Blog

  • บอกต่อเรื่องราวดี ๆ … “การเงินดี ชีวิตดี”

    บอกต่อเรื่องราวดี ๆ … “การเงินดี ชีวิตดี”

    เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดร. ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศ ไทย ได้ให้ความรู้ทางการเงินที่น่าสนใจไว้ในงาน Money Expo ผู้เขียนจึงขอบอกต่อเรื่องราวดีๆ กันนะคะ

    ทำไมคนไทยจึงมีปัญหาหนี้ครัวเรือนกันมาก

    rn

     

    rn

    สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของคนไทยมีลักษณะ (1) เป็นหนี้เร็วขึ้น โดย 50% ของคนไทยอายุ 30 ปี มีหนี้ และประมาณ 1 ใน 5 ของกลุ่มดังกล่าวเป็นหนี้เสีย (2) เป็นหนี้มากขึ้น โดยสัดส่วนประชากรที่เป็นหนี้เพิ่มขึ้น จากราว 20% ในอดีต เป็น กว่า 30% และ (3) เป็นหนี้นานขึ้น แม้จะเกษียณอายุ ก็ยังใช้หนี้ไม่หมด โดยคนอายุ 60-69 ปี มีหนี้เฉลี่ยราว 4.5 แสนบาทต่อราย ส่วนคนอายุ 70-79 ปี มีหนี้เฉลี่ยเกือบ 3 แสนบาท

    rn

     

    rn

    เมื่อดูประเภทหนี้ครัวเรือนของไทยเทียบกับต่างประเทศแล้ว พบว่า ไทยมีสัดส่วนหนี้ส่วนบุคคลหรือ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดทรัพย์สินหรือรายได้ มากกว่าหลายประเทศ โดยไทยมีหนี้บ้าน 35% หนี้รถยนต์ 8% หนี้เพื่อประกอบอาชีพและอื่น ๆ 27% และมีหนี้ส่วนบุคคล บัตรเครดิต สูงถึง 30% ขณะที่เกาหลีใต้ที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนรวมต่อ GDP สูงกว่าไทย กลับมีสัดส่วนหนี้อุปโภคบริโภคเพียง 6% มีหนี้บ้าน 42% และส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อธุรกิจ/ ซื้อหลักทรัพย์และอื่น ๆ

    rn

      

    rn

    สาเหตุหลักที่คนไทยมีหนี้ มาจากรายจ่ายสูงกว่ารายได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงควรแก้ปัญหาหนี้ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมใช้เงินกันนะคะ

    rn

     

    rn

    การวางแผนแก้หนี้ ควรทำอย่างไร

    rn

     

    rn

    เริ่มจากตัวเราเองก่อน ด้วยการปรับพฤติกรรม คือ สูตรสำเร็จการแก้หนี้ที่ดีที่สุดค่ะ โดยเฉพาะ การลดรายจ่าย น่าจะเป็นทางออกที่ทำเองได้เลย นอกจากนี้ เป็นการหารายได้เพิ่ม และ การขายทรัพย์สินเพื่อนำไปโปะลดภาระหนี้สินค่ะ

    rn

             

    rn

    เมื่อลูกหนี้รู้สึกว่าสู้เองไม่ไหว สามารถติดต่อเจ้าหนี้เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ โดยควรศึกษาทางเลือกการปรับโครงสร้างหนี้แบบต่าง ๆ  และเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจรูปแบบที่เหมาะกับตนเอง หากยังมีข้อสงสัย สามารถหาตัวช่วยเพิ่ม โดยแบงก์ชาติมีโครงการ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” เพื่อให้คำปรึกษาแก่ลูกหนี้ รวมทั้งมี “ทางด่วนแก้หนี้” ซึ่งเป็นช่องทางเสริมออนไลน์ในการขอความช่วยเหลือด้านการผ่อนชำระหนี้ค่ะ

    rn

             

    rn

    กรณีลูกหนี้ที่มีหนี้เสียค้างชำระเกินกว่า 120 วัน ในกลุ่มหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท สามารถเข้าร่วมโครงการ “คลินิกแก้หนี้ by SAM” ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยจะจ่ายดอกเบี้ยในอัตราต่ำราว 3-5% และผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี

    rn

             

    rn

    โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” มีระยะเวลา 3 ปี เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย NPL ที่ค้างชำระเกินกว่า 90 วัน (โดยใช้สถานะหนี้ ณ 30 ก.ย. 68 เพื่อป้องกัน moral hazard) ในกลุ่มสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล (รวมถึงติ่งหนี้ของหนี้ที่เคยมีหลักประกัน) รวมไม่เกิน 1 แสนบาท

    rn

     

    rn

    ตัวอย่าง ลูกหนี้มีภาระหนี้รวม 5 หมื่น ประกอบด้วย เงินต้น 3 หมื่น และ ดอกเบี้ย 2 หมื่น เมื่อมาติดต่อเข้าโครงการ ก็สามารถเลือกโปรแกรมการจ่ายได้ 2 แบบ คือ (1)  “จ่ายปิดจบหนี้” โดย SAM ลดเงินต้น 50% ซึ่งกรณีนี้ ลูกหนี้จ่าย 1.5 หมื่น ก็สามารถปิดจบหนี้ได้ทันที หรือ (2) “ผ่อนชำระเป็นงวด” โดย SAM ลดเงินต้น 30% และมีระยะเวลาผ่อนสูงสุด 36 งวด (ระยะเวลาผ่อนชำระของลูกหนี้จะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เริ่มเข้าโครงการ ถ้าเข้าร่วมช้า ระยะเวลาผ่อนจะน้อยลงตามระยะเวลาที่เหลือของโครงการ)  อัตราดอกเบี้ยในระหว่างมาตรการเหลือ 0% ซึ่งกรณีนี้ ลูกหนี้จะจ่าย 70% ของเงินต้น หรือ 2.1 หมื่น คิดเป็นการผ่อนจ่ายเดือนละ 583.33 บาท 36 งวด ก็ปิดจบหนี้ได้ ดังนั้น จึงขอเชิญชวนลูกหนี้รีบ  เช็กสิทธิและลงทะเบียนกันนะคะ

    rn

     

    rn

    ประโยชน์ที่ได้รับ คือ การลดภาระหนี้ และ เงื่อนไขผ่อนชำระแบบผ่อนปรน ทำให้เปลี่ยนจากลูกหนี้เสียเป็น ลูกหนี้ดีได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้เร็วขึ้นค่ะ

    rn

     

    rn

    สูตรการเงินที่ดี: รายจ่ายต้องมาจากเงินเหลือภายหลังกันเงินออมไว้แล้ว

    rn

     

    rn

    สมการการใช้จ่ายที่ดีควรเป็น รายได้ – เงินออม = เงินคงเหลือ เพื่อใช้จ่าย สะท้อนว่า ให้ “กันเงินออม” ไว้ก่อน แล้วมีเงินเหลือค่อยนำไปใช้จ่าย จากรายงานผลสำรวจทักษะทางการเงิน ระดับการออม และการใช้บริการทางการเงินของคนไทย พ.ศ. 2567 กลับพบว่า แม้กว่า 90% ของครัวเรือนไทยตอบว่ามีเงินออม แต่เพียง 23% ที่มีเงินออมฉุกเฉินที่เหมาะสม หรือ อยู่ได้ 6 เดือนขึ้นไปหากขาดรายได้กะทันหัน สะท้อนปัญหาความไม่เพียงพอของเงินออม ทั้งนี้ หากเราทำตามสูตรการเงินที่ดี กันเงินออมไว้ก่อน ส่วนที่เหลือ คือ รายจ่าย ซึ่งจะแปรผันตามรายได้ เข้าทำนอง “กันเงินเก็บไว้ก่อน มีน้อยใช้น้อย มีมากค่อยใช้มาก” นะคะ

    rn

     

