Blog

  • ปลัดฯ ท่องเที่ยว เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ครั้งที่ 1/2569

    ปลัดฯ ท่องเที่ยว เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ครั้งที่ 1/2569

    ปลัดฯ ท่องเที่ยว เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ครั้งที่ 1/2569


    25/02/2569 | 58 |

    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.30 น. 
    ณ กรมการท่องเที่ยว นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ เข้าร่วมประชุม

    ที่ประชุมได้พิจารณากำหนดสถานฝึกอบรมหลักสูตรวิชามัคคุเทศก์และสถานฝึกอบรมหลักสูตรผู้นำเที่ยว ครั้งที่ 38 เพื่อให้มีสถานที่ในการพัฒนาศักยภาพของมัคคุเทศก์และผู้นำเที่ยวให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความประทับใจในบริการ
    ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานการจัดฝึกอบรมฯ ของสถาบันการศึกษาเป็นปัจจุบันและมีประสิทธิภาพ  กรมการท่องเที่ยวได้มีการสำรวจและสอบถามความประสงค์เกี่ยวกับการดำเนินงานการจัดฝึกอบรมฯ พบว่า มีสถาบันการศึกษาแจ้งขอยกเลิกเป็นสถานฝึกอบรมฯ ที่ประชุมจึงได้พิจารณายกเลิกกำหนดสถานฝึกอบรมหลักสูตรวิชามัคคุเทศก์และสถานฝึกอบรมหลักสูตรผู้นำเที่ยวดังกล่าว

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ร่วมกันพิจารณาเรื่องอุทธรณ์ 2 เรื่อง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย และเพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานของบริษัทนำเที่ยว ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/161844


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/479856&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZGgzfFMgcDDDbJWzYgFYy

  • ไทยเตรียมส่งมอบข้าวล็อตแรก 4 หมื่นตันแก่จีนในสิ้นก.พ. ตั้งเป้าสิ้นปีครบ 5

    ไทยเตรียมส่งมอบข้าวล็อตแรก 4 หมื่นตันแก่จีนในสิ้นก.พ. ตั้งเป้าสิ้นปีครบ 5

    ไทยเตรียมส่งมอบข้าวล็อตแรก 4 หมื่นตันแก่จีนในสิ้นก.พ. ตั้งเป้าสิ้นปีครบ 5 แสนตัน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ พร้อมคณะ ได้ร่วมหารือตามคำเชิญของนายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โดยนายอนุทิน แสดงความขอบคุณทางการจีน ที่ให้การสนับสนุนการนำเข้าข้าวจากประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย โดยปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยเฉลี่ยประมาณวันละ 30,000 คน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันดีระหว่าง 2 ประเทศ

    ไทยเตรียมส่งมอบข้าวล็อตแรก 4 หมื่นตันแก่จีนในสิ้นก.พ. ตั้งเป้าสิ้นปีครบ 5 แสนตัน

    พร้อมกันนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือความคืบหน้าความร่วมมือด้านการค้า โดยเฉพาะการส่งออกข้าวไทยไปยังประเทศจีน ภายใต้กรอบความร่วมมือ 500,000 ตัน ซึ่งมีกำหนดส่งมอบล็อตแรกภายในสิ้นเดือนก.พ.นี้ ในปริมาณ 40,000 ตัน โดยฝ่ายจีนแสดงความตั้งใจที่จะเร่งรัดการสั่งซื้อเพิ่มเติม เพื่อให้ครบตามเป้าหมายภายในปี 2569 พร้อมย้ำความพร้อมในการเป็นตลาดสำคัญสำหรับสินค้าส่งออกของไทย

    • จีนจ่อขยายลงทุนอุตฯ หุ่นยนต์ในไทย กว่าหมื่นล้าน

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ และการลงทุน โดยต่างเห็นพ้องถึงความสำคัญของการกำกับดูแลนักธุรกิจ และนักลงทุน ที่เข้ามาดำเนินกิจกรรมโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งฝ่ายจีนยืนยันไม่สนับสนุนการกระทำดังกล่าว และพร้อมให้ความร่วมมือกับประเทศไทย ในการบริหารจัดการและบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม

    ขณะเดียวกัน ฝ่ายจีนยังสะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ซึ่งมีแนวโน้มที่บริษัทชั้นนำของจีน จะขยายการลงทุนมายังประเทศไทย คาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนรวมมากกว่าหมื่นล้านบาท พร้อมทั้งสร้างการจ้างงาน และเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมของไทย

    พร้อมกันนี้ ฝ่ายจีนย้ำจุดยืนของรัฐบาลจีนว่า ไม่สนับสนุนสินค้าด้อยคุณภาพหรือสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และพร้อมประสานความร่วมมือกับฝ่ายไทยในการกำกับดูแลกระบวนการศุลกากรและการนำเข้าให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น และได้ระบุถึงความสำคัญของความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งถือเป็นโครงการยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทต่อการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค และแสดงความพร้อมที่จะผลักดันความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ในการกระชับความสัมพันธ์ ไทย-จีน ในทุกมิติ จากสถานการณ์สงครามทางการค้า จีนพร้อมที่จะเป็นตลาดสำคัญในการนำเข้าสินค้าจากไทย


