Blog

  • “เอกนิติ” สั่งเร่งเบิกจ่ายงบรัฐ อัดฉีดเม็ดเงินพยุงเศรษฐกิจ รอตั้งรัฐบาลใหม่

    “เอกนิติ” สั่งเร่งเบิกจ่ายงบรัฐ อัดฉีดเม็ดเงินพยุงเศรษฐกิจ รอตั้งรัฐบาลใหม่

    “เอกนิติ” สั่งกรมบัญชีกลาง เร่งแก้ปัญหาคอขวดระบบจัดซื้อจัดจ้าง หวังอัดฉีดเม็ดเงินงบประมาณปี 2569 ลงสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อพยุงกำลังซื้อในช่วงเปลี่ยนผ่านรอตั้งรัฐบาลใหม่และวิกฤติพลังงาน พร้อมเร่งประเมินฉากทัศน์จีดีพีปีนี้รับมือราคาน้ำมันผันผวนหนัก

    วันที่ 11 มี.ค.2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้เรียกประชุมหน่วยงานและกระทรวงต่างๆ เพื่อติดตามและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากในช่วงที่กำลังรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รัฐบาลรักษาการยังไม่สามารถดำเนินนโยบายใหม่ๆ ได้ การใช้เม็ดเงินจากงบประมาณที่มีอยู่จึงเป็นเครื่องมือหลักในการประคองเศรษฐกิจ

    “วันนี้เรารู้ว่ารัฐบาลยังออกนโยบายใหม่ไม่ได้ ก็เลยอยากทำให้เกิดความมั่นใจว่าเม็ดเงินของงบประมาณที่มีอยู่ในปัจจุบัน สามารถอัดฉีดลงในระบบเพื่อจะดูแลประคองเศรษฐกิจในช่วงที่รัฐบาลกำลังรอจัดตั้งให้เรียบร้อย”

    อย่างไรก็ตาม จากการประชุมคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐครั้งที่ 1/2569 วานนี้ (10 มี.ค.) พบว่า ยังมีงบประมาณบางส่วนที่ติดขัดและยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ซึ่งได้มอบหมายให้อธิบดีกรมบัญชีกลางเข้าไปตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแล้วว่ามีปัญหาในจุดใด เพื่อเร่งนำเม็ดเงินเหล่านี้มาช่วยสร้างกำลังซื้อและพยุงเศรษฐกิจ 

    เมื่อถามถึงกระแสข่าวการเสนอออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ส่วนที่ไม่สามารถก่อหนี้ผูกพันมาเป็นวงเงินงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤติพลังงานหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจเผชิญวิกฤติ

    “กระทรวงการคลังให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการเบิกจ่ายเป็นอย่างมาก โดยเราต้องการให้เร่งเบิกจ่าย แต่ถ้าเบิกจ่ายไม่ได้ ประสิทธิภาพไม่มี ก็ต้องมีการพิจารณาว่าจะทำอย่างไร ไม่เช่นนั้นทุกคนก็จะใจเย็นกันไปเรื่อย”

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ความสำเร็จในช่วงไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการดำเนินโครงการ Quick Big Win ทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเติบโตถึง 13% และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดันเศรษฐกิจในช่วงปลายปีให้ฟื้นตัวขึ้น 

    สำหรับแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปีนี้ กระทรวงการคลังกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำฉากทัศน์ (Scenario) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากปัจจัยราคาน้ำมันที่มีความผันผวนสูงมาก ซึ่งในช่วงเวลานี้จำเป็นต้องนำงบประมาณที่มีอยู่มาช่วยพยุงเศรษฐกิจเอาไว้ก่อน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1224697&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RIw9WTPlZWTE56m1GfrQv

  • ถอดบทเรียนความสำเร็จ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส ต้นแบบการกระจายรายได้

    ถอดบทเรียนความสำเร็จ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส ต้นแบบการกระจายรายได้

    หากอ้างอิงตาม รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ประจำปี 2567 ที่จัดทำโดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ระบุถึงสถานการณ์ความยากจนตาม “เส้นความยากจน” ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ติดอันดับ 10 จังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุด โดยเฉพาะในจังหวัดปัตตานี ที่อยู่ใน Top 5 จังหวัดที่ประชากรยากจนที่สุดต่อเนื่องกันอย่างน้อย 15 ปี สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความยากจนเรื้อรังที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างชัดเจน

    ยิ่งในวันนี้ จังหวัดปัตตานี ยังคงอยู่ภายใต้นิยามของ “3 จังหวัดชายแดนใต้” ประชาชนยังคงต้องใช้ชีวิตท่ามกลางปัญหาการก่อการร้ายในพื้นที่ที่ยังไม่สงบลง ทำให้คนเมืองกรุงหรือคนต่างถิ่นอย่างเราอดคิดไม่ได้ว่าบรรยากาศของเมืองปัตตานีคงไม่คึกคักเท่าที่ควร ผู้คนคงยังต้องใช้ชีวิตกันด้วยความระแวดระวัง การออกมาจับจ่ายใช้สอย ซื้อข้าวของ คงไม่ได้มีมากนัก
    จนกระทั่ง ล่าสุด เรามีโอกาสให้เดินทางไปเยี่ยมเยือนจังหวัดปัตตานีในช่วงเดือนรอมฎอนหรือเดือนแห่งการถือศีลอดของพี่น้องชาวมุสลิม ภาพจินตนาการตามข้อมูลลายลักษณ์อักษร รวมถึงข้อมูลทางสถิติจากทุกแหล่งข่าวไปอย่างสิ้นเชิง เพราะภาพความมีชีวิตชีวา รอยยิ้มของผู้คนที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือน ตลอดจนความคึกคักของเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เริ่มต้นหลังพระอาทิตย์ตกดิน ที่อยู่ตรงหน้า โกหกไม่ได้เลยว่า เมืองปัตตานี ไม่ใช่อย่างที่เราคิดเลย

    นั่นเป็นเพราะ “เดือนรอมฎอน” หรือที่คนในพื้นที่เรียกกันสั้นๆว่า “เดือนบวช” เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจชุมชนของจังหวัดปัตตานีมีอัตราการเติบโตสูงแบบก้าวกระโดดก็ว่าได้ โดยตั้งแต่ช่วงบ่ายของทุกวันในเดือนบวช บรรยากาศในชุมชนเมืองปัตตานีจะค่อยๆ เปลี่ยนไป จากที่หลับไหลในช่วงกลางวัน ค่อยๆคึกคักขึ้นเรื่อยๆ หลังพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งถ้าใครอยากซึมซับบรรยากาศนี้ ขอแนะนำให้เดินทางไปยัง “ตลาดรอมฎอน” หรือ Pasar Ramadan ที่กระจายอยู่ทั่วเมืองปัตตานี ไม่ว่าจะเป็นตลาดรอมฎอนจะบังติกอ ,ตลาดรอมฎอนปูยุด, ตลาดรอมฎอนยะหริ่ง หรือตลาดรอมฎอนข้างมัสยิดกรือเซะ ที่เราได้มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือน
    ตลาดรอมฎอน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนในเมืองปัตตานีช่วงเดือนถือศีลอด มีความสำคัญมากกว่าการเป็นตลาดที่ประชาชนชาวปัตตานีจะมาจับจ่ายใช้สอยช่วงถือศีลอด แต่ถือเป็น “กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและเป็นพื้นที่สร้างความมั่นคงทางสังคม” ในเวลาเดียวกัน โดยว่ากันว่าแค่ช่วงเวลา 1 เดือนที่มีการเปิด ตลาดรอมฎอน สามารถสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่และสร้างอัตรากการเติบโตของเศรษฐกิจได้มากกว่าช่วงเวลาปกติถึง 6 เท่า

