Blog

  • ชมรมไทยบริการ ทท.ภาคเหนือ จับมือสำนักงานการท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ เชื่อมเส้นทาง 4 ฤดู  | เดลินิวส์

    ชมรมไทยบริการ ทท.ภาคเหนือ จับมือสำนักงานการท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ เชื่อมเส้นทาง 4 ฤดู  | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 24 ก.พ. นางสาวกันชกา สุวณิชย์ ประธานชมรมไทยบริการท่องเที่ยวภาคเหนือ กล่าวว่า สำหรับนักท่องเที่ยวไทยแล้ว สวิตเชอร์แลนด์เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวชั้นนำที่โดดเด่น ในเรื่องของภูมิทัศน์ที่งดงามความมีมิตรไมตรี และประสบการณ์การเดินทางที่หลากหลายสำหรับทุกฤดูกาล สำนักงานการท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ยังคงยืนยันความมุ่งมั่นในการสร้างการมีส่วนร่วม และแรงบันดาลใจให้กับนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยผ่านโครงการต่างๆ ครั้งนี้ได้เริ่มสานสัมพันธ์ประเทศไทยและสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยการใช้กลยุทธ์ Travel Better ตอกย้ำความมุ่งมั่น เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คือ ประเทศในฝันที่อยากพาทุกคนไปท่องเที่ยวด้วย ได้เปลี่ยนบรรยากาศจาก เชียงใหม่ ไปสูดอากาศสุดสะอาด สัมผัสสายน้ำสีเทอร์ควอยซ์ นั่งจิบกาแฟริมทะเลสาบที่สวยดั่งเทพนิยาย การเดินทางสะดวกสบาย ปิดท้ายเดินเที่ยวเมืองเก่าที่สุดแสนโรแมนติกด้วยกัน

    นอกจากนี้ สวิตเซอร์แลนด์ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ครองใจนักท่องเที่ยวชาวไทย จากการที่อินฟลูเอนเซอร์ได้แชร์ ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ประทับใจ อย่างเช่น แบงค์ (Instagram: @bankpyt) และ ผิง (Instagram: @phingpit) อินฟลูเอนเซอร์ชาวเชียงใหม่ เมื่อไม่นานมานี้ทั้งสองท่านได้เลือกประเทศสวิตเซอร์แลนด์สำหรับท่องเที่ยวในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (autumn) ซึ่งเป็นอีกฤดูกาลหนึ่งที่สวยและยังเป็น hidden season ที่นักท่องเที่ยวสายถ่ายภาพจะหลงรัก สวิตเซอร์แลนด์ มากขึ้น ทั้งสองได้ถ่ายภาพ pre-wedding พร้อมติด hashtag#sayYesinSwitzerland คอนเทนต์เหล่านี้ล้วนสร้างแรงบันดาลใจ ชวนให้นักท่องเที่ยวชาวไทยปักหมุด เพื่อออกเดินทาง ไปสัมผัสความโรแมนติกและเสน่ห์ของสวิตเซอร์แลนด์ด้วยตัวเอง

    นายบาทิสท์ พิเล ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า เรามั่นใจว่าประเทศไทยเป็นตลาดที่เติบโตอย่างมั่นคง และเป็นตลาดที่สำคัญ สำหรับการท่องเที่ยวประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกทั้ง เราจะเดินหน้านำเสนอสินค้า และบริการทางการ ท่องเที่ยวใหม่ ๆ รวมถึงจุดหมายปลายทางที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

    สำนักงานการท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์เล็งเห็นแนวโน้มการเติบโตที่มั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เนื่องจากตลาดการ ท่องเที่ยวของภูมิภาคนี้มีเสถียรภาพ แม้จะมีความท้าทายจากปัจจัยท้องถิ่น โดยในปี 2568 พบอัตราการหดตัว 10%เมื่อเทียบกับปี 2567 อย่างไรก็ตาม ตลาดไทยยังคงเป็นตลาดที่แข็งแกร่ง และเดิบโตที่สุดในเอเชียเมื่อปี 2562 ทั้งนี้สวิตเซอร์แลนด์ยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเพราะชื่อเลียง ด้านความปลอดภัยความสะอาด และระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับครอบครัวและนักท่องเที่ยวที่เดินทางคนเดียว จากผลสำรวจล่าสุดโดย Tourism Monitor Swizerand (TMS) เปิดเผยว่าปัจจับหลัก ที่ทำให้นักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยากเดินทางมายังสวิตเซอร์แลนด์ได้แก่ ธรรมชาติที่สวยงาม (16%และทิวทัศน์ที่กว้างใหญ่ (14%)