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12792977&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eqTERQ0mxvjLnJy855SBg

  • CENTEL บวกต่อ 2% รับงบ Q4/68 โตแกร่ง ท่องเที่ยวฟื้น หนุนมาร์จิ้น

    CENTEL บวกต่อ 2% รับงบ Q4/68 โตแกร่ง ท่องเที่ยวฟื้น หนุนมาร์จิ้น

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (25 ก.พ.69) ราคาหุ้น บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด หรือ CENTEL ณ เวลา 11:04 น. อยู่ที่ระดับ 39 บาท บวก 2.25 บาท หรือ 6.12% ราคาสูงสุด 39 บาท ราคาต่ำสุด 37.75 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 261.32 ล้านบาท

    บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยบทวิเคราะห์หุ้น CENTEL ระบุว่า บริษัทมีกำไรปกติไตรมาส 4 ปี 2568 (4Q25) อยู่ที่ 783 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 309% จากไตรมาสก่อนหน้า สูงกว่าที่ตลาดคาด 13% และสูงกว่าประมาณการของฝ่ายวิจัย 12% โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของธุรกิจอาหารที่ดีกว่าคาด ขณะที่ธุรกิจโรงแรมในมัลดีฟส์เริ่มมีผลกำไรเล็กน้อยเข้ามาช่วยหนุน จากไตรมาสก่อนที่ขาดทุน 80 ล้านบาท

    ด้านธุรกิจโรงแรมมีรายได้ต่อห้องพัก (ReVPAR) เป็นไปตามคาด โดยเพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 35% จากไตรมาสก่อน จากการเติบโตในทุกประเทศ โดยประเทศไทยเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 22% จากไตรมาสก่อน โดยเฉพาะโรงแรมต่างจังหวัดที่เติบโต 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 27% จากไตรมาสก่อน สูงกว่ากรุงเทพมหานครที่เพิ่มขึ้น 2% และ 14% ตามลำดับ หลังการปรับปรุงโรงแรมแล้วเสร็จ ขณะที่มัลดีฟส์เพิ่มขึ้นโดดเด่น 70% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 89% จากไตรมาสก่อน จากฐานต่ำในปีก่อน ส่วนญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 13% จากไตรมาสก่อน และดูไบเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 67% จากไตรมาสก่อน

    สำหรับธุรกิจอาหาร ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ลดลงตามคาด 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากไตรมาสเดียวกันปีก่อนที่ทรงตัว และจากไตรมาสก่อนที่เพิ่มขึ้น 1% เนื่องจากผลกระทบจากโครงการคนละครึ่ง ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นรวมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 46.2% จาก 34.6% ในช่วงเดียวกันปีก่อน และจาก 42.8% ในไตรมาสก่อนหน้า จากต้นทุนอาหารที่ลดลงเป็นหลัก ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to sales) อยู่ที่ 38% เพิ่มขึ้นจาก 35% ในช่วงเดียวกันปีก่อน และจาก 43% ในไตรมาสก่อนหน้า จากผลของฤดูกาลท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ ในไตรมาสดังกล่าวบริษัทมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 64 ล้านบาท และมีการกลับรายการด้อยค่าสินทรัพย์ของบริษัทย่อย 127 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 974 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 508% จากไตรมาสก่อนหน้า

    ฝ่ายวิจัยได้ปรับประมาณการกำไรปกติปี 2569–2570 เพิ่มขึ้น 5–6% จากเป้าหมายปี 2569 ที่บริษัทให้ไว้ โดยคาดว่า ReVPAR จะอยู่ที่ระดับ 4,600–4,800 บาท ทำให้มีการปรับเพิ่ม ReVPAR ขึ้น 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน มาอยู่ที่ 4,600 บาท พร้อมปรับอัตรากำไรขั้นต้นขึ้นเป็น 42.9% จากเดิม 41.8% จากการฟื้นตัวของธุรกิจอาหาร ส่งผลให้คาดกำไรปกติปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 2.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน

    นอกจากนี้ คาดว่าการดำเนินงานในมัลดีฟส์จะขาดทุนลดลงเหลือประมาณ 100 ล้านบาท จากปี 2568 ที่ขาดทุนราว 260 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวดีจากฐานต่ำในปีก่อน และคาดว่ากำไรปกติไตรมาส 1 ปี 2569 จะมีโอกาสเติบโตได้ทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อน เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของไทยและมัลดีฟส์

    ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 42.00 บาท จากเดิม 40.00 บาท อิงวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) ที่ WACC 8.6% และอัตราการเติบโตระยะยาว 1.5% โดยปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ EV/EBITDA เพียง 10 เท่า คิดเป็นระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 8 ปีที่ -1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/general/815518&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PpQTbL7-T0CJ518SDoaz2

  • ดูดวงรายวันประจำวันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธ

    ดูดวงรายวันประจำวันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธ

    ดูดวงรายวันประจำวันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันพุธ

    • การงาน : พบสถานการณ์ตึงเครียด
    • การเงิน : พบเรื่องเสียเงิน
    • ความรัก : เดินทางท่องเที่ยวได้พบรัก