    rn

    ดร. ชญาวดีฯ ได้แนะนำ วิธีการใช้เงินเป็น คือ (1) การใช้ให้ช้า หรือ ใช้เวลาก่อนใช้เงิน โดยคิดก่อนว่า เป็นของที่จำเป็น (need) หรือ ของที่อยากมี (want) และสำรวจของที่มีอยู่ก่อนซื้อใหม่ (2) ใช้ให้ชนะ โดยเปรียบเทียบก่อนจ่าย ทั้งเทียบราคา/ ความคุ้มค่า/ วิธีการจ่าย หากจ่ายน้อย เท่ากับ เป็นผู้ชนะใช้เงิน (3) ใช้ให้รู้ทัน (แรงกระตุ้นหรือกลการตลาด) โดยดูว่าเป็นของที่ต้องซื้อจริง หรือ โดนโปรโมชันหลอกให้ซื้อเยอะ/ เร็วกว่าที่จำเป็นและ (4) ใช้ให้แคร์อนาคต โดยแบ่งการใช้เงินทั้งการออม/ จ่ายหนี้ก่อน ค่อยเหลือไว้ใช้

    rn

     

    rn

     

    rn

    ปัจจุบัน ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์นำเสนอ Buy Now Pay Later (BNPL) กัน ซึ่งเป็นประเด็นที่เราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า วันหน้าจะจ่ายไหวไหม หรือจะกลายเป็น “Pain Later” หรือไม่ นะคะ ที่จริงแล้ว BNPL อาจเทียบได้กับสินเชื่อ เพราะผู้ให้บริการมีข้อมูลของเราจากแหล่งอื่น จึงอนุมัติวงเงินให้ได้ รวมทั้งยังอาจมีผลให้พฤติกรรมการใช้จ่ายผิดเพี้ยนไป เพราะเมื่อเราเห็นตัวเลขราคาที่ต้องจ่ายหรือยอดผ่อนที่ต่ำ อาจส่งผลกระตุ้นการใช้จ่ายสินค้าที่ไม่จำเป็นได้

    rn

     

    rn

    การเงินที่ดี ย่อมนำมาซึ่งชีวิตที่ดีได้ จึงขอชวนกันสร้างพฤติกรรม “ใช้เงินเป็น” เพื่อ “ลดหนี้ที่ไม่จำเป็น” ลงได้นะคะ 

    rn”}}” id=”text-535af09b28″>

    ทำไมคนไทยจึงมีปัญหาหนี้ครัวเรือนกันมาก

    สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของคนไทยมีลักษณะ (1) เป็นหนี้เร็วขึ้น โดย 50% ของคนไทยอายุ 30 ปี มีหนี้ และประมาณ 1 ใน 5 ของกลุ่มดังกล่าวเป็นหนี้เสีย (2) เป็นหนี้มากขึ้น โดยสัดส่วนประชากรที่เป็นหนี้เพิ่มขึ้น จากราว 20% ในอดีต เป็น กว่า 30% และ (3) เป็นหนี้นานขึ้น แม้จะเกษียณอายุ ก็ยังใช้หนี้ไม่หมด โดยคนอายุ 60-69 ปี มีหนี้เฉลี่ยราว 4.5 แสนบาทต่อราย ส่วนคนอายุ 70-79 ปี มีหนี้เฉลี่ยเกือบ 3 แสนบาท

    เมื่อดูประเภทหนี้ครัวเรือนของไทยเทียบกับต่างประเทศแล้ว พบว่า ไทยมีสัดส่วนหนี้ส่วนบุคคลหรือ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดทรัพย์สินหรือรายได้ มากกว่าหลายประเทศ โดยไทยมีหนี้บ้าน 35% หนี้รถยนต์ 8% หนี้เพื่อประกอบอาชีพและอื่น ๆ 27% และมีหนี้ส่วนบุคคล บัตรเครดิต สูงถึง 30% ขณะที่เกาหลีใต้ที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนรวมต่อ GDP สูงกว่าไทย กลับมีสัดส่วนหนี้อุปโภคบริโภคเพียง 6% มีหนี้บ้าน 42% และส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อธุรกิจ/ ซื้อหลักทรัพย์และอื่น ๆ

    สาเหตุหลักที่คนไทยมีหนี้ มาจากรายจ่ายสูงกว่ารายได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงควรแก้ปัญหาหนี้ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมใช้เงินกันนะคะ

    การวางแผนแก้หนี้ ควรทำอย่างไร

    เริ่มจากตัวเราเองก่อน ด้วยการปรับพฤติกรรม คือ สูตรสำเร็จการแก้หนี้ที่ดีที่สุดค่ะ โดยเฉพาะ การลดรายจ่าย น่าจะเป็นทางออกที่ทำเองได้เลย นอกจากนี้ เป็นการหารายได้เพิ่ม และ การขายทรัพย์สินเพื่อนำไปโปะลดภาระหนี้สินค่ะ

    เมื่อลูกหนี้รู้สึกว่าสู้เองไม่ไหว สามารถติดต่อเจ้าหนี้เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ โดยควรศึกษาทางเลือกการปรับโครงสร้างหนี้แบบต่าง ๆ  และเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจรูปแบบที่เหมาะกับตนเอง หากยังมีข้อสงสัย สามารถหาตัวช่วยเพิ่ม โดยแบงก์ชาติมีโครงการ “หมอหนี้เพื่อประชาชน” เพื่อให้คำปรึกษาแก่ลูกหนี้ รวมทั้งมี “ทางด่วนแก้หนี้” ซึ่งเป็นช่องทางเสริมออนไลน์ในการขอความช่วยเหลือด้านการผ่อนชำระหนี้ค่ะ

    กรณีลูกหนี้ที่มีหนี้เสียค้างชำระเกินกว่า 120 วัน ในกลุ่มหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท สามารถเข้าร่วมโครงการ “คลินิกแก้หนี้ by SAM” ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยจะจ่ายดอกเบี้ยในอัตราต่ำราว 3-5% และผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี

    โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” มีระยะเวลา 3 ปี เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย NPL ที่ค้างชำระเกินกว่า 90 วัน (โดยใช้สถานะหนี้ ณ 30 ก.ย. 68 เพื่อป้องกัน moral hazard) ในกลุ่มสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล (รวมถึงติ่งหนี้ของหนี้ที่เคยมีหลักประกัน) รวมไม่เกิน 1 แสนบาท

    ตัวอย่าง ลูกหนี้มีภาระหนี้รวม 5 หมื่น ประกอบด้วย เงินต้น 3 หมื่น และ ดอกเบี้ย 2 หมื่น เมื่อมาติดต่อเข้าโครงการ ก็สามารถเลือกโปรแกรมการจ่ายได้ 2 แบบ คือ (1)  “จ่ายปิดจบหนี้” โดย SAM ลดเงินต้น 50% ซึ่งกรณีนี้ ลูกหนี้จ่าย 1.5 หมื่น ก็สามารถปิดจบหนี้ได้ทันที หรือ (2) “ผ่อนชำระเป็นงวด” โดย SAM ลดเงินต้น 30% และมีระยะเวลาผ่อนสูงสุด 36 งวด (ระยะเวลาผ่อนชำระของลูกหนี้จะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เริ่มเข้าโครงการ ถ้าเข้าร่วมช้า ระยะเวลาผ่อนจะน้อยลงตามระยะเวลาที่เหลือของโครงการ)  อัตราดอกเบี้ยในระหว่างมาตรการเหลือ 0% ซึ่งกรณีนี้ ลูกหนี้จะจ่าย 70% ของเงินต้น หรือ 2.1 หมื่น คิดเป็นการผ่อนจ่ายเดือนละ 583.33 บาท 36 งวด ก็ปิดจบหนี้ได้ ดังนั้น จึงขอเชิญชวนลูกหนี้รีบ  เช็กสิทธิและลงทะเบียนกันนะคะ

    ประโยชน์ที่ได้รับ คือ การลดภาระหนี้ และ เงื่อนไขผ่อนชำระแบบผ่อนปรน ทำให้เปลี่ยนจากลูกหนี้เสียเป็น ลูกหนี้ดีได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้เร็วขึ้นค่ะ

