Blog

  • คนไทยกังขา! นิด้าโพลเผย 58% เชื่อ กกต. เอาผิดคนโกงเลือกตั้งไม่ได้

    คนไทยกังขา! นิด้าโพลเผย 58% เชื่อ กกต. เอาผิดคนโกงเลือกตั้งไม่ได้

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “กกต. จะลงโทษผู้ทุจริตการเลือกตั้งได้ไหม” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 11-12 ก.พ. 69 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงโทษผู้ที่กระทำทุจริตการเลือกตั้ง

    จากการสำรวจ เมื่อถามประชาชนถึงการทุจริตการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 พบว่า ไม่มีแน่นอน 40.08% รองลงมา ไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า 23.51% อาจจะมี 19.54% และ มีแน่นอน 16.87%

    เมื่อสอบถามตัวอย่าง ที่ระบุว่า มีการทุจริตการเลือกตั้งแน่นอน และอาจจะมีการทุจริตในเขตเลือกตั้งตนเอง เมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 (จำนวน 477 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความสามารถของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการลงโทษผู้ที่กระทำการทุจริตการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งตนเอง พบว่า จะไม่สามารถลงโทษใครได้เลย 58.28% รองลงมา อาจจะลงโทษได้บ้าง บางกรณี 28.93% จะสามารถลงโทษได้แน่นอน 11.32% และ ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 1.47%

    ทั้งนี้ เมื่อถามถึงความพึงพอใจของประชาชนต่อการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการจัดการการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งตนเอง เมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 พบว่า ค่อนข้างพอใจ 38.55% พอใจมาก 22.29% ไม่ค่อยพอใจ 20.84% ไม่พอใจเลย 17.63% และ ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 0.69%

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/813271&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iWuqZM1rgOFg9szfnQtMC

  • ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.ฎ. ขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา อีก 7 ปี

    ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.ฎ. ขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา อีก 7 ปี

    ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ! พ.ร.ฎ. ขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ออกไปอีก 7 ปี

    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ พระราชกฤษฎีกา ขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 พ.ศ. 2569

    พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

    โดยที่เป็นการสมควรขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ออกไปอีกเจ็ดปี

    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 2 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

    มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 พ.ศ. 2569”

    มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

    มาตรา 3 ให้ขยายเวลาใช้บังคับพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ออกไปอีกเจ็ดปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ

    ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.ฎ. ขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา อีก 7 ปี

    ราชกิจจาฯ ประกาศ พ.ร.ฎ. ขยายเวลาใช้บังคับ พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา อีก 7 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tnews.co.th/social/social-news/644419&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3B0Gg5m2zdP9XvO1BlUuJp

  • ปลดล็อกศักยภาพ! จุดเด่นคณะศิลปศาสตร์ SPU ที่คนรุ่นใหม่อยากเรียน – คณะศิลปศาสตร์

    ปลดล็อกศักยภาพ! จุดเด่นคณะศิลปศาสตร์ SPU ที่คนรุ่นใหม่อยากเรียน – คณะศิลปศาสตร์

    ฮัลโหลชาว Gen Z! 👋 กำลังมองหาที่เรียนที่ใช่ ที่จะพาเราไปสู่อนาคตแบบปังๆ อยู่รึเปล่า? ถ้าพูดถึงการเรียนที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตำรา แต่คือการเรียนรู้เพื่อ ‘ใช้ชีวิต’ และ ‘ทำงาน’ ได้จริง คณะศิลปศาสตร์ ที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) คือคำตอบที่ใช่สุดๆ ไปเลย! วันนี้เราจะพาไปส่องทุกซอกทุกมุมว่าทำไมที่นี่ถึงเป็น The Best Choice สำหรับคนรุ่นใหม่ มาดูกันเลย!

    1. หลักสูตรสุดปัง! เรียนรู้แบบไม่ตกเทรนด์ 🚀

    ลืมภาพการเรียนภาษาแบบเดิมๆ ที่น่าเบื่อไปได้เลย! ที่ คณะศิลปศาสตร์ SPU เราเน้นหลักสูตรที่ทันสมัยสุดๆ อัปเดตตลอดเวลาเพื่อให้ตอบโจทย์โลกยุคดิจิทัล น้องๆ จะได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม, Digital Content Creation, การใช้ภาษาเพื่อธุรกิจและสื่อสารการตลาด หรือแม้กระทั่งความรู้ด้านภาษาเพื่ออุตสาหกรรมการบินและการบริการ ทุกอย่างถูกออกแบบมาให้ “เรียนจบแล้วทำงานได้เลย” ไม่ต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่!

    หลักสูตรของคณะศิลปศาสตร์ SPU ที่ออกแบบมาเพื่ออนาคต

    ไม่ว่าจะเป็นสาขาภาษาอังกฤษสื่อสารธุรกิจ, ภาษาจีนสื่อสารธุรกิจ, ภาษาญี่ปุ่นเพื่อการสื่อสารธุรกิจ หรือการจัดการธุรกิจสายการบิน ทุกหลักสูตรของที่นี่เน้นการลงมือทำจริง (Project-based Learning) ทำให้น้องๆ ได้ฝึกฝนทักษะรอบด้าน พร้อมสร้าง Portfolio เจ๋งๆ ไว้โชว์ตอนสมัครงานอีกด้วย

    2. อาจารย์ตัวจริง! ประสบการณ์แน่น เล่าเรื่องสนุก 💼

    จะดีแค่ไหนถ้าคนที่มาสอนเรา คือคนที่ทำงานจริงในวงการนั้นๆ? ที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เรามีอาจารย์ที่เป็น Professional ตัวจริงจากหลากหลายวงการ ทั้งสายการบิน, การโรงแรม, ธุรกิจระหว่างประเทศ และวงการคอนเทนต์ ที่จะมาแชร์ประสบการณ์ตรงแบบไม่มีกั๊ก ทำให้น้องๆ ได้เห็นภาพการทำงานจริง ได้ Connection และได้แรงบันดาลใจไปเต็มๆ เหมือนมีเมนเทอร์เก่งๆ คอยไกด์เราตลอดเส้นทางเลย!