    ด้านนางสาวธันย์ชนก น่วมมะโน ผู้จัดการการตลาดสำนักงานการท่องเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย ระบุว่า กลยุทธ์ในปี 2026 จะเน้นการสร้างความเชื่อมั่นผ่านแบรนด์ “Swisstainable” ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์เป็นผู้นำระดับโลก โดยมุ่งเน้น 5 เสาหลัก คือ การเที่ยวได้ทุกฤดูกาล, การกระจายตัวสู่แหล่งท่องเที่ยวใหม่, การพักแรมที่นานขึ้น, การใช้พลังงานสะอาดในการเดินทาง และการเข้าถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งนี้ การจัดงานที่เชียงใหม่ถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์กับตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ (TTAA Northern Chapter) และสื่อมวลชน เพื่ออัพเดตข้อมูลการเดินทางใหม่ ๆ เช่น ระบบ ChocoPass และเส้นทางรถไฟ Grand Train Tour ที่เป็นไฮไลท์สำคัญในปี 2026 เพื่อตอบรับความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวและกลุ่มคนทำงานยุคใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5634145/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bsqagw60qZItsbbeKPsNu

  • เกาหลีใต้คลอดมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว คลายวีซ่า-ดันสนามบินภูมิภาค : อินโฟเควสท์

    เกาหลีใต้คลอดมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว คลายวีซ่า-ดันสนามบินภูมิภาค : อินโฟเควสท์

    เกาหลีใต้ออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวขาเข้า ครอบคลุมการผ่อนคลายกฎวีซ่าและเพิ่มจุดผ่านแดนที่สนามบินภูมิภาค หวังลดการกระจุกตัวในเมืองหลวงและกระจายรายได้สู่นอกเมือง

    การประกาศมาตรการดังกล่าวมีขึ้นในระหว่างการประชุมยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวระดับชาติที่ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ซึ่งมีปธน.อี แจ-มยอง นั่งเป็นประธาน พร้อมเจ้าหน้าที่จากหลายกระทรวงเข้าร่วม

    ภายใต้มาตรการใหม่นี้ รัฐบาลเตรียมผ่อนปรนขั้นตอนวีซ่าและการตรวจคนเข้าเมืองให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยจะเพิ่มอินโดนีเซียเข้าสู่โครงการยกเว้นวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวแบบหมู่คณะตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป รวมถึงเตรียมออกวีซ่าแบบเข้าออกหลายครั้งอายุ 5 ปี ให้กับนักท่องเที่ยวจากจีน และประเทศในอาเซียนที่เคยเดินทางเข้าเกาหลีใต้มาก่อน รวมถึงวีซ่า 10 ปี สำหรับผู้เดินทางจากเมืองหลักของจีนและเวียดนาม

    ขณะเดียวกัน ระบบตรวจคนเข้าเมืองอัตโนมัติจะขยายจาก 18 ประเทศในปัจจุบัน เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ไปยังกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) เพื่อลดขั้นตอนและเวลาในการผ่านแดน

    นอกจากนี้ รัฐบาลจะเพิ่มเที่ยวบินระหว่างประเทศตรงสู่สนามบินภูมิภาค พร้อมกำหนดสิทธิ์การบินระหว่างประเทศบางส่วนให้สนามบินท้องถิ่นโดยเฉพาะ เพื่อลดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในกรุงโซลและพื้นที่โดยรอบ อีกทั้งเตรียมลดค่าธรรมเนียมสนามบินและให้เงินสนับสนุนเพื่อจูงใจสายการบินเปิดเส้นทางใหม่

    ทั้งนี้ ทางการคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเรือสำราญต่างชาติจะเพิ่มเป็นราว 1.7 ล้านคนในปีนี้ รัฐบาลจึงเตรียมขยายด่านตรวจคนเข้าเมืองและระบบรักษาความปลอดภัยที่ท่าเรือ พร้อมเพิ่มช่องตรวจแบบเร่งด่วนสำหรับเรือสำราญ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวขาเข้าที่เพิ่มขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/572004&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09UH_3xwAOKCNwXous7-h8

  • ท่องเที่ยว ภูเก็ต โตไม่หยุด CPN ทุ่ม 7,000 ล้าน ขยาย ‘เซ็นทรัล ภูเก็ต’

    ท่องเที่ยว ภูเก็ต โตไม่หยุด CPN ทุ่ม 7,000 ล้าน ขยาย ‘เซ็นทรัล ภูเก็ต’

    เศรษฐกิจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตฟื้นตัวและเติบโตอย่างร้อนแรง กลายเป็นแรงส่งสำคัญให้ เซ็นทรัลพัฒนา ตัดสินใจทุ่มทุนกว่า 7,000 ล้านบาท เดินหน้าขยายเมกะมิกซ์ยูส ‘เซ็นทรัล ภูเก็ต’ เพื่อรองรับโครงสร้างเศรษฐกิจเมืองรูปแบบใหม่ หรือ Downtown Economy มุ่งสร้างการเติบโตระยะยาว

    การลงทุนครั้งใหม่นี้ จะทำให้โครงการ เซ็นทรัล ภูเก็ต มีมูลค่ารวมเพิ่มเป็นกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท บนพื้นที่โครงการรวม (GBA) 5 แสนตารางเมตร จากเดิม 3 แสนตารางเมตร ครอบคลุมที่ดิน 110 ไร่ พร้อมขยายพื้นที่ใหม่อีก 14 ไร่ โดยเพิ่มโซนลักชูรีเป็น 2 เท่า และสร้าง Ultimate Culinary Landmark และ World-Class Attractions ตั้งเป้าแล้วเสร็จครบทั้งระบบภายในปี 2028

    ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด CPN เปิดเผยว่า ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา บริษัทตัดสินใจลงทุนในภูเก็ตจากการมองเห็นศักยภาพการเติบโตในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่ขยายตัวต่อเนื่อง และหลังจากที่เปิดก็ได้รับการตอบรับที่ดีทั้งจากนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ

    ขณะเดียวกันเมื่อ 8 ปีก่อน บริษัทได้เปิดตัวโครงการ ภูเก็ต ฟลอเรสต้า เพื่อเสริมพอร์ตโฟลิโอ และนำแบรนด์ไลฟ์สไตล์ลักชูรีระดับพรีเมียมเข้ามาบุกเบิกตลาด เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และสร้างอีโคซิสเต็มเชิงพาณิชย์ในพื้นที่ โดยปัจจุบันฐานลูกค้าหลักของศูนย์การค้าในภูเก็ตเป็นกลุ่มยุโรป ตามด้วยตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ที่มีกำลังซื้อสูง

    จะเห็นได้ว่าศักยภาพของภูเก็ตยังเติบโตชัดเจน สะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่กลับมาสูงกว่าช่วงก่อนโควิด โดยส่วนใหญ่มาจากรัสเซีย จีน อินเดีย และสหราชอาณาจักร มีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยวันละ 6-8 หมื่นคน อีกทั้งเมืองยังมีความแข็งแกร่งมากกว่าค้าปลีก ซึ่งครอบคลุมธุรกิจโรงพยาบาล เวลเนส และโรงแรม รองรับทั้งนักท่องเที่ยวและกลุ่มพำนักระยะยาว

    ดร.ณัฐกิตติ์ กล่าวต่อว่า การเติบโตของย่านดาวน์ทาวน์และการเกิดขึ้นของโครงการมิกซ์ยูสหลายแห่ง กำลังยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจเมืองให้แข็งแกร่งขึ้น บริษัทจึงเดินหน้าขยายเมกะมิกซ์ยูส ‘เซ็นทรัล ภูเก็ต’ ใจกลางเมืองภูเก็ต ตอกย้ำยุทธศาสตร์ผลักดันจังหวัดสู่ The World’s Luxury Destination ที่สมบูรณ์ที่สุดนอกกรุงเทพฯ ซึ่งจะสามารถรองรับเทรนด์ Global Wealth และ Long-stay Residents พร้อมขับเคลื่อน Downtown Economy ได้อย่างชัดเจน

    ด้านชาตรี โกวิทานุพงศ์ Head of Project Development กล่าวต่อถึงแผนพัฒนา Retail-Led Mixed-Use จะทยอยดำเนินการเป็นเฟส เริ่มจากการขยายพื้นที่ลักชูรีเพิ่มอีกเท่าตัว คาดเปิดไตรมาส 4/2026 จากนั้นจะยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งและเพิ่มกิจกรรมการตลาด คาดเปิดไตรมาส 1/2028 รวมถึงพัฒนา Aquatic Experience และจะมี World-Class Arena for Entertainment & Culture และ Immersive Park บนพื้นที่ใหม่ 14 ไร่ คาดเปิดไตรมาส 3/2028

