Blog

  • ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน เหลืองอร่ามเต็มทุ่ง เช็กอินใกล้กรุง

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน เหลืองอร่ามเต็มทุ่ง เช็กอินใกล้กรุง

              ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน ชวนเช็กอินทุ่งปอเทืองสีเหลืองสดใส สวยสะดุดตาต้องแวะ ใครมองหาทริปใกล้กรุง บรรยากาศดี ๆ เห็นทีต้องมาหน่อยแล้ว

              ช่วงนี้ใครที่เดินทางมาชมชมพูพันธุ์ทิพย์ ม.เกษตรฯ กำแพงแสน ที่กำลังออกดอกสวยสุด ๆ แล้ว และถ้าใครได้รูปสวยแล้วแต่ยังไม่รับกลับบ้าน เรามีอีกพิกัดทุ่งดอกไม้สวยของที่นี่ให้ได้แวะชม กับทุ่งปอเทือง ม.เกษตร กำแพงแสน บอกเลยว่าสวยไม่แพ้กัน คนที่กำลังมองหาทริปสั้น ๆ ใกล้กรุงเทพฯ แบบได้ฟีลธรรมชาติเต็ม ๆ

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน อยู่ตรงไหน

              ทุ่งปอเทือง ม.เกษตร กำแพงแสน แห่งนี้ตั้งอยู่ข้างอุโมงค์ยูคาลิปตัส บริเวณศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมเกษตร (พิกัด : ทุ่งปอเทือง ม.เกษตร กำแพงแสน)

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน มีอะไรดี

               ต้องบอกว่าทุ่งปอเทือง ม.เกษตร กำแพงแสน ที่นี่ไม่ได้มีแค่ต้นไม้ดอกไม้ธรรมด แต่คือ “ทะเลสีเหลือง” สุดลูกหูลูกตาบนพื้นที่หลายสิบไร่ ด้วยความที่เป็นพื้นที่วิจัยและสาธิตทางเกษตรกรรม ทำให้ต้นปอเทืองที่นี่เติบโตอย่างสมบูรณ์ ต้นสูงท่วมหัว ดอกแน่นสะพรั่ง ให้ฟีลสบาย ๆ โล่ง โปร่ง ลมพัดเอื่อย ๆ เดินเล่นได้เพลิน ๆ

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน เที่ยวช่วงไหนดี

              ช่วงที่ดอกบานเต็มทุ่งจะสวยเป็นพิเศษ โดยเฉพาะตอนเช้าและเย็น แสงนุ่ม ๆ ถ่ายรูปขึ้นสุด ๆ แนะนำเช็กช่วงบานก่อนเดินทาง จะได้ไม่พลาดช็อตสวย ๆ ซึ่ง ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ดอกปอเทืองกกำลังออกดอกสวยงาม โดยจะบานอย่างนี้ไปประมาณ 50-60 ก่อนที่จะไถกลบต่อไป

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน ข้อแนะนำ

              ใครที่เดินทางมาเที่ยวชมทุ่งปอเทือง ม.เกษตร กำแพงแสน แนะนำว่าให้พกร่ม หมวก มาด้วย เพราะช่วงนี้อากาศค่อนข้างร้อน และอย่าดึง รั้ง และหักกิ่งต้นปอเทือง เพราะกิ่งค่อนข้างเปราะและหักง่ายมาก ๆ ไว้เก็บความสวยงามให้ส่งต่อให้คนอื่น ๆ ได้มาเชยชมด้วย

    ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

              ถ้าอยากเติมสีเหลืองสดใสให้วันธรรมดา ลองแวะมาที่ทุ่งปอเทือง ม.เกษตรฯ กำแพงแสน ทริปสั้น ๆ ใกล้กรุงเทพฯ ที่ได้ทั้งพักผ่อนและรูปสวยกลับบ้าน ^ ^ 

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ที่เที่ยวสวนดอกไม้ ที่เที่ยวนครปฐม อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view298976.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00x8UiiEuUkghFEGXtEPij

  • อัยการสั่งฟ้อง ‘นานา-เวย์’ คดีฉ้อโกง-แชร์ลูกโซ่ เสียหายกว่า 170 ล้านบาท

    อัยการสั่งฟ้อง ‘นานา-เวย์’ คดีฉ้อโกง-แชร์ลูกโซ่ เสียหายกว่า 170 ล้านบาท

    เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 ได้นำตัว นางไรบีนา อินทชัย (นานา) และ นายปริญญา อินทชัย (เวย์ ไทเทเนี่ยม) พร้อมด้วย บริษัท ฟลิกค์ออฟ เดอไรท์ โปรดักส์ชั่น จำกัด และ บริษัท ไรบีนา 2016 จำกัด เป็นจำเลยที่ 1-4 ยื่นฟ้องต่อศาลในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และปลอมเอกสาร

    คำฟ้องระบุพฤติการณ์ว่า ระหว่างเดือนเมษายน 2564 ถึงตุลาคม 2568 จำเลยทั้ง 4 ได้ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายรวม 11 ราย ให้ร่วมลงทุนในธุรกิจหลายรูปแบบ อาทิ การปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล, ซื้อขายสินทรัพย์, ธุรกิจกีฬา, ร้านอาหารต่างประเทศ และหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ โดยเสนอผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 4-7 ต่อเดือน หรือร้อยละ 40 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่ากฎหมายกำหนด