    เคล็ดลับเสริมดวงประจำวันนี้

    • ปลูกต้นไม้มงคล
    • อัญมณีมงคล: ฟลูออไรต์
    • สีมงคล: สีเขียว
    • เลขนำโชค: 4, 6, 7, 8

    ฤกษ์ดีประจำสัปดาห์มีผลตั้งแต่วันที่ 22 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 (ช่วงเวลาที่เหมาะสม)

    • 06:29 – 11:39 : ฤกษ์ดีในการทำบุญขึ้นบ้านใหม่
    • 09:00 – 11:59 : ฤกษ์ดีในการซื้อรถยนต์คันใหม่
    • 09:09 – 11:09 : ฤกษ์ดีในการติดต่อเจรจางานต่างๆ
    • 08:19 – 09:59 : ฤกษ์ดีในการเปิดร้านเริ่มธุรกิจใหม่
    • 06:00 – 12:00 : ฤกษ์ดีในการเดินทางทำบุญ

    ดูดวงเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/322686/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33tM3dzfsP9U17bMTpYMxA

  • รัฐบาลปลื้ม ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยว 1 ม.ค.- 22 ก.พ. 2569 ยอดต่างชาติเที่ยวไทยเกือบ 6 ล้านคน

    รัฐบาลปลื้ม ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยว 1 ม.ค.- 22 ก.พ. 2569 ยอดต่างชาติเที่ยวไทยเกือบ 6 ล้านคน

    รัฐบาลปลื้ม ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยว 1 ม.ค.- 22 ก.พ. 2569 ยอดต่างชาติเที่ยวไทยเกือบ 6 ล้านคน


    25/02/2569 | 72 |

    สร้างรายได้เกือบ 3 แสนล้านบาท “จีน มาเล รัสเซีย อินเดีย และเกาหลีใต้” เดินทางเที่ยวไทยมากสุดตามลำดับ

    วันนี้ (25 กุมภาพันธ์ 2569) นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย รัฐบาลปลื้ม ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมทั้งสิ้น 5,947,434 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 293,119 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 969,505 คน มาเลเซีย 573,323 คน รัสเซีย 457,250 คน อินเดีย 376,738 คน และเกาหลีใต้ 283,623 คน

    นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (16-22 ก.พ. 2569) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 879,587 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 2,969 คน หรือ 0.34% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 125,655 คน นักท่องเที่ยวมาเลเซียและรัสเซีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 33.02% และ 7.57% ตามลำดับ จากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงปิดภาคเรียน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาแตะระดับ 1.1 แสนคน ในรอบ 8 สัปดาห์ที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้น 33.02% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ อินเดีย และจีน ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 18.19% 10.78% และ 0.68% ตามลำดับ โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนชะลอเดินทางหลังจากเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของวันหยุดต่อเนื่องในประเทศ แต่ยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวแตะระดับกว่า 2 แสนคน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 199,078 คน มาเลเซีย 111,581 คน รัสเซีย 60,442 คน อินเดีย 42,893 คน และเกาหลีใต้ 34,318 คน

    “สำหรับสัปดาห์นี้ (23 ก.พ.-1 มี.ค. 2569) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การมีมาตรการกระตุ้นนักท่องเที่ยวตลาดจีน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ย้ายหมุดหมายจากประเทศญี่ปุ่น เป็นเกาหลีใต้และอาเซียนมากขึ้น การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตร ตม.6 รวมถึงส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/161831


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/479685&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IwIBf7xIz_NA1XMBkVA02

  • “คุณานันท์” ทำดีที่สุดแล้ว สู้สุดใจก่อนพ่ายเด็กรัสเซีย มือ 1 ตกรอบ 16 คน ศึกเทนนิส “ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เจ200” | เดลินิวส์

    “คุณานันท์” ทำดีที่สุดแล้ว สู้สุดใจก่อนพ่ายเด็กรัสเซีย มือ 1 ตกรอบ 16 คน ศึกเทนนิส “ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เจ200” | เดลินิวส์

    ศึกเทนนิสเยาวชนนานาชาติ เก็บคะแนนสะสมอันดับเยาวชนโลก รายการ “ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ เจ200 (1)” ที่ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 25 ก.พ.69 ประเภทชายเดี่ยว รอบ 3 (16 คน) ปรากฏว่า “น้องพุฒิ” คุณานันท์ พันธราธร นักหวดไทยวัย 17 ปี มือ 47 เยาวชนโลก ต้านความแข็งแกร่งของ พาเวล สควอร์ทคอฟ นักหวดวัย 17 ปี มือ 203 เยาวชนโลกจากรัสเซีย ไม่ไหว แพ้ไป 1-2 เซต 1-6, 6-1, 3-6 ยุติเส้นทางเพียงเท่านี้

    ขณะที่ ไค ทอมป์สัน ดาวรุ่งฮ่องกง มือ 26 เยาวชนโลก มือวาง 1 ของรายการ หวดชนะ มารัต ซัลบีเยฟ มือ 73 เยาวชนโลกจากรัสเซีย 2-0 เซต 6-0, 7-6 ไทเบรก 7-2 ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ ต่อไป

