Blog

  • พาณิชย์พยุงราคาหอมหัวใหญ่ อัดมาตรการกระจาย คุมเข้มนำเข้า ดูแลตลาดช่วงพีค

    พาณิชย์พยุงราคาหอมหัวใหญ่ อัดมาตรการกระจาย คุมเข้มนำเข้า ดูแลตลาดช่วงพีค

    จิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่และศูนย์ชั่งตวงวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่) เมื่อวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดหอมหัวใหญ่ พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากเกษตรกรและผู้ประกอบการรับซื้อว่า ขณะนี้เกษตรกรได้รับผลกระทบจากปริมาณผลผลิตที่ทยอยออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องถึงเดือนมีนาคม ส่งผลให้ราคามีแนวโน้มปรับตัวลดลง

    ขณะเดียวกัน เกษตรกรได้สะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับการนำเข้าหอมหัวใหญ่จากต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีการสำแดงราคานำเข้าที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งแม้จะมีการชำระภาษี แต่ยังสามารถแข่งขันด้านราคากับผลผลิตภายในประเทศได้ ส่งผลกระทบต่อกลไกราคาและทำให้ราคาหอมหัวใหญ่ในประเทศปรับตัวลดลงในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก

    economic-business-thai-price-imported-onions-market-SPACEBAR-Photo02.jpg

    เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กรมการค้าภายในได้ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่และผู้ประกอบการในพื้นที่ เร่งดำเนินโครงการรับซื้อและกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตในราคานำตลาด เป้าหมาย 1,000 ตัน โดยผู้ประกอบการจะรับซื้อในราคานำตลาดในช่วงวันที่ 21–28 กุมภาพันธ์ 2569  นอกจากนี้ ยังเตรียมดำเนินมาตรการอื่น ๆ ที่เหมาะสมเพิ่มเติมอีกในช่วงต้นเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด โดยยึดหลักราคานำตลาดและผลประโยชน์ของเกษตรกรเช่นเดียวกัน

    นอกจากมาตรการกระจายหอมหัวใหญ่ในราคานำตลาดแล้ว กรมการค้าภายในยังได้เดินหน้ามาตรการบริหารจัดการหอมหัวใหญ่อีก 5 แนวทางควบคู่กัน เพื่อดูแลเสถียรภาพตลาดอย่างเป็นระบบ

    1.        ทำตลาดล่วงหน้าผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับผู้ประกอบการ รับซื้อหอมหัวใหญ่รวม 6,700 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 80 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจด้านตลาดรองรับผลผลิตให้แก่เกษตรกร

    2.        สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดที่ไม่ได้เป็นแหล่งผลิต รับออเดอร์และช่วยกระจายสินค้าสู่พื้นที่ต่าง ๆ โดยเน้นการบรรจุถุงขนาด 1, 2 และ 5 กิโลกรัม เพื่อเพิ่มความสะดวกในการจำหน่าย

    3.        ขอความร่วมมือส่วนราชการและ 20 อำเภอที่ไม่ได้เป็นแหล่งผลิต ร่วมรณรงค์อุดหนุนผลผลิตจากพื้นที่เพาะปลูกในจังหวัด

    4.        จัดพื้นที่จำหน่ายโดยตรงให้กลุ่มเกษตรกรนำผลผลิตมาจำหน่ายที่ศาลากลางจังหวัด สถานที่ราชการต่าง ๆ และงานธงฟ้า ซึ่งในวันที่ 19 – 21 กุมภาพันธ์นี้ กรมฯ จะนำหอมหัวใหญ่จากจังหวัดเชียงใหม่ไปจำหน่ายในงานมหกรรมธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ จังหวัดสระแก้ว บริเวณตลาดรถไฟ อำเภออรัญประเทศ

    5.        ประสานงานผ่านทูตพาณิชย์ ณ กรุงโตเกียว เพื่อผลักดันการส่งออกไปยังตลาดญี่ปุ่น ขยายช่องทางการระบายผลผลิตในภาพรวมอีกทางหนึ่ง

    พร้อมกันนี้ กรมการค้าภายในได้เพิ่มความเข้มงวดกำกับดูแลการนำเข้าและการขนย้ายหอมหัวใหญ่ โดยประสานกรมศุลกากรและหน่วยงานความมั่นคง สกัดการลักลอบนำเข้าและการสวมสิทธิ์  โดยผู้นำเข้าหอมหัวใหญ่ต้องขออนุญาตและแจ้งรายละเอียดให้ครบถ้วน เพื่อให้ตรวจสอบเส้นทางสินค้าได้

    economic-business-thai-price-imported-onions-market-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    ปัจจุบันราคาหอมหัวใหญ่คละ (เบอร์ 0–3) ที่เกษตรกรจังหวัดเชียงใหม่จำหน่ายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 5–6 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงจากช่วงต้นฤดูกาลเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่เคยอยู่ที่ประมาณ 13 บาทต่อกิโลกรัม ในส่วนของราคาซื้อขายในตลาดกรุงเทพฯ สำหรับหอมหัวใหญ่ (เบอร์ 0–1) ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 22.50 บาทต่อกิโลกรัม และราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 37.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งอยู่ในระดับเท่ากันกับช่วงเดียวกันของปีก่อนทั้งในระดับขายส่งและขายปลีก

    ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่เป็นแหล่งปลูกหอมหัวใหญ่รายใหญ่ คิดเป็นเกือบ 70% ของประเทศ มีพื้นที่เพาะปลูก 5,130 ไร่ ผลผลิตภาพรวมจังหวัดเชียงใหม่มีทั้งหมดประมาณ 25,000 ตัน ขณะนี้อยู่ในช่วงต้นฤดู อำเภอแม่วาง และสันป่าตองออกก่อนเป็นพื้นที่แรก โดยออกไปแล้ว 30% และคาดว่าจะสิ้นสุดฤดูกาลในสิ้นดือนมีนาคม

    economic-business-thai-price-imported-onions-market-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-price-imported-onions-market&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1r0LLq5c4JvTkv50bGXFEB

  • เปิดเทรนด์สิทธิบัตร “อีสปอร์ต” โลกการแข่งขันที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ยกระดับเกมบนจอ สู่เศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ

    เปิดเทรนด์สิทธิบัตร “อีสปอร์ต” โลกการแข่งขันที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ยกระดับเกมบนจอ สู่เศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยอุตสาหกรรมอีสปอร์ตได้ก้าวข้ามภาพจำของการเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความบันเทิง สู่การเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงและมีการแข่งขันอย่างเข้มข้นในระดับโลก โดยมี “สิทธิบัตร” เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนทิศทางการพัฒนาอย่างชัดเจน เมื่อทั่วโลกต่างลงทุนด้านนวัตกรรม การวิจัย และแผนธุรกิจในระยะยาว แนะไทยเร่งคว้าโอกาสพัฒนาสิทธิบัตรและต่อยอดใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยผสานจุดแข็งที่ไทยมี ทั้งฐานแฟนอีสปอร์ต โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และกีฬาไทยที่มีอัตลักษณ์ เช่น มวยไทย ตะกร้อ เพื่อสร้างคอนเทนต์กีฬาอีสปอร์ตที่ทั่วโลกไม่สามารถลอกเลียนแบบได้

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอีสปอร์ตได้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย กระแสดังกล่าวเป็นตัวเร่งให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่มุ่งยกระดับทั้งสมรรถภาพของผู้เล่นและประสบการณ์ของผู้ชม จากบทวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลก ในรอบ 20 ปี (2549 – 2568) พบว่า การพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมนี้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) ที่ทำให้การซ้อมกีฬาเสมือนจริงและสมจริงมากขึ้น การจัดการเคลื่อนไหวสามมิติที่อ่านร่างกายมนุษย์ได้ละเอียดระดับมิลลิวินาที อุปกรณ์เทคโนโลยีสวมใส่ (Wearables) ที่กลายเป็นโค้ชส่วนตัวติดตัวนักกีฬา ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์แฟนกีฬาที่เปลี่ยนผู้ชมให้กลายเป็นผู้เล่น