    ด้วยจุดแข็งของ “ตลาดรอมฎอน” ในฐานะกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนของจังหวัดปัตตานีและเศรษฐกิจท้องถิ่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) จึงได้ร่วมมือกันเปิด ตลาดรอมฎอน แห่งใหม่ “ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ปัตตานี” ซึ่งเป็นตลาดนัดที่จัดขึ้นเฉพาะช่วงเดือนที่พี่น้องที่นับถือศาสนาอิสลามถือศีลอด บริเวณหน้าโรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี จ.ปัตตานี โดยมี หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เป็นผู้สนับสนุนทุนวิจัยในครั้งนี้
    โดยในปี 2569 นี้ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งตลาดแห่งนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2568 เพื่อรองรับการจับจ่ายใช้สอยของพี่น้องชาวไทยมุสลิมในช่วงเดือนบวช จนมาในวันนี้ มีการนำองค์ความรู้ในงานวิจัยมาปรับใช้ ทำให้ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. เป็นต้นแบบของตลาดรอมฎอนที่มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยต่อยอดศักยภาพของพ่อค้า แม่ค้า ในตลาดให้สามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพ ได้ตลอดทั้งปี

    คุณนนทวัฒน์ คงเหมาะ ผู้จัดการตลาดรอมฏอนซีเอส

    รับรู้จุดเริ่มต้นของการก่อร่างสร้าง “ตลาดรอมฎอน ซี.เอส.” ตลาดที่เกิดขึ้นได้ด้วยความตั้งใจดีและไม่นิ่งดูดายของ โรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี

    คุณนนทวัฒน์ คงเหมาะ ผู้จัดการตลาดรอมฏอนซีเอส ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงการเกิดขึ้นของ “ตลาดรอมฎอน ซี.เอส.” ว่า
    “จุดเริ่มต้นของตลาดฯ มาจากแนวคิดและความตั้งใจของ คุณอนุศาสน์ สุวรรณมงคล ผู้บริหาร โรงแรมซีเอส ปัตตานี ซึ่งเล็งเห็นถึงบทบาทของภาคเอกชนในการมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจท้องถิ่นในพื้นที่ จังหวัดปัตตานี โดยเฉพาะในช่วงเดือนรอมฎอนอันเป็นเดือนสำคัญของพี่น้องชาวไทยมุสลิม”
    “คุณอนุศาสน์ได้วางแนวคิดในการให้ความช่วยเหลือชาวบ้านอย่างชัดเจน โดยเล็งเห็นว่าท่ามกลางบริบทที่ จ.ปัตตานี มีผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากต้องเผชิญกับความเปราะบางทางเศรษฐกิจ จากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และข้อจำกัดทางด้านพื้นที่ค้าขาย จึงมีความคิดที่จะเปิดพื้นที่บริเวณสนามหญ้าหน้าโรงแรมให้เป็นตลาดชั่วคราวในช่วงเดือนรอมฎอน โดยไม่เก็บค่าเช่าพื้นที่ เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยได้มีโอกาสในการสร้างรายได้”
    คุณอนุศาสน์ สุวรรณมงคล ผู้บริหาร โรงแรมซีเอส ปัตตานี
    “แนวคิดนี้สะท้อนถึงความเข้าใจในบริบทของสังคมในพื้นที่ ซึ่งเดือนรอมฎอนไม่เพียงเป็นช่วงเวลาแห่งศรัทธา หากยังเป็นช่วงที่การจับจ่ายอาหารละศีลอดมีความคึกคัก การจัดตั้งตลาดจึงเป็นการตอบโจทย์ทั้งวิถีชีวิต ศาสนา และเศรษฐกิจ ในเวลาเดียวกัน”
    “ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. จึงเกิดขึ้นจากความตั้งใจเล็กๆ ที่อยากช่วยให้ชาวบ้านมีที่ทำมาหากิน แล้วค่อยๆ เติบโตจนกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนที่มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 200 ร้านค้าในปัจจุบัน อีกทั้งยังพัฒนาไปสู่การบริหารจัดการที่เป็นระบบและต่อยอดสู่การบูรณาการความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ”

    “โดยเมื่อปีที่แล้วตลาดแห่งนี้สามารถสร้างยอดขายสูงถึง 30 ล้านบาท จนมาปีนี้สิ่งที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงก็คือเรามีการจัดวางระบบเรื่องการแบ่งปัน ซึ่งผมมองว่าถ้าเราทำระบบสามารถตรวจเช็คได้ว่ามีการแบ่งกันกี่มื้อกี่สิทธิ์มีการแบ่งกันแบบไหน พ่อค้าแม่ค้าสามารถให้ยังไงได้บ้าง เราสามารถให้เขาแจ้งความจำนงในระบบว่าเขาอยากจะแบ่งอาหารกี่มื้อในแต่ละวัน  เช่น 3 มื้อหรือ 2 มื้ออะไรอย่างนี้ โดยเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่เขาจะแบ่งปัน เป็นเรื่องของการทำบุญหรือที่เรียกว่าซะกาต” 
    นอกจากนั้น ผู้จัดการตลาดรอมฎอน ซี.เอส ยังได้กล่าวต่อว่าเป้าหมายสูงสุดที่ได้เคยพูดคุยกับคณาจารย์นักวิจัย ม.อ.ปัตตานี คือเราอยากให้ตลาดแห่งนี้ เป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ประกอบการให้มีศักยภาพ และสามารถยกระดับไปเชื่อมต่อกับตลาดรอมฏอนในโลกอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดรอมฏอนซาอุดิอาระเบีย

    รศ.ดร.จรีรัตน์ รวมเจริญ

    เสริมความเข้มแข็งให้ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส.ปัตตานี ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากงานวิจัยอาจารย์ ม.อ.ปัตตานี

