Blog

  • ดร. ลารีญานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน กล่าวว่า  ประเด็นที่คุณพูดถึงเป็นเรื่องในอดีต ขณะนี้ในการเจรจาได้ตกลงกันว่าจะหารือเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์เท่านั้น และหัวข้ออื่นใดจะทำให้การเจรจาสะดุด

    ดร. ลารีญานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน กล่าวว่า ประเด็นที่คุณพูดถึงเป็นเรื่องในอดีต ขณะนี้ในการเจรจาได้ตกลงกันว่าจะหารือเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์เท่านั้น และหัวข้ออื่นใดจะทำให้การเจรจาสะดุด

    🔹 ดร. ลารีญานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน กล่าวว่า

    🔹 ประเด็นที่คุณพูดถึงเป็นเรื่องในอดีต ขณะนี้ในการเจรจาได้ตกลงกันว่าจะหารือเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์เท่านั้น และหัวข้ออื่นใดจะทำให้การเจรจาสะดุด

    🔹 ประเด็นขีปนาวุธไม่เกี่ยวข้องกับการเจรจา และถือเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่าน ดังนั้นจะไม่มีการพูดถึงในกรอบการเจรจาครั้งนี้

    🔹 สิ่งที่ถูกหยิบยกในประเด็นนิวเคลียร์อยู่ในทิศทางที่เหมาะสม และทั้งสองฝ่ายสามารถใช้เป็นพื้นฐานในการหารือได้

    🔹 นายทรัมป์ประกาศว่าเป้าหมายของการเจรจาคือเพื่อไม่ให้อิหร่านมุ่งสู่การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งอิหร่านเห็นด้วยกับหลักการนี้ และพร้อมเจรจาในเรื่องดังกล่าว

    🔹 ในแง่ของข้อเรียกร้องต่าง ๆ อิหร่านไม่ได้เจรจากับอิสราเอล แต่เจรจากับสหรัฐฯ โดยตรง

    🔹 สหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวข้องในประเด็นนี้ แต่อิสราเอลพยายามเข้ามาแทรกแซงและทำให้การเจรจาล้มเหลว

    🔹 อิสราเอลมีบทบาทเชิงผจญภัยในภูมิภาค ไม่เพียงต่ออิหร่าน แต่รวมถึงกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และตุรกีด้วย

    🔹 ผู้นำประเทศในภูมิภาคต่างทราบว่าอิสราเอลมีแผนสร้างความปั่นป่วนในภูมิภาค และไม่ได้มุ่งเป้าเฉพาะอิหร่านเท่านั้น

    🔹 อิหร่านมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและดีมากกับตุรกีมาโดยตลอด แม้ในช่วงวิกฤตรัฐประหาร อิหร่านก็ให้ความช่วยเหลือเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย

    🔹 กับซาอุดีอาระเบีย ในอดีตก็มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด โดยเฉพาะในสมัยกษัตริย์อับดุลลอฮ์ และการเยือนของประธานาธิบดีอิหร่านในช่วงก่อนหน้านั้น

    🔹 อิหร่านยังมีความสัมพันธ์ฉันมิตรกับอียิปต์ และมีการเดินทางเยือนเพื่อแก้ไขประเด็นต่าง ๆ

    🔹 แม้จะมีแรงกดดันจากสหรัฐฯ ต่อประเทศเหล่านี้ แต่อิหร่านยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและให้เกียรติกับประเทศสำคัญในภูมิภาค

    🔹 แม้อาจมีความเห็นต่างในบางประเด็น เช่น ปาเลสไตน์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นศัตรูกัน

  • ผนึกพลังเครือข่ายการศึกษา จัด “กีฬาสร้างสรรค์ คุรุสัมพันธ์เชียงใหม่ ครั้งที่ 2”

    ผนึกพลังเครือข่ายการศึกษา จัด “กีฬาสร้างสรรค์ คุรุสัมพันธ์เชียงใหม่ ครั้งที่ 2”

    วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.30 น. ณ สนามกีฬามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตเชียงใหม่ นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “เครือข่ายการศึกษา กีฬาสร้างสรรค์ คุรุสัมพันธ์เชียงใหม่ ครั้งที่ 2” พร้อมด้วย นายอนุกูล  ศรีสมบัติ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 /คณะกรรมการจัดกิจกรรม กล่าววัตถุประสงค์และความเป็นมาของการจัดกิจกรรม โดยมีคณะผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้มีเกียรติ ร่วมกิจกรรม

    นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การจัดกิจกรรม “เครือข่ายการศึกษา กีฬาสร้างสรรค์ คุรุสัมพันธ์เชียงใหม่ ครั้งที่ 2” นับเป็นอีกหนึ่งรูปธรรม ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของเครือข่ายการศึกษา ที่ร่วมกันส่งเสริมทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต  ควบคู่ไปกับการสร้างความสามัคคี ความสัมพันธ์อันดี และความร่วมมือระหว่างผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่กีฬามิได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อชัยชนะ แต่เป็นสื่อสร้างสรรค์ที่ช่วยหล่อหลอมจิตใจ สร้างน้ำใจนักกีฬา ความมีวินัย การเคารพกติกา และที่สำคัญ คือ การเชื่อมโยงมิตรภาพและความเข้าใจอันดี ซึ่งจะนำไปสู่การทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งในอนาคต

    เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า กิจกรรม “เครือข่ายการศึกษา กีฬาสร้างสรรค์  คุรุสัมพันธ์เชียงใหม่ ครั้งที่ 2” จะเป็นเวทีแห่งความสุข ความอบอุ่น และเป็น แรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาการศึกษา ผ่านพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน
    ในโอกาสนี้ ขอขอบคุณคณะผู้จัด คณะกรรมการดำเนินงานสำนักงานเขต- พื้นที่การศึกษา เครือข่ายสถานศึกษา และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ จนทำให้กิจกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เปี่ยมด้วยมิตรภาพ ตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรม 

    นายอนุกูล  ศรีสมบัติ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 กล่าวว่า ตามที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 ร่วมกับชมรมผู้บริหารสถานศึกษา และเครือข่ายทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ ศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 1 – 6,สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่, สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงใหม่, สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดเชียงใหม่, สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษกลุ่ม 6, กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 33, สมาคมสถานศึกษาเอกชนจังหวัดเชียงใหม่ สมาคมผู้บริหารโรงเรียนเอกชนจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพกาย สุขภาพจิต การสร้างความสามัคคี ความสัมพันธ์อันดี ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ จึงได้จัดกิจกรรม “เครือข่ายการศึกษา กีฬาสร้างสรรค์ คุรุสัมพันธ์เชียงใหม่ ครั้งที่ 2”

    โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเพื่อสร้างเครือข่ายความสามัคคีและความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อส่งเสริมสุขภาพกาย สุขภาพจิต และการใช้เวลาว่างในการออกกำลังกายอย่างสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาและขยายเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งภาครัฐและเอกชน
เพื่อสร้างเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดีผ่านกิจกรรมกีฬาสร้างสรรค์

    สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาจากเครือข่ายต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีกิจกรรมการแข่งขันกีฬา ได้แก่ ฟุตบอลชาย 11 คน,วอลเล่ย์บอลหญิง, เซปักตะกร้อ, เปตอง, กีฬามหาสนุก และกิจกรรมสัมพันธ์ที่เน้นความสนุกสนาน ความมีน้ำใจนักกีฬา และการมีส่วนร่วมเป็นสำคัญความสำเร็จของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1และหน่วยงานทางการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่
คณะผู้บริหารสถานศึกษา คณะกรรมการจัดกิจกรรมหน่วยงานภาคีเครือข่ายและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/sport/3882938/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H6gKaIw0eTg8vZKecY2zi

