Blog

  • “สถานีกลางฯ” ยักษ์หลับกลางกรุง ยังหาทางเชื่อม “หมอชิต2” ไม่เจอ | เดลินิวส์

    “สถานีกลางฯ” ยักษ์หลับกลางกรุง ยังหาทางเชื่อม “หมอชิต2” ไม่เจอ | เดลินิวส์

    ย้อนกลับไป 10 ปีก่อน  กระทรวงคมนาคม  วาดฝันให้”สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์” เป็นศูนย์กลาง(ฮับ) ระบบรางใหญ่สุดในอาเซียน ด้วยพื้นที่ใช้สอย 3 แสนตารางเมตร รองรับผู้คนมหาศาลถึง 7 แสนคนต่อวัน เทียบชั้นสถานีรถไฟระดับโลกแต่ภาพความเป็นจริงในวันนี้ยังเงียบเหงา  ผู้โดยสารโหรงเหรง   

    โอ่ฮ่าไร้เงาไฮสปีด….สถานีโออ่าแห่งนี้ทำหน้าที่หลักเพียงรองรับรถไฟทางไกลสายเหนือ-อีสาน-ใต้ 52 ขบวน และรถไฟฟ้าสายสีแดง-น้ำเงินเท่านั้น เหตุผลสำคัญที่ทำให้สถานี “กว้างจนเคว้ง” คือการรอคอยโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) สายแรกกรุงเทพฯ-นครราชสีมา  ที่เลื่อนเปิดบริการไปเรื่อยๆ  ล่าสุดมีกำหนดคลอดจริงนู่นเลย… ปี 2574 

    รวมทั้งโครงการไฮสปีดเชื่อม3สนามบินที่ลงนามในสัญญาก่อสร้างมาแล้ว 7 ปี แต่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง ล่าสุดกระทรวงคมนาคมได้เปิดทางให้เอกชนบอกเลิกสัญญาได้ด้วย

    คำถามคือระหว่างรอไฮสปีด เราจะปล่อยให้สถานีใหญ่ยักษ์กลางกรุง ระดับ3.4หมื่นล้านเหงาแบบนี้ต่อไปจริงๆ หรือ?

    ดราม่างบ 3.5 พันล้าน: จาก “หรูเกินเบอร์” สู่ “ปรับปรุงตามจริง”

    กลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณ ปี 2570 ให้กระทรวงคมนาคมและบริษัทขนส่ง จำกัด ( บขส.)  สูงถึง 3,505 ล้านบาท เพื่อรีโนเวท “หมอชิต 2” จนเกิดเสียงย้อนถามจากสังคมว่า “ในวิกฤตน้ำมันแพงแบบนี้ เอาเงินไปทำอย่างอื่นที่จำเป็นกว่าไหม?”  ที่สำคัญคือ งบก้อนนี้ดูเหมือนจะ “เกาไม่ถูกที่คัน” เพราะไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อกับสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ให้เป็นเนื้อเดียวกัน

    บทสรุปของการถอย: ล่าสุดกระทรวงคมนาคมและบขส. ยอมถอยกรรเชียง ลดงบเหลือเพียง 351 ล้านบาท เพื่อเน้นซ่อมส่วนที่พังจริงๆ เช่น:

    -ซ่อมแอร์ที่ชำรุด เปลี่ยนลิฟต์ และบันไดเลื่อน

    -ปรับปรุงชานชาลาขาออก และเพิ่มเก้าอี้พักคอย

    -ย้ายรถตู้ฝั่งตรงข้ามมาอยู่รวมกันให้เป็นระเบียบและดูแลง่าย

    ที่สำคัญ: แบ่งงบ 20 ล้านบาท มาเพื่อ “ศึกษา” วิธีเชื่อมหมอชิต 2 เข้ากับสถานีกลางฯ อย่างจริงจัง

    เชื่อมต่ออย่างไรให้ “รอด”? …..ระยะทางเพียง 1.5 กม. ระหว่างหมอชิต 2 กับสถานีกลางฯ คือโจทย์หินที่มีคนเสนอไอเดียไว้เพียบ 

    สายสปอร์ต: สกายวอล์กพร้อมทางเดินเลื่อนอัตโนมัติแบบติดแอร์

    สายประหยัด: ชัตเติ้งบัสวิ่งวนรับส่งฟรี

    สายไฮเทค: รถไฟฟ้ารางเบา (แทรม/โมโนเรล) หรือรถไฟฟ้าไร้คนขับ (APM)

    ทำไมไม่ย้าย บขส. มาไว้ที่สถานีกลางฯ เลย? คำตอบจากผู้บริหารคือ “พื้นที่ไม่พอ” เพราะลำพังผู้โดยสาร บขส. ก็วันละ 5 หมื่นคนเข้าไปแล้ว หากย้ายมาหมดจะเกิดความแออัดและไม่มีที่จอดรถเพียงพอ แผนที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ “การแชร์พื้นที่ชั่วคราว” โดยให้คนไปรอขึ้นรถที่สถานีกลางฯ เฉพาะช่วงเทศกาลเหมือนที่เคยทำมา

    อีก 5 ปีข้างหน้า 2574  จะเป็นฮับอาเซียนหรือแค่ความฝันกลางแดดอีกก?