    จากการสอบสวนพบว่า จำเลยไม่มีเจตนานำเงินไปลงทุนจริง แต่เป็นการนำเงินรายใหม่มาหมุนเวียนจ่ายให้รายเดิมในลักษณะแชร์ลูกโซ่ โดยในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

    ทางด้านพนักงานอัยการระบุว่า คดีนี้สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง มูลค่ารวมกว่า 170 ล้านบาท จึงขอให้ศาลลงโทษสถานหนัก และขอคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวเนื่องจากเกรงจะหลบหนี พร้อมขอให้จำเลยชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายตามจำนวนที่ระบุไว้ในคำฟ้อง

    ล่าสุด ศาลรับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.508/2569 ขณะนี้จำเลยอยู่ระหว่างการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว และรอคำสั่งพิจารณาจากศาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/738411&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30mO21wYDe130QCqIZCzSW

  • ‘พายุ’ ยัน MOU 7 ฉบับไทย-กัมพูชา ยุค ‘แพทองธาร’ มุ่งเสริมสร้างเศรษฐกิจชายแดนไทย หยุดโพสต์ข่าวปลอม

    ‘พายุ’ ยัน MOU 7 ฉบับไทย-กัมพูชา ยุค ‘แพทองธาร’ มุ่งเสริมสร้างเศรษฐกิจชายแดนไทย หยุดโพสต์ข่าวปลอม

    ‘พายุ’ โต้ข่าวบิดเบือน ยัน MOU 7 ฉบับไทย-กัมพูชา ยุค ‘แพทองธาร’ มุ่งเสริมสร้างเศรษฐกิจชายแดนไทย ไม่ใช่การประเคนผลประโยชน์ หยุดบิดเบือนด้วยความเท็จ สร้างความเกลียดชัง

    พายุ เนื่องจำนงค์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ชี้แจงผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ขออนุญาตอธิบาย: จากที่ได้การที่มีการโพสต์โจมตีอดีตนายกฯแพทองธารว่าได้ “ประเคน” หรือ “ยกประโยชน์” ให้กับกัมพูชาล้วนๆ จากการลงนาม MOU จำนวน 7 ฉบับ ซึ่งไม่เป็นความจริง.. เพราะแท้ที่จริงแล้ว การลงนามในเวลานั้นมีเจตนาเพื่อเสริมสร้างมิตรภาพและความเข้าใจระหว่างสองประเทศ และเสริมมูลค่าทางการค้าของทั้งสองประเทศอย่างมหาศาล ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพด้านบุคคลและด้านโลจิสติกส์

    โดยเนื้อหาของบันทึกความเข้าใจเหล่านี้แบ่งออกเป็นหัวข้อดังต่อไปนี้:

    ฉบับที่ 1 – บันทึกเรื่องด้านกรรมสิทธิ์ การใช้ และการบำรุงรักษา สะพานมิตรภาพ ไทย–กัมพูชา (ที่หนองเอี่ยน–สตึงบท)

    ฉบับที่ 2 – บันทึกเรื่องด้านความร่วมมือและการแก้ปัญหามลพิษข้ามแดนระหว่างกระทรวงสิ่งแวดล้อมของทั้งสองประเทศ

    ฉบับที่ 3 – หนังสือแลกเปลี่ยนเพื่อปรับเปลี่ยนสาระสำคัญของความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์พัฒนาฝีมือสำหรับแรงงาน ไทย-กัมพูชา

    ฉบับที่ 4 – บันทึกเรื่องความร่วมมือด้านการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา

    ฉบับที่ 5 – บันทึกเรื่องความเข้าใจด้านการใช้แรงงานและการทำงานอย่างถูกกฎหมาย

    ฉบับที่ 6 – บันทึกเรื่องการหารือด้านความช่วยเหลือเชิงวิชาการ สำหรับการออกแบบทางของโครงการปรับปรุง ถนนหมายเลข 57 และถนนหมายเลข 5

    ฉบับที่ 7 – ความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการก่อสร้างสะพานข้ามพรมแดนแห่งใหม่ ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี

    ซึ่ง ณ วันที่ลงนามนั้นอยู่บนบริบทของการร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของประชาชนของทั้งสองประเทศเพื่อนบ้านในช่วงสงบสุข แต่ในภายหลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่ภาวะสงคราม/ความขัดแย้ง.. MOU หรือบันทึกความเข้าใจเหล่านี้ สามารถที่จะถูกระงับหรือยกเลิกได้ เพราะไม่ใช่สนธิสัญญาที่ผูกมัดถาวร และสามารถปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน

    ดังนั้นมันจึงไม่ใช่การ “ประเคน” ผลประโยชน์ให้กับทางกัมพูชาที่มีผลต่อเนื่องมาจากตอนนั้นตามที่ได้มีการบิดเบือนกัน.. ซึ่งก็ขอเสริมว่าในตอนนั้นก็ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดและเนื้อหาของบันทึกความเข้าใจเหล่านี้ผ่านทางสื่ออย่างโปร่งใส และไม่ได้มีใครทักท้วงว่าเป็นการเจรจาที่ทำให้ไทยเสียผลประโยชน์แต่อย่างใดครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/dtblOPv5j&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MDilJP0pDAtY5XMpWjKDr