  • Silklife เปลี่ยนไหมไทยสู่นวัตกรรมแพทย์สากล สร้างรายได้เกษตรกร : อินโฟเควสท์

    Silklife เปลี่ยนไหมไทยสู่นวัตกรรมแพทย์สากล สร้างรายได้เกษตรกร : อินโฟเควสท์

    นักวิจัยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พลิกโฉม “ไหมไทย” จากผ้าพื้นเมืองสู่วัสดุการแพทย์ไฮเทค พัฒนาโปรตีนไหมเป็นแพลตฟอร์มผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ตั้งแต่แผ่นแปะบรรเทาปวด เนื้อเยื่อเทียม ไปจนถึงเจลฉีดข้อ ช่วยในการรักษาผู้ป่วย ลดการพึ่งพาวัสดุนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้เกษตรกร ส่งผลราคารังไหมพุ่งกิโลกรัมละหลักหมื่นบาท

    ในยุคที่อุตสาหกรรมการแพทย์ไทยขยายตัวอย่างก้าวกระโดด แต่ยังคงเผชิญความท้าทายจากการต้องพึ่งพาวัสดุนำเข้าจากต่างประเทศ ล่าสุดคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดตัวโครงการ “Silklife” นวัตกรรมที่เปลี่ยน “ไหมไทย” มรดกทางวัฒนธรรม ให้กลายเป็นวัสดุทางการแพทย์มาตรฐานสากล เพื่อสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    ถอดรหัสความลับ “ไหมไทย” ทำไมถึงดีกว่า?

    รองศาสตราจารย์ ดร.จุฑามาศ รัตนวราภรณ์ ประธานหลักสูตรวิศวกรรมชีวเวช คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และหัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่า จากการศึกษาโปรตีนไหมไทยมานานกว่า 15 ปี พบว่าไหมไทยมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่โดดเด่นและแตกต่างจากไหมญี่ปุ่นหรืออิตาลีอย่างสิ้นเชิง

    “ประเทศไทยเรามีทรัพยากรธรรมชาติและสมุนไพรที่มีมูลค่ามหาศาล การวิจัยไม่ควรจบแค่การตีพิมพ์ผลงาน แต่ควรจะถูกนำไปใช้ได้จริง ดังนั้น การทำวิจัยจึงต้องมองให้ครบทุกมิติตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ยกระดับคุณภาพโดยยึดมาตรฐานสากล ตั้งแต่แปลงหม่อนในจังหวัดราชบุรี โรงเรือนเลี้ยงหม่อน กระบวนการผลิตในโรงงาน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ใช้กับผู้ป่วย”

    โครงการวิจัย Silklife จึงไม่เพียงพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรและการขึ้นทะเบียน อย. แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรและระบบนิเวศด้วย

    นอกจากนี้ โปรตีน “ไฟโบรอิน” ในเส้นใยไหมยังมีความแข็งแรงเชิงกลสูงคล้ายใยแมงมุม และมีความปลอดภัยสูงมาก (Low Immunogenicity) เมื่อย่อยสลายในร่างกายจะกลายเป็นกรดอะมิโนที่ไม่ทิ้งสารตกค้าง ต่างจากโพลิเมอร์สังเคราะห์ หรือคอลลาเจนที่มักก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากร่างกาย

    “หนอนไหมสร้างโปรตีนเป็นเส้นใยเพื่อห่อหุ้มตัวเองในช่วงที่กำลังจะเปลี่ยนจากดักแด้เป็นผีเสื้อ ดังนั้นโปรตีนนี้จึงมีความแข็งแรงเป็นพิเศษเพื่อปกป้องดักแด้ คล้ายกับใยแมงมุมที่มีความเหนียวเพื่อดักจับเหยื่อ” รองศาสตราจารย์ ดร.จุฑามาศ กล่าว

    จากห้องแล็บสู่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้จริง

    โครงการ Silklife ประสบความสำเร็จในการพัฒนาแพลตฟอร์มผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่หลากหลาย อาทิ วัสดุทันตกรรมและเนื้อเยื่อเทียม ซึ่งใช้โครงสร้างโปรตีนไหมเป็นที่อยู่ของเซลล์เพื่อฟื้นฟูเนื้อเยื่อ, เจลฉีดข้อ นวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุที่ช่วยลดการเสียดสีและบรรเทาอาการอักเสบ รวมถึง แผ่นแปะช่วยนอนหลับ ระบบนำส่งยาผ่านผิวหนังที่มีประสิทธิภาพสูง

    ปัจจุบันนวัตกรรมเหล่านี้ได้รับการจดสิทธิบัตรและขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เรียบร้อยแล้ว พร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ผ่านบริษัทสตาร์ตอัป Enginelife

    โมเดลเศรษฐกิจ “ไม่ทิ้งต้นทาง”

    หัวใจสำคัญของ Silklife คือการเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับวิถีชีวิตเกษตรกร โดยทีมวิจัยได้สร้างต้นแบบการเลี้ยงหนอนไหมอินทรีย์บนพื้นที่ 5 ไร่ ในจังหวัดราชบุรี ซึ่งได้รับมาตรฐาน มกษ. 9000 (มาตรฐานเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ)

    สำหรับการยกระดับสู่ “ไหมเกรดการแพทย์” ช่วยเปลี่ยนชีวิตเกษตรกรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม จากเดิมที่ขายรังไหมเพื่อทอผ้าได้กิโลกรัมละประมาณ 1,000 บาท แต่เมื่อเข้าสู่โครงการเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ของ Silklife เกษตรกรสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้รังไหมได้สูงถึง กิโลกรัมละหลักหมื่นบาท เนื่องจากเป็นวัตถุดิบคุณภาพสูงที่ผ่านการควบคุมตั้งแต่ดิน ปุ๋ย และกระบวนการผลิตที่ปราศจากสารปนเปื้อน

    “โครงการนี้ส่งผลให้เกษตรกรได้รับการพัฒนาทักษะและความรู้ในการผลิตตามมาตรฐาน มีรายได้ที่มั่นคงและสูงขึ้น” รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ “ปัจจุบันมีเกษตรกรหนึ่งครัวเรือนเป็นต้นแบบในเกษตรพันธสัญญา (Contract farming) แทนที่จะขายรังไหมกิโลกรัมละ 1,000 กว่าบาท เกษตรกรที่ร่วมโครงการสามารถขายรังไหมสำหรับตลาดผลิตภัณฑ์การแพทย์ โดยได้มูลค่ากิโลกรัมละหลักหมื่นบาทได้”

    วิสัยทัศน์สู่อนาคต

    รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวถึงเป้าหมายระยะสั้นของทีม Silklife คือการผลักดันผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดให้มากที่สุด เพื่อสร้างการยอมรับและความเชื่อมั่น ทำให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ในด้านวัสดุทางการแพทย์ ลดดุลการค้า และสร้างความมั่งคั่งให้แก่เกษตรกรผู้เป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรม

    “เมื่อคนเห็นผลิตภัณฑ์เยอะ ๆ การยอมรับก็จะเกิดขึ้น วันหนึ่งมันจะเป็นเหมือนคอลลาเจนที่คนมั่นใจว่าปลอดภัยและมีศักยภาพสูง”

    ส่วนวิสัยทัศน์ระยะยาว รศ.ดร.จุฑามาศ หวังว่าจะมีการนำไหมไทยไปใช้ทางการแพทย์ในวงกว้างขึ้น มีนักวิจัยและภาคเอกชนให้ความสนใจมากขึ้นด้วย

    “เมื่อปลายทางมีความต้องการมาก ต้นทางก็ต้องเพิ่มจำนวนขึ้นตาม ดังนั้นเกษตรกรจะผลิตได้มากขึ้น มีรายได้สูงขึ้น ที่สำคัญ ประเทศไทยจะสามารถพึ่งพาตนเองในเรื่องผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ได้ วันหนึ่งเราต้องมีผลิตภัณฑ์การแพทย์ที่เราผลิตใช้เองจากในประเทศ ไม่ใช่ว่านำเข้าทุกอย่าง ถ้ามันไม่มีตัวแรก ๆ ที่เราพึ่งตนเองได้ ก็จะไม่มีจุดเปลี่ยน”

    งานวิจัยนี้จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าทรัพยากรท้องถิ่นของเรามีค่ามหาศาล หากใส่นวัตกรรมและมาตรฐานสากลลงไป” รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวทิ้งท้าย

    ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติและสมุนไพรที่มีมูลค่ามหาศาล สิ่งสำคัญคือต้องทำวิจัยอย่างจริงจัง มองให้ครบทุกมิติตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และยึดมาตรฐานสากลเป็นหลัก สำหรับโครงการนี้ถือเป็นตัวอย่างของการวิจัยที่ครอบคลุมทั้งมิติวิชาการ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นงานการวิจัยที่ “ไม่ทิ้งต้นทาง ไม่ลืมปลายทาง”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRDF0IQAF77J48UE5G5DN8KUBEXRAODF&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GJhzS13dCVk3zBrOQEhgZ

  • หากเรากิน “ไข่วันละฟอง” เปิดผลวิจัย จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย?