    นางอรมน กล่าวว่า ในระยะเริ่มต้นช่วงปี 2549 – 2552 อุตสาหกรรมอีสปอร์ตมีสิทธิบัตรเฉลี่ยเพียง 470 – 610 ฉบับต่อปี จากนั้นเทคโนโลยีเริ่มถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย และสิทธิบัตรขยายตัวสูงสุดในปี 2565 ที่ 1,617 ฉบับ ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของการแข่งขันอีสปอร์ต แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และการยกระดับอีสปอร์ตสู่กีฬาอาชีพในหลายประเทศ และปัจจุบันตลาดนวัตกรรมอีสปอร์ตยังคงเปิดกว้างโดยประเทศที่ถือครองสิทธิบัตรด้านอีสปอร์ตมากที่สุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา มีสิทธิบัตรครอบคลุมตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง เทคโนโลยี VR/AR ไปจนถึงระบบวิเคราะห์ข้อมูลนักกีฬา ขณะที่ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ มีความเข้มแข็งในฮาร์ดแวร์ Motion Capture และ Wearables สำหรับนักกีฬา รวมทั้งจีนที่เดินเกมรุกหนัก ทั้ง VR Training, AI Coaching และโครงสร้างพื้นฐานอีสปอร์ตบนคลาวด์ ตลอดจน อินเดียและเวียดนาม ยังถูกจับตามองในฐานะดาวรุ่งที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีแรงหนุนจากการลงทุนเชิงรุกและการขยายตัวของตลาดเกมออนไลน์และอีสปอร์ต ขณะที่ประเทศไทยเริ่มมีสิทธิบัตรด้าน VR/AR Training และ Motion Analytics แม้จำนวนสิทธิบัตรยังไม่สูงมาก แต่มีแนวโน้มขยายตัวดี หากเร่งสร้างความร่วมมือกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ก็จะช่วยให้ไทยเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ได้เร็วขึ้น และอาจผลักดันสู่การคุ้มครองสิทธิบัตรและต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้

    ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในมิติของผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมในเวทีระดับโลก พบว่า มีผู้เล่นหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ เช่น บริษัท Samsung Electronics (665 ฉบับ) ครองตลาดจอภาพความละเอียดสูง อุปกรณ์สวมใส่ VR/AR และแพลตฟอร์มสื่อสารในเกม บริษัท Vivo Mobile Communication (389 ฉบับ) และบริษัท Guangdong Oppo Mobile Telecommunications (136 ฉบับ) ที่เน้นมือถือและเทคโนโลยีที่ทำให้การเล่นเกมบนมือถือเข้มข้นขึ้น บริษัท LG Electronics (337 ฉบับ) ผู้เชี่ยวชาญด้านจอภาพ ระบบเสียง และอุปกรณ์ VR รวมทั้งบริษัท Sony Interactive Entertainment (151 ฉบับ) เด่นในเรื่องระบบโต้ตอบ VR Gaming และ Esports Streaming 2) กลุ่มผู้พัฒนาซอร์ฟแวร์และแพลตฟอร์ม เช่น บริษัท Tencent Technology (225 ฉบับ) ผู้นำแพลตฟอร์มเกมอออนไลน์ ระบบโต้ตอบและ Cloud Gaming บริษัท Huawei Technologies (188 ฉบับ) แข็งแกร่งในเกมออนไลน์และระบบโต้ตอบผู้เล่น บริษัท Nexdigm (408 ฉบับ) เชี่ยวชาญ Game Analytics และระบบจัดการการแข่งขันอัตโนมัติ 3) กลุ่มสถาบันการศึกษาและวิจัย เช่น Canon (369 ฉบับ) มุ่งไปที่เทคโนโลยีกล้องและการบันทึก/วิเคราะห์การแข่งขัน Sanskriti University (251 ฉบับ) โดดเด่นด้าน VR Training และ Motion Capture

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันทิศทางเทคโนโลยีกลุ่มย่อยในอุตสาหกรรมอีสปอร์ต มุ่งพัฒนาใน 4 ด้านสำคัญ ซึ่งเป็นเครื่องมือพัฒนาวงการกีฬาและการเชียร์ ตั้งแต่การยกระดับการฝึกซ้อม การแข่งขัน ไปจนถึงการสร้างรายได้ใหม่จากแฟนๆ และแพลตฟอร์มดิจิทัล ดังนี้

    1) เทคโนโลยีการฝึกซ้อมในโลกเสมือนจริง (VR Training) เทคโนโลยี VR ไม่ได้มีไว้แค่เล่นเกม แต่ถูกนำมาใช้สร้างสภาพแวดล้อมจำลองสำหรับการฝึกซ้อมกีฬา ตั้งแต่การเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ ไปจนถึงการตัดสินใจในสถานการณ์ที่กดดัน สิทธิบัตร VR Training เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงปี 2557 – 2559 จนแตะ 90 คำขอ จากผู้ยื่นประมาณ 70 ราย สะท้อนการยอมรับเชิงพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้น ตัวอย่างสิทธิบัตรที่น่าสนใจ เช่น อุปกรณ์แสดงผลสวมศีรษะสำหรับการฝึกซ้อมเสมือนจริง แพลตฟอร์ม VR/AR (Augmented Reality) สำหรับวัดการประสานงานระหว่างมือและสายตา เป็นต้น ผู้ถือสิทธิบัตรหลัก เช่น DIGIMARC (316 ฉบับ) IMMERSION (79 ฉบับ) FITBIT (56 ฉบับ) เป็นต้น รวมทั้งกลุ่มนักประดิษฐ์อิสระ โดยปัจจุบันมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 50 ฉบับต่อปี และเทคโนโลยีนี้กำลังอยู่ในระยะเติบโตที่ผู้พัฒนาต้องสร้างความต่างด้วย AI, Motion Capture และ Real-time Analytics เพื่อสร้างระบบฝึกซ้อมที่สมจริงและแม่นยำที่สุด

    2) เทคโนโลยีการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวสามมิติ (3D Motion Capture Analysis) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้เซ็นเซอร์และกล้องความเร็วสูงวิเคราะห์ท่าทางนักกีฬาอย่างละเอียด เพื่อพัฒนาทักษะและลดการบาดเจ็บ สิทธิบัตร ในตลาดนี้ชะลอตัวลงในช่วงปี 2558 – 2561 และตลาดกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในปี 2562 – 2565 โดยปี 2565 มีผู้ยื่นจดกว่า 60 ราย และมีคำขอสิทธิบัตรกว่า 70 คำขอ จุดเปลี่ยนสำคัญคือการผสานเทคโนโลยี AI และการประมวลผลแบบ Real-time ตัวอย่างสิทธิบัตรที่น่าสนใจ เช่น ระบบติดตามประสิทธิภาพการเลี้ยงและส่งลูกในกีฬา ระบบติดตามและประเมินทักษะการเคลื่อนไหวในพื้นที่หลายมิติ พร้อมสร้างคู่แข่งเสมือนโต้ตอบได้แบบสมจริง เป็นต้น ผู้ถือสิทธิบัตรหลัก เช่น American Vehicular Sciences (250 ฉบับ) Transportation IP Holdings (162 ฉบับ) Medibotics (78 ฉบับ) Fitbit (71 ฉบับ) และ General Electric (71 ฉบับ) เป็นต้น สะท้อนถึงการกระจายตัวของนวัตกรรมในองค์กรหลากหลายประเภท ทั้งด้านยานยนต์ สุขภาพและกีฬา รวมถึงสตาร์ทอัพ โดยปัจจุบันมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 70 ฉบับต่อปี