  • กรมการพัฒนาชุมชนร่วมพิธีเปิดงานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP จังหวัดสมุทรสงคราม มุ่งสร้างโอกาสทางการตลาดและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชนร่วมพิธีเปิดงานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP จังหวัดสมุทรสงคราม มุ่งสร้างโอกาสทางการตลาดและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชนร่วมพิธีเปิดงานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP จังหวัดสมุทรสงคราม มุ่งสร้างโอกาสทางการตลาดและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน


    23/02/2569 | 26 | |

    กรมการพัฒนาชุมชนร่วมพิธีเปิดงานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP จังหวัดสมุทรสงคราม มุ่งสร้างโอกาสทางการตลาดและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดงานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ของดีจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อส่งเสริมช่องทางการตลาดและยกระดับผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายและร่วมสนับสนุนการดำเนินงานกิจกรรมพัฒนาชุมชน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP โดยมีนายรนัสถ์ชัย พุ่มเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานในพิธีเปิดงานดังกล่าว

    สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โดยได้รับความร่วมมือจากพัฒนาการจังหวัดและผู้ประกอบการ OTOP จังหวัดสมุทรสงคราม ขนขบวนสินค้าคุณภาพและผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นของเมืองแม่กลองมาจัดแสดงและจำหน่ายกว่า 60 บูธ เพื่อส่งตรงสินค้าคุณภาพจากชุมชนสู่ผู้บริโภคในย่านศูนย์ราชการฯ อันเป็นการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจในระดับฐานรากและสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

    นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้ร่วมเยี่ยมชมบูธผลิตภัณฑ์และพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานและมีความทันสมัยควบคู่ไปกับการรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิม เพื่อให้สินค้าชุมชนสามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชนมุ่งมั่นที่จะเป็นกลไกหลักในการสนับสนุนการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ ให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/326763&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0owzRZb3MOFXH1p0w8xFPX

  • โลกร้อนทำให้บ้านเมืองกำลังจะจมน้ำ ความจริงที่ยุโรปปฏิเสธ

    โลกร้อนทำให้บ้านเมืองกำลังจะจมน้ำ ความจริงที่ยุโรปปฏิเสธ

    โลกร้อนทำให้บ้านเมืองกำลังจะจมน้ำ ความจริงที่ยุโรปปฏิเสธ

    โลกร้อนทำให้บ้านเมืองกำลังจะจมน้ำ ความจริงที่ยุโรปปฏิเสธ

    แม้ว่าสภาพอากาศสุดขั้วจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลายประเทศในยุโรปเผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ดูเหมือนรัฐบาลกำลังปฏิเสธความจริงดังกล่าว

    • ยุโรปกำลังเผชิญวิกฤตสภาพอากาศรุนแรงขึ้นจากภาวะโลกร้อน เช่น น้ำท่วมและคลื่นความร้อน ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
    • แม้จะเผชิญภัยพิบัติที่ชัดเจน แต่รัฐบาลยุโรปหลายแห่งกลับตอบสนองอย่างล่าช้าและไม่สอดคล้องกับความเร่งด่วนของปัญหา
    • ความลังเลทางการเมืองและแรงกดดันทางเศรษฐกิจระยะสั้น เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ยุโรปขาดมาตรการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง

    แม้ว่าสภาพอากาศสุดขั้วจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลายประเทศในยุโรปเผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ดูเหมือนรัฐบาลกำลังปฏิเสธความจริงดังกล่าว

    ยุโรปกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้ชัดจากข่าวของ เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว น้ำท่วม และอุณหภูมิที่สูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นเหมือนบททดสอบการรับมือกับภัยพิบัติของภูมิภาคนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่การตอบสนองเชิงนโยบายกลับดูเหมือนไม่สอดคล้องกับขนาดและความเร่งด่วนของปัญหาที่เกิดขึ้น

    ผู้เชี่ยวชาญบางคนมองว่า ความลังเลทางการเมือง ลำดับความสำคัญทางเศรษฐกิจ และการนำเสนอข่าวของสื่อ กำลังส่งผลให้เกิดการปฏิเสธความจริงหรือการรับรู้เกี่ยวกับความรุนแรงของภัยคุกคามจากสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในยุโรป 

    เกิดขึ้นจริง แต่เหมือนไม่มีใครมองเห็น

    ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ยุโรปต้องเผชิญเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วบ่อยและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่คลื่นความร้อนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในภาคใต้ของสเปนและอิตาลี ไปจนถึงน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงในเยอรมนีและเบลเยียม โดยข้อมูลล่าสุดของสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งยุโรป (EEA) ชี้ว่า เฉพาะน้ำท่วมและคลื่นความร้อนเพียงอย่างเดียวได้สร้างความเสียหายหลายหมื่นล้านยูโรตั้งแต่ปี 2015

    โลกร้อนทำให้บ้านเมืองกำลังจะจมน้ำ ความจริงที่ยุโรปปฏิเสธ

    แม้จะเห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์เหล่านี้ เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่รัฐบาลยุโรปหลายแห่งก็แทบจะไม่มีความเคลื่อนไหวที่สำคัญเพื่อหาวิธีตอบสนองหรือรับมือ ในขณะที่บางประเทศอย่างเยอรมนีและเดนมาร์กได้ลงทุนอย่างมากในพลังงานหมุนเวียน ประเทศอื่นๆ ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือล้มเหลวในการดำเนินกลยุทธ์การลดผลกระทบหรือลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างครอบคลุม