    หากเรากิน “ไข่วันละฟอง” เปิดผลวิจัย จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย?

    มหัศจรรย์ “ไข่วันละฟอง” แหล่งโปรตีนถูกและดี วิจัยยืนยันช่วยลดเสี่ยง 3 โรคร้าย ส่งเสริมสุขภาพให้อายุยืนยาว

    ไข่ไก่ถือเป็นอาหารที่หาซื้อง่าย ราคาประหยัด และรับประทานสะดวก แต่คุณค่าทางโภชนาการนั้นกลับสูงเกินราคา เพราะอุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพดี เลซิติน รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ล่าสุดมีงานวิจัยระบุว่าการรับประทานไข่ในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละสัปดาห์ มีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรงและช่วยให้อายุยืนยาวขึ้นได้

    ข้อมูลจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Nutrients เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2025 ระบุว่า การรับประทานไข่ไก่ 1–6 ฟองต่อสัปดาห์ มีส่วนช่วยยืดอายุของผู้สูงอายุและลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญ

    สถิติที่น่าสนใจจากการบริโภคไข่

    จากการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มผู้ที่รับประทานไข่และไม่รับประทานไข่ พบผลลัพธ์ที่น่าทึ่งดังนี้:

    • กลุ่มที่กินไข่ 1–6 ฟองต่อสัปดาห์: มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจลดลงร้อยละ 29 และลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุลงร้อยละ 15
    • กลุ่มที่มีภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ: หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ยังคงสามารถลดความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจได้ถึงร้อยละ 27

    นอกจากนี้ ทีมวิจัยจาก มหาวิทยาลัยบอสตัน (Boston University) สหรัฐอเมริกา ยังได้เผยแพร่ผลการศึกษาในวารสาร Nutrients เมื่อปี 2023 ว่าการรับประทานไข่ตั้งแต่ 5 ฟองขึ้นไปต่อสัปดาห์ ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ร้อยละ 28 และลดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงได้ร้อยละ 32

    ปริมาณไข่ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล

    ตามคำแนะนำของ คู่มืออาหารสำหรับชาวจีน (Dietary Guidelines for Chinese Residents 2022) ระบุว่าโดยปกติแล้วผู้ใหญ่ควรบริโภคไข่ประมาณ 300–350 กรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งสำหรับคนสุขภาพดีทั่วไป การรับประทานไข่ทั้งฟองวันละ 1 ฟอง ถือเป็นปริมาณที่เหมาะสมอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม มีข้อแนะนำสำหรับกลุ่มเฉพาะดังนี้:

    • กลุ่มเสี่ยงโรคหัวใจและไขมันสูง: ผู้ที่มีภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง โรคหัวใจหลอดเลือด หรือกลุ่มเสี่ยงสูง ไม่จำเป็นต้องเลิกกินไข่โดยเด็ดขาด แต่ควรจำกัดปริมาณให้อยู่ที่ประมาณ 1 ฟอง วันเว้นวัน
    • ผู้ป่วยระยะพักฟื้น: ในกรณีที่ได้รับโปรตีนจากเนื้อสัตว์อื่นไม่เพียงพอ สามารถรับประทานไข่ได้วันละ 1–2 ฟอง
    • กลุ่มที่ต้องการพลังงานและโปรตีนสูง: เด็กและวัยรุ่นในวัยเจริญเติบโต หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และผู้ที่ออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ สามารถรับประทานไข่ได้วันละ 1–2 ฟอง

    วิธีประกอบอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีที่สุด

    การเลือกวิธีปรุงไข่ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนและย่อยง่าย นักโภชนาการแนะนำวิธีการปรุงดังนี้:

    1. ไข่ต้ม: เป็นวิธีที่ดีที่สุดเพราะรสชาติเข้มข้นพอดี ไม่ต้องเติมน้ำมันหรือเกลือเพิ่ม ทำให้รักษาคุณค่าทางโภชนาการไว้ได้ครบถ้วนและร่างกายดูดซึมได้ง่าย
    2. ไข่ตุ๋น หรือ แกงจืดไข่: เป็นทางเลือกที่ดีรองลงมาสำหรับการเปลี่ยนรสชาติ
    3. ไข่ดาวน้ำ (Poached Egg): ช่วยเลี่ยงการใช้น้ำมันจากการทอดได้เป็นอย่างดี

    การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินด้วยการเพิ่มไข่ไก่ในปริมาณที่พอเหมาะ ควบคู่ไปกับการรับประทานผัก ผลไม้ และธัญพืช จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้คุณมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีอายุที่ยืนยาว

    เจาะลึกเมนูไข่ กินแบบไหนมีประโยชน์สูงสุด? ระวัง “ไข่ต้ม” อาจไม่ดีเสมอไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/women/267165/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bclp4sP7JcHuFXmRcnpV-

  • ญี่ปุ่นหลุดท็อป10 ลิสต์ยอดฮิตชาวจีนไปเที่ยวช่วงตรุษจีน หลังปมไต้หวันร้อนแรง

    ญี่ปุ่นหลุดท็อป10 ลิสต์ยอดฮิตชาวจีนไปเที่ยวช่วงตรุษจีน หลังปมไต้หวันร้อนแรง

    วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.50 น.

    วันหยุดตรุษจีน 9 วันเริ่มคึกคัก แต่ญี่ปุ่นหลุด 10 อันดับจุดหมายยอดนิยม หลังจีนเตือนประชาชนหลีกเลี่ยงเดินทาง ปมพิพาทไต้หวัน

           16 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เทศกาลวันหยุดยาวติดต่อกัน 9 วันเนื่องในวันตรุษจีนเริ่มขึ้นแล้วในวันนี้ โดยที่ญี่ปุ่นหลุดจาก 10 จุดหมายสถานที่ท่องเที่ยวในต่างประเทศสำหรับชาวจีนที่จะเดินทางในปีนี้ หลังจากทางการจีนเรียกร้องประชาชนไม่ให้เดินทางไปจีนเพราะผู้นำญี่ปุ่นจุดกระแสพิพาทเรื่องไต้หวัน

           เว็บไซต์สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นรายงานอ้างสื่อจีนว่า คาดกันว่าเกาหลีใต้จะเป็นจุดหมายท่องเที่ยวในต่างประเทศเป็นอันดับหนึ่งของชาวจีนในช่วงวันหยุดยาวตรุษจีนปีนี้ โดยจะมีชาวจีนเดินทางไปเที่ยวราว 250,000 คน เพิ่มขึ้น 1.5 เท่าจากตรุษจีนปีก่อน รองลงไปได้แก่ไทย สิงคโปร์ เวียดนาม ตุรกี และรัสเซีย ขณะที่ญี่ปุ่นอาจจะมีชาวจีนมาเที่ยวลดลงถึงร้อยละ 60 จากช่วงวันหยุดยาวตรุษจีนปีก่อน

