Blog

  • สงครามเพิ่มคาร์บอนส่วนเกินในอากาศ งานวิจัยใหม่พบเคมีในเลือดมนุษย์เริ่มเปลี่ยน

    สงครามเพิ่มคาร์บอนส่วนเกินในอากาศ งานวิจัยใหม่พบเคมีในเลือดมนุษย์เริ่มเปลี่ยน

    วันนี้โลกกำลังเผชิญวิกฤตภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง ภาพของปัญหามักถูกเล่าผ่านปรากฏการณ์ขนาดใหญ่ คลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น ไฟป่าที่ลุกลาม หรือระดับน้ำทะเลที่ค่อยๆ สูงขึ้นทุกปี แต่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดกำลังทำให้คำถามเกี่ยวกับ “วิกฤตคาร์บอน” ลึกซึ้งขึ้นไปอีกขั้น เพราะสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงอาจไม่ใช่เพียงสภาพแวดล้อมของโลก หากกำลังสะท้อนกลับมาสู่ “ร่างกายของมนุษย์” อย่างเงียบๆ

    งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Air Quality, Atmosphere and Health โดยทีมนักวิจัยจาก Curtin University และ Australian National University วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของประชากรตลอดช่วงเวลากว่า 20 ปี และพบสัญญาณที่น่าสนใจว่า เคมีในเลือดของมนุษย์กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกับการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลก

    การค้นพบนี้ทำให้คำถามเรื่อง “คาร์บอนส่วนเกินของโลก” ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป หากอาจเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขของมนุษยชาติในระยะยาว

    Atmospheric carbon dioxide concentrations (in ppm) over the last 800,000 years, based on measurements of air trapped in Antarctic ice (Lüthi et al., 2008; Rubino et al., 2019), and direct measurements made at the Mauna Loa Observatory (1958 to present) (Keeling et al., 2005)

    Atmospheric carbon dioxide concentrations (in ppm) over the last 800,000 years, based on measurements of air trapped in Antarctic ice (Lüthi et al., 2008; Rubino et al., 2019), and direct measurements made at the Mauna Loa Observatory (1958 to present) (Keeling et al., 2005)

    สัญญาณจากเลือดมนุษย์ เมื่อ CO₂ ในอากาศสะท้อนในเคมีร่างกาย

    ตัวชี้วัดสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ติดตามคือ “ไบคาร์บอเนต” ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายแปลงคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดