Blog

  • ไทย ติดอันดับ 3 เอเชีย ดัชนีความเป็นอยู่การเงินดี แต่อนาคตยังกังวล

    ไทย ติดอันดับ 3 เอเชีย ดัชนีความเป็นอยู่การเงินดี แต่อนาคตยังกังวล

    กลุ่มบริษัทพรูเด็นเชียล (Prudential plc) เผยผลวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับ “ความเป็นอยู่ที่ดีทางการเงิน” (Financial Wellbeing) พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชีย ด้วยคะแนน 60.4 จาก 100 รองจากเวียดนามและอินโดนีเซีย สะท้อนว่าคนไทยจำนวนมากสามารถบริหารจัดการสถานะทางการเงินในชีวิตประจำวันได้ในระดับที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมค่าใช้จ่าย การวางแผนการออม หรือการตัดสินใจทางการเงินเพื่อรักษาคุณภาพชีวิตในปัจจุบัน 

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในเชิงลึก จะพบ “ช่องว่างสำคัญ” ระหว่างอิสรภาพทางการเงินในปัจจุบัน อยู่ที่ 59.9 กับอิสรภาพทางการเงินในอนาคต อยู่ที่ 55.5 (ลดลงถึง 7%) ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการปรับลดลงมากในภูมิภาค

    งานวิจัยนี้ เป็นฐานข้อมูลสำคัญที่แสดง ดัชนีชี้วัดความเป็นอยู่ที่ดีทางการเงิน (Financial Wellbeing Index) ฉบับแรกของกลุ่มบริษัทพรูเด็นเชียล ครอบคลุมประชากรกว่า 7,000 คนในภูมิภาคเอเชีย ที่มีอายุระหว่าง 18-60 ปี ใน 8 ตลาดหลัก ได้แก่ ฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน เวียดนาม รวมทั้ง ไทย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียยังมีช่องว่างที่ชัดเจนระหว่างความมั่นคงทางการเงินปัจจุบัน กับความพร้อมทางการเงินในอนาคต สะท้อนว่าความมั่นใจในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะพร้อมรับมือกับอนาคตเสมอไป

    ข้อมูลการวิจัยได้ประเมินความมั่นคงทางการเงินผ่าน 4 มิติ ได้แก่ ความมั่นคงทางการเงินในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงอิสรภาพทางการเงินในปัจจุบันและอนาคต โดยนำมุมมอง ทัศนคติ พฤติกรรม และความคาดหวัง มาประมวลผลรวมกันเป็นคะแนนเดียว เพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดภาพรวมของความสามารถในการรับมือและการบริหารจัดการทางการเงิน

    นายบัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พรูเด็นเชียล ประเทศไทย กล่าวว่า จากผลสำรวจชี้ให้เห็นอินไซด์ที่น่าสนใจคือ แม้คนไทยจะวางแผนและใช้จ่ายอย่างมั่นใจในวันนี้ แต่ยังมีความกังวลกับการบรรลุเป้าหมายการเงินในระยะยาว ซึ่ง 3 อันดับแรกที่ทำให้คนไทยกังวลมากที่สุด คือ 1.ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น 2.ภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ผันผวน และ 3.ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพของพ่อแม่หรือสมาชิกในครอบครัว พรูเด็นเชียลฯเข้าใจถึงความกังวลและพร้อมยืนหยัดอยู่เคียงข้างและให้คำปรึกษาแก่คนไทย เพื่อสร้างความมั่นคงด้านหลักประกันทั้งชีวิตและสุขภาพในอนาคต เพราะเราเชื่อว่าการเตรียมความพร้อมในวันนี้ คือรากฐานสำคัญที่จะเปลี่ยนความกังวลในวันหน้าให้เป็นอิสรภาพทางการเงินที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

    แม้คนไทยส่วนใหญ่จะกังวลกับการบรรลุเป้าหมายการเงินระยะยาว แต่ผลสำรวจได้เผยข้อมูลด้านบวกของคนไทยที่แสดงให้เห็นว่า คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจเรื่องการวางแผนการเงินและรู้สึกว่าตนเองมีศักยภาพในการประสบความสำเร็จทางการเงิน โดย ผลสำรวจแสดงว่า 59% มีความรู้ทางการเงินเพียงพอ 59% เข้าถึงบริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ และ 61% มีการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบ

    พรูเด็นเชียลฯ มุ่งส่งเสริมให้คนไทยได้เริ่มวางแผนสร้างความพร้อมทางการเงินตั้งแต่เนิ่นๆ และพร้อมให้คำปรึกษาและสนับสนุนในช่วงการเปลี่ยนผ่านสำคัญของชีวิต เพื่อสร้าง Financial Wellbeing ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมอิสระทางการเงินในอนาคต และสร้างความมั่นคงทางการเงินที่ยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/270869&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S76O6lGSam00CHObkOkGR

  • เหตุใดสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่เกาะคาร์กของอิหร่าน  – BBC News ไทย

    เหตุใดสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่เกาะคาร์กของอิหร่าน – BBC News ไทย

    เหตุใดสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่เกาะคาร์กของอิหร่าน แต่ยังไม่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันบนเกาะ

    Kharg Island lies about 28km off the Iranian coast.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, เอลลิส เดวีส์
      • Author, แฟรงก์ การ์ดเนอร์
      • Role, ผู้สื่อข่าวความมั่นคงของบีบีซี
      • Reporting from, ริยาร์ด
    • เวลาอ่าน: 7 นาที

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดใส่เกาะคาร์กซึ่งเป็นเกาะขนาดเล็กนอกชายฝั่งอิหร่านอันเป็นที่ตั้งของท่าเรือน้ำมันสำคัญและถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่าศูนย์บัญชาการทางทหารบนเกาะดังกล่าวถูก “ทำลายจนสิ้นซาก” แต่กองทัพได้ชะลอการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะดังกล่าวไว้ก่อน

    อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เตือนว่าเขาอาจกลับไปพิจารณาโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานบนเกาะ หากอิหร่านหรือฝ่ายอื่น “ทำสิ่งใดที่รบกวน” ให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ซึ่งช่องแคบบริเวณนี้เป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งทางทะเลที่สำคัญที่สุดของโลกทางตอนใต้ของอิหร่าน

    ฝ่ายทหารอิหร่านตอบโต้ว่าหากโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะคาร์กถูกโจมตี อิหร่านจะดำเนินการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและพลังงานที่เป็นของบริษัทซึ่งมีความร่วมมือกับสหรัฐฯ “ในทันที”

    ความสำคัญของเกาะคาร์กต่ออิหร่านคืออะไร

    A BBC map showing the Strait of Hormuz, off the south coast of Iran. Surrounding countries are grey. Please put your translation of all words in here for people who are sight impaired.