    ภายในปี 25692574  ที่รถไฟไฮสปีดสายแรกจะเปิดบริการ คือช่วงเวลาชี้ชะตา(อีกครั้ง)  หากระบบเชื่อมต่อเสร็จสมบูรณ์และรถไฟความเร็วสูงเริ่มวิ่ง สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์จะกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่ระบบคมนาคมพลิกโฉมประเทศไทยได้จริง

    แต่ก่อนจะไปถึงฝันระดับอาเซียน… วันนี้ช่วยหาทางเชื่อมหมอชิต 2 ให้เดินง่ายๆ ก่อนได้ไหม?” นั่นคือสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นมากที่สุด

    ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์

    ……………………………………………….
    นายสปีด

    ***ห้ามคัดลอกเนื้อหาและภาพในบทความนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

    คลิกอ่านบทความทั้งหมดที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5851529/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw198rZghS5AiYRp61wlJFyH

  • ‘ปกรณ์’ มั่นใจพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านไม่สะดุด! ชี้ รธน.60 เน้น ‘ความมั่นคงเศรษฐกิจ’ 

    ‘ปกรณ์’ มั่นใจพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านไม่สะดุด! ชี้ รธน.60 เน้น ‘ความมั่นคงเศรษฐกิจ’ 


    “ปกรณ์ ” มั่นใจพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านไม่สะดุด  ชี้ รธน.60 เน้นดูเฉพาะความมั่นคงเศรษฐกิจ-ไม่เอาเรื่องความเร่งด่วนมาพิจารณา ลั่น ครม.ไม่กล้าตีเช็กเปล่าไม่งั้นติดคุก นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตร

    นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้าน เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จะกระทบต่อการแก้ปัญหาของประชาชนหรือไม่ ว่า การออกพระราชกำหนดแต่ละครั้งรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบเพราะหากศาลวินิจฉัยว่าไม่ผ่านก็จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้น และจะเกิดปัญหาว่าสิ่งที่ทำไปจะเป็นอย่างไร ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะทำต้องมั่นใจว่าต้องรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศจริงๆ 

    รวมถึงมีความจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ ถึงจะดำเนินการออกพระราชกำหนดดังกล่าว และรัฐบาลมั่นใจว่าตามข้อมูลของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจากการไล่ดูเงินทุกก้อนที่มีอยู่นั้นมันไม่เพียงพอ และยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรในวันข้างหน้าต่อไป ซึ่งสงครามยังไม่น่าจะจบ ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นสำคัญ

    นายปกรณ์ กล่าวว่า กฎหมายมีผลบังคับใช้ โครงการจะเดินหน้าต่อไป ไม่ได้ติดอะไรเว้นแต่ศาลบอกให้รอไว้ก่อน  ขณะเดียวกันรัฐบาลจะส่งกฎหมายไปยังสภาเพื่อให้ดำเนินการต่อและอนุมัติ และขณะนี้เชื่อว่าทางสภา จะต้องรอการพิจารณาจนกว่าศาลจะตัดสินภายใน 60 วัน

    เมื่อถามว่า สาเหตุที่รัฐบาลมองว่าเรื่องนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญเพราะเหตุใด นายปกรณ์ กล่าวว่า ตนขออธิบายและรัฐธรรมนูญ เมื่อดูท้ายของพระราชกำหนด เหมือนเงินกู้จะแบ่งเป็น 2 ก้อน แต่เงินทั้งสองก้อนนี้สามารถโยกสลับกันได้ ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลทำคือทำสองเรื่องไปพร้อมกัน คือ 1.การช่วยเหลือเยียวยา 2.การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันแยกออกจากกันไม่ได้ และต้องดำเนินการพร้อมกันไปทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือประชาชน ทั้งกลไกและระบบที่จะทำ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพประชาชน ดังนั้นทั้งสองวัตถุประสงค์ ก็คือดำเนินการคู่ขนานกันไป ฉะนั้นการใช้จ่ายเงินจึงไม่แยกก้อน แต่เป็นไปตามวัตถุประสงค์