    3. มากกว่าแค่ในห้องเรียน คือประสบการณ์จริง! 🌏

    ชีวิตในรั้ว SPU ไม่ได้มีแค่การเรียน! คณะศิลปศาสตร์ส่งเสริมให้นักศึกษาได้ออกไปหาประสบการณ์จริงผ่านโครงการสหกิจศึกษา (Internship) กับบริษัทชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ มีกิจกรรม Workshop เสริมทักษะเด็ดๆ ตลอดทั้งปี แถมยังมีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอีกด้วยนะ เรียกได้ว่าเป็นการเปิดโลกกว้าง สร้างโปรไฟล์ให้โดดเด่นเหนือใคร! ซึ่งทักษะด้านภาษาและการสื่อสารนี่แหละที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานเสมอ ดังที่หน่วยงานภาครัฐอย่าง สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ก็ให้ความสำคัญกับบุคลากรที่มีความสามารถด้านนี้

    พร้อมที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว SPU หรือยัง? คลิกดูรายละเอียดและสมัครเรียนได้เลย!
    👉 ดูรายละเอียดการสมัครเรียน มหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่นี่

    เห็นไหมล่ะว่า คณะศิลปศาสตร์ SPU ไม่ได้เป็นแค่ที่เรียน แต่เป็นที่ที่จะสร้างอนาคตและมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้กับน้องๆ ทุกคน ถ้าอยากเป็นคนรุ่นใหม่ที่เก่งทั้งภาษา มีทักษะรอบด้าน และพร้อมสำหรับโลกการทำงาน…ที่นี่คือคำตอบ! มาเป็นครอบครัวเดียวกันนะ! ❤️

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/liberal-arts/news-activity/25210/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dum4ZVsTATfWFmMdbuqZb

  • ป.ป.ส. จัดประกวดวาดภาพ “พระเมตตาจากฟ้า สู้ศรัทธากองทุนแม่” ชิงรางวัลกว่า 85,000 บาท

    ป.ป.ส. จัดประกวดวาดภาพ “พระเมตตาจากฟ้า สู้ศรัทธากองทุนแม่” ชิงรางวัลกว่า 85,000 บาท

    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ได้จัดโครงการประกวดวาดภาพระบายสีเพื่อน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงรักและห่วงใยพสกนิกรต่อปัญหายาเสพติดจนนำไปสู่การแก้ไขปัญหายาเสพติด ด้วยกองทุนแม่ของแผ่นดิน ในหัวข้อ “พระเมตตาจากฟ้า สู่ศรัทธากองทุนแม่” พร้อมชิงเงินรางวัลรวมมูลค่า 85,500 บาท โดยมี พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. เป็นประธานมอบรางวัล ณ สำนักงาน ป.ป.ส.

    โครงการนี้จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ที่ทรงพระราชทาน “กองทุนแม่ของแผ่นดิน” สำหรับแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ผ่านงานศิลปะที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการขัดเกลาจิตใจ สร้างความภาคภูมิใจในตนเอง และเป็นเกราะป้องกันจากอบายมุขและยาเสพติด ซึ่งการประกวดแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับประถมศึกษาตอนต้น ระดับประถมศึกษาตอนปลาย และระดับมัธยมศึกษา/อาชีวศึกษา (ปวช.) พร้อมได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายด้านยาเสพติด การขับเคลื่อนงานกองทุนแม่ของแผ่นดิน และผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปะมาเป็นกรรมการในการตัดสินประกวดวาดภาพ

    การประกวดครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากเยาวชนที่เข้าร่วมประกวดจากทุกระดับ รวมจำนวนกว่า 122 คน โดยมีเงินรางวัลรวม 85,500 บาท แบ่งเป็น

    • รางวัลชนะเลิศในแต่ละระดับ ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินรางวัล 7,500 บาท พร้อมเกียรติบัตร
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร
    • รางวัลชมเชย ระดับละ 3 รางวัล รางวัลละ 2,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร

    โดยผลงานที่ได้รับรางวัล ประกอบด้วย
    รางวัลระดับประถมศึกษาตอนต้น

    • รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ด.ญ.อธิชา รักเสน โรงเรียนประสาทวิทยานนทบุรี จ.นนทบุรี
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดันดับหนึ่ง ได้แก่ ด.ญ.ยิ่งลักษณ์ โรงเรียนวัดรวก กรุงเทพมหานคร
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดันดับสอง ได้แก่ ด.ช.อัครเดช สุขแก้ว โรงเรียนอนุบาลชุมชนบางบ่อ (ศุภพิพัฒน์รังสรรค์) จ.สมุทรปราการ
    • รางวัลชมเชย ได้แก่ ด.ญ.อรินดา นนทเเก้ว โรงเรียนสุวิทย์เสรีอนุสรณ์ กรุงเทพมหานคร ด.ญ.นิชาภา ศิริเวช โรงเรียนวัดรวก กรุงเทพมหานคร และ ด.ญ.จิดดา รัตนจันทร์ โรงเรียนวัดรวก กรุงเทพมหานคร

    รางวัลประถมศึกษาตอนปลาย

    • รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ด.ญ.สุธิชา แซ่ตั้ง โรงเรียนผ่องพลอยอนุสรณ์ กรุงเทพมหานคร
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดันดับหนึ่ง ได้แก่ ด.ญ.ชญารัสย์ ญาณะวาณิชย์ โรงเรียนบูรณะศึกษา กรุงเทพมหานคร
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดันดับสอง ได้แก่ ด.ญ.นภัสนันท์ ยงเยื้องพันธ์ โรงเรียนสามัคคีราษฎร์บำรุง จ.ปทุมธานี
    • รางวัลชมเชย ได้แก่ ด.ช.นิธิพัฒน์ กลีบสันเทียะ โรงเรียนอนุบาลอัจฉรา จ.นครราชสีมา ด.ช.ศิลสรัล ศรีปิติโรจน์ โรงเรียนสุวิทย์เสรีอนุสรณ์ กรุงเทพมหานคร และ ด.ญ.มุกตาภา รวดเจริญ โรงเรียนแสงอรุณ กรุงเทพมหานคร

    รางวัลระดับมัธยมศึกษา หรืออาชีวศึกษา (ปวช.)

    • รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นางสาวณิชา เนียมกำเนิด โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดันดับหนึ่ง ได้แก่ นางสาวธารมณี เทียมทะนงค์ โรงเรียนธรรมโชติศึกษาลัย จ.สุพรรณบุรี
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดันดับสอง ได้แก่ นางสาวธัญญารัตน์ ผ่องใสฤทธิรงค์ โรงเรียนวิสุทธิกษัตรี จ.สมุทรปราการ
    • รางวัลชมเชย ได้แก่ นางสาวอริสรา ศิริเวช โรงเรียนบูรณะศึกษา กรุงเทพมหานคร นางสาวพิมพิสุทธิ์ ชูติวัตร โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) กรุงเทพมหานคร และ นางสาวกุลธิดา วาจา โรงเรียนบ้านนา “นายกพิทยากร” จ.นครนายก

    สำหรับผลงานของเยาวชนที่ถ่ายทอดออกมาในวันนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่ความสวยงาม แต่ยังสะท้อนถึงความเข้าใจในพลังของชุมชนและการร่วมแรงร่วมใจกันแก้ไขปัญหายาเสพติด ตามแนวทางกองทุนแม่ของแผ่นดิน โดยผลงานภาพวาดที่ได้รับรางวัลและผลงานสร้างสรรค์จะได้รับการจัดแสดงที่สำนักงาน ป.ป.ส. เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและถ่ายทอดพระเมตตาของสมเด็จพระพันปีหลวงสืบต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/278239&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YeoTZWsDLehAHfDC_6vTr

  • “แก้วสรร” วิเคราะห์เลือกตั้งเดือด ซัดดราม่าใครโง่ระหว่างคนกรุง-ต่างจังหวัด ชี้กระแส “ความสิ้นหวัง” คือคำตอบการเมืองไทย

    “แก้วสรร” วิเคราะห์เลือกตั้งเดือด ซัดดราม่าใครโง่ระหว่างคนกรุง-ต่างจังหวัด ชี้กระแส “ความสิ้นหวัง” คือคำตอบการเมืองไทย

    “แก้วสรร” วิเคราะห์เลือกตั้งเดือด ซัดดราม่าใครโง่ระหว่างคนกรุง-ต่างจังหวัด ชี้กระแส “ความสิ้นหวัง” คือคำตอบการเมืองไทย

    เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2569 นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีต คตส. เผยแพร่บทความเรื่อง

    ใครโง่?…“คนต่างจังหวัด” หรือ “คนกรุงเทพ”

    ถาม   เลือกตั้งครั้งนี้ ส้มกวาดกรุงเทพ   โซเชียลเริ่มฟัดกันใหญ่ว่า คนต่างจังหวัดหรือคนกรุงเทพกันแน่  ที่เสียรู้ในการเลือกตั้งครั้งนี้   อาจารย์ว่าใครโง่ครับ

    ตอบ   ผมว่าคำถามนี้ต่างหากที่โง่มาก   สิ่งที่เราต้องการจริงๆ น่าจะอยู่ที่คำตอบทางจิตวิทยาการเมืองว่าจิตใจปฎิวัติเกิดขึ้นได้อย่างไร  มันเกิดขึ้นมาแล้วทั่วโลกและไม่เคยสร่างซา ทั้งในป่า ในเมือง ในสนามรบ หรือในหีบเลือกตั้ง   คำอธิบายนี้ผมเองก็พยายามอ่านและค้นหามาตลอด  เพราะได้ผ่านยุคโกลาหลหลัง ๑๔ ตุลา มีเพื่อนฝูงจากไปหลายคนเหมือนกัน

    ถาม   หามา ๔๐ ปี แล้ว  พอจะได้คำตอบบ้างไหมครับ

    ตอบ   ผมว่า “ทฤษฎีความสิ้นหวังในชีวิตปัจจุบัน”  ดูจะอธิบาย “ กำเนิดมวลชนปฏิวัติ”ได้ดีมาก   เฉพาะปรากฏการณ์ขบวนการสามนิ้วนี้    ผมก็เคยสังเคราะห์เสนอเค้ามูลไว้แล้วในบทความเมื่อปี ๖๓ 

    มาปี ๖๙นี้อ่านดูก็ยังใช้ได้อยู่ จึงขออนุญาตนำมาเสนออีกครั้ง ดังนี้ครับ

                                  กำเนิด “อนาคตใหม่”                                                                                        

    ถาม   อาจารย์เห็นด้วยกับคุณธนาธรหรือไม่ ที่ยืนยันว่า   พรรคของเขาไม่ได้ชนะเลือกตั้งด้วยการจัดตั้งหรือการใช้สื่อ Social media

    ตอบ   เขาจัดตั้งหนัก ใช้สื่อเข้มข้นมากก็จริง   แต่ถ้าเนื้อหาไม่โดนใจผู้คน มันก็ไม่มีความหมาย  เขาพูดถูกในแง่นี้ครับ   ปัจจัยที่ส่งให้เขาชนะจริงๆ มันอยู่ที่การชูธง  ว่า เขาคือ“อนาคตใหม่” ของผู้คนที่สิ้นหวัง    ตลาดคนสิ้นหวังนี้แรงมากกว้างมาก

    ถาม   ใครคือ “คนสิ้นหวัง” ที่ว่า

    ตอบ   ความเจริญของเมืองไทยในปัจจุบัน มันโตจากทุนนิยมโลกาภิวัฒน์เป็นหลัก  โตโดยเราไม่มีตลาดและเทคโนโลยีเป็นของตนเอง         ด้านเกษตรกรรมก็ขายแต่วัตถุดิบ อุตสาหกรรมก็ถูกโลกกำหนดให้ทำแต่ขันน๊อต ใช้แรงงานเข้มข้นเป็นหลัก  ในความเจริญอย่างนี้..คนต่างจังหวัดก็พลัดที่นาคาที่อยู่มา จมปลักไร้อนาคตอยู่ในเมืองใหญ่และปริมณฑล  คนรุ่นใหม่ก็ไม่เห็นงานใหม่ หรือไม่ก็รอโดนซองขาวไปวันๆ   ทั้งหมดนี้ มันทำให้คนส่วนใหญ่สิ้นหวังในอนาคตทั่วไปหมด