    สูตรการเงินที่ดี: รายจ่ายต้องมาจากเงินเหลือภายหลังกันเงินออมไว้แล้ว

    สมการการใช้จ่ายที่ดีควรเป็น รายได้ – เงินออม = เงินคงเหลือ เพื่อใช้จ่าย สะท้อนว่า ให้ “กันเงินออม” ไว้ก่อน แล้วมีเงินเหลือค่อยนำไปใช้จ่าย จากรายงานผลสำรวจทักษะทางการเงิน ระดับการออม และการใช้บริการทางการเงินของคนไทย พ.ศ. 2567 กลับพบว่า แม้กว่า 90% ของครัวเรือนไทยตอบว่ามีเงินออม แต่เพียง 23% ที่มีเงินออมฉุกเฉินที่เหมาะสม หรือ อยู่ได้ 6 เดือนขึ้นไปหากขาดรายได้กะทันหัน สะท้อนปัญหาความไม่เพียงพอของเงินออม ทั้งนี้ หากเราทำตามสูตรการเงินที่ดี กันเงินออมไว้ก่อน ส่วนที่เหลือ คือ รายจ่าย ซึ่งจะแปรผันตามรายได้ เข้าทำนอง “กันเงินเก็บไว้ก่อน มีน้อยใช้น้อย มีมากค่อยใช้มาก” นะคะ

    ดร. ชญาวดีฯ ได้แนะนำ วิธีการใช้เงินเป็น คือ (1) การใช้ให้ช้า หรือ ใช้เวลาก่อนใช้เงิน โดยคิดก่อนว่า เป็นของที่จำเป็น (need) หรือ ของที่อยากมี (want) และสำรวจของที่มีอยู่ก่อนซื้อใหม่ (2) ใช้ให้ชนะ โดยเปรียบเทียบก่อนจ่าย ทั้งเทียบราคา/ ความคุ้มค่า/ วิธีการจ่าย หากจ่ายน้อย เท่ากับ เป็นผู้ชนะใช้เงิน (3) ใช้ให้รู้ทัน (แรงกระตุ้นหรือกลการตลาด) โดยดูว่าเป็นของที่ต้องซื้อจริง หรือ โดนโปรโมชันหลอกให้ซื้อเยอะ/ เร็วกว่าที่จำเป็นและ (4) ใช้ให้แคร์อนาคต โดยแบ่งการใช้เงินทั้งการออม/ จ่ายหนี้ก่อน ค่อยเหลือไว้ใช้

    ปัจจุบัน ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์นำเสนอ Buy Now Pay Later (BNPL) กัน ซึ่งเป็นประเด็นที่เราต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า วันหน้าจะจ่ายไหวไหม หรือจะกลายเป็น “Pain Later” หรือไม่ นะคะ ที่จริงแล้ว BNPL อาจเทียบได้กับสินเชื่อ เพราะผู้ให้บริการมีข้อมูลของเราจากแหล่งอื่น จึงอนุมัติวงเงินให้ได้ รวมทั้งยังอาจมีผลให้พฤติกรรมการใช้จ่ายผิดเพี้ยนไป เพราะเมื่อเราเห็นตัวเลขราคาที่ต้องจ่ายหรือยอดผ่อนที่ต่ำ อาจส่งผลกระตุ้นการใช้จ่ายสินค้าที่ไม่จำเป็นได้

    การเงินที่ดี ย่อมนำมาซึ่งชีวิตที่ดีได้ จึงขอชวนกันสร้างพฤติกรรม “ใช้เงินเป็น” เพื่อ “ลดหนี้ที่ไม่จำเป็น” ลงได้นะคะ 

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 12 พฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260512.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tvec78ByxWZX390RIxKSx

  • ถอดบทวิเคราะห์ WIPO ส่งสัญญาณเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ แข่งกันที่ “ทุนทางความคิดและนวัตกรรม” กรมทรัพย์สินทางปัญญารับลูก เดินเกมสร้างแต้มต่อ ปั้นธุรกิจไทยลุยเวทีโลก

    ถอดบทวิเคราะห์ WIPO ส่งสัญญาณเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ แข่งกันที่ “ทุนทางความคิดและนวัตกรรม” กรมทรัพย์สินทางปัญญารับลูก เดินเกมสร้างแต้มต่อ ปั้นธุรกิจไทยลุยเวทีโลก

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาถอดบทวิเคราะห์จากรายงาน “WIPO Pathfinders Report” ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization: WIPO) ซึ่งสะท้อนฉากทัศน์ระบบทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ชี้เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวสู่เกมการค้ายุคใหม่ ที่แข่งขันกันด้วยทุนทางความคิด นวัตกรรม และการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้อย่างทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น โดยกรมฯ มองวาระปีที่ 34 ของการขับเคลื่อนภารกิจ เป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับกลยุทธ์ IP ให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของคนไทยให้เป็นมูลค่าที่จับต้องได้ และสร้างแต้มต่อให้ธุรกิจไทยในเวทีสากล

    ถอดบทวิเคราะห์ WIPO ส่งสัญญาณเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ แข่งกันที่

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า รายงาน WIPO Pathfindersเป็นการวิเคราะห์แนวโน้มและฉากทัศน์อนาคตของระบบทรัพย์สินทางปัญญาโลก ซึ่งรวบรวมมุมมองของผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ จากทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อประเมินทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม ที่ส่งผลต่อทรัพย์สินทางปัญญาในระยะ 10 ปี โดยรายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “ทรัพย์สินที่จับต้องได้” ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “ทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ ข้อมูล ซอฟต์แวร์ งานสร้างสรรค์ แบรนด์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งล้วนเป็นทรัพย์สินทางปัญญาและสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภาคธุรกิจ

    รายงานดังกล่าวยังได้เน้นย้ำถึงความท้าทายจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมระบบทรัพย์สินทางปัญญาโลกอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านการคิดค้นนวัตกรรม การสร้างสรรค์ผลงาน การบริหารจัดการสิทธิ และการแข่งขันทางธุรกิจ โดย WIPO ได้เสนอแนวทางสำคัญสำหรับประเทศสมาชิกในการเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง การเร่งเปลี่ยนผ่านบริการสู่ระบบดิจิทัล การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และสตาร์ทอัพ รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน นักลงทุน ภาคการศึกษาและนวัตกรรม เพื่อให้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่มูลค่าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

    นางอรมน กล่าวว่า โจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการสร้างนวัตกรรม แต่เป็นการต่อยอดนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดมูลค่าและสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง โดยประเทศที่สามารถเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ จะเป็นประเทศที่กุมความได้เปรียบในตลาดโลก ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และสตาร์ทอัพ ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก พร้อมผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุน ไปสู่การแข่งขันบนฐานของนวัตกรรมและการสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ กรมฯ จึงวางแนวทางยกระดับกลยุทธ์ IP เชิงรุก เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ และขยายโอกาสทางการค้าทั้งในและต่างประเทศ

    ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองต่อฉากทัศน์เศรษฐกิจยุคใหม่ กรมฯ ได้เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในหลายมิติ อาทิ โครงการ IP Financing วางรากฐานระบบประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การเร่งรัดจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาผ่านบริการ Fast Track เพื่อส่งเสริมการคุ้มครองนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความท้าทายใหม่และนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วขึ้น การปรับปรุงกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัยและสอดรับกับบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งการปกป้องแบรนด์ไทยผ่านโครงการ Trademark Monitor เฝ้าระวังการฉวยโอกาสนำเครื่องหมายการค้าของไทยไปจดทะเบียนในต่างประเทศโดยมิชอบ ซึ่งที่ผ่านมาสามารถปกป้องแบรนด์ไทย เช่น “หมูเด้ง” (Moo Deng) ในประเทศจีน แบรนด์ยาดม “หงส์ไทย” (Hongthai) ในประเทศจีนและเวียดนาม รวมถึงแบรนด์ “เต่าบิน” ในประเทศเวียดนาม และระงับความเสียหายได้ทันท่วงที เป็นต้น

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมฯ จะนำข้อเสนอแนะและฉากทัศน์สำคัญจากรายงาน WIPO มาใช้เป็นกรอบในการพัฒนาระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมของไทย ให้พร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในอนาคต ซึ่งจะช่วยสร้างแต้มต่อและโอกาสทางการค้าการลงทุนให้กับผู้ประกอบการไทย อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieop6ddcforph4aypo6iipdj4ny80ukt&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25ddy-w1iO9u9W1bNlIdK4

  • ฮานอยเตรียมพัฒนา “เขตเศรษฐกิจยามค่ำคืน” หวังดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ : อินโฟเควสท์

    ฮานอยเตรียมพัฒนา “เขตเศรษฐกิจยามค่ำคืน” หวังดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ : อินโฟเควสท์