    ด้าน รศ.ดร.จรีรัตน์ รวมเจริญ นักวิจัยคลัสเตอร์อาหารและผลิตภัณฑ์ฮาลาลจากโครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม (Cluster) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพท. สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) กระทรวง อว. ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงบทบาทของ ม.อ.ปัตตานี ในการเข้ามาบริหารจัดการตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ด้วยองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยี จากงานวิจัยว่า
    “ตลอดรอมฎอน ซี.เอส. ได้รับการปรับปรุง พัฒนา และยกระดับขึ้นจากตลาดเทศกาลสู่พื้นที่นวัตกรรมสังคม โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมจากงานวิจัยเชื่อมโยงกับคลัสเตอร์อาหารและผลิตภัณฑ์ฮาลาล ภายใต้โครงการสร้างเครือข่ายธุรกิจชุมชนร่วม (Cluster) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากฐานและโครงการแก้ปัญหาความยากจนเชิงยุทธศาสตร์ ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ที่ดำเนินการโดย ม.อ.ปัตตานี ที่ได้เข้ามาหนุนเสริมการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ” 

    โดย รศ.ดร.จรีรัตน์ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่ากิจกรรมที่ ม.อ.ปัตตานี เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาตลาดรอมฏอนซีเอส มี 3 ส่วนหลักด้วยกัน ได้แก่ 
    1. จัดการระบบข้อมูลโดยทีมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักวิทยบริการ ม.อ.ปัตตานี ได้ให้การสนับสนุนเรื่องการออกแบบระบบฐานข้อมูลผู้ประกอบการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาด เช่นการจัดเก็บข้อมูลของผู้ค้า ตลอดจนประเภทสินค้า แหล่งวัตถุดิบ/การวิเคราะห์ปริมาณความต้องการสินค้าในช่วงเวลาต่างๆ การติดตามการหมุนเวียนรายได้โดยประมาณ การใช้ข้อมูลเชิงระบบช่วยให้การจัดสรรพื้นที่
    2. จัดระบบการลงทะเบียนและบริหารผู้ค้า ได้มีการพัฒนาระบบลงทะเบียนล่วงหน้า เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรพื้นที่จำหน่ายสินค้า โดยมีการวางแนวทางระบบลงทะเบียนออนไลน์/ฐานข้อมูลกลาง การกำหนดโควตาผู้ประกอบการ ซึ่งร้านค้าในแนวทางดังกล่าวถือเป็นการสะท้อนหลักธรรมาภิบาลและลดความขัดแย้งในการบริหารพื้นที่ตลาด
    3. จัดระบบการแบ่งปันภายในตลาด ซึ่งจะสอดคล้องกับหลักจิตวิญญาณของเดือนรอมฎอน โดยตลาดได้ออกแบบกลไกการแบ่งปันภายในตลาด มีมุมของอาหารที่แบ่งปัน ทำระบบคูปองในการสนับสนุนอาหาร ที่จะแบ่งปัน ซึ่งผลจากการจัดทำระบบดังกล่าวจะทำให้ทราบถึงจำนวนของร้านค้าที่แจกจ่ายอาหาร ตลอดจนจำนวนผู้ที่มารับสิทธิ์

    “นอกจากนั้น ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ปัตตานี ยังเป็นพื้นที่ทดลองปฏิบัติการจริงสำหรับนักศึกษาจาก มหาวิทยาลัยฯ ในการนำองค์ความรู้ทางวิชาการไปประยุกต์ใช้กับผู้ประกอบการในสถานการณ์จริง เช่นการให้คำแนะนำผู้ประกอบการเกี่ยวกับการลงทะเบียนระบบดิจิทัล การทดลองผลิตภัณฑ์ที่กำลังดำเนินงานวิจัย การประชาสัมพันธ์ร้านค้าชุมชน B-Ru shop ของมหาวิทยาลัยในมุมมหาวิทยาลัย ตลาดแห่งนี้จึงกลายเป็นห้องเรียนภาคสนาม ที่เชื่อมโยงทฤษฎีกับการปฏิบัติจริง สอดคล้องกับบทบาทมหาวิทยาลัยในฐานะกลไกพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและสังคมด้วย”

    ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท.

    บพท. พร้อมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ทุกภาคส่วน ดัน “ตลาดท้องถิ่น” เป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจชุมชน แก้ปัญหาความยากจนในทุกพื้นที่อย่างยั่งยืน

    ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. หน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัย ซึ่งเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญเบื้องหลังความสำเร็จของ ตลาดรอมฎอน ซี.เอส. ปัตตานี ได้ให้มุมมองเชิงกลยุทธ์ในการใช้กลไกตลาดเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและฐานรากที่น่าสนใจว่า
    “ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลก การที่ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียวย่อมมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น คำตอบที่ยั่งยืนที่จะทำให้ทุกภาคส่วนอยู่ได้ท่ามกลางสภาวะการณ์นี้คือการทำให้ “เศรษฐกิจพื้นที่เติบโตด้วยตัวของเขาเอง”
    “โดยการจะทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่โตขึ้นได้นั้น ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนและพัฒนาในหลายด้าน เริ่มจากภาครัฐเองต้องปรับบทบาท โดยหน่วยงานภาครัฐต้องไม่เข้าไปเป็นผู้ลงมือทำธุรกิจเอง อย่างในบริบทนี้ ไม่ควรมาบริหารจัดการตลาดท้องถิ่น แต่ควรปรับบทบาทเป็น “ผู้สนับสนุน” (Supporter) เพื่อเปิดทางให้กลไกในพื้นที่อย่างประชาชน ผู้นำชุมชน เป็นคนนำและเป็นคนออกแบบเอง โดยภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรสนับสนุนในด้านนโยบาย มาตรการ และงบประมาณในระยะยาว”