    ถาม   อาจารย์คิดเอาเอง ใช่ไหม

    ตอบ   ไม่ใช่ครับ…รายงานผลการศึกษาของสถาบัน Edelman Trust Barometer อันโด่งดังในที่ประชุม World Economic Forum (WEF) 21-24  มกราคมศกนี้  ที่เมืองดาวอส  ระบุชัดเจนว่า  ความสิ้นหวังในความเจริญแบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์  กำลังแผ่ซ่านไปทั่วโลก ดังตารางข้างล่างนี้  จะพบว่า โลกในปีที่ผ่านมาเรามีอัตราผู้คนที่สิ้นหวังกับความเจริญในบ้านเมืองของตนเองเกินครึ่ง มากถึง  ๒๒ ประเทศใน ๒๘ ประเทศ    โดยไทยติดอันดับ ๑ มีคนสิ้นหวังถึง ๗๕ คนใน ๑๐๐ คน เลยทีเดียว

    แท่งกราฟแสดงว่าแต่ละประเทศมีอัตรา “คนสิ้นหวังในความเจริญ”เป็นร้อยละเท่าใด

    ถาม   หมายความว่า พรรคอนาคตใหม่ เขาชนะเพราะรู้จักกางใบเรือ รับลมจากกระแสสิ้นหวังเหล่านี้

    ตอบ   เป็นเช่นนั้นแน่นอน   ยิ่งรุ่นลูกรุ่นหลานของเราด้วยแล้ว เขาต้องหิวหาความหวังมากทีเดียว  ถ้าพรรคนี้ไม่ชูธงอนาคตใหม่แล้ว แม้จะจัดตั้งหรือใช้โซเชียลเข้มข้นเท่าใด ก็ชนะไม่ได้หรอกครับ

    ถาม   แล้วการไม่มีสถาบันกษัตริย์ หรือไม่มีกองทัพขนาดใหญ่ในอนาคต  มันจะเป็นอนาคตที่ดีกว่าทุกวันนี้หรือ

    ตอบ   นั่นเป็นเรื่องที่ตีความกันเอาเองจากคำพูดในอดีต  ทุกวันนี้พวกเขาได้ความรับผิดชอบเป็นผู้แทนแล้ว ถ้ายังขืนทำตัวเป็น Activist อยู่เช่นเดิม    ในไม่ช้าก็ต้องเหี่ยวไปเอง จะไม่มีลมพัดพามาขับดันใบเรือเขาอีกต่อไป

    ถาม   อะไรคือ “ Activist ” ในความหมายของอาจารย์

    ตอบ   คือพวกที่จมชีวิตอยู่กับความเคลื่อนไหว ที่ต้องมีอะไรมาให้ต่อต้าน ปฏิเสธ โค่นล้ม อยู่ตลอดเวลา   ถ้าคุณธนาธรยังสลัดคราบ สนนท.ออกไปไม่ได้  หรือคุณปิยะบุตรก็ยังจะเล่นบทนิติราษฎร์ต่อไปอีก ก็จะผิดบทผู้แทน และพรรคนี้ก็จะรับกระแสลมแห่งความเปลี่ยนแปลงต่อไปอีกไม่ได้ผู้คนจะระอาไปเอง  พรรคใหม่ๆเช่นของคุณกรณ์ อาจจะปรับใบมารับลมแทนต่อไปก็ได้

    ถาม  วันนี้เขาหลุดคดีกล่าวหาว่าล้มล้างการปกครองไปแล้ว    ก็น่าจะได้สำนึกขึ้นกระมัง

    ตอบ   ผมว่าน่าจะดีขึ้น  อาการ แกว่งปากหาเสี้ยน หรือ ปากหมาพาโชค น่าจะบรรเทาลง   ส่วนความเคลื่อนไหวของเขาทั้งในสภานอกสภาในฐานะผู้แทนน่าจะเป็นรูปธรรมขึ้น   คุณคอยดูนะครับ..ปัญหาฝุ่นพิษนี่   ผมว่าพวกเขาต้องขยับธงแน่นอน

    ถาม   ความขัดแย้งต่อพรรคนี้ก็น่าจะลดลง

    ตอบ   หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นครับ   อันที่จริงทุกพรรคก็ควรจะปรับสมองหาอนาคตใหม่มาให้ผู้คนด้วย   จะปล่อยให้พรรคอนาคตใหม่เล่นลมอยู่พรรคเดียวไม่ได้

    ถาม   เห็นลุงตู่บอกว่า เจอปัญหาฝุ่นพิษนี่  คนไทยต้องดูแลตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ

    ตอบ   ถ้าลุงเขาคิดและตอบได้แค่นี้จริงๆ  ก็แสดงว่าคุณลุงเป็น “อนาคตเก่า” ที่หวังไม่ได้ และจะต้องอยู่ได้ไม่นานแน่นอน

    ที่เขาว่า “วิ่งไล่ลุง” ก็อาจหมายถึงการไล่ความคิดแบบลุงๆ นี้ก็ได้ คุณว่ามั๊ย ???