    กรุงฮานอย เมืองหลวงของเวียดนาม วางแผนจัดตั้งเขตเศรษฐกิจยามค่ำคืนหลัก 6-8 แห่ง รวมถึงย่านและถนนที่เปิดให้บริการหลังเที่ยงคืนอีกราว 15-20 แห่ง ภายในปี 2578 ภายใต้โครงการพัฒนาเศรษฐกิจยามค่ำคืน (Night Economy) ที่เพิ่งได้รับการอนุมัติ

    สื่อของรัฐบาลเวียดนาม Voice of Vietnam รายงานในวันนี้ (12 พ.ค.) ว่า ภายใต้โครงการดังกล่าว เศรษฐกิจยามค่ำคืนจะได้รับการบริหารจัดการในรูปแบบ “เมืองอัจฉริยะ” โดยการทำธุรกรรม 80-90% จะเป็นการชำระเงินแบบไร้เงินสด ขณะเดียวกัน พื้นที่สำคัญทั้งหมดจะติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

    ภายในปี 2578 คาดว่าเศรษฐกิจยามค่ำคืนจะกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจกรุงฮานอย โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 7-8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของเมือง

    ทั้งนี้ กรุงฮานอยตั้งเป้าว่าจะใช้กิจกรรมยามค่ำคืนดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ 8-10 ล้านคนต่อปี ภายในปี 2588

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/592164&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20P71oQ648CYVRYU1NniTA

  • ‘ปกรณ์ ‘ เทียบความต่างรธน. 3 ฉบับ ปี60 เน้นดูเฉพาะความมั่นคงเศรษฐกิจ ไม่เอาเรื่องความเร่งด่วนมาพิจารณา

    ‘ปกรณ์ ‘ เทียบความต่างรธน. 3 ฉบับ ปี60 เน้นดูเฉพาะความมั่นคงเศรษฐกิจ ไม่เอาเรื่องความเร่งด่วนมาพิจารณา

    12 พ.ค.2569-นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้าน เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จะกระทบต่อการแก้ปัญหาของประชาชนหรือไม่ ว่า การออกพระราชกำหนดแต่ละครั้งรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบเพราะหากศาลวินิจฉัยว่าไม่ผ่านก็จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้น และจะเกิดปัญหาว่าสิ่งที่ทำไปจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะทำต้องมั่นใจว่าต้องรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศจริงๆ

    รวมถึงมีความจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ ถึงจะดำเนินการออกพระราชกำหนดดังกล่าว และรัฐบาลมั่นใจว่าตามข้อมูลของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจากการไล่ดูเงินทุกก้อนที่มีอยู่นั้นมันไม่เพียงพอ และยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรในวันข้างหน้าต่อไป ซึ่งสงครามยังไม่น่าจะจบ ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นสำคัญ

    นายปกรณ์ กล่าวว่า กฎหมายมีผลบังคับใช้ โครงการจะเดินหน้าต่อไป ไม่ได้ติดอะไรเว้นแต่ศาลบอกให้รอไว้ก่อน  ขณะเดียวกันรัฐบาลจะส่งกฎหมายไปยังสภาเพื่อให้ดำเนินการต่อและอนุมัติ และขณะนี้เชื่อว่าทางสภา จะต้องรอการพิจารณาจนกว่าศาลจะตัดสินภายใน 60 วัน

    ผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุที่รัฐบาลมองว่าเรื่องนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญเพราะเหตุใด รองนายกฯตอบว่า ขออธิบายและรัฐธรรมนูญ เมื่อดูท้ายของพระราชกำหนด เหมือนเงินกู้จะแบ่งเป็น 2 ก้อน แต่เงินทั้งสองก้อนนี้สามารถโยกสลับกันได้ ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลทำคือทำสองเรื่องไปพร้อมกัน คือ 1.การช่วยเหลือเยียวยา 2.การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันแยกออกจากกันไม่ได้ และต้องดำเนินการพร้อมกันไปทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือประชาชน ทั้งกลไกและระบบที่จะทำ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพประชาชน ดังนั้นทั้งสองวัตถุประสงค์ ก็คือดำเนินการคู่ขนานกันไป ฉะนั้นการใช้จ่ายเงินจึงไม่แยกก้อน แต่เป็นไปตามวัตถุประสงค์

    เมื่อถามว่าฝ่ายค้านมองว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนจะทำให้กฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญมีหลายฉบับ พร้อมยกตัวอย่าง รัฐธรรมนูญปี 2540 ให้ตรวจสอบเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศหรือไม่   โดยไม่ให้ดูเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน และช่วงนั้นก็มีการออก พ.ร.ก.กู้เงินทั้งในยุครัฐบาลชวน หลีกภัย และยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตอนนั้นก็มีการถามประเด็นเรื่องความความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่

    ต่อจากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยนำสิ่งในอดีตมาเขียนใหม่ โดยให้ตรวจสอบสองเงื่อนไข 1.เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ 2.จำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยกู้ ครั้งแรกกู้สำเร็จ และอีกครั้งได้มีการถอนเรื่องออกไปก่อนเพราะติดในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน

    รวมถึงสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กู้สำเร็จในช่วงน้ำท่วมใหญ่ ส่วนครั้งที่สองที่จะกู้ 2 ล้านล้าน เพื่อลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศระยะยาว 7 ปีนั้น ก็เกิดปัญหาว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ จนมีวลีว่าให้ทำถนนลูกรังทั่วประเทศก่อนดีกว่าหรือไม่ จนเกิดปัญหาเป็นประเด็นการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง

    และจนมารัฐธรรมนูญปี 2560 ก็กลับไปใช้ตามหลักเดิมของรัฐธรรมนูญปี 2540 คือให้ตรวจสอบเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่วนประเด็นความจำเป็นเร่งด่วนเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะเป็นผู้รู้ดีที่สุด เพราะกระทรวงการคลัง เปรียบเสมือนเป็นแม่บ้านที่ถือกระเป๋าตังค์อยู่ ฉะนั้นตังค์ขาดไม่ขาดแม่บ้านจะรู้

    ดังนั้นหากไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคแรก ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะไม่ดูในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน ฉะนั้นตนก็มั่นใจว่าศาลจะดูตามกรอบและวัตถุประสงค์ ตามรัฐธรรมนูญ 172 วรรคหนึ่งหรือไม่ ว่าเป็นไปตามความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่

    ส่วนความจำเป็นเร่งด่วน ถ้าไม่เร่งด่วนรัฐบาลคงไม่ทำหรอก เพราะเป็นการบายพาสสภาฯ เพราะผลของมันร้ายแรงหากกฎหมายไม่ผ่าน รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกซึ่งถือเป็นไปตามปกติ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกคนต้องรับผิดชอบ

    ถามย้ำว่า ตามข้อกฎหมายมองว่าไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายปกรณ์ ยืนยันว่า ตนเห็นเช่นนั้น

    ซักว่า ฝ่ายค้านมองว่าเป็นการตีเช็คเปล่า รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ย้อนถามสื่อว่า เช็คเปล่าอีกแล้ว ก่อนระบุว่า ”เช็คเปล่าที่ไหน มันมีที่ไหนใครให้เช็คเปล่าแก่คุณ ไม่มีหรอก โลกนี้ไม่มีการตีเช็คเปล่า ผมยืนยันไม่มี การตีเช็คเปล่าเป็นวาทกรรมผมคิดว่าไม่ควรใช้ ตีชีวิตคุณตีเช็คเปล่าหรือไม่ ติดคุกนะ รัฐบาลไม่ทำหรอกครับ“ 

    รองนายกฯตอบว่ากล่าวโดยรายละเอียดการขอโครงการต่างๆ จะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน

    เมื่อถามว่า แสดงว่าการร้องศาล ควรจะร้องประเด็นทำงานแล้วไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่ควรดูตรงปกหรือเปล่า และบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่เราตั้งใจหรือไม่ อย่างนั้นคือสร้างสรรค์.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/994844/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AMQznyAKTOho4afkXGbLu

  • ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเม.ย. 69 ดิ่งต่ำสุดในรอบ 8 เดือน กังวลเศรษฐกิจ-สงคราม

