Blog

  • สำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนและแรงงานเกษตร ปี 68/69 | เดลินิวส์

    สำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนและแรงงานเกษตร ปี 68/69 | เดลินิวส์

    นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ในฐานะหน่วยงานหลักด้านข้อมูลสารสนเทศการเกษตร สศก. ได้เตรียมความพร้อมในการดำเนินโครงการสำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนและแรงงานเกษตร (Socio-economic Survey) หรือ Socio ประจำปีเพาะปลูก 2568/69 ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญในการจัดเก็บข้อมูลสำหรับจัดทำตัวชี้วัดความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทย โดยได้วางแผนปฏิบัติงานแบบบูรณาการอย่างเป็นระบบระหว่างส่วนกลางและสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 (สศท. 1-12) เพื่อขับเคลื่อนแผนงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งแต่การกำหนดกรอบวิชาการ การพัฒนาแบบสอบถามให้ทันสมัย ไปจนถึงการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกคนจะต้องผ่านการอบรมเพื่อสร้างความเข้าใจในนิยามและระเบียบวิธีปฏิบัติงานให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยจะเริ่มลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามพร้อมกันทั่วประเทศในช่วงเดือนเมษายน – สิงหาคม 2569

    สำหรับการสำรวจในครั้งนี้ กำหนดพื้นที่เป้าหมายครอบคลุม 74 จังหวัดทั่วประเทศ (ยกเว้น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้) โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างทางสถิติที่ได้มาตรฐาน จำนวน 7,600 ครัวเรือน เพื่อให้เป็นตัวแทนของเกษตรกรในทุกสาขาการผลิต โดยข้อมูลที่จะจัดเก็บมีความละเอียดครอบคลุม 11 หมวดสำคัญ ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไปของสมาชิก การถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดิน การผลิตพืช ปศุสัตว์ และประมง รายได้และรายจ่ายทั้งในและนอกภาคเกษตร ภาวะหนี้สินและสินเชื่อ ทรัพย์สินครัวเรือน ข้อมูลด้านแรงงานและการเคลื่อนย้ายแรงงาน ทัศนคติต่ออาชีพเกษตร รวมถึงข้อมูลเชิงนโยบายรัฐ อาทิ Smart Farmer และเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งจะสะท้อนภาพรวมในรอบปีเพาะปลูกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 ถึงเมษายน 2569 ได้อย่างชัดเจน

    “ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจะสะท้อนความเป็นจริงในพื้นที่ เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับหน่วยงานภาครัฐในการกำหนดนโยบาย วางแผนพัฒนาการเกษตร และกำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาหนี้สิน การบริหารจัดการที่ดิน และการยกระดับรายได้ โอกาสนี้จึงขอความร่วมมือจากพี่น้องเกษตรกร โปรดให้ข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นจริงแก่เจ้าหน้าที่ สศก. ที่ลงพื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5679615/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t_5UUtOC5stga2fq6Fk_f

  • ผู้ว่าฯ พังงา ปลุกชาวบ้านน้อมนำ “เศรษฐกิจพอเพียง” ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ สร้างความมั่นคงทางอาหารรับมือวิกฤติ

    ผู้ว่าฯ พังงา ปลุกชาวบ้านน้อมนำ “เศรษฐกิจพอเพียง” ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ สร้างความมั่นคงทางอาหารรับมือวิกฤติ

    ผู้ว่าฯ พังงา ปลุกชาวบ้านให้ช่วยตนเอง น้อมนำ “เศรษฐกิจพอเพียง”  “ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์” สูตรสู้วิกฤติ สร้างอาหารกินเองทุกบ้าน มั่นคงได้ทุกสถานการณ์

    วันที่ 12 มี.ค.69 นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ได้ลงมือทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ด้วยการถืออุปกรณ์การเกษตรเดินเข้าสวนภายในจวนผู้ว่าฯ พื้นที่เล็ก ๆ ที่ถูกปรับให้กลายเป็นแปลงผักแบบผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัวหลากหลายชนิด เช่น มะละกอ ตะไคร้ มะนาว พริก มะเขือ และผักโตเร็ว ไว้เพื่อรับประทาน ด้วยแนวคิดการพึ่งพาตนเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

    ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา กล่าวว่า ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หลายสถานการณ์เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งภาวะเศรษฐกิจและราคาสินค้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” ในครัวเรือนจึงเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญ โดยการปลูกผักไว้รับประทานเอง แม้จะเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ก็สามารถทำได้ ไม่ว่าจะปลูกในแปลงหรือในกระถาง รวมถึงการเลี้ยงไก่ไข่หรือเลี้ยงปลาตามกำลังและความเหมาะสมของแต่ละครอบครัว ขอเชิญชวนชาวพังงา หันมาสร้างเกราะป้องกันวิกฤติด้านอาหาร อาหารที่เราปลูกเองได้ ทำเองได้ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ไม่ต้องเดือดร้อน ลดการพึ่งพาผู้อื่น และทำให้เรามีอาหารเพียงพอในทุกสถานการณ์ หากมีผลผลิตมากก็สามารถแบ่งปันให้เพื่อนบ้าน สร้างความเอื้อเฟื้อในชุมชน และหากมีมากพอก็สามารถนำไปจำหน่าย สร้างรายได้เสริมให้ครอบครัวได้อีกทางหนึ่ง”

    ทั้งนี้ จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของโลกที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน การหันมาปลูกผักกินเองจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยลดรายจ่ายในยามยากลำบาก และเป็นการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตในยุคปัจจุบัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในทุกครัวเรือน

    ภูมิภาค75

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/134372&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QEh2O646qGT03LuNMBemR

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 12 มีนาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 12 มีนาคม 2569 – InterGold

    กลยุทธ์ : ย่อซื้อ
    แนวรับ : $5,000 หรือ 76,000
    แนวต้าน : $5,400 หรือ 80,000

    .

    ราคาทองคำยังมีโอกาสไปต่อหรือไม่ ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามที่ยังไม่คลี่คลาย และ Bond Yield สหรัฐฯ ที่เร่งตัวขึ้นจะเป็นแรงกดดันทอง หรือกำลังสะท้อนความกังวลใหม่ในระบบการเงินโลกกันแน่ ขณะเดียวกัน หากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ยกระดับมากขึ้น ราคาทองคำจะมีโอกาส breakout หรือไม่ และตัวเลขเงินเฟ้อรวมถึงเศรษฐกิจสหรัฐฯ รอบถัดไป จะกลายเป็นแรงส่งให้ทองคำขึ้นต่อ หรือทำให้ตลาดกลับมากดดันราคาทองอีกครั้ง สุดท้ายแล้วในจังหวะนี้ นักลงทุนควรวางกลยุทธ์อย่างไร ระหว่างการรอซื้อสะสมกับการรอขายทำกำไร

    .

    ราคาทองคำในช่วงนี้ยังเคลื่อนไหวในภาวะผันผวนสูง จากการที่ตลาดโลกต้องรับมือพร้อมกันทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ภาวะเงินเฟ้อ และแรงกดดันจากตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่จบลงอย่างชัดเจน ทำให้ทองคำยังคงถูกจับตาในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แม้ในเชิงเทคนิคจะยังเป็นการแกว่งตัวในกรอบก็ตาม

    ปัจจัยสำคัญที่สุดในเวลานี้ยังคงเป็นความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เพราะทุกครั้งที่ตลาดประเมินว่าสถานการณ์มีโอกาสยืดเยื้อหรือลุกลาม นักลงทุนมักลดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยง และโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ทองคำจึงได้รับประโยชน์โดยตรง ไม่ใช่เพียงในมิติของจิตวิทยาตลาด แต่รวมถึงความกังวลต่อผลกระทบที่จะลามไปยังต้นทุนพลังงาน การค้าโลก และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม ยิ่งสถานการณ์ไม่แน่นอนมากเท่าไร ทองคำก็ยิ่งมีโอกาสได้รับแรงซื้อในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้น

    ขณะเดียวกัน การปรับขึ้นของ Bond Yield สหรัฐฯ ก็เป็นอีกตัวแปรที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะโดยปกติแล้ว Yield ที่สูงขึ้นมักกดดันทองคำผ่านต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครอง แต่ในบางช่วงที่ตลาดกังวลต่อความเสี่ยงเชิงระบบ การพุ่งขึ้นของ Yield อาจไม่ได้สะท้อนเศรษฐกิจที่แข็งแรงเสมอไป แต่อาจสะท้อนแรงขายในตลาดตราสารหนี้หรือการปรับมุมมองความเสี่ยงของนักลงทุน ซึ่งในบรรยากาศแบบนี้ ทองคำยังสามารถยืนได้ดีหรือปรับขึ้นสวนทางได้เช่นกัน ดังนั้นนักลงทุนไม่ควรมองเพียงว่า Yield ขึ้นหรือลง แต่ต้องดูว่า Yield ปรับขึ้นจากเหตุผลใด

    อีกหนึ่งตัวเร่งสำคัญคือเงินเฟ้อสหรัฐฯ และตัวเลขเศรษฐกิจรอบถัดไป โดยเฉพาะในภาวะที่ราคาพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงจึงไม่ใช่แค่เงินเฟ้อในปัจจุบัน แต่รวมถึงแรงส่งของต้นทุนพลังงานที่อาจส่งผ่านไปยังระบบเศรษฐกิจในระยะถัดไป หากตัวเลขตลาดแรงงานเริ่มชะลอ หรือสัญญาณเศรษฐกิจเริ่มอ่อนลง ภาพรวมจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้น เพราะตลาดจะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงเงินเฟ้อ ความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว และทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ทองคำมักได้ประโยชน์ค่อนข้างชัดเจน

    นอกจากนี้ ความเสี่ยงในช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นประเด็นที่มีนัยต่อทองคำมากกว่าข่าวสงครามทั่วไป เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งพลังงานโลก หากเกิดเหตุรบกวนการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดจะตีความไปทันทีถึงความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันโลกที่ตึงตัวขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอลงจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้น เมื่อทั้งสามปัจจัยนี้เกิดพร้อมกัน ทองคำมักได้รับแรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงทั้งจากสงครามและจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ตามมา

    อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจัยพื้นฐานระยะสั้นยังให้น้ำหนักเชิงบวกต่อทองคำ แต่ราคายังอยู่ในจุดที่ต้องการตัวเร่งเพิ่มเติม หากไม่มีเหตุการณ์ใหม่ที่ทำให้ตลาดประเมินความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าเดิม ราคาทองอาจยังเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวขึ้นแบบจำกัด แต่หากสถานการณ์ยกระดับอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ การปิดกั้นเส้นทางพลังงาน หรือการขยายวงปะทะไปยังเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์อื่น ราคาทองมีโอกาสได้รับแรงซื้อเร่งตัวทันที เพราะตลาดจะกลับมาให้ premium กับความเสี่ยงอีกระลอก

    .

    สรุป :

    ในภาพรวม ทองคำยังคงอยู่ในโหมดที่ได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนของโลก ทั้งจากสงคราม ความเสี่ยงด้านพลังงาน การเคลื่อนไหวของ Bond Yield และความเปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่การจะปรับขึ้นแรงจนทะลุกรอบได้หรือไม่นั้น ยังต้องอาศัยเหตุการณ์ใหม่ที่เพิ่มระดับความกังวลของตลาดอย่างชัดเจน

    ตราบใดที่สถานการณ์ยังไม่ยกระดับรุนแรงขึ้นมาก ราคาทองคำมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ โดยประเมินแนวต้านสำคัญไว้ที่บริเวณ $5400 หรือประมาณ 80000 บาท ขณะที่จุดที่เหมาะสำหรับการรอสะสมยังคงอยู่แถว $5000 หรือประมาณ 76000 บาท กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงยังเป็นการ “ย่อซื้อ” เพื่อรอจังหวะขายทำกำไรเมื่อราคาเข้าใกล้แนวต้าน โดยต้องติดตามข่าวสงคราม ตลาดพลังงาน และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะทั้งสามส่วนนี้จะเป็นตัวตัดสินว่าทองคำจะยังแกว่งในกรอบ หรือกำลังเตรียมเข้าสู่รอบขึ้นใหม่

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-12-mar-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mxa8baKl2S6uNANxCBDnM

  • CPI สหรัฐออกตรงคาด ตลาดหายใจโล่ง แต่แรงส่งคริปโตยังไม่มา

    CPI สหรัฐออกตรงคาด ตลาดหายใจโล่ง แต่แรงส่งคริปโตยังไม่มา

    Siam Blockchain

    By

    มีนาคม 11, 2026

    CPI สหรัฐออกตรงคาด ตลาดหายใจโล่ง แต่แรงส่งคริปโตยังไม่มา

    สรุปข่าว
    • ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สหรัฐฯ เดือนล่าสุดออกมาตรงตามคาดทุกตัว ทั้ง Core CPI MoM ที่ 0.2%, CPI YoY ที่ 2.4% และ CPI MoM ที่ 0.3%
    • ตัวเลขที่ไม่มีความประหลาดใจช่วยลดความไม่แน่นอนในตลาด แต่ยังไม่เปลี่ยนมุมมองของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต่อทิศทางดอกเบี้ยในระยะสั้น
    • Bitcoin ยืนอยู่ที่ $69,442 และ Ethereum อยู่ที่ $2,027.64 โดยทั้งคู่ยังติดลบในรอบ 24 ชั่วโมง แต่ตัวเลข CPI ที่ไม่ได้แย่กว่าคาดอาจช่วยพยุงแรงขายไว้ได้บ้าง

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

    Core CPI ที่ตรงตามคาดช่วยลดความกังวลว่าเงินเฟ้อจะพุ่งสูงเกินควบคุม ตลาดคริปโตอาจตอบสนองในเชิงบวกเล็กน้อยเนื่องจากความไม่แน่นอนลดลง อย่างไรก็ตาม momentum ยังอ่อนแอและยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่า Fed จะเร่งลดดอกเบี้ย

    เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 เวลา 20:30 น. ตามเวลาไทย (8:30 AM EST) กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ได้เปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนล่าสุด โดยผลที่ออกมาตรงตามคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ทุกตัวชี้วัด ทั้ง Core CPI รายเดือน (MoM) ที่ 0.2%, CPI รายปี (YoY) ที่ 2.4% และ CPI รายเดือน (MoM) ที่ 0.3% ไม่มีตัวเลขไหนที่สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดเลย

    ก่อนหน้านี้ Core CPI MoM อยู่ที่ 0.3% ในเดือนก่อน การชะลอตัวลงมาที่ 0.2% ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีอย่างระมัดระวัง แม้จะยังไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่劇ิ่งใหญ่ ส่วน CPI YoY ยังคงทรงตัวที่ 2.4% เท่ากับเดือนก่อนหน้า สะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในภาพรวมยังไม่ได้ปรับตัวลงมาใกล้เป้าหมาย 2% ของ Fed อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ CPI MoM เร่งตัวขึ้นเล็กน้อยจาก 0.2% มาที่ 0.3% ตามที่ตลาดคาดไว้แล้ว