    3) เทคโนโลยีสวมใส่สำหรับนักกีฬา (Wearable Technology for Athletes) เทคโนโลยี Wearables วันนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การนับก้าวหรือวัดแคลอรี่ แต่เป็นการตรวจวัดชีวภาพเชิงลึก เช่น อัตราการเต้นหัวใจ ออกซิเจน อุณหภูมิ และคุณภาพการนอน ในปี 2559 ตลาดในกลุ่มนี้เคยเข้าสู่ระยะอิ่มตัว แม้มีผู้ถือสิทธิบัตรสูงถึง 960 ราย อีกทั้งการแข่งขันยังสูงและผู้เล่นใหม่เข้ามาได้ยาก อย่างไรก็ดี ช่วงปี 2561 – 2562 ตลาดกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งจากนวัตกรรมใหม่ เช่น การเชื่อมกับ Internet of Things (IoT) AI และการวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึก และปี 2565 มีผู้ยื่นสิทธิบัตรประมาณ 860 ราย และมีคำขอจดสิทธิบัตรพุ่งสูงกว่า 1,300 คำขอ สะท้อนการกลับมาอยู่ในระยะเติบโตอีกครั้ง ตัวอย่างสิทธิบัตรที่น่าสนใจ เช่น ระบบตรวจวัดสรีระวิทยาที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผลและเก็บข้อมูลสุขภาพ เป็นต้น ผู้ถือสิทธิบัตรหลัก เช่น William I.Wood (640 ฉบับ) ครองตลาดนักประดิษฐ์อิสระ Genentech ที่มาจากสายชีวเวชภัณฑ์ Acushnet ผู้ผลิตอุปกรณ์กอล์ฟ และ Apple ที่ผลักดัน Apple Watch ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์สมรรถภาพเต็มรูปแบบ สะท้อนการแข่งขันที่เข้มข้น และมีผู้เล่นหลากหลาย ตั้งแต่บริษัทยักษ์ใหญ่ไปจนถึงนักประดิษฐ์อิสระ โดยปัจจุบันมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 1,200 ฉบับต่อปี

    4) เทคโนโลยีประสบการณ์ของแฟนกีฬา (Interactive Fan Experiences) แฟนกีฬายุคใหม่ไม่ได้อยากเป็นแค่คนดู พวกเขาอยากมีส่วนร่วมตั้งแต่การโหวตทายผล ไปจนถึงการดูการแข่งขันผ่านกล้อง 360 องศา และ VR/AR ที่เชื่อมสนามจริงกับประสบการณ์ดิจิทัล สิทธิบัตรในกลุ่มนี้จึงเติบโตแรงในปี 2557 – 2563 จากแรงหนุนของสมาร์ทโฟน อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และ VR/AR ที่เริ่มนำมาใช้ในการถ่ายทอดสด ทั้งการโหวต ส่งคอมเมนต์แบบ Real-time หรือการรับชมแบบ 360 องศา หลังปี 2563 ตัวเลขสิทธิบัตรเริ่มชะลอ แต่ยังมีโอกาสโตอีกมาก จากการบูรณาการ VR/AR บวกกับ AI และ Big Data เพื่อสร้างประสบการณ์ส่วนตัว รวมถึงการเชื่อมโยงประสบการณ์ดิจิทัลเข้ากับกิจกรรมในสนามจริง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาในอนาคต ตัวอย่างสิทธิบัตรที่น่าสนใจ เช่น ระบบ Immersive Interactive ให้ผู้ชมมีส่วนร่วมกับกิจกรรมสดได้เสมือนจริง เป็นต้น ผู้ถือสิทธิบัตรหลัก ได้แก่ CIRCLESX (50 ฉบับ) ที่ครองตลาด ตามด้วย DIGIMARC (22 ฉบับ) เชี่ยวชาญ Digital Watermarking รวมถึง ANDRITZ (9 ฉบับ) และ BRELYON (5 ฉบับ) ที่นำเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและจอ Immersive เข้ามาเติมเต็มตลาดนี้ โดยปัจจุบันมีผู้ถือสิทธิบัตรมากกว่า 20 ฉบับต่อปี

    สำหรับประเทศไทยเรามีจุดแข็งในหลายมิติที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการเล่นเกม ฐานแฟนอีสปอร์ตที่แข็งแรง และยังเคยเป็นเจ้าภาพจัดงานอีสปอร์ตระดับภูมิภาคมาแล้วหลายครั้ง นอกจากนี้ ยังมีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ทั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนสำคัญที่ประเทศไทยมี แต่ในแง่การนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง VR/AR, Motion Capture และ Wearables มาใช้จริงในการฝึกซ้อมและการแข่งขันยังมีอยู่ในวงจำกัด โอกาสของไทยจึงต้องเป็นการเดินเกมด้วยการนำเทคโนโลยีชั้นนำจากต่างประเทศ มาประยุกต์ให้สอดคล้องกับกีฬาไทยที่มีเอกลักษณ์ เช่น มวยไทย เซปักตะกร้อ รวมทั้งต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงกีฬาและการแพทย์ฟื้นฟู ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสเชิงเศรษฐกิจ และความแตกต่างที่ยากจะเลียนแบบในเวทีโลก อย่างไรก็ดี โอกาสย่อมมาพร้อมกับความท้าทาย ทั้งด้านต้นทุนเทคโนโลยีที่สูง การขาดบุคลากรที่มีทักษะเชิงลึก โดยเฉพาะ VR/AR, Data Processing และ Motion Analysis ความเสี่ยงด้านสิทธิบัตรซึ่งผู้เล่นต่างชาติถือครองสิทธิบัตรหลักไว้แล้ว รวมทั้งข้อกำหนดด้านข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น ซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการความท้าทายต่างๆ อย่างรอบด้าน เพื่อส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ สถิติคำขอสิทธิบัตรอุตสาหกรรมอีสปอร์ตในไทย ในช่วง 5 ปีล่าสุด (2564 – 2568) พบว่า มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมดิจิทัลบันเทิงที่สำคัญ ไม่เพียงแต่สร้างรายได้จำนวนมากจากการแข่งขัน การถ่ายทอดสด และผู้สนับสนุนเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีเกม ระบบเครือข่าย และแพลตฟอร์มดิจิทัลรูปแบบใหม่ โดยสามารถจำแนกนวัตกรรมออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้

    1) วิดีโอเกมที่เกี่ยวข้องกับเกมดิจิทัลซึ่งเล่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และมีการแสดงผลภาพกราฟิกหลายมิติ ครอบคลุมตั้งแต่ซอฟต์แวร์ประมวลผลเกม ระบบภาพและเสียง การโต้ตอบของผู้เล่น ไปจนถึงโครงสร้างเครือข่ายสำหรับการเล่นออนไลน์แบบหลายคนพร้อมกัน โดยเฉพาะเกมต่อสู้หรือเกมวางแผน มีคำขอที่ยื่นในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 94 คำขอ (สิทธิบัตร 88 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 6 คำขอ) ส่วนใหญ่เป็นผู้ยื่นชาวต่างชาติ 83 คำขอ และคนไทย 11 คำขอ โดยนวัตกรรมอีสปอร์ตที่เกี่ยวกับวิดีโอเกมในไทยส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยบริษัทเอกชนเป็นหลัก (84 คำขอ) เช่น บริษัท เทนเซ็นต์ เทคโนโลยี (เซินเจิ้น) คอมพานี ลิมิเต็ด และบริษัทเฟราน์โฮเฟอร์-เกเซลล์ชาฟท์ ซูร์ ฟอร์เดอรุง เดอร์ อังเกวันด์เทน ฟอร์ชุง อี.วี. เป็นต้น ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/998044&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rFYJkVFLKZouOZwpgG3qf

  • 5โจทย์นโยบายศก.มหภาคปี69

    5โจทย์นโยบายศก.มหภาคปี69

    การบริหารนโยบายเศรษฐกิจในระยะต่อไปจึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและบูรณาการ ทั้งในมิติของนโยบายการคลัง การเงิน และการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว อันจะนำไปสู่การขยายตัวที่มีคุณภาพ ครอบคลุม และยั่งยืนในอนาคต

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ระบุถึง ‘การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2569’ ที่ควรให้ความสำคัญกับ 1.การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองหลังการเลือกตั้ง โดยให้ความสำคัญกับ
    การเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้สามารถเบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้โดยเร็ว เพื่อรักษาพลวัตการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะในด้านการลงทุนที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 4/2568 ควบคู่ไปกับการดำเนินการที่สำคัญๆ ที่มีผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้ง การรักษาวินัยทางการคลัง โดยการดำเนินการตามกรอบแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อลดแรงกดดันจากภาระหนี้สาธารณะ และลดความเสี่ยงต่อการปรับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
    2.การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไปแล้วในช่วงก่อนหน้าให้เกิดการลงทุนจริง โดยให้ความสำคัญกับการเร่งดำเนินการระบบ Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกและเร่งรัดการดำเนินโครงการ, การปรับปรุงระบบการขออนุญาตแบบรวมศูนย์ผ่านช่องทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม,
    การยกระดับความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการลงทุนภาคเอกชน, การปรับแนวทางการให้สิทธิประโยชน์จากมูลค่าเงินลงทุนไปสู่
    การให้สิทธิประโยชน์ตามผลลัพธ์ที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (Local value added), การส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบของกิจการร่วมทุน (Joint venture)

    3.การขับเคลื่อนภาคการส่งออก โดยให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐ, การลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ, การลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ, การส่งเสริมการใช้สินค้าและวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในประเทศ และการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2569-2570 รวมถึงการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยน

    4.การเร่งรัดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยการส่งเสริมการท่องเที่ยวมูลค่าสูงผ่านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและมีกำลังซื้อสูง, ยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว, การปราบปรามอาชญากรรมและเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายข้ามชาติที่แฝงตัวกับการท่องเที่ยว, การดูแลและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ และการเร่งแก้ปัญหาความแออัดในการเดินทางและส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง

    5.การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยให้ความสำคัญแก่การลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในครัวเรือน, การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ แต่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่อง และได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากมาตรการกีดกันทางการค้า, การเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะต่อไป รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ทางการเงิน โดยเฉพาะทัศนคติในการวางแผนการใช้จ่ายเพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัว!.