    ผลคู่อื่น ๆ มีดังนี้ ประเภทชายเดี่ยว ฮยู คาวานิชิ (ญี่ปุ่น) ชนะ คาน อิสิกโคซาเนอร์ (ตุรกี) 6-3, 7-6 (3), อาร์นาฟ ปาปาร์การ์ (อินเดีย) ชนะ เจค เดมโบ (ออสเตรเลีย) 4-6, 6-0, 6-4 คันตะ วาตานาเบะ (ญี่ปุ่น) ชนะ คาเรล ออเบรียล เอ็นกูนูเอ (สหรัฐฯ) 6-1, 5-7, 7-6 (3), แดน แบรนด์ (อิสราเอล) ชนะ คิริลล์ ฟิลาเรตอฟ (รัสเซีย) 6-4, 6-3, อารอน กาเบต (ฝรั่งเศส) ชนะ แจน โคลดนิคกี (โปแลนด์) 6-4, 6-4, แดเนียล โจวาโนฟสกี (ออสเตรเลีย) ชนะ ซิ่ว ฉือ นิโคลัส เฉิง (ฮ่องกง) 6-4, 6-1

    ส่วนประเภทหญิงเดี่ยว รอบ 3 (16 คน) เฟลิซาตา โดโรฟีวา-ไรบาส (รัสเซีย) ชนะ มาอิ ซาซากิ (ญี่ปุ่น) 6-1, 6-3, เล่ย ไมลัวตี้ (จีน) ชนะ โพลินา นิกิตินา (รัสเซีย) 6-3, 6-2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5635086/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw303__ovxcURUJvaat3KHNk

  • คุณานันท์ พ่ายหวิวจอดป้าย 16 คน เทนนิสไอทีเอฟเจ200

    คุณานันท์ พ่ายหวิวจอดป้าย 16 คน เทนนิสไอทีเอฟเจ200

    คุณานันท์ พันธราธร มือ 47 เยาวชนโลก พ่าย 3 เซตตกรอบ 16 คน ศึก ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ เจ200 (1) ขณะที่มือวาง 1 ยังแกร่งลิ่วก่อนรองฯ

    ผลการแข่งขันเทนนิสเยาวชนนานาชาติ เก็บคะแนนสะสมอันดับเยาวชนโลก รายการใหญ่ ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ เจ200 (1) ที่ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

    ประเภทชายเดี่ยว รอบสาม (16 คนสุดท้าย) “น้องพุฒิ” คุณานันท์ พันธราธร นักหวดไทยวัย 17 ปี มือ 47 เยาวชนโลก และมือวาง 6 ของรายการ พยายามสู้เต็มที่ก่อนพ่ายให้กับ พาเวล สควอร์ทคอฟ นักหวดวัย 17 ปี มือ 203 เยาวชนโลก อย่างน่าเสียดาย 1-2 เซต 1-6, 6-1 และ 3-6

    จากผลดังกล่าวทำให้ คุณานันท์ ตกรอบ 16 คนสุดท้าย ได้รับคะแนนสะสมอันดับเยาวชนโลก 36 คะแนน ขณะที่ พาเวล สควอร์ทคอฟ ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ ไปพบกับ แดเนียล โจวาโนฟสกี จากออสเตรเลีย มือ 34 เยาวชนโลก และมือวาง 2 ของรายการ

    ด้าน ไค ทอมป์สัน ดาวรุ่งจากฮ่องกง มือ 26 เยาวชนโลก และมือวาง 1 ของรายการ ยังโชว์ฟอร์มแข็งแกร่ง เอาชนะ มารัต ซัลบีเยฟ มือ 73 เยาวชนโลก และมือวาง 14 ของรายการ 2 เซตรวด 6-0 และ 7-6 ไทเบรก 7-2 ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศได้ตามความคาดหมาย

    ผลคู่อื่น ๆ ประเภทชายเดี่ยว รอบสาม มีดังนี้

    – ฮยู คาวานิชิ (มือวาง 3-ญี่ปุ่น) ชนะ คาน อิสิกโคซาเนอร์ (มือวาง 15-ตุรกี) 6-3, 7-6(3)

    – อาร์นาฟ ปาปาร์การ์ (มือวาง 5-อินเดีย) ชนะ เจค เดมโบ้ (มือวาง 9-ออสเตรเลีย) 4-6, 6-0, 6-4

    – คันตะ วาตานาเบะ (มือวาง 7-ญี่ปุ่น) ชนะ คาเรล ออเบรียล เอ็นกูนูเอ (มือวาง 12-สหรัฐฯ) 6-1, 5-7, 7-6(3)

    – แดน แบรนด์ (มือวาง 16-อิสราเอล) ชนะ คิริลล์ ฟิลาเรตอฟ (มือวาง 4) 6-4, 6-3

    – อารอน กาเบต (มือวาง 10-ฝรั่งเศส) ชนะ แจน โคลดนิคกี้ (มือวาง 8-โปแลนด์) 6-4, 6-4

    – แดเนียล โจวาโนฟสกี (มือวาง 2-ออสเตรเลีย) ชนะ ซิ่ว ฉือ นิโคลัส เฉิง (มือวาง 13-ฮ่องกง) 6-4, 6-1