    นอกจากนี้ ในช่วงปี 2026–2029 ภูเก็ตยังมีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากการพัฒนา Branded Residences กว่า 4,700 ยูนิต จาก 26 โครงการ และโรงแรมลักชูรีใหม่กว่า 20 โครงการ รวม 5,200 ห้อง ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานสำคัญอยู่ระหว่างการพัฒนา ทั้งการขยายสนามบินรองรับผู้โดยสาร 18 ล้านคนต่อปี โครงการทางด่วนสนามบินภูเก็ต – กะทู้ – ป่าตอง ที่จะลดเวลาเดินทางเหลือ 20 นาที รวมถึง Marina, Deep-sea Port และโรงพยาบาล

    ด้านศักยภาพเชิงพาณิชย์ ปัจจุบันเซ็นทรัล ภูเก็ต มีฐานลูกค้ากำลังซื้อสูง ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยว ส่งผลให้หลายแบรนด์มียอดขายติด Top 3 ของประเทศและมีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงสุดในกลุ่ม Tourist Malls โดยสร้างยอดขายสูงถึง 2.5 เท่า

    “อย่างไรก็ตาม การยกระดับภูเก็ตสู่เมือง Shopping & Lifestyle ระดับโลก ไม่ใช่เรื่องใหม่ขององค์กร เพราะเราเป็นผู้บุกเบิกทำเล Strategic Location ใจกลางเมืองมากว่า 20 ปี” ดร.ณัฐกิตติ์ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/cpn-phuket-expansion/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aG7IqTHYYHL97AWykSVoi

  • ทรัมป์ แถลงนโยบายยาวสุดในประวัติศาสตร์ ชูผลงานเศรษฐกิจ เคลมคืนสันติภาพให้ไทย-เขมร

    ทรัมป์ แถลงนโยบายยาวสุดในประวัติศาสตร์ ชูผลงานเศรษฐกิจ เคลมคืนสันติภาพให้ไทย-เขมร

    ทรัมป์ แถลงนโยบายยาวสุดในประวัติศาสตร์ ชูผลงานเศรษฐกิจ เคลมคืนสันติภาพให้ไทย-เขมร

    วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.41 น.

    25 กุมภาพันธ์ 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แถลงผลงานและนโยบายประจำปี สเตท ออฟ เดอะ ยูเนียน (State of the Union) ต่อที่ประชุมร่วมของรัฐสภาในวันอังคาร (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยกล่าวชื่นชมผลงานในการนำประเทศเข้าสู่ยุคทอง และ ยังได้กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาด้วย

    การแถลงผลงานและนโยบายต่อรัฐสภา เป็นวาระงานสำคัญประจำปีของผู้นำสหรัฐฯ และเป็นครั้งแรกของ ‘ทรัมป์’ หลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองเมื่อปีที่แล้ว โดยเขาได้ใช้เวลานานที่สุดในประวัติศาสตร์เกืบอ 1 ชั่วโมง 50 นาที 

    โดยในชั่วโมงแรกมุ่งเน้นเศรษฐกิจ กล่าวว่าเขาสามารถควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และผลักดันตลาดหุ้นให้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้ ทั้งยังลงนามในกฎหมายภาษีครั้งใหญ่ ตลอดจนทำให้ยามีราคาถูกลง ‘ทรัมป์’ บอกด้วยว่า สหรัฐฯ กลับมาแล้วและยิ่งใหญ่กว่าเดิม ร่ำรวยกว่าเดิม ทั้งยังแข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา นับเป็นยุคทองของประเทศ

    ถึงแม้ว่า ‘ทรัมป์’ ได้ประกาศว่าอัตราเงินเฟ้อกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ในความเป็นจริงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ที่อยู่อาศัย และประกันภัย ตลอดจนค่าสาธาณูปโภคต่างๆยังคงสูงขึ้นกว่าเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก 

    จากข้อมูลล่าสุดที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 ก.พ.) แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดไว้ในไตรมาสที่แล้ว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อกับเร่งตัวขึ้น สวนทางกลับคำกล่าวอ้างของ ‘ทรัมป์’

    การแถลงผลงานและนโยบายประจำปีครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทรัมป์เนื่องจากความนิยมของเขากำลังลดลง ผลสำรวจของรอยเตอร์ส อิปซอส พบว่ามีชาวอเมริกันเพียงร้อยละ 36 เท่านั้นที่พอใจการบริหารเศรษฐกิจของ ‘ทรัมป์’