    ครองขวัญ รอดหมวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/949760/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mc5_wb1cKtNNdBpNLRv37

  • เปิด 5 ตัวแปร ‘เครดิตเรทติ้งส์’ ชี้ชะตาไทย จุดเสี่ยงหั่นอันดับ-กลับสู่เสถียรภาพ

    เปิด 5 ตัวแปร ‘เครดิตเรทติ้งส์’ ชี้ชะตาไทย จุดเสี่ยงหั่นอันดับ-กลับสู่เสถียรภาพ

    ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่บททดสอบสำคัญในปี 2569 เมื่อ 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ทั้ง Moody’s, Fitch Ratings และ S&P เตรียมเข้าประเมินสถานะทางการคลังและเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ

    นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ไทม์ไลน์สำคัญจะเริ่มจากมูดีส์ ที่มีกำหนดประกาศผลในช่วง มี.ค. ถึง เม.ย. 69 ซึ่งอาจเลื่อนไปถึง ก.ย. 69 เพื่อรอความชัดเจนจากรัฐบาลชุดใหม่ ขณะที่ ฟิทช์ และ เอสแอนด์พี จะตามมาในช่วงครึ่งปีหลังระหว่าง ส.ค.-ก.ย.

    โดยการประเมินรอบนี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อต้นทุนการเงินของประเทศ เนื่องจากในปี 68 ที่ผ่านมา ทั้งมูดีส์และฟิทช์ได้ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของไทยลงมาอยู่ที่ระดับ “เชิงลบ” (Negative)

    ขณะที่มีเพียงเอสแอนด์พีที่ยังคงมุมมอง “เสถียรภาพ” (Stable) ทำให้ปี 69 นี้ กลายเป็นปีที่ไทยต้องพิสูจน์ฝีมือเพื่อไม่ให้ถูก “หั่นอันดับ” ลงจากระดับปัจจุบันที่ Baa1 และ BBB+

    5 ตัวแปรตัดสินชะตาเครดิตไทย

    สบน. ระบุว่า สถาบันจัดอันดับเครดิตจะให้น้ำหนักใน 5 ปัจจัยหลัก ซึ่งเปรียบเสมือนดัชนีชี้วัดความอยู่รอดและความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานักลงทุนโลก

    1.) เสถียรภาพการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบาย โดยปัจจัยนี้เป็น “จุดตาย” ที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญสูงสุด สบน. เชื่อว่าการมีรัฐบาลเดิมที่มีความต่อเนื่องในการทำงานหลังการเลือกตั้ง จะเป็นแรงบวกสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจว่าฟันเฟืองเศรษฐกิจจะไม่สะดุด

    2.) วินัยการคลังระยะปานกลาง หัวใจสำคัญคือแผนการปรับลดการขาดดุลงบประมาณที่ต้องมีความชัดเจน โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายลดการขาดดุลจากระดับ 4% เศษ ให้เหลือเพียง 3% ของ GDP ภายในปี 73 เพื่อควบคุมระดับหนี้สาธารณะไม่ให้บานปลาย

    3.) แรงขับเคลื่อนจีดีพี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน หากจีดีพีเติบโตได้ต่ำกว่าคาด จะกลายเป็นจุดอ่อนที่เสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับ

    4.) โครงสร้างประชากรและสังคมสูงวัย ซึ่งเป็นโจทย์ยากที่ไทยต้องมีแผนรับมือที่เป็นรูปธรรม เนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและภาระงบประมาณสวัสดิการในอนาคต

    5.) อุตสาหกรรมนวัตกรรมและการเงินสีเขียว การเดินหน้าอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) และการใช้เครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ เช่น พันธบัตรสีน้ำเงิน (Blue Bond) และ พันธบัตรสีเขียว (Green Bond) เพื่อดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง

    นางจินดารัตน์ เน้นย้ำว่า ด้วยทิศทางการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและความชัดเจนในการลดการขาดดุล จะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้สถาบันจัดอันดับเครดิตมีมุมมองเชิงบวกต่อไทย และคาดหวังว่าผลการดำเนินงานที่เป็นไปตามแผนจะช่วยดันให้ Outlook ของไทยกลับสู่ระดับเสถียรภาพได้ในที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1221812&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wrYFx35QiDq-KDQ5ZFDqP

  • กินให้ตรงวัย = สุขภาพยืนยาว สารอาหารที่ร่างกายต้องการตามอายุ

    กินให้ตรงวัย = สุขภาพยืนยาว สารอาหารที่ร่างกายต้องการตามอายุ

    เป็นที่ยอมรับกันว่า “อาหารสมดุล” คือพื้นฐานของสุขภาพที่ดี แต่ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญล่าสุดชี้ว่า ความสำคัญของอาหารไม่ได้เหมือนเดิมในทุกช่วงชีวิต สารอาหารบางอย่างมีความจำเป็นมากในวัยหนึ่ง และมีบทบาทต่างออกไปในอีกวัยหนึ่ง ทั้งการวางรากฐานตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ไปจนถึงการคงมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรงในวัยสูงอายุ

    ‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ พาผู้อ่านไปสำรวจแนวทางการกินที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงวัย และสิ่งที่ร่างกายต้องการจริง ๆ ในแต่ละช่วงชีวิต

    กินให้ตรงวัย = สุขภาพยืนยาว สารอาหารที่ร่างกายต้องการตามอายุ

    จุดเริ่มต้นที่สำคัญ : 1,000 วันแรกของชีวิต

    ผลการศึกษาในปี 2025 จากบันทึกทางการแพทย์ของผู้คนกว่า 63,000 คน พบว่าเด็กที่ได้รับน้ำตาลน้อยในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต (นับตั้งแต่ในครรภ์) หรือเท่ากับอายุ 2 ขวบ มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจลดลง 20%, ความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลวลดลง 25% และความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองลดลงถึง 31% เมื่อเทียบกับเด็กที่รับประทานน้ำตาลในปริมาณสูง

    เฟเดริกา อามาติ (Federica Amati) นักวิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการจาก Imperial College London ประเทศสหราชอาณาจักร ระบุว่า ความต้องการพลังงานของเด็กที่สูง ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องได้รับอาหารที่มีสารอาหารหนาแน่นและมีคุณภาพสูง

    เธอกล่าวว่า ตั้งแต่ในครรภ์ ตลอดช่วง 1,000 วันแรก ไปจนถึงวัยเรียน เด็กมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและกำลังสร้างมวลกระดูกส่วนใหญ่ของชีวิตในอนาคต จึงทำให้ แคลเซียมและวิตามินดี เป็นสารอาหารสำคัญในช่วงนี้ เพราะจำเป็นต่อการพัฒนากระดูกตามปกติ และช่วยให้ได้มวลกระดูกสูงสุดที่เหมาะสม ซึ่งลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนและกระดูกหักในภายหลัง

    มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนว่า การรับประทานอาหารที่เหมาะสมตั้งแต่วัยเด็ก สามารถส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวได้

    นอกจากนี้ยังต้องการธาตุเหล็ก, ไอโอดีน และวิตามินต่างๆ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ, โดยควรเน้นผัก, ผลไม้, ธัญพืชไม่ขัดสี, ถั่ว และโปรตีนคุณภาพดี