                                      จบ..บทความครับ                                             

                                             ข้อสรุป

    ถาม   อนาคตพรรคส้มจะเป็นอย่างไรครับ

    ตอบ   หากผลงานการปกครองสมัยรัฐบาลอนุทิน   สร้าง “ความหวังใหม่”ให้ชาวบ้านไม่ได้ กระแสปฏิวัติจะแรงขึ้น และถ้าพรรคส้มไม่ซุ่มซ่าม รู้จักใช้สมอง ปรับใบรับกระแสที่พลุ่งพล่านให้ดีกว่านี้  เขาก็มีโอกาสกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง

    ถาม   แล้วถ้า นายกฯอนุทิน กับกลุ่มมืออาชีพที่ก้าวหน้า  สามารถพัฒนา “ความเจริญใหม่”  ให้ผู้คนพอจะมีความหวังขึ้นมาได้บ้างล่ะครับ

    ตอบ   ส้มก็จะลูกเล็กลง หรือเน่าในเฟะไปเลยก็ได้ครับ

    #แก้วสรรอติโพธิ #การเมืองไทย #เลือกตั้ง2569 #พรรคส้ม #อนาคตใหม่ #ข่าวการเมือง #วิเคราะห์การเมือง #ThaiPolitics #ข่าววันนี้ #กระแสการเมือง #จิตวิทยาการเมือง #WorldEconomicForum #EdelmanTrust #อนุทิน #รัฐบาลไทย #ข่าวด่วน #ประเด็นร้อน #PoliticalNews #ข่าวการเมืองล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/129402&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Xj9THSkUTdUomB_JeJ0Mj

  • สมุทรสาคร///กรมประมงดีเดย์ 15 ก.พ. 69 ! ประกาศ “ปิดอ่าวไทย” 3 จังหวัด | TOPNEWS

    สมุทรสาคร///กรมประมงดีเดย์ 15 ก.พ. 69 ! ประกาศ “ปิดอ่าวไทย” 3 จังหวัด | TOPNEWS

    ️ประมงมหาชัยอาสามาบอก❗️📢เรื่อง : กรมประมงดีเดย์ 15 ก.พ. 69 ! ประกาศ “ปิดอ่าวไทย” 3 จังหวัด ขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน  วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร  กรมประมง โดยสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร ขอประชาสัมพันธ์มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อนในทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2569 (มาตรการปิดอ่าวไทย) เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน

    นายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า การดำเนินมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ประจำปี 2569 ยังคงบังคับใช้ในพื้นที่อ่าวไทยตอนกลาง 3 เขตมาตรการ และ 2 ช่วงเวลา คือ

    🔹 ช่วงที่ 1 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 พฤษภาคม ของทุกปีเขตมาตรการที่ 1 พื้นที่อ่าวไทยตอนกลาง เขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ครอบคลุมพื้นที่ในทะเล 27,000 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 พฤษภาคม ของทุกปี

    🔹 ช่วงที่ 2 วันที่ 16 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน 2569 ของทุกปีเขตมาตรการที่ 2 พื้นที่บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ตามแนวชายฝั่งระยะห่าง 7 ไมล์ทะเลโดยประมาณ ซึ่งเป็นแหล่งที่สัตว์น้ำวัยอ่อนอพยพไปยังพื้นที่เลี้ยงตัวอ่อนในอ่าวไทยตอนใน ครอบคลุมพื้นที่ในทะเล 5,300 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม ถึง 14 มิถุนายน ของทุกปีเขตมาตรการที่ 3 พื้นที่ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ครอบคลุมพื้นที่ในทะเล 2,900 ตารางกิโลเมตร ห้วงเวลาเดียวกับเขตมาตรการที่ 2 ตามแผนที่แนบท้ายของประกาศปิดอ่าวไทยตอนกลาง โดยในพื้นที่และห้วงเวลาดังกล่าว กำหนดห้ามมิให้ทำการประมง เว้นแต่เป็นการใช้เครื่องมือประมงบางชนิดตามที่ระบุไว้ในประกาศเท่านั้น

    ซึ่งมาตรการปิดอ่าวเป็นมาตรการที่สำคัญ และตั้งอยู่บนพื้นฐานหลักวิชาการ โดยกรมประมงได้มีการติดตามและประเมินผลทางวิชาการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำและวิถีการทำประมงที่เปลี่ยนแปลงไป และในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการออกประกาศกรมประมงฉบับใหม่เพิ่มเติมจำนวน 4 ฉบับ เนื่องจากมีการปรับปรุงข้อกำหนดในเครื่องมือประมงบางชนิด เพื่อลดประสิทธิภาพการจับพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ เปิดโอกาสให้สัตว์น้ำขยายพันธุ์และเพิ่มปริมาณขึ้นมาทดแทนในธรรมชาติได้อย่างสมดุล ส่งผลให้อัตราการจับสัตว์น้ำ (CPUE)

    ภายหลังสิ้นสุดมาตรการเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนมาตรการอย่างมีนัยสำคัญ ดังจะเห็นได้จากผลการศึกษา 3 เขตมาตรการ พบว่าช่วงเวลาก่อนและระหว่างมาตรการเขตที่ 1 ปลาทูมีขนาดใหญ่กว่าขนาดแรกสืบพันธุ์ (17 เซนติเมตร) เมื่อสิ้นสุดมาตรการพบปลาทูมีขนาดเล็กเกิดขึ้น ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 10 เซนติเมตรขึ้นไป สอดคล้องกับขนาดลูกปลาทูในเขตมาตรการที่ 2 และ 3 ที่พบว่ามีขนาดความยาวเพิ่มขึ้นหลังสิ้นสุดมาตรการ แสดงให้เห็นว่ามีปลาทูขนาดเล็กเข้ามาทดแทนประชากรปลาทูหลังสิ้นสุดมาตรการทั้ง 3 เขต รวมถึงสถิติการจับสัตว์น้ำเขตอ่าวไทยตอนกลาง เพิ่มขึ้นจาก 198 กิโลกรัมต่อวันในปี 2567 เป็น 276 กิโลกรัมต่อวัน ในปี 2568 แสดงให้เห็นว่ามาตรการปิดอ่าวไทยมีความเหมาะสมและสอดคล้องกันกับวงจรชีวิตสัตว์น้ำ สามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลดีต่อความมั่นคงด้านรายได้ของชาวประมงในระยะยาว

    สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร ขอขอบคุณพี่น้องชาวประมงทุกท่านที่ให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดตลอดมา และขอประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องชาวประมงในพื้นที่ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำให้เกิดความสมดุลกับกำลังการผลิตของธรรมชาติ ทำการประมงอย่างรับผิดชอบและปฏิบัติตามแนวทางของมาตรการ คือ “งดจับปลาฤดูมีไข่ อนุรักษ์ไว้ใช้อย่างยั่งยืน”

    โดยขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมง ผู้ประกอบการ และประชาชนทุกภาคส่วน ร่วมกันปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศให้คงอยู่สืบไปสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร ในวันและเวลาราชการ

    กิตติศักดิ์  นาคสมพงษ์ ผู้สื่อข่าวtop new ทั่วไทย จ.สมุทรสาคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1488581&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GtIwwnHbJo7cXaBFVJ6Tn

  • โจรใต้ป่วนนราฯ! ลอบวางบึ้ม 2 อำเภอ 7 ลูก จนท.รุดตรวจสอบพื้นที่ ไร้ผู้บาดเจ็บ | TOPNEWS

    โจรใต้ป่วนนราฯ! ลอบวางบึ้ม 2 อำเภอ 7 ลูก จนท.รุดตรวจสอบพื้นที่ ไร้ผู้บาดเจ็บ | TOPNEWS

    ต่อมาเวลา 00.00 น. ได้เกิดเหตุระเบิดดังขึ้นห่างจากจุดแรก ประมาณ 300 เมตร ที่บริเวณถังขยะหน้าสำนักงานปศุสัตว์ อ.ยี่งอ ซึ่งตั้งอยู่ ถ.เทศบาล 3 ม.7 ต.ยี่งอ

    และเวลา 02.00 น. ได้เกิดเหตุระเบิดดังขึ้นที่ถังขยะหน้าร้านซ่อมโทรศัพท์มือถือไอโพน ม.7 ต.ยี่งอ

    จนกระทั่งในเวลา 04.00 น.ได้เกิดเหตุระเบิดดังขึ้นที่ริมถนนก่อนถึงสะพานเหล็กใกล้หอนาฬิการ ม.7 ต.ยี่งอ

    และล่าสุดก็ได้เกิดเสียงระเบิดลูกที่ 5 ดังขึ้นที่บริเวณพุ่มไม้ริมถนนก่อนถึงทางออก อ.ยี่งอ ม.2 ต.ยี่งอ ซึ่งทั้ง 5 จุดเจ้าหน้าที่ได้กันพื้นที่เพื่อความปลอดภัย และได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบในช่วงเช้า ซึ่งระเบิดทั้ง 5 จุด ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ

    ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด และสามารถบันทึกพฤติกรรมของคนร้ายเอาไว้ได้ จำนวน 2 คน ขี่และซ้อนท้าย รถจักรยานยนต์นำระเบิดมาวางไว้บริเวณพุ่มไม้ริมถนนก่อนถึงเส้นทางออก อ.ยี่งอ ที่มุ่งหน้าไปยังถนนเพชรเกษมสาย 42

    ส่วนพื้นที่ อ.ระแงะนั้น เมื่อเวลา 23.32 น. พ.ต.อ.ศุภชัช ณ พัทลุง ผกก.สภ.ระแงะ ได้รับแจ้งจาก นายสุรัตน์ รัตน์เจริญ เจ้าของร้านขายของชำรัตน์เจริญ ตั้งอยู่เลขที่ 27-29 ม.7 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ โดยเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดอโณทัย ได้เข้าตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าสินค้าที่ตั้งไว้บนชั้นภายในร้านได้รับความเสียหาย

    ต่อมาเวลา 01.00 น. ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่ถังขยะบริเวณตรงข้ามสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 3 ซึ่งตั้งอยู่ ม.1 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ โดยที่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ

    ซึ่งเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่า เป็นฝีมือการกระทำของกลุ่มสมาชิกผู้ก่อเหตุรุนแรง ได้นัดแนะกันเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นก่อนที่จะถึงเดือนรอมฎอน หรือเทศกาลถือถืออดของพี่น้องชาวไทยมุสลิม

           

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1488405&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2e6iezjGL-loQt-NS2ZVEL

  • เราเที่ยวด้วยกัน เฟสใหม่ 2569 จับตารัฐบาลอนุทิน เดินหน้าต่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เราเที่ยวด้วยกัน เฟสใหม่ 2569 จับตารัฐบาลอนุทิน เดินหน้าต่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เราเที่ยวด้วยกัน เฟสใหม่ 2569 จับตารัฐบาลอนุทิน เดินหน้าต่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่องความเป็นไปได้ นโยบายครั้งใหม่ 

    “เราเที่ยวด้วยกัน” ในช่วงที่ผ่านมาและแนวโน้มในปี 2569 มีรายละเอียดดังนี้ครับ

    1. ยอดใช้จ่ายโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” (เฟส 1 – 5)

    ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและธนาคารกรุงไทย ระบุว่าโครงการที่ดำเนินการมาทั้งหมด 5 เฟส (ตั้งแต่ปี 2563 – 2566) มีสถิติการใช้จ่ายที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

    งบประมาณที่รัฐใช้สนับสนุน: ประมาณ 24,016 ล้านบาท

    ยอดใช้จ่ายรวม (เงินสะพัด): ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจทางตรงรวมกว่า 58,621 ล้านบาท

    จำนวนสิทธิที่ใช้: มีการใช้สิทธิห้องพักรวมประมาณ 12.06 ล้านห้อง/คืน

    โครงการนี้ริเริ่มและดำเนินการส่วนใหญ่ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมี คุณอนุทิน ชาญวีรกูลดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี (กำกับดูแลกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ในบางช่วง) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่พรรคร่วมรัฐบาลผลักดันเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 

    2. โครงการในปี 2569 (รัฐบาลปัจจุบัน)

    สำหรับปี 2569 ภายใต้การนำของ คุณแพทองธาร ชินวัตร (ซึ่งคุณอนุทินยังคงเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) แนวโน้มของโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” หรือโครงการในลักษณะใกล้เคียงกันมีทิศทางดังนี้:

    ยังไม่มีการประกาศ “เราเที่ยวด้วยกัน” โดยตรงสำหรับปี 2569: ปัจจุบันรัฐบาลเน้นไปที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” หรือ “เราเที่ยวด้วยกัน 2568” ที่มีการปรับรูปแบบเพื่อเน้นการท่องเที่ยว “เมืองรอง” และ “วันธรรมดา” มากขึ้น