    นอกจากนี้เขายังพูดถึงนโยบายผู้อพยพ โดยระบุว่า ผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายเป็นต้นเหตุของอาชญากรรมรุนแรงจำนวนมาก ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกันส่วนใหญ่ของกลับมองว่ามาตรการปราบปรามผู้อพยพของนายทรัมป์รุนแรงเกินไป 

    สำหรับกรณีอิหร่านที่เกิดความตึงเครียดอย่างหนัก เขาก็ได้กล่าวว่า เขาต้องการแก้ปัญหาผ่านการทูต แต่ยังเตือนไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ส่วนผลงานเรื่องของการส่งเสริมสันติภาพ ‘ทรัมป์’ ได้กล่าวอ้างชื่อของประเทศไทยและกัมพูชาว่าเกิดสันติภาพได้จากฝีมือการไกล่เกลี่ยของเขานั่นเอง  

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/949207&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VVO0IYRzW3zWFQkKxaAWh

  • ทัวร์เฮลิคอปเตอร์ช่วงตรุษจีนคึกคัก หนุนเศรษฐกิจการบินเพดานต่ำ (คลิป) | เดลินิวส์

    ทัวร์เฮลิคอปเตอร์ช่วงตรุษจีนคึกคัก หนุนเศรษฐกิจการบินเพดานต่ำ (คลิป) | เดลินิวส์

    ทัวร์เฮลิคอปเตอร์ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีคึกคักในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน สะท้อนการเติบโตของ “เศรษฐกิจการบินเพดานต่ำ” แม้บริการจำนวนมากยังอยู่ในช่วงทดลอง แต่แนวโน้มนี้ชี้ให้เห็นศักยภาพของตลาดการบินเพดานต่ำที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

    เฮลิคอปเตอร์ของบริษัท เซี่ยงไฮ้ นิวสกาย เฮลิคอปเตอร์ บินอยู่เหนือน่านฟ้านครเซี่ยงไฮ้ ผ่านย่านผู่ตง เลียบชายฝั่ง มุ่งหน้าสู่ทะเล Xu Jianjun กัปตัน อธิบายว่า เส้นทางบินเริ่มต้นจากเกาะฝู่ซิง ในเขตหยางผู่ ของเซี่ยงไฮ้ มุ่งหน้าสู่หมู่เกาะเซิ่งซือ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จากมุมสูง ผู้โดยสารสามารถมองเห็นเขตผู่ตง เขตหลินกัง ในเขตการค้าเสรีนำร่อง และสะพานตงไห่ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของภูมิภาค

    สำหรับผู้โดยสาร เสน่ห์ไม่ได้อยู่แค่เพียงทัศนียภาพ แต่ช่วยประหยัดเวลา เส้นทางทางถนนและเรือเฟอรี่ที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมง สามารถย่นระยะเหลือเพียงครึ่งชั่วโมง การจองเที่ยวบินทำได้ผ่านมินิโปรแกรม ใน WeChat โดยราคาตั๋วอยู่ระหว่าง 600  2,500 หยวน (2,760 – 11,500 บาท)

    Li Xin ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการบิน บริษัท เซี่ยงไฮ้ นิวสกาย เฮลิคอปเตอร์ ระบุว่า ความต้องการในช่วงเทศกาลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ยอดจองสูงกว่าช่วงปกติราว 1.5 เท่า โดยผู้โดยสารสามารถสำรองที่นั่งล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างสะดวก

    บริการรูปแบบ Air Taxi นี้ กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบคมนาคมใหม่ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี สร้างทางเลือกในการเดินทางระหว่างเมือง

    Xu Shengnan หัวหน้าฝ่ายสนับสนุนจราจร เขตฉงชวน เมืองหนานทง มณฑลเจียงซู ระบุว่า เส้นทางบินเพดานต่ำช่วยลดความแออัดในช่วงเวลาเร่งด่วน และจะมีแนวทางใหม่ๆ เพื่อผลักดันให้การเดินทางรูปแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบขนส่งภูมิภาคในระยะยาว

    สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีนคาดว่า ภายในปี 2035 มูลค่าเศรษฐกิจการบินเพดานต่ำของจีนจะเติบโตแตะ 3.5 ล้านล้านหยวน (16.1 ล้านล้านบาท) โดยพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี และเขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า ถือเป็น 2 ภูมิภาคที่มีความเคลื่อนไหวด้านเส้นทางเฮลิคอปเตอร์เพดานต่ำมากที่สุด

    เครดิต China Media Group (CMG)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5633974/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KOwYF1Vpaz_4wXim6flGC