    เกาะคาร์กเป็นเกาะหินขนาดเล็กตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านเพียง 15 ไมล์ทะเล หรือราว 24 กิโลเมตร

    แม้มีขนาดเล็ก แต่ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน

    การที่สหรัฐฯ โจมตีเกาะขนาดเล็กแต่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์แห่งนี้ในอ่าวเปอร์เซียตอนเหนือ ไม่ต่างอะไรกับการโจมตี “เส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ” ของอิหร่าน

    น้ำมันดิบ 90% ของอิหร่านถูกส่งผ่านท่าเทียบเรือบนเกาะแห่งนี้

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • .

    • ในหลวงและราชินี

    • Marines dressed in camouflage clothing, holding guns, walk down a sandy beach.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    แต่ละวันจะมีการลำเลียงน้ำมันดิบผ่านเครือข่ายท่อส่งน้ำมันใต้น้ำที่ซับซ้อนจากแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งหลักสามแห่งของอิหร่าน ได้แก่ อาบูซาร์, ฟอรูซาน และโดรูด มาที่ท่าเรือบนเกาะนี้ ก่อนที่ท่าเรือจะดำเนินการขนส่งน้ำมันดิบราว 1.3 ล้านบาร์เรล นอกจากนี้ เกาะคาร์กยังมีศักยภาพในการกักเก็บน้ำมันได้ถึง 18 ล้านบาร์เรล ซึ่งคิดเป็นปริมาณน้ำมันราว 10-12 วันของปริมาณการส่งออกภายใต้สถานการณ์ปกติ

    ต่างจากชายฝั่งแผ่นดินใหญ่ที่ตื้นกว่า พื้นที่ชายฝั่งของเกาะนี้อยู่ใกล้น่านน้ำลึกทำให้เรือน้ำมันขนาดใหญ่มากเป็นพิเศษที่สามารถบรรทุกน้ำมันได้สูงสุดถึง 85 ล้านแกลลอนสามารถเทียบท่าที่สะพานเทียบเรือขนาดยาวของเกาะเพื่อรับน้ำมันได้โดยตรง

    เรือน้ำมันเหล่านี้จะเดินเรือกลับลงสู่อ่าวเปอร์เซียและแล่นออกจากช่องแคบฮอร์มุซ มุ่งหน้าไปยังจีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน

    ในฐานะศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน เกาะคาร์กยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ด้วย

    เหตุใดสหรัฐฯ ไม่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะ

    A satellite image showing the oil terminal on Kharg Island. Please put your translation of all words in here for people who are sight impaired.

    ที่มาของภาพ, Planet Labs via Reuters

    เมื่อวันศุกร์ (13 มี.ค.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่ากองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command) ได้ “ปฏิบัติภารกิจโจมตีด้วยระเบิดที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ตะวันออกกลาง และทำลายเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์กอันเป็นดังอัญมณีแห่งอิหร่านทุกแห่งจนราบเป็นหน้ากลอง”

    เขากล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยเหตุผลด้านความเหมาะสม” เขาได้ “เลือกที่จะไม่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะ”

    สื่อของรัฐอิหร่านรายงานว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะไม่ได้รับความเสียหาย ขณะที่สำนักข่าวฟาร์สระบุว่า การโจมตีของสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่ระบบป้องกันทางอากาศ ฐานทัพเรือ หอบังคับการสนามบิน และโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์

    กองทัพอิหร่านเตือนว่า หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของตนถูกโจมตี สิ่งปลูกสร้างด้านน้ำมันและพลังงานที่เป็นของบริษัทที่มีความร่วมมือกับสหรัฐฯ จะถูก “ทำลายทันทีและกลายเป็นกองขี้เถ้า”

    การใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานบนเกาะจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่ออิหร่าน และยังถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งอย่างมีนัยสำคัญ

    นอกจากนี้ การโจมตีดังกล่าวมีแนวโน้มจะผลักดันให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอีก และอาจทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในตะวันออกกลางมากขึ้น

    แม้สงครามจะดำเนินมาเป็นเวลาสองสัปดาห์ แต่อิหร่านยังมีศักยภาพในการปล่อยโดรนระเบิดราคาถูกจำนวนมากออกมาโจมตีเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับและเรือเดินสมุทร ทั้งยังอาจขยายเป้าหมายไปยังโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญ ตัวอย่างเช่น โรงแยกเกลือออกจากน้ำทะเลที่ผลิตน้ำดื่มให้ประชาชนหลายล้านคน

    จัสติน ครัมป์ นักวิเคราะห์ด้านการทหารและอดีตนายทหารกองทัพบกอังกฤษ กล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นความพยายามของทรัมป์ในการยับยั้งไม่ให้อิหร่านยกระดับความขัดแย้งเพิ่มเติม

    ครัมป์ ซึ่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทที่ปรึกษาด้านข่าวกรองที่ชื่อว่า ซีบิลไลน์ (Sibylline) กล่าวกับรายการทูเดย์ (Today) ของสถานีวิทยุบีบีซี 4 ว่า “เขากำลังแสดงให้เห็นว่าเขากรุณา แต่บอกได้ว่าเขาสามารถเล่นงาน IRGC ได้หนักกว่านี้” ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน

    ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ระบุว่าเป้าหมายของสงครามคือเพื่อให้ประชาชนอิหร่านลุกขึ้นโค่นล้มระบอบสาธารณรัฐอิสลาม แม้เขาจะให้เหตุผลอื่นตามมาภายหลัง แต่ครัมป์กล่าวว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ “ยาก” เนื่องจากจะทำลายเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    “นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีนักสำหรับอนาคตของพวกเขา [ประชาชนชาวอิหร่าน]” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันบนเกาะถูกทำลายในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรักทศวรรษ 1980 ก็ใช้เวลานานมากในการฟื้นฟู

    สหรัฐฯ จะพยายามยึดเกาะคาร์กหรือไม่

    A BBC locator map and a satellite image showing an airport, oil terminal and western and eastern jetties on Kharg Island. Please put your translation of all words in here for people who are sight impaired.