    Core CPI คืออะไร และทำไมถึงสำคัญกว่า CPI ปกติ

    สำหรับนักลงทุนคริปโตที่อาจไม่คุ้นเคย Core CPI คือดัชนีราคาผู้บริโภคที่ตัดราคาอาหารและพลังงานออก เพราะสองหมวดนี้มีความผันผวนสูงตามฤดูกาลและปัจจัยชั่วคราว ดังนั้น Core CPI จึงสะท้อน “เงินเฟ้อแท้จริง” ที่ Fed ใช้ตัดสินนโยบายดอกเบี้ยได้ดีกว่า ถ้า Core CPI สูงกว่าคาด แปลว่าเงินเฟ้อยังร้อน Fed ต้องคง Hawkish ยาวขึ้น ดอกเบี้ยสูงกดให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin ร่วง แต่ถ้า Core CPI ต่ำกว่าคาด นั่นหมายความว่า Fed อาจมีพื้นที่ลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น เงินดอลลาร์อ่อน และทุนไหลเข้าคริปโตได้ ครั้งนี้ตัวเลขออกมา “พอดิบพอดี” จึงไม่มีแรงกระตุ้นพิเศษในทิศทางใด

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโตและทิศทาง Bitcoin กับ Ethereum

    ณ ขณะที่ตัวเลขออกมา Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ $69,442 ติดลบ 1.34% ใน 24 ชั่วโมง ส่วน Ethereum อยู่ที่ $2,027.64 ติดลบ 1.24% ตลาดกำลังอยู่ในช่วงอ่อนแรงอยู่แล้วก่อนที่ตัวเลขจะออก การที่ CPI ออกมาตรงตามคาดทุกตัวช่วยตัดความเสี่ยงขาลงฉับพลันออกไป เพราะถ้าตัวเลขสูงกว่าคาด ตลาดคงเห็นแรงขายหนักกว่านี้มาก

    อย่างไรก็ตาม ผลบวกที่ได้ก็จำกัด เพราะ CPI YoY ที่ 2.4% ยังห่างจากเป้า 2% ของ Fed พอสมควร และตัวเลขไม่ได้ส่งสัญญาณว่าเงินเฟ้อกำลังชะลอตัวลงอย่างจริงจัง นักลงทุนจึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะกลับมาเปิดสถานะ Long อย่างกล้าหาญ momentum ของตลาดคริปโตยังคงอ่อนแอ และสิ่งที่จะเปลี่ยนเกมได้จริงคือตัวเลข CPI ที่ต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ หรือสัญญาณจาก Fed ที่ชัดเจนกว่านี้

    เส้นทางเงินเฟ้อยังห่างเป้า จับตาข้อมูลชุดต่อไป

    เมื่อดู CPI YoY ที่ทรงตัวอยู่ที่ 2.4% ติดต่อกันสองเดือน แสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อกำลัง “หยุดนิ่ง” ไม่ได้ลงต่อสู่เป้าหมาย 2% ของ Fed ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงในระยะกลาง ตลาดจะจับตาข้อมูล PCE ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญมากที่สุด รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ Fed ในช่วงถัดไปว่าจะตีความตัวเลขชุดนี้อย่างไร นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจใดๆ


    ความเห็นผู้เขียน

    ส่วนตัวผมมองว่าตัวเลข CPI ชุดนี้ “ไม่ร้าย แต่ก็ไม่ได้ดีพอ” ที่จะจุดฉนวนให้ตลาดคริปโตวิ่งขึ้นจริงจัง การที่ตัวเลขออกมาตรงตามคาดทุกตัวนั้นดีในแง่ที่ตัดความเสี่ยงขาลงฉับพลันออกไป แต่มันไม่ได้เปลี่ยนภาพใหญ่เลย ตราบใดที่ CPI YoY ยังอยู่ที่ 2.4% และไม่มีทีท่าว่าจะลงต่ำกว่านี้เร็วๆ Fed ก็ไม่มีแรงกดดันที่จะรีบลดดอกเบี้ย

    สำหรับคนที่กำลังรอจังหวะเข้าซื้อ ผมแนะนำให้จับตา Bitcoin ที่แนวรับ $68,000 ถ้าหลุดลงไปในช่วงนี้ที่ตลาดยังขาด catalyst ใหม่ อาจเห็นแรงขายเพิ่มได้ ความชัดเจนจะมาก็ต่อเมื่อ Fed ส่งสัญญาณชัดเจนขึ้น หรือตัวเลขเงินเฟ้อชุดต่อไปออกมาต่ำกว่าคาดจริงๆ จนกว่านั้นก็คงเป็นแค่ตลาดแกว่งตัวในกรอบต่อไป

    ภาพจาก AI

    📅 ผู้ที่สนใจดูปฏิทินเศรษฐกิจ สามารถดูได้ที่นี่

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/03/11/us-cpi-march-2026-inline-expectations-crypto-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TbSYDz-1IeglvwUrMpqEz

  • ไทยดันสินค้า GI บุกตลาดญี่ปุ่นเต็มกำลัง หนุนเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

    ไทยดันสินค้า GI บุกตลาดญี่ปุ่นเต็มกำลัง หนุนเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ได้หารือกับ นายอัตสึชิ ซูกินากะ หัวหน้าสำนักงานส่งออกและกิจการระหว่างประเทศ กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงของประเทศญี่ปุ่น (MAFF) เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางยกระดับความร่วมมือในการส่งเสริมสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ร่วมกัน หลังจากที่ไทยประสบความสำเร็จในการผลักดันสินค้า GI ไทยให้ได้รับการขึ้นทะเบียนในญี่ปุ่นแล้ว 3 รายการ ได้แก่ กาแฟดอยตุง (เชียงราย) กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) และสับปะรดห้วยมุ่น (อุตรดิตถ์)

    ทั้งนี้ กรมได้แจ้งว่า อยู่ระหว่างผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยศักยภาพสูงอีก 4 รายการ โดยได้ยื่นคำขอต่อประเทศญี่ปุ่นไว้แล้ว ได้แก่ มะขามหวานเพชรบูรณ์ กล้วยหอมทองหนองบัวแดง (ชัยภูมิ) และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก และจะยื่นเพิ่มเติมอีก คือ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง จึงขอให้ช่วยสนับสนุนการจดทะเบียนสินค้า GI ไทยด้วย

    สำหรับญี่ปุ่นมีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนในไทยแล้วถึง 6 รายการ ได้แก่ เนื้อวัวคาโงชิมะ เนื้อโกเบ เนื้อทาจิมะ เชอรี่ฮิกาชิเนะ เมลอนยูบาริ และอิชิคาดะ กาคิ (ลูกพลับแห้ง) ซึ่งในการหารือครั้งนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์เชิงเทคนิค ทั้งด้านข้อกำหนดการขึ้นทะเบียนและการแก้ไขปัญหาอุปสรรคเพื่อพัฒนาความร่วมมือด้าน GI ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ กรมมีแผนยกระดับสินค้า GI สู่ตลาดพรีเมียมในญี่ปุ่น ผ่านกลยุทธ์การส่งเสริมการขายเชิงรุก โดยได้เริ่มหารือกับห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ เพื่อเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้า GI ไทยในญี่ปุ่น และสินค้า GI ญี่ปุ่นในไทย ควบคู่กับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกัน รวมทั้งการจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการเพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง

    นางอรมน กล่าวว่า กรมยังได้หารือกับนายคาไซ ยาสุยูกิ หัวหน้าสำนักงานสิทธิบัตรญี่ปุ่น (JPO) เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในการยกระดับกระบวนการพิจารณาคำขอทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือรูปแบบใหม่ภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนข้อมูลผลการตรวจสอบสิทธิบัตร (Patent Prosecution Highway หรือ PPH Navigator) และการดำเนินโครงการ Prior Art Search ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในการพิจารณาคำขอสิทธิบัตร รวมทั้งได้มีการหาข้อสรุปร่วมกันเกี่ยวกับการพิจารณาเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติในการตรวจสอบสิทธิบัตรและการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อเตรียมความพร้อมของไทยในการเข้าเป็นภาคีสมาชิกความตกลงกรุงเฮกว่าด้วยการจดทะเบียนระหว่างประเทศด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์