    กินให้ตรงวัย = สุขภาพยืนยาว สารอาหารที่ร่างกายต้องการตามอายุ

    วัยรุ่นและวัย 20+ : ช่วงเวลาแห่งการสร้างนิสัยและสุขภาพจิต

    แม้การเจริญเติบโตทางร่างกายจะเริ่มช้าลงหลังวัย 20 ปี แต่ช่วงวัยนี้ถือเป็น “หน้าต่างแห่งโอกาส” ในการสร้างนิสัยที่ช่วยปกป้องหัวใจและสมอง เพราะพื้นฐานของโรคหลอดเลือดหัวใจมักเริ่มก่อตัวตั้งแต่วัยดังกล่าว

    วัยรุ่นจึงต้องการ “ธาตุเหล็ก” เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีประจำเดือน รวมถึงแคลเซียม, วิตามินดี และวิตามินบี เพื่อรองรับการทำงานของร่างกายที่ยังพัฒนาอยู่

    ขณะเดียวกัน งานวิจัยพบว่าอาหารมีความเชื่อมโยงกับสุขภาพจิต การรับประทานอาหารสไตล์ “เมดิเตอร์เรเนียน” ที่เน้นผัก, ผลไม้, ถั่ว และน้ำมันมะกอก สามารถส่งผลดีได้ทั้งต่อร่างกายและอารมณ์

    เฟเดริกา อามาติ แนะนำว่า วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้นควรเน้นอาหารจากพืชเป็นหลัก หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปสูง และได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอในทุกมื้อ ซึ่งโปรตีนสามารถมาจากพืชได้เช่นกัน

    รูปแบบการกินลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยดูแลสุขภาพกาย แต่ยังสัมพันธ์กับสุขภาพจิตที่ดีขึ้น เช่น ลดความเสี่ยงของโรคซึมเศร้าและความวิตกกังวล อีกทั้งยังเอื้อต่อภาวะเจริญพันธุ์สำหรับผู้ที่วางแผนมีบุตรในอนาคตอีกด้วย

    วัยกลางคน : รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

    เมื่อเข้าสู่วัย 40 และ 50 ปี ความสำคัญจะเปลี่ยนไปที่การดูแลสุขภาพหัวใจและกระดูก โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ซึ่งระดับเอสโตรเจนที่ลดลงจะส่งผลต่อความหนาแน่นของกระดูกและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและเบาหวาน

    ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เพิ่มการรับประทาน “ไขมันโอเมก้า 3” จากปลาที่มีไขมันสูง เช่น แซลมอน เพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจและลดการอักเสบ นอกจากนี้ควรเพิ่มปริมาณ “โปรตีน” เล็กน้อย เพื่อต่อสู้กับการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อตามวัย (Sarcopenia) และคงการรับประทานอาหารที่อุดมด้วยพืชพรรณและสารอาหารหลากหลาย

    วัยชรา : ความลับอยู่ที่ “สุขภาพลำไส้

    ในวัยสูงอายุ ร่างกายต้องการพลังงานน้อยลง แต่ต้องการสารอาหารที่หนาแน่นขึ้น สารอาหารหลักที่ยังคงสำคัญคือ แคลเซียมและวิตามินดี เพื่อป้องกันกระดูกหัก รวมถึงโปรตีนคุณภาพดีเพื่อรักษากำลังของกล้ามเนื้อ

    สิ่งที่น่าสนใจคือ “ไมโครไบโอม” หรือจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งมักจะสูญเสียความสมดุลเมื่อเราอายุมากขึ้น

    นักวิทยาศาสตร์พบว่าผู้ที่มีอายุยืนถึง 100 ปีมักมีจุลินทรีย์ในลำไส้ที่หลากหลายและแข็งแรง โดยเฉพาะแบคทีเรียชนิด “F. prausnitzii” ที่ช่วยปกป้องสุขภาพ

    วิธีการสร้างจุลินทรีย์ที่ดีคือการกินอาหารที่มี กากใยสูงและโพลีฟีนอล (พบมากในผักและผลไม้) นอกจากนี้ การเสริม “พรีไบโอติกส์” อาจช่วยพัฒนาความสามารถในการคิดและจดจำในผู้สูงอายุได้อีกด้วย

    โพรไบโอติกส์ (Probiotics) คือจุลินทรีย์ชนิดดีที่มีชีวิต พบได้ในอาหารหมักดองตามธรรมชาติ เช่น โยเกิร์ต, นมเปรี้ยว, คอมบูชา (ชาหมัก), กิมจิ, มิโซะ, เทมเป้ และข้าวหมาก ช่วยปรับสมดุลลำไส้ เสริมภูมิคุ้มกัน และบรรเทาอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร โดยสายพันธุ์หลักคือ Lactobacillus และ Bifidobacterium

    การปรับเปลี่ยนการกินให้เหมาะสมกับช่วงวัย ไม่ใช่แค่เรื่องของการมีรูปร่างที่ดี แต่คือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยืนยาวและปราศจากโรคในอนาคต

    อ้างอิง bbc , isappscience

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/longevity/1221734&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Jr-XraIWaiwVI5xRsyFnY

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/68063/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14Fe_2_f2krHz1otjPqo8Z

  • สพม.เชียงใหม่ ร่วมประชุมพัฒนาศักยภาพ ก.ต.ป.น.

    สพม.เชียงใหม่ ร่วมประชุมพัฒนาศักยภาพ ก.ต.ป.น.

    สพม.เชียงใหม่ ร่วมประชุมพัฒนาศักยภาพ ก.ต.ป.น. ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาแบบมีส่วนร่วม

    วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 นายเทอดเกียรติ ยามโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ พร้อมด้วย นางนพมาศ ทองวิทยาพร และนางรัตนา สิทธิราช รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ตลอดจนคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลและนิเทศการศึกษา (ก.ต.ป.น.) และคณะศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ เข้าร่วมประชุมพัฒนาศักยภาพการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมของคณะกรรมการ ก.ต.ป.น. ของเขตพื้นที่ ผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Meeting) และถ่ายทอดสดทาง YouTube OBEC Channel

    การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในการประชุม โดยเน้นย้ำบทบาทหน้าที่และความสำคัญของคณะกรรมการ ก.ต.ป.น. ในการขับเคลื่อนและพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระดับสถานศึกษา ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม

    พร้อมกันนี้ นางวรัญญภรณ์ ชารีรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ชี้แจงแนวทางการคัดเลือก ก.ต.ป.น. ต้นแบบ รวมถึงบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ ก.ต.ป.น. ในการส่งเสริมและมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา

    ทั้งนี้ ได้เน้นการขับเคลื่อนการบริหารจัดการงานทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคล และด้านการบริหารทั่วไป เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถานศึกษา และยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างยั่งยืน

    การเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ในการพัฒนากลไกการกำกับ ติดตาม ตรวจสอบ และนิเทศการศึกษา ให้มีความเข้มแข็ง โปร่งใส และมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพผู้เรียนอย่างรอบด้านต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3884600/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05nX_CmXig40eZcGRC6Cm-

  • สว.สีน้ำเงินโหวต2กกต. ข้อมูลลับ”ป.ป.ช.”อาจทำสะดุด!

    สว.สีน้ำเงินโหวต2กกต. ข้อมูลลับ”ป.ป.ช.”อาจทำสะดุด!