    เมื่อถามว่าฝ่ายค้านมองว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนจะทำให้กฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญมีหลายฉบับ พร้อมยกตัวอย่าง รัฐธรรมนูญปี 2540 ให้ตรวจสอบเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศหรือไม่   โดยไม่ให้ดูเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน และช่วงนั้นก็มีการออก พ.ร.ก.กู้เงินทั้งในยุครัฐบาลชวน หลีกภัย และยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตอนนั้นก็มีการถามประเด็นเรื่องความความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ 

    ต่อจากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยนำสิ่งในอดีตมาเขียนใหม่ โดยให้ตรวจสอบสองเงื่อนไข 1.เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ 2.จำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยกู้ ครั้งแรกกู้สำเร็จ และอีกครั้งได้มีการถอนเรื่องออกไปก่อนเพราะติดในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน 

    รวมถึงสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กู้สำเร็จในช่วงน้ำท่วมใหญ่ ส่วนครั้งที่สองที่จะกู้ 2 ล้านล้าน เพื่อลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศระยะยาว 7 ปีนั้น ก็เกิดปัญหาว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ จนมีวลีว่าให้ทำถนนลูกรังทั่วประเทศก่อนดีกว่าหรือไม่ จนเกิดปัญหาเป็นประเด็นการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง

    และจนมารัฐธรรมนูญปี 2560 ก็กลับไปใช้ตามหลักเดิมของรัฐธรรมนูญปี 2540 คือให้ตรวจสอบเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่วนประเด็นความจำเป็นเร่งด่วนเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะเป็นผู้รู้ดีที่สุด เพราะกระทรวงการคลัง เปรียบเสมือนเป็นแม่บ้านที่ถือกระเป๋าตังค์อยู่ ฉะนั้นตังค์ขาดไม่ขาดแม่บ้านจะรู้ 

    ดังนั้นหากไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคแรก ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะไม่ดูในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน ฉะนั้นตนก็มั่นใจว่าศาลจะดูตามกรอบและวัตถุประสงค์ ตามรัฐธรรมนูญ 172 วรรคหนึ่งหรือไม่ ว่าเป็นไปตามความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ 

    ส่วนความจำเป็นเร่งด่วน ถ้าไม่เร่งด่วนรัฐบาลคงไม่ทำหรอก เพราะเป็นการบายพาสสภาฯ เพราะผลของมันร้ายแรงหากกฎหมายไม่ผ่าน รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกซึ่งถือเป็นไปตามปกติ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกคนต้องรับผิดชอบ 

    เมื่อถามย้ำว่า ตามข้อกฎหมายมองว่าไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายปกรณ์ ยืนยันว่า ตนเห็นเช่นนั้น

    เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านมองว่าเป็นการตีเช็กเปล่า รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ย้อนถามสื่อว่า เช็คเปล่าอีกแล้ว ก่อนระบุว่า ”เช็คเปล่าที่ไหน มันมีที่ไหนใครให้เช็คเปล่าแก่คุณ ไม่มีหรอก โลกนี้ไม่มีการตีเช็คเปล่า ผมยืนยันไม่มี การตีเช็คเปล่าเป็นวาทกรรมผมคิดว่าไม่ควรใช้ ตีชีวิตคุณตีเช็คเปล่าหรือไม่ ติดคุกนะ รัฐบาลไม่ทำหรอกครับ“  

    นายปกรณ์ กล่าวและว่าโดยรายละเอียดการขอโครงการต่างๆ จะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน

    เมื่อถามว่า แสดงว่าการร้องศาล ควรจะร้องประเด็นทำงานแล้วไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่ควรดูตรงปกหรือเปล่า และบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่เราตั้งใจหรือไม่ อย่างนั้นคือสร้างสรรค์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42683&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw377bFlAwWPs5TVZU2Dqpw1

  • โรงงานรถยนต์อัจฉริยะในเหอเฝย ผลิตรถ 1 คันใน 1 นาทีกลายเป็นแลนด์มาร์คท่องเที่ยวใหม่ (คลิป) | เดลินิวส์

    โรงงานรถยนต์อัจฉริยะในเหอเฝย ผลิตรถ 1 คันใน 1 นาทีกลายเป็นแลนด์มาร์คท่องเที่ยวใหม่ (คลิป) | เดลินิวส์

