Blog

  • จับตา กนง. 25 ก.พ.คาดคงดอกเบี้ย 1.25% หลัง GDP ออกมาสูงกว่าคาด

    จับตา กนง. 25 ก.พ.คาดคงดอกเบี้ย 1.25% หลัง GDP ออกมาสูงกว่าคาด

    ในการประชุม กนง. วันที่ 25 ก.พ. 2569 คาดว่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.25% หลังจากเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 ขยายตัวดีกว่าที่คาด และความเสี่ยงทางการเมืองมีแนวโน้มลดลง

    เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 2.5% YoY สูงกว่าคาด ลดแรงกดดันต่อการเร่งลดดอกเบี้ย โดยได้แรงหนุนหลักจากการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนทั้งภาครัฐ–เอกชนที่ฟื้นตัวชัดเจน

    แม้บางส่วนมาจากมาตรการชั่วคราว เช่น คนละครึ่งพลัส เติมเงินบัตรสวัสดิการ เที่ยวดีมีคืน 2568 และการเร่งซื้อรถก่อนสิ้นสุด EV 3.0 แต่โดยรวมสะท้อนว่าเศรษฐกิจยังมีโมเมนตัมขยายตัว

    ขณะเดียวกัน ผลการเลือกตั้งช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง หนุนความต่อเนื่องนโยบายการคลัง คาดคนละครึ่งพลัส เฟส 2 เดินหน้าได้ในไตรมาส 2–3 และช่วยเสริมความเชื่อมั่น ดันการลงทุนเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้ง สู่ระดับ 1.00% ในปีนี้ โดยคาดว่าอาจเกิดขึ้นในการประชุมรอบเดือน มิ.ย. 2569 เพื่อรอประเมินตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2569 ที่จะออกมาในเดือนพ.ค. 2569 ซึ่งคาดว่าจะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญและอาจเป็นจุดต่ำสุดของปี 

    ปัจจัยกดดันหลักมาจากภาวะสุญญากาศทางการเมืองที่ทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐชะลอลง ประกอบกับแรงส่งจากการบริโภคภาคเอกชนที่แผ่วลงหลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง คนละครึ่ง เฟส 1 และมาตรการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 สิ้นสุดลง

    ขณะที่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แม้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสทยอยฟื้นตัวหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้รวดเร็วและมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม แต่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและค่าเงินบาทที่แข็งค่าซึ่งกระทบต่อภาคการส่งออกและท่องเที่ยว 

    นอกจากนี้ ข้อจำกัดทางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจมีมากขึ้น และภาครัฐจำเป็นต้องลดการขาดดุลตามแผนการคลังระยะปานกลาง

    นอกจากนี้ สินเชื่อมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในปีนี้ โดยสินเชื่อในกลุ่ม SMEs และสินเชื่อรายย่อยยังคงเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสภาพคล่องและการฟื้นตัวของรายได้ ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.00% อาจช่วยบรรเทาภาระทางการเงินและเพิ่มโอกาสในการชำระหนี้ของลูกหนี้ได้บางส่วน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง 

    ทั้งนี้ การที่กนง. มีกรรมการเพียง 6 ท่าน จากปกติ 7 ท่าน อาจทำให้ดุลยภาพของความเห็นในที่ประชุมมีความอ่อนไหวมากขึ้น โดยหากเสียงแตกแบบ 3 ต่อ 3 จะเป็นการให้น้ำหนักกับการตัดสินใจของประธานกนง.  นอกจากนี้ การเปลี่ยนเลขานุการ กนง. คนใหม่ อาจนำไปสู่การปรับโทนหรือรูปแบบการสื่อสารเชิงนโยบายที่ต้องจับตาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/738364&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RVUeK-Z7UYgNWD9uYSpnJ

  • ‘


    ‘กรณ์’ ชี้ภาษีทรัมป์ 10% คือส้มหล่นส่งออกระยะสั้น เตือน ระวัง 3 จุดตายเศรษฐกิจในประเทศ “กำลังซื้อ-วิกฤตสินเชื่อ-NPL” พร้อมจับตาความขัดแย้งอิหร่าน ตัวแปรทำลายเสถียรภาพโลก

    นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาโพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า ผ่าแผน ‘ทรัมป์’ ใช้ช่องกฎหมาย 150 วันจากการที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ วินิจฉัยตีตกมาตรการภาษีชุดเดิม โดนัลด์ ทรัมป์ ได้โต้กลับด้วยการประกาศใช้ มาตรา 122 ภายใต้กฎหมาย Trade Act 1974 เรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% จากทุกประเทศทั่วโลก นั้น โดยมีความเห็นว่า

