Blog

  • สธ.ขยับสร้างเศรษฐกิจประเทศ เจรจาผู้ผลิตยาระดับโลก

    สธ.ขยับสร้างเศรษฐกิจประเทศ เจรจาผู้ผลิตยาระดับโลก

    “สาธารณสุข” ขยับสร้างเศรษฐกิจประเทศ ด้วยการเจรจากับบริษัทผู้ผลิตยาระดับโลกเพื่อเป็นผู้ร่วมวิจัยพัฒนายาใหม่ๆ และเปิดรับการลงทุนการผลิตยา

    ‘หมอเอก’ นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผยข่าวดีและโอกาสของคนไทยที่รัฐบาลโดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประสบความสำเร็จในการเจรจากับบริษัทผู้ผลิตยายักษ์ใหญ่ของโลกแล้วสองบริษัท คือ MSD และ Roche โดยต่อจากนี้จะเจรจากับ Sandoz และบริษัทอื่นๆ อีกนับสิบบริษัท การดำเนินการนี้เป็นไปตามแผนงานของรัฐบาลที่ต้องการเปลี่ยนผ่านจากประเทศผู้รับจ้างผลิตสินค้ามาเป็นผู้ร่วมพัฒนาและร่วมผลิตสินค้าที่ใข้เทคโนโลยีและมูลค่าสูง

    การดำเนินการของกระทรวงสาธารณสุขในครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนให้ประเทศไทยจากผู้ซื้อยาเป็นผู้ร่วมวิจัยพัฒนายาและเป็นผู้ร่วมผลิตยา โดยจะมีทั้งการนำเงินที่ต้องใช้สำหรับการวิจัยและพัฒนายาเข้ามาลงทุนวิจัยในประเทศไทย โดย ‘หมอเอก’ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้พูดคุยเบื้องต้นกับบริษัท Roche ว่าจะมีการลงทุนวิจัยยาในประเทศไทยถึง 15,000 ล้านบาท หากเมื่อรวมกับอีกหลายบริษัทที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา อาจจะมีเงินทุนวิจัยเข้ามาในประเทศถึงแสนล้านบาท
    เมื่อประเทศไทยอยู่ในฐานะผู้ร่วมพัฒนายา ก็ได้มีการพูดคุยเรื่องการที่ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยจะได้ยาเพื่อนำมารักษาโรค โดยเฉพาะโรคยากๆ ที่ต้องการยาใหม่ๆ ในราคาที่ถูกลง

    และ ‘หมอเอก’ ยังเผยต่อว่าการเจรจากับบริษัทยาของกระทรวงสาธารณสุขได้มีการเจรจาเกี่ยวกับการลงทุนสร้างฐานการผลิตยาในประเทศไทยด้วย

    จากการดำเนินการสร้างอนาคตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยด้านสาธารณสุขนี้นอกจากผลที่ประชาชาชนคนไทยจะได้เข้าถึงยาใหม่ผ่านระบบหลักประกันสุขภาพต่างๆ ในราคาที่ถูกลงแล้ว ยังถือเป็นโอกาสในอนาคตสำหรับงานทางด้านสาธารณสุขหรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย การทำงานในระบบการผลิตยา

    ถือเป็นหนึ่งผลงานที่จับต้องได้ของรัฐบาลที่สร้างอนาคตทางโอกาสและเศรษฐกิจพร้อมไปกับพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_1073606/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_Z8uiOALcidddkCnDwTVh

  • ผลสำรวจ SCB EIC พบกลุ่มรายได้ 50,000-100,000 บาทต่อเดือน ‘ครึ่งหนึ่ง’ กังวลต่อการผ่อนบ้านในระยะข้างหน้า

    ผลสำรวจ SCB EIC พบกลุ่มรายได้ 50,000-100,000 บาทต่อเดือน ‘ครึ่งหนึ่ง’ กังวลต่อการผ่อนบ้านในระยะข้างหน้า

    ผลสำรวจ SCB EIC Real estate survey 2026 ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยว่า สถานการณ์การผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ยังผ่อนชำระได้ตามปกติ แต่ความกังวลต่อการผ่อนชำระในระยะต่อไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเมื่อแบ่งเป็นกลุ่มรายได้ต่างๆ พบข้อมูลที่น่าสำคัญ ดังนี้

    กลุ่มที่ผิดนัดชำระแล้ว เกือบทั้งหมดเป็นผู้มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 30,000 บาท และกลุ่มที่เริ่มมีปัญหาในการผ่อนชำระ ส่วนใหญ่คือผู้มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 50,000 บาท โดยกลุ่มที่ผิดนัดชำระแล้ว และเริ่มมีปัญหาในการผ่อนชำระ มีสัดส่วนใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า สะท้อนความเปราะบางจากปัญหาเศรษฐกิจในกลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลาง-ล่างที่ยังไม่คลี่คลาย

    กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางเฉลี่ยต่อเดือน 50,000-100,000 บาท แม้ส่วนใหญ่ยังผ่อนชำระได้ตามปกติ แต่เกือบครึ่งหนึ่งเริ่มมีความกังวลต่อการผ่อนชำระในระยะต่อไป โดยกลุ่มที่ยังผ่อนชำระได้ตามปกติแต่เริ่มมีความกังวล มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า สะท้อนผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อกลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลางที่เพิ่มขึ้น

    กลุ่มผู้มีรายได้เฉลี่ยมากกว่า 100,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่ยังผ่อนชำระได้ตามปกติมีเพียงส่วนน้อยที่เริ่มมีความกังวลหรือเริ่มมีปัญหาในการผ่อนชำระ

    จับตา NPL สินเชื่อที่อยู่อาศัยค้างสูง แบงก์ยังเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ

    SCB EIC ยังกล่าวว่า สัดส่วนยอดคงค้าง NPL ของสินเชื่อที่อยู่อาศัย ต่อยอดสินเชื่อที่อยู่อาศัยคงค้างทั้งหมดในช่วงไตรมาส 1 ปี 2026 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า จากปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งหนี้ครัวเรือนและภาระค่าใช้จ่ายที่ยังคงกดดันความสามารถในการกลับมาชำระหนี้ให้ได้อย่างสม่ำเสมอของกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่าง

    ขณะที่สัดส่วนเงิน ให้สินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ต่อยอดสินเชื่อที่อยู่อาศัยคงค้างทั้งหมด แม้จะลดลงจากช่วงปีก่อนหน้าเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงปี 2022-2024

    สำหรับ มาตรฐานการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินที่ยังคงเข้มข้น และยังมีแนวโน้มไม่ผ่อนคลายลงมากนักในระยะต่อไป จากกำลังซื้อส่วนใหญ่ที่ยังเปราะบาง และความเสี่ยงในการก่อให้เกิดหนี้เสียที่ยังอยู่ในระดับสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/scb-eic-income-mortgage-worry/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oHbqXBHvwM3Ft4GqKFaDb

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (12 ก.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (12 ก.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (12 ก.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (12 ก.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 80 สตางค์ต่อลิตร 

    ขณะที่ดีเซล ขึ้นราคา 70 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 48.08 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 30.03 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 39.09 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 38.72 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 34.09 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 39.84 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 34.84 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 39.84 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 34.84 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (12 ก.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/668753&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cjZmbvZR_gs3gEr8MSvEK

  • “เศรษฐีอินโดฯ” ย้ายเงินทุนหนีแดนอิเหนา หวั่นเศรษฐกิจล่ม | ทันโลก EXPRESS | 12 ก.ย. 69

    “เศรษฐีอินโดฯ” ย้ายเงินทุนหนีแดนอิเหนา หวั่นเศรษฐกิจล่ม | ทันโลก EXPRESS | 12 ก.ย. 69

    ตระกูลมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของอินโดนีเซีย โยกเงินทุนไปลงทุนยังสิงคโปร์และอังกฤษ ท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจับตา เพราะปกติตระกูลนี้สะสมความมั่งคั่งในภายประเทศ

    #มหาเศรษฐี #อินโดนีเซีย #เศรษฐกิจ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันโลกEXPRESS

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 02-118-0054
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/226664&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fKHGEFW76hdF0YfE43z3G

  • ‘ธนกร’ เผยรัฐบาลเตรียมสานต่อ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี | เดลินิวส์

    ‘ธนกร’ เผยรัฐบาลเตรียมสานต่อ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 12 ก.ย. นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะให้มีโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ว่า ขณะนี้เชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณาถึงความเหมาะสมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะเศรษฐกิจ หรือผลตอบรับของโครงการ ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในเฟสแรกนั้น ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ไม่ว่าตนไปลงพื้นที่ที่จังหวัดไหน ก็จะมีชาวบ้านมาฝากข้อความไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ว่า ขอให้ต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัสไปเรื่อยๆ จนกว่าสภาวะเศรษฐกิจโลกจะเลิกผันผวน เพื่อให้พี่น้องประชาชนลืมตาอ้าปากได้ ไม่ต้องลำบากจนเกินไปจากค่าครองชีพต่างๆ ที่สูงขึ้น ที่สำคัญ รัฐบาลก็ชี้แจงไปแล้วว่า วันนี้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน ในส่วนของ 2 แสนล้านบาท ที่ใช้ไปนั้นยังมีเหลืออยู่ ดังนั้น เชื่อว่าจะสามารถขยายโครงการออกไปได้อีกอย่างน้อย 1-2 เดือน