    ความลังเลทางการเมืองและข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ

    ประเด็นที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของยุโรปคือความตึงเครียดระหว่าง ‘ความกังวลทางเศรษฐกิจในระยะสั้น’ และ ‘ความจำเป็นด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว’ 

    ผู้กำหนดนโยบายเผชิญกับแรงกดดันในการรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปกป้องแรงงาน และหลีกเลี่ยงการขึ้นราคาพลังงานที่ไม่เป็นที่นิยม ซึ่งมักส่งผลให้เกิดมาตรการแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าการปฏิรูปที่กล้าหาญ

    นักวิเคราะห์นโยบายด้านสภาพภูมิอากาศในบรัสเซลส์กล่าว ปัญหาคือ แม้ว่ารัฐบาลจะยอมรับหลักวิทยาศาสตร์ แต่แรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเลือกตั้งในระยะสั้นก็ลดทอนความเร่งด่วนของการดำเนินการของพวกเขา จนกลายเป็นความเฉื่อยชาทางการเมือง

    โลกร้อนทำให้บ้านเมืองกำลังจะจมน้ำ ความจริงที่ยุโรปปฏิเสธ

    ขณะที่ผู้นำยุโรปกำลังเผชิญกับทางแยกที่สำคัญ เมื่อทวีปยุโรปมีทรัพยากร ความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ และศักยภาพทางเทคโนโลยีที่จะเป็นผู้นำด้านการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ แต่ความระมัดระวังทางการเมือง แรงกดดันทางเศรษฐกิจ และการสื่อสารที่ขาดตอน กำลังคุกคามความก้าวหน้าดังกล่าว 

    นักวิเคราะห์เน้นย้ำว่า การยอมรับวิกฤต การบูรณาการกลยุทธ์การบรรเทาและปรับตัว และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการหลีกเลี่ยงต้นทุนทางนิเวศวิทยาและเศรษฐกิจในระยะยาว

    คำถามคือ ยุโรปจะเผชิญกับความเป็นจริงก่อนที่จะสายเกินไปหรือไม่ เพราะบ้านเมืองของทุกคนกำลังจะจมอยู่ใต้น้ำอย่างแท้จริง ทั้งทางการเมืองและสิ่งแวดล้อม หากเรายังคงมองว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาที่อยู่ไกลตัว

    โลกร้อนทำให้บ้านเมืองกำลังจะจมน้ำ ความจริงที่ยุโรปปฏิเสธ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/862146&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eKq1OgYIIMwtq0k8bjWT7

  • พัฒนาโครงสร้างข้อมูลและยกระดับงานวิจัยเศรษฐกิจการเกษตรไทย | เดลินิวส์

    พัฒนาโครงสร้างข้อมูลและยกระดับงานวิจัยเศรษฐกิจการเกษตรไทย | เดลินิวส์

    นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุถึงแนวทางการดำเนินงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในการยกระดับสู่การเป็นหน่วยงานหลักเพื่อชี้นำเศรษฐกิจการเกษตรโดยมุ่งเน้นการเสริมความเข้มแข็งของทีมเศรษฐกิจและทีมข้อมูล ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายทางวิชาการต่าง ๆ ซึ่งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือทางวิชาการ จึงได้มีการหารือร่วมกันกับ ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อกำหนดแนวทางการยกระดับข้อมูลสารสนเทศภาคเกษตร การพัฒนางานวิชาการเชิงเศรษฐศาสตร์ และการสร้างกลไกการเรียนรู้เพื่อพัฒนาบุคลากรร่วมกัน เพื่อวางรากฐานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและงานวิจัยภาคเกษตรไทยให้มีความแม่นยำและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก

    สำหรับการหารือในครั้งนี้ สศก. มุ่งเน้นการพัฒนาองค์กรในภาพรวม เพื่อก้าวสู่การเป็นสถาบันชี้นำทางเศรษฐกิจการเกษตรชั้นนำ โดยให้ความสำคัญกับการเสริมความเข้มแข็งของทีมเศรษฐกิจและทีมข้อมูล ที่ครอบคลุมทั้งด้านงานจัดการข้อมูล งานวิเคราะห์เศรษฐกิจ และงานวิเคราะห์เชิงนโยบาย ผ่านการสร้างทีมผู้เชี่ยวชาญใน 3 สายงานหลักเพื่อขับเคลื่อนงานวิชาการร่วมกันอย่างไร้รอยต่อระหว่างส่วนกลางและภูมิภาค มุ่งเป้าหมายในการยกระดับมาตรฐานงานวิจัยและบทวิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจ ให้มีกรอบวิธีคิดที่ชัดเจน โดยเน้นการสรุปสาระสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายควบคู่กับหลักฐานเชิงวิชาการที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะความท้าทายในงานวิจัยมุ่งเป้าประเด็นสำคัญที่ครอบคลุมความเสี่ยงในอนาคตของภาคเกษตรไทย ทั้งในมิติความยั่งยืนและวิกฤตการณ์โลก เศรษฐกิจและการค้าโลก เทคโนโลยีและโครงสร้างผลิตภาพ รวมถึงความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจฐานราก เพื่อหาทางออกที่เป็นรูปธรรมและทันต่อสถานการณ์