    ขณะเดียวกัน กรมได้แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าการยกระดับการให้บริการสู่ยุคดิจิทัล อาทิ โครงการ Fast Track Plus+ เพื่อเร่งรัดการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ นวัตกรรมดิจิทัล และชิ้นส่วนยานยนต์ ควบคู่ไปกับการเปิดตัวเครื่องมือช่วยสืบค้นความเหมือนคล้ายเครื่องหมายการค้า AI Image Search และ Trademark Checker ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกและช่วยประเมินโอกาสที่จะได้รับการจดทะเบียนเบื้องต้นด้วยตนเองตลอด 24 ชั่วโมง โดยระบบดังกล่าวได้รับความสนใจและมีผู้เข้าใช้บริการจำนวนมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2919479&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q8YohbnV57z6aMTzsqNxC

  • จีนเขย่าโลกการศึกษา! สร้างกลไกปั้นทุนมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เผย 5 ปี ปั้นกองทัพบัณฑิตแล้ว 55 ล้านคน

    จีนเขย่าโลกการศึกษา! สร้างกลไกปั้นทุนมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เผย 5 ปี ปั้นกองทัพบัณฑิตแล้ว 55 ล้านคน

    ในโลกที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ระบุผลแพ้ชนะกันที่ “ทุนทางปัญญา” จีนกำลังส่งสัญญาณสั่นสะเทือนวงการศึกษาโลกอีกครั้ง เมื่อนายหวย จินเผิง (Huai Jinpeng) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจีน ออกมาประกาศกร้าวกลางงานแถลงข่าวคู่ขนานกับการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติว่า บัดนี้ “ระบบการศึกษาที่มีคุณภาพขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” ได้อุบัติขึ้นแล้วภายใต้ธงแดงห้าดาว

    นี่ไม่ใช่เพียงการโอ้อวดตัวเลข แต่คือการพลิกโฉมยุทธศาสตร์ชาติจีนที่โลกต้องจับตา

    นายหวย จินเผิง (Huai Jinpeng) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจีน
    สถิติที่น่าทึ่ง! จากอนุบาลสู่มหาวิทยาลัย
    ภาพรวมของระบบการศึกษาจีนในปัจจุบันสะท้อนพลังของประเทศที่กำลังลงทุนกับทุนมนุษย์อย่างมหาศาล ตัวเลขล่าสุดเผยให้เห็นขนาดและความเข้มแข็งของระบบการเรียนรู้ที่น่าทึ่ง โดยจีนมีนักเรียนและนักศึกษาอยู่ในระบบการศึกษามากกว่า 280 ล้านคน กระจายตัวอยู่ในสถานศึกษากว่า 440,000 แห่งทั่วประเทศ กลายเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ขนาดยักษ์ที่หล่อเลี้ยงกำลังคนรุ่นใหม่ของประเทศอย่างต่อเนื่อง
    ความแข็งแกร่งของระบบนี้เริ่มต้นตั้งแต่ระดับปฐมวัย อัตราการเข้าเรียนในระดับ Preschool ของจีนพุ่งสูงถึง 92.9% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วใน OECD ที่อยู่ที่ 84.7% อย่างชัดเจน สะท้อนถึงการวางรากฐานด้านการศึกษาตั้งแต่ช่วงชีวิตแรกเริ่มอย่างจริงจัง เพราะจีนตระหนักดีว่าการลงทุนในเด็กเล็กคือการลงทุนในศักยภาพของประเทศในระยะยาว

    เมื่อมองไปยังระดับอุดมศึกษา ภาพของการขยายตัวนี้ยิ่งเด่นชัดขึ้น นับตั้งแต่ปี 2012 อัตราการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของจีนเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า จนแตะระดับ 60% ของประชากรวัยเรียนในปัจจุบัน และเพียงช่วงเวลา 5 ปี ระหว่าง 2021-2025 จีนก็สามารถผลิตบัณฑิตออกสู่สังคมได้มากถึง 55 ล้านคน (พอๆ กับประชากรเมียนมาทั้งประเทศ) ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนกำลังการผลิตบุคลากรระดับสูงของประเทศ แต่ยังบ่งบอกถึงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการสร้าง กองทัพปัญญาชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของจีนในเวทีโลกอย่างเป็นระบบ

    การผ่าตัดโครงสร้าง: เมื่อวิชาการต้องขานรับอนาคต

    สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าขนาดมหึมาของระบบการศึกษาจีน คือความพยายามในการปรับตัวให้ทันกับโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของจีนได้เน้นย้ำอย่างชัดเจนถึงการปฏิรูปครั้งสำคัญ เพื่อแก้ปัญหาช่องว่างระหว่างความสามารถของบัณฑิตกับทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญเช่นเดียวกัน

    หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการขยายโอกาสในสถาบันชั้นนำของประเทศ โดยในช่วงสองปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าของจีนได้เพิ่มที่นั่งเรียนรวมกันกว่า 38,000 ที่นั่ง เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับนักศึกษาที่มีศักยภาพสูงได้เข้าถึงทรัพยากรทางวิชาการระดับโลกมากขึ้น ขณะเดียวกัน จีนยังเดินหน้าสร้างสะพานเชื่อมสู่ระบบการศึกษานานาชาติ ผ่านการจัดตั้งหลักสูตรความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยในจีนแผ่นดินใหญ่กับสถาบันจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 540 โครงการ ในระดับปริญญาตรีขึ้นไป ซึ่งช่วยเปิดโลกทัศน์ทางวิชาการและสร้างเครือข่ายความรู้ข้ามพรมแดนให้กับนักศึกษา
    นอกจากนี้ ระบบการศึกษาจีนยังเร่งปรับโครงสร้างหลักสูตรให้สอดคล้องกับทิศทางของโลกอนาคตมากขึ้น โดยมีการเปิดปริญญาตรีสาขาใหม่มากกว่า 8,600 หลักสูตร และหลักสูตรระดับมหาบัณฑิตอีกกว่า 4,500 หลักสูตร 
    ขณะเดียวกัน เนื้อหาการเรียนการสอนจำนวนมากถูกออกแบบให้ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน เทคโนโลยีใหม่ และการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบองค์รวม สะท้อนให้เห็นว่าการปฏิรูปการศึกษาของจีนไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มจำนวนบัณฑิต แต่กำลังพยายามยกระดับ “คุณภาพของทุนมนุษย์” เพื่อรองรับการแข่งขันในศตวรรษที่ 21 อย่างจริงจัง
    ความสำเร็จนี้ถูกการันตีด้วยการจัดตั้ง สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษา STEM ของ UNESCO ณ กรุงเซี่ยงไฮ้ เมื่อเดือนกันยายน 2025 ซึ่งเป็นเครื่องหมายยืนยันว่า “วิทย์-คณิต” ของจีนไม่ได้เป็นรองใครในปฐพี

    เซี่ยงไฮ้เนื้อหอม! ยูเนสโกเปิดศูนย์ Category 1 ดึงดูดหัวกะทิและทรัพยากรการศึกษาโลก ปั้นฮับ STEM ระดับสากล