    ขณะที่ การเปิดตลาดท้องถิ่นจำเป็นต้องมีการออกแบบตลาด (Market Design) เพื่อการกระจายรายได้อย่างเป็นระบบโดยมีองค์ประกอบหลักคือ
    • เน้นความเป็นท้องถิ่น (Local Focus): ต้องมีการบริหารจัดการและออกแบบสินค้าที่มาขายในตลาดให้เป็น สินค้าท้องถิ่นอย่างแท้จริง ขณะที่ผู้ที่มาค้าขายก็ต้องเป็นคนที่อยู่ในท้องถิ่นเพื่อให้เกิดการจ้างงานและการหมุนเวียนเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างแท้จริง
    • มีโครงสร้างที่เกื้อกูลกัน: ตลาดต้องเปิดโอกาสให้รายเล็กได้เติบโต โดยที่ธุรกิจรายใหญ่ในพื้นที่ต้องไม่ “กิน” รายเล็ก แต่ต้องช่วยเปิดโอกาสให้
    • สร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน: ต้องสร้าง “ประชาคมตลาด” ที่ประกอบด้วยเครือข่ายธุรกิจและภาคประชาชนในพื้นที่ให้เข้ามาบริหารจัดการตนเอง
    • มีการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและความรู้ (Data-Driven Economy) เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากต้องทำอย่างมีทิศทางโดยใช้ “ข้อความรู้และข้อมูล” ไม่ใช่การสั่งการจากบนลงล่าง (Top-down) นอกจากนั้น ยังต้องมีการนำงานวิจัยมาใช้ เพื่อปรับเอาองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าและแก้ไขจุดบกพร่องของผู้ประกอบการ
    นอกจากนั้น ดร.กิตติ ยังมองว่าพื้นที่จังหวัดปัตตานีมีความได้เปรียบและสามารถใช้จุดที่หลายคนมองว่าเป็นวิกฤตแล้วพลิกเป็นโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม
    “โมเดลของตลาดรอมฎอนเป็นต้นแบบของการเปลี่ยนจากการตักตวงและการเอาเปรียบ” มาเป็นการ “แบ่งปัน” โดยอาศัยหลักคำสั่งสอนอันดีงามของศาสนาอิสลามในเรื่องของการแบ่งปัน การให้ และพลังแห่งศรัทธามาเป็นแรงจูงใจและกลไกในการสร้างตลาด สร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ควบคู่ไปกับวิถีชีวิต ทำให้เกิดความยั่งยืนมากกว่าการยัดเยียดอุตสาหกรรมจากภายนอกเข้ามาในพื้นที่ ขณะที่ จุดที่หลายคนมองว่าเป็นวิกฤต นั่นคือการเกิดปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ในแง่ของการพัฒนาเศรษบกิจท้องถิ่น จุดนี้กลับเป็นโอกาสและจุดแข็ง เพราะทุนธุรกิจใหญ่ เช่น ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง ขนาดใหญ่จะไม่เข้ามาในพื้นที่มาก ทําให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโตได้อย่างเต็มที่”
    “นอกจากนั้น เป้าหมายสูงสุดของการใช้กลไกตลาดท้องถิ่น คือ การสร้างงานในพื้นที่ เพื่อให้ลูกหลานไม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปทำงานที่อื่นแต่สามารถทำงาน มีรายได้ และดูแลครอบครัวอยู่ในภูมิลำเนาเดิมได้ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่นที่มั่นคงได้ในที่สุด”

    คุณพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี

    บทบาทของจังหวัดปัตตานีและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ลมใต้ปีกที่พร้อมหนุนเสริมให้กลไกตลาดท้องถิ่นเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน

    ต้องยอมรับว่าจุดแข็งของจังหวัดปัตตานีอีกด้าน คือ การมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ในการพัฒนาเมืองปัตตานีอย่างแท้จริง เริ่มจาก คุณพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดรอมฎอนเพื่อยกระดับเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดปัตตานี
    “ปัตตานี เมืองแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน” นี่คือแนวทางสำคัญในการพัฒนาเมืองปัตตานี โดยใช้ตลาดรอมฎอนเป็นหนึ่งในแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเน้นความเรียบง่ายแต่ให้พี่น้องประชาชนทุกคนเข้าถึงและมีส่วนร่วมเพื่อต่อยอดตามศักยภาพของตนเอง”

    “ที่ผ่านมา ทางจังหวัดฯ มีการพูดคุยกับทีมบริหารของ โรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี ถึงแนวคิดการจัดพื้นที่ที่เอื้อต่อวิถีชีวิตในเดือนรอมฎอน และจะปรับบทบาทภาครัฐจาก “ผู้ทำ” เป็น “ผู้สนับสนุน” รวมถึงจะให้ความสำคัญกับการที่รัฐต้องไม่เข้าไปจัดการเองทั้งหมด แต่ปรับบทบาทมาเป็นผู้หนุนเสริมเพื่อให้กลไกในพื้นที่และภาคธุรกิจเอกชนเป็นผู้นำในการออกแบบและบริหารจัดการตลาดด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและยั่งยืน”
    “นอกจากนั้น เราจะมีการสร้างแบรนด์จังหวัด (Branding Pattani) โดยจะเชื่อมโยงตลาดรอมฎอนเข้ากับภาพลักษณ์ใหม่ของจังหวัด และจะมีการใช้ตลาดเป็นเครื่องมือสร้างสันติภาพและเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง “ห่วงโซ่ความเจริญ” ที่ส่งผลให้คนในพื้นที่ได้มีงานทำในถิ่นฐาน ลดการย้ายถิ่น และนำไปสู่ความมั่นคงและสันติภาพที่ยั่งยืนในจังหวัดปัตตานีและชายแดนใต้”
    คุณเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี
    ด้าน คุณเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ได้ขยายความถึงภารกิจในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านกลไกตลาดท้องถิ่นว่า
    “เราไม่ได้มองตลาดรอมฎอนเป็นเพียงแค่กิจกรรมชั่วคราว แต่ต้องการขยายผลให้เป็นโมเดลที่ยั่งยืน ผ่านการถอดบทเรียนสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดปัตตานีในระยะยาว เริ่มจากการนำผลการดำเนินงานของตลาดไปจัดทำเป็น “นโยบายสาธารณะ” และกำหนดเป็นแผนพัฒนาจังหวัดเพื่อขับเคลื่อนองคาพยพเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างเป็นระบบ”
    “นอกจากนั้น เราควรส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรท้องถิ่น (Local Supply Chain) อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการผลักดันวัตถุดิบ 100% จากชุมชน มีการศึกษาวิจัยเพื่อยกระดับการใช้ วัตถุดิบในท้องถิ่น (เช่น เนื้อวัว ผัก) มาจำหน่ายในตลาด แทนการสั่งซื้อจากนอกพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในจังหวัดด้วย”

    การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยนวัตกรรม งานวิจัย และเทคโนโลยี

    “เซ็นทรัล ทำ” ก้าวสู่ปีที่ 9 พัฒนาชุมชนทั่วไทยแบบองค์รวม พร้อมแชร์ต้นแบบพื้นที่เกษตรคาร์บอนต่ำ ปลูกอะโวคาโดสร้างรายได้ 60 ล้าน @ ชัยภูมิ

    72 ปี องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จากพระราชอุทยาน สู่ความมุ่งมั่นด้าน ESG ระดับโลก

    เรียนรู้จาก 7 ตัวแทนผู้นำชุมชนหญิงแกร่ง ร่วมแชร์ประสบการณ์ ส่งต่อแรงบันดาลใจบนเวที ประโยชน์สุขเดย์ by SCG

    Post Views: 229

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/03/11/lesson-learn-from-ramadan-cs-pattani-pmua/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZowPBMgPz5t-E6Pq0CCy2

  • เอกนิติสั่งเร่งเบิกจ่ายงบ ประคองเศรษฐกิจช่วงรอตั้งรัฐบาลใหม่

    เอกนิติสั่งเร่งเบิกจ่ายงบ ประคองเศรษฐกิจช่วงรอตั้งรัฐบาลใหม่

    ดร.เอกนิติ รองนายกและรมว.คลังเร่งเบิกจ่ายงบ อัดฉีดเม็ดเงินประคองเศรษฐกิจ ในช่วงรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พร้อมสั่งกรมบัญชีกลาง เร่งแก้ปัญหาคอขวดระบบจัดซื้อจัดจ้าง เล็งเขย่างบผูกพันปี 69 รับมือวิกฤติพลังงาน