  • 7 ทีมนักศึกษาภาพยนตร์ฯ SPU คว้ารางวัลใหญ่! พร้อมทุนการศึกษา ตอกย้ำศักยภาพคนทำหนังรุ่นใหม่ …

    7 ทีมนักศึกษาภาพยนตร์ฯ SPU คว้ารางวัลใหญ่! พร้อมทุนการศึกษา ตอกย้ำศักยภาพคนทำหนังรุ่นใหม่ …

    มหาวิทยาลัยศรีปทุม ขอแสดงความยินดีกับ 7 ทีมนักศึกษาสาขาภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล (FD65) คณะนิเทศศาสตร์ ในโอกาสเข้ารับมอบโล่รางวัลและทุนการศึกษา จาก บริษัท เนรมิตรหนัง ฟิล์ม จำกัด …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/newsupdate/7-%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B6%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C-spu-%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X6_fwFQe3kRbaDD-JD7eC

  • ‘อินดิเพนเด้น ฟิล์ม’ เล่นใหญ่ทำถึง! เปิดตัวซีรีส์ ‘Shock Me Girls รักช็อตใจ ยัยช็อตฟีล’ – แนวหน้า

    ‘อินดิเพนเด้น ฟิล์ม’ เล่นใหญ่ทำถึง! เปิดตัวซีรีส์ ‘Shock Me Girls รักช็อตใจ ยัยช็อตฟีล’ – แนวหน้า

    สายซีรีส์วายมารวมตัวกันอย่างอบอุ่น โดย “อินดิเพนเด้นท์ ฟิล์ม (Independent Film)” ในสังกัด iAM เสิร์ฟความฟินอย่างต่อเนื่อง จัดงานเปิดตัวซีรีส์แนวตั้งครั้งแรกเรื่อง “Shock Me Girls …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/949254&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SfBPwnWTcjVctx-USoFuZ

  • วิธีคำนวณ BTU แอร์ให้พอดีห้อง ปี 2026 เย็นฉ่ำสะใจแต่ค่าไฟจิ๊บๆ

    วิธีคำนวณ BTU แอร์ให้พอดีห้อง ปี 2026 เย็นฉ่ำสะใจแต่ค่าไฟจิ๊บๆ

    จะซื้อแอร์ทั้งทีต้องเลือกให้เป๊ะ! สอนวิธีคำนวณ BTU แอร์ให้พอดีกับห้องฉบับอัปเดตปี 2026 แจกสูตรคำนวณง่ายๆ ที่ช่วยให้ห้องเย็นจัดทันใจและประหยัดค่าไฟในระยะยาว พร้อมเช็กตาราง BTU มาตรฐานสำหรับห้องทุกขนาด ทิศแดดแบบไหนต้องบวกเพิ่มเท่าไหร่?

    ไม่เป็นไร เพราะวันนี้ Sanook Hitech จะมาสอนสูตรคำนวณ BTU ง่ายๆ ที่คุณทำเองได้ใน 1 นาที

    สูตรคำนวณ BTU แอร์ให้พอดีกับห้อง

    สูตรที่นิยมที่สุดและแม่นยำสำหรับการใช้งานทั่วไปคือ BTU = พื้นที่ห้อง (กว้าง x ยาว) x ตัวแปรความร้อน นั่นเอง

     08

    ตัวแปรความร้อนคืออะไร?

    แม้ขนาดตัวห้องอาจจะรู้ได้ง่าย แต่ว่าเรื่องของตัวแปรนี้จะเปลี่ยนไปตามลักษณะการใช้งานและทิศทางของห้อง โดยมีสิ่งที่ต้องรู้คือ

    • 700 – 800 คือ ห้องนอนปกติ ไม่โดนแดด (ใช้งานเฉพาะกลางคืนเป็นหลัก)
    • 800 – 900 คือ ห้องนอนที่โดนแดดบ้าง หรือห้องทำงานที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่มาก
    • 900 – 1,000 คือ ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก หรือห้องที่โดนแดดจัดตลอดบ่าย
    • 1,100 ขึ้นไป คือ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือห้องที่มีคนหนาแน่นและมีแหล่งกำเนิดความร้อนสูง เช่น ห้องคอมพิวเตอร์เกมมิ่ง

    สรุปขนาดห้อง vs BTU

    ขนาดห้อง (ตร.ม.) BTU ที่แนะนำ (ห้องปกติ) BTU ที่แนะนำ (ห้องโดนแดดจัด)
    9 – 13 ตร.ม. 9,000 BTU 12,000 BTU
    14 – 18 ตร.ม. 12,000 BTU 15,000 – 18,000 BTU
    19 – 24 ตร.ม. 18,000 BTU 21,000 – 24,000 BTU
    25 – 32 ตร.ม. 24,000 BTU 30,000 BTU