    ท่ามกลางตึกระฟ้าและบรรยากาศอันพลุกพล่านของมหานครเซี่ยงไฮ้ ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการศึกษาโลกได้ถูกจารึกขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2025 ด้วยการเปิดตัวสถาบันนานาชาติเพื่อการศึกษา STEM แห่งองค์การยูเนสโก หรือ UNESCO International Institute for STEM Education (IISTEM) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายอันทรงพลังที่ส่งให้เซี่ยงไฮ้ผงาดขึ้นบนแผนที่การศึกษาโลกอย่างสง่างาม ในฐานะที่ตั้งของศูนย์กลางระดับ Category 1 แห่งแรกในประเทศจีนและแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งยังเป็นสถาบันลำดับที่ 10 ของโลกที่ยูเนสโกให้การรับรองในระดับสูงสุดนี้
    ภารกิจหลักของ IISTEM เปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนการเรียนรู้ในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หรือ STEM ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นในทุกช่วงวัย ตั้งแต่ก้าวแรกของเด็กปฐมวัยไปจนถึงการพัฒนาทักษะของวัยผู้ใหญ่ โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบการศึกษาที่มีความครอบคลุม เท่าเทียม และเปี่ยมด้วยคุณภาพสำหรับผู้เรียนทุกคนอย่างไม่มีข้อยกเว้น 

    ในฐานะศูนย์กลางระดับ Category 1 สถาบันแห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นหัวหอกในการศึกษาวิจัย บุกเบิกแนวทางการสอนที่ใช้นวัตกรรมล้ำสมัย สนับสนุนการฝึกอบรมครูผู้สอนเพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพ ตลอดจนการสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญระดับสากลเพื่อเฝ้าติดตามและผลักดันความก้าวหน้าของการเรียนการสอน STEM ให้เป็นไปตามมาตรฐานโลก
    สำหรับการเปิดตัวสถาบันในครั้งนี้ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ในระดับนโยบายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างมหาศาลต่อชุมชนชาวต่างชาติและผู้เชี่ยวชาญระดับโลกที่พำนักอยู่ในเซี่ยงไฮ้ เนื่องจากการมีสถาบันระดับโลกมาตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่อมเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดองค์กรและวิสาหกิจข้ามชาติให้เข้ามาลงทุนและตั้งฐานปฏิบัติการมากขึ้น ซึ่งหมายถึงโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อันมีค่าระหว่างองค์ความรู้ของจีนและสากลที่จะหลอมรวมเข้าด้วยกัน ณ ศูนย์กลางแห่งแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับนานาชาติแห่งนี้
    สำหรับครอบครัวชาวต่างชาติ ตลอดจนเหล่านักการศึกษาและมืออาชีพในพื้นที่ การเกิดขึ้นของ IISTEM คือการนำพาทรัพยากรทางการศึกษาระดับเวิลด์คลาสมาไว้เพียงแค่เอื้อม ช่วยเปิดประตูสู่โอกาสในการทำงานร่วมกันที่กว้างขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าเซี่ยงไฮ้คือจุดหมายปลายทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการอยู่อาศัยและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ซึ่งก้าวสำคัญนี้เองที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเซี่ยงไฮ้ให้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งอัจฉริยะภาพและนวัตกรรมระดับโลก โดยทำหน้าที่เป็นทั้งแพลตฟอร์มเครือข่าย ฐานทรัพยากรที่มั่งคั่ง และศูนย์กลางการสร้างขีดความสามารถที่จะยกระดับการศึกษา STEM ให้ก้าวล้ำไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

    Did You Know?

    สถาบันระดับ Category 1 ภายใต้องค์การยูเนสโกนั้นถือเป็นกลไกที่มีความสำคัญสูงสุดในเชิงยุทธศาสตร์และมีสถานะที่แตกต่างจากศูนย์ความร่วมมือทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากสถาบันในกลุ่มนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นเนื้อเดียวกันกับองค์กร (Integral part) โดยถูกจัดตั้งขึ้นตามมติของที่ประชุมสมัยสามัญของยูเนสโก และมีบุคลากรที่มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์การสหประชาชาติโดยตรง ซึ่งแตกต่างจากสถาบันในระดับ Category 2 ที่มักดำเนินงานโดยรัฐบาลท้องถิ่นภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการเท่านั้น 
    ด้วยเหตุนี้ สถาบันระดับ Category 1 จึงเปรียบเสมือนคลังสมองหลักที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางนโยบายการศึกษาระดับโลก มีอำนาจในการวิจัยเพื่อกำหนดมาตรฐานสากล ตลอดจนการสร้างโมเดลนวัตกรรมการเรียนรู้ต้นแบบเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในประเทศสมาชิกทั่วโลก
    ความพิเศษอีกประการของสถาบันระดับนี้คือการได้รับการสนับสนุนงบประมาณโดยตรงจากยูเนสโก ควบคู่ไปกับการสนับสนุนทรัพยากรอย่างมหาศาลจากรัฐบาลประเทศเจ้าภาพ เพื่อให้สามารถดำเนินภารกิจได้อย่างอิสระและยั่งยืนในระยะยาว การที่มหานครเซี่ยงไฮ้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นที่ตั้งของสถาบัน Category 1 แห่งที่ 10 ของโลกในด้านการศึกษา จึงไม่ใช่เพียงการเปิดศูนย์วิจัยทั่วไป แต่เป็นการยกระดับเซี่ยงไฮ้ให้กลายเป็น “สำนักงานใหญ่ทางปัญญา” ที่มีอิทธิพลต่อการวางรากฐานหลักสูตร STEM ให้กับมวลมนุษยชาติ ซึ่งถือเป็นเกียรติภูมิและความรับผิดชอบในระดับสูงสุดที่ยูเนสโกจะมอบให้แก่ประเทศสมาชิกได้

    ถอดรหัสลับการศึกษาจีน: เมื่อความทุ่มเทคือรากฐาน และมาตรฐานคือวินัย

    รายงาน Benchmarking the Performance of China’s Education System โดย OECD ระบุถึงจุดแข็งของระบบการศึกษาจีนว่า ชาวต่างชาติคนใดก็ตามที่มีโอกาสไปเยี่ยมชมโรงเรียนในจีน โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากยุโรปหรืออเมริกาเหนือ มักจะสัมผัสได้ทันทีถึงจุดแข็งสำคัญของระบบการศึกษาจีน นั่นคือความทุ่มเทของสังคมที่มีต่อการศึกษาและการเรียนรู้อย่างจริงจัง ระดับความใฝ่ฝันและแรงจูงใจของนักเรียนที่สูง คุณภาพความเป็นมืออาชีพของครูผู้สอน รวมถึงวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันระหว่างครู

    ในห้องเรียนยังปรากฏบรรยากาศที่เป็นระเบียบและมุ่งเน้นการเรียนรู้ การสอนมีคุณภาพสูง และผลลัพธ์ทางการเรียนของผู้เรียนอยู่ในระดับยอดเยี่ยม
    อย่างไรก็ตาม ผู้มาเยือนจากต่างประเทศส่วนใหญ่มักจะเดินทางไปยังมหานครหรือเมืองที่มีการพัฒนาสูงของจีน ดังนั้น ภาพที่ผู้สังเกตการณ์เห็นจึงอาจมีอคติหรือไม่สะท้อนภาพรวมของทั้งประเทศ ความเป็นจริงในพื้นที่อื่นๆ อาจแตกต่างออกไป
    กระนั้นก็ตาม จุดแข็งหลายประการของระบบการศึกษาจีนถือเป็นลักษณะเชิงโครงสร้างและเป็นรากฐานสำคัญของแนวทางการพัฒนาการศึกษาในประเทศ จึงมีแนวโน้มว่าคุณลักษณะเหล่านี้จะปรากฏอยู่ในภูมิภาคอื่นๆ ของจีนด้วยเช่นกัน

    หยุดปั้นเด็กเก่งอย่างเดียว ต้องสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์