    ขณะที่บทบาทการทำงานของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการบริหารจัดการเลือกตั้ง กำลังถูกวิจารณ์อย่างหนัก จน กกต.และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต.ต้องแอ่นอกรับกระสุนตกจากทุกทิศทาง โดยมีงานสำคัญที่ต้องเคลียร์ให้จบตามไทม์ไลน์คือ การรับรองผลการเลือกตั้ง สส.เพื่อนำไปสู่การเปิดประชุมสภาฯ โหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และโหวตนายกรัฐมนตรี

    แต่ระหว่างนี้มีฉากคั่นกลาง ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงองคาพยพ ใน 7 เสือ กกต. ซึ่งจะเกิดขึ้นกลางสัปดาห์หน้า

    เพราะวุฒิสภามีประชุมสมัยวิสามัญเป็นกรณีพิเศษ วันพฤหัสบดีที่ 26 ก.พ. โดยมีวาระสำคัญคือ

    “ให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง”

    จำนวน 2 คน ตามที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาฯ คือ

    “จิรุตม์ วิศาลจิตร อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบกและประธานบอร์ดการรถไฟแห่งประเทศไทย” ที่เพิ่งเกษียณอายุราชการเมื่อกันยายน 2568 ที่ผ่านมา และ “มณฑล สุดประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง-อดีตอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย-อดีตบอร์ดการรถไฟฯ” เพื่อไปแทน เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ และฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ตามลำดับ ซึ่งทั้ง 2 คนครบวาระการเป็น กกต.ตั้งแต่เมื่อ 4 ธ.ค.2568 แต่ขณะนี้อยู่รักษาการจนกว่าจะมี กกต.ใหม่มารับไม้ต่อ

    สำหรับจิรุตม์-อดีตบิ๊กกระทรวงคมนาคม ที่แม้จะจบรัฐศาสตร์ จุฬาฯ แต่ไปเติบโตในชีวิตราชการที่กระทรวงคมนาคม หลังจบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา โดยก่อนเกษียณได้ผ่านตำแหน่งสำคัญมากมายในกระทรวงคมนาคม เช่น รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมเจ้าท่า อธิบดีกรมขนส่งทางบก อดีตบอร์ดการท่าเรือแห่งประเทศไทย อดีตบอร์ดบริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด

    โดยสื่อรายงานว่า เป็นที่รู้กันดีว่า สมัย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย น้องชายเนวิน ผู้ยิ่งใหญ่แห่งพรรคสีน้ำเงิน  เป็น รมว.คมนาคม ยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ที่นั่งเป็น รมว.คมนาคมร่วม 4 ปี ก็เป็นคนผลักดันให้จิรุตม์ขยับออกจากรองปลัดกระทรวงคมนาคม ไปเป็นอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ที่เป็นกรมใหญ่ของ ก.คมนาคม อีกทั้งยังผลักดันให้ไปรับตำแหน่งประธานบอร์ดการรถไฟฯ

    ส่วนมณฑล อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ถือเป็นอดีตบิ๊กข้าราชการคนดังที่มากด้วยคอนเน็กชันทางการเมืองและธุรกิจ โดยอยู่ในตำแหน่งอธิบดีกรมโยธาธิการฯ ยาวนานร่วม 7 ปี หลัง ครม.มีการต่ออายุให้ คือตั้งแต่ปี 2555-2563 โดยไม่เคยถูกเด้งหรือถูกย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทยหรืออธิบดีกรมอื่นในกระทรวงมหาดไทย ทั้งในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต่อเนื่องถึงยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ข่าวบอกว่า ช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่พรรคภูมิใจไทยดูแลกระทรวงมหาดไทย โดยมี ชวรัตน์ ชาญวีรกูล หรือปู่จิ้น เป็น มท.1 และมีศักดิ์สยามเป็นประธานคณะที่ปรึกษา นายมณฑลก็ได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นมาเป็นรองอธิบดีกรมโยธาธิการฯ ก่อนจะขึ้นเป็นอธิบดีกรมโยธาฯ ยาวหลายปีติดต่อกัน จึงทำให้รู้จักกับคนในหลายแวดวง โดยหลังเกษียณ ไปเป็นประธานกรรมการบริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) เป็นต้น          

    อย่างไรก็ตาม มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ลือกันในหมู่ สว.และที่ตึกสำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะว่า การโหวตเห็นชอบ กกต.ทั้ง 2 รายชื่อ อาจจะโหวตผ่านแค่ 1 รายชื่อ และไม่ผ่าน 1 ชื่อ

    ลือกันว่า ชื่อที่อาจจะไม่ผ่านก็คือ นายมณฑล เพราะฝ่ายการเมืองที่คุมเสียง สว.สีน้ำเงิน ยังมีอะไรบางอย่างคาใจกับมณฑล  

    ทั้งนี้ หากนายมณฑลที่สมัครเป็น กกต.เพื่อมาแทน ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ หากไม่ผ่านความเห็นชอบจะทำให้ ฐิติเชฏฐ์ ที่เคยเป็นอดีตที่ปรึกษา-หัวหน้าสำนักงาน นุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี สมัยเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ทำหน้าที่เป็น กกต.ต่อไปอีกอย่างน้อยก็ร่วม 4-5 เดือน เพราะต้องไปนับหนึ่งสมัครคัดเลือกใหม่ โดยเป็นที่รู้กันว่า ฐิติเชฏฐ์ ชื่อนี้ไม่ธรรมดากับการเป็นมิสเตอร์คอนเน็กชันแห่ง 7 เสือ กกต.

    กระนั้นข้อมูลเรื่อง สว.สีน้ำเงินจะโหวตผ่าน กกต. 1 คน และไม่ผ่าน 1 คน เป็นข้อมูลที่ร่ำลือกันช่วงเดือนมกราคม ก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. และก่อนที่ทั้ง 2 คนจะเข้าไปตอบข้อซักถาม กมธ.สอบประวัติของวุฒิสภาเมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา

      ทำให้ไม่แน่ พอถึงวันโหวต 26 ก.พ. อาจมี “ข้อมูลใหม่” ที่อัปเดตมากขึ้น จนทำให้การโหวตของ สว.สีน้ำเงินเปลี่ยนแปลงไป คืออาจโหวตผ่าน 2 ชื่อก็ได้ ข่าวว่า สว.สีน้ำเงินกำลังรอสัญญาณสัปดาห์หน้า 

    อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ในช่วงที่มีการตรวจสอบประวัติทาง “ลับ” ของคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาตรวจสอบประวัติวุฒิสภา ที่เข้าไปสอบประวัติทางลับของนายมณฑลและจิรุตม์ ที่มีการขอให้หน่วยงานรัฐ-องค์กรอิสระ ส่งข้อมูลมาให้ กมธ.สอบประวัติ เพื่อเป็นข้อมูลใส่ไว้ใน “เอกสารลับ” ที่จะพิจารณาใน “ที่ประชุมลับวุฒิสภา”

    พลันก็มีข้อมูลเกี่ยวกับมติของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ที่ตั้งคณะกรรมการไต่สวน กรณีมีข้อกล่าวหาอดีตประธานบอร์ดและบอร์ดการรถไฟแห่งประเทศไทยในยุคหนึ่งที่ทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่

    กรณีอนุญาตให้โครงการที่อยู่อาศัยที่เป็นโครงการคอนโดมิเนียมสุดหรูแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ เข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินของการรถไฟฯ เป็นทางเข้า-ออกไปสู่ที่สาธารณะโดยมิชอบ

    และล่าสุด ป.ป.ช.เรียกอดีตบอร์ดการรถไฟฯ ไปชี้แจงกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา แพร่กระจายออกมา ที่อาจมีผลไปถึงการโหวต กกต.ของ สว.ในสัปดาห์หน้า เพราะพบว่าทั้ง 2 ชื่อเคยเป็นอดีตบอร์ดการรถไฟฯ แต่คนละช่วงเวลากัน และต่อมาพบว่าช่วงเกิดเหตุที่นำมาสู่การที่ ป.ป.ช.เข้าไต่สวน โยงถึงแค่ 1 คนเท่านั้น

    จึงต้องรอติดตามว่า ในการประชุมลับของ สว.ก่อนโหวตเห็นชอบรายชื่อ กกต.จะมีเรื่องการไต่สวนของ ป.ป.ช.อยู่ในเอกสารลับ ผลการตรวจสอบประวัติด้วยหรือไม่ โดยหากว่ามีปรากฏ ก็ต้องติดตามว่า สว.ส่วนใหญ่มองอย่างไร โดยหากมองว่าบุคคลที่ถูกเสนอชื่อเป็น กกต.หากมีเรื่องถูกไต่สวนอยู่ที่ ป.ป.ช.เป็นเรื่องไม่เหมาะสม ก็อาจโหวตไม่เห็นชอบก็ได้!.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/dominate-the-situation-news/949776/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b5yq6I_EIk90h25dqUosR

  • ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลลาร์แข็งค่ารับข้อมูลเศรษฐกิจแกร่ง จับตาดัชนี PCE

    ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลลาร์แข็งค่ารับข้อมูลเศรษฐกิจแกร่ง จับตาดัชนี PCE

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.พ. 69)

    ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพุธ (18 ก.พ.) ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้

    ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.56% แตะที่ 97.702

    ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 154.79 เยน จากระดับ 153.39 เยนในวันอังคาร (17 ก.พ.) ขณะเดียวกันก็แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.7728 ฟรังก์ จากระดับ 0.7705 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3698 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3641 ดอลลาร์แคนาดา

    ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1788 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1845 ดอลลาร์ในวันอังคาร ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3503 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3559 ดอลลาร์

    ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เปิดเผยว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบรายเดือน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 0.3% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนธ.ค. และเมื่อเทียบรายปี การผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 2.3% ในเดือนม.ค.