    นอกจากนี้ สศก. ยังมุ่งยกระดับ การคาดการณ์และรายงานภาวะเศรษฐกิจการเกษตรรายปี ให้มีความรอบด้านและแม่นยำยิ่งขึ้น ผ่านการทำ Economic Outlook โดยใช้ชุดแบบจำลองเศรษฐกิจที่หลากหลายมากกว่า 1 โมเดล ควบคู่ไปกับการยกระดับโครงสร้างข้อมูลภาคเกษตร ทั้งการคำนวณ GDP ภาคเกษตรด้วยวิธีรายจ่าย การนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมและร่องรอยทางดิจิทัลมาใช้ประเมินผลผลิต ตลอดจนการจัดเก็บข้อมูลภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตรในรูปแบบต่อเนื่องหรือ Panel Data เพื่อวัดผลกระทบของนโยบายต่อเกษตรกรรายครัวเรือนได้อย่างแม่นยำ และการออกแบบสถาปัตยกรรมข้อมูลขนาดใหญ่ตลอดห่วงโซ่คุณค่าที่เชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างเป็นระบบ รวมถึงการผลักดันระบบ Single ID เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลเกษตรกรทั้งระบบ ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศการกำกับดูแลใหม่สำหรับผู้ให้บริการทางการเกษตร (ASP) และการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการใช้งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5627648/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jbuL05XBTPRRP2WxHpm1Z

  • สรุป 5 ประเด็น  ศาลฎีกาสั่งเบรก ‘ภาษีทรัมป์’ จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

    สรุป 5 ประเด็น ศาลฎีกาสั่งเบรก ‘ภาษีทรัมป์’ จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

    5 ประเด็นสำคัญที่โลกต้องจับตา ศาลฎีกาสั่งเบรก “กำแพงภาษีทรัมป์” จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ เพราะทรัมป์ยืนยันว่าจะหาช่องว่างทางกฎหมายอื่นเพื่อดึงดันเก็บภาษี 10% ให้ได้อยู่ดี

    คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐสั่งยกเลิกภาษีนำเข้าล็อตใหญ่ที่ประธานาธิบดี “ทรัมป์” เคยประกาศไว้ เป็นเรื่องที่หลายคนคาดไว้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ “จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้” เพราะทรัมป์ยืนยันว่าจะหาช่องว่างทางกฎหมายอื่น เช่น มาตราในกฎหมายการค้าปี 1974 เพื่อดึงดันเก็บภาษี 10% ให้ได้อยู่ดี 

    ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ ราคาสินค้าจะเปลี่ยนไปอย่างไร? บริษัทที่เคยจ่ายภาษีไปแล้วจะได้เงินคืนหรือไม่? และธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร?

    1. ผลกระทบทางเศรษฐกิจ จำกัดแต่มีผู้ชนะชัดเจน

    ในภาพรวมระดับประเทศ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจคาดว่าจะมีไม่มากนัก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าทรัมป์จะเดินเกมต่ออย่างไร และเรื่องการคืนเงินภาษีจะจบลงแบบไหน

    โจเซฟ บรูซูเอลาส นักเศรษฐศาสตร์จาก RSM มองว่าแม้ผลกระทบวงกว้างจะจำกัด แต่จะมี “กลุ่มที่ได้ประโยชน์เต็มๆ” คือ กลุ่มค้าปลีก และภาคการผลิตที่ต้องพึ่งพาสินค้านำเข้า ซึ่งก่อนหน้านี้ต้องแบกรับต้นทุนภาษีที่สูงมาก

    แม้ว่าเศรษฐกิจในช่วงปลายปีที่ผ่านมาจะชะลอตัว โดย GDP โตเพียง 1.4% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการปิดหน่วยงานรัฐ แต่คาดว่าในช่วงต้นปี 2569  เศรษฐกิจจะกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการทางการเงินที่ผ่อนคลาย

    เจสัน ไพรด์ จาก Glenmede มองว่ากฎหมาย One Big Beautiful Bill Act และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย จะช่วยหนุนเศรษฐกิจปี 2569 ให้โตเกินคาด แต่อาจมีการชะงักงันชั่วคราวถ้าบริษัทเร่งนำเข้าสินค้าเพื่อหนีภาษีรอบใหม่ของทรัมป์

    2. ท่าทีของ ‘เฟด’ 

    คำตัดสินของศาลออกมาในจังหวะที่กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 3% ในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นตัวเลขที่เฟดให้ความสำคัญมาก

    เจ้าหน้าที่เฟดประเมินว่าภาษีนำเข้าเคยทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นประมาณ 0.5% ดังนั้นการยกเลิกภาษีจะช่วยลดอุปสรรคทางเศรษฐกิจ และทำให้เฟดตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น

    ปัจจุบัน ตลาดเริ่มมองว่าเฟดอาจเลื่อนการลดดอกเบี้ยจากเดือนมิถุนายนไปเป็น เดือนก.ค.แทน โดยอ้างอิงข้อมูลจาก CME Group ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่ยังคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้ และมีโอกาส 40% ที่จะมีการลดครั้งที่ 3

