระ  (Retirement Community) ในประเทศไทย พร้อมเปิดบริการเต็มรูปแบบใน 3 ด้านได้แก่  สิ่งอำนวยความสะดวก (Main Facilities) ประกอบด้วย ที่พักอาศัย (Residences) ศูนย์ดูแลคุณภาพชีวิต (Wellness Center)  และศูนย์สุขภาพและสมอง (Health & Brain Center)

    โครงการที่พักอาศัยภายใต้คอนเซ็ปต์ Aging-in-Place ระดับนานาชาติ ครบวงจรด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต และบริหารจัดการโดย Baycrest Global Solutions ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมการดูแลผู้สูงวัยและสุขภาพสมอง ประสบการณ์กว่า 105 ปี

    ดร. วิลเลียม ไรซ์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานผู้อำนวยการ เบย์เครสต์ กล่าวว่า เบย์เครสต์ ในฐานะที่เป็นผู้นำด้านการพัฒนานวัตกรรมการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตสำหรับผู้สูงวัย ได้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมต่างๆ ที่ได้จากการวิจัยและนำประสบการณ์ที่สะสมมากว่าศตวรรษ มาสนับสนุนการทำงานของบุคคลากรในไทย ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้สูงวัยจะได้รับการดูแลแบบมาตรฐานสากล พร้อมทั้งใช้ชีวิตอย่างมีอิสระและปลอดภัยในโครงการดิ แอสเพน ทรี

    ทั้งนี้เบย์เครสต์ได้รับการรับรองระดับสูงสุดจาก Accreditation Canada และถือเป็นองค์กรแถวหน้าในอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนมาตรฐานความปลอดภัยและการดูแลผู้สูงวัย ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญที่ทำงานวิจัยศาสตร์เชิงป้องกันและเวชศาสตร์ผู้สูงวัยและสถานพยาบาลเพื่อดูแลสุขภาพคนวัยอิสระมานานนับร้อยปี โดยได้นำผลงานนวัตกรรมเครื่องมือทดสอบสุขภาพสมอง หรือค็อกนิซิติ (Cogniciti) ของศูนย์วิจัยศาสตร์แห่งความสุขเชิงวิทยาศาสตร์ ที่พัฒนาขึ้น เพื่อใช้ในการรับมือกับภาวะความเสื่อมของสมองและศาสตร์เชิงป้องกันโรคทางสมองต่างๆ ที่มักเกิดกับประชากรวัย 50 ขึ้นไป มาร่วมใช้กับโครงการ ดิ แอสเพน ทรีด้วย

    แพทย์หญิงอุไรรัตน์ ศิริวัฒน์เวชกุล ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ ดิ แอสเพน ทรี  กล่าวว่า ในส่วนของ Health & Brain Center เกิดขึ้นจากความร่วมมือกับศูนย์วิจัยศาสตร์แห่งความสุขเชิงวิทยาศาสตร์แห่งแรกในเอเชียที่เน้นค้นคว้าวิจัยเชิงลึก มุ่งค้นหาความลับการทำงานของสมองโดยเฉพาะ เพื่อหาปัจจัยที่ทำให้มนุษย์มีความสุข ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ เพื่อนำมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ประชากร โดยเฉพาะกลุ่มคนวัย 50 ขึ้นไป และได้นำนวัตกรรมจากศูนย์วิจัยศาสตร์แห่งความสุขเชิงวิทยาศาสตร์มาใช้ในโครงการดิ แอสเพน ทรี เป็นแห่งแรก เพื่อสร้างความสุขทั้งกายและใจอย่างยั่งยืน

    โดยมีการสนับสนุนด้านองค์ความรู้จากศาสตร์แห่งความสุขเชิงวิทยาศาสตร์ (Happiness Science Hub) เป็นการศึกษาพฤติกรรมและจิตวิทยาของคนทุกช่วงวัย และวิจัยประสาทการรับรู้ของมนุษย์ ผ่านสัญญาณสมองและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างอารมณ์เชิงบวก และความสุข (Mental Well-Being) รวมถึงทำความเข้าใจความเสื่อมถอยด้านต่างๆ ของผู้สูงวัย และหาแนวทางลดความเสี่ยงการเกิดโรค อาทิ โรคสมองเสื่อม และอัลไซเมอร์ เพื่อหาปัจจัยในการส่งเสริมคนแต่ละช่วงวัยให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข บริการด้านการแพทย์เฉพาะทาง ที่ต้องการความเชี่ยวชาญพิเศษ และผู้ดูแลมืออาชีพที่ผ่านการบ่มเพาะตามมาตรฐานสากล พร้อมกิจกรรมที่มีการออกแบบตามหลักวิทยาศาสตร์สุขภาพแบบองค์รวม สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้สูงวัยแต่ละบุคคล

    โดยผู้มาใช้บริการจะได้รับการดูแลจากทีมผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นแพทย์เฉพาะทาง นักบำบัด และ Care Angels ที่มอบให้บริการการดูแลตามมาตรฐานระดับโลกที่ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งการประเมิน การรักษา การป้องกัน ตลอดจนการจัดกลุ่มอาการและภาวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงวัย เพื่อตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพได้อย่างครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ โดยให้คำปรึกษาด้านการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน (Primary Care)    การวางแผนชีวิต (Life Planning)  คลินิกบำบัดอาการปวด (Pain Clinic)  การดูแลด้านความจำ (Memory Care) การดูแลด้านการทรงตัวและสุขภาพกระดูก (Balance and Bone Health)  การดูแลสุขภาพการนอนหลับ (Sleep Health)  นักโภชนาการและการวางแผนด้านอาหารเฉพาะบุคคล (Nutritionist and Personalized Meal Planning)            การดูแลสุขภาพเล็บและแผลต่าง ๆ   การดูแลภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้และสุขอนามัยต่าง ๆ (Incontinence and Hygiene)