    วันนี้ (11 มีนาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวหลังจากมีการประชุมคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐครั้งที่ 1/2569 ซึ่งจัดขึ้นวานนี้ (10 มีนาคม) โดยระบุว่า พยายามดูแลเรื่องประสิทธิภาพการเบิกจ่าย เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลยังออกนโยบายใหม่ไม่ได้ จึงต้องการทำให้เกิดความมั่นใจว่าเม็ดเงินงบประมาณที่มีอยู่ในปัจจุบัน สามารถอัดฉีดลงในระบบเศรษฐกิจ เพื่อประคองเศรษฐกิจในช่วงที่รอจัดตั้งรัฐบาลให้เรียบร้อย

    พร้อมทั้งได้มอบหมายให้อธิบดีกรมบัญชีกลางได้ดูแลเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างว่าติดขัดอะไรหรือไม่ เนื่องจากในช่วงนี้ต้องการให้กำลังซื้อช่วยพยุงเศรษฐกิจ

    สำหรับกระแสข่าวการเสนอออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ส่วนที่ไม่สามารถก่อหนี้ผูกพัน มาเป็นวงเงินงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤติพลังงานหรือไม่นั้น

    ดร.เอกนิติ ระบุว่า “ณ วันนี้จะเน้นกระบวนการเบิกจ่ายและประสิทธิภาพการเบิกจ่ายเป็นหลัก แต่หากการเบิกจ่ายไม่มีประสิทธิภาพ ก็ต้องพิจารณาอีกทีว่าจะทำอย่างไร”

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ekkanit-budget-economy-support/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HvOO42NY5rKKWTzeu5Rr9

  • ธ.ก.ส. จัดประชุมบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือเพื่อยกระดับขีดความสามารถ เศรษฐกิจฐานรากสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

    ธ.ก.ส. จัดประชุมบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือเพื่อยกระดับขีดความสามารถ เศรษฐกิจฐานรากสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

    ธ.ก.ส. จัดประชุมบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือเพื่อยกระดับขีดความสามารถ เศรษฐกิจฐานรากสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

    วันนี้, 13:23น.

         คณะอนุกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นำโดย นายกษาปณ์ เงินรวง กรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วยนายพิสุทธิ์ จันทรสุรินทร์ กรรมการ ธ.ก.ส. นางสาวลดาวัลย์ คำภา ผู้ทรงคุณวุฒิ นางสาวไข่มุก จูงใจจารุมาศ รองผู้จัดการ  ธ.ก.ส. และนายเกียรติศักดิ์ พระวร ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. เข้าร่วมการประชุมบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อยกระดับขีดความสามารถเศรษฐกิจฐานรากสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Synergy for Sustainability: Empowering the Local Economy) เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยเริ่มจากการ บูรณาการองค์ความรู้ สร้างพื้นที่กลางในการแลกเปลี่ยนโมเดลความสำเร็จจากภาคีเครือข่าย เพื่อนำไปปรับใช้กับการพัฒนาชุมชนทั่วประเทศ การยกระดับขีดความสามารถเกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตร โดยมุ่งเน้นการเพิ่มทักษะด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การพัฒนาชุมชนให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้แทนจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์  กรมส่งเสริมการเกษตร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คณะผู้บริหารและพนักงาน ธ.ก.ส. เข้าร่วม เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมรวยเพชร โรงแรมมารวยการ์เด้น กรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/159888&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Wa8LDIvUq0etweuUaBgQ-

  • อิหร่านขู่โจมตีเป้าหมายทางเศรษฐกิจสหรัฐ-อิสราเอล | TOPNEWS

    อิหร่านขู่โจมตีเป้าหมายทางเศรษฐกิจสหรัฐ-อิสราเอล | TOPNEWS

    เตรียมรับมือได้เลย! อิหร่านประกาศกร้าวจะโจมตีศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของสหรัฐและอิสราเอลในตะวันออกกลาง เพื่อเอาคืนหลังธนาคารอิหร่านถูกโจมตี ทำให้พนักงานแบงก์เสียชีวิต

    AFP และซินหัวรายงานว่าศูนย์บัญชาการปฏิบัติการกลางของกองทัพอิหร่านคาทัม อัล-อันบิย่าได้ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ของทางการอิหร่านในวันนี้ (พุธที่ 11 มีค.) โดยประกาศว่ากองทัพอิหร่านจะโจมตีเป้าหมายทางเศรษฐกิจของสหรัฐและอิสราเอลในภูมิภาคตะวันออกกลางนี้ ซึ่งรวมธนาคารต่างๆ

    กองทัพอิหร่านยังเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปธนาคาร และให้อยู่ห่างจากธนาคารอย่างน้อย 1 กิโลเมตร

    คำขู่ของกองทัพอิหร่านมีขึ้นหลังจากสื่ออิหร่านรายงานว่าสหรัฐและอิสราเอลได้โจมตีธนาคารแห่งหนึ่งในกรุงเตหะรานเมื่อคืนที่ผ่านมา (อังคารที่ 10 มีค.) ทำให้พนักงานแบงก์เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง แต่ไม่ระบุจำนวนที่แน่ชัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1513285&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gzBq2Fd9h8R–E75gjUGU

  • ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ นั้นสำคัญไฉน? เส้นทางขนส่งน้ำมัน ยุทธศาสตร์สำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจโลก

    ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ นั้นสำคัญไฉน? เส้นทางขนส่งน้ำมัน ยุทธศาสตร์สำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจโลก

    เมื่อการขนส่งทางเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องหยุดชะงัก เนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นจนไม่มีเรือลำใดกล้าแล่นผ่านบริเวณนั้นเพราะกลัวโดนลูกหลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น กระทบต่อประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกบางประเทศ รวมถึงจีน อินเดีย และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่ผ่านเส้นทางน้ำนี้ ตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญของเส้นทางน้ำแคบๆ นี้ในการจัดหาพลังงานทั่วโลก 

    ไม่เพียงเท่านี้ แต่ยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานที่กว้างกว่าน้ำมัน ตั้งแต่ยาจากอินเดีย เซมิคอนดักเตอร์จากเอเชีย และปุ๋ยจากตะวันออกกลาง เนื่องจากเรือสินค้าติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย หรือบางลำต้องอ้อมเส้นทางไกลมากตรงบริเวณปลายสุดทางใต้ของแอฟริกา มิหนำซ้ำเครื่องบินลำเลียงสินค้าทางอากาศที่ออกจากตะวันออกกลางก็ถูกระงับการบินอีก 

    ยิ่งสงครามยืดเยื้อนานเท่าใด ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเกิดการขาดแคลนและราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นในหลากหลายรายการมากขึ้นเท่านั้น ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกาตาร์เตือนว่า “หากสงครามยังคงดำเนินต่อไปอีกไม่กี่สัปดาห์ การเติบโตของ GDP ทั่วโลกจะได้รับผลกระทบ และจะทำให้เศรษฐกิจโลกตกต่ำ” 

    แล้วทำไม ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ถึงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมากขนาดนั้นล่ะ? 