    1.เป็นมาตรการชั่วคราวตามกฎหมายมีอำนาจบังคับใช้เพียง 150 วัน

    2.เกมการเมืองแม้กฎหมายเพดานสูงสุดคือ 15% แต่ทรัมป์เลือกเก็บ 10% สะท้อนถึงการ “รักษาหน้า” มากกว่าเจตนาเก็บจริงจัง

    3.ความยากในการต่ออายุหากจะขยายเวลาเกิน 150 วัน ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งมีความท้าทายสูงทั้งในแง่การเมืองและการตีความข้อกฎหมาย

    นอกจากนั้น ยังเห็นว่าข่าวดีส่งออกไทย ‘ได้อานิสงส์’ ภาษีลดฮวบในเชิงเปรียบเทียบ ประเทศไทยถือว่าได้รับประโยชน์จากสถานการณ์นี้ เนื่องจากการเจรจาเดิมไทยเคยถูกวางเป้าไว้ที่อัตราภาษีถึง 19% การปรับลดลงมาเหลือ 10% เท่ากับประเทศอื่นๆ ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยดีขึ้นทันที สินค้าไทยที่ได้รับยกเว้น ทรัมป์ระบุข้อยกเว้นในกลุ่มสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตเองได้ หรือเป็นวัตถุดิบจำเป็น ได้แก่ อาหาร อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท  รถกระบะบางชนิด

    พร้อมกันนั้นยังขอเตือน ‘ไส้ใน’ เศรษฐกิจไทยยังน่าห่วงแม้ปัจจัยภายนอก (ส่งออก) จะมีทิศทางบวก แต่คุณกรณ์เน้นย้ำว่าเครื่องยนต์หลักของไทยยังติดขัดใน 3 จุดสำคัญ

    1.กำลังซื้อภายในประเทศอ่อนแอ ประชาชนไม่มีกำลังจับจ่าย

    2.วิกฤตสินเชื่อ สถิติการปล่อยสินเชื่ออยู่ในระดับต่ำมาก

    3.ความเสี่ยงหนี้เสีย (NPL) ทั้งในส่วนของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่เป็นระเบิดเวลาสำคัญ

    ที่สำคัญคือปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ‘อิหร่าน’ภาคการค้าโลกยังวางใจไม่ได้ เพราะอาจเกิดกรณีที่ทรัมป์พยายามกู้หน้าผ่านนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะความขัดแย้งกับ อิหร่าน กรณีดี คือ จบลงด้วยการเจรจาและข้อตกลงทางการค้า/การทูต

    กรณีที่แย่ คือ การใช้กำลังทหาร ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อต้นทุนพลังงานและเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

    การเปลี่ยนผ่านนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ครั้งนี้อาจเป็น “ลมช่วยพัด” ให้การส่งออกไทยในระยะสั้น แต่หัวใจสำคัญคือรัฐบาลไทยจะแก้โจทย์ “กำลังซื้อในประเทศ” ที่ซบเซาได้อย่างไรภายใต้สภาวะหนี้ท่วม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/40465&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2COyG9hQQntwWCWO5m5Qyp

  • ทรัมป์ไม่ยอมแพ้! สั่งขึ้นภาษีนำเข้า 15% ทั่วโลก มีผลทันที

    ทรัมป์ไม่ยอมแพ้! สั่งขึ้นภาษีนำเข้า 15% ทั่วโลก มีผลทันที

    ทรัมป์ไม่ยอมแพ้! สั่งขึ้นภาษีนำเข้า 15% ทั่วโลก มีผลทันที

    หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ สั่งเบรกภาษีเดิม ทรัมป์ไม่ยอมแพ้ งัดกฎหมายใหม่สั่งขึ้นภาษีเป็น 15% ทันที กระทบการค้าทั่วโลก รวมถึงไทยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

    • โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลกจาก 10% เป็น 15% โดยมีผลทันที
    • การขึ้นภาษีครั้งนี้เป็นการตอบโต้คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่ยกเลิกมาตรการภาษีเดิม โดยชี้ว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต
    • ทรัมป์หันมาใช้กฎหมายการค้า มาตรา 122 เป็นฐานอำนาจใหม่ ซึ่งอนุญาตให้เก็บภาษีชั่วคราวได้สูงสุด 15% เป็นเวลา 150 วัน
    • มาตรการดังกล่าวสร้างความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น และกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย

    หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ สั่งเบรกภาษีเดิม ทรัมป์ไม่ยอมแพ้ งัดกฎหมายใหม่สั่งขึ้นภาษีเป็น 15% ทันที กระทบการค้าทั่วโลก รวมถึงไทยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

    โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศ จาก 10% เป็น 15% ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดตามกฎหมาย ภายหลังคำวินิจฉัยของ US Supreme Court ที่ยกเลิกโครงการภาษีเดิม โดยระบุว่าประธานาธิบดีใช้อำนาจเกินขอบเขตภายใต้กฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ

    ชนวนเหตุสำคัญมาจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัย (มติ 6-3) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ (IEEPA) ในการเก็บภาษีแบบเหมาเข่งโดยมิชอบ, ทรัมป์ซึ่งไม่พอใจอย่างรุนแรงและเรียกคำตัดสินนี้ว่า “ไร้สาระและต่อต้านอเมริกา” จึงตอกกลับด้วยการประกาศขึ้นภาษีใหม่ที่สูงกว่าเดิมทันที

    งัดไม้ตายใหม่ “มาตรา 122”

    เมื่อกฎหมายเดิมใช้ไม่ได้ ทรัมป์จึงหันไปใช้ มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 แทน ซึ่งกฎหมายตัวนี้อนุญาตให้ประธานาธิบดีสั่งเก็บภาษีชั่วคราวได้สูงสุด 15% เป็นเวลา 150 วัน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าที่รุนแรง การขยับเพดานภาษีไปที่ 15% จึงถือเป็นการใช้ “อำนาจสูงสุด” เท่าที่กฎหมายจะอำนวยในตอนนี้

    ทรัมป์ย้ำว่านี่คือการปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ จากประเทศที่เอาเปรียบทางการค้ามานานหลายทศวรรษ

    การขึ้นภาษีแบบ “สายฟ้าแลบ” ครั้งนี้ สร้างความสั่นสะเทือนทั่วโลก

    1. ของแพงขึ้น: นักวิเคราะห์เตือนว่าภาษีนี้จะเป็นปัจจัยเร่งเงินเฟ้อและค่าครองชีพให้สูงขึ้น
    2. ไทยเสี่ยงส่งออกทรุด: ภาคเอกชนไทยเริ่มกังวลว่าสินค้าไทยที่ส่งไปสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    3. ความไม่แน่นอนของการค้าโลก: แม้จะมีข้อยกเว้นในสินค้าบางกลุ่ม เช่น แร่สำคัญและพลังงาน แต่ภาพรวมการค้าโลกจะเต็มไปด้วยความผันผวน

    การขึ้นภาษีเป็น 15% ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่มันคือการเมืองและศักดิ์ศรีของทรัมป์ที่ต้องการแสดงให้เห็นว่าไม่มีใครหยุดเขาได้ แม้มาตรการนี้อาจถูกท้าทายทางกฎหมายอีกในอนาคต แต่ในระยะสั้น 150 วันต่อจากนี้ โลกต้องเตรียมรับแรงกระแทกจาก “พายุภาษี” ของจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862126&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gIYKMtojc2i-NwQqtm-Ak

  • เอกชนชี้ ‘เศรษฐกิจไทย’ ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน

    เอกชนชี้ ‘เศรษฐกิจไทย’ ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน

    คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนาวิชาการ หัวข้อ “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย: โอกาสสุดท้ายหรือแค่รอบใหม่ของวงจรเดิม?” (Reset Thailand’s Economy: Last Real Chance or Another Turn of the Same Cycle?) เปิดเวทีวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาเชิงโครงสร้าง และข้อจำกัดด้านขีดความสามารถการแข่งขัน 

    โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน และได้รับเกียรติจากดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คุณเกรียงไกร  เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คุณธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ร่วมเสวนา ดำเนินรายการโดยรองศาสตราจารย์ ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    “รีเซ็ต” ต้องลึกกว่ามาตรการกระตุ้นระยะสั้น ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่บนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ การ “รีเซ็ต” ไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้น แต่คือการปรับโครงสร้างเชิงลึก ทั้งด้านผลิตภาพ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

    จุฬาฯ ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำ มีบทบาทเป็น “เวทีแลกเปลี่ยนทางความคิด” (intellectual platform) เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับภาคปฏิบัติ และเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนแลกเปลี่ยนอย่างตรงไปตรงมา บนฐานข้อมูล งานวิจัย และบริบทสังคมที่รอบด้าน เพื่อร่วมออกแบบโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่มั่นคง แข่งขันได้ และยั่งยืนในระยะยาว

    เอกชนชี้ 'เศรษฐกิจไทย' ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน

    เอกชนชี้ 'เศรษฐกิจไทย' ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน

    ภาคธุรกิจชี้ ต้องลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง–สร้างเสถียรภาพ 

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคธุรกิจต้องการความชัดเจนเชิงนโยบายและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุน ควรมุ่งลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง ปรับปรุงกฎระเบียบให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ

    ภาคอุตสาหกรรมเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี 

    คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันระดับภูมิภาคและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว การรีเซ็ตต้องมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมสู่เทคโนโลยีขั้นสูง สนับสนุนการลงทุนในระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล พร้อมทั้งเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมอนาคตอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดข้อจำกัดด้านต้นทุน ประเทศต้องมีทิศทางชัดเจนในการพัฒนาอุตสาหกรรมอนาคตและพลังงานที่ยั่งยืน เพื่อรองรับการแข่งขันในภูมิภาคและตลาดโลก

    ภาคส่งออกชี้ ต้องกระจายตลาด–เพิ่มมูลค่าสินค้า 

    คุณธนากร เกษตรสุวรรณ ประธาน สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวเสริมว่าการส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย แต่ต้องเผชิญความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกและมาตรการการค้าที่เข้มข้นขึ้น ไทยจำเป็นต้องกระจายตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้า และยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับกติกาการค้าใหม่ เพื่อรักษาความสามารถด้านการแข่งขันในระยะยาว

    เอกชนชี้ 'เศรษฐกิจไทย' ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน เอกชนชี้ 'เศรษฐกิจไทย' ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน เอกชนชี้ 'เศรษฐกิจไทย' ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน  

    CBS กับภารกิจตัวกลาง “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย”: รองศาสตราจารย์ ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในฐานะผู้ริเริ่มและดำเนินรายการเสวนาครั้งนี้ว่า “โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการฟื้นตัวระยะสั้น แต่คือการเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก ทั้งภาวะการผลิตชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง และขีดความสามารถทางการแข่งขันที่ลดลง เวทีสัมมนาในครั้งนี้จึงถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นสะพานเชื่อมเสียงสะท้อนจากภาคเศรษฐกิจสู่แวดวงวิชาการ มุ่งผลักดันข้อเสนอให้กลายเป็นนโยบายที่นำไปปฏิบัติได้จริง”

    “มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างสรรค์องค์ความรู้และพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการรีเซ็ตเศรษฐกิจประเทศอย่างเป็นระบบ หากประเทศไทยมุ่งหวังการเติบโตที่ยั่งยืน จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านบุคลากร เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม แทนการมุ่งเน้นเพียงการแข่งขันด้านต้นทุนอย่างในอดีต”

    ทั้งนี้ งานเสวนาวิชาการ “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย: โอกาสสุดท้ายหรือแค่รอบใหม่ของวงจรเดิม?” (Reset Thailand’s Economy: Last Real Chance or Another Turn of the Same Cycle?)  เป็นการผนึกกำลังเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์และสถานการณ์จริงของเศรษฐกิจไทยผ่านมิติที่หลากหลาย ประกอบด้วย ภาคการค้า อุตสาหกรรมการผลิต และการส่งออก โดยมุ่งผลักดันแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่มิใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

    เอกชนชี้ 'เศรษฐกิจไทย' ต้องรีเซ็ตโครงสร้าง ยกระดับขีดแข่งขัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378973855&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UxypjdaBqZQg0nW56Yeh7

  • “กรณ์” ชี้ ภาษีทรัมป์ใหม่ 10% ข่าวดีสำหรับการค้าไทย การค้าโลก

    “กรณ์” ชี้ ภาษีทรัมป์ใหม่ 10% ข่าวดีสำหรับการค้าไทย การค้าโลก

    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช ว่าที่ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า

    ” ภาษีทรัมป์ใหม่ 10% ข่าวดีสำหรับการค้าไทย การค้าโลก

    หลังจากที่ศาลฎีกาของอเมริกาได้วินิจฉัยตีตก ’ภาษีทรัมป์’ ชุดเดิม เมื่อคืนนี้ทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรา 122 กฎหมาย Trade Act 1974 แทนที่ โดยที่มีอัตราเดียวกันทุกประเทศในโลกที่ 10%

    ในอเมริกาเองก็จะต้องวุ่นวายประเด็นการคืนภาษีให้กับผู้ประกอบการที่เป็นผู้นำเข้า โดยคาดว่าอาจต้องคืนภาษีมูลค่าสูงถึง 3 ล้านล้านบาท

    ส่วนประเทศอย่างไทยที่ยังเจรจาหาข้อสรุปอัตราเดิมที่ 19% ก็ดูเหมือนจะรอดตัว กลับกลายเป็นเสียเพียง 10% เท่ากับประเทศอื่นๆ

    และมาตรา 122 ตามกฎหมายนี้ ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีได้ชั่วคราวเท่านั้นคือ 150 วัน โดยข้อที่น่าสังเกตเพิ่มเติมคือตามกฎหมายนั้น อัตราสูงสุดที่กำหนดได้คือ 15% แต่ทรัมป์เลือกเก็บเพียง 10% จากทุกประเทศ