    3. ตลาดหุ้นขานรับ ความผันผวนเริ่มนิ่ง

    ที่ผ่านมา ข่าวการเก็บภาษีของทรัมป์มักทำให้ตลาดหุ้นผันผวนอย่างหนัก แต่เมื่อมีคำตัดสินยกเลิก ตลาดหุ้นจึงปรับตัวสูงขึ้นในวันศุกร์ เพราะนักลงทุนคลายกังวลเรื่องต้นทุน และมองเห็นโอกาสที่บริษัทจะมีกำไรมากขึ้น

    แดน ซิลุก ผู้จัดการกองทุนจาก Janus Henderson ให้ความเห็นว่า การตัดสินใจครั้งนี้ส่งสัญญาณว่านโยบายการค้าหลังจากนี้จะ “ช้าลงและเป็นระบบมากขึ้น” ซึ่งจะช่วยลดความตื่นตระหนกในตลาดการเงินได้

    4. มหากาพย์เงินคืนภาษี 

    นี่คือ ประเด็นที่วอลล์สตรีทถกเถียงกันหนักที่สุด คือ รัฐบาลต้องคืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้วหรือไม่ ตัวเลขคาดการณ์มีความเหลื่อมล้ำกันสูงมาก

    • Morgan Stanley คาดว่าต้องคืนราว 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์
    • RSM  ประเมินไว้ที่ 1 – 1.3 แสนล้านดอลลาร์
    • เรย์มอนด์ เจมส์ & ม.เพนซิลเวเนีย ประเมินสูงถึง 1.75 แสนล้านดอลลาร์

     อย่างไรก็ตาม ไบรอัน การ์ดเนอร์ จาก Stifel เตือนว่าอย่าเพิ่งดีใจไป เพราะกระบวนการศาลชั้นล่างอาจกินเวลานาน และรัฐบาลอาจหาช่องทางที่จะ “ไม่คืนเงินย้อนหลัง” ก็เป็นได้

    5.ทรัมป์เตรียมเร่งเครื่องเต็มสูบ

    อย่าเพิ่งชะล่าใจว่าสงครามการค้าจะจบลง เพราะทรัมป์ย้ำเสมอว่าภาษีนำเข้าคือ “คำที่ไพเราะที่สุด” 

    ปัจจุบันภาษีที่เขาประกาศไว้ยังคงมีผลอยู่ประมาณ 40% ส่วนที่ไม่ได้ใช้กฎหมาย IEEPA และทรัมป์ยังพร้อมจะใช้ช่องทางกฎหมายอื่นๆ หรือขออนุมัติจากรัฐสภาเพื่อโต้กลับ 

    คริส ครูเกอร์ จาก TD Cowen Washington Research Group  คาดการณ์ว่า ในปี 2569 นี้เราจะได้เห็นการ “ขึ้นภาษีครั้งใหญ่” ระลอกใหม่จากทำเนียบขาวอย่างแน่นอน

    “คำตัดสินศาลคือ การชะลอชั่วคราว แต่ไม่ใช่จุดจบ… โปรดติดตามตอนต่อไปของการเร่งเครื่องเต็มสูบในปี 2569” ครูเกอร์ กล่าว

    อ้างอิง CNCB 

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์   ศิลาวงษ์  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1222312&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DkuiyU7hSQX1_eB_pzozS

  • ‘ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล’ ถกรับมือ ‘ภาษีทรัมป์’ ‘สภาพัฒน์’ เตือนความเสี่ยงลากยาวตลอดปี

    ‘ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล’ ถกรับมือ ‘ภาษีทรัมป์’ ‘สภาพัฒน์’ เตือนความเสี่ยงลากยาวตลอดปี

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา ทีมเศรษฐกิจ ได้มีการหารือกันอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อประเมินสถานการณ์และหาแนวทางรับมือกับความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ โดยการหารือครั้งนี้ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

    โดยที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าข้อมูลในปัจจุบันยังมีจำกัดมาก เนื่องจากสถานการณ์เพิ่งเริ่มต้น จึงยังไม่สามารถออกมาตรการช่วยเหลือออกมาได้ทันที สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือการประเมินว่ามีโอกาสเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง เพื่อเตรียมการล่วงหน้า และค่อยๆ ทยอยออกมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

    'ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล' ถกรับมือ ‘ภาษีทรัมป์’ ‘สภาพัฒน์’ เตือนความเสี่ยงลากยาวตลอดปี

    “สถานการณ์การจัดเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เพิ่งเริ่มต้นมาได้เพียง 2 วัน ทุกฝ่ายจึงยังอยู่ในช่วงของการเรียนรู้ เพื่อรอดูผลกระทบที่แท้จริง  เบื้องต้นการที่สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีนำเข้าในอัตราเดียวกันหมดที่ 15%  ถือเป็นเรื่องที่ทำให้สถานการณ์ดูดีขึ้นในช่วงแรก  หากมองในแง่ดี ประเทศไทยได้ผลกำไรจากส่วนต่างภาษีเพิ่มขึ้นถึง 4% จากเดิมที่เคยเผชิญอัตรา 19%ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามได้กำไร 5% เมื่ออัตราภาษีถูกปรับให้เท่ากัน ภาษีจึงไม่ใช่ปัจจัยหลักในการแข่งขันอีกต่อไป แต่ผู้ประกอบการแต่ละประเทศจะต้องกลับไปแข่งขันกันที่พื้นฐานและความสามารถของอุตสาหกรรมการส่งออกของตนเองแทน ซึ่งที่ผ่านมาการส่งออกของไทยในตลาดสหรัฐฯ ก็ปรับตัวดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง“