    ส่วนประเภทหญิงเดี่ยว รอบสาม (16 คนสุดท้าย)

    – เฟลิซาตา โดโรฟีวา-ไรบาส (มือวาง 4) ชนะ มาอิ ซาซากิ (ญี่ปุ่น) 6-1, 6-3

    – เล่ย ไมลัวตี้ (จีน) ชนะ โพลินา นิกิตินา 6-3, 6-2

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/100332/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DAjYKLu0Ne6bfjWvfuljR

  • ’เศรษฐา‘ มองเศรษฐกิจไทยยังไม่วิกฤต แนะเร่งปฏิรูปดึงทุนโลก

    ’เศรษฐา‘ มองเศรษฐกิจไทยยังไม่วิกฤต แนะเร่งปฏิรูปดึงทุนโลก

    ’เศรษฐา‘ มองเศรษฐกิจไทยยังไม่วิกฤต แนะเร่งปฏิรูปดึงทุนโลก

    ’เศรษฐา‘ มองเศรษฐกิจไทยยังไม่วิกฤต แนะเร่งปฏิรูปดึงทุนโลก

    ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังกลายเป็น “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ประเมินสถานการณ์ว่า ไทยยังมี “ภูมิคุ้มกัน” และศักยภาพสูง เพียงแต่เผชิญอาการเรื้อรังที่ต้องเร่งรักษาอย่างถูกจุด โดยเฉพาะอัตราการเติบโตที่ยังตามหลังหลายประเทศในภูมิภาค

    “ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมาก แต่อัตราการเติบโตของเราเป็นรองเพื่อนบ้านค่อนข้างเยอะ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีทางออก” เศรษฐากล่าว

    FDI จุดแข็งที่ต้องเร่งปลดล็อก

    นายเศรษฐาชี้ว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังเป็นแต้มต่อสำคัญ ไทยยังถูกมองเป็นเป้าหมายระดับต้น ๆ ของอาเซียน แต่ปัญหาอยู่ที่ขั้นตอนหลังการประกาศลงทุนซึ่งใช้เวลานาน กว่าจะเกิดการซื้อที่ดิน ก่อสร้าง และจ้างงานจริง

    โจทย์เร่งด่วนจึงอยู่ที่การยกระดับ Ease of Doing Business ลดคอขวดด้านกฎระเบียบ และสร้างความชัดเจนเชิงนโยบาย เพื่อให้เม็ดเงินลงทุน “ไหลลงพื้น” ได้เร็วขึ้น พร้อมกันนี้ การจัดตั้งรัฐบาลและการผลักดันงบประมาณถือเป็นสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่น

    ในมุมมองต่อจุดแข็งประเทศที่มีต่อต่างชาติ นายเศรษฐาระบุว่า ไทยยังมีจุดยืนเป็น “darling” ของนักลงทุนต่างชาติ แต่สถานะนี้จะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อรัฐเร่งปรับโครงสร้างให้เทียบทันการแข่งขันในเวทีโลก

    ภาษีสหรัฐ ตัวแปรที่ต้องอ่านเกมให้ขาด

    ในกรณีข้อเสนอต่อการปรับภาษีนำเข้าสหรัฐของโดนัลด์ ทรัมป์ เศรษฐาประเมินว่า หากอัตราใหม่อยู่ที่ 10–15% ก็ยังต่ำกว่าระดับประมาณ 19% ที่เคยเป็นฐานเจรจา แต่สาระสำคัญอยู่ที่รายละเอียดเงื่อนไข

    “Devil is in the details” นายเศรษฐากล่าว พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องเร่งเจรจาและสื่อสารความชัดเจน เพื่อให้เอกชนวางแผนได้ ไม่ปล่อยให้ความไม่แน่นอนบั่นทอนการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน

    3 โจทย์ใหญ่ ฉุดศักยภาพระยะยาว

    สำหรับความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ เศรษฐาระบุ 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเป็นระบบ เพราะล้วนเชื่อมโยงกันและส่งผลต่อความสามารถแข่งขันของประเทศโดยตรง ได้แก่

    • หนี้ครัวเรือนสูง กดทับกำลังซื้อ

    อยู่ในสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับ GDP ทำให้รายได้จำนวนมากของประชาชนต้องถูกกันไปชำระหนี้ ส่งผลให้กำลังซื้อชะลอตัว กระทบต่อการบริโภคภาคเอกชนซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังทำให้การขอสินเชื่อใหม่ทำได้ยากขึ้น ทั้งสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่โครงสร้างรายได้ยังเปราะบาง หากไม่เร่งปรับโครงสร้างหนี้และเพิ่มรายได้ครัวเรือน เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ช้าแม้มีปัจจัยบวกจากภายนอก

    • ความล่าช้าในการทำธุรกิจ เงินลงทุนชะลอ

    แม้ไทยยังเป็นจุดหมายสำคัญของนักลงทุนต่างชาติ แต่ปัญหาอยู่ที่กระบวนการอนุมัติ การขอใบอนุญาต และขั้นตอนทางราชการที่ใช้เวลานาน ทำให้เม็ดเงินลงทุนที่ประกาศไว้ ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นการลงทุนจริงและการจ้างงานได้ทันเวลา ในภาวะที่การแข่งขันแย่งชิง FDI ในภูมิภาครุนแรง ความล่าช้าเพียงเล็กน้อยอาจทำให้นักลงทุนหันไปเลือกประเทศอื่น