    ทำให้คิดได้ว่า ที่ทรัมป์ประกาศไปเมื่อคืนนี้เป็นเรื่องการรักษาหน้า มากกว่าเรื่องเจตนาเก็บภาษีจริงจัง และหากจะขยายเวลาจาก 150 วันต้องผ่านสภา Congress ซึ่งไม่ง่าย เพราะการตีความการใช้กฎหมายนี้ก็ยังมีปัญหาอยู่เช่นกัน

    การส่งออกไทยน่าจะดีขึ้น โดยเฉพาะทรัมป์ได้ยกเว้นหลายประเภทสินค้าเช่น อาหารที่เขาผลิตไม่ได้ electronics บางประเภท และแม้แต่รถกระบะบางชนิด

    ในระยะสั้นหุ้นน่าจะดีขึ้น ทองอ่อนลง แต่ทิศทางเงินดอลล่าร์อ่านยากกว่า

    แต่ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ที่การส่งออกเท่ากับอยู่ที่กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนมาก การปล่อยสินเชื่อที่ตํ่ามาก และความเสี่ยงการชำระหนี้ทั้งในส่วนของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

    ส่วนในต่างประเทศวางใจไม่ได้ ทรัมป์อาจจะพยายามกู้หน้าด้วยการตัดสินใจสร้างสถานการณ์และตัดสินใจบางอย่างในกรณีความขัดแย้งกับอิหร่าน ซึ่งจะดีหากจบด้วยการตกลงเจรจา แต่จะแย่มากหากเป็นการใช้กำลังทหาร”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/130605&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pvFkWPT45lbk6V_DFfeb5

  • มอ.วิทยานุสรณ์ จัดยิ่งใหญ่ “เวทีวิชาการ มอ.ว. ครั้งที่ 3” ยกระดับการศึกษาเพื่อความยั่งยืน

    มอ.วิทยานุสรณ์ จัดยิ่งใหญ่ “เวทีวิชาการ มอ.ว. ครั้งที่ 3” ยกระดับการศึกษาเพื่อความยั่งยืน


    มอ.วิทยานุสรณ์ จัดยิ่งใหญ่ “เวทีวิชาการ มอ.ว. ครั้งที่ 3” ยกระดับการศึกษาเพื่อความยั่งยืน พลิกโฉมครูยุคใหม่สู่โค้ชแห่งศตวรรษที่ 21 หาดใหญ่, สงขลา – โรงเรียน มอ.วิทยานุสรณ์ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ประสบความสำเร็จอย่างยิ ่งใหญ่ในการจัดงาน เวทีวิชาการ มอ.ว. ครั ้งที ่ 3 มหกรรมการศึกษาเพื ่อการพัฒนาที ่ยั ่งยืน “มอ.ว.ก้าวย่างอย่างยั ่งยืน” เมื ่อวันอาทิตย์ที ่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี โดยมี นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการ ส่งเสริมการศึกษาเอกชน ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดและมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ร่วมจัดนิทรรศการ การจัดงานในครั ้งนี ้สะท้อนถึงความมุ ่งมั ่นของโรงเรียนในการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ได้ มาตรฐานสากล สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ Thailand 4.0 และเป้าหมายการพัฒนาที ่ยั ่งยืน (SDGs) ของ องค์การสหประชาชาติ โดยมีสาระสำคัญดังนี้: ยกระดับวิชาชีพครูสู่การเป็น “โค้ช” ยุคใหม่ • งานนี้มุ่งเน้นการวางรากฐานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างเป็นระบบ เพื่อเตรียมความพร้อมให้พลเมือง รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก • สนับสนุนการปรับบทบาทครูจาก “ผู้สอน” ให้กลายเป็น “โค้ช” หรือผู้อำนวยการเรียนรู้ เพื่อสร้างแรง บันดาลใจและทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ให้แก่ผู้เรียน • สร้างเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ เพื่อความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพของบุคลากร ทางการศึกษา ไฮไลต์ความสำเร็จและกิจกรรมภายในงาน การจัดงานครั้งนี้ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม โดยมีสถิติและกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ • ผู้เข้าร่วมงาน มีผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมมากกว่า 700 คน • การนำเสนอผลงาน: มีการนำเสนอผลงานวิจัยและแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) มากกว่า 100 ผลงาน ทั้งในรูปแบบ Oral และ Poster Presentation • การบรรยายพิเศษ ได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา มาร่วมถ่ายทอด มุมมองทางวิชาการ • เวทีเสวนา หัวข้อ “การศึกษาหลังมหาอุทกภัยหาดใหญ่ พลิกวิกฤตสู่โอกาส” นำเสวนาโดย นายสุชาติ สุขะพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน มอ.วิทยานุสรณ์ • นิทรรศการ แสดงสื่อการสอนและนวัตกรรมทางการศึกษาจากหน่วยงานภายในและภายนอก งานเวทีวิชาการ มอ.ว. ครั ้งที ่ 3 ถือเป็นก้าวย่างที ่สำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง หน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยภูมิปัญญาและนวัตกรรม อย่างยั่งยืน