    นายแพทย์ชาวเซี่ยงไฮ้วัย 45 ปี เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาพาครอบครัวไปฉลองตรุษจีนที่ญี่ปุ่นเป็นประจำทุกปี แต่ปีนี้ได้เปลี่ยนจุดหมายเป็นนิวซีแลนด์ เพราะไม่อยากถูกตำหนิ ขณะที่พนักงานรัฐวิสาหกิจในกรุงปักกิ่งคนหนึ่งยอมรับว่า ไม่กล้าบอกเพื่อนร่วมงานว่ากำลังจะไปทำธุระหรือพักผ่อนที่ญี่ปุ่นเพื่อ แต่สตรีเซี่ยงไฮ้วัย 30 ปีเศษรายหนึ่งกล่าวว่า เธอและบิดามารดากำลังจะไปท่องเที่ยวจังหวัดยามานาชิ เธอมองว่าคำเตือนของรัฐบาลจีนที่อ้างว่าชาวจีนตกเป็นเป้าหมายอาชญากรรมในญี่ปุ่นมากขึ้น เป็นเพียงการโฆษณาเพื่อโจมตีญี่ปุ่นเท่านั้น

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/947290&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03-pytDNnX16GepuEto91h

  • จับตา ‘คิงส์โรมัน’ เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ อนาคต อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

    จับตา ‘คิงส์โรมัน’ เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ อนาคต อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

    เศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ หรือ คิงส์โรมัน เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ตรงข้ามอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ยังคงมีการดำเนินการก่อสร้างตึก อาคารอย่างต่อเนื่อง โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงมีการวางแผนที่จะทำโครงการขนาดใหญ่ในเชิงการท่องเที่ยว และการเกษตรอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าบรรยากาศภายในเมืองแห่งนี้จะไม่ได้คึกคักเหมือนกับเมื่อ 2-3 ปีก่อนหน้านี้ซึ่งหลายฝ่ายก็จับตามองว่าในอนาคตพื้นที่แห่งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป และจะเป็นเพื่อนบ้าน คู่ค้า ที่ดีกับไทยอยู่ไหม หรือจะกลายเป็นคู่แข่งกัน

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo04.jpg

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พบกานต์ อาวัชนาการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้วิเคราะห์ว่า ปัจจุบันนี้เศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำเงียบเหงา จากศูนย์กลางความคึกคัก สู่บรรยากาศที่เงียบลง พื้นที่ดอกงิ้วคำ เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว เคยถูกคาดหวังให้เป็น “Growth Pole” ฝั่งลาว เชื่อมโยงการท่องเที่ยว การบริการ และเงินทุนจากภายนอกเข้าสู่ลุ่มน้ำโขงตอนบน แต่ภาพปัจจุบันสะท้อนการชะลอตัวอย่างชัดเจน ร้านค้าและกิจกรรมพาณิชย์โดยรอบจำนวนมากปิดตัวลง เหลือเพียงกาสิโนที่ยังดำเนินการอยู่เป็นหลัก ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของการพัฒนาแบบพึ่งพากิจกรรมเดี่ยว ซึ่งแม้จะดึงดูดเม็ดเงินจำนวนมากในระยะหนึ่ง แต่กลับสร้างการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยรอบได้จำกัด

    ในส่วนของการท่องเที่ยวข้ามแดน ก็มีปริมาณที่ลดลง และมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป การเดินทางท่องเที่ยวจากอำเภอเชียงแสนข้ามไปยังคิงโรมันในปัจจุบันมีจำนวนไม่มากนัก เมื่อเทียบกับช่วงที่พื้นที่ฝั่งลาวกำลังได้รับความนิยมสูง เหตุผลไม่ได้จำกัดอยู่ที่มาตรการด้านการเดินทางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนรสนิยมของนักท่องเที่ยว และการรับรู้ต่อภาพลักษณ์ของพื้นที่

    จากมุมมองเศรษฐศาสตร์ชายแดน สะท้อนว่าการเชื่อมต่อทางกายภาพเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอ หากขาดการเชื่อมต่อด้านกิจกรรมทางเศรษฐกิจและประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ แม้เชียงแสนและคิงส์โรมันจะอยู่ใกล้กันทางภูมิศาสตร์ แต่ระดับการพึ่งพาซึ่งกันและกันในเชิงเศรษฐกิจกลับมีจำกัด รายได้และการจ้างงานในเชียงแสนไม่ได้ผูกโยงกับกิจกรรมในคิงส์โรมันอย่างแน่นแฟ้น กิจกรรมจำนวนมากทำหน้าที่เป็น “ทางผ่านของมูลค่า” มากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่มที่ฝังอยู่ในพื้นที่ไทย กรณีนี้สะท้อนลักษณะคลาสสิกของเศรษฐกิจชายแดนแบบ enclave economy คือ มีการลงทุนขนาดใหญ่ แต่การกระจายผลประโยชน์สู่พื้นที่รอบข้างเกิดขึ้นน้อย

    สำหรับเชียงแสน จุดเปลี่ยนสำคัญอาจไม่ใช่การรอการฟื้นตัวของคิงส์โรมัน หากแต่เป็นการตอกย้ำบทบาทของตนเองในฐานะเมืองชายแดนที่ใช้ทุนทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และชุมชน เป็นแกนหลักของการพัฒนา

    ในมุมนี้ ชายแดนไม่ได้เป็นเพียง “ปลายทางของการข้ามแดน”แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องเลือกอย่างรอบคอบว่าจะเชื่อมโยงกับอะไร และเชื่อมโยงเพื่อสร้างคุณค่าแบบใดให้กับพื้นที่ของตนเองในระยะยาว

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo01.jpg

    “เศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ กับอำเภอเชียงแสนจังหวัดเชียงราย ก็ยังคงต้องเป็นคู่ค้า เมืองพี่เมืองน้องกันต่อไป เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นไทย ลาว หรือจีน แต่การที่ให้ทุกฝ่ายจะรับประโยชน์ที่เท่ากันก็ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เนื่องจากหากจะทำโครงการหรือความร่วมมืออะไรทุกฝ่ายต้องมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้เหล่านี้ก็ต้องมีการจับตามองเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติที่อาจจะไปแฝงตัวอยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจแห่งนี้ ซึ่งหากจะให้คนไปเที่ยวเพิ่มพื้นที่ตรงนี้ก็ต้องทำให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่อยากจะไปเยือนรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย” ผศ.ดร.พบกานต์ กล่าว

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo05.jpg

    ด้าน ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองว่า สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำความเข้าใจก็คือเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำในสายตาของนานาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะอย่างสหรัฐอเมริกาค่อนข้างจะมีปัญหากับทางเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้เพราะเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจขบวนการค้ายาเสพติด เป็นแหล่งฟอกเงิน ในขณะที่รัฐบาลไทยก็ไม่ได้แสดงจุดยืนที่โน้มเอียงไปทางใดทางหนึ่ง ยังมีการไปมาหาสู่กันอยู่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกับพื้นที่นี้ก็ไม่ได้มีความขัดแย้งกัน

    ในช่วงหลังมานี้พื้นที่แห่งนี้เงียบเหงา ซึ่งโดยปกติแล้วเมืองแห่งนี้จะเป็นเมืองราตรีจะมีสีสันในยามค่ำคืน ผู้คนจะออกมาท่องเที่ยวใช้ชีวิตในช่วงเวลากลางคืนอย่างคึกคัก แต่ปรากฏว่าปัจจุบันนี้คนมันหายไปมาก ซึ่งจุดนี้ตนคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับมาตรการและเฝ้าจับตามองของนานาประเทศเกี่ยวกับกรณีของสแกมเมอร์ ซึ่งพื้นที่นี้เป็นหนึ่งในจุดที่ถูกปักหมุดว่าเป็นพื้นที่ที่มีการตั้งของแก๊งหลอกลวงออนไลน์