    ในยุคที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โรงงานผลิตรถยนต์อัจฉริยะในเมืองเหอเฝย มณฑลอันฮุย ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการเปลี่ยนฐานการผลิตขนาดมหึมา ซึ่งมีพื้นที่เทียบเท่ากับสนามฟุตบอลถึง 136 สนาม ให้กลายเป็น “แหล่งท่องเที่ยวเชิงอุตสาหกรรม” ที่ดึงดูดใจผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้สัมผัสกับวงจรการผลิตรถยนต์ยุคดิจิทัลที่ครบวงจรที่สุด ตั้งแต่ขั้นตอนการปั๊มขึ้นรูป การประกอบโครงรถ การพ่นสี ไปจนถึงการประกอบขั้นสุดท้ายที่แม่นยำ

    หัวใจสำคัญที่ทำให้โรงงานแห่งนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าตื่นตาตื่นใจ คือประสิทธิภาพการผลิตที่เหนือชั้นด้วยการผสานพลังระหว่างหุ่นยนต์และระบบคลาวด์อัจฉริยะ ภายใต้การดูแลของคุณ Zhao Bo ผู้จัดการฝ่ายคุณภาพการผลิต โรงงานได้นำระบบตรวจสอบคุณภาพ AI ที่ชื่อว่า “เทียนทง” มาใช้ ซึ่งสามารถตรวจสอบความสมบูรณ์ของตัวรถได้มากถึง 1,000 จุด ภายในเวลาเพียง 3 นาที ส่งผลให้โรงงานสามารถปล่อยรถยนต์พลังงานใหม่ออกจากสายพานได้ในอัตรา 1 คันต่อทุกๆ 60 วินาที เท่านั้น

    ความล้ำสมัยยังครอบคลุมไปถึงระบบการบริหารจัดการพื้นที่ โดยมีระบบ “เมจิกคิวบ์” (Magic Cube) ซึ่งเป็นคลังจัดเก็บและลำเลียงตัวถังรถยนต์แบบดิจิทัลอัตโนมัติ ช่วยลดระยะเวลาการส่งมอบและรองรับความต้องการที่หลากหลายของคุณลูกค้า โดยคุณ Yin Liang ผู้จัดการฐานการผลิตของ NIO ระบุว่าโรงงานแห่งนี้สามารถผลิตรถได้ถึง 6 รุ่น และมีสีให้เลือกมากกว่า 20 เฉดสี เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างได้อย่างรวดเร็ว

    นอกจากความเร็วแล้ว “ความแม่นยำ” ยังเป็นอีกหนึ่งจุดขายที่สร้างความประทับใจ โดยเฉพาะในสายการประกอบขั้นสุดท้ายที่มีการใช้โปรแกรมอัตโนมัติควบคุมการขันนอตทุกจุดให้ไร้ข้อผิดพลาด ซึ่งพนักงานในสายการผลิตอย่าง Yang Tianpei ยืนยันว่า ระบบดิจิทัลช่วยให้การมอนิเตอร์ข้อมูลทำได้แบบเรียลไทม์ แทนการใช้แรงงานคนตรวจสอบเหมือนในอดีต

    ตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา โรงงานแห่งนี้ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนกว่า 40,000 คน และชาวต่างชาติอีกกว่า 1,000 คน ที่หลั่งไหลเข้ามาชมศูนย์แบรนด์และสถานีสลับแบตเตอรี่ โดยผู้เข้าเยี่ยมชมอย่าง Wu Chaowei สะท้อนความรู้สึกว่า บรรยากาศภายในโรงงานนั้นสะอาดและเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งอนาคต ทำให้การมาเยือนโรงงานผลิตรถยนต์ในวันนี้ กลายเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าประทับใจและลืมไม่ลง

    เครดิต China Media Group (CMG)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5853908/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yG1-3izWGAvwKC-0xuTp-

  • อาเซียนจับมือสู้วิกฤติตะวันออกกลาง

    อาเซียนจับมือสู้วิกฤติตะวันออกกลาง

    อาเซียนจับมือสู้วิกฤติตะวันออกกลาง

    Date Time: 12 พ.ค. 2569 06:30 น.

    Summary

    “พาณิชย์” ร่วมประชุมกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ออกแถลงการณ์ร่วมมือพลังงาน เชื่อมโยงไฟฟ้าข้ามประเทศ ผลักดันเป็น “ภูมิภาคที่ปลอดภัยท่ามกลางโลกที่ผันผวน”

    Latest


    น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้เข้าร่วมประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นัดพิเศษ โดยสมาชิกอาเซียนได้ออกแถลงการณ์ร่วมต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจของภูมิภาคจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยเน้นร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เพื่อรับมือผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่ส่งผ่านไปยังภาคเกษตร โดยเฉพาะราคาปุ๋ยและความเสี่ยงต่อผลผลิต พร้อมทั้งสนับสนุนการใช้กลไกภูมิภาค อาทิ โครงการสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียนบวกสาม (APTERR) และระบบสารสนเทศด้านความมั่นคงอาหารอาเซียน (AFSIS) เพื่อเสริมระบบสำรองและการติดตามสถานการณ์ รวมถึงส่งเสริมเกษตรยั่งยืนเพื่อรองรับความเสี่ยงในระยะยาว 