    (Photo by Shutterstock/ GAlexS)

    (Photo by Shutterstock/ GAlexS)

    ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก และเป็นจุดขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุด เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ มีพรมแดนทางเหนือติดกับอิหร่าน และทางใต้ติดกับโอมานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) สำหรับบริเวณปากทางเข้าและออกกว้างเพียงประมาณ 50 กิโลเมตร (31 ไมล์) ส่วนบริเวณตรงกลางช่องแคบ ซึ่งเป็นจุดที่แคบที่สุดกว้างประมาณ 33 กิโลเมตร  

    ช่องแคบนี้มีความลึกเพียงพอสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นเส้นทางที่ผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ในตะวันออกกลางใช้สัญจร รวมถึงลูกค้าของพวกเขาด้วย 

    อย่างไรก็ดี เส้นทางเดินเรือที่ขนาบข้างด้วยแผ่นดินนี้ตั้งอยู่ในน่านน้ำอาณาเขตของอิหร่าน แต่ถือเป็นเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศและโดยปกติเปิดให้เรือทุกประเภทผ่านได้ ประกอบด้วยช่องเดินเรือ 2 ช่องที่อนุญาตให้เรือแล่นสวนทางกันได้ โดยแต่ละช่องกว้าง 3.2 กิโลเมตร และมีเลนกลางกว้าง 3.2 กิโลเมตรคั่นกลางระหว่าง 2 ช่องนั้น 

    เรือสินค้าอะไรบ้าง…ที่ผ่านช่องแคบนี้ 

    (Photo by GIUSEPPE CACACE / AFP)

    (Photo by GIUSEPPE CACACE / AFP)

    ในอดีต ช่องแคบฮอร์มุซเคยเป็นเส้นทางการค้าสำคัญ เช่น เครื่องปั้นดินเผา งาช้าง ผ้าไหม ผ้าทอจากจีนผ่านภูมิภาคนี้ แต่ในยุคปัจจุบันได้กลายเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ 

    ในปี 2025 คาดว่าจะมีน้ำมันประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการค้าพลังงานเกือบ 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 18 ล้านล้านบาท) ต่อปี และคิดเป็น 1 ใน 5 ของการใช้น้ำมันโลกทั้งหมด และมากถึง 1 ใน 3 ของปริมาณก๊าซธรรมชาติเหลวทั่วโลก   

    น้ำมันเหล่านั้นไม่ได้มาจากอิหร่านเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากรัฐอื่นๆ ในอ่าวเปอร์เซีย เช่น อิรัก คูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 

    ตามข้อมูลของ ‘Lloyd’s List’ แหล่งข่าวสารเกี่ยวกับการเดินเรือระบุว่า “มีเรือขนส่งสินค้าประมาณ 3,000 ลำที่ผ่านช่องแคบนี้ทุกเดือน รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมัน เรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว และเรือบรรทุกสินค้า” 

    แม้ว่าจะมีท่อส่งน้ำมันในซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่สามารถขนส่งน้ำมันได้ แต่ทางเลือกอื่นๆ สำหรับการขนส่งออกจากภูมิภาคนี้มีจำกัด 

    เมื่อเดือนที่แล้ว อิหร่านได้ปิดเส้นทางเดินเรือในตะวันออกกลางเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เนื่องจากกองทัพอิหร่านเข้าร่วมการฝึกซ้อมทางทหารด้วยกระสุนจริง ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นประมาณ 6% ในวันต่อมา 

    จะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจโลกหากสงครามยังยืดเยื้อ… 

    (Photo by IRANIAN ARMY OFFICE / AFP)

    (Photo by IRANIAN ARMY OFFICE / AFP)

    นักวิเคราะห์เตือนว่ายิ่งมีภัยคุกคามต่อเรือที่แล่นผ่านช่องแคบนี้นานเท่าใด ราคาน้ำมันและการขนส่งน้ำมันก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น 

    “ในทางปฏิบัติแล้ว ช่องแคบนี้ถูกปิดสนิท เพราะไม่มีใครกล้าผ่านไป คุณอาจถูกโจมตี และไม่สามารถหาประกันภัยได้ หรือถ้าหาได้ก็แพงมาก ดังนั้นคุณต้องรอจนกว่าสถานการณ์ด้านความปลอดภัยจะดีขึ้น…หากน้ำมันและก๊าซที่มาจากช่องแคบถูกตัดขาด จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาด แม้ว่าจะไม่มีการปิดกั้นทางกายภาพ แต่ภัยคุกคามจากอิหร่าน รวมถึงการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธ ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันไม่กล้าผ่านช่องแคบนี้”

    — อาร์เน โลห์มันน์ ราสมุสเซน หัวหน้านักวิเคราะห์ของ ‘Global Risk Management’ ผู้ให้บริการข้อมูลเชิงลึกด้านตลาดพลังงาน บอกกับสำนักข่าว CBS News   

    หากความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อออกไป สินค้าอุปโภคบริโภคหลัก เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ขนมปัง พาสต้า และมันฝรั่ง ก็อาจมีราคาสูงขึ้น ขณะเดียวกัน สินค้าที่เน่าเสียง่าย เช่น ผลิตภัณฑ์นมและอาหารทะเลก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน  

    แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า “ยังไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก…ผลกระทบในระยะสั้นจะมีเพียงเล็กน้อย และปัจจัยที่สำคัญกว่าก็คือ ‘ราคาน้ำมัน’…ราคาน้ำมันโดยทั่วไปที่สูงขึ้น อาจทำให้ต้นทุนค้าปลีกสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนการขนส่งและการแปรรูปหลังการผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อด้านราคาอาหารในระยะยาว” โจเซฟ เกลาเบอร์ นักวิจัยกิตติคุณประจำสำนักงานผู้อำนวยการใหญ่ของ ‘IFPRI’ คาดการณ์ 

    ดูเหมือนว่าเอเชียจะกระทบหนักด้วย!… 

    จากข้อมูลประมาณการของสำนักงานข้อมูลพลังงานแห่งสหรัฐฯ (EIA) ในปี 2022 ระบุว่า “ประมาณ 82% ของน้ำมันดิบและคอนเดนเซต (ไฮโดรคาร์บอนเหลวความหนาแน่นต่ำที่มักพบร่วมกับก๊าซธรรมชาติ) ที่ออกจากช่องแคบฮอร์มุซนั้นมุ่งหน้าไปยังประเทศในเอเชีย” 