    นายธนกร กล่าวอีกว่า นอกจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างมากจากพี่น้องประชาชนแล้ว รัฐบาลกำลังเตรียมผลักดันโครงการ ไทยเที่ยวไทยพลัส เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2569 โดยเบื้องต้น รัฐบาลจะสนับสนุนให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อให้เงินหมุนเวียนอยู่ในประเทศไทยเป็นหลัก โดย 1 สิทธิ จะได้รับการสนับสนุนค่าที่พักจ่ายตามจริงไม่เกิน 2,000 บาท ส่วนที่เหลือประชาชนจ่ายเอง หรือหากค่าที่พักไม่ถึงก็เบิกตามจริง คาดว่าจะเริ่มใช้ได้ประมาณเดือน พ.ย. 2569 เชื่อว่าจะกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศได้แน่นอน ทั้งนี้อยากขอความร่วมมือผู้ประกอบการด้วยว่า อย่าฉวยโอกาสขึ้นราคาค่าที่พักเลย เพราะเท่ากับเป็นการเอาเปรียบคนไทยด้วยกันเอง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6183762/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gSQ5GkCjEajxoXwgNJ-DI

  • ผู้ว่า ธปท. เดินหน้าปฏิรูปการจัดสรรเงินทุน  รองรับการเปลี่ยนผ่าน และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างทั่วถึง

    ผู้ว่า ธปท. เดินหน้าปฏิรูปการจัดสรรเงินทุน รองรับการเปลี่ยนผ่าน และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างทั่วถึง

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษ หัวข้อ “Capital with Purpose เงินทุนเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มีคุณค่า” ในงานมิติหุ้นก้าวสู่ปีที่ 10 “ESG พลิกเศรษฐกิจด้วยพลัง AI”  
    rn
    rnโดยระบุว่า การยื่นมือเข้ามาประคับประคองเศรษฐกิจ ถือเป็นบทบาทใหม่ของแบงก์ชาติ เพิ่มเติมจากเป้าหมายในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน เพื่อรองรับความท้าทายที่เปลี่ยนไป
    rn
    rnภารกิจของ ธปท. เน้นโจทย์สำคัญในการผลักดันให้เกิดการจัดสรรเงินทุนที่นำไปสู่เศรษฐกิจคุณภาพ (Capital with Purpose) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีคุณค่า ผ่านการดำเนินงาน 3 ด้าน คือ 1) การจัดสรรเงินทุนไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ 2) การจัดสรรเงินทุนเพื่อสร้างโอกาสใหม่จากความท้าทาย 3) ลดการไหลของเงินทุนไปสู่เศรษฐกิจนอกระบบและคอร์รัปชั่น
    rn
    rnซึ่งมาตรการการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศคู่ค้าของธุรกิจส่งออกไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้ามากขึ้น ถือเป็นความท้าทายใหม่ที่ต้องอาศัยกลไกเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเงินทุนสู่การเปลี่ยนผ่าน
    rn
    rnธปท. มีบทบาทในการวางรากฐานสำคัญของระบบนิเวศการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ให้เศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ SMEs มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัว และสร้างโอกาสใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจโลก  
    rn
    rn”การเปลี่ยนผ่านสู่ ESG การให้ความสำคัญเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่พอ แต่ต้องคำนึงถึงบริบททางสังคม ควบคู่ไปกับการผลักดันด้านธรรมาภิบาล ให้ความยั่งยืนผสมผสานไปกับการเติบโตธุรกิจ เพื่อให้เกิด Shared values ที่แท้จริง”

    rn”}}” id=”text-c4e5407167″>

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษ หัวข้อ “Capital with Purpose เงินทุนเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มีคุณค่า” ในงานมิติหุ้นก้าวสู่ปีที่ 10 “ESG พลิกเศรษฐกิจด้วยพลัง AI”  

    โดยระบุว่า การยื่นมือเข้ามาประคับประคองเศรษฐกิจ ถือเป็นบทบาทใหม่ของแบงก์ชาติ เพิ่มเติมจากเป้าหมายในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน เพื่อรองรับความท้าทายที่เปลี่ยนไป

    ภารกิจของ ธปท. เน้นโจทย์สำคัญในการผลักดันให้เกิดการจัดสรรเงินทุนที่นำไปสู่เศรษฐกิจคุณภาพ (Capital with Purpose) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีคุณค่า ผ่านการดำเนินงาน 3 ด้าน คือ 1) การจัดสรรเงินทุนไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ 2) การจัดสรรเงินทุนเพื่อสร้างโอกาสใหม่จากความท้าทาย 3) ลดการไหลของเงินทุนไปสู่เศรษฐกิจนอกระบบและคอร์รัปชั่น