    อย่างไรก็ดี มีความไม่แน่นอนสูงของมาตรการดังกล่าว โดยระบุว่า อัตราภาษี 15% เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่มีผลบังคับใช้แค่ 150 วันเท่านั้น  หลังจากพ้นช่วงนี้ไปแล้ว ยังไม่มีใครทราบว่าอัตราภาษีจะเปลี่ยนแปลงไปเป็น 10% 15% หรือ 20% สถานการณ์อาจจะเริ่มมีความท้าทายมากขึ้น หากสหรัฐฯเปลี่ยนวิธีการจากการกำหนดภาษีเป็นรายประเทศ ไปเป็นการพุ่งเป้าเก็บภาษีเป็น รายสินค้า หรือ รายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอลูมิเนียม หรือ อุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ประเมินผลกระทบได้ยาก และสุดจะคาดเดา และต้องอาศัยวิธีการติดตามสืบหาข่าวอย่างใกล้ชิด 

    สำหรับกลุ่มประเทศที่เคยเจรจาอัตราภาษีที่ 19% ไปก่อนหน้านี้แล้ว หรือประเทศที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา ขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะต้องใช้อัตราใด  แม้จะมีกระแสคำพูดของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่า ประเทศที่เจรจาเสร็จแล้วให้ใช้อัตรานั้นได้เลย แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีคำสั่งศาลที่อาจทำให้เกิดการโต้แย้งทางกฎหมายจากประเทศอื่นๆ ตามมาได้ ส่วนการจะพิจารณาปรับลดอัตราย้อนหลังให้กับยอดภาษีคงค้างหรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องที่สุดคาดเดา

    ในส่วนของการปรับตัวของผู้ประกอบการภายใต้ภาวะที่ไม่มีความแน่นอนนี้ นายดนุชาแนะนำว่า ควรเน้นไปที่การดูแลเรื่องการทำตลาดเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ายังสามารถจำหน่ายต่อไปได้  สำหรับประเด็นเรื่องการจ่ายภาษีไปก่อนหน้านี้ ประเมินว่ามีโอกาสสูงมากที่จะเกิดการฟ้องร้องในศาลสหรัฐฯ เพื่อขอเคลมภาษีคืน เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาผู้ส่งออกของไทยและผู้นำเข้าปลายทางได้แบ่งปันการรับภาระภาษีส่วนนี้กันอยู่ หากมีคดีแรกที่ศาลตัดสินออกมาอย่างไร คำตัดสินนั้นก็จะกลายเป็นมาตรฐาน  ให้ผู้ประกอบการทุกรายได้รับสิทธิแบบเดียวกัน

    “การบริหารนโยบายภาครัฐในสถานการณ์ปัจจุบันนั้นไม่มีความแน่นอน และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในปีนี้ไม่ได้มีจำกัดแค่เรื่องมาตรการภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความเสี่ยงด้านการทหารและภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น การเคลื่อนกองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ ที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา ดังนั้น หากจะถามว่าเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีแรกหรือครึ่งปีหลังเสี่ยงเรื่องอะไร คำตอบคือเสี่ยงทั้งปี เนื่องจากปัจจุบันประเทศขนาดใหญ่ยังคงมีความไม่แน่นอนเชิงนโยบายสูง ทำให้ต้องเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา”นายดนุชา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1222369&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw019GmpisAbkQctQoVU_eJh

  • ดีเอสไอ ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 46 ปี ฐานเศรษฐกิจ

    ดีเอสไอ ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 46 ปี ฐานเศรษฐกิจ

    เผยแพร่: 23 ก.พ. 2569 14:38 น. ปรับปรุง: 23 ก.พ. 2569 14:38 น. เปิดอ่าน 41 ครั้ง  
    Line Facebook Twitter

    วันนี้ (จันทร์ที่ 23 ภุมภาพันธ์ 2569) เวลา 11.30 น. พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมายให้ นายณัฐพล เนตรพุกกณะ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษเป็นผู้แทนร่วมแสดงความยินดี ในโอกาสครบรอบ 46 ปี ฐานเศรษฐกิจ เพื่อแสดงความขอบคุณที่ฐานเศรษฐกิจ ให้ความอนุเคราะห์ในการประชาสัมพันธ์ข่าวของกรมสอบสวนคดีพิเศษด้วยดีตลอดมา โดยมี คุณวิลาสินี แวน ฮาเรน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฐานเศรษฐกิจ มัลติมีเดีย จำกัด เป็นผู้รับมอบ ณ อาคารอินเตอร์ลิ้งค์ ทาวเวอร์ บางนา กรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dsi.go.th/th/Detail/1b41a15d4191f836b6060a3d7ff39be8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01k18p1w-y6Loq_zOJGnZl

  • ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ถกด่วนรับมือภาษีสหรัฐฯ เล็งออกมาตรการรองรับ

    ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ถกด่วนรับมือภาษีสหรัฐฯ เล็งออกมาตรการรองรับ

    ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ถกด่วนรับมือภาษีสหรัฐฯ เล็งออกมาตรการรองรับ

    ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ถกด่วนรับมือภาษีสหรัฐฯ เล็งออกมาตรการรองรับ