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ผศ.ดร.ณัฐกร กล่าวต่อว่าดังนั้นเมื่อกลายเป็นพื้นที่ที่ถูกเฝ้าระวัง ส่วนหนึ่งก็ไปเข้าหูถึงรัฐบาลจีน ซึ่งในช่วงสองปีที่ผ่านมาจะเห็นภาพของความร่วมมือจากรัฐบาลจีน และทางเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ จับกุมคนที่เชื่อว่าพัวพันกับเรื่องของแก๊งหลอกลวงออนไลน์ รวมถึงธุรกิจพนันออนไลน์ที่ลักลอบตั้งอยู่ในพื้นที่ มีการจับกุมตัวและส่งกลับไปในประเทศจีน ก็ทำให้สถานการณ์การอยู่อาศัยการใช้ชีวิตในพื้นที่อาจจะยาก ซึ่งทางเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้เองก็ได้ออกมาตรการและประกาศว่าหากมีการพบเบาะแสเกี่ยวกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์เหล่านี้ ที่ยังอยู่ภายในเขตก็จะมีรางวัลนำจับให้กับคนที่ชี้เบาะแส

    “แสดงว่าตัวของเขตเศรษฐกิจพิเศษเองก็พยายามแสดงจุดยืนว่าไม่ได้สนับสนุนให้มีธุรกิจสีเทาหรือธุรกิจผิดกฎหมายหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้มันก็ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายของกลุ่มอาชญากรรมที่จะมองหาที่ทางใหม่ๆ ที่จะทำธุรกิจผิดกฎหมายต่อไป ดังนั้น คิงโรมันก็อาจจะไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มอาชญากรรมอีกต่อไป”

    “ขณะเดียวกันเชียงใหม่ก็กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมาย ที่กลุ่มแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติต้องการที่จะมาแฝงตัวทำธุรกิจผิดกฎหมายอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่มีความพร้อมในทุกมิติ ที่สามารถรองรับกลุ่มธุรกิจสีเทาเหล่านี้ได้ ทั้งที่อยู่อาศัย ความสะดวกสบาย เพราะกลุ่มคนพวกนี้ถือว่าเป็นกลุ่มคนที่มีเงินติดความสบายความหรูหรา แต่พฤติกรรมก็อาจจะเปลี่ยนไปจากเดิมที่อยู่รวมกันจำนวนมากภายในตึกเดียว ก็ต้องมีการแยกย้ายกันอยู่คนละที่ แบ่งงานกันทำ กระจายอยู่ตามพื้นที่ที่ไม่ได้ถูกเพ่งเล็งได้ง่าย อาจจะอยู่ตามหมู่บ้านจัดสรรตามชานเมือง

    ซึ่งที่ผ่านมาเราก็จะเห็นการจับกลุ่มหลายครั้งในลักษณะของคฤหาสน์หรือพูลวิลล่า ซึ่งข้อมูลในเชิงลึกที่ทราบมาคือกลุ่มคนเหล่านี้ก็มีการโยกย้ายมาจากทางเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ” ผศ.ดร.ณัฐกร กล่าว

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ขณะที่ วิโรจน์ ชายา ประธานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย กล่าวให้ข้อมูลว่า ระหว่างอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย กับเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ ในเชิงการท่องเที่ยว หากทำให้เป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันก็สามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับการทำตลาดของเรา อย่างเช่นการที่ให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวจังหวัดเชียงรายแล้วพ่วงการท่องเที่ยวไปเที่ยวที่เขตเศรษฐกิจพิเศษด้วย ซึ่งมันก็อยู่ที่แนวคิดในการขายโปรแกรมท่องเที่ยว แต่ตอนนี้เงียบเหงามาก

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo07.jpg

    วิโรจน์ กล่าวต่อว่า เมื่อก่อนนี้จะมีสีสันกว่านี้ หากดูการพัฒนาของทางเขตเศรษฐกิจพิเศษก็มีความพยายามที่จะปรับรูปแบบของเมืองให้เป็นการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น อย่างตลาดน้ำที่มีความสวยงามเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในเวลาค่ำคืน แต่ก็ยังไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เท่าที่ควร

    “หากถามว่าการท่องเที่ยวเป็นคู่แข่งกับจังหวัดเชียงรายหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าไม่ได้เป็นคู่แข่งกัน เราก็พยายามที่จะขายการท่องเที่ยวเชื่อมโยง แต่ก็ขายไม่ค่อยได้เพราะว่าภาพลักษณ์ที่นักท่องเที่ยวทราบเกี่ยวกับพื้นที่แห่งนี้ค่อนข้างไปในทิศทางลบ ส่วนคนจีนที่อยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษก็ไม่ค่อยจะได้ข้ามมาเที่ยวไทยเท่าไหร่ถือว่าข้ามมาน้อยมาก คนจีนในจังหวัดเชียงรายในปัจจุบันถือว่าน้อยมาก”

    สำหรับคนไทยที่จะเดินทางไปเที่ยวในคิงส์โรมัน ส่วนใหญ่ก็จะไปกลับ ไม่ค่อยจะค้างคืน เนื่องจากในโรงแรมภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามารถสูบบุหรี่ภายในห้องพัก หรือในตัวโรงแรมได้ ซึ่งคนไทยจำนวนมากยังไม่ชอบบุหรี่เพราะเหม็นกลิ่นบุหรี่ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง แต่ปัจจัยสำคัญคือคนไทยยังมองว่าพื้นนี้ยังคงน่ากลัว

    “ส่วนตัวคิดว่า การท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างอำเภอเชียงแสนกับเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำในอนาคต น่าจะเป็นการท่องเที่ยวแบบวันเดียวกลับ หรือนอนอาจจะนอนคืนเดียว และอาจจะไม่ได้มีการจับจ่ายใช้สอยมากนักคิดว่าน่าจะไปดูให้เป็นประสบการณ์ว่าลักษณะพื้นที่เป็นอย่างไร ทั้งนี้ตนก็คิดว่าพื้นที่นี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากใครอยากจะไปเที่ยวก็สามารถไปได้ก็ทำตามขั้นตอนของการผ่านแดนให้ถูกต้อง” วิโรจน์ กล่าว

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo08.jpg

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo09.jpg

    Keep-an-eye-on-Kings Romans-a-promising-area-for-the-future-of-Chiang Saen-District-Chiang Rai-Province-SPACEBAR-Photo10.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/keep-an-eye-on-kings-romans-a-promising-area-for-the-future-of-chiang-saen-district-chiang-rai-province&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1741vWGF1yyaIAwPFp_YpX

  • ‘ททท.’ ปลุกสีสันท่องเที่ยว ‘ตรุษจีน 2569’ ปักหมุดความปัง ‘กรุงเทพฯ-หาดใหญ่’

    ‘ททท.’ ปลุกสีสันท่องเที่ยว ‘ตรุษจีน 2569’ ปักหมุดความปัง ‘กรุงเทพฯ-หาดใหญ่’

    “ททท.” จัดกิจกรรมสุดพิเศษ ปลุกสีสัน “เทศกาลตรุษจีน” ปีม้าทอง 2569 ปักหมุดเฉลิมฉลอง 2 พื้นที่ “กรุงเทพฯ – หาดใหญ่” ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติจับจ่าย ดันรายได้สะพัดกว่า 4.2 หมื่นล้านบาททั่วไทย สานสัมพันธ์ยิ่งใหญ่มิตรภาพไทย-จีน ครบรอบ 51 ปี

    ความพิเศษของเทศกาล “ตรุษจีน 2569” ในประเทศไทย มาพร้อมกับบรรยากาศการเฉลิมฉลองปีม้าทองอย่างยิ่งใหญ่! เมื่อคำว่า “จง ไท่ อี้ เจีย ชิน – จีนไทย ครอบครัวเดียวกัน” เชื่อมโยงร้อยรัดความสัมพันธ์ไทย-จีน สู่หมุดหมายการก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต หลอมรวมกับโอกาสครบรอบ 22 ปีของความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้ร่วมกันสืบสานและแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน

    สำหรับความคึกคักของการเดินทางในช่วง เทศกาลตรุษจีนปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 13-22 กุมภาพันธ์ ทาง ททท. คาดการณ์ว่าจะมี นักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางเข้าประเทศไทยราว 1.25 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทางกว่า 2.30 ล้านคน/ครั้ง เพิ่มขึ้น 3% ทำให้มีรายได้รวมจากการท่องเที่ยวสะพัดประมาณ 42,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13%

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวคือความพร้อมในการจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 (Amazing Thailand Happy Chinese New Year 2026) อย่างยิ่งใหญ่ใน 2 พื้นที่หลัก

    พื้นที่แรก “กรุงเทพฯ” ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง ททท. กับหน่วยงานต่างๆ เช่น สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กรุงเทพมหานคร (กทม.) เขตสัมพันธวงศ์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ปักหมุดจัดกิจกรรมใน 2 พื้นที่ย่อย ประกอบด้วย 1. กิจกรรมการตกแต่งประดับไฟ ร่วมฉลองความสุข ส่งต่อความรุ่งเรือง ภายใต้แนวคิด “Ride the Fortune, Share the Future” ณ ถนนเยาวราช บริเวณวงเวียนโอเดียนถึงแยกเฉลิมบุรี ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 18.00-23.00 น. 