    3 ปัจจัยลับที่คุณ “ต้อง” บวก BTU เพิ่ม

    เรื่องหนึ่งที่ทำให้ต้องเพิ่มปริมาณ BTU จากปกติจะประหยัดงบแต่ต้องเพิ่มเงินเป็นเพราะ

    1. เพดานสูงเกิน 2.5 เมตร: หากห้องคุณมีเพดานสูงแบบ Double Volume ควรบวก BTU เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 5 – 10% เพราะมวลอากาศในห้องมีมากกว่าปกติ
    2. จำนวนคนในห้อง: หากเป็นห้องที่มีคนอยู่มากกว่า 2 คนขึ้นไปเป็นประจำ ให้บวกเพิ่มอีก 500 BTU ต่อคนครับ
    3. อุปกรณ์ไฟฟ้าคายความร้อน: สำหรับชาวไอทีที่มี Gaming PC สเปกแรง หรือเครื่องขุดเหรียญดิจิทัล อุปกรณ์เหล่านี้คายความร้อนสูงมาก ควรเลือกแอร์เผื่อไปอีก 1 สเต็ปเสมอ

    222557-thumbnail

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/hitech/1622202/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oJYxwv9qX-S88WNlnJGIW

  • ‘วิทัย‘ ลุยปราบทุนเทา จ่อออกประกาศใน 2สัปดาห์ คุม ’ฝาก-ถอนเงินสด‘ เกิน 5 ล้าน ต้องแจงวัตถุประสงค์

    ‘วิทัย‘ ลุยปราบทุนเทา จ่อออกประกาศใน 2สัปดาห์ คุม ’ฝาก-ถอนเงินสด‘ เกิน 5 ล้าน ต้องแจงวัตถุประสงค์

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มองว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างต่างๆแบงก์ชาติเองต้องปรับบทบาทจากการพึ่งพาเครื่องมือดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว ไปสู่การใช้มาตรการเฉพาะจุด (Targeted measures)มากขึ้น เพื่อให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพและตรงจุดยิ่งขึ้น
     

    โดยหนึ่งในบทบาทเชิงรุกของแบงก์ชาติในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ  ที่มองว่าต้องเร่งจัดการ คือการปราบปรามทุนเทาและธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ

    ในมิติการป้องปรามอาชญากรรมทางการเงิน ธปท.ได้มีการกำกับดูแลระบบโอนเงินและช่องทางดิจิทัลอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยที่ ธปท.เตรียมออกคำสั่งคุมเข้มธุรกิจ e-Money มากขึ้นและผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นบัญชีม้าจะถูกจำกัดวงเงินการโอนเงิน

    ทั้งนี้ ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา ธปท.ได้ขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ให้รายงานการเบิกเงินสดที่ผิดปกติ ซึ่งผลที่ได้ถือว่ามีประสิทธิผล โดยสามารถลดปริมาณธุรกรรมที่น่าสงสัยลงอย่างมีนัยสำคัญ

    จากผลลัพธ์ดังกล่าว ธปท. จึงเตรียมออกเกณฑ์ใหม่เพื่อกำกับดูแลการเบิกเงินสดและการฝากเงินสดจำนวนมาก ภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อยกระดับมาตรการให้เป็นระบบถาวรมากขึ้น

    สำหรับรายละเอียดของเกณฑ์ใหม่ จะกำหนดให้การถอนเงินสดและการฝากเงินสดในวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท หากเกินกำหนดดังกล่าว สถาบันการเงิน ต้องดำเนินการสอบถามวัตถุประสงค์การใช้เงิน (Due Diligence) อย่างเข้มงวด

     “หากลูกค้ามีเหตุผลทางธุรกิจที่ชัดเจนหรือเป็นการใช้เงินเพื่อวัตถุประสงค์ส่วนตัวที่อธิบายได้ ก็ยังสามารถทำธุรกรรมได้ตามปกติ แต่หากต้องการเบิกเงินสดหรือฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาทจะต้องผ่านการตรวจพิสูจน์อย่างเข้มงวด และหากไม่สามารถชี้แจงเหตุผลทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน ธนาคารจะมีสิทธิไม่อนุญาตให้ทำรายการ เพื่อบังคับให้เงินนอกระบบหรือเงินที่เก็บไว้นอกระบบต้องแสดงที่มาหากต้องการเข้าสู่ระบบธนาคาร และหากมีความจำเป็นมากขึ้นในระยะถัดไป อาจปรับลดวงเงินการถอนเงินสดและฝากเงินสดลงเหลือ 3ล้านบาทต่อไป”
     