    ซึ่งมาตรการการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศคู่ค้าของธุรกิจส่งออกไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้ามากขึ้น ถือเป็นความท้าทายใหม่ที่ต้องอาศัยกลไกเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเงินทุนสู่การเปลี่ยนผ่าน

    ธปท. มีบทบาทในการวางรากฐานสำคัญของระบบนิเวศการเงินเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ให้เศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ SMEs มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัว และสร้างโอกาสใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจโลก  

    “การเปลี่ยนผ่านสู่ ESG การให้ความสำคัญเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่พอ แต่ต้องคำนึงถึงบริบททางสังคม ควบคู่ไปกับการผลักดันด้านธรรมาภิบาล ให้ความยั่งยืนผสมผสานไปกับการเติบโตธุรกิจ เพื่อให้เกิด Shared values ที่แท้จริง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20260911-2.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3E2ZHze-_gIU0_hLPKhEhI

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ร่วง 2.37% ดาวโจนส์ฟื้น 509.19 จุด จับตาราคาน้ำมันไทย 12/09/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ร่วง 2.37% ดาวโจนส์ฟื้น 509.19 จุด จับตาราคาน้ำมันไทย 12/09/69 – สยามรัฐ

    ราคาน้ำมันโลกเริ่มผ่อนคลาย หลังตลาดจับตาความพยายามผลักดันข้อตกลงชั่วคราวกับอิหร่านเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้สัญญาน้ำมันดิบ WTI ปิดลดลงกว่า 2% ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวแรง ดัชนีดาวโจนส์บวกกว่า 500 จุด หลังความกังวลด้านต้นทุนและเงินเฟ้อคลายลง ก่อนเข้าสู่สัปดาห์ที่นักลงทุนจับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ส่วนราคาน้ำมันขายปลีกในไทยประจำวันที่ 12 กันยายน 2569 ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยมีราคาจาก 4 สถานีบริการหลักให้ติดตาม

    น้ำมัน WTI ร่วงกว่า 2% หลังลุ้นเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์ก ปิดตลาดวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 ลดลง 2.43 ดอลลาร์ หรือ 2.37% มาอยู่ที่ 100.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังตลาดได้รับแรงกดดันจากรายงานว่า รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศในตะวันออกกลางกำลังพยายามผลักดันให้เกิดข้อตกลงชั่วคราวกับอิหร่าน เพื่อจัดการเส้นทางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญต่อการขนส่งน้ำมันของโลก

    ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ลดลง 3.02 ดอลลาร์ หรือ 2.81% ปิดที่ 104.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ราคาน้ำมันดิบทั้ง WTI และเบรนท์ปรับตัวลดลง หลังจากช่วงแรกของการซื้อขายราคาพุ่งขึ้น โดยนักลงทุนให้น้ำหนักกับข่าวความพยายามเจรจาเพื่อจัดการเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง

    อย่างไรก็ตาม แม้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลงในวันศุกร์ แต่ราคาน้ำมันดิบยังคงเพิ่มขึ้นมากกว่า 8% ในรอบสัปดาห์ เนื่องจากการโจมตีเส้นทางเดินเรือในตะวันออกกลางยังสร้างความกังวลว่า การหยุดชะงักของการขนส่งอาจยืดเยื้อและกระทบต่อปริมาณน้ำมันในตลาดโลก

    นักลงทุนจึงยังคงจับตาความคืบหน้าการเจรจาเกี่ยวกับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์คลี่คลายและการขนส่งน้ำมันกลับมาเป็นปกติ อาจช่วยลดแรงกดดันด้านอุปทานและทำให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวลง ขณะที่หากการโจมตีหรือการหยุดชะงักยังดำเนินต่อไป ก็อาจกลับมาเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมันอีกครั้ง

    ดาวโจนส์ฟื้น 509.19 จุด คลายกังวลราคาน้ำมัน ก่อนประชุมเฟด

    ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 ในแดนบวก สามารถยุติการปรับตัวลงติดต่อกัน 4 วัน หลังราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอ่อนตัวลงจากระดับสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา ช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนและเงินเฟ้อ ขณะที่นักลงทุนเตรียมจับตาการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในสัปดาห์หน้า

    ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 52,573.29 จุด เพิ่มขึ้น 509.19 จุด หรือ 0.98% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,656.98 จุด เพิ่มขึ้น 65.28 จุด หรือ 0.86% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,333.04 จุด เพิ่มขึ้น 251.31 จุด หรือ 0.96%

    การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ เกิดขึ้นท่ามกลางราคาน้ำมันที่ลดลงจากระดับสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันด้านต้นทุนและเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของเฟด

    สำหรับหุ้นในดัชนี S&P 500 พบว่า 9 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักปิดตลาดในแดนบวก โดยกลุ่มบริการด้านการสื่อสารปรับตัวขึ้นมากที่สุด 1.35% ตามด้วยกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้น 1.13%

    ส่วนกลุ่มที่ปิดตลาดในแดนลบ ได้แก่ กลุ่มสาธารณูปโภคลดลง 0.34% และกลุ่มเฮลท์แคร์ลดลง 0.14%

    ทั้งนี้ นักลงทุนยังจับตาการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะทิศทางอัตราดอกเบี้ยและสัญญาณเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจมีผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงในระยะต่อไป

    เช็กด่วน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 12 กันยายน 2569 จาก 4 สถานี

    สำหรับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศประจำวันที่ 12 กันยายน 2569 ข้อมูลอ้างอิงจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุราคาจากสถานีบริการน้ำมันหลัก ได้แก่ ปตท. บางจาก PT และเชลล์ โดยเป็นราคาขายปลีกในกรุงเทพมหานครที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร

    ปตท. (PTT)

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.09 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.09 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 30.03 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 38.72 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 39.84 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 48.08 บาท/ลิตร

    บางจาก (Bangchak)

    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.09 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.09 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 30.03 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 38.72 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 39.84 บาท/ลิตร
    ดีเซลพรีเมียม ราคา 49.25 บาท/ลิตร

    PT

    ดีเซล ราคา 39.84 บาท/ลิตร
    ดีเซล B20 ราคา 34.84 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 48.58 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.09 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 38.72 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.09 บาท/ลิตร

    เชลล์ (Shell)

    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.29 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.22 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.59 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 49.84 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 39.84 บาท/ลิตร
    เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 34.84 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 49.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งมีการอัปเดตเมื่อมีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมัน โดยข้อมูลราคาขายปลีกจะอ้างอิงราคาที่ประกาศ ณ เวลา 05.00 น. ของวันที่มีการเปลี่ยนแปลง

    ทั้งนี้ ราคาที่แสดงเป็นราคาขายปลีกน้ำมันในกรุงเทพมหานคร และยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ผู้ใช้รถควรตรวจสอบราคาหน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

    ภาพรวมตลาดพลังงานและการลงทุน

    ทิศทางตลาดในช่วงนี้จึงยังเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดระหว่างสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันโลก และทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ โดยแม้ WTI จะลดลง 2.37% ในวันศุกร์ แต่ยังยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และปรับขึ้นมากกว่า 8% ในรอบสัปดาห์ ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวจากแรงกดดันด้านราคาพลังงาน

    สำหรับประเทศไทย ราคาขายปลีกน้ำมันยังอยู่ในระดับที่ผู้บริโภคต้องติดตาม โดยเฉพาะหากราคาน้ำมันโลกกลับมาปรับตัวสูงขึ้นจากความเสี่ยงด้านอุปทาน ขณะที่ความคืบหน้าการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซและผลการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้า จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาต่อทิศทางราคาพลังงานและตลาดการเงินในระยะถัดไป

    ที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และข้อมูลตลาดน้ำมัน/ตลาดหุ้นนิวยอร์ก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/321097&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09hWfMe5B5k9SnIF_275hH

  • “ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติฝรั่งเศส” เตือนเศรษฐกิจน่ากังวล หนี้พุ่ง-ขาดดุลกดดันหนัก

    “ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติฝรั่งเศส” เตือนเศรษฐกิจน่ากังวล หนี้พุ่ง-ขาดดุลกดดันหนัก

    เศรษฐกิจฝรั่งเศสเผชิญแรงกดดัน หลังหั่นคาดการณ์ GDP ปีนี้เหลือโต 0.4% ขณะที่รัฐบาลเร่งลดขาดดุลงบประมาณ และต้นทุนดอกเบี้ยหนี้สาธารณะอาจแตะ 1 แสนล้านยูโรต่อปีภายในปี 2571-2572

    วันที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 14.08 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เอ็มมานูเอล มูแล็ง ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส ระบุว่า เศรษฐกิจฝรั่งเศสกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากังวล พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐสภาเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและภาระดอกเบี้ยหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น