    'ททท.' ปลุกสีสันท่องเที่ยว 'ตรุษจีน 2569' ปักหมุดความปัง 'กรุงเทพฯ-หาดใหญ่'

    2. งานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 ในวันที่ 14-18 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ตั้งแต่เวลา 16.00-22.00 น. เปิดม่านมงคลกับพิธีกล่าวอวยพร ไทย-จีน ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์  2569 พร้อมจัดเต็มไฮไลต์ทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากสาธารณรัฐประชาชนจีน 4 คณะ ได้แก่ กรุงปักกิ่ง นครฉงชิ่ง มณฑลเหอหนาน และมณฑลฝูเจี้ยน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสาธิตวัฒนธรรมไทย-จีน เช่น การประดิษฐ์โคมจีน การพิมพ์ลายอักษรมงคล การเขียนพู่กันจีน วาดหัวโขน การตัดกระดาษจีน การปักผ้าไทย พวงกุญแจดอกไม้ประดิษฐ์ โหราศาสตร์จีน เป็นต้น และการแสดงสุดพิเศษจากศิลปินชั้นนำของไทย ไม่ว่าจะเป็น ต้าห์อู๋ พิทยา, MEAN, HERS, Slapkiss, Serious Bacon, Landokmai, Wanyai และ Paiinntt พร้อมเซอร์ไพรส์สุดเอกซ์คลูซีฟกับศิลปินและนักแสดงจีนสุดฮอต “จู เจิ้งถิง” ภายใต้บรรยากาศสุดตระการตากับสีสันโคมไฟมงคลขนาดใหญ่

    'ททท.' ปลุกสีสันท่องเที่ยว 'ตรุษจีน 2569' ปักหมุดความปัง 'กรุงเทพฯ-หาดใหญ่'

    อีกพื้นที่ไฮไลต์ “หาดใหญ่” ในงาน “Amazing Thailand Chinese New Year 2026 @ Hat Yai” ในวันที่ 17-20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณถนนเสน่หานุสรณ์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พบกับการแสดงจากมณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน การเชิดสิงโตและมังกรเสริมสร้างสิริมงคล การแสดงกายกรรม การแสดงศิลปะการเขียนพู่กันจีน การตกแต่งประดับไฟ กิจกรรม Workshop DIY สร้อยข้อมือสายมู ระบายสีหน้ากาก และการแสดงจากศิลปินที่มีชื่อเสียง เช่น The Parkinson, Getsunova, Gavin D, Zom Marie, Serious Bacon, Whal & Dolph ร้านค้าอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าไลฟ์สไตล์มากกว่า 100 ร้านค้า สร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความเป็นสิริมงคลให้เมืองหาดใหญ่คึกคักตลอดทั้งงาน 

    'ททท.' ปลุกสีสันท่องเที่ยว 'ตรุษจีน 2569' ปักหมุดความปัง 'กรุงเทพฯ-หาดใหญ่'

    นอกเหนือจากพื้นที่จัดงานในกรุงเทพฯ และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ททท. ยังได้สนับสนุนการจัดงาน เทศกาลตรุษจีน ในพื้นที่เอกลักษณ์ของชุมชนคนไทยเชื้อสายจีนทั่วประเทศ ได้แก่ “ประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ” จังหวัดนครสวรรค์ กำหนดจัดงาน 12 วัน 12 คืน ตั้งแต่วันที่ 10-21 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้งานชื่อ “110 ปี ตรุษจีนแห่งสีสัน เมืองสวรรค์ 5 ภาษา” เฉลิมฉลองตำนานความศรัทธาที่ยาวนานกว่าศตวรรษ พร้อมเนรมิตเมืองปากน้ำโพให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก โดยนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสความตระการตาของแสงสีเสียงขบวนแห่กลางคืน (ชิวซา) ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ และขบวนแห่กลางวัน (ชิวสี่) ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ชมความยิ่งใหญ่ของขบวนมังกรทองและองค์เจ้าแม่สมมติ

    'ททท.' ปลุกสีสันท่องเที่ยว 'ตรุษจีน 2569' ปักหมุดความปัง 'กรุงเทพฯ-หาดใหญ่'

    ขณะเดียวกัน ภายในงานนี้ยังมีนิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงกิจกรรมไหว้ขอพรกับเจ้าพ่อเจ้าแม่ ปากน้ำโพ ให้ปี 2569 เป็นปีที่เฮงๆ ปังๆ มั่งมีศรีสุข การชมลานเมืองสวรรค์ 5 ภาษา ผูกด้ายแดงแห่งความสมหวัง การร่วมพิธีกรรมแก้ชงตามปีนักษัตรที่ลานแก้ชง การแสดงศิลปวัฒนธรรมของชาวปากน้ำโพ การแสดงสุดเซอร์ไพรส์จากสาธารณรัฐประชาชนจีน และการแสดงคอนเสิร์ตทุกวันจากศิลปินมากมาย อาทิ ปรางทิพย์, บอล เชิญยิ้ม, ฟลุ๊ค ไอน้ำ, จ๊ะ-นงมณี, Musketeers, ศรราม น้ำเพชร กับซุปเปอร์เตย นอกจากนี้ยังมีมุมอิ่มท้องกับอาหารและเครื่องดื่มมากกว่า 110 ร้านค้าที่ถนนนักชิม

    'ททท.' ปลุกสีสันท่องเที่ยว 'ตรุษจีน 2569' ปักหมุดความปัง 'กรุงเทพฯ-หาดใหญ่'

    อีกงานคือ “งานตรุษจีนสุพรรณบุรี มหัศจรรย์ 18 ปี มังกรสวรรค์” ณ อุทยานมังกรสวรรค์ พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2569 จัดเต็มระบบแสงสีเสียงที่จะมาสร้างความตื่นตาตื่นใจตลอดงาน พร้อมชมการแสดงชุดลูกหลานพันธุ์มังกร ประกอบด้วย สิงโตวูซู กลองศึก มังกร 9 เซียน กังฟู เอ็งกอบู๊ เจ้าแม่กวนอิมพันมือ และงิ้วเปลี่ยนหน้ากาก รวมถึงการแสดงคอนเสิร์ตของศิลปินชื่อดัง และการประดับตกแต่งบริเวณสถานที่ในศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ในหมู่บ้านมังกรสวรรค์ อุทยานพุทธบูชา (พระยูไล)

    นอกจากนี้ ททท. ยังได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรภาคเอกชนและศูนย์การค้าชั้นนำในการร่วมจัดกิจกรรมและส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน อาทิ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และในเครือเซ็นทรัล The Em District ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)

    ผู้สนใจเข้าร่วมงานในจุดหมายต่างๆ สามารถสอบถาม หรือติดตามรายละเอียดการจัดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1672 Travel Buddy หรือแฟนเพจเฟซบุ๊ก Thailand Festival

    'ททท.' ปลุกสีสันท่องเที่ยว 'ตรุษจีน 2569' ปักหมุดความปัง 'กรุงเทพฯ-หาดใหญ่' 'ททท.' ปลุกสีสันท่องเที่ยว 'ตรุษจีน 2569' ปักหมุดความปัง 'กรุงเทพฯ-หาดใหญ่'