    เนื้อหานี้ในภาษาอื่น


    • ประกาศผลการแข่งขัน การประกวดร้องเพลงเยาวชน “เงาเสียงเติ้งลี่จวิน” (Young Voices of Teresa Teng)

      ประกาศผลการแข่งขัน การประกวดร้องเพลงเยาวชน “เงาเสียงเติ้งลี่จวิน” (Young Voices of Teresa Teng)
    • SITE 2026 เปิดฉากยิ่งใหญ่!  ม.อ. ผนึกกำลังพันธมิตรพลิกฟื้นเศรษฐกิจใต้ กู้ความเชื่อมั่นหลังอุทกภัย  ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูง

      SITE 2026 เปิดฉากยิ่งใหญ่! ม.อ. ผนึกกำลังพันธมิตรพลิกฟื้นเศรษฐกิจใต้ กู้ความเชื่อมั่นหลังอุทกภัย ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูง
    • หาดทิพย์ นำนักฟุตบอลเยาวชนจากภาคใต้เปิดประสบการณ์ระดับโลกกับ  FIFA World Cup™ Trophy Tour by Coca-Cola

      หาดทิพย์ นำนักฟุตบอลเยาวชนจากภาคใต้เปิดประสบการณ์ระดับโลกกับ FIFA World Cup™ Trophy Tour by Coca-Cola
    • ขอเชิญร่วมงานมหากุศล ประเพณีแห่พระสะเดาะเคราะห์ประจำปี 2569

      ขอเชิญร่วมงานมหากุศล ประเพณีแห่พระสะเดาะเคราะห์ประจำปี 2569
    • ตำนานความอร่อย 21 ปี! “ร้านน้ำเพื่อสุขภาพพี่ปู & น้องเล็ก” จากเต้าหู้สูตรดั้งเดิม สู่เมนูเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพคู่ใจชาวกิมหยง

      ตำนานความอร่อย 21 ปี! “ร้านน้ำเพื่อสุขภาพพี่ปู & น้องเล็ก” จากเต้าหู้สูตรดั้งเดิม สู่เมนูเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพคู่ใจชาวกิมหยง
    • ชี้เป้าความอร่อยยามเย็น “แมงทอด น้องฝน” พิกัดตลาดโปะหมอ ของดีที่คนรักแมลงทอดต้องลอง

      ชี้เป้าความอร่อยยามเย็น “แมงทอด น้องฝน” พิกัดตลาดโปะหมอ ของดีที่คนรักแมลงทอดต้องลอง
    • หาดทิพย์ (HTC) คว้ารางวัล “จรรยาบรรณดีเด่น ประจำปี 2568 ชูวัฒนธรรม “Zero Tolerance” ขับเคลื่อนองค์กรยั่งยืน

      หาดทิพย์ (HTC) คว้ารางวัล “จรรยาบรรณดีเด่น ประจำปี 2568 ชูวัฒนธรรม “Zero Tolerance” ขับเคลื่อนองค์กรยั่งยืน
    • หาดทิพย์ (HTC) ได้รับ SET ESG Ratings ระดับ “AA” ต่อเนื่องปีที่ 8 ตอกย้ำการเติบโตอย่างรับผิดชอบ ภายใต้กรอบความยั่งยืน “เคียงข้าง ผูกพัน”

      หาดทิพย์ (HTC) ได้รับ SET ESG Ratings ระดับ “AA” ต่อเนื่องปีที่ 8 ตอกย้ำการเติบโตอย่างรับผิดชอบ ภายใต้กรอบความยั่งยืน “เคียงข้าง ผูกพัน”
    • วัดป่าแสงธรรม เปิดศูนย์พักพิง/โรงทาน ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ ระดมของบริจาคและจิตอาสาจากทั่วสารทิศ

      วัดป่าแสงธรรม เปิดศูนย์พักพิง/โรงทาน ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ ระดมของบริจาคและจิตอาสาจากทั่วสารทิศ
    • 7 วันหลังน้ำท่วม!

      7 วันหลังน้ำท่วม! “หาดใหญ่” เร่งคลีนอัพครั้งใหญ่ คืน 4 ธ.ค. รถบรรทุกหลากหน่วยงานผนึกกำลังเก็บ “กองขยะมหึมา” ท่ามกลางบรรยากาศฟื้นฟูเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.gimyong.com/content/d32ef3eed1&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fuZ05pcmi7HKOAzExmlcz

  • นิด้าโพล ไม่กังวลเลือกตั้งโมฆะ คะแนนสูสี “ค่อนข้างพอใจ-ไม่พอใจ” ผลเลือกตั้งภาพรวม

    นิด้าโพล ไม่กังวลเลือกตั้งโมฆะ คะแนนสูสี “ค่อนข้างพอใจ-ไม่พอใจ” ผลเลือกตั้งภาพรวม

    นิด้าโพล เผยผลสำรวจ กว่า 50% ไม่กังวลหากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เชื่อ พรรคการเมืองใช้สื่อโซเชียลชี้นำสังคม ชี้ คะแนนสูสี “ค่อนข้างพอใจ-ไม่พอใจ” ผลเลือกตั้งภาพรวม

    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เรื่องวุ่น ๆ หลังเลือกตั้ง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความพอใจของประชาชนต่อผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา

    เมื่อถามความพอใจของประชาชนต่อผลการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง พบว่า 

    • ร้อยละ 39.31 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ 
    • ร้อยละ 27.33 ระบุว่า พอใจมาก 
    • ร้อยละ 18.40 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ
    • ร้อยละ 14.96 ระบุว่า ไม่พอใจเลย

    ด้านความพอใจของประชาชนต่อผลการเลือกตั้ง ภาพรวมทั้งประเทศ พบว่า 

    • ร้อยละ 29.69 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ 
    • ร้อยละ 29.31 ระบุว่า ไม่พอใจเลย 
    • ร้อยละ 27.25 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ
    • ร้อยละ 13.75 ระบุว่า พอใจมาก

    สำหรับความกังวลของประชาชนต่อกรณีการติดคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นโมฆะและต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ พบว่า 

    • ร้อยละ 50.31 ระบุว่า ไม่กังวลเลย 
    • ร้อยละ 20.53 ระบุว่า ค่อนข้างกังวล 
    • ร้อยละ 18.40 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล 
    • ร้อยละ 10.23 ระบุว่า กังวลมาก
    • ร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเชื่อของประชาชนต่อการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของพรรคการเมืองเพื่อชี้นำสังคม ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา พบว่า 

    • ร้อยละ 33.66 ระบุว่า เชื่อมาก 
    • ร้อยละ 28.94 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อ 
    • ร้อยละ 17.02 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อ 
    • ร้อยละ 16.87 ระบุว่า ไม่เชื่อเลย 
    • ร้อยละ 3.51 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2915689&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n0QQvBKelNIbpHKiZdXbQ

  • ดวงประจำวันที่ 22/02/69

    ดวงประจำวันที่ 22/02/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/variety/horoscope/130649&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iYH1CZkNF4zjfEo352dqH

  • เริ่มแล้วงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 คึกคักยิ่งใหญ่ตระการเหนือเขาวัง

    เริ่มแล้วงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 คึกคักยิ่งใหญ่ตระการเหนือเขาวัง

    ภูมิภาค

    เริ่มแล้วงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 คึกคักยิ่งใหญ่ตระการเหนือเขาวัง

    วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.40 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ช่วงค่ำวันที่ 20 ก.พ.69 ที่บริเวณด้านหน้าอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนครคีรี จ.เพชรบุรี บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก มี ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการ จ.เพชรบุรี พร้อมด้วย นางณัฐฐินีย์ คงบูชาเกียรติ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบุรี, รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ, หัวหน้าส่วนราชการ, ประชาชน นักท่องเที่ยวร่วมชมความงดงามของริ้วขบวนแห่เทิดพระเกียรติและส่งเสริมการท่องเที่ยวจากทั้ง 8 อำเภอ ที่จัดเต็มทั้งความวิจิตรตระการตาและอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของแต่ละพื้นที่ เคลื่อนขบวนควบคู่ไปกับความสง่างามของวงโยธวาทิตจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ในจังหวัดเพชรบุรี ภายในงาน “พระนครคีรี-เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด “วิมานฟ้าพระนครคีรี อัญมณีแห่งสยาม”

    ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ กล่าวว่า “ปีนี้เรามีแคมเปญพิเศษ ชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว ‘นุ่งโจง ห่มสไบ ใส่ชุดไทย’ มาเที่ยวงาน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการปลุกประวัติศาสตร์ให้มีชีวิตอีกครั้ง ท่ามกลางแสง สี และพลุสุดอลังการ ที่จะเนรมิตให้งานนี้กลายเป็นอัญมณีที่มีชีวิตของชาวเพชรบุรี”

    จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานมอบโล่ขอบคุณให้แก่ผู้สนับสนุนการจัดงานจำนวน 4 หน่วยงาน และมอบถ้วยรางวัลชนะเลิศการประกวดขบวนแห่ให้แก่อำเภอแก่งกระจาน รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 คืออำเภอบ้านลาด รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่อำเภอบ้านแหลม และรางวัลชมเชยให้แก่อำเภอต่าง ๆ ก่อนจะเดินเยี่ยมชมกิจกรรมและนิทรรศการภายในบริเวณงาน

    สำหรับงานพระนครคีรี-เมืองเพชร ครั้งที่ 39 จะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ในวันพรุ่งนี้ (21 ก.พ. 69) พร้อมชมการจุดพลุเฉลิมฉลองสุดอลังการกว่า 1,350 นัด สว่างไสวทั่ววิมานฟ้าพระนครคีรี (และจะมีการจุดพลุทุกคืน รวมกว่า 5,000 นัดตลอดงาน) นอกจากนี้ ภายในงานยังมีแสดงศิลปวัฒนธรรมที่หาชมยาก, งานสาธิตสกุลช่างเมืองเพชร, กิจกรรม “เพชรบุรีเมืองอาหาร จาก Local สู่ เลอค่า”, เชฟเทเบิ้ล และการแสดงแสง สี เสียง (Mini Light and Sounds) ส่วนกิจกรรมอุทยาน ร.4 (ด้านล่าง): นิทรรศการโครงการพระราชดำริ, การแสดงโขนจากกรมศิลปากรสุดยิ่งใหญ่กว่า 120 ชีวิต, อิ่มอร่อยกับเมนูอาหาร “สามรส” (เปรี้ยว หวาน เค็ม) เอกลักษณ์เมืองเพชร, มหกรรมมอเตอร์โชว์ และการออกร้านสินค้า OTOP พร้อมลุ้นรางวัลใหญ่ รถกระบะ Toyota Hilux Revo Double Cab, รถจักรยานยนต์ และทองคำ ในราคาใบละ 100 บาท (หมุนวงล้อออกรางวัล 1 มี.ค. 69 เวลา 18.30 น.)

    ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ในงาน “พระนครคีรี – เมืองเพชร” ครั้งที่ 39 ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2569 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครคีรี (เขาวัง) และพื้นที่โดยรอบ.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/466836&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3H9IkHQ7XbMFoY02Cif3rN

  • นิด้าโพล เปิดผลสำรวจล่าสุด ประชาชน 50% ไม่กังวล เลือกตั้งโมฆะ

    นิด้าโพล เปิดผลสำรวจล่าสุด ประชาชน 50% ไม่กังวล เลือกตั้งโมฆะ


    นิด้าโพล เปิดผลสำรวจล่าสุด ประชาชน 50% ไม่กังวล เลือกตั้งโมฆะ ขณะที่ 33 % เชื่อมีการใช้สื่อโซเชียลชี้นำสังคม

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “เรื่องวุ่น ๆ หลังเลือกตั้ง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความพอใจของประชาชนต่อผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา 

    การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความพอใจของประชาชนต่อผลการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 39.31 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ รองลงมา ร้อยละ 27.33 ระบุว่า พอใจมาก ร้อยละ 18.40 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ และร้อยละ 14.96 ระบุว่า ไม่พอใจเลย

    ด้านความพอใจของประชาชนต่อผลการเลือกตั้ง ภาพรวมทั้งประเทศ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 29.69 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ รองลงมา ร้อยละ 29.31 ระบุว่า ไม่พอใจเลย ร้อยละ 27.25 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ และร้อยละ 13.75 ระบุว่า พอใจมาก

    สำหรับความกังวลของประชาชนต่อกรณีการติดคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้ การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นโมฆะและต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 50.31 ระบุว่า ไม่กังวลเลย รองลงมา ร้อยละ 20.53 ระบุว่า ค่อนข้างกังวล ร้อยละ 18.40 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล ร้อยละ 10.23 ระบุว่า กังวลมาก และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเชื่อของประชาชนต่อการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ของพรรคการเมืองเพื่อชี้นำสังคม ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 33.66 ระบุว่า เชื่อมาก รองลงมา ร้อยละ 28.94 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อ ร้อยละ 17.02 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อ ร้อยละ 16.87 ระบุว่า ไม่เชื่อเลย และร้อยละ 3.51 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.65 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.05 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.30 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 36.64 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.53 สมรส และร้อยละ 1.83 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.23 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 18.78 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 35.57 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.39 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 29.62 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 6.41 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 9.47 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 18.32 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 20.76 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 11.83 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.19 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 17.25 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 7.18 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 19.47 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 3.28 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 15.73 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 31.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 12.13 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 4.35 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.82 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.15 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.23 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 1.22 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.71 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/40461&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uDtSQHeCQFABUY5T4Godc