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลได้หารือกันอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อประเมินสถานการณ์และหาแนวทางรับมือกับความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษี ภายใต้กฎหมายการค้าใหม่กำหนดอัตรา 15% เป็นเวลา 150 วัน

    ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าข้อมูลในปัจจุบันยังมีจำกัดมาก เนื่องจากสถานการณ์เพิ่งเริ่มต้น จึงยังไม่สามารถออกมาตรการช่วยเหลือออกมาได้ทันที สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือการประเมินว่ามีโอกาสเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง เพื่อเตรียมการล่วงหน้า และค่อยๆ ทยอยออกมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

    สำหรับการหารือครั้งนี้ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

    นายดนุชา กล่าวว่า สถานการณ์การจัดเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เพิ่งเริ่มต้นมาได้เพียง 2 วัน ทุกฝ่ายจึงยังอยู่ในช่วงของการเรียนรู้ เพื่อรอดูผลกระทบที่แท้จริง เบื้องต้นการที่สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีนำเข้าในอัตราเดียวกันหมดที่ 15%  ถือเป็นเรื่องที่ทำให้สถานการณ์ดูดีขึ้นในช่วงแรก

    ทั้งนี้หากมองในแง่ดี ประเทศไทยได้ผลกำไรจากส่วนต่างภาษีเพิ่มขึ้นถึง 4% จากเดิมที่เคยเผชิญอัตรา 19% ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามได้กำไร 5% เมื่ออัตราภาษีถูกปรับให้เท่ากัน ภาษีจึงไม่ใช่ปัจจัยหลักในการแข่งขันอีกต่อไป แต่ผู้ประกอบการแต่ละประเทศจะต้องกลับไปแข่งขันกันที่พื้นฐานและความสามารถของอุตสาหกรรมการส่งออกของตนเองแทน ซึ่งที่ผ่านมาการส่งออกของไทยในตลาดสหรัฐฯ ก็ปรับตัวดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตามภายใต้ความไม่แน่นอนสูงของมาตรการที่สหรัฐฯ ประกาศออกมาครั้งนี้ นายดนุชา ยอมรับว่า อัตราภาษี 15% เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่มีผลบังคับใช้แค่ 150 วันเท่านั้น แต่หลังจากพ้นช่วงนี้ไปแล้ว ยังไม่มีใครทราบว่าอัตราภาษีจะเปลี่ยนแปลงไปเป็น 10%, 15% หรือ 20% สถานการณ์อาจจะเริ่มมีความท้าทายมากขึ้น

    ทั้งนี้ หากสหรัฐฯ เปลี่ยนวิธีการจากการกำหนดภาษีเป็นรายประเทศ ไปเป็นการพุ่งเป้าเก็บภาษีเป็น รายสินค้า หรือ รายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอลูมิเนียม หรือ อุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ประเมินผลกระทบได้ยาก สุดจะคาดเดา และต้องอาศัยวิธีการหาข่าวอย่างใกล้ชิด 

    ส่วนกลุ่มประเทศที่เคยเจรจาอัตราภาษีที่ 19% ไปก่อนหน้านี้แล้ว หรือประเทศที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา ขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะต้องใช้อัตราใด แม้จะมีกระแสคำพูดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ระบุว่าประเทศที่เจรจาเสร็จแล้วให้ใช้อัตรานั้นได้ แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีคำสั่งศาลที่อาจทำให้เกิดการโต้แย้งทางกฎหมายจากประเทศอื่นๆ ตามมา ส่วนการจะพิจารณาปรับลดอัตราย้อนหลังให้กับยอดภาษีคงค้างหรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องที่สุดคาดเดา

    ขณะที่การปรับตัวของผู้ประกอบการภายใต้ภาวะที่ไม่มีความแน่นอนนี้ นายดนุชา เสนอว่า ควรเน้นไปที่การดูแลเรื่องการทำตลาดเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ายังสามารถจำหน่ายต่อไปได้ 
    สำหรับประเด็นเรื่องการจ่ายภาษีไปก่อนหน้านี้ ประเมินว่ามีโอกาสสูงมากที่จะเกิดการฟ้องร้องในศาลสหรัฐฯ เพื่อขอเคลมภาษีคืน

    ทั้งนี้เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาผู้ส่งออกของไทยและผู้นำเข้าปลายทางได้แบ่งปันการรับภาระภาษีส่วนนี้กันอยู่ หากมีคดีแรกที่ศาลตัดสินออกมาอย่างไร คำตัดสินนั้นก็จะกลายเป็นมาตรฐานให้ผู้ประกอบการทุกรายได้รับสิทธิแบบเดียวกัน

    “การบริหารนโยบายภาครัฐในสถานการณ์ปัจจุบัน อาจทำได้ยาก เพราะไม่มีความแน่นอน อีกทั้งความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในปีนี้ไม่ได้มีจำกัดแค่เรื่องมาตรการภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความเสี่ยงด้านการทหารและภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น หากจะถามว่าเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีแรกหรือครึ่งปีหลังเสี่ยงเรื่องอะไร คำตอบคือเสี่ยงทั้งปี เนื่องจากปัจจุบันประเทศขนาดใหญ่ยังคงมีความไม่แน่นอนเชิงนโยบายสูง ทำให้ต้องเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา” นายดนุชา กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652193&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XuiFU4MevaXNb12N8BC19