    งบประมาณปี 2569: ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 รัฐบาลมีการตั้งงบเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการท่องเที่ยวไว้ แต่จะเน้นไปที่การลดหย่อนภาษีและการสนับสนุนการจัดสัมมนาในเมืองรองมากกว่าการแจกเงินอุดหนุนค่าที่พักโดยตรงแบบเฟสเก่าๆ

    การผลักดันจากฝั่งคุณอนุทิน: ในปี 2568-2569 คุณอนุทินและพรรคภูมิใจไทยได้เสนอโมเดล “คนละครึ่ง พลัส”ซึ่งอาจครอบคลุมถึงการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวด้วย แต่ทั้งนี้ต้องรอผลการอนุมัติงบประมาณและมติ ครม. ในแต่ละไตรมาสอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2914322&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05t_5lc-AiWq1D1VNnrQ_S

  • เวิลด์แบงก์ หั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือโตแค่ 1.6% หนี้ครัวเรือนสูง-ท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า

    เวิลด์แบงก์ หั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือโตแค่ 1.6% หนี้ครัวเรือนสูง-ท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า

    ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายในการยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางการแข่งขันในเวทีโลกที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้น การวิเคราะห์ล่าสุดจากธนาคารโลก ในรายงานตามติดเศรษฐกิจไทย (Thailand Economic Monitor) ชี้ว่าอุตสาหกรรมการผลิตสีเขียวขั้นสูงเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้กลับมามีพลวัตอีกครั้ง การขยายไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและปล่อยคาร์บอนต่ำ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ สร้างงาน และทำให้ประเทศไทยสามารถปรับตัวต่อทิศทางอุปสงค์ของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้

    ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก ระบุ การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยคาดว่าจะชะลอลงเหลือร้อยละ 1.6 ในปี 2569 สะท้อนผลจากภาวะการค้าโลกที่ชะลอตัว ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ช้าลง โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเป็นร้อยละ 2.2 ในปี 2570 จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น การลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งขึ้น และโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเงินลงทุนจริง

    ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก เวิลด์แบงก์ หั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือโตแค่ 1.6% หนี้ครัวเรือนสูง-ท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า

    เมลินดา กู้ด ผู้อำนวยการประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก ระบุ ภาคการผลิตยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย คิดเป็นร้อยละ 25 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และร้อยละ 16 ของการจ้างงาน หรือประมาณ 6.2 ล้านตำแหน่ง รายงานระบุว่าสินค้าส่งออกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทยมีสัดส่วนเกือบร้อยละ 10 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด และโดยเฉลี่ยมีความซับซ้อนทางเทคโนโลยีสูงกว่าสินค้าที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    “อุตสาหกรรมการผลิตสีเขียวขั้นสูงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทย และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต เสริมสร้างความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจ และสร้างงานที่มีคุณภาพ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังกำหนดรูปแบบการเติบโตระยะต่อไป การประชุมประจำปีของกลุ่มธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศที่จะจัดขึ้นในกรุงเทพฯ ครั้งนี้นับว่าเหมาะสมอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้”

    รายงานชี้ว่า ยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน อุปกรณ์เซลล์แสงอาทิตย์ และเทคโนโลยีระบบทำความเย็นที่ประหยัดพลังงาน เป็นห่วงโซ่มูลค่าสีเขียวที่ประเทศไทยมีศักยภาพที่แข็งแกร่งเป็นทุนเดิม และสามารถต่อยอดไปสู่การผลิตที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้ ปัจจุบันเครื่องปรับอากาศที่ผลิตในประเทศไทยมีสัดส่วนเกือบหนึ่งในสามของตลาดโลก หรือร้อยละ 10 ของการส่งออกเครื่องปรับอากาศทั่วโลก ขณะที่ในภาคยานยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ส่วนใหญ่ที่ผลิตในประเทศไทยในปัจจุบันยังสามารถนำไปใช้กับยานยนต์ไฟฟ้าได้ ซึ่งจะช่วยรักษาการจ้างงานควบคู่ไปกับการยกระดับกระบวนการผลิต

    เมลินดา กู้ด ผู้อำนวยการประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก  

    เพื่อปลดล็อกโอกาสเหล่านี้ รายงานเน้นย้ำถึงนโยบายที่ดึงดูดการลงทุน สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี เสริมความเข้มแข็งให้กับซัพพลายเออร์ในประเทศ และกำหนดแรงจูงใจที่ชัดเจนสำหรับการผลิตคาร์บอนต่ำ มาตรการเหล่านี้ร่วมกันจะช่วยให้อุตสาหกรรมการผลิตสีเขียวกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของการเติบโตที่ยั่งยืนและทั่วถึงของประเทศไทย

    “ประเทศไทยมีองค์ประกอบพื้นฐานหลายอย่างที่จะช่วยส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมขั้นสูงอยู่แล้ว และยังมีศักยภาพที่ยังไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์อีกมาก การวิเคราะห์ของเราชี้ว่าการขยายอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอาจช่วยเพิ่ม GDP ได้อีกร้อยละ 2.9 ภายในปี 2578 โอกาสสำคัญในขณะนี้คือการก้าวข้ามจากการประกอบไปสู่การผลิตที่มีมูลค่าสูงขึ้น”

    รายงานยังเรียกร้องให้มีการปฏิรูปเพื่อเสริมสร้างฐานรากการเติบโตของประเทศไทย อาทิ การส่งเสริมการแข่งขัน การยกระดับทักษะแรงงาน และการปรับสมดุลทางการคลัง การส่งเสริมการแข่งขันในภาคบริการและโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยยกระดับผลิตภาพและดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ ขณะที่การฝึกอบรมและการยกระดับทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมจะช่วยให้แรงงานสามารถย้ายเข้าสู่ภาคส่วนที่เติบโตเร็ว เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และอุตสาหกรรมการผลิตสีเขียว การฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลังอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผ่านการใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและการขยายฐานรายได้ จะสนับสนุนการปฏิรูปเหล่านี้และช่วยให้ประเทศไทยคว้าโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ได้