    มูแล็ง ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการธนาคารกลางยุโรป (ECB) ด้วย ให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุ RTL ว่า แม้จะยังไม่ถึงขั้นกล่าวว่าฝรั่งเศสกำลังตกอยู่ในอันตราย แต่สถานการณ์ในปัจจุบันทั้งน่ากังวลและไม่น่าพอใจ โดยเฉพาะปัญหาการคลังภาครัฐและการขาดดุลงบประมาณที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

    เศรษฐกิจฝรั่งเศสกำลังเติบโตตามหลังประเทศอื่นในยูโรโซน แม้เศรษฐกิจของภูมิภาคโดยรวมยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส (Insee) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 ลงเหลือเพียง 0.4% จากเดิม 0.7% หลังการใช้จ่ายของผู้บริโภคซบเซาและการลงทุนลดลง ขณะที่รัฐบาลฝรั่งเศสมีกำหนดเปิดเผยประมาณการ GDP ฉบับปรับปรุงในวันศุกร์

    คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลัง ECB ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อวันพฤหัสบดีเป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้น พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ และระบุว่าเศรษฐกิจยุโรปโดยรวมมีความยืดหยุ่นต่อผลกระทบจากความขัดแย้งมากกว่าที่คาดไว้

    มูแล็งกล่าวว่า สถานการณ์ของยูโรโซนแตกต่างจากฝรั่งเศส โดยเศรษฐกิจยูโรโซนยังเติบโตแข็งแกร่ง ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงมาก และ ECB จำเป็นต้องกำหนดนโยบายเพื่อเศรษฐกิจยูโรโซนโดยรวม ซึ่งบางช่วงอาจเป็นผลดีต่อฝรั่งเศส แต่บางช่วงก็อาจไม่เอื้อประโยชน์ต่อประเทศ

    การชะลอตัวของเศรษฐกิจฝรั่งเศสกำลังสร้างความท้าทายต่อแผนของรัฐบาลที่จะลดการขาดดุลงบประมาณในปีนี้ลงเหลือ 5% ของ GDP จาก 5.1% ในปี 2568 ขณะเดียวกันยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณปีหน้า เนื่องจากสมาชิกฝ่ายค้านไม่ต้องการประนีประนอมกับมาตรการลดรายจ่ายที่ไม่ได้รับความนิยม ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือน เม.ย.-พ.ค.

    ความไม่แน่นอนดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซ้ำเติมภาวะเทขายพันธบัตรทั่วโลก โดยส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสอายุ 10 ปีเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี พุ่งเหนือ 90 เบสิสพอยต์ในช่วงต้นสัปดาห์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป

    มูแล็งเตือนว่า เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น ต้นทุนดอกเบี้ยของรัฐบาลก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และฝรั่งเศสอาจต้องจ่ายดอกเบี้ยเพื่อชำระหนี้สูงถึงเกือบ 1 แสนล้านยูโรต่อปีภายในปี 2571 หรือ 2572

    ด้าน ฌอง-ลุค เมลองชง ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากฝ่ายซ้ายจัด เสนอให้แก้ปัญหาการคลังของฝรั่งเศสด้วยการยกเลิกหนี้ที่ถือครองโดยธนาคารกลางฝรั่งเศสและ ECB ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในประเด็นถกเถียงสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม คริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB ปฏิเสธแนวคิดดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ตามกฎหมายและเป็นอันตรายทางการเงิน

    มูแล็งระบุว่า การล้างหนี้ดังกล่าวแทบไม่ต่างจากความพยายามนำฝรั่งเศสออกจากยูโรโซน พร้อมวิจารณ์ว่าเป็นแนวทางที่ “ผิดกฎหมาย อันตราย และไร้ประโยชน์” เพราะจะสร้างเงินเฟ้อและผลักดันอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น

    เขายังชี้ว่า ฝรั่งเศสไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้มาตั้งแต่ปี 2340 และหากรัฐบาลเลือกไม่ชำระหนี้ที่มีภาระผูกพันอยู่ การกระทำดังกล่าวก็จะถือเป็นการผิดนัดชำระหนี้โดยตรง

    อ้างอิง : bloomberg.com

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจยุโรป ทั้งหมด ได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://moneyandbanking.co.th/2026/269559/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36L-nnBlx182mEku_dg6wx

  • คอนโดต่างชาติไตรมาส 2 ฟื้น สวนทางครึ่งปีแรกหด 8.8% จีนแชมป์ซื้อมากสุด

    คอนโดต่างชาติไตรมาส 2 ฟื้น สวนทางครึ่งปีแรกหด 8.8% จีนแชมป์ซื้อมากสุด

    วันนี้ (11 ก.ย.2569) ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยผลวิเคราะห์สถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติทั่วประเทศ ไตรมาส 2 และครึ่งแรกปี 2569 พบว่า ไตรมาส 2/2569 มีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้คนต่างชาติ 3,292 หน่วย เพิ่มขึ้น 1.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีมูลค่า 14,803 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.2% และมีพื้นที่รวม 145,140 ตารางเมตร เพิ่มขึ้น 8.1%