    โดย เป้าหมายหลักของมาตรการนี้คือการป้องปรามการใช้เงินสดในกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ธุรกรรมผิดกฎหมายและการฟอกเงิน เนื่องจากปัจจุบันมีช่องทางทางการเงินอื่นที่สะดวกและปลอดภัยกว่า เช่น การโอนเงินหรือการใช้เช็ค

    ซึ่งมาตรการทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความโปร่งใสของระบบเศรษฐกิจไทย และปิดช่องโหว่ของทุนสีเทาที่พยายามหลบเลี่ยงผ่านสินทรัพย์ทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นทองคำ เงินดอลลาร์ หรือคริปโทเคอร์เรนซีอย่าง USDT ซึ่ง ธปท. กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1222656&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xYAOSD1G-Fyj8vEyTDinx

  • กนง. มีมติ 4 ต่อ 2 ‘ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย’ 0.25% เหลือ 1%

    กนง. มีมติ 4 ต่อ 2 ‘ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย’ 0.25% เหลือ 1%

    เปิดประชุม กนง.ครั้งแรกของปี โดยมีมติ 4 ต่อ 2 ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และบรรเทาภาระทางการเงินในช่วงที่ความเสี่ยงยังอยู่ในระดับสูง

    นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

    คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.25 เป็นร้อยละ 1.00 ต่อปี

    โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 2 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 ต่อปี

    เศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 แต่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ และไม่ทั่วถึงในปี 2569 และ 2570 จากปัญหาเชิงโครงสร้าง และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงาน และมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม

    รวมถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น อีกทั้งสภาพคล่องของ SMEs และครัวเรือนยังตึงตัว

    กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 1.25 เป็น ร้อยละ 1.00 เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม และเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

    ขณะที่กรรมการ 2 ท่านเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.25 โดยเห็นว่านโยบายการเงินปัจจุบันยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อ และการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง รวมทั้งขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัดภายใต้บริบทที่มีความไม่แน่นอนสูง และเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง

    สะท้อนถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงพอ และสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว

    แต่จำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิต และขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ รวมทั้งมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดอื่น

    เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงปลายปี แต่อีกส่วนหนึ่งจากแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด

    โดยเฉพาะการลงทุน และการส่งออกสินค้า ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจปี 2569 และ 2570 อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพจากปัญหาเชิงโครงสร้าง และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

    โดยแม้การส่งออกสินค้า และการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่กระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีเป็นสำคัญ และสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจลดลงกว่าในอดีต

    ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปี 2568 ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐ ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท 

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และ 2570 มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงาน และมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม และถูกกดดันเพิ่มเติมจากการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ

    โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้จากช่วงครึ่งแรกของปี 2570 เป็นช่วงครึ่งหลังของปี อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากที่ประเมินไว้เช่นกัน และทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ

    ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้า และบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง โดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางปรับลดลงบ้างแต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด

    อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงิน และตลาดการเงินโดยรวมปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจ และครัวเรือน

    อย่างไรก็ดี ต้นทุนการกู้ยืมของ SMEs ที่มีความเสี่ยงสูงยังปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งจากสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้รายใหม่ และลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการส่งผ่านของนโยบายการเงิน และการขยายตัวของสินเชื่อ รวมทั้งสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับแข็งค่าตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ และปัจจัยเฉพาะของไทย โดยการแข็งค่าของเงินบาทซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออกโดยเฉพาะสินค้าที่มีการแข่งขันด้านราคาสูง และอัตรากำไรต่ำ

    คณะกรรมการฯ กังวลต่อเงินบาทที่มีสัญญาณแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน จึงเห็นควรให้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท และธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินประสิทธิผล และความเพียงพอของมาตรการเกี่ยวกับธุรกรรมทองคำ และธุรกรรมทางการเงินอื่นที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงอยู่ในระดับผ่อนคลายเพียงพอ และสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

    อีกทั้งสนับสนุนให้เงินเฟ้อทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายในระยะปานกลาง ในขณะเดียวกัน ควรติดตามนัยของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อการสะสมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง และให้ความสำคัญกับขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1222692&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WOFE5gfBT7VCdATRWgurn