    ภาพของการปฏิรูปการศึกษาจีนในระยะหลังสะท้อนชัดว่า จีนกำลังพยายามคลี่คลาย Pain Point เรื้อรัง ของระบบการศึกษาแบบเอเชีย นั่นคือความเครียดสะสมและรูปแบบการเรียนที่ผลิตเด็กให้คล้ายหุ่นยนต์ มากกว่าจะหล่อหลอมให้เติบโตอย่างสมดุล
    ท่าทีดังกล่าวปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจีนชูธงนโยบาย “สุขภาพต้องมาก่อน” พร้อมผลักดันมาตรการที่เปลี่ยนจังหวะชีวิตในโรงเรียนอย่างจริงจัง โรงเรียนทั่วประเทศต้องปรับตารางเรียนตามแนวคิด “15-2” โดยกำหนดให้มีช่วงพักระหว่างคาบอย่างน้อย 15 นาที และจัดกิจกรรมทางกายไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้เด็กได้เคลื่อนไหวและผ่อนคลายจากความตึงเครียดในห้องเรียน
    ผลลัพธ์เริ่มปรากฏให้เห็นในเชิงประจักษ์ สุขภาพพลานามัยของนักเรียนจีนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญยิ่งคืออัตราสายตาสั้นของเด็กจีนลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่สี่ ซึ่งนับเป็นชัยชนะเหนือปัญหาทางกายภาพที่คอยรุมเร้าเด็กในสังคมเอเชียมานานหลายทศวรรษ

    ในขณะเดียวกัน ลานกีฬาของโรงเรียนกำลังถูกยกระดับให้กลายเป็นพื้นที่แห่ง Soft Power ทางการศึกษา การผลักดันกีฬายอดนิยมอย่างบาสเกตบอล ฟุตบอล และวอลเลย์บอล ไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะกิจกรรมเสริม แต่กำลังถูกหลอมรวมให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตในรั้วโรงเรียน เพื่อปลูกฝังทั้งพลังร่างกาย การทำงานเป็นทีม และวัฒนธรรมการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์
    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกที่สุดคือการรุกคืบในประเด็นสุขภาพจิต โดยจีนกำลังเตรียมนำร่องระบบปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กได้พักผ่อนจากวัฏจักรการแข่งขันทางวิชาการที่เข้มข้น พร้อมเสริมกำลังบุคลากรด้านจิตวิทยาในโรงเรียน และใช้กิจกรรมศิลปะควบคู่กับแรงงานศึกษาเป็นเครื่องมือเยียวยาจิตใจ แทนการปล่อยให้ชีวิตของนักเรียนหมกมุ่นอยู่กับตำราเรียนเพียงอย่างเดียว
    ทั้งหมดนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของการศึกษาจีนที่กำลังพยายามปรับสมดุลระหว่างความเก่งกับความเป็นมนุษย์อย่างจริงจัง

    ที่มา :


    Post Views: 89

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/03/11/china-education-reform-global-intellectual-power/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1F6il8aydNto2dGs4bOV7M

  • ประกาศจุฬาฯ เรื่อง มาตรการเพื่อประหยัดพลังงานในสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ประกาศจุฬาฯ เรื่อง มาตรการเพื่อประหยัดพลังงานในสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    ประกาศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง มาตรการเพื่อประหยัดพลังงานในสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

               ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เรื่องมาตรการเร่งด่วน เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง เกี่ยวกับการบริหารจัดการภาครัฐและการประหยัดพลังงาน นั้น
               อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๗ และมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๕๑ มหาวิทยาลัยเห็นสมควรสนับสนุนมาตรการของรัฐตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว จึงให้มีประกาศไว้ดังต่อไปนี้
               ข้อ ๑ ให้รองอธิการบดี คณบดี หรือผู้อำนวยการส่วนงาน พิจารณาจัดให้บุคลากรในสังกัดปฏิบัติงานนอกสถานที่ทำการ (Work from Anywhere) ตามความจำเป็น และความเหมาะสมของลักษณะงาน ยกเว้นบุคลากรที่มีหน้าที่เกี่ยวกับงานบริการนิสิตหรือผู้มาติดต่อมหาวิทยาลัยโดยตรง งานที่เกี่ยวกับ การทดลองในห้องปฏิบัติการ หรืองานที่มีความจำเป็นต้องมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำการหรือสถานที่ ที่กำหนด ให้ยังคงมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำการหรือสถานที่ที่กำหนด เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อการ รับบริการและการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย
               ในกรณีจำเป็น รองอธิการบดี คณบดี หรือผู้อำนวยการส่วนงาน มีอำนาจสั่งให้บุคลากรในสังกัดคนใดมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำการหรือสถานที่ที่กำหนดก็ได้
               ข้อ ๒ เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนแก่นิสิตอันเป็นการจัดบริการสาธารณะด้านการศึกษาตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัย ส่วนงานหรือหน่วยงานที่มีการเรียนการสอนอาจจัดการเรียนการสอนในสถานที่ทำการหรือสถานที่ที่กำหนด หรือผ่านระบบออนไลน์ หรือแบบผสมผสานได้ ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณบดีหรือผู้อำนวยการส่วนงานที่มีการเรียนการสอนนั้น และต้องแจ้งนิสิตให้ทราบล่วงหน้าด้วย
               ข้อ ๓ ให้บุคลากรงดเดินทางไปศึกษา ดูงาน ประชุม หรือฝึกอบรม ณ ต่างประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยง ตามแนวปฏิบัติในการเดินทางไปต่างประเทศที่แนบท้ายประกาศนี้
               ในกรณีที่บุคลากรขออนุมัติเดินทางไปประเทศอื่นที่มิใช่ประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศ ที่มีความเสี่ยง สามารถกระทำได้แต่จะต้องเป็นภารกิจที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อการดำเนินงาน ของส่วนงานหรือมหาวิทยาลัย โดยให้อธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี หรือผู้อำนวยการส่วนงาน เป็นผู้พิจารณาอนุมัติ ตามแนวปฏิบัติในการเดินทางไปต่างประเทศที่แนบท้ายประกาศนี้ ทั้งนี้ ไม่ใช้บังคับ กับการเดินทางที่ได้รับอนุมัติไว้ก่อนวันที่ประกาศ
               ข้อ ๔ ให้ส่วนงานและหน่วยงานของมหาวิทยาลัยลดการใช้พลังงานและบริหาร จัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ตามแนวทางการส่งเสริมการประหยัดพลังงานภายในมหาวิทยาลัย ที่แนบท้ายประกาศนี้ และในการจัดการประชุมให้พิจารณาดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
               ข้อ ๕ กรณีที่มีปัญหาขัดข้องในการปฏิบัติตามประกาศนี้ ให้อธิการบดีเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด
               ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง เป็นอย่างอื่น

                       ประกาศ ณ วันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๙                            (ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร)                                   อธิการบดี 

    จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/292543/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ukHBx1zz5ku_PmlpOIcYV

  • วิกฤติ ‘บาทอ่อน-น้ำมันแพง’ ความท้าทายเศรษฐกิจไทย

    วิกฤติ ‘บาทอ่อน-น้ำมันแพง’ ความท้าทายเศรษฐกิจไทย

    ในอดีต ทิศทางของเงินบาทที่อ่อนค่ามักถูกประเมินว่าเป็น “ผลดี” ต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก ทว่าในสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น “บาทอ่อน” กลับกลายเป็นปัจจัยลบที่เข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจและน่ากังวลว่าจะนำไปสู่อันตรายกว่าปกติ