    คอนโดต่างชาติไตรมาส 2 ฟื้น  จีนแชมป์–สหรัฐฯ มูลค่าสูงสุด

    คอนโดต่างชาติไตรมาส 2 ฟื้น จีนแชมป์–สหรัฐฯ มูลค่าสูงสุด

    อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของต่างชาติ เมื่อเทียบกับการโอนทั้งหมดลดลง โดยสัดส่วนจำนวนหน่วยอยู่ที่ 10.2% และสัดส่วนมูลค่าอยู่ที่ 20.0% สำหรับช่วงครึ่งแรกปี 2569 มีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้คนต่างชาติรวม 6,533 หน่วย ลดลง 8.8% ขณะที่มูลค่าการโอนอยู่ที่ 28,267 ล้านบาท ลดลง 1.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    โดยสัดส่วนต่อการโอนห้องชุดทั้งหมดลดลงเหลือ 11.7% ในด้านจำนวนหน่วย และ 21.7% ในด้านมูลค่า สะท้อนผลจากภาวะเศรษฐกิจทั้งในประเทศและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้ผู้ซื้อบางส่วนชะลอการตัดสินใจซื้อและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

    ทั้งนี้ ชาวจีนยังเป็นกลุ่มผู้ซื้อหลัก ครองอันดับ 1 ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าการโอน แม้ยอดโอนลดลงจากปีก่อน โดยมีมูลค่าการโอนเฉลี่ย 3.8 ล้านบาทต่อหน่วย และพื้นที่เฉลี่ย 38.2 ตารางเมตรต่อหน่วย ขณะที่ชาวสหรัฐอเมริกามีมูลค่าการโอนเฉลี่ยต่อหน่วยสูงสุดที่ 6.6 ล้านบาท ส่วนชาวอินเดียซื้อห้องชุดที่มีพื้นที่เฉลี่ยสูงสุด 72.1 ตารางเมตรต่อหน่วย

    คอนโดต่างชาติไตรมาส 2 ฟื้น  จีนแชมป์–สหรัฐฯ มูลค่าสูงสุด

    คอนโดต่างชาติไตรมาส 2 ฟื้น จีนแชมป์–สหรัฐฯ มูลค่าสูงสุด

    สำหรับ 10 สัญชาติที่มีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดสูงสุด ได้แก่ จีน, รัสเซีย, เมียนมา, สหรัฐอเมริกา, ไต้หวัน, ฝรั่งเศส, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี, ออสเตรเลีย และอินเดีย โดยภาพรวมครึ่งแรกปี 2569 ห้องชุดที่โอนให้คนต่างชาติมีมูลค่าเฉลี่ย 4.3 ล้านบาทต่อหน่วย และพื้นที่เฉลี่ย 43.9 ตารางเมตรต่อหน่วย สะท้อนว่าตลาดต่างชาติยังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย แม้กำลังซื้อโดยรวมยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เครดิตฟรี

    อ่านข่าว:

    อสังหาฯ ไทยพ้นจุดต่ำสุด REIC ชี้ปี 70 โอน 9 แสนล้าน รับมาตรการรัฐ

    ผังเมืองใหม่ กทม. เขย่าสมรภูมิอสังหาฯ ดึงกำลังซื้อไหลกลับเข้าเมือง กดดันย่านปริมณฑล

    ลุยตรวจนิติบุคคล 36,277 ราย กรมพัฒน์ฯ แฉต่างชาติ ถือครองโฉนดที่ดินอื้อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/557806&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ibCqUPrsv2cbS9cb4uFhX

  • รัฐบาลเร่งเข้า OECD เป้าปี 71 ใช้มาตรฐานโลกยกเครื่องเศรษฐกิจ-ราชการ-การศึกษา

    รัฐบาลเร่งเข้า OECD เป้าปี 71 ใช้มาตรฐานโลกยกเครื่องเศรษฐกิจ-ราชการ-การศึกษา

    รัฐบาลเดินหน้าไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ตั้งเป้าปี 2571 มอบ 34 หน่วยงานเร่งปรับกฎหมาย-นโยบายตามมาตรฐานสากล ชูผล PISA 2025 คะแนนเด็กไทยดีขึ้นครบทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน แม้ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD

    12 กันยายน 2569 – น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งเดินหน้ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ตั้งเป้าปี 2571 โดยไม่ได้มุ่งเพียงสถานะสมาชิก แต่ใช้มาตรฐาน OECD เป็นตัวเร่งปฏิรูปประเทศ ตั้งแต่เศรษฐกิจ การลงทุน ภาษี ระบบราชการ แรงงาน ดิจิทัล ไปจนถึงการศึกษา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