    มีการคาดการณ์ว่า กองกำลังสหรัฐฯ อาจพยายามยึดเกาะคาร์กในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งหรือไม่

    การยึดเกาะคาร์กไม่เพียงแต่จะปิดกั้นการส่งออกน้ำมันของอิหร่านเท่านั้น แต่สหรัฐฯ ยังอาจใช้เป็นฐานสำหรับปฏิบัติการโจมตีแผ่นดินใหญ่ของอิหร่านได้ด้วย

    สื่อสหรัฐฯ รายงานว่ามีการส่งเรือยกพลขึ้นบกซึ่งบรรทุกนาวิกโยธินและทหารเรือได้มากถึง 5,000 นายไปยังอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งข่าวนี้ยิ่งทำให้เกิดการคาดเดามากขึ้น

    ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้

    ไมกี เคย์ นักวิเคราะห์ความมั่นคงจากรายการซีเคียวริตี บรีฟ (Security Brief) ของบีบีซีระบุว่า การยึดเกาะจะเท่ากับการตัดเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามและกระทบต่อความสามารถในการทำสงครามของฝ่ายอิหร่าน

    ประวัติศาสตร์ของเกาะคาร์ก

    Kharg Island lies about 28km off the Iranian coast.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    เกาะคาร์กมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในอ่าวเปอร์เซียมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิเปอร์เซียเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน บนเกาะมีบ่อน้ำธรรมชาติบนเกาะทำให้ที่นี่กลายเป็นท่าเรือการค้าที่สำคัญในยุคนั้น

    เกาะแห่งนี้เคยอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกสและเนเธอร์แลนด์ในศตวรรษที่ 16 และ 17 และเคยเป็นที่ตั้งของเรือนจำความมั่นคงสูงสุดในช่วงต้นทศวรรษ 1900

    ต่อมาในทศวรรษ 1950 ระหว่างรัชสมัยของชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ได้มีการเริ่มก่อสร้างศูนย์กักเก็บและกระจายผลิตภัณฑ์ไฮโดรคาร์บอน ทำให้ไม่นานเกาะแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นจุดส่งออกหลักของอิหร่าน

    เกาะแห่งนี้ ซึ่งมีพื้นที่ 24 ตารางกิโลเมตร มีบทบาทสำคัญในภาคการส่งออกน้ำมันของอิหร่านตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา โดยโครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนาร่วมกับบริษัทน้ำมันสัญชาติอเมริกันอาโมโก (Amoco) และโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนบนเกาะยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทอเมริกันที่เข้าดำเนินงานในพื้นที่จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติอิสลามในปี 1979

    Oil tanker.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    รายงานเพิ่มเติมโดย บีบีซี นิวส์ มุนโด (แผนกภาษาสเปน)

    วิดีโอสั้น

    • Marines dressed in camouflage clothing, holding guns, walk down a sandy beach.

    • ภาพประกอบ

    • Two us cyber command officers in front of giant screens with data and information on them

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cx2g972r0m4o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nptTraIFG_gPD05_0VBkl

  • โพลช็อก! 90% “คนไทย” ผวาพลังงานพุ่ง จี้รัฐตรึงน้ำมัน-ก๊าซด่วน หวั่นค่าครองชีพทะลัก

    โพลช็อก! 90% “คนไทย” ผวาพลังงานพุ่ง จี้รัฐตรึงน้ำมัน-ก๊าซด่วน หวั่นค่าครองชีพทะลัก

    โพลช็อก! 90% “คนไทย” ผวาพลังงานพุ่ง จี้รัฐตรึงน้ำมัน-ก๊าซด่วน หวั่นค่าครองชีพทะลัก

    เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับมาตรการพลังงาน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,347 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 45.88 รู้สึกกังวลมากจากข่าวการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานรองลงมาคือ ค่อนข้างกังวล ร้อยละ 44.10 โดยเตรียมรับมือด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเฉพาะการปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ร้อยละ 69.93 หากราคาพลังงานสูงจนกระทบต่อค่าครองชีพจะมีเงินสำรองฉุกเฉินประมาณ 1-3 เดือน ร้อยละ 30.51 ทั้งนี้ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือด้วยการตรึงราคาน้ำมัน/ก๊าซหุงต้มให้นานที่สุด ร้อยละ 71.05

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนว่า “พลังงาน” กลายเป็นความกังวลสำคัญของประชาชน ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจากสถานการณ์ตะวันออกกลางแต่ก็พร้อมปรับพฤติกรรมประหยัดพลังงานแต่ด้วยเงินสำรองยังจำกัดหากราคาพลังงานปรับสูงต่อเนื่องอาจกระทบค่าครองชีพได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องบริหาร ทั้งกลไกราคาการสำรองพลังงาน สื่อสารอย่างชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ผู้ช่วยศาสตราจารย์อัญชลี รัตนะ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่าจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บานปลายส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งและเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆทั่วโลก จากราคาน้ำมัน-ก๊าซที่จะปรับตัวสูงขึ้นทำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความกังวลต่อภาวะค่าครองชีพและราคาสินค้าที่จะปรับตัวตามต้นทุนพลังงานประชาชนจึงคาดหวังมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลโดยเฉพาะการตรึงราคาพลังงานและก๊าซหุงต้มเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแต่จากผลโพลยังพบว่าสิ่งที่น่ากังวล คือ ความเปราะบางทางการเงินของประชาชนซึ่งกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีเงินสำรองฉุกเฉินสำหรับใช้จ่ายเพียง 1-3 เดือน หรือบางส่วนไม่มีเงินสำรองเลยโจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงแค่การควบคุมราคาพลังงานซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตหลักแต่ต้องป้องกันการปรับราคาของสินค้าและบริการเพื่อช่วยประคองกำลังซื้อของประชาชนซึ่งจะทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวมยังคงเดินหน้าต่อไปได้ ขณะเดียวกันก็ต้องตระหนักถึงภาระทางการคลังและหนี้สาธารณะที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกใช้มาตรการตรึงราคาและต้องสื่อสารอย่างโปร่งใสเพื่อให้ประชาชนรับทราบก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน

    #สวนดุสิตโพล #ราคาน้ำมัน #พลังงาน #ค่าครองชีพ #เศรษฐกิจไทย #ข่าวเศรษฐกิจ #ราคาพลังงาน #น้ำมันแพง #ก๊าซหุงต้ม #ค่าครองชีพสูง #เงินเฟ้อ #เศรษฐกิจ #พลังงานโลก #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #วิเคราะห์เศรษฐกิจ #ราคาน้ำมันโลก #คนไทย #เศรษฐกิจครัวเรือน #มาตรการรัฐ #พลังงานไทย #สวนดุสิตโพล #ราคาน้ำมัน #พลังงาน #ค่าครองชีพ #เศรษฐกิจไทย #ข่าวเศรษฐกิจ #ราคาพลังงาน #น้ำมันแพง #ก๊าซหุงต้ม #ค่าครองชีพสูง #เงินเฟ้อ #เศรษฐกิจ #พลังงานโลก #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #วิเคราะห์เศรษฐกิจ #ราคาน้ำมันโลก #คนไทย #เศรษฐกิจครัวเรือน #มาตรการรัฐ #พลังงานไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/134926&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YI2ydhlMdQxfc3AGCzp8a

  • อารักชี: ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเฉพาะสำหรับเรือและเรือบรรทุกน้ำมันของอเมริกาและอิสราเอล ไม่ได้ปิดสำหรับประเทศอื่น

    อารักชี: ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเฉพาะสำหรับเรือและเรือบรรทุกน้ำมันของอเมริกาและอิสราเอล ไม่ได้ปิดสำหรับประเทศอื่น

    อารักชี: ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเฉพาะสำหรับเรือและเรือบรรทุกน้ำมันของอเมริกาและอิสราเอล ไม่ได้ปิดสำหรับประเทศอื่น

    รัฐมนตรีต่างประเทศให้สัมภาษณ์กับเครือข่าย MS NOW:

    🔹 ผมคิดว่ากองกำลังติดอาวุธของเราได้ประกาศอย่างชัดเจนมาก่อนแล้วว่า หากโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและพลังงานของเราถูกโจมตี แน่นอนว่าเราจะตอบโต้กลับ

    🔹 พวกเขาจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทุกแห่งในภูมิภาคที่เป็นของบริษัทอเมริกัน หรือที่บริษัทอเมริกันถือหุ้นอยู่ ดังนั้นปฏิกิริยาของเราจึงชัดเจนอย่างยิ่ง

    🔹 เมื่อคืนที่ผ่านมา พวกเขาได้โจมตีเกาะคาร์ก (Kharg) และเกาะอบูมูซา ด้วยระบบจรวดปืนใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่รู้จักกันในชื่อ “ฮิมาร์ส (HIMARS)” ซึ่งเป็นระบบจรวดพิสัยใกล้ การโจมตีเหล่านี้ถูกยิงมาจากดินแดนของประเทศเพื่อนบ้านของเรา

    🔹 ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าพวกเขาใช้ดินแดนของประเทศเพื่อนบ้านในการยิงจรวดใส่เรา และเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง

    🔹 การโจมตีเมื่อคืนถูกกองกำลังของเราตรวจจับ และขณะนี้พบว่าจรวดเหล่านี้ถูกยิงมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จากสองจุดในประเทศนั้น จุดหนึ่งในราสอัลไคมาห์ และอีกจุดหนึ่งจากสถานที่ใกล้กับเมืองดูไบมาก

    🔹 การใช้พื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นเพื่อยิงจรวดใส่เราเป็นเรื่องที่อันตรายมาก แน่นอนว่าเราจะตอบโต้ แต่เราจะพยายามระมัดระวังอย่างมากเพื่อไม่ให้พื้นที่อยู่อาศัยใด ๆ ถูกโจมตี

    🔹 ในความเป็นจริง ช่องแคบฮอร์มุซยังเปิดอยู่ เพียงแต่ถูกปิดสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันและเรือที่เป็นของศัตรูของเราเท่านั้น คือผู้ที่โจมตีเราและพันธมิตรของพวกเขา ส่วนประเทศอื่นยังสามารถผ่านได้อย่างอิสระ แม้ว่าหลายลำจะเลือกไม่ผ่านเพราะความกังวลด้านความปลอดภัย ซึ่งเรื่องนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเรา

    🔹 ขณะเดียวกันยังมีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือจำนวนมากที่ยังคงผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้นผมจึงกล่าวได้ว่าช่องแคบนี้ไม่ได้ถูกปิด เพียงแต่ปิดสำหรับเรือและเรือบรรทุกน้ำมันของอเมริกาและอิสราเอลเท่านั้น ไม่ได้ปิดสำหรับประเทศอื่น.