    ทั้งนี้ ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวม เป็นการวัดการปรับตัวของภาคโรงงาน เหมืองแร่ และสาธารณูปโภค

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 6.2% สู่ระดับ 1.40 ล้านยูนิตในเดือนธ.ค.2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.2568 และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 1.31 ล้านยูนิต โดยตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวลงของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง

    ส่วนการอนุญาตก่อสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 4.3% สู่ระดับ 1.45 ล้านยูนิตในเดือนธ.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.40 ล้านยูนิต

    สกุลเงินยูโรอ่อนค่าลง หลังจาก Financial Times รายงานว่า คริสติน ลาการ์ด วางแผนจะก้าวลงจากตำแหน่งประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในปี 2570

    ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าลง หลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักรเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ ปรับตัวขึ้น 3% ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการขยายตัวในอัตราต่ำสุดในรอบ 10 เดือน หรือนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2568 และชะลอตัวลงจากระดับ 3.4% ในเดือนธ.ค. 2568

    นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า ข้อมูลดังกล่าวอาจทำให้ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ระดับ 3.75% โดยการประชุมครั้งต่อไปของ BoE จะมีขึ้นในวันที่ 19 มี.ค.

    นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

    นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE จะเพิ่มขึ้น 2.9% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.8% ในเดือนพ.ย. และคาดว่าดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 3.0% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.8% ในเดือนพ.ย.

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRDI0IQ86JS9QZ0RP3BX5G760UQR78LO&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OrCP-BnSNFycizs-wAr7m

  • คอลัมน์การเมือง – บุคคลแนวหน้า : 19 กุมภาพันธ์ 2569

    คอลัมน์การเมือง – บุคคลแนวหน้า : 19 กุมภาพันธ์ 2569

    แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา…nn เกียรติกับเงินไม่ใช่อันหนึ่งอันเดียวกัน จะเอามารวมกันไม่ได้เลยเป็นอันขาด ผู้ที่เราควรจะยกย่องว่ามีเกียรติสูงคือ ผู้ที่ไม่เสียชาติเกิด ผู้ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ใช้เวลาในชีวิตของเขาทุกวินาที สะสมคุณงามความดี… (ความตอนหนึ่งจากพระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในพิธีพระราชทานเข็มที่ระลึกแก่ผู้บริจาคโลหิต ณ สถานเสาวภา กรุงเทพฯ 17 พฤศจิกายน 2514)

    …nn ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยที่ถูกหลายคนวิพากษ์ว่าจะตกต่ำย่ำแย่จนตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เติบโตไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ แต่ผลปรากฏว่าตัวเลข GDP ของไตรมาสสุดท้ายปี 2568 เติบโตถึง 2.5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันกับปี 2567 และสูงกว่าไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ถึง 1.2 เปอร์เซ็นต์ ดันให้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยทั้งปีเติบโตอยู่ที่ระดับ 2.4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่ากรอบที่ประเมินไว้แต่ต้นว่าจะอยู่ที่ระดับ 2.0-2.2 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ต้องบอกว่าการเติบโตเช่นนี้ไม่ใช่เพราะปาฏิหาริย์ แต่มันเกิดมาจากผลงานการบริหารประเทศ แต่ก็ไม่ต้องหลงเหลิงมากจนเกินไป เพราะแม้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยจะดีเกินคาด แต่เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของไทย ก็ยังพบว่าเศรษฐกิจไทยยังเติบโตแย่กว่าเพื่อนบ้านในเอเชีย เช่น ไต้หวันเติบโต 12 เปอร์เซ็นต์ เวียดนาม 8 เปอร์เซ็นต์ สิงคโปร์ 6.9 เปอร์เซ็นต์ และมาเลเซีย 6.3 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ต้องชมเชยรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ที่พยายามดันจน GDP โตได้ 2.4 เปอร์เซ็นต์ นั่นแสดงว่ารัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณฯ ได้ทันกาลทันเวลา จึงทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ดิ่งลงเหวลึก ถือได้ว่าแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีอย่างน่าพอใจ ในระดับหนึ่ง แล้วก็ต้องบอกว่าผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล อนุทิน ดีกว่าอดีตรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร หลายขุม

    …nn รัฐบาลใหม่ที่ถูกมองว่าจะมีนายกรัฐมนตรีชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล จะเข้ารับตำแหน่งและทำงานอย่างเป็นทางการได้ในวันไหน ตอบแบบเร็วๆ ก็คือน่าจะเริ่มงานเร็วที่สุดได้ในช่วงเดือนเมษายน 2569 หรือมิฉะนั้น ก็ต้องรอไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 เพราะกว่าจะได้รับการรับรองผลการเลือกตั้ง สส. โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็คงจะไม่เร็วไปกว่าสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็นช่วงการตั้งรัฐบาล แบ่งเค้กกระทรวงกันตามอำนาจต่อรองของแต่ละพรรค แล้วจากนั้นก็เข้าถวายสัตย์ต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วก็ถึงเวลาแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก็ต้องบอกว่าขั้นตอนต่างๆ นี้ต้องใช้เวลาไม่น้อย โดยเฉพาะการต่อรองแบ่งผลประโยชน์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

    …nn รัฐบาลใหม่จะมีพรรคกล้าธรรมร่วมอยู่หรือไม่ ตอบว่ามีความเป็นไปได้สูงพอประมาณ เพราะการมีพรรคกล้าธรรมร่วมเป็นรัฐบาลก็จะช่วยให้เสถียรภาพของรัฐบาลมั่นคงยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าตัวของธรรมนัส พรหมเผ่า เจ้าของพรรคกล้าธรรม อาจจะถูกมองและวิพากษ์ว่ามีตำหนิมีมลทินอยู่มิใช่น้อย แต่ก็ต้องบอกตรงๆ ว่า ธรรมนัสก็เอาตัวรอดมาได้ทุกที แม้จะถูกถล่มยับมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่เห็นว่าใครจะโค่น ธรรมนัส ให้หมอบราบคาบแก้วได้สักราย แถมการเลือกตั้งครั้งล่าสุดพรรคกล้าธรรมของ ธรรมนัส ยังกวาดที่นั่ง สส. ได้เป็นอันดับ 4 รองจากพรรคเพื่อไทย แล้วที่สำคัญคือพรรคกล้าธรรมได้ที่นั่ง สส. มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์เกือบ 3 เท่าตัว แบบนี้หากจะปล่อยให้พรรคก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้านก็ดูเสมือนว่า อนุทิน จะใจดำมากเกินไปสักหน่อย

    …nn แต่ต้องยอมรับว่า ธรรมนัส นั้นไม่ใช่คนที่ใครจะบีบจะเค้นได้ตามอำเภอใจ เพราะมีพิษสงในตัวมิใช่น้อย แล้วก็ต้องยอมรับว่า ธรรมนัส มีความรอบจัดขั้นสูง เพราะผ่านมาแล้วหลายพรรค ทั้งพรรคของ ทักษิณ ชินวัตร และพรรคของ ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งแม้หลายคนจะบอกว่า ธรรมนัส ถูก บิ๊กตู่-ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หักหน้า
    จนเสียศูนย์มาแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงเห็นว่า ธรรมนัส ก็ยังคงโลดแล่นบนถนนการเมืองได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ เพราะฉะนั้น จึงมองข้าม ธรรมนัส ในชั้นเชิงการเมืองไม่ได้เลย

    …nn ส่วนพรรคประชาธิปัตย์นั้น หลายคนบอกว่าท่าดีแต่ทีเหลว และผลการเลือกตั้งครั้งนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าประชาธิปัตย์นั้นท่าดีแต่ทีเหลวจริงๆ เมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏชัดว่าพรรคฯ ได้ สส. ไม่ถึง 25 คน ก็หมายความว่าไม่มีสิทธิ์เสนอชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วพรรคฯ ก็คงได้ตำแหน่งฝ่ายค้านไปตามระเบียบ แต่ก็ยังคงมีความหวัง ว่าอภิสิทธิ์น่าจะไปนั่งในตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่นั่นก็เป็นเพียงความฝันความหวังลมๆ แล้งๆ เท่านั้น เพราะต้องไม่ลืมว่าประธานสภาผู้แทนฯ ต้องเป็นฝ่ายเดียวกับรัฐบาล แล้วคนที่พรรคภูมิใจไทยมองไว้ว่าจะให้นั่งในตำแหน่งดังกล่าวคือ โสภณ ซารัมย์ คนที่ เนวิน ชิดชอบ ผู้มีบารมีเหนือพรรคภูมิใจไทยวางใจเป็นที่สุด.