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/corporate-moves/lifestyle/travel/1220654&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iycySNZupFA4ipXEYtnua

  • พท.โว!แม้ร่วมรัฐบาลแต่มีอิสระ  ลุย

    พท.โว!แม้ร่วมรัฐบาลแต่มีอิสระ ลุย

    วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    พท.โว!แม้ร่วมรัฐบาลแต่มีอิสระ

    ลุย’เขากระโดง’ต่อ

    ‘อ้วน’แจงจับมือภูมิใจไทย

    ขอทำงาน-ไม่ยืนดูข้างสนาม

    ‘กล้าธรรม’ถูกรุมบีบจนน่วม

    ส่อโดนยึดโควตา‘ท่องเที่ยว’

    “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” อ้างผลเลือกตั้งหลังเพื่อไทยไปไม่ถึงดวงดาว บ่งชี้ว่าประชาชนไม่ให้ความสำคัญคดีเขากระโดง-ฮั้วสว. แต่คงต้องเข็นกันต่อตามอัตภาพ เผยยอมกินน้ำใต้จั๊กกะแร้ภูมิใจไทย ยังดีกว่าไปเป็นฝ่ายค้าน ฝ่าย“ภูมิธรรม”ระบุโหนรัฐบาลได้มีโอกาสลงมือทำจริงไม่มีเรื่องศักดิ์ศรีเข้ามาเกี่ยวข้อง “อนุทิน” เยือนบ้านเกิดภรรยา “จ๋า ธนนนท์ ” ขับสองแถวไม้ขอบคุณชาวระนอง

    เมื่อวันที่ 15กุมภาพันธ์2569 นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงการตัดสินใจตอบรับเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ว่า การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย ในการตอบรับเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยอาจมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย นี่คือธรรมชาติของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แต่คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าใครจับมือกับใคร คำถามคือประชาชนจะได้อะไรจากการตัดสินใจครั้งนี้ การเป็นฝ่ายค้านอาจพูดได้เต็มที่ แต่การเป็นรัฐบาลคือการลงมือทำจริง

    นายภูมิธรรม ระบุต่อว่า เราเลือกเส้นทางที่ทำให้นโยบายเกิดผลเป็นรูปธรรม เศรษฐกิจต้องเดินหน้า ปากท้องต้องดีขึ้น ปัญหายาเสพติด ความมั่นคง ความเหลื่อมล้ำ ต้องได้รับการแก้ไข การเมืองไม่ใช่เรื่องศักดิ์ศรีของพรรค แต่คือความรับผิดชอบต่อประเทศ เมื่อมีโอกาสเข้าไปทำงาน เราจะไม่ยืนดูอยู่ข้างสนาม อย่างไรก็ตาม เราเคารพและรับฟังเหตุผลของทุกความเห็นต่าง โดยเฉพาะเสียงของผู้สนับสนุนที่แสดงความกังวลต่อการเข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ทุกความคิดเห็นมีคุณค่าและจะถูกนำไปเป็นข้อมูลสำคัญในการปรับยุทธศาสตร์และทิศทางการทำงานของพรรคต่อไป เพราะสำหรับพรรคเพื่อไทย อำนาจมีไว้ใช้เพื่อเปลี่ยนชีวิตประชาชนให้ดีขึ้นและเสียงของประชาชนคือเข็มทิศในการตัดสินใจของเรา

    ไม่ได้เป็นลูกไก่ของภท.

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า พรรคเพื่อไทยได้ทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อนำเสนอนโยบายให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชาชนมีโอกาส มีความมั่นคง และมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง เราเดินหน้าหาเสียง นำเสนอนโยบายของเราด้วยความหวังว่าคนไทยจะให้ความไว้วางใจอย่างชัดเจนกับเราเพื่อพาเราไปสู่อำนาจรัฐและเปิดโอกาสให้เราได้นำนโยบายเหล่านั้นไปปฏิบัติจริง เราหวังว่าเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนจะพาเราไปทำงานและมอบโอกาสให้เราได้ทำหน้าที่นั้นอย่างเต็มที่

    นายจุลพันธ์ ระบุต่อว่า แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา เราได้เสียงไม่มากพอ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่ความผิดของประชาชน การที่ประชาชนยังไม่เลือกเรามากพอคือสิ่งที่เราเคารพและต้องนำกลับมาเป็นการบ้าน เพื่อทบทวนว่านโยบายของเราตรงไหนที่ยังไม่ตอบโจทย์ และเราจะทำอย่างไรให้ดีขึ้นเพื่อให้สมกับความไว้วางใจของประชาชนในอนาคต

    ต้องยอมรับเสียงประชาชน

    นายจุลพันธ์ ระบุด้วยว่า ในขณะเดียวกันการที่ประชาชนเลือกพรรคภูมิใจไทยมาเป็นอันดับ 1 และมีเสียงทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างมีนัยสำคัญคือการตัดสินใจที่เราต้องเคารพด้วย เพราะนี่คือเสียงของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ในฐานะพรรคอันดับ 3 เราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเราจะร่วมรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้าน โดยตั้งคำถามกับตนเองว่าทางใดจะทำให้เราสามารถทำหน้าที่เพื่อประชาชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว การร่วมรัฐบาลทำให้เรามีโอกาสทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนได้มากกว่าการเป็นฝ่ายค้าน เสียงประชาชนไม่เทา การทำงานร่วมกับพรรคภูมิใจไทยก็คือการทำงานร่วมกับพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนอีกส่วนหนึ่ง และการร่วมรัฐบาลไม่ได้หมายความว่าเรากลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าเรากลายเป็นส่วนหนึ่งของพรรคภูมิใจไทย เรายังคงมีความเป็นอิสระ ในจุดยืน อุดมการณ์ และมีขอบเขตของการ ร่วม อย่างชัดเจน

    เขากระโดงไม่มีความสำคัญ

    นายจุลพันธ์ ระบุอีกว่า ในประเด็นเรื่อง ฮั้ว สว. และเขากระโดง เรายังคงเดินหน้าทำต่อภายใต้ความตระหนักว่าเราไม่ได้เป็นเสียงข้างมากของสภาและไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากประชาชนต้องการให้เรามีอำนาจเต็มในการดำเนินการเรื่องนี้ พวกเขาคงมอบเสียงให้เราอย่างถล่มทลาย แต่เมื่อผลออกมาเช่นนี้ก็สะท้อนว่า เรื่องนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก หลักการของประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาเป็นเช่นนี้ และเราต้องเคารพความจริงนั้น

    นายจุลพันธ์ ระบุด้วยว่า หลักการสำคัญของพรรคเพื่อไทยคือการเคารพการตัดสินใจของประชาชน และภายใต้ข้อจำกัดของเสียงที่เราได้รับ เราจะใช้ทุกเสียงนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนที่เลือกเราให้ได้มากที่สุด ท้ายที่สุดหากเราตัดสินใจผิดหรือทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเราอีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งต่อไป และเราตระหนักดีว่าทุกการตัดสินใจของเรามีความรับผิดชอบต่อประชาชนเสมอ เพราะทุกการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยทำบนความรับผิดชอบที่เรามีต่อทุกเสียงของประชาชนที่เลือกเรามา

    หนูขอบคุณชาวระนอง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ และนายวราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ ใช้เวลาช่วงวันหยุดเดินทางมายัง จ.ระนอง เพื่อขอบคุณประชาชนที่ได้มอบความไว้วางใจเลือกนายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ว่าที่ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย ซึ่งนายอนุทิน ได้ขับรถสองแถวไม้ รถประจำจ.ระนอง เพื่อขอบคุณชาวระนองด้วย

    นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นภาพขับรถสองแถว พร้อมระบุว่า “มากราบขอบพระคุณพี่น้องจังหวัดระนอง ในช่วงรอผลอย่างเป็นทางการ พวกเราจะเดินทางไปขอบพระคุณพี่น้องทุกจังหวัด ที่ให้ความเมตตากับพรรคภูมิใจไทยครับ”