  • นิด้าโพล เผยคนมั่นใจรัฐบาล “อนุทิน 2” มีเสถียรภาพ เชื่อพรรคฝ่ายค้านร่วมงานไร้ปัญหา : อินโฟเควสท์

    นิด้าโพล เผยคนมั่นใจรัฐบาล “อนุทิน 2” มีเสถียรภาพ เชื่อพรรคฝ่ายค้านร่วมงานไร้ปัญหา : อินโฟเควสท์

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “Confirmed
    ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน” โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

    1. ท่านคิดว่ารัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย จะมีเสถียรภาพทางการเมือง (รัฐบาลที่มั่นคง
    ยั่งยืน) แค่ไหน
    – ค่อนข้างมีเสถียรภาพทางการเมือง 42.82
    – ไม่ค่อยมีเสถียรภาพทางการเมือง 25.34
    – มีเสถียรภาพทางการเมืองมาก 21.07
    – ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเลย 10.08
    – ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 0.69

    2. ท่านรู้สึกอย่างไรกับพรรคฝ่ายค้านที่ประกอบไปด้วย 3 พรรคสำคัญ คือ พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม และพรรคประชา
    ธิปัตย์
    – ทั้งสามพรรคจะสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี 54.73
    – เป็นฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล 53.13
    – ทั้งสามพรรคจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ 25.88
    – ฝ่ายค้านบางพรรค จะรอการเข้าร่วมรัฐบาลในอนาคต 23.66
    – สมาชิกพรรคฝ่ายค้านบางคน จะให้การสนับสนุนรัฐบาล 21.37
    – เป็นฝ่ายค้านที่ไม่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล 17.94
    – ทั้งสามพรรคจะสร้างความกังวลให้รัฐบาล 17.71
    – พรรคประชาชนจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด 17.40
    – ทั้งสามพรรคจะไม่สร้างความกังวลให้รัฐบาลเลย 14.66
    – พรรคกล้าธรรมจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด 6.18
    – พรรคประชาธิปัตย์จะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด 5.11
    – ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 0.53

    3. ท่านคิดว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า นายนุทิน ชาญวีรกูล จะได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มากกว่า
    291 เสียง ในวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี
    – เป็นไปได้มาก 42.29
    – ค่อนข้างเป็นไปได้ 38.02
    – เป็นไปไม่ค่อยได้ 10.53
    – เป็นไปไม่ได้เลย 7.94
    – ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 1.22

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IREE0IQBMGNNWKP9ENK4U1C71IXI1RBF&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dvhqHqQRKO_2dnUHgFduP

  • ไขความลับ “โลกแห่งเสียงของเม่น” เหตุใดระดับเสียงที่พวกมันได้ยินจึงเกินกว่าของมนุษย์  – BBC News ไทย

    ไขความลับ “โลกแห่งเสียงของเม่น” เหตุใดระดับเสียงที่พวกมันได้ยินจึงเกินกว่าของมนุษย์ – BBC News ไทย

    ไขความลับ “โลกแห่งเสียงของเม่น” ระดับเสียงที่มันได้ยินไกลกว่าช่วงมนุษย์ได้ยิน มีประโยชน์อย่างไร

    A hedgehog with its head pointing upwards, appearing to be alert, with a yellow flower in the green grass next to it.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ปัจจุบันเรารับรู้แล้วว่าเม่นได้ยินเสียงที่ไกลเกินกว่าขีดจำกัดการได้ยินของมนุษย์
      • Author, จอร์จินา แรนนาร์ด
      • Role, ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์
    • เวลาอ่าน: 6 นาที

    การสื่อสารระหว่างเม่นอาจไม่ใช่เพียงใช้การดมกลิ่น การคราง และเสียงหายใจฟืดฟาดเท่านั้น ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ค้นพบช่วงการได้ยินของเม่นที่ใช้ในการสื่อสาร โดยพวกมันจะได้ยินเสียงที่มีความถี่สูงกว่ามนุษย์มาก ซึ่งหมายความว่าพวกมันอาจส่งสัญญาณถึงกันด้วยเสียงที่เราไม่ได้ยิน

    การค้นพบนี้อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” สำหรับสัตว์ชนิดนี้ ซึ่งกำลังลดจำนวนลงในสหราชอาณาจักรและยุโรป ตามที่ ดร. โซฟี ราสมุสเซน จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าว

    มันอาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์หาวิธีปกป้องสัตว์เหล่านี้จากเสียงที่ทำให้พวกมันเครียดเมื่ออยู่ในศูนย์ช่วยเหลือ หรือพัฒนาสารไล่เสียงเพื่อป้องกันไม่ให้เม่นเข้าใกล้เครื่องจักรที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น รถยนต์ เครื่องตัดหญ้า หรือเครื่องเล็มหญ้า เป็นต้น

    “ฉันต้องการตรวจสอบว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะสร้างเครื่องไล่เสียงแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับเม่น เพราะจำนวนเม่นกำลังลดลงทั่วทั้งยุโรป ดังนั้นเราจึงเริ่มทำการวัดการได้ยินของเม่นยุโรปเป็นครั้งแรก” ราสมุสเซนอธิบาย

    โดยร่วมมือกับนักชีวอะคูสติกที่วัดการได้ยินในสัตว์ เธอได้พัฒนาเสียงประกอบที่มีทั้งเสียงพัลส์หรือจังหวะการสั่นสะเทือนเป็นช่วง ๆ และเสียงบี๊บ เพื่อเปิดให้เม่นที่ถูกวางยาสลบจากศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ฟัง

    นักวิจัยยังได้วัดการตอบสนองของสมองของพวกมัน เพื่อระบุความถี่ของเสียงที่พวกมันได้ยินอีกด้วย

    “เราค้นพบด้วยความประหลาดใจและความยินดีอย่างยิ่งว่า เม่นสามารถได้ยินเสียงได้สูงถึง 85 กิโลเฮิร์ตซ์” ราสมุสเซน กล่าว

    มนุษย์เราสามารถได้ยินเสียงได้ถึง 20 กิโลเฮิร์ตซ์ และเสียงทั้งหมดที่สูงกว่านั้นเรียกว่าคลื่นเสียงความถี่สูง สุนัขได้ยินได้ถึง 45 กิโลเฮิร์ตซ์ ในขณะที่แมวได้ยินได้ถึง 65 กิโลเฮิร์ตซ์

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • .

    • ในหลวงและราชินี

    • Marines dressed in camouflage clothing, holding guns, walk down a sandy beach.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    หลังจากสร้างแบบจำลอง 3 มิติของหูเม่น นักวิทยาศาสตร์พบว่ามันมีกระดูกที่แข็งแรงเรียงตัวเป็นห่วงโซ่ ซึ่งช่วยให้เสียงความถี่สูงผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในลักษณะเดียวกับค้างคาวที่ใช้การสะท้อนเสียงเพื่อหาตำแหน่ง

    “มันน่าทึ่งมาก เพราะสิ่งนี้ทำให้เราสามารถสร้างเครื่องไล่สัตว์ด้วยเสียงแบบเฉพาะเจาะจงได้ ซึ่งจะไม่รบกวนเราหรือสัตว์เลี้ยงของเรา” เธอกล่าว

    A hedgehog on the road with a car and bright headlight in the background

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, นักวิทยาศาสตร์ต้องการหาวิธีป้องกันไม่ให้เม่นเข้าใกล้รถยนต์เพื่อความปลอดภัยของพวกมัน

    เชื่อกันว่าเม่นหลายพันตัวเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในสหราชอาณาจักรรวมทั้งประเทศอื่น ๆ ในยุโรปทุกปี และสัตว์ชนิดนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มใกล้สูญพันธุ์โดยองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือ ไอยูซีเอ็น (International Union for Conservation of Nature – IUCN)

    ราสมุสเซนหวังว่าจะได้ร่วมงานกับบริษัทต่าง ๆ เพื่อศึกษาว่าอุปกรณ์อุปกรณ์เสียงสามารถถูกออกแบบให้ขับไล่เม่นออกห่างจากรถยนต์ เครื่องตัดหญ้า หรือเครื่องเล็มหญ้าได้หรือไม่

    ทั้งนี้ รถยนต์บางคันมีอุปกรณ์ติดตั้งไว้แล้วเพื่อป้องกันสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น กวาง

    ด้านสมาคมผู้ผลิตและผู้ค้าชิ้นส่วนยานยนต์ หรือ เอสเอ็มเอ็มที (Society of Motor Manufacturers and Traders – SMMT) กล่าวว่านกหวีดอัลตราโซนิกนั้น “มีวางจำหน่ายอย่างแพร่หลาย” สำหรับผู้บริโภค

    “แม้ว่าการศึกษานี้จะชี้ให้เห็นว่าอุปกรณ์เหล่านี้อาจช่วยปกป้องเม่นบนท้องถนนได้มากขึ้น แต่จำเป็นต้องมีการวิจัยที่ละเอียดกว่านี้เพื่อทำความเข้าใจประสิทธิภาพของมัน” ไมค์ ฮอว์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SMMT กล่าวกับบีบีซีนิวส์

    ราสมุสเซนกล่าวว่าจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม เพื่อทำความเข้าใจว่าเสียงแบบใดที่จะทำให้เม่นหวาดกลัว

    “พวกมันกลัวเสียงกรีดร้องหรือเสียงที่ดังเป็นจังหวะกันแน่” เธอตั้งคำถาม

    นอกจากนี้ ยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าสัตว์เหล่านี้จะไม่หวาดกลัวที่จะเข้าไปในสวนซึ่งได้กลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญของพวกมัน เนื่องจากพื้นที่ชนบทเริ่มมีสภาพไม่เหมาะสมมากขึ้น

    A hedgehog sits on a pile of brown leaves

    ที่มาของภาพ, Tine Reinholt Jensen

    คำบรรยายภาพ, เม่นเป็นสัตว์ป่า แต่ทุก ๆ ปีจะพบว่าเม่นที่บาดเจ็บหลายพันตัวต้องเข้ารับการดูแลในศูนย์ช่วยเหลือสัตว์

    ราสมุสเซนกล่าวว่างานวิจัยนี้ เปิดโลกทัศน์ความเข้าใจของเราเกี่ยวกับโลกแห่งเสียงของเม่น

    ในแต่ละปี มีเม่นหลายพันตัวถูกนำตัวไปยังศูนย์ช่วยเหลือในสหราชอาณาจักร ซึ่งพวกมันก็อาจต้องเผชิญกับเสียงที่ก่อให้เกิดความเครียด เช่น เสียงเครื่องจักรที่มนุษย์ไม่ได้ยินอีกด้วย

    เม่นอาจกำลังสื่อสารกันอยู่ก็ได้

    “เมื่อเม่นเดินผ่านกัน คุณจะรู้ได้ว่าพวกมันกำลังมีปฏิสัมพันธ์กัน บางทีอาจเป็นเพียงปฏิกิริยาทางเคมีจากการได้กลิ่นกัน” เธอกล่าว

    “แต่ลองจินตนาการดูว่า ถ้าพวกมันกำลังส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ตลอดเวลา และเราไม่ได้ยินมันล่ะ” เธอกล่าว

    ทั้งนี้ งานวิจัยเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารไบโอโลจี เลทเทอร์ส (Biology Letters)

    วิดีโอสั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/crl4yrzxl5xo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sW0U_p0DRfB_G6Id9dWMK

  • เอปสันจับมือ ตร. ทลายโกดังหมึกปลอม ยึดกว่า 67,000 ขวด

    เอปสันจับมือ ตร. ทลายโกดังหมึกปลอม ยึดกว่า 67,000 ขวด

    ไอที

    เอปสันจับมือ ตร. ทลายโกดังหมึกปลอม ยึดกว่า 67,000 ขวด

    วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.25 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เอปสันจับมือ ตร. ทลายโกดังหมึกปลอม ยึดกว่า 67,000 ขวด

    เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เข้าตรวจค้นโกดังแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี และตรวจยึดขวดหมึก

    เอปสันปลอมได้มากกว่า 58,000 ขวด ซึ่งนับเป็นหนึ่งในการตรวจยึดหมึกเอปสันปลอมครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จากการเข้าตรวจค้นดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ดูแลโกดังเพื่อสอบสวนเพิ่มเติม โดยผลการสืบสวนพบว่า ขวดหมึกปลอมจำนวนดังกล่าวถูกนำเข้าจากประเทศจีน และมีการกระจายสินค้าในประเทศไทยผ่านเครือข่ายร้านค้าปลีกรวมถึงช่องทางอีคอมเมิร์ซ