    ทั้งนี้มีการประมาณการว่า “จีนเพียงประเทศเดียวซื้อน้ำมันที่อิหร่านส่งออกไปยังตลาดโลกประมาณ 90% เนื่องจากจีนใช้น้ำมันนั้นมากลั่นเป็นน้ำมัน พลาสติก เคมีภัณฑ์ แล้วเอาไปผลิตสินค้าอุปโภค เช่น เสื้อผ้า ของเล่น อิเล็กทรอนิกส์ ส่งออกไปทั่วโลก” ถ้าต้นทุนการผลิตสูง ราคาสินค้าจีนก็จะแพงขึ้นด้วย ผู้บริโภคอย่างเราก็จะจ่ายแพงกว่าเดิม 

    (Photo by 2026 PLANET LABS PBC / AFP) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/why-is-strait-of-hormuz-so-important-for-global-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IIJwHIRzVT3KJCbd5RB3x

  • ไทยเสี่ยงระดับ2ขาดพลังงาน หาแหล่งทดแทนตะวันออกกลางยาก

    ไทยเสี่ยงระดับ2ขาดพลังงาน หาแหล่งทดแทนตะวันออกกลางยาก

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-221&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bd5jVR8QVw1wHGLLBiArL

  • “เอกนิติ” เร่งขันน็อตเบิกจ่ายงบประมาณประคองเศรษฐกิจ ช่วงสุญญากาศตั้งรัฐบาลใหม่ : อินโฟเควสท์

    “เอกนิติ” เร่งขันน็อตเบิกจ่ายงบประมาณประคองเศรษฐกิจ ช่วงสุญญากาศตั้งรัฐบาลใหม่ : อินโฟเควสท์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล จึงทำให้ยังไม่สามารถเร่งออกมาตรการ หรือนโยบายใหม่ ๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการดูแลและเพิ่มประสิทธิภาพในการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเม็ดเงินงบประมาณที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะสามารถอัดฉีดลงสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ได้

    อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าอาจจะยังมีงบประมาณบางส่วนที่ติดขัด ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ จึงได้มอบหมายให้นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง ไปพิจารณากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างว่าติดขัดในส่วนใดบ้าง เนื่องจากในช่วงที่ต้องการกำลังซื้อให้เข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจนั้น การเร่งรัดการเบิกจ่าย ถือเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยรองรับได้

    “วันนี้ต้องเตรียมความพร้อมในการดูแลเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลตอนนี้ ยังออกนโยบายใหม่ไม่ได้ จึงอยากทำให้เกิดความมั่นใจว่าเม็ดเงินงบประมาณที่มี จะสามารถอัดฉีดเข้าสู่ระบบเพื่อประคองเศรษฐกิจในช่วงที่รัฐบาลกำลังรอการจัดตั้งให้เรียบร้อยได้” นายเอกนิติ ระบุ

    ส่วนการพิจารณาจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ เพื่อนำมาใช้เป็นงบสำรองสำหรับรองรับสถานการณ์ปัจจุบันนั้น นายเอกนิติ ยืนยันว่า ขณะนี้ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นหลัก ถ้าเบิกจ่ายไม่ได้ ก็ถือว่าไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งงบประมาณในส่วนนี้ก็ต้องมาพิจารณาต่อว่าจะดำเนินการอย่างไร

    “ถ้าไม่เข้ามาดูแลทุกคนก็อาจจะใจเย็นกันไปเรื่อย ๆ เพราะต้องยอมรับว่าประสิทธิภาพเรื่องการเบิกจ่าย เป็นสิ่งสำคัญในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ การเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายให้สูงขึ้น จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างชัดเจน สะท้อนจากภาพรวมเศรษฐกิจในไตรมาส 4/68 จากการเดินหน้านโยบาย Quick Big Win เพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายให้สูงขึ้น ส่งผลให้การเบิกจ่ายงบลงทุนของส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจ ขยายตัวถึง 13% เป็นผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงดังกล่าวถูกดันขึ้นมา ส่วนในขณะนี้ ก็ต้องมาติดตามกันต่อว่าจะเป็นอย่างไร โดยกระบวนการทั้งหมดมีกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน แต่ต้องรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้เรียบร้อยก่อน” นายเอกนิติ กล่าว

    พร้อมระบุว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการเร่งจัดทำฉากทัศน์ (Scenario) ผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องสถานการณ์ราคาน้ำมัน ที่ขณะนี้ต้องยอมรับว่ามีความผันผวนมาก โดยจะดำเนินการควบคู่กับการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณเดิมที่มีอยู่เพื่อพยุงเศรษฐกิจ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/576092&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LZmIRtKN-6TDZ_cXrXzQ2

  • ข้อความของ มาญีด มาญีดี ศิลปินผู้ทรงคุณค่าของประเทศอิหร่าน เกี่ยวกับเหตุการณ์ล่าสุด

    ข้อความของ มาญีด มาญีดี ศิลปินผู้ทรงคุณค่าของประเทศอิหร่าน เกี่ยวกับเหตุการณ์ล่าสุด

    วันนี้ อิหร่านอันยิ่งใหญ่ กำลังยืนหยัดและต่อสู้กับอิสราเอลผู้สังหารเด็ก และนโยบายครอบงำของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ในนามของผู้ถูกกดขี่และผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบทั่วโลก

    สงครามในวันนี้ คือสงครามระหว่าง ความจริงกับความเท็จ ในการต่อสู้นี้ แนวหน้าของสนามรบไม่ได้มีเพียงสนามทหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบ้านของประชาชนที่ไร้การป้องกัน โรงพยาบาล และโรงเรียนของเด็ก ๆ ที่ไม่มีที่พึ่งอื่นนอกจากความหวัง

    แม้จะมีความรุนแรงและแรงกดดันมากมาย แต่ประชาชนอิหร่านก็ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง ตั้งแต่ผู้นำและผู้บุกเบิกของเส้นทางนี้ ไปจนถึงเด็กนักเรียนประถมผู้บริสุทธิ์ ทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวแห่งการต่อสู้ของชนชาติที่ไม่ยอมก้มหัวต่อแรงกดดัน

    มหาอำนาจของโลกได้ระดมกำลังทั้งหมด เพื่อพยายามเปลี่ยนแผนที่ของตะวันออกกลาง และเข้าครอบครองทรัพยากรและความมั่งคั่งของภูมิภาคนี้ รวมทั้งขยายอำนาจครอบงำของตน

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ การต่อสู้ของประชาชนและนักรบอิหร่านได้แสดงให้เห็นว่า เจตจำนงของประชาชนหนึ่งชาติสามารถยืนหยัดต่อสู้กับมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดได้ ประวัติศาสตร์จะเป็นพยานว่า ชาติหนึ่งซึ่งมีความมุ่งมั่นแน่วแน่ ความเป็นเอกภาพ และความสามัคคี สามารถต้านทานแรงกดดันมหาศาลจากทั่วโลกได้

    ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นหน้าที่ของบรรดานักคิด ผู้รักเสรีภาพ นักเขียน และศิลปินทั่วโลก ที่จะไม่เงียบเฉยต่อความทุกข์ทรมานของมนุษย์ และต้องใช้ปากกา ความคิด และศิลปะของตน ปกป้องความจริง ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

    วันนี้ มากกว่าช่วงเวลาใด ๆ ความรับผิดชอบทางศีลธรรมและความเป็นมนุษย์ของพวกเขาในการเผชิญหน้ากับความอยุติธรรมได้ปรากฏชัดยิ่งขึ้น

    ผมเชื่อมั่นว่า ทั่วโลกมีหัวใจมากมาย—ในหมู่ประชาชนของประเทศต่าง ๆ—ที่เห็นอกเห็นใจประชาชนอิหร่าน เพราะสิ่งที่ชนชาตินี้ต้องการนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่า เอกราช ศักดิ์ศรี และการยืนหยัดต่อสู้กับความอยุติธรรม

    วันนี้คือ วันแห่งการตื่นรู้และการลุกขึ้นของมโนธรรมเสรีทั่วโลก วันที่มนุษย์ผู้รักเสรีภาพยืนหยัดต่อสู้กับความอยุติธรรม และปกป้องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

  • “นฤมล”ประชุมบอร์ดคุรุสภา ชงปรับเกณฑ์ขอใบอนุญาตวิชาชีพ เปิดทางใช้ประสบการณ์สอนร่วมคะแนนสอบ

    “นฤมล”ประชุมบอร์ดคุรุสภา ชงปรับเกณฑ์ขอใบอนุญาตวิชาชีพ เปิดทางใช้ประสบการณ์สอนร่วมคะแนนสอบ

    “นฤมล”ประชุมบอร์ดคุรุสภา ชงปรับเกณฑ์ขอใบอนุญาตวิชาชีพ เปิดทางใช้ประสบการณ์สอนร่วมคะแนนสอบ พร้อมรับรองหลักสูตรครู 29 หลักสูตรจาก 18 สถาบัน

    วันที่ 11 มีนาคม 2569 ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 3/2569 โดยมีคณะกรรมการ และผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ

    ดร.นฤมล กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบการรับรองคุณวุฒิ เพื่อการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู กรณีสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ ของผู้ยื่นคำขอรับรองคุณวุฒิฯ ตามประกาศคุรุสภา เรื่อง การรับรองคุณวุฒิ เพื่อการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู กรณีสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ พ.ศ. 2566 จำนวน 311 ราย และเห็นชอบแนวทางการพัฒนาการทดสอบด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู เห็นชอบ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู (ฉบับที่ …) พ.ศ. …. โดยให้นำประสบการณ์ปฏิบัติงานสอนของครูผู้ช่วย มามีส่วนในการพิจารณา ในการรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้ ซึ่งเป็นการนำคะแนนประเมินภาคปฏิบัติ จากต้นสังกัด มารวมกับคะแนนสอบ หากได้เกิน 60% ก็สามารถรับใบอนุญาตฯ ได้ทันที แต่จะมีการกำหนดระยะเวลา เช่น ถ้าทำงาน 2 ปี ใช้ประกอบการพิจารณาได้ไม่เกิน 20% ทำงาน 3 – 4 ปี ใช้ได้ 30%

    “แนวทางดังกล่าว จะตอบโจทย์การทำงานของครูหลายกลุ่ม โดยเฉพาะครูการศึกษาพิเศษ ซึ่งคะแนนส่วนนี้มีความสำคัญมาก แทนที่จะใช้คะแนนสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตฯ เพียงอย่างเดียว โดยภายในเดือนมีนาคมนี้ จะมีความชัดเจน เรื่องการทบทวนการสอบใบอนุญาตฯ ทั้งระบบ ว่าจะให้จบตั้งแต่ที่มหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของกลุ่มแพทย์ ซึ่งจะมีการสอบตามลำดับชั้นปีตั้งแต่สถาบันการผลิต หากใช้แนวทางนี้ มหาวิทยาลัยและคุรุสภาต้องทำงานใกล้ชิด เพื่อให้สามารถผลิตครูได้ตรงตามความต้องการอย่างแท้จริง การพัฒนาควรจะต้องจบภายในมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ออกมาแล้วยังต้องลุ้น ว่าจะได้รับใบอนุญาตฯ หรือไม่ ส่วนควรจะเหลือใบอนุญาตฯ กี่ใบนั้น ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยต้องรอความชัดเจนภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้เช่นเดียวกัน” ดร.นฤมล กล่าว

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบกรอบแนวทางการดำเนินงานการพัฒนาการทดสอบด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู โดยมีข้อเสนอเพื่อการพัฒนาคุณภาพการผลิตครูเชิงระบบเพื่อความยั่งยืน ใน 9 ประเด็น ได้แก่ การปรับปรุงคุณภาพการคัดเลือกผู้เรียนที่จะเข้าเรียนในสถาบันผลิตครู, การตรวจสอบความพร้อมและมาตรฐานของสถาบันผลิตครู, การตรวจสอบคุณภาพหลักสูตรการผลิตครู, การตรวจสอบคุณภาพของอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร ผู้สอนของสถาบันผลิตครู, สนับสนุน ส่งเสริม เข้มงวดกระบวนการผลิตและบ่มเพาะครูคุณภาพของสถาบันผลิตครู, การตรวจสอบสมรรถนะก่อนสำเร็จการศึกษา, คุณสมบัติของผู้ที่จะสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น, การทบทวนผังการสร้างแบบทดสอบที่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน และการจัดทำฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงเชิงระบบ ระหว่างสถาบันผลิตครู สป.อว. คุรุสภา และหน่วยงานผู้ใช้ครู กคศ. ท้องถิ่น

    ดร.นฤมล กล่าวในตอนท้ายว่า เรื่องของการรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพนั้น ที่ประชุมได้ให้การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 18 แห่ง รวมจำนวน 29 หลักสูตร ได้แก่ ปริญญาตรีทางการศึกษา (หลักสูตร 4 ปี) จำนวน 18 หลักสูตร ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 6 หลักสูตร ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) จำนวน 1 หลักสูตร และ ปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) จำนวน 4 หลักสูตร รวมทั้งให้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา ที่คุรุสภาให้การรับรองแล้ว โดยเปลี่ยนแปลงแผนการรับนักเรียน จำนวน 3 แห่ง รวมจำนวน 12 หลักสูตร ได้แก่ ปริญญาตรีทางการศึกษา (หลักสูตร 4 ปี) จำนวน 11 หลักสูตร และปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพบริหารการศึกษา) จำนวน 1 หลักสูตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2919370&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-NMqewPxYhUSNoyz9TuZW