        เนื่องจากประเทศไทยมีโครงสร้างพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงถึง 6.5% ของจีดีพี ทำให้ไทยมีความเปราะบางต่อราคาน้ำมันสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เมื่อราคาน้ำมันแพงผนวกกับค่าเงินที่อ่อนค่าลง ประเทศจึงต้องใช้เงินตราต่างประเทศมากขึ้นเพื่อจ่ายค่าพลังงานที่แพงขึ้นอย่างรวดเร็ว

        สิ่งที่น่ากังวลสืบเนื่องมาคือ มูลค่าการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้นมากอาจแซงหน้ารายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้ประเทศไทยกลับมาเผชิญภาวะ “ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด” ได้อีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งถือเป็นช่วงนอกฤดูการท่องเที่ยวและเป็นฤดูกาลส่งเงินปันผลกลับประเทศของบริษัทต่างชาติ หากเกิดการขาดดุลอย่างต่อเนื่อง จะยิ่งสร้างแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก เป็นปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจให้ยากลำบากมากขึ้นและหากสถานการณ์ลากยาวจนกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไทยมีความเสี่ยงสูงที่จีดีพีจะติดลบติดต่อกัน และอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) 

        ผลกระทบจากวิกฤตินี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ปัญหาน้ำมันแพง แต่หากสถานการณ์สงครามลากยาวออกไป ประชาชนและภาคธุรกิจจะเผชิญกับความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลนสินค้าและวัตถุดิบสำคัญ เช่น ปุ๋ยยูเรียในภาคการเกษตรที่มีราคาแพงขึ้นและขาดแคลน  ที่สำคัญพลังงานถือเป็นต้นทุนพื้นฐานของทั้งภาคการขนส่ง การผลิตสินค้า และภาคบริการ เมื่อต้นทุนเหล่านี้สูงขึ้น ธุรกิจจึงต้องปรับราคาสินค้าและบริการขึ้นตามเพื่อชดเชย ผลลัพธ์ที่ตามมาคืออัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ดึงกำลังซื้อภายในประเทศให้หดหายไป และเพิ่มภาระค่าครองชีพให้ประชาชนเป็นวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

        นอกจากนี้ เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างภาคการท่องเที่ยวก็อาจจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนทางเศรษฐกิจที่พุ่งสูงขึ้นทั้งระบบเช่นกัน ต้นทุนพลังงานได้ส่งผ่านไปยังต้นทุนการเดินทางและราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ปัจจัยดังกล่าวกลายเป็นแรงเสียดทานสำคัญที่ทำให้แรงจูงใจที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางมาไทยลดน้อยลง ซึ่งย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักของประเทศ
        ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงาน ภารกิจที่หนักหน่วงที่สุดตกไปอยู่กับการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางที่จะมีความยากลำบากมากขึ้น หากอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงาน ธนาคารกลางจะต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบาก นั่นคือการต้องเลือกรักษาสมดุลระหว่าง “การดำเนินการเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ” กับ “การสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ” ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังคงมีความเปราะบางในหลายด้านและเพิ่งอยู่ในช่วงฟื้นตัว การบริหารนโยบายในระยะต่อไปจึงเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1224769&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CnltGY_ZqzwUeDBSoiNfU

  • เศรษฐกิจไทยบนเส้นด้าย! โลกป่วน  ซ้ำเติมวิกฤติอสังหาฯ  ‘สต็อกล้น-ดูดซับช้า’

    เศรษฐกิจไทยบนเส้นด้าย! โลกป่วน ซ้ำเติมวิกฤติอสังหาฯ ‘สต็อกล้น-ดูดซับช้า’

    ภูมิรัฐศาสตร์โลก กดดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ขณะที่อสังหาริมทรัพย์เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อหด หนี้ครัวเรือนสูง และสต็อกล้น

    รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินภาพเศรษฐกิจไทยว่า แม้ไตรมาส 4 ปี 2568 จะเติบโตในระดับ 2.4-2.5% ซึ่งสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายคาดการณ์ แต่การขยายตัวยังอยู่บนฐานที่เปราะบางแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น “คนละครึ่ง” ที่ช่วยพยุงกำลังซื้อในประเทศ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์โลก

    โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ซึ่งอาจดันราคาน้ำมันและต้นทุนขนส่งเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่เส้นทางเดินเรือผ่านทะเลแดงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม ทำให้ค่าระวางเรือพุ่งขึ้นถึง 2-3 เท่า ส่งผลต่อต้นทุนโลจิสติกส์ทั่วโลก

    อีกด้านหนึ่ง โครงสร้างอำนาจโลกกำลังเปลี่ยนผ่าน หลายประเทศเริ่มรวมกลุ่มเพื่อกำหนดระเบียบเศรษฐกิจใหม่ ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน ไทยจึงถูกมองว่าเป็น “เซฟโซน”ทางยุทธศาสตร์ในสายตานักลงทุนต่างชาติ

    ไทยอ่อนแรง เสี่ยงเสียอันดับในอาเซียน

    แม้ภาพระยะสั้นยังพอประคองตัวได้ แต่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาสะสม ทั้งกำลังซื้อที่หดตัว หนี้เสียในระบบการเงินที่ยังเคลียร์ไม่หมด รวมถึงราคาพืชผลเกษตรที่ตกต่ำต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ภาคธุรกิจจำนวนมากมีความเปราะบางมากกว่าวิกฤติในอดีต ไม่ว่าจะเป็นช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งหรือการแพร่ระบาดของโควิด-19ในระยะยาว 

    “หากไทยไม่เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียตำแหน่งทางเศรษฐกิจในอาเซียน และอาจถูกประเทศอย่างมาเลเซีย เวียดนาม หรือฟิลิปปินส์แซงหน้า จนตกไปอยู่อันดับ 4 หรือ 5 ของภูมิภาค”

    เร่งหา “New Growth Engine”

    ทางออกที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตในระยะยาวอุตสาหกรรมที่ถูกมองว่าเป็นโอกาส ได้แก่ ธุรกิจ Wellness และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรม รถยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรมูลค่าสูง การดึงดูดการลงทุน Data Center จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

    พร้อมกันนี้ ยังมีข้อเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้ามาพำนักระยะยาวและซื้ออสังหาริมทรัพย์ เพื่อช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างประชากรที่อัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง

     อสังหาฯ สัญญาณชะลอ NPL ต่ำแต่แบงก์ยังเข้ม

    ในมุมมองต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ แม้ตัวเลขหนี้เสีย (NPL) ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์จะยังไม่สูงเท่าภาคธุรกิจอื่น แต่สถาบันการเงินยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ 

    ขณะที่ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้นช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าถูกมองว่าเป็นช่วงสำคัญในการประเมินว่า ความตึงเครียดจากสงครามและภูมิรัฐศาสตร์จะยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากเพียงใด

     GDP หั่นเหลือ 1.3-1.6% ตลาดบ้านยังติดลบ

    สิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม และรักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า หลังเหตุความไม่สงบช่วงปลายเดือน ก.พ.สภาพัฒน์ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2569 เหลือเพียง 1.3-1.6% จากเดิม 2% 

    การปรับลดดังกล่าวทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เคยคาดว่าจะฟื้นตัว ต้องกลับมาเผชิญความเสี่ยงชะลอตัวต่ออีกปีข้อมูลปี 2568 พบว่าจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ลดลง 9% มูลค่าการโอนลดลง 11% ขณะเดียวกันตลาดบ้านมือสองเริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง

     สต็อกล้น-ดูดซับช้า-เร่งระบายสต็อก

    ภาพรวมตลาดยังต้องเฝ้าระวังภาวะOversupply โดยปัจจุบันอัตราการดูดซับอยู่ที่เพียง 2.1% ต่ำกว่าระดับสมดุลที่ควรอยู่ราว 3-5% กลุ่มที่เผชิญแรงกดดันมากที่สุดคือที่อยู่อาศัยราคาเกิน 7.5 ล้านบาท ซึ่งมีสินค้าคงเหลือจำนวนมาก