    • ปัญหาคอร์รัปชัน ต้นทุนแฝงบั่นทอนความเชื่อมั่น

    นอกจากปัญหาภาพลักษณ์ ยังเป็น “ต้นทุนจริง” ที่กระทบทั้งภาคธุรกิจและการดึงดูดเงินทุนต่างชาติ เพราะทำให้กระบวนการต่าง ๆ ขาดความโปร่งใส เพิ่มค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และลดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ในยุคที่นักลงทุนให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล (governance) และมาตรฐาน ESG มากขึ้น ประเทศที่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านความโปร่งใส อาจถูกลดน้ำหนักการลงทุนซึ่งเป็นภาระที่ทุกรัฐบาลต้องเร่งแก้

    แนะเอกชนปรับตัวยุค AI

    เมื่อกล่าวถึงประเด็นการเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี AI และผลกระทบต่อแรงงานไทย นายเศรษฐามองว่า การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีจะไม่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่เป็นกระบวนการค่อยเป็นค่อยไปตามความพร้อมของแต่ละอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ทิศทางดังกล่าวเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

    ภาคธุรกิจจำเป็นต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงานควบคู่กัน เพราะในภาคการผลิต ระบบหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติจะมีบทบาทมากขึ้น ขณะที่ภาคบริการก็เริ่มนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า หากองค์กรใดไม่เร่งปรับตัว อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทั้งในตลาดภายในและต่างประเทศ

    พร้อมย้ำว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่การตื่นตระหนกเรื่องการว่างงานทันที แต่คือการเตรียมความพร้อมด้านทักษะ (reskilling-upskilling) และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ AI เป็น “ตัวช่วยเพิ่มผลิตภาพ” มากกว่าจะกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/652352&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2X5rjlIK5mUO0qS3IjRjrx

  • ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 1/2569

    ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 1/2569

    นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

    rn

     

    rn

    คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.25 เป็นร้อยละ 1.00 ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 2 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 ต่อปี

    rn

     

    rn

    เศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 แต่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึงในปี 2569 และ 2570 จากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม รวมถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น อีกทั้งสภาพคล่องของ SMEs และครัวเรือนยังตึงตัว 

    rn

     

    rn

    กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 1.25 เป็น ร้อยละ 1.00 เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม และเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่กรรมการ 2 ท่านเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 โดยเห็นว่านโยบายการเงินปัจจุบันยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจ ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง รวมทั้งขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัดภายใต้บริบทที่มีความไม่แน่นอนสูง และเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงสะท้อนถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ รวมทั้งมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดอื่น

    rn

     

    rn

    เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงปลายปี แต่อีกส่วนหนึ่งจากแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะการลงทุนและการส่งออกสินค้า ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจปี 2569 และ 2570 อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยแม้การส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่กระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีเป็นสำคัญและสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจลดลงกว่าในอดีต ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปี 2568 ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท 

    rn

     

    rn

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และ 2570 มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม และถูกกดดันเพิ่มเติมจากการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้จากช่วงครึ่งแรกของปี 2570 เป็นช่วงครึ่งหลังของปี อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากที่ประเมินไว้เช่นกันและทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง โดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางปรับลดลงบ้างแต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด

    rn

     

    rn

    อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินโดยรวมปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อย่างไรก็ดี ต้นทุนการกู้ยืมของ SMEs ที่มีความเสี่ยงสูงยังปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งจากสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้รายใหม่และลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการส่งผ่านของนโยบายการเงินและการขยายตัวของสินเชื่อ รวมทั้งสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

    rn

     

    rn

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับแข็งค่าตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะของไทย โดยการแข็งค่าของเงินบาทซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออกโดยเฉพาะสินค้าที่มีการแข่งขันด้านราคาสูงและอัตรากำไรต่ำ คณะกรรมการฯ กังวลต่อเงินบาทที่มีสัญญาณแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน จึงเห็นควรให้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินประสิทธิผลและความเพียงพอของมาตรการเกี่ยวกับธุรกรรมทองคำและธุรกรรมทางการเงินอื่นที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

    rn

     

    rn

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงอยู่ในระดับผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า อีกทั้งสนับสนุนให้เงินเฟ้อทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายในระยะปานกลาง ในขณะเดียวกัน ควรติดตามนัยของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อการสะสมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง และให้ความสำคัญกับขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    25 กุมภาพันธ์ 2569

    rn

     

    rn”}}” id=”start-of-text”>

    นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

    คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.25 เป็นร้อยละ 1.00 ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 2 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 ต่อปี

    เศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 แต่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึงในปี 2569 และ 2570 จากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม รวมถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น อีกทั้งสภาพคล่องของ SMEs และครัวเรือนยังตึงตัว 

    กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 1.25 เป็น ร้อยละ 1.00 เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม และเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่กรรมการ 2 ท่านเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 โดยเห็นว่านโยบายการเงินปัจจุบันยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจ ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง รวมทั้งขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัดภายใต้บริบทที่มีความไม่แน่นอนสูง และเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงสะท้อนถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ รวมทั้งมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดอื่น

    เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงปลายปี แต่อีกส่วนหนึ่งจากแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะการลงทุนและการส่งออกสินค้า ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจปี 2569 และ 2570 อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยแม้การส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่กระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีเป็นสำคัญและสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจลดลงกว่าในอดีต ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปี 2568 ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท 

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และ 2570 มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม และถูกกดดันเพิ่มเติมจากการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้จากช่วงครึ่งแรกของปี 2570 เป็นช่วงครึ่งหลังของปี อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากที่ประเมินไว้เช่นกันและทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง โดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางปรับลดลงบ้างแต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด

    อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินโดยรวมปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อย่างไรก็ดี ต้นทุนการกู้ยืมของ SMEs ที่มีความเสี่ยงสูงยังปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งจากสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้รายใหม่และลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการส่งผ่านของนโยบายการเงินและการขยายตัวของสินเชื่อ รวมทั้งสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับแข็งค่าตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะของไทย โดยการแข็งค่าของเงินบาทซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออกโดยเฉพาะสินค้าที่มีการแข่งขันด้านราคาสูงและอัตรากำไรต่ำ คณะกรรมการฯ กังวลต่อเงินบาทที่มีสัญญาณแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน จึงเห็นควรให้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินประสิทธิผลและความเพียงพอของมาตรการเกี่ยวกับธุรกรรมทองคำและธุรกรรมทางการเงินอื่นที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงอยู่ในระดับผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า อีกทั้งสนับสนุนให้เงินเฟ้อทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายในระยะปานกลาง ในขณะเดียวกัน ควรติดตามนัยของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อการสะสมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง และให้ความสำคัญกับขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    25 กุมภาพันธ์ 2569

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/mpc/news-20260225-5aG7DDZ1.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UNJyMbYeUp4Hvvge9iDUx

  • มอบอนาคต มอบโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียนยากไร้กับมูลนิธิ EDF – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มอบอนาคต มอบโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียนยากไร้กับมูลนิธิ EDF – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – มูลนิธิ EDF (มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา) ชวนร่วมมอบอนาคตที่สดใสให้นักเรียนที่ยากไร้ ด้วยการเปลี่ยนความรัก ความใส่ใจหวังให้ผู้อื่นมีความสุขให้เป็นโอกาสทางการศึกษา เพื่อให้นักเรียนที่ยากไร้ได้เรียนหนังสือเพื่อพาตัวเองให้หลุดพ้นจากวงจรความยากไร้ และมีอนาคตที่สดใสก่อน 30 มิถุนายน 2569

    นายสรรเพชร นิลรัตน์ กรรมการผู้จัดการมูลนิธิ EDF (มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา) เปิดเผยว่า “หลังจากที่มูลนิธิ EDF เริ่มรณรงค์ระดมทุนการศึกษาสำหรับปีการศึกษา 2569 มาตั้งแต่ 1 กรกฏาคม 2568 เพื่อเติมความฝันให้นักเรียนยากไร้ได้มีโอกาสเรียนหนังสือได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องพะว้าพะวงกับอนาคตของตนเองว่าจะต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะความไม่แน่นอนในฐานะทางบ้านและครอบครัวของตนเอง ปรากฏว่าจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ศกนี้มูลนิธิ EDF สามารถระดมทุนการศึกษาสำหรับกลุ่มนักเรียนทุนใหม่และนักเรียนทุนต่อเนื่องที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาลได้แล้ว 3,879 ทุน แต่ในขณะนี้ยังมีนักเรียนยากไร้และขาดแคลนทั้งในกลุ่มนักเรียนทุนใหม่และนักเรียนทุนต่อเนื่องที่ยังรอรับทุนการศึกษาอีกอย่างน้อย 4,815 ทุน ภายใน 30 มิถุนายน 2569 ทั้งทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ทุนการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปลาย/อาชีวศึกษา ทุนการศึกษานักเรียนพิการเรียนร่วมในโรงเรียนปรกติ และทุนการศึกษานักเรียนกำพร้าใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อให้นักเรียนที่ยังรอโอกาสเหล่านี้ได้สามารถเรียนต่อได้อย่างต่อเนื่องทั่วถึง โดยไม่ต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพียงเพราะความยากไร้ ขัดสนของครอบครัว”