    …nn คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ถูกตั้งฉายาว่าเจ็ดเซียน กกต. จะรู้สึกรู้สมบ้างไหมว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่ศรัทธา ไม่เชื่อมั่น และดูเสมือนว่าจะรังเกียจเดียดฉันท์เอามากๆ เสียด้วยซ้ำไป สาเหตุที่คนทั่วไปจำนวนไม่น้อยมีความรู้สึกแย่มากๆ กับ กกต. ทั้ง 7 และอาจรวมไปถึงคนที่ทำงานอยู่ใน กกต. ทุกคนด้วย ก็เพราะว่า กกต. มีจุดอ่อนในการทำงาน แล้ว จุดอ่อนข้อด้อยเหล่านั้นก็ปรากฏต่อสาธารณชนเป็นระยะๆ จนอาจจะกล่าวได้ว่าไม่เคยมีเรื่องดีเรื่องงาม บังเกิดขึ้นใน กกต. เลยก็ว่าได้ มาล่าสุดมีเรื่องให้สาธารณชนวิพากษ์วิจารณ์จนถึงขั้น ด่าทอประณามอย่างรุนแรง ก็คือเรื่องบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด ที่ กกต. ดันทำให้มันไปปรากฏอยู่บนบัตรเลือกตั้ง สส. แบบเขต และแบบบัญชีรายชื่อ แล้วทำให้เกิดคำถามตามมาว่า บัตรลงคะแนนเลือกตั้ง สส. เป็นความลับจริงหรือ

    …nn แต่ที่มันแสนจะทุเรศ และแสนจะอุบาทว์คือ เมื่อสังคมตั้งคำถามกับ กกต. ในเรื่องความลับของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็กลับกลายเป็นว่า กกต. ไม่สามารถทำให้ผู้ตั้งคำถามคลายความสงสัยได้ แต่ดูเสมือนยิ่งตอบ ก็ยิ่งกลายเป็นปัญหามากกว่าเดิม จนเกิดคำถามจากสาธารณชนว่า ตกลงแล้ว กกต. ชุดนี้มีสติปัญญาในการจัดการเลือกตั้งจริงหรือ หรือว่ามันจะเป็นจริงตามที่ผู้คนเข้ารุมประณามว่า กกต. เป็นเบี้ยล่างของพรรคการเมืองบางพรรค อันที่จริง หาก กกต. มีสติปัญญา มีความบริสุทธิ์ใจ และมีความรอบรู้อย่างแท้จริง ก็ต้องตอบคำถามต่างๆ นานา จากสาธารณชนได้ ไม่ว่าคำถามนั้นๆ จะเป็นคำถามที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อบ่อนทำลาย กกต. ก็ตาม แต่ต้องบอกตรงๆ ว่า กกต. ตอบคำถามไม่รู้เรื่อง ตอบแล้วไม่สามารถหักล้างคำกล่าวหาว่าร้ายจากฝ่ายที่กำลังตามจับผิด กกต. ทั้งนี้ หาก กกต. ไม่มีปัญญาแก้คำกล่าวหาว่าร้ายได้แล้ว ก็ไม่ควรจะอยู่ในตำแหน่งต่อไป เพราะรังแต่จะทำให้เกิดความไร้ศรัทธา ไร้ความน่าเชื่อถือจากหมู่สาธารณชน

    …nn ตั้งแต่เกิดปัญหาบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด และมีคิวอาร์โค้ด ก็ยังไม่เคยปรากฏว่า กกต. ทั้ง 7 รายจะออกมาชี้แจงสร้างความกระจายในเรื่องนี้อย่างพร้อมหน้า พร้อมตากันแม้แต่ครั้งเดียว การที่ กกต. ทั้ง 7 ไม่ออกมาบอกกล่าวเล่าขานโดยตรงกับสาธารณชน มันคือการบ่งบอกว่า กกต. ทั้ง 7 ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีปัญญาแก้ปัญหาที่กำลังเกิดกับองค์กร และตัวของ กกต. ทั้งหมด ก็ต้องย้ำเหมือนเดิมว่า หากยังปล่อยให้ปัญหานี้เกิดขึ้นแล้วบานปลายไปเรื่อยๆ ก็หมายถึงความล่มสลายและความวิบัติของ กกต. ทั้งองคาพยพ

    …nn ตามกฎหมายไทยระบุว่า บัตรเลือกตั้ง สส. ต้องเป็นความลับ ต้องไม่สามารถระบุได้ว่าใครคนไหนลงคะแนนผ่านบัตรเลือกตั้งใบไหน แต่ถ้าหากจับได้และพิสูจน์ได้ว่าบัตรเลือกตั้งใบไหนเป็นของใคร ก็เท่ากับชี้ให้เห็นว่าการลงคะแนนเลือกตั้งไม่เป็นความลับ อันเป็นการขัดบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 85…nn พรรคประชาชนกำลังไล่ล่าเอาผิดเรื่องนี้กับ กกต. โดยกดดันให้ กกต. ต้องตอบเรื่องนี้ให้กระจ่าง แล้วจะยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ส่งคำร้องเรียนเรื่องนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้วินิจฉัยว่าบัตรลงคะแนนเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้ผิดกฎหมายหรือไม่ หากพบว่าผิดกฎหมาย ก็อาจทำให้การเลือกตั้ง ปี 2569 เป็นโมฆะเหมือนเช่นการเลือกตั้ง สส. ปี 2549

    …nn คำถามบางคำถามจากพรรคประชาชนถึง กกต. ก็น่ารับฟัง เช่น ในบัตรเลือกตั้ง สส. ปี 2566 มีคิวอาร์โค้ดที่สามารถระบุเล่มของบัตรเลือกตั้งได้ แต่ทำไมบัตรเลือกตั้ง สส. ปี 2569 ต้องมีคิวอาร์โค้ดที่สามารถระบุถึงเลขที่ของบัตรเลือกตั้งได้ โดยณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ระบุว่าระบุถึงเลขที่บัตรเลือกตั้งได้แบบใบต่อใบเลยเชียวแหละ ก็ต้องบอกว่าหากคำพูดของณัฐพงษ์เป็นเรื่องจริง ก็ต้องถามว่า กกต. ทั้ง 7 รายจะตอบเรื่องนี้ให้กระจ่างอย่างไร การที่ กกต. อมพะนำไม่พูดเรื่องนี้ให้กระจ่างใส ก็เท่ากับยอมรับตามคำกล่าวหา ใช่หรือไม่ หรือเหตุที่เงียบเพราะจำนนต่อหลักฐาน หากจำนนต่อหลักฐานก็หมายความว่า กกต. ทั้ง 7 น่าจะไม่รอดคุก ใช่หรือไม่

    …nn แต่ก็ไม่มีใครเชื่อว่า กกต. จะติดคุก เพราะหากเป็นจริง ก็หมายความว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เมื่อโมฆะก็หมายความว่าเลือกตั้ง สส. ใหม่ แล้วต้องทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ 2560 ใหม่ นั่นก็หมายความว่าจะเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ตามมา แล้วก็ใช่ว่าเมื่อเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง พรรคประชาชนจะได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งตามความฝัน เพราะดีไม่ดีน่าจะเหลือคะแนน สส. น้อยกว่า 100 ที่ก็เป็นได้ ส่วนพรรคภูมิใจไทยอาจจะได้ สส. เกิน 250 คนก็เป็นได้ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ พรรคประชาชนก็หน้าแหกหนักกว่าเดิมเลยเชียวแหละ…nn

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65542&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s1pxQQ9SWfJjl0ZkVMvWz