    ขณะที่บรรยากาศที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ถ.พหลโยธิน กทม. ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา ยังไม่มีความเคลื่อนไหวของแกนนำพรรค แม้จะมีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม ต่างต้องการเก้าอี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงเก้าอี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    สำหรับพื้นที่จังหวัดระนอง พรรคภูมิใจไทยได้ สส.จำนวน 1 คน คือ นายคงกฤษ ที่เอาชนะคู่แข่งนำโด่ง ได้คะแนนกว่า 50,000 คะแนน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/947270&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09mgrU4iNfRIAEum8xvmTc

  • นายกฯอนุทิน ขอบคุณทุกเสียงที่ไว้วางใจ-เชื่อมั่น พร้อมเดินหน้าบริหารประเทศ แก้ปัญหาความมั่นคง-เศรษฐกิจ

    นายกฯอนุทิน ขอบคุณทุกเสียงที่ไว้วางใจ-เชื่อมั่น พร้อมเดินหน้าบริหารประเทศ แก้ปัญหาความมั่นคง-เศรษฐกิจ

              นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ขอบคุณประชาชนที่ไว้วางใจและความเชื่อมั่นต่อ พรรค จนได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ ยืนยัน จะไม่ทำให้ทุกท่านที่ลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย ผิดหวัง เสียใจ และจะทำงานตอบแทนทุกคะแนนด้วยความสำนึกในความไว้วางใจที่ท่านได้มอบให้ โดยจะเร่งดำเนินการทันที เมื่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ (กกต.) ประกาศผลของการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

              ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทย จะเป็นผู้รับผิดชอบด้าน “การบริหารงานความมั่นคง” ด้วยมาตรการทางการทูต และการทหาร และยืนยันที่จะปฏิบัติในทุกรูปแบบและทุกวิธีการ เพื่อรักษาดินแดนและอธิปไตยของชาติ ตลอดจนเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศไทย และสำหรับตัวผม ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนคนไทยต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด

              “การปิดด่านชายแดนจะดำเนินต่อไป และจะเพิ่มความเข้มข้นยิ่งขึ้น ด้วยการสร้างกำแพงความมั่นคงตามแนวชายแดน รวมถึงการยกเลิก MOU44 เพื่อการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย และเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของพี่น้องประชาชนที่มั่นใจในพรรคภูมิใจไทย

              นายอนุทิน ระบุว่า ตนและนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ สัญญาที่จะนำประเทศไทยกลับคืนสู่เวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ให้มีใครกล้ามาข่มเหง รังแก ข่มขู่ คุกคาม ทำให้คนไทยต้องรำคาญใจอีกต่อไป

               ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทย จะเป็นผู้รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย นำเศรษฐกิจไทยที่ตกอยู่ในหล่มมายาวนานขึ้นมาจากหล่มให้ได้ การทำงานด้านเศรษฐกิจ จะต้องทำงานแบบมืออาชีพ เป็นทีมเดียวกัน คือ ทีมประเทศไทย ที่มีส่วนผสมหลักคือ นายอนุทิน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ

              นายอนุทิน ยืนยันว่า ทุกพรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล จะเป็นทีมเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ทำให้พี่น้องประชาชน มีรายได้ดีขึ้น ทั้งผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ท่องเที่ยว บริการ และอาชีพอิสระ โดยทั้งหมดนจะอยู่ในนโยบายรัฐบาล ที่จะแถลงต่อรัฐสภา

              “ผมถือว่า ทุกคะแนนที่พรรคภูมิใจไทยได้รับ คือข้อสั่งการของผู้บังคับบัญชา ที่ผมจะต้องปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็วครับ ขอกราบขอบพระคุณและจะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวังอย่างแน่นอน”

    #เลือกตั้ง69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159271&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15hG6SPf8GZ9NLaL_ZjP_S

  • “เศรษฐา” ส่งจดหมายถึงสื่อโลก แจงวิธีรักษาไทยไม่ให้เป็น “คนป่วยของเอเชีย”

    “เศรษฐา” ส่งจดหมายถึงสื่อโลก แจงวิธีรักษาไทยไม่ให้เป็น “คนป่วยของเอเชีย”

    เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา สื่อเศรษฐกิจระดับโลกไฟแนนเชียลไทม์ส (Financial Times) ได้เผยแพร่จดหมายจาก นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ที่ส่งถึงสื่อดังกล่าวเพื่อแสดงทัศนะต่อบทวิเคราะห์ “ประเทศไทยกลายเป็น ‘คนป่วย’ แห่งเอเชียได้อย่างไร” ที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านี้

    โดยในจดหมาย นายเศรษฐาระบุว่า บทความของ Financial Times ระบุอาการของประเทศไทยได้ถูกต้อง แต่การวินิจฉัยนั้นมองข้ามวิธีการรักษาที่เป็นไปได้

    นายเศรษฐาบอกว่า “ประการแรก เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เราต้องทำลายวงจรหนี้ครัวเรือนที่เลวร้าย โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในอดีตล้มเหลวในการสร้างผลกระทบแบบทวีคูณที่มีความหมาย เพราะผลกระทบนั้นถูกลดทอนลงด้วยภาระหนี้ที่มีอยู่และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ คนไทยไม่สามารถหลุดพ้นจากกับดักหนี้ได้ด้วยการแจกเช็คเพียงอย่างเดียว”

    อดีตนายกฯ เสริมว่า สิ่งที่จำเป็นคือสิ่งที่เรียกว่า “การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่” โดยการใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าซื้อหนี้เสียอย่างจริงจัง ครัวเรือนที่มีหนี้สินจะมีพื้นที่หายใจที่จำเป็นในการกลับเข้าสู่รอบวัฏจักรเศรษฐกิจ โครงการริเริ่มดังกล่าวจะแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและการบริโภคภายในประเทศไปพร้อมกัน

    นายเศรษฐายังบอกว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางไปสู่การเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจโลก ซึ่งต้องใช้กลยุทธ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานสองด้าน

    ประการแรก ประเทศต้องให้ความสำคัญกับสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้ เช่น ระบบรถไฟสายเหนือ-ใต้ และแลนด์บริดจ์เชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการค้าอย่างมีนัยสำคัญ

    ประการที่สอง กรอบการกำกับดูแลต้องได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย ​​การนำข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงมาใช้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ สิ่งนี้จะช่วยให้นักลงทุนทั่วโลกสามารถซื้อพลังงานสีเขียวได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยขจัดอุปสรรคสำคัญสำหรับบริษัทเทคโนโลยีที่มีข้อกำหนดด้าน ESG ที่เข้มงวด เมื่อรวมกับนโยบาย “มุ่งเน้นคลาวด์เป็นอันดับแรก” ของประเทศไทย เราได้ช่วยดึงดูดการลงทุนหลักในศูนย์ข้อมูลและเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งสามารถเป็นตัวเร่งให้เกิดการเติบโตของผลิตภาพที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้

    ส่วนด้านการท่องเที่ยว ต้องพัฒนาจากปริมาณไปสู่คุณค่า ประเทศไทยมีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าแค่ชายหาด และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งและหลากหลายมากขึ้นจะช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์การท่องเที่ยวที่ตกต่ำที่ Financial Times ได้กล่าวถึง

    สุดท้าย ความสะดวกในการทำธุรกิจจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงอย่างเป็นระบบเพื่อให้เป็นมิตรกับนักลงทุนมากขึ้น นี่เป็นปัญหาในระยะยาว แต่ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้

    “แม้จะมีอุปสรรคในปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งในด้านราคาที่เหมาะสม สภาพอากาศ การท่องเที่ยว อาหาร บริการทางการแพทย์ และสุขภาพ ด้วยการปฏิรูปที่ถูกต้อง เราสามารถกลับมาเป็นพันธมิตรที่สำคัญซึ่งโลกไม่อาจมองข้ามได้ เราสามารถทำให้ ‘คนป่วย’ กลับมาวิ่งได้ และวิ่งเร็วด้วย” นายเศรษฐาระบุ

    เรียบเรียงจาก Financial Times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/268607&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31z7IkqO3a0X2X10Vy-_s0