    ผู้ประกอบการจึงเริ่มปรับกลยุทธ์ ด้วยการชะลอการเปิดโครงการใหม่ เร่งระบายสต็อกผ่านโปรโมชั่นและส่วนลดเงินสด มาตรการรัฐ เช่น การลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์LTVจึงยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดไม่ให้ทรุดตัวแรงกว่านี้

    ต่างชาติหนีสงคราม หนุนดีมานด์คอนโด

    ท่ามกลางภาวะชะลอตัว ตลาดคอนโดมิเนียมสำหรับชาวต่างชาติกลับมีสัญญาณเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มที่ย้ายถิ่นฐานจากพื้นที่ความขัดแย้ง เช่น ชาวเมียนมา นิยมซื้อในกรุงเทพฯ และสมุทรปราการ ชาวรัสเซีย นิยมในภูเก็ตและชลบุรี นักลงทุนจากไต้หวัน เริ่มเข้ามาเพิ่มขึ้นทำเลสำคัญที่ยังได้รับความสนใจคือกรุงเทพฯ ชลบุรี และภูเก็ต 

    แม้ราคาบ้านและคอนโดมิเนียมบางพื้นที่เริ่มปรับลดลงจากการแข่งขันด้านส่วนลด แต่ราคาที่ดินกลับยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในเขต EEC ที่ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นถึง 21.5% เนื่องจากฐานราคายังต่ำกว่ากรุงเทพฯ และยังมีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคต

    “ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแรง และภาวะสินค้าล้นตลาด”

    อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของผู้ประกอบการ รวมถึงแรงซื้อจากต่างชาติ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วย “ประคอง” อุตสาหกรรม ให้ผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/property/1224790&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HoaAN7U4DG-7CjERDDtT6

  • มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ปล่อย มินิซีรีส์ 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องจริงของผู้รับทุนการศึกษา ตอกย้ำแนวคิด “เพราะได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ”

    มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ปล่อย มินิซีรีส์ 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องจริงของผู้รับทุนการศึกษา ตอกย้ำแนวคิด “เพราะได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ”

    มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย เดินหน้าสานต่อภารกิจการสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “Toyota Giving ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน” โดยได้เปิดตัว มินิซีรีส์ จำนวน 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องราวจากชีวิตจริงของผู้ได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย เพื่อสะท้อนพลังของ “โอกาสทางการศึกษา” และต่อยอดเป็นแรงบันดาลใจในการส่งต่อสิ่งดีงามกลับคืนสู่สังคม

    มินิซีรีส์ 5 ตอนนี้ นำเสนอเรื่องราวของผู้ได้รับทุนการศึกษาในหลากหลายเส้นทางชีวิต ซึ่งล้วนมีเป้าหมายเดียวกันสอดคล้องกับพันธกิจของโตโยต้า ที่เชื่อว่า “การให้” ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อโอกาสถูกมอบให้ แต่สามารถขยายผลต่อเนื่องเป็นพลังในการพัฒนาสังคมในระยะยาว โดยเรื่องราวทั้ง 5 ตอนประกอบด้วย

    EP.1 “ส่งต่อ ปัญญา สร้างคนให้ยั่งยืน”

    อ. ทพ. ณัฐพล ถินสถิตย์ (หมอต้อม) หัวหน้าสาขาวิชาสุขภาพช่องปากครอบครัวและชุมชน สำนักวิชาทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

    เรื่องราวของผู้ที่เคยเผชิญความกังวลเมื่อสอบติดคณะทันตแพทยศาสตร์ แต่ไม่แน่ใจว่าครอบครัวจะสามารถส่งเสียให้เรียนจนจบได้หรือไม่ โอกาสจากทุนการศึกษาของมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ทำให้เขาสามารถสานต่อความฝันจนเติบโตเป็นทันตแพทย์และอาจารย์ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนรุ่นต่อไป

    EP.2 ส่งต่อ กำลังใจ ให้คนที่ตั้งใจ

    น.ส. ธนัชญา แสงคุรัง (น้องหวาย) นักเรียนทุนมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย พ.ศ. 2569

    เรื่องราวของนักเรียนทุนที่เติบโตจากครอบครัวที่ทำงานหนักเพื่อส่งลูกเรียน ความพยายามและกำลังใจจากคนรอบข้าง กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอมุ่งมั่นกับการศึกษา และตั้งใจส่งต่อกำลังใจให้กับผู้ที่มีความฝันเช่นเดียวกัน

    EP.3 ส่งต่อ โอกาส เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

    นายธนากร ยืนยง (แบท) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนโพธิ์ไทรวิทยา

    นักเรียนทุนมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย พ.ศ. 2569

    ชีวิตของนักเรียนที่เติบโตท่ามกลางวิถีชนบท ช่วยครอบครัวทำงานตั้งแต่เล็ก ทั้งงานบ้าน งานเกษตร และงานรับจ้างต่าง ๆ สำหรับเขา “โอกาส” หมายถึงการได้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ และการศึกษาคือหนทางสำคัญในการสร้างอนาคตที่มั่นคง

    EP.4 ส่งต่อ ความเชื่อ ในพลังของการศึกษา

    พ.ต.ต. ภูมินันต์ โคตร์ประทุม (สารวัตรนนท์)

    แรงบันดาลใจจากคำสอนของแม่ที่ปลูกฝังให้ตั้งใจเรียนหนังสือ เพื่อให้ชีวิตมีโอกาสที่ดีกว่าเดิม ความเชื่อในพลังของการศึกษาได้ผลักดันให้เขามุ่งมั่นพัฒนาตนเองจนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และพร้อมส่งต่อความเชื่อนี้ให้กับคนรุ่นต่อไป

    EP.5 ส่งต่อ จินตนาการ คืนความงาม สู่ชุมชน

    วิริยะ วงเวียน (แป๊ปซี่) นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยขอนแก่น

    นักศึกษาศิลปกรรมศาสตร์ผู้ใช้ความสามารถด้านศิลปะสร้างคุณค่าให้กับสังคม เงินทุนการศึกษากลายเป็นแรงผลักดันให้เขาได้พัฒนางานศิลปะของตนเอง พร้อมนำทักษะและจินตนาการไปทำกิจกรรมจิตอาสา สร้างสรรค์งานศิลป์ให้กับชุมชนและโรงเรียน

    มินิซีรีส์ ทั้ง 5 ตอนจึงเป็นเสมือนภาพสะท้อนของผลลัพธ์จากการสนับสนุนด้านการศึกษา ที่ไม่เพียงเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้รับทุน แต่ยังขยายเป็นพลังในการ “ส่งต่อ” คุณค่า ความรู้ แรงบันดาลใจ และโอกาสกลับคืนสู่สังคม สอดคล้องกับแนวคิดของ “Toyota Giving” ที่มุ่งสร้าง สังคมแห่งการให้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

    ให้…สุขภาพที่ยั่งยืน

    ให้…ความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน

    ให้…ภูมิปัญญาที่ยั่งยืน

    ให้…การศึกษาที่ยั่งยืน

    สามารถติดตาม Mini Series ทั้ง 5 ตอน ผ่านช่องทาง:

    Facebook

    • Toyota Motor Thailand: https://web.facebook.com/toyotamotor.th

    • Toyota Happiness Club: https://web.facebook.com/ToyotaCSR

    YouTube

    • Toyota Motor Thailand: https://www.youtube.com/@toyotathailand

    TikTok

    • Toyota Motor Thailand: https://www.tiktok.com/@toyotamotorth

    • Toyota Happiness Club: https://www.tiktok.com/@toyotahappinessclub

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1563762&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v4Sd7UeeJ15TJIb-NTmIg