    เด็กหญิงพิมพ์วิภา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนในจังหวัดชัยภูมิ 1 ในนักเรียนที่สมัครและผ่านการคัดเลือกเพื่อรับทุนการศึกษาในปีการศึกษา 2569 (ปีการศึกษาหน้า) เล่าว่า “หนูอาศัยอยู่ในบ้านที่เป็นเพิงสังกะสีกับตา ยาย น้องชาย และญาติรวมกัน 8 คน ส่วนแม่ที่แยกทางกับพ่อต้องไปทำงานก่อสร้างที่ต่างจังหวัดเพื่อส่งเงินมาให้ครอบครัว บ้านเราแทบไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ แม้แม่จะส่งเงินมาให้ที่บ้านแต่ก็ไม่พอเพราะตาไม่สามารถทำงานได้ ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงมาหลายปีและนอนติดเตียงตลอดเวลา ส่วนยายแม้ว่าเมื่อก่อนจะเคยทำงานรับจ้างมีรายได้บ้างแต่ปัจจุบันก็ไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิมเพราะมีโรคประจำตัวหลายโรค ดังนั้นเงินที่แม่ส่งมาให้จึงเป็นรายได้หลักของที่บ้าน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายในบ้าน ค่าขนมของหนูและน้องเวลาไปโรงเรียน สำหรับหนูและน้องก็พยายามตั้งใจเรียน แบ่งเบาภาระตายายด้วยการช่วยทำงานบ้าน และในวันหยุดก็ไปรับจ้างทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่าที่พอจะทำได้เพื่อนำรายได้มาจุนเจือครอบครัว  หนูสมัครขอรับทุนการศึกษาเพราะหนูอยากเรียนต่อจนจบการศึกษา เพื่อจะได้มีงานทำในอนาคต และสามารถดูแลครอบครัวได้ค่ะ”

    นายสรรเพชรกล่าวเพิ่มเติมว่า “จากประสบการณ์การทำงานด้านการพัฒนาการศึกษา ให้แก่นักเรียนและโรงเรียนที่ขาดแคลนในพื้นที่ชนบทห่างไกลครอบคลุมพื้นที่ 61 จังหวัด ของประเทศไทย มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 มูลนิธิ EDF ในฐานะองค์กรสาธารณกุศลลำดับที่ 255 ของประเทศไทยตระหนักดีว่า โอกาสทางการศึกษา มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยนักเรียนยากไร้ให้สามารถหลุดพ้นจากความยากจน ความยากไร้ได้อย่างยั่งยืน ให้มีอนาคตที่สดใส มีรอยยิ้ม ผมเชื่อว่าแม้เราอาจจะไม่เคยรู้จักนักเรียนที่เราสนับสนุนทุนการศึกษามาก่อน แต่หากเราได้เห็นพัฒนาการของนักเรียนจากผลการเรียน ได้ยินความซาบซึ้ง การตั้งใจเรียนของนักเรียนทุนที่พยายามไขว่คว้าเพื่อให้ตนเองมีอนาคตที่ดีจะเป็นความสุข ความปลาบปลื้ม เป็นพลังที่อิ่มเอมใจสำหรับผู้ให้ทุกคนตลอดไป นอกจากนั้นการสนับสนุนทุนการศึกษา ไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวนักเรียน แต่ยังช่วยให้นักเรียนที่ยากไร้เหล่านี้มีพื้นที่ยืนอยู่ในระบบการศึกษา ได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ และเตรียมพร้อมสำหรับเส้นทางชีวิตในอนาคตอีกด้วย”

    ผู้สนใจที่ปรารถนาเห็นนักเรียนไทยที่ยากไร้ได้มีโอกาสเรียนหนังสือ อยู่ในระบบการศึกษา และมีอนาคตที่สดใส เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สามารถส่งมอบโอกาสทางการศึกษาได้ที่ www.edfthai.org หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่อีเมล public@edfthai.org โทรศัพท์ 02-579-9209-11 (จันทร์-ศุกร์ 09.00-16.30 น.) หรือ Line: @edfthai

    ทั้งนี้มูลนิธิ EDF ดำเนินงานตั้งแต่ พ.ศ.2530 โดยมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการศึกษาและคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทยที่ยากจน รวมทั้งร่วมกับองค์กรต่าง ๆ จัดกิจกรรมซีเอสอาร์พัฒนาโรงเรียน และชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยการดำเนินงานของมูลนิธิเป็นที่ยอมรับและได้รับรางวัล เช่น รางวัลยอดเยี่ยมองค์กรพัฒนาเอกชนแห่งประเทศไทยประเภทองค์กรขนาดใหญ่จากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์  สถาบันคีนันแห่งเอเชีย  และ เดอะ รีซอร์ส  อัลลิอันซ์ รางวัลประกาศนียบัตรองค์กรสาธารณกุศลระดับ  5 ดาว ในการดำเนินงานและบริหารงานด้วยหลักธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพทางการเงิน และมีความโปร่งใสจากสมาคมกิฟวิ่ง แบค และประกาศนียบัตรรับรองการดำเนินงานด้านองค์กรที่ดำเนินงานโดยไม่แสวงผลกำไรจาก Charity Aids Foundation Group (CAF America) ซึ่งมอบให้องค์กรสาธารณกุศลทั่วโลกที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานการดำเนินงานครอบคลุมหลักธรรมาภิบาล  จดทะเบียนถูกต้อง รายงานการเงินประจำปีมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งเงินบริจาคและเงินสนับสนุนที่ส่งมอบให้มูลนิธิได้รับการนำไปใช้อย่างถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์เพื่อสาธารณกุศลอย่างแท้จริง เป็นต้น

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/25/620198/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T-N9kO1d2Lx7odM9IgMxC