    ขณะเดียวกัน จะศึกษาแนวทางการสำรองพลังงานร่วมในภูมิภาค เร่งกระจายแหล่งพลังงานและการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค อาทิ โครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน และโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติอาเซียน ควบคู่กับการดำเนินความร่วมมือภายใต้กรอบสำคัญ ได้แก่ ความตกลงกรอบความมั่นคงด้านปิโตรเลียมอาเซียน และแผนปฏิบัติการด้านพลังงานอาเซียน ระยะปี 69-73 รวมถึงผันวิกฤติเป็นโอกาสใหม่ของพลังงานทางเลือก เพื่อเสริมสร้างระบบพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน 

    นอกจากนี้ อาเซียนจะต้องเร่งสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวในระยะยาว โดยไทยได้เสนอให้ยกระดับบทบาทของอาเซียนสู่การเป็น “ภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจที่มั่นคงและน่าเชื่อถือของโลก” ท่ามกลางความผันผวนในบริบทโลกปัจจุบัน โดยอาศัยการมีระบบค้าที่เปิดกว้าง การยึดมั่นในกติกาสากล และการงดเว้นการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่จำเป็น ขณะเดียวกัน ประเทศสมาชิกจะต้องเร่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาคให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเร่งรัดการมีผลใช้บังคับของความตกลงทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่ค้างอยู่ เพื่อยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดอุปสรรค และรักษาความต่อเนื่องของการเคลื่อนย้ายสินค้าจำเป็น ตลอดจนเพิ่มความหลากหลายของตลาดคู่ค้า และเร่งสรุปการเจรจาความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ภายในปีนี้ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางการค้า 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2932100&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ETBkjXDcCSW8VDQMyd3wF

  • ครม.เทงบกลาง 1.6 พันล้าน ใช้จัดสวัสดิการผู้ถือ “บัตรคนจน”

    ครม.เทงบกลาง 1.6 พันล้าน ใช้จัดสวัสดิการผู้ถือ “บัตรคนจน”

    วันนี้ (12 พ.ค.2569) น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น (งบกลางฯ) จำนวน 1,667.68 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ (ผู้มีสิทธิฯ) ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการฯ) ปี 2565 อย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (คณะกรรมการฯ) เสนอ

    ทั้งนี้ นายกฯเห็นชอบให้สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง สำหรับกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1,667,680,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการ แก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 โดยเบิกจ่ายในงบรายจ่ายอื่น ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (กองทุนฯ) มีการจัดสรรสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการฯ ปี 2565 จำนวน 13.33 ล้านคน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นมา

    อ่านข่าว

    ครม.เห็นชอบ​แต่งตั้ง​ “อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง” นั่งผู้ว่าการการรถไฟฯ

    ครม.ไฟเขียวสร้างมอเตอร์เวย์ M9 “บางบัวทอง-บางปะอิน” วงเงิน 1.5 หมื่นล้าน

    ครม.ไฟเขียว โละบอร์ดสรรหา กกพ. 8 คน พบคุณสมบัติไม่สอดคล้องข้อกฎหมาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505789&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xwXvUhKjEcBhym5-XqrNA

  • ม.หอการค้าไทย ชี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดรอบ 8 เดือน เงินเฟ้อ-หนี้ครัวเรือนพุ่ง เศรษฐกิจโตต่ำ

    ม.หอการค้าไทย ชี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดรอบ 8 เดือน เงินเฟ้อ-หนี้ครัวเรือนพุ่ง เศรษฐกิจโตต่ำ

    วันนี้, 19:17น.

              รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประจำเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 50.6. ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ยังคงสร้างความกังวลต่อราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพภายในประเทศ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยขณะนี้อยู่ในลักษณะไซด์เวย์ดาวน์ หรือการชะลอตัวต่อเนื่อง โดยภาคบริการยังเป็นแรงสำคัญที่ช่วยประคองเศรษฐกิจจังหวัดต่างๆ เอาไว้ ท่ามกลางสัญญาณอ่อนแรงของภาคธุรกิจและกำลังซื้อประชาชน