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเม.ย. 69 ดิ่งต่ำสุดในรอบ 8 เดือน กังวลเศรษฐกิจ-สงคราม

    หอการค้าไทย เผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย.อยู่ที่ 50.6 ลดลงต่อเนื่องต่ำสุดรอบ 8 เดือน คนไทยกังวลเศรษฐกิจ-งาน -รายได้-ค่าครองชีพสูง ระบุเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะ “Sideway Down” เชื่อมาตรการรัฐ โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” อัดฉีดเม็ดเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ประคองเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง คาดจีดีพีปี 2569 โตได้ 1.5-2%

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประจำเดือนเม.ย.อยู่ที่  50.6. ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมปรับลดลงมาอยู่ที่ 44.1 ดัชนีโอกาสในการหางานทำอยู่ที่ 48.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 59.0

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการจ้างงานปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 40 เดือน สะท้อนว่าประชาชนกังวลต่อความมั่นคงในอาชีพและรายได้ ส่งผลให้การใช้จ่าย โดยเฉพาะการซื้อรถ ซื้อบ้าน และการท่องเที่ยวชะลอตัวลง

    สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงมาจากผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน และอิสราเอล ซึ่งสร้างความกังวลต่อราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพภายในประเทศ

    ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย พบว่าปรับตัวลดลงจาก 43.3 มาอยู่ที่ 42.2 จุด โดยผู้ประกอบการในทุกภูมิภาคแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะเรื่องสภาพคล่อง หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางนโยบายภาษี (VAT 10%)

    ทั้งนี้ จากผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและการจ้างงาน พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองสถานการณ์ปัจจุบัน “แย่ลง” เกือบทุกด้าน ยกเว้นการบริโภคที่ยังไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่ง ขณะที่มุมมองในอีก 6 เดือนข้างหน้า ยังมองว่าภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มแย่ลงมากกว่าดีขึ้น ยกเว้นด้านการจ้างงานที่เริ่มมีความหวังว่าปลายปีอาจฟื้นตัวได้

    “ผู้ประกอบการสะท้อนชัดว่าขณะนี้สภาพคล่องลดลง กำลังซื้อหาย และต้นทุนยังสูง ทำให้ทั้งภาพปัจจุบันและอนาคตยังถูกมองเป็นทิศทางขาลง” นายธนวรรธน์ กล่าว

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า   ภาพรวมเศรษฐกิจไทยขณะนี้อยู่ในลักษณะ “Sideway Down” หรือชะลอตัวต่อเนื่อง โดยภาคบริการยังเป็นแรงสำคัญที่ช่วยประคองเศรษฐกิจจังหวัดต่าง ๆ เอาไว้ ท่ามกลางสัญญาณอ่อนแรงของภาคธุรกิจและกำลังซื้อประชาชน อย่างไรก็ตาม มองว่ามาตรการของภาครัฐยังช่วยประคองเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะนโยบายการเงินที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย แม้ยังไม่ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อควบคุมเงินเฟ้อและช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ

    ส่วนปัจจัยบวกที่เริ่มเห็นในเดือนพ.ค. คือสถานการณ์สงครามที่คลี่คลายลง ราคาน้ำมันโลกยังไม่ทะลุ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันในประเทศยังสามารถตรึงไว้ใกล้ระดับ 40 บาทต่อลิตร จากการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและการลดราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งช่วยลดแรงกดดันค่าครองชีพของประชาชน และป้องกันไม่ให้เม็ดเงินไหลออกจากระบบเศรษฐกิจมากเกินไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

    ขณะเดียวกัน โครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่มุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น ภาคขนส่ง อุตสาหกรรม ประมง และเกษตรกรรม จะช่วยลดผลกระทบด้านต้นทุนโดยไม่ผลักดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น

    ส่วนความกังวลสำคัญคือทิศทางเงินเฟ้อ โดยแม้ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าเงินเฟ้ออาจอยู่ราว 3-3.1% แต่หากราคาน้ำมันยังยืนในระดับสูงต่อเนื่องถึงปลายปี อาจเห็นเงินเฟ้อรายเดือนขยับขึ้นไปแตะระดับ 4-5% ได้ ซึ่งจะกระทบกำลังซื้อและต้นทุนภาคธุรกิจเพิ่มเติม

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า  สำหรับมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” คาดว่าจะเริ่มเปิดลงทะเบียนปลายเดือนพ.ค. และเริ่มใช้จ่ายได้ในเดือนมิ.ย.ซึ่งอาจช่วยให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจฟื้นตัวขึ้นในเดือน พ.ค. โดยรัฐบาลเตรียมอัดฉีดเงินช่วยเหลือ 4,000 บาท ทั้งผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการไทยช่วยไทยพลัส

    ทั้งนี้ หากมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการประมาณ 30 ล้านคน จะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจราว 120,000 ล้านบาท และเมื่อรวมกับเงินสมทบจากภาคประชาชน รวมถึงเงินช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกกว่า 40,000 ล้านบาท จะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 200,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 4 เดือน หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 50,000 ล้านบาท

    ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินว่า หากสถานการณ์สงครามคลี่คลายและมาตรการรัฐดำเนินการได้ตามแผน เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีโอกาสขยายตัวได้ในกรอบ 1.5 – 2.0% โดยจะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงต้นไตรมาส 4

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1233569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pUWZgICLtfq6WiC0qNavo

  • “เอกนิติ” ย้ำวิกฤตเศรษฐกิจต้องเร่งอัด พรก. 4 แสนล้าน ฟื้นความมั่นคงประเทศ

    “เอกนิติ” ย้ำวิกฤตเศรษฐกิจต้องเร่งอัด พรก. 4 แสนล้าน ฟื้นความมั่นคงประเทศ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/147064&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xS3BVUFLpPs_kloRxTkZW

  • เจาะลึก

    เจาะลึก

    ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โลกกำลังตื่นเต้นกับ AI รุ่นใหม่อย่าง ChatGPT, Gemini, Claude หรือ DeepSeek ที่เก่งขึ้นเรื่อย ๆ จนหลายคนมองว่า การแข่งขัน AI คือการแข่งกันสร้างโมเดลที่ฉลาดที่สุด

    แต่เบื้องหลัง AI ที่เราใช้งานทุกวัน จริง ๆ แล้วมีอีกการแข่งขันหนึ่งที่ใหญ่กว่านั้นกำลังเกิดขึ้นอยู มันคือการแข่งขันสร้าง ‘โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI’

    เพราะ AI ยุคใหม่ไม่ได้ต้องการแค่โค้ดหรือนักวิจัยเก่ง ๆ อีกต่อไป แต่ต้องใช้ทั้ง Data Center ขนาดมหาศาล ชิป AI จำนวนมหึมา ระบบไฟฟ้าปริมาณสูง และพลังประมวลผลระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน

    และนี่คือจุดที่โปรเจกต์ “Stargate” ของ OpenAI เริ่มกลายเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลก

    ทุกครั้งที่ผู้คนนับล้านถามคำถาม สร้างภาพ หรือใช้งาน AI พร้อมกัน เบื้องหลังคือคอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาลที่กำลังทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และ Stargate ก็คือหนึ่งในโครงการที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับโลกแบบนั้น

    Stargate คืออะไรกันแน่?

    OpenAI อธิบายว่า Stargate คือโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ขนาดมหาศาล ที่ตั้งเป้าสร้างกำลังประมวลผลรวม 10 กิกะวัตต์ภายในปี 2029 และปัจจุบันโครงการสามารถเตรียมโครงสร้างพื้นฐานได้แล้วมากกว่า 8 กิกะวัตต์ ไม่ว่าจะเป็น Data Center ระบบไฟฟ้า และทรัพยากรต่าง ๆ ที่ใช้ขับเคลื่อน AI

    แม้ตัวเลขเหล่านี้อาจฟังดูไกลตัว แต่ในความเป็นจริง มันสะท้อนถึงขนาดของอุตสาหกรรมเบื้องหลัง AI ที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

    พลังงานระดับ 1 กิกะวัตต์สามารถจ่ายไฟให้บ้านจำนวนมหาศาลหรือเมืองขนาดใหญ่ได้ นั่นหมายความว่า Stargate กำลังถูกวางให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับเดียวกับอุตสาหกรรมพลังงานหรือโครงสร้างพื้นฐานของเมืองเลยทีเดียว

    AI กำลังเปลี่ยนจากเทคโนโลยีดิจิทัลบนหน้าจอ ไปสู่ระบบขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยทั้งพลังงาน คอมพิวเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานระดับอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อน

    ทำไม AI ถึงต้องใช้ ‘Compute’ มหาศาล?