    ต่อมาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเข้าตรวจค้นโกดังอีกแห่งในจังหวัดสมุทรปราการ และสามารถตรวจยึดขวดหมึกเอปสันปลอมเพิ่มเติมได้มากกว่า 9,000 ขวด พร้อมจับกุมผู้ต้องสงสัย 2 ราย ส่งผลให้การปฏิบัติการครั้งนี้สามารถยึดหมึกเอปสันปลอมได้รวมกว่า 67,000 ขวด

    เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและรักษามาตรฐานคุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยบริษัทจะไม่ยอมรับการผลิต การนำเข้า หรือการจำหน่ายหมึกเอปสันปลอมในทุกรูปแบบ 

    โฆษกของเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “หมึกปลอมไม่เพียงส่งผลกระทบต่อคุณภาพการพิมพ์ แต่ยังอาจทำให้เครื่องพิมพ์เกิดความเสียหาย ส่งผลให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม รวมถึงเกิดความไม่สะดวกในการใช้งาน”

    ทั้งนี้ เอปสันแนะนำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อหมึกจากตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตหรือร้านค้าออนไลน์อย่างเป็นทางการเท่านั้น โดยสามารถค้นหาร้านค้าตัวแทนจำหน่ายเอปสันได้ที่ https://www.epson.co.th/find-a-store พร้อมทั้งตรวจสอบเบื้องต้นจากโลโก้สามมิติบนกล่องบรรจุภัณฑ์ที่สามารถมองเห็นเมื่อกระทบแสง รวมถึงสแกนคิวอาร์โค้ดบนกล่องผ่านแอปพลิเคชัน Epson Genuine ซึ่งดาวน์โหลดได้ฟรีจาก Apple App Store และ Google Play โดยระบบจะแสดงผลทันทีว่าสินค้าเป็นของแท้หรือของปลอม ซึ่งจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป สามารถดูคำแนะนำขั้นตอนได้ที่ https://www.epson.co.th/genuineinks

    เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังได้แสดงความขอบคุณต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติสำหรับการดำเนินการอย่างเด็ดขาด และความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในการปราบปรามการจำหน่ายสินค้าปลอมในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจ

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เอปสัน คอลเซ็นเตอร์ 02-4609699, facebook.com/epsonthailand และ LINE Official Account Epson Thailand

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/469226&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BcQqIlwC4tOyM0sdHrVT_

  • นิด้าโพล เผยคนมั่นใจรัฐบาล “อนุทิน 2” มีเสถียรภาพ เชื่อพรรคฝ่ายค้านร่วมงานไร้ปัญหา : อินโฟเควสท์

    นิด้าโพล เผยคนมั่นใจรัฐบาล “อนุทิน 2” มีเสถียรภาพ เชื่อพรรคฝ่ายค้านร่วมงานไร้ปัญหา : อินโฟเควสท์

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “Confirmed
    ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน” โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

    1. ท่านคิดว่ารัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย จะมีเสถียรภาพทางการเมือง (รัฐบาลที่มั่นคง
    ยั่งยืน) แค่ไหน
    – ค่อนข้างมีเสถียรภาพทางการเมือง 42.82
    – ไม่ค่อยมีเสถียรภาพทางการเมือง 25.34
    – มีเสถียรภาพทางการเมืองมาก 21.07
    – ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเลย 10.08
    – ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 0.69

    2. ท่านรู้สึกอย่างไรกับพรรคฝ่ายค้านที่ประกอบไปด้วย 3 พรรคสำคัญ คือ พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม และพรรคประชา
    ธิปัตย์
    – ทั้งสามพรรคจะสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี 54.73
    – เป็นฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล 53.13
    – ทั้งสามพรรคจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ 25.88
    – ฝ่ายค้านบางพรรค จะรอการเข้าร่วมรัฐบาลในอนาคต 23.66
    – สมาชิกพรรคฝ่ายค้านบางคน จะให้การสนับสนุนรัฐบาล 21.37
    – เป็นฝ่ายค้านที่ไม่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล 17.94
    – ทั้งสามพรรคจะสร้างความกังวลให้รัฐบาล 17.71
    – พรรคประชาชนจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด 17.40
    – ทั้งสามพรรคจะไม่สร้างความกังวลให้รัฐบาลเลย 14.66
    – พรรคกล้าธรรมจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด 6.18
    – พรรคประชาธิปัตย์จะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด 5.11
    – ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 0.53

    3. ท่านคิดว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า นายนุทิน ชาญวีรกูล จะได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มากกว่า
    291 เสียง ในวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี
    – เป็นไปได้มาก 42.29
    – ค่อนข้างเป็นไปได้ 38.02
    – เป็นไปไม่ค่อยได้ 10.53
    – เป็นไปไม่ได้เลย 7.94
    – ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 1.22

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/576985&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MSszQ3t9FHBKG8el99E8q

  • นิด้าโพลชี้ รัฐบาล 291 เสียง  “เข้มแข็ง” แต่ระวัง “งูเห่า” ฝ่ายค้านจ่อเสียบ

    นิด้าโพลชี้ รัฐบาล 291 เสียง  “เข้มแข็ง” แต่ระวัง “งูเห่า” ฝ่ายค้านจ่อเสียบ


    นิด้าโพล เผย ประชาชน มั่นใจรัฐบาลภูมิใจไทย 291 เสียง ค่อนข้างมีเสถียรภาพ  มอง ฝ่ายค้าน 3 พรรคหลัก “ปชน.-กธ.-ปชป.” จะทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี แต่ยังมีข้อกังวลเรื่องการย้ายขั้วในอนาคต