              ด้านดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมปรับลดลงมาอยู่ที่ 44.1 ดัชนีโอกาสในการหางานทำอยู่ที่ 48.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 59.0 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นด้านการจ้างงานปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 40 เดือน สะท้อนว่าประชาชนกังวลต่อความมั่นคงในอาชีพและรายได้ ส่งผลให้การใช้จ่าย โดยเฉพาะการซื้อรถ ซื้อบ้าน และการท่องเที่ยวชะลอตัวลง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย พบว่าปรับตัวลดลงจาก 43.3 มาอยู่ที่ 42.2 จุด โดยผู้ประกอบการในทุกภูมิภาคแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะเรื่องสภาพคล่อง หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางนโยบายภาษี (VAT 10%)

              สำหรับ โครงการไทยช่วยไทย อัดฉีดเม็ดเงินกว่า 4,000 บาท ซึ่งรัฐบาลมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง อาทิ ภาคขนส่ง อุตสาหกรรม ประมง และเกษตรกรรม จะช่วยลดผลกระทบด้านต้นทุนโดยไม่ผลักดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และความกังวลสำคัญอย่างทิศทางเงินเฟ้อ แม้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะประเมินว่าเงินเฟ้ออาจอยู่ประมาณ 3-3.1% แต่หากราคาน้ำมันยังยืนในระดับสูงต่อเนื่องถึงปลายปี อาจเห็นเงินเฟ้อรายเดือนขยับขึ้นไปแตะระดับ 4-5% ได้ ซึ่งจะกระทบกำลังซื้อและต้นทุนภาคธุรกิจเพิ่มเติม โดยหากมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการประมาณ 30 ล้านคน จะทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจราว 120,000 ล้านบาท รวมเงินสมทบจากภาคประชาชน และเงินช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกกว่า 40,000 ล้านบาท จะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 200,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 4 เดือน หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 50,000 ล้านบาท จึงคาดว่า หากเป็นไปตามแผน เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีโอกาสขยายตัวได้ในกรอบ 1.5 – 2.0% โดยจะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงต้นไตรมาส 4 นี้

    #ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161377&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3j916aPseSUVXEgJPsibOv

  • หนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดาน 70% สัญญาณเตือนเศรษฐกิจเปราะบาง

    หนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดาน 70% สัญญาณเตือนเศรษฐกิจเปราะบาง

    หนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดาน 70% สัญญาณเตือนเศรษฐกิจเปราะบาง

    รัฐเดินหน้ากู้ 4 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจท่ามกลางแรงกดดันรอบใหม่

    หนี้สาธารณะไทยกลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังรัฐบาลอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือเศรษฐกิจชะลอตัว ต้นทุนพลังงานสูง และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก

    ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะระบุว่า ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.1% ของ GDP ใกล้กรอบวินัยการคลังที่ 70% มากขึ้นต่อเนื่อง

    แม้ระดับหนี้ดังกล่าวยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤต แต่สะท้อนว่า “พื้นที่ทางการคลัง” ของไทยเริ่มแคบลง ขณะที่รัฐบาลยังต้องแบกรับภาระขาดดุลงบประมาณและการ rollover หนี้เดิมอย่างต่อเนื่อง

    ปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่ “หนี้สูง” แต่คือเศรษฐกิจโตไม่ทันหนี้

    นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่า ความเสี่ยงสำคัญของไทยในระยะต่อไป อาจไม่ใช่วิกฤตหนี้แบบเฉียบพลัน แต่เป็นภาวะ “low-growth debt trap” หรือวงจรเศรษฐกิจโตต่ำแต่หนี้สูง

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งหนี้ครัวเรือนสูง สังคมสูงวัย การลงทุนเอกชนฟื้นตัวช้า ผลิตภาพแรงงานต่ำ และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ขณะที่ภาครัฐกลับมีภาระใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งด้านสวัสดิการ สุขภาพ และค่าครองชีพ

    ภาวะดังกล่าวอาจทำให้การลดสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ทำได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ หากเศรษฐกิจไม่สามารถกลับมาเติบโตในระดับสูงได้

    หนี้สาธารณะของไทยและหนี้สาธารณะของประเทศต่างๆทั่วโลก

    เทียบต่างประเทศ ไทยยังไม่หนักสุด แต่เริ่มเสียเปรียบอาเซียน

    แม้หนี้สาธารณะไทยยังต่ำกว่าสหรัฐฯ และญี่ปุ่นที่มีหนี้เกิน 100-200% ของ GDP แต่ไทยยังมีข้อจำกัดสำคัญ ทั้งฐานภาษีที่เล็ก ตลาดการเงินที่ไม่ลึกเท่าประเทศพัฒนาแล้ว และต้นทุนการกู้ที่อาจสูงขึ้นในอนาคต

    หากเปรียบเทียบในอาเซียน ไทยถือว่ามีระดับหนี้ค่อนข้างสูง เพราะหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ มีหนี้สาธารณะเพียง 25-40% ของ GDP เท่านั้น