    เวิลด์แบงก์ หั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือโตแค่ 1.6% หนี้ครัวเรือนสูง-ท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378973596&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AroLzfuXkWsIw0JiBxjiU

  • ต่างชาติไม่เกรงกฎหมาย เปิดบาร์เถื่อนย่านท่องเที่ยว | TOPNEWS

    ต่างชาติไม่เกรงกฎหมาย เปิดบาร์เถื่อนย่านท่องเที่ยว | TOPNEWS

    ต่างชาติไม่เกรงกฎหมาย เปิดบาร์เถื่อนย่านท่องเที่ยว

    • เผยแพร่ : 15/02/2026 21:38

    วันที่ 15 ก.พ. 2569 ที่กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดภูเก็ต นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานแถลงข่าวผลการจับกุม บาร์แห่งหนึ่งลักลอบเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต เปิดเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด และลักลอบจำหน่ายบารากู่ สืบเนื่องจากเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. ของวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดภูเก็ต ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า บาร์แห่งนี้ มีชาวต่างชาติ (สัญชาติรัสเซีย) ลักลอบเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต มีการจัดแสดงดนตรี เปิดให้บริการเกินเวลา และจำหน่ายบารากู่ภายในร้าน

    ต่อมา นายนนิรัตน์ พงศ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดภูเก็ต นำโดย นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต และนายดนัย สุขสกุล ป้องกันจังหวัดภูเก็ต พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ผู้ช่วยป้องกันจังหวัด และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน เข้าตรวจสอบสถานที่ดังกล่าว จากการตรวจสอบพบว่า ร้านเปิดให้บริการในลักษณะสถานบริการจริง มีการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม มีดีเจเปิดเพลงเพื่อความบันเทิง และมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินั่งดื่มกินจำนวนมาก ภายในร้านพบการสูบบารากู่หลายจุด โดยมี MR.KAMIL (สัญชาติรัสเซีย) ทำหน้าที่ดูแลกิจการภายในร้าน และพบพนักงานบางส่วนเป็นคนต่างด้าว (สัญชาติพม่า) เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง และตรวจยึดตัวยา อุปกรณ์สูบบารากู่จำนวนมาก พร้อมเงินสดของกลางจำนวนหนึ่ง ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหา 2 คน ดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ข้อกล่าวหาผู้ต้องหาสัญชาติรัสเซีย ได้แก่ 1. ซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ่งรับจำนำหรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของเนื่องด้วยความผิด ตามมาตรา 242 และมาตรา 246 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ประกอบข้อ 4 แห่งประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดให้บารากู่ไฟฟ้า หรือบุหรี่ไฟฟ้า เป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร 2. ขายหรือให้บริการสินค้าบารากู่ บารากู่ไฟฟ้า หรือบุหรี่ไฟฟ้า หรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า โดยฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 3. ตั้งสถานบริการประเภทที่มีอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่ม จำหน่ายหรือให้บริการ โดยจัดให้มีการเต้น หรือยินยอมให้มีการเต้น หรือจัดให้มีการแสดงดนตรีหรือการแสดงอื่นใดเพื่อความบันเทิง ซึ่งเปิดทำการหลังเวลา 24.00 นาฬิกา ตามมาตรา 3 (4) (ค) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยไม่ได้รับอนุญาต 4. ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาที่รัฐมนตรีกำหนดเวลาห้ามขาย ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 28 5. เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตทำงาน มีความผิดตามมาตรา 8 พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 6. จ้างคนต่างด้าวเข้าทำงานโดยไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบชื่อและสัญชาติของคนต่างด้าวภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่จ้าง มีความผิดตามมาตรา 13 พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และข้อกล่าวหาผู้ต้องหาสัญชาติพม่า คือ ไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบถึงผู้เป็นนายจ้าง สถานที่ทำงาน และลักษณะงานหลักที่ทำ ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่เข้าทำงาน มีความผิดตามมาตรา 64/2 พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เชิงทะเล เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการจัดระเบียบสังคมและกวาดล้างธุรกิจผิดกฎหมายในย่านท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ต และป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจที่ขัดต่อกฎหมายไทยโดยไม่เกรงกลัวอาญาบ้านเมือง

    จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ปก web แลนด์มาร์คใหม่..วิวดอย

    image

    ต่างชาติไม่เกรงกฎหมาย เปิดบาร์เถื่อนย่านท่องเที่ยว

    กาญจนบุรี/// ร้านออมทรัพย์ตลาดสด(เก่า)เทศบาลเมืองกาญจนบุรี จัดจำหน่ายของมงคลต้อนรับวันตรุษจีน 2569 สร้างสีสันรับปีใหม่จีน

    เชียงใหม่ เตรียมจัดงาน “เสน่ห์วัฒนธรรมล้านนาสู่สากล” ฉลองเมือง 730 ปี ดันแฟชั่นชุดไทย–Soft Power อาหารและดนตรีพื้นถิ่นสู่เวทีโลก

    เชียงใหม่ ผนึกพลัง 5 องค์กรหลัก! ปูพรมภาคเหนือ ฉีด “วัคซีนจราจร” เด็กปฐมวัย ดันศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนยั่งยืน

    “อนุทิน” โพสต์ขอบคุณทุกเสียงไว้วางใจ “ภูมิใจไทย” ลั่นจะไม่ทำให้ผิดหวัง พร้อมรับผิดชอบงานความมั่นคง เดินหน้าทีมประเทศไทยฟื้นศก. ทุกพรรคร่วมรัฐบาล มีเป้าหมายเดียวกัน ทำให้ปชช.มีรายได้ดีขึ้น

    ราชบุรี///วัดดังราชบุรีจัดพิธีใหญ่ ปิดทองฝังลูกนิมิต–ปลุกเสกวัตถุมงคลกลางเวหา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1488910&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31EKxK3gXkpUekabiOBdl3