    หากย้อนกลับไปในยุคอินเทอร์เน็ต สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเครือข่าย บริษัทที่เติบโตได้เร็วคือบริษัทที่มีแพลตฟอร์ม มีผู้ใช้งาน และมีข้อมูลจำนวนมาก

    แต่ในยุค AI สิ่งที่กลายเป็นทรัพยากรสำคัญ คือ ‘Compute’ หรือ พลังประมวลผล

    AI สมัยใหม่ โดยเฉพาะ Large Language Models ต้องใช้ GPU จำนวนมหาศาลในการฝึกโมเดล และยังต้องใช้พลังประมวลผลต่อเนื่องตลอดเวลาเพื่อรองรับผู้ใช้งานทั่วโลก OpenAI ระบุว่า Compute คือสิ่งที่กำหนดทุกอย่าง ตั้งแต่งานวิจัย ประสิทธิภาพของโมเดล การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการให้บริการ AI กับผู้ใช้หลายร้อยล้านคน

    และนี่คือเหตุผลที่บริษัท AI ทั่วโลกเริ่มแข่งขันกันสร้าง Data Center ขนาดมหึมา ลงทุนใน GPU Cluster และจองกำลังผลิตชิป AI จาก NVIDIA กันแบบระยะยาว AI ยุคใหม่กำลังต้องใช้อุตสาหกรรมเบื้องหลัง’ ที่ใหญ่กว่าโลกดิจิทัลในอดีตหลายเท่า

    Data Center กลายเป็น ‘โรงงาน AI’

    สิ่งที่ทำให้ Stargate น่าสนใจ คือ มันกำลังเปลี่ยนบทบาทของ Data Center ไปอย่างชัดเจน ในอดีต Data Center อาจเป็นเพียงสถานที่สำหรับเก็บเซิร์ฟเวอร์หรือระบบ Cloud แต่ในยุค AI มันกำลังกลายเป็นศูนย์กลางสำหรับประมวลผล AI ที่รองรับผู้ใช้งานระดับโลก

    ทุกคำถามที่ผู้ใช้พิมพ์เข้าไปใน ChatGPT ทุกภาพที่ AI สร้าง หรือทุก AI Agent ที่กำลังทำงานอัตโนมัติ ล้วนต้องใช้พลังประมวลผลจำนวนมหาศาลในการทำงานแบบเรียลไทม์ ยิ่ง AI ถูกใช้งานมากขึ้น ความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

    OpenAI ระบุว่ากำลังประมวลผลของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 0.2 กิกะวัตต์ในปี 2023 เป็นประมาณ 1.9 กิกะวัตต์ในปี 2025 หรือเติบโตเกือบ 10 เท่าในเวลาเพียง 2 ปี ตัวเลขนี้สะท้อนว่า AI ยุคใหม่กำลังต้องใช้ทั้งพลังงาน คอมพิวเตอร์ และระบบสนับสนุนในระดับที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีไม่เคยเผชิญมาก่อน

    เมื่อ ‘Compute’ กลายเป็นทรัพยากรของประเทศ

    สิ่งที่น่าจับตาคือ OpenAI เริ่มพูดถึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ในฐานะ ‘ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ’

    บริษัทถึงกับจัดเวทีร่วมกับ NVIDIA ในหัวข้อ “Compute, competitiveness, and country” เพื่อชี้ว่า Compute กำลังกลายเป็นทรัพยากรสำคัญของโลกยุค AI ทั้งในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง

    ภาพนี้ทำให้การแข่งขันด้าน AI เริ่มคล้ายการแข่งขันด้านพลังงานหรือการแข่งขันอวกาศในอดีต เพราะเบื้องหลัง AI สมัยใหม่ต้องอาศัยทั้งชิป AI จำนวนมหาศาล ระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่ Data Center และเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่เสถียรพอจะรองรับการทำงานตลอดเวลา

    ยิ่งประเทศไหนสามารถสร้างระบบเหล่านี้ได้เร็วและใหญ่พอ ก็ยิ่งมีโอกาสกลายเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจ AI ในอนาคต

    นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศ ตั้งแต่สหรัฐฯ จีน ไปจนถึงตะวันออกกลาง เริ่มเร่งลงทุนใน Data Center โรงงานชิป และพลังงานสำหรับ AI พร้อมกัน เพราะในอนาคต Compute อาจกลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญพอ ๆ กับน้ำมันหรือพลังงานในอดีต

    เมืองเล็ก ๆ ที่ถูกเปลี่ยนด้วย AI

    ผลกระทบของโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ยังเริ่มเห็นชัดในระดับท้องถิ่น โดย OpenAI ยกตัวอย่างเมือง Abilene ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Stargate Campus

    เดิมทีเมืองลักษณะนี้อาจไม่ได้อยู่ในศูนย์กลางเทคโนโลยีโลก แต่เมื่อโครงการขนาดใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI เข้ามา เศรษฐกิจของเมืองก็เริ่มเปลี่ยนไปตามกัน

    OpenAI ระบุว่าโครงการ Stargate มีแรงงานกว่า 8,500 คนทำงานแบบหมุนเวียนตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้ธุรกิจท้องถิ่น โรงแรม ร้านอาหาร และบริการต่าง ๆ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ภาษีการขายของเมืองเพิ่มขึ้นถึง 37%

    ภาพเหล่านี้ทำให้หลายฝ่ายเริ่มมองว่า Data Center อาจกำลังกลายเป็น ‘อุตสาหกรรมยุคใหม่’ ที่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองต่าง ๆ คล้ายกับที่โรงงานรถยนต์หรือโรงงานเหล็กเคยมีบทบาทในอดีต

    และเมื่อ AI ต้องการทั้งไฟฟ้าปริมาณมหาศาล พื้นที่ขนาดใหญ่ และระบบสนับสนุนจำนวนมาก เมืองที่มีต้นทุนพลังงานต่ำ มีพื้นที่เพียงพอ และมีนโยบายสนับสนุน ก็อาจกลายเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI แห่งใหม่ของโลก

    อีกด้านของ Stargate: พลังงาน น้ำ และคำถามสิ่งแวดล้อม

    อย่างไรก็ตาม อีกด้านของโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI คือ คำถามด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

    Data Center สำหรับ AI ใช้ไฟฟ้ามหาศาล เพราะ GPU รุ่นใหม่ต้องทำงานตลอดเวลาและสร้างความร้อนจำนวนมาก นั่นหมายความว่า ยิ่ง AI ถูกใช้งานมากขึ้น โลกก็ยิ่งต้องใช้พลังงานมากขึ้นตามไปด้วย นี่จึงกลายเป็นหนึ่งในประเด็นถกเถียงสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรม AI

    OpenAI พยายามตอบข้อกังวลนี้ด้วยการอธิบายว่า Stargate ใช้ระบบ ‘Closed-loop Water System’ ที่นำน้ำกลับมาใช้ซ้ำเพื่อลดการใช้น้ำระยะยาว โดยหลังจากเติมน้ำครั้งแรก ระบบจะหมุนเวียนใช้น้ำซ้ำอย่างต่อเนื่อง และไม่ได้ใช้น้ำปริมาณมหาศาลแบบที่หลายคนเข้าใจ

    แม้จะช่วยลดแรงกดดันด้านน้ำ แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ ‘ไฟฟ้า’ เพราะท้ายที่สุด โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ขนาดระดับหลายกิกะวัตต์อาจใช้พลังงานใกล้เคียงกับเมืองขนาดใหญ่ทั้งเมือง และสิ่งนี้อาจเปลี่ยนทิศทางของอุตสาหกรรมพลังงานโลกในอนาคต

    Stargate และจุดเริ่มต้นของ ‘ยุคโครงสร้างพื้นฐาน AI’

    หากมองให้ลึก Stargate อาจเป็นมากกว่าโครงการ Data Center ขนาดใหญ่ เพราะมันกำลังสะท้อนว่า AI กำลังเปลี่ยนสถานะจากเทคโนโลยีดิจิทัล ไปสู่ ‘โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกยุคใหม่’

    ในอดีต โลกเคยสร้างทางรถไฟเพื่อขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม สร้างโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับยุคไฟฟ้า และวางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล

    ขณะที่วันนี้ หลายประเทศและบริษัทเทคโนโลยีกำลังเริ่มลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ในระดับมหาศาล เพื่อรองรับการใช้งาน AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก

    เบื้องหลัง ChatGPT หรือ AI ที่ผู้คนใช้งานทุกวัน จึงมีทั้ง Data Center ระบบไฟฟ้า เครือข่ายชิป และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

    และในภาพใหญ่ Stargate อาจเป็นสัญลักษณ์ของยุคที่การแข่งขัน AI เริ่มขยายจากหน้าจอแชตบอต ไปสู่การแข่งขันด้าน Data Center พลังงาน ชิป และโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศที่อยู่เบื้องหลัง AI ทั้งหมด

    ที่มา: OpenAI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/ai/stargate-openai-ai-infrastructure&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32ih-59e9S-bAsMqo795ve

  • ดัชนีความเชื่อมั่นฯ เม.ย.2569 ทรุดแตะ 45.0 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

    ดัชนีความเชื่อมั่นฯ เม.ย.2569 ทรุดแตะ 45.0 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,321 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 45.0 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องและอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น จากแรงกดดันของเศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงมีทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนและราคาสินค้า

    กระทรวงพาณิชย์
    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

    ขณะที่กำลังซื้อยังฟื้นตัวได้จำกัด 

    อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกยังช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ โดยภาครัฐมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 45.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 45.5 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับลดลงมาอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น (ต่ำกว่าระดับ 50) ติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 35.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 36.8 ในเดือนก่อนหน้า 
    และยังคงอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น 

    โดยปัจจัยสำคัญที่ลดทอนความเชื่อมั่นของประชาชนมาจาก 
    (1) ภาวะเศรษฐกิจไทยโดยรวมที่ยังขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป 
    (2) ราคาพลังงานที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและมีความไม่แน่นอน ส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันกำลังซื้อของประชาชนยังฟื้นตัวในกรอบที่จำกัด ประกอบกับภาคธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนเพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถปรับราคาขายได้เต็มที่ 
    (3) หนี้สินของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง 
    (4) ภาคเกษตรเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและความผันผวนของราคาผลผลิต 

    อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในภาพรวม อาทิ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับแรงหนุนจากช่วงเทศกาลและการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี ซึ่งมีส่วนช่วยประคับประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 51.7 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 51.2 ในเดือนก่อนหน้า และยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความคาดหวังของประชาชนต่อมาตรการของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มกำลังซื้อได้ในระยะสั้น ทั้งนี้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลาย และราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จะเอื้อต่อการลดลงของต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้เศรษฐกิจมีโอกาสค่อย ๆ ฟื้นตัว และช่วยให้ระดับความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นในระยะถัดไป

    อย่างไรก็ตาม การปรับลดลงอย่างต่อเนื่องของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนเมษายน 2569 นี้ สะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีอยู่ ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ และปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาโครงสร้างปัจจัยที่มีผลต่อความเชื่อมั่น พบว่า สัดส่วนความสำคัญของปัจจัยด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และขยับขึ้นมาเป็นปัจจัยสำคัญอันดับสอง รองจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีแรงประคับประคองจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ขณะที่ความเชื่อมั่นในระยะข้างหน้าหรือในอนาคตยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นจากความคาดหวังต่อมาตรการภาครัฐ และหากสถานการณ์ภายนอกคลี่คลาย โดยเฉพาะด้านพลังงาน จะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ความเชื่อมั่นทยอยปรับดีขึ้น

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดแนวทางการดำเนินนโยบายสำคัญในระยะต่อไปทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อดูแลค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยมีนโยบายสำคัญ ดังนี้ 
    (1) การดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ ยกระดับชุมชน เร่งดำเนินมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน ผ่านการขับเคลื่อนโครงการสำคัญของภาครัฐ ควบคู่กับการกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะในภาคเกษตร เพื่อลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพและเสริมสภาพคล่องให้ครัวเรือน 
    (2) การรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรดูแลสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยส่งเสริมการบริหารจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า พัฒนากระบวนการแปรรูปและโลจิสติกส์ รวมทั้งขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย 
    (3) การสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และชุมชน เร่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs และผู้ประกอบการชุมชน ผ่านการพัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) การขยายช่องทางการตลาด การสร้างเครือข่ายธุรกิจ รวมถึงการยกระดับสินค้าและบริการด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น สินค้า GI เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค 
    (4) การสร้างสมดุลการส่งออกมุ่งสร้างสมดุลการค้าโดยสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้าถึงตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น ทั้งการรักษาตลาดเดิมควบคู่กับการขยายตลาดใหม่ รวมถึงการผลักดันสินค้าไทยให้มีมูลค่าสูงผ่านการแปรรูปและการพัฒนา Local Content เพื่อยกระดับโครงสร้างการส่งออกของประเทศในระยะยาว 
    (5) การยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการและการปรับปรุงกฎระเบียบเร่งพัฒนาระบบบริการภาครัฐสู่ดิจิทัล ยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการและอำนวยความสะดวกทางการค้า พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความทันสมัย โปร่งใส และเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ โดยนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ โดยเชื่อว่า นโยบายและมาตรการดังกล่าวจะช่วยประคับประคองค่าครองชีพและส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/275292&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DamPZLbggZI8y6P6fIHuT

  • เดินเกมใหญ่! CENTEL ลุย 3 ปี ทุ่มงบ 1.8 หมื่นล้าน ปรับเกมโรงแรม-อาหาร รับพิษเศรษฐกิจ

    เดินเกมใหญ่! CENTEL ลุย 3 ปี ทุ่มงบ 1.8 หมื่นล้าน ปรับเกมโรงแรม-อาหาร รับพิษเศรษฐกิจ

    เดินเกมใหญ่! CENTEL ลุย 3 ปี ทุ่มงบ 1.8 หมื่นล้าน ปรับเกมโรงแรม-อาหาร รับพิษเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจโลกปี 2569 กำลังอยู่ในจังหวะที่เรียกว่าเปราะบางมากที่สุดช่วงหนึ่งในรอบหลายปี!

    สงคราม-ราคาพลังงาน-ดอกเบี้ยสูง-กำลังซื้อชะลอ กำลังกดดันแทบทุกธุรกิจทั่วโลก โดยเฉพาะ “ท่องเที่ยวและร้านอาหาร” ถือเป็นธุรกิจแรกๆ ที่ผู้บริโภคพร้อมตัดรายจ่ายทันทีเมื่อเศรษฐกิจเริ่มสั่นคลอน

    ขณะที่หลายบริษัทเลือก “ชะลอการลงทุน” เพื่อรักษาเงินสดและเอาตัวรอด แต่ CENTEL กลับเลือกเดินเกมสวนกระแส ด้วยการทุ่มงบกว่า 18,000 ล้านบาท เดินหน้าขยายโรงแรม รีโนเวตสินทรัพย์ เปิดร้านอาหารใหม่ และรุกตลาดต่างประเทศเต็มกำลัง

    คำถามคือ… นี่คือ “จังหวะทอง” ของการเร่งลงทุนเพื่อกินส่วนแบ่งตลาดในอนาคต หรือกำลังเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน?

    นายกันย์ ศรีสมพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงินและรองประธานฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL นำเสนอข้อมูลในงาน Earnings Call ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ถึงโอกาสการเติบโตของธุรกิจในปี 2569 ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจผันผวนว่า เป้าหมายการดำเนินงาน (Guidance) ปี 2569

    ในส่วนของ “ธุรกิจโรงแรม” ตั้งเป้าหมายอัตราการเข้าพัก (Occupancy) ไว้ที่ 70 – 75% รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ราว 4,300 – 4,500 บาท คาดการณ์รายได้แตะระดับ 14,500 – 14,800 ล้านบาท เติบโต 5-7% จากปีก่อน (YoY) เนื่องด้วยการกลับมาของโรงแรมที่ปรับปรุงเสร็จ (พัทยา, กะรน)

    การเปิดดำเนินการเต็มปีของโรงแรมใหม่ อย่าง Centara Grand Lagoon Maldives และโรงแรมใหม่ที่โอซาก้า (Centara Life Osaka) รวมถึงการฟื้นตัวของธุรกิจ MICE ในกรุงเทพฯ

    สำหรับ “ธุรกิจอาหาร” วางเป้าหมายขยายสาขาเพิ่ม 75-85 แห่ง เติบโต 5-6% โดยคาดการยอดขายรวม (รวม JV แต่ไม่รวม Lucky Suki) ทำได้ 18,500 – 18,700 ล้านบาท เติบโตประมาณ 10% โดยเน้นแบรนด์ที่ทำกำไร ปิดสาขาที่ผลงานไม่ดี และแสวงหาแบรนด์ใหม่หรือการร่วมทุน (JV) เพิ่มเติม

    อย่างไรก็ดี บริษัทเตรียมเปิดตัวแบรนด์ปิ้งย่างเกาหลีชื่อ “ฮานัม บาร์บีคิว” (Hanam BBQ) ในไตรมาส 3/2569

    CENTEL ประกอบธุรกิจ 1. ธุรกิจโรงแรม ในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้แบรนด์ของตนเองได้แก่ เซ็นทารา รีเซิร์ฟ (Centara Reserve), เดอะ เซ็นทารา คอลเลกชัน (The Centara Collection), เซ็นทารา แกรนด์ (Centara Grand), เซ็นทารา(Centara), เซ็นทรา ไลฟ์ (Centara Life) และ โคซี่(COSI) รวมถึงธุรกิจรับจ้างบริหารโรงแรมภายใต้สัญญาบริหารโรงแรม

    และ 2. ธุรกิจอาหาร ในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ของตนเอง คือ เดอะ เทอเรส, อาริกาโตะ และแฟรนไชส์ คือ มิสเตอร์โดนัท, เคเอฟซี, อานตี้แอนส์, เปปเปอร์ลันช์, ชาบูตง, โคล สโตน ครีมเมอรี่, โยชิโนยะ, โอโตยะ, โอโตยะ โอกิ คัตสึยะ, ราเมน คาเกทสึ อาราชิ และแบรนด์ร่วมค้าอื่นๆ ซึ่งมีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ

    อัดงบลงทุน 1.8 หมื่นล้านใน 3 ปี

    ตัวเลขงบลงทุนที่วางไว้สำหรับช่วง 3 ปีข้างหน้า (ปี 2569-2571) ตั้งเป้าไว้ประมาณ 18,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการลงทุนโครงการที่ระบุชัดเจนแล้ว (Baseline) ราว 12,000 ล้านบาท และโอกาสในการลงทุนเพิ่มเติม ราว 6,000 ล้านบาท

    ขณะที่ งบลงทุนสำหรับปี 2569 คาดอยู่ที่ประมาณ 6,300 – 6,800 ล้านบาท ซึ่งมีการปรับลดลงจากต้นปีประมาณ 700-900 ล้านบาท เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ โดยแบ่งเป็นการลงทุนดังนี้

    • ธุรกิจอาหาร ประมาณ 700-800 ล้านบาท เน้นการขยายสาขา (Outlet) และแบรนด์ที่เพิ่งร่วมทุนใหม่อย่าง Lucky Suki
    • ธุรกิจโรงแรม ประมาณ 3,700-4,000 ล้านบาท
    • ปรับปรุงโรงแรม (Renovation) โรงแรมที่หัวหินและกระบี่ งบประมาณ 2,700 ล้านบาท
    • พลังงานทดแทน ติดตั้งแบตเตอรี่เก็บพลังงานแสงอาทิตย์ที่มัลดีฟส์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายน้ำมันและค่าพลังงานในระยะยาว ราว 250 ล้านบาท
    • โครงการร่วมทุน โรงแรมชั้นประหยัด (Budget Hotel) ร่วมกับ OR ราว 220 ล้านบาท
    • รายจ่ายฝ่ายทุนปกติ (Normal CAPEX) ประมาณ 500-800 ล้านบาท
    • งบสำรองสำหรับโอกาสลงทุนเพิ่มเติม โดยกันไว้ประมาณ 1,900-2,000 ล้านบาท สำหรับทั้งสองธุรกิจ

    มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐส่งผลบวกหรือไม่?

    ในส่วนของโครงการคนละครึ่งส่งผลบวกน้อยเพราะเน้นรายย่อย แต่เห็นด้วยกับการเน้น “นักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” มีการคัดกรองนักท่องเที่ยวมากขึ้น

    และต้องการให้รัฐช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าประเทศ รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการลงทุนปรับปรุงทรัพย์สิน

    ราคาพลังงานพุ่ง-สถานการณ์ตะวันออกกลางส่งผลอย่างไร?

    ค่า FT ถ้าปรับเพิ่มขึ้นตามข่าวนั้น ย่อมได้รับผลกระทบทั้งในส่วนของธุรกิจอาหารและโรงแรม แม้ธุรกิจโรงแรมอาจได้รับผลกระทบคิดเป็นสัดส่วนรายได้ถือว่าน้อย แต่ในภาวะเช่นนี้อาจต้องพิจารณษอย่างรอบคอบว่าจะบริหารจัดการอย่าง ไร 

    สำหรับสถานการณ์ตะวันออกกลางนั้น บริษัทไม่ได้กังวลแต่อย่างใด เพียงแต่ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกับเน้นการลดต้นทุน รักษาภาพคล่อง และเบี่ยงเป้าหมายไปที่ตลาดอื่นที่ได้รับผลกระทบน้อย เช่น รัสเซีย, ออสเตรเลีย และอาเซียน รวมถึงการท่องเที่ยวในไทย

    โอกาสการเติบโต Q2/69

    นายธีรภัทร ธุวะนุติ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ CENTEL กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นไตรมาส 2/2569 ที่มีความท้าทาย ภาพรวมพอร์ตโรงแรม RevPAR ติดลบ 20% เนื่องจากสถานการณ์ในดูไบยังไม่ปกติ หากไม่รวมดูไบ RevPAR จะติดลบเพียงเล็กน้อยประมาณ 4% และหากแยกตามพื้นที่จะเห็นว่า

    • กรุงเทพฯ ผลงานดีขึ้น RevPAR เติบโต 8% YoY
    • ต่างจังหวัด RevPAR ลดลง 6% (หากไม่รวมโรงแรมที่ปิดปรับปรุงที่หัวหินและกระบี่ จะติดลบเพียง 2%) ทำให้พอร์ตในไทยโดยรวมบวกได้ 1%
    • มัลดีฟส์ โรงแรมเดิม RevPAR ลดลง 10% (USD) แต่โรงแรมใหม่ 2 แห่งมีอัตราเข้าพักดีขึ้นที่ 51%
    • ดูไบ อัตราเข้าพักต่ำที่ 34% และ RevPAR ติดลบถึง 87%
    • ญี่ปุ่น โรงแรมเดิมลดลง 9% ส่วนโรงแรมใหม่ (Centara Life Osaka) อยู่ในช่วงเริ่มต้น (Ram up) มีอัตราเข้าพัก 12%

    สำหรับแนวโน้มเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2569 เห็นสัญญาณการจองล่วงหน้า (Forward Booking) ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในไทยที่จะกลับมาเป็นบวก (Low single digit) และมัลดีฟส์ที่จะกลับมาเติบโตได้ 

    ขณะที่ “ธุรกิจอาหาร” ในเดือนเมษายน ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) คาดว่าติดลบเล็กน้อย แต่ยอดขายรวมทั้งระบบ (TSS) รวม JV ยังเป็นบวกในระดับ High single digit.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/742241&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YoEtqNt5nc13o_90lpIsr

  • “ปกรณ์” เทียบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ชี้ รธน.60 เน้นเสถียรภาพเศรษฐกิจ ไม่เอาเรื่องความเร่งด่วนมาพิจารณา

    “ปกรณ์” เทียบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ชี้ รธน.60 เน้นเสถียรภาพเศรษฐกิจ ไม่เอาเรื่องความเร่งด่วนมาพิจารณา

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/147025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12oZ3DmluRNRolxUK_KPlu