    นักวิเคราะห์เตือนว่า หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ ไทยอาจมีข้อจำกัดในการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค

    นักเศรษฐศาสตร์ชี้ “คุณภาพการกู้” สำคัญกว่าเพดานหนี้

    ท่ามกลางกระแสถกเถียงเรื่องการขยายเพดานหนี้จาก 70% เป็น 75% ของ GDP นักวิชาการจำนวนมากมองว่า ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่ “กู้ได้อีกเท่าไร” แต่คือ “นำเงินไปใช้อะไร”

    หากเงินกู้ถูกใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว เช่น โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด เทคโนโลยี นวัตกรรม และพัฒนาทักษะแรงงาน ก็อาจช่วยสร้างการเติบโตใหม่และเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตได้

    แต่หากการกู้ถูกใช้เพียงเพื่อประคองการบริโภคระยะสั้น โดยไม่เพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ หนี้ที่เพิ่มขึ้นอาจกลายเป็นภาระต่อการคลังและคนรุ่นต่อไปในระยะยาว

    บทความโดย Bnomics ธนาคาร กรุงเทพ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/658861&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16Mx17_WBKTMLZ4N1a_fpl

  • อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศพบหารือกับคณะผู้บริหารสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศพบหารือกับคณะผู้บริหารสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศพบหารือกับคณะผู้บริหารสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์

    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศพบหารือกับคณะผู้บริหารสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์

    วันที่นำเข้าข้อมูล 12 พ.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 12 พ.ค. 2569

    | 13 view

    เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นางสาวรุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พบหารือกับคณะผู้บริหารสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (Thailand Life Sciences and Innovation Network Alliance: TILSNA) นำโดย ศ. ดร. นพ. ประสิทธิ์ วัฒนาภา ประธานกรรมการ เพื่อหารือเกี่ยวกับภารกิจของ TILSNA และแนวทางขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพของภูมิภาค

    อธิบดีฯ แสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนการดำเนินงานของ TILSNA โดยเฉพาะการส่งเสริมการส่งออกนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของไทยสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการทูตเศรษฐกิจ และการทูตด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของไทย โดยอาศัยเครือข่ายสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยในต่างประเทศในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในต่างประเทศ ตลอดจนสนับสนุนข้อมูลต่าง ๆ เช่น กฎระเบียบและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการรับรองผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/dg-intl-econ-meets-exec-team-tilsna-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a909&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wEkzDTyUW3eHa65a0XKtw

  • คอลัมน์ –

    คอลัมน์ –

    FooterLogo

    ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
    webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
    ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
    กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

    Social Media

    Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12ms-AffrghjI6Y4ZsYuC1

  • ดีอี-ปณท. ร่วมขับเคลื่อน “ไทยช่วยไทย” กระจายสินค้าราคาถูกผ่าน “รถพุ่มพวง” เริ่ม 15 พ.ค.นี้

    ดีอี-ปณท. ร่วมขับเคลื่อน “ไทยช่วยไทย” กระจายสินค้าราคาถูกผ่าน “รถพุ่มพวง” เริ่ม 15 พ.ค.นี้

    ดีอีร่วมกับไปรษณีย์ไทย ขานรับนโยบายรัฐบาล ผนึกเครือข่ายรถพุ่มพวง กระจายสินค้าราคาประหยัดทั่วประเทศพร้อมนำสินค้าเฮาส์แบรนด์ของไปรษณีย์ไทย ร่วมช่วยลดค่าครองชีพประชาชน

    ทำเนียบรัฐบาล 12 พฤษภาคม 2569 – กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย” ตามนโยบายรัฐบาล โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มอบหมายบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด บูรณาการศักยภาพโครงข่ายไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ชุมชน ผนึกกำลังร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สนับสนุนเครือข่ายรถพุ่มพวงกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ประชาชน พร้อมระบบบริหารสินค้าและสต็อก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง ตลอดจนร่วมจำหน่ายสินค้าเฮาส์แบรนด์ของไปรษณีย์ไทย อาทิ ข้าวสารตราไปร น้ำดื่มตราไปร และไปรคอฟฟี่ ในราคาพิเศษ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยไปรษณีย์ไทยจะเริ่มกระจายส่งมอบสินค้าให้แก่รถพุ่มพวงที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

    นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในการลดภาระค่าครองชีพและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้มอบหมายบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด บูรณาการศักยภาพโครงข่ายไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ชุมชน ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายรถพุ่มพวงและจุดกระจายสินค้าในพื้นที่ต่าง ๆ ควบคู่กับการนำระบบบริหารจัดการสินค้าและเครือข่ายโลจิสติกส์ของประเทศมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการค้า และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและโลจิสติกส์ของประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในทุกพื้นที่