    ปัจจุบัน  HBC มีศูนย์ดูแลผู้สูงวัยแบบเช้าไป-เย็นกลับ (Aspen Day Center)  ให้การดูแลด้านสุขภาพ ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย กิจกรรมฝึกสมอง กิจกรรมสันทนาการ กิจกรรมทางสังคมโดยทีมผู้เชี่ยวชาญทั้งแพทย์ พยาบาล โภชนากร นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด นักนันทนาการบำบัด และ Care Angels เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตแก่ผู้สูงวัย ช่วยดูแลผู้สูงอายุในช่วงที่บุตรหลานต้องไปทำงาน ทำให้บุตรหลานคลายกังวล และผู้สูงวัย มีความสุขที่ได้อยู่ในความดูแลของศูนย์

    นบเกล้า ตระกูลปาน ผู้อำนวยการบริหาร  ดิ แอสเพน ทรี กล่าวเสริมว่า เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้ใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์ที่สุด ทุกยูนิตในโครงการดิ แอสเพน ทรี ได้ออกแบบภายใต้แนวคิด Aging-In-Place & Universal Design ที่สามารถรองรับและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตในทุกๆความต้องการ เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และมีคุณภาพ อาทิ การออกแบบพื้นที่ใช้สอยของห้องน้ำและการเลือกสรรเฟอร์นิเจอร์รองรับการใช้งานสำหรับวัยนี้โดยเฉพาะ พื้นไร้ระดับ ป้องกันการสะดุดล้ม พื้นกันลื่นและวัสดุลดแรงกระแทก ระบบแสงสว่างและคุณภาพอากาศที่เหมาะสม ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวพร้อมไฟอัตโนมัติเวลากลางคืน และระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งจากเจ้าหน้าที่และระบบกล้อง CCTV รวมถึงปุ่มฉุกเฉินบริเวณห้องนอนหลักและห้องน้ำหลัก เพื่อขอความช่วยเหลือได้ทันที” นางสาวนบเกล้ากล่าว

    ภายในโครงการประกอบด้วยอาคารทั้งหมด 5 อาคารออกแบบเพื่อรองรับการอยู่อาศัยระยะยาว โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ  Active Living Condominiums จำนวน 3 อาคาร รวม 250 ยูนิต ความสูงอาคาร: 13 ชั้น, 18 ชั้น และ 22 ชั้น ขนาดห้องชุด 82–120 ตารางเมตร แบบ 1 ห้องนอน,1 ห้องนอนพร้อมห้องอเนกประสงค์ และ 2 ห้องนอน เพดานสูง 3 เมตร พร้อมทางเดินแบบฝั่งเดียว (Single-loaded Corridor)

    และแบบ Low-rise Condominium (Sky Villa) จำนวน 2 อาคารสูง5 ชั้น รวม 40 ยูนิต แบบ2 ห้องนอนพร้อมห้องอเนกประสงค์ และ Semi-outdoor Balcony (ระเบียงโปร่งโล่งเชื่อมต่อบรรยากาศภายนอก) ขนาด 183–201 ตารางเมตร  ห้องเพดานสูง 3.5 เมตร พร้อมทางเดินแบบฝั่งเดียว (Single-loaded Corridor)

    ภายในพื้นที่ส่วนกลางได้นำสัญลักษณ์ดอกไม้และผีเสื้อ เที่ปรียบเสมือนตัวแทนของสีสัน ความอิสระ และการปลุกพลังความฝันให้กลับมาผลิบานอีกครั้ง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรภายในโครงการ ทั้งเวลเนส คลับเฮ้าส์ขนาดกว่า 6,000 ตารางเมตร. ที่มีทั้งสระว่ายน้ำในร่มและกลางแจ้ง ฟิตเนสและสตูดิโอโยคะ ห้องสนามกอล์ฟจำลองด้วยเทคโนโลยี่ที่ทันสมัย มุมอ่านหนังสือ คาเฟ่และเบเกอรี่ ห้อง Aspen Lounge ห้องกิจกรรมศิลปะและงานฝีมือ สปาและบิวตี้ซาลอน ห้องคาราโอเกะ มินิเธียเตอร์ ร้านอาหารและห้องอาหารส่วนตัว รวมถึงพื้นที่กลางแจ้ง เช่น Canopy Walk สวนบำบัด และ Glasshouses ที่ผสานการอยู่อาศัยกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว

    นอกจากนี้ภายในโครงการยังมีศูนย์สุขภาพและสมอง (Health & Brain Center: HBC) ซึ่งเป็นศูนย์สุขภาพเฉพาะทางสำหรับผู้สูงวัย ครบครันด้วยคลินิกเวชศาสตร์ผู้สูงวัย ศูนย์กายภาพบำบัด คลินิกสมองและความจำ ศูนย์ดูแลสุขภาพระหว่างวัน ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพแบบระยะสั้น และศูนย์บริการดูแลผู้สูงวัยแบบระยะยาวสำหรับผู้ที่ต้องการการดูแลใกล้ชิด ทั้งหมดบริหารจัดการโดยเบย์เครสต์ จากแคนาดา รวมทั้งยังมีบริการเสริมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เช่น บริการทำความสะอาดรายสัปดาห์ บริการอาหารเช้าที่ GoodWell Restaurant และบริการฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://prop2morrow.com/852158/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j1xyQZTJ7tCXkO2CWNH6x