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “Confirmed ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อเสถียรภาพทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย พบว่า  ตัวอย่าง ร้อยละ 42.82 ระบุว่า ค่อนข้างมีเสถียรภาพทางการเมือง รองลงมา ร้อยละ 25.34 ระบุว่า ไม่ค่อยมีเสถียรภาพทางการเมือง ร้อยละ 21.07 ระบุว่า มีเสถียรภาพทางการเมืองมาก ร้อยละ 10.08 ระบุว่า ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเลย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ด้านความรู้สึกของประชาชนต่อสามพรรคฝ่ายค้านหลัก ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.73 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี รองลงมา ร้อยละ 53.13 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 25.88 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ร้อยละ 23.66 ระบุว่า ฝ่ายค้านบางพรรค จะรอการเข้าร่วมรัฐบาล ในอนาคตร้อยละ 21.37 ระบุว่า สมาชิกพรรคฝ่ายค้านบางคน จะให้การสนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 17.94 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่ไม่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 17.71 ระบุว่า ทั้งสามพรรค จะสร้างความกังวลให้รัฐบาล ร้อยละ 17.40 ระบุว่า พรรคประชาชนจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด ร้อยละ 14.66 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สร้างความกังวลให้รัฐบาลเลย ร้อยละ 6.18 ระบุว่า พรรคกล้าธรรมจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด ร้อยละ 5.11 ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์จะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อความเป็นไปได้ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 291 เสียง ในวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.29 ระบุว่า เป็นไปได้มาก  รองลงมา ร้อยละ 38.02 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นไปได้ ร้อยละ 10.53 ระบุว่า เป็นไปไม่ค่อยได้ ร้อยละ 7.94 ระบุว่า เป็นไปไม่ได้เลยและร้อยละ 1.22 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.96 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.51 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.53 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 37.40 สถานภาพโสด ร้อยละ 60.16 สมรส และร้อยละ 2.44 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.31 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 15.73 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 33.51 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 10.15 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 34.50 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.80 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 11.45 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 18.24 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.52 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 9.00 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 13.44 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 19.47 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 5.88 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 18.55 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 2.82 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 12.14 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 35.65 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 11.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 5.49 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 3.05 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 2.37 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.46 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.08 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 1.15 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 6.56 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/41067&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TVoEVr9QnhbBL87aoZBF0

  • ‘สาวไทยข้ามภพป่วนใจแม่ทัพ’ ทุบสถิติยอดวิวทะลุ 400 ล้านใน 5 วัน ขึ้นแท่น ‘ซีรีส์แนวตั้ง’ ไทย-จีน ปี 2026 | เดลินิวส์

    ‘สาวไทยข้ามภพป่วนใจแม่ทัพ’ ทุบสถิติยอดวิวทะลุ 400 ล้านใน 5 วัน ขึ้นแท่น ‘ซีรีส์แนวตั้ง’ ไทย-จีน ปี 2026 | เดลินิวส์

    กลายเป็นปรากฏการณ์ “ไวรัลข้ามพรมแดน” ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ สำหรับมินิซีรีส์แนวตั้งเรื่อง “สาวไทยข้ามภพป่วนใจแม่ทัพ” ผลงานชิ้นเอกที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่างไทยและจีน ซึ่งเพิ่งสร้างสถิติยอดรับชมถล่มทลายตอกย้ำความสำเร็จของโมเดลธุรกิจบันเทิงรูปแบบใหม่

    ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนมีนาคม 2026 ซีรีส์เรื่องนี้มียอดรับชมรวมทุกแพลตฟอร์มทะลุ 400 ล้านวิว ภายในเวลาเพียง 5 วันแรก ที่เปิดตัว (เริ่มออนแอร์ 14 กุมภาพันธ์ 2026) โดยแบ่งเป็นยอดผู้ชมจากประเทศไทยสูงถึง 320 ล้านวิว ส่งผลให้ครองอันดับ 1 บนแอปพลิเคชัน iQIYI และเป็นกระแสในโซเชียลมีเดียทั้ง TikTok (ไทย) และ Douyin (จีน) อย่างต่อเนื่อง

    หัวเรือใหญ่ของโปรเจกต์นี้อย่าง “อี๊ด-ณัฎฐนันท์ มหาคามินทร์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เลิฟดราม่า จำกัด (ไทย) ร่วมกับพันธมิตรจากเซี่ยงไฮ้ ได้พลิกโฉมซีรีส์แนวตั้งที่เคยถูกมองว่ามีทุนสร้างต่ำ ให้กลายเป็นงานระดับพรีเมียม โดยได้มีการยกกองไปถ่ายทำที่ Hengdian World Studios โรงถ่ายภาพยนตร์ย้อนยุคที่ใหญ่ที่สุดในโลกของจีน เพื่อความสมจริงของฉากวังหลวงและสนามรบ

    สำหรับมินิซีรีส์แนวตั้งเรื่อง “สาวไทยข้ามภพป่วนใจแม่ทัพ” เล่าเรื่องราวของ “ปรียา” (รับบทโดย อลิซา แอน ไฮน์ส) สตรีมเมอร์สาวไทยที่ทะลุมิติไปพร้อมชุดไทยและวิชาแพทย์สมัยใหม่ จนสั่นคลอนหัวใจ “แม่ทัพเหวินซวี่” (รับบทโดย จินซวนอวี่) สร้างความแปลกใหม่ที่ผู้ชมไม่เคยเห็นมาก่อน

    ความสำเร็จของซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ยอดวิว แต่คือการพิสูจน์ว่า “Soft Power ไทย” เมื่อผสมผสานกับเทคโนโลยีและการเล่าเรื่องแบบจีน สามารถทำเงินได้มหาศาล ปัจจุบันมีการขยายผลสู่การท่องเที่ยว โดยแฟนคลับชาวจีนแห่ตามรอยสถานที่ท่องเที่ยวในไทยที่ปรากฏในเรื่อง เช่น วัดอรุณราชวราราม เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    นี่คือกรณีศึกษาที่ชัดเจนว่า คอนเทนต์แนวตั้งไม่ใช่แค่เทรนด์ผ่านๆ แต่คือ ‘ขุมทรัพย์ใหม่’ ของวงการบันเทิงไทยในการส่งออกนักแสดงและวัฒนธรรมสู่ตลาดสากล “สาวไทยข้ามภพป่วนใจแม่ทัพ” ไม่ได้แค่ชนะใจคนดูด้วยความฟิน แต่ยังชนะในเชิงธุรกิจด้วยการทำลายกำแพงระหว่างหน้าจอโทรทัศน์และสมาร์ทโฟนได้อย่างสมบูรณ์แบบ!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5687869/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38mGPB-w6eYMBl-5uPQRxa