    “โครงการ ไทยช่วยไทย ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการช่วยลดค่าครองชีพระยะสั้น แต่เป็นการเชื่อมโยงศักยภาพของระบบเศรษฐกิจระดับชุมชนเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทั้งด้านดิจิทัล โลจิสติกส์ และการกระจายสินค้า เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และชุมชนท้องถิ่น พร้อมยกระดับการเข้าถึงสินค้าและบริการที่จำเป็นของประชาชนในทุกพื้นที่ ไปรษณีย์ไทยเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศที่มีความพร้อมทั้งด้านเครือข่าย บุคลากร และระบบดิจิทัล สามารถต่อยอดบทบาทจากผู้ให้บริการโลจิสติกส์สู่กลไกสนับสนุนเศรษฐกิจระดับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายรถพุ่มพวง จุดกระจายสินค้า และชุมชนทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้สินค้าอุปโภคบริโภคเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และต่อเนื่อง โดยในระยะต่อไป กระทรวงฯ พร้อมต่อยอดศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเครือข่ายบริการระดับประเทศ เพื่อสนับสนุนมาตรการด้านเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาลในมิติอื่น ๆ เพิ่มเติม ทั้งด้านการกระจายสินค้า การเชื่อมโยงผู้ประกอบการรายย่อย การสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและโอกาสที่เท่าเทียมให้แก่ประชาชนในทุกพื้นที่ของประเทศ”

    ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยได้เตรียมความพร้อมเครือข่ายที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ เพื่อรองรับการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย” อย่างเต็มรูปแบบ โดยกำหนดให้ที่ทำการไปรษณีย์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางบริหารจัดการสินค้า การกระจายสินค้า และการประสานงานร่วมกับเครือข่ายรถพุ่มพวงในแต่ละพื้นที่ อีกทั้งได้วางระบบการดำเนินงานตั้งแต่การบริหารสต็อกสินค้า การคาดการณ์ความต้องการสินค้าในแต่ละพื้นที่ การเปิดระบบสั่งซื้อสินค้าแบบ Pre-Order ตลอดจนการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างที่ทำการไปรษณีย์ รถพุ่มพวง และจุดกระจายสินค้าในชุมชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้าอุปโภคบริโภค ลดปัญหาสินค้าขาดหรือกระจายไม่ทั่วถึง และรองรับการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยไปรษณีย์ไทยจะเริ่มส่งมอบสินค้าให้แก่รถพุ่มพวงที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

    “จุดแข็งสำคัญของไปรษณีย์ไทย คือเครือข่ายที่ทำการไปรษณีย์ที่ครอบคลุมทั่วประเทศและอยู่ใกล้ชุมชน ทำให้สามารถเชื่อมต่อการกระจายสินค้าไปยังประชาชนได้อย่างรวดเร็วและตรงตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ โดยในระยะแรกไปรษณีย์ไทยได้ยกระดับที่ทำการไปรษณีย์จำนวน 122 แห่งทั่วประเทศ ให้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าในโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ก่อนขยายผลเพิ่มเติมสู่ไปรษณีย์อำเภออีก 824 แห่ง รวมทั้งสิ้น 946 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้แก่ประชาชนได้อย่างสะดวกและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น” 

    นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังร่วมจำหน่ายสินค้าเฮาส์แบรนด์ของไปรษณีย์ไทย อาทิ ข้าวสารตราไปร น้ำดื่มตราไปร และไปรคอฟฟี่ ในราคาพิเศษ และสินค้าจากแพลตฟอร์ม ThailandPostMart ควบคู่กับสินค้าในโครงการ “ไทยช่วยไทย” เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงสินค้าจำเป็นให้แก่ประชาชน ผ่านเครือข่ายที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมได้อย่างทั่วถึง

    พร้อมกันนี้ ไปรษณีย์ไทยยังใช้แพลตฟอร์ม ThailandPostMart สนับสนุนการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคจากผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 2,000 ราย เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนทั่วประเทศ”

    “ไปรษณีย์ไทยมุ่งใช้ศักยภาพของโครงข่ายโลจิสติกส์และเครือข่ายบริการของประเทศในการส่งต่อโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกพื้นที่ พร้อมสนับสนุนการกระจายสินค้าที่จำเป็นให้เข้าถึงชุมชนได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และต่อเนื่อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน” ดร.ดนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2932280&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Cf3U8ezcTbL_vdg8B05s-