    ขณะนี้ไทยเข้าสู่ขั้นตรวจสอบเชิงเทคนิค หลังส่งบันทึกเบื้องต้น หรือ Initial Memorandum ให้ OECD เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 โดยคณะกรรมการเชิงเทคนิคของ OECD จำนวน 25 คณะ จะตรวจสอบกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของไทยในแต่ละด้าน พร้อมเสนอประเด็นที่ต้องปรับปรุง

    รัฐบาลได้มอบหมาย 34 หน่วยงานร่วมขับเคลื่อน โดยมีกลไกระดับชาติที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กำกับและเร่งรัดให้การปรับกฎหมายและนโยบายเดินหน้าอย่างเป็นเอกภาพ

    น.ส.ลลิดา กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงว่าไทยจะเข้า OECD ได้เมื่อไร แต่คือระหว่างทางประเทศไทยจะยกระดับได้มากเพียงใด ทั้งการเพิ่มผลิตภาพ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ลดขั้นตอนและภาระของภาคธุรกิจ ทำให้ระบบราชการคล่องตัวและโปร่งใสขึ้น รวมถึงพัฒนาคนไทยให้มีทักษะพร้อมสำหรับเศรษฐกิจใหม่

    ด้านการศึกษา ผล PISA 2025 ซึ่ง OECD ประกาศเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 สะท้อนสัญญาณบวก โดยคะแนนนักเรียนไทยปรับตัวดีขึ้นจากปี 2022 ครบทั้ง 3 ด้าน วิทยาศาสตร์เพิ่มจาก 409 เป็น 432 คะแนน คณิตศาสตร์จาก 394 เป็น 407 คะแนน และการอ่านจาก 379 เป็น 392 คะแนน แม้ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD แต่ถือเป็นทิศทางที่ดีขึ้นของการศึกษาไทย

    ผล PISA 2025 ที่ขยับขึ้นเกิดขึ้นภายหลังการวางรากฐานและขับเคลื่อนมาตรการยกระดับผล PISA อย่างต่อเนื่องในช่วงปีการศึกษา 2567-2568 ก่อนการสอบจริงในเดือนสิงหาคม 2568 โดยมีทีมบริหารกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้นร่วมขับเคลื่อน นำโดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและประธานคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ ซึ่งกำกับและติดตามการดำเนินงาน

    นอกจากนี้ ยังมีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกำหนดแนวทางขับเคลื่อน PISA 2025 และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมสนับสนุนและสื่อสารนโยบาย พร้อมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาทักษะด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ รวมถึงเตรียมความพร้อมทั้งครู นักเรียน สื่อการเรียนรู้ และระบบการสอบผ่านคอมพิวเตอร์

    รัฐบาลจะนำผล PISA ที่ปรับตัวดีขึ้นมาต่อยอด พร้อมเร่งปิดช่องว่างที่ยังเหลือ เนื่องจากนักเรียนไทยที่มีสมรรถนะตั้งแต่ระดับพื้นฐานขึ้นไปอยู่ที่ 59% ในวิทยาศาสตร์ และ 41% ในคณิตศาสตร์และการอ่าน เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 74% 65% และ 69% ตามลำดับ การยกระดับคุณภาพการศึกษาจึงเชื่อมโยงโดยตรงกับผลิตภาพแรงงาน การรับเทคโนโลยี และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    “การเข้า OECD ไม่ใช่เพียงการได้สถานะสมาชิก แต่ต้องทำให้ประเทศไทยดีขึ้นระหว่างทาง ธุรกิจต้องแข่งขันได้มากขึ้น ราชการต้องคล่องตัวและโปร่งใสขึ้น และคนไทยต้องมีทักษะสูงขึ้น ผล PISA ที่ขยับขึ้นก็เป็นสัญญาณว่า การวางรากฐานและขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ รัฐบาลจะต่อยอดสิ่งที่ทำได้ดีและเร่งแก้จุดที่ยังเป็นช่องว่าง เพื่อให้ไทยพร้อมแข่งขันในเศรษฐกิจโลก” น.ส.ลลิดา กล่าว

    ทั้งนี้ ปี 2571 เป็นเป้าหมายที่ประเทศไทยกำหนด โดยไทยยังต้องผ่านการประเมินของคณะกรรมการ OECD ในแต่ละด้าน รวมถึงปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่คณะมนตรี OECD จะพิจารณารับไทยเป็นสมาชิกในขั้นสุดท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1067899/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sGIcxU86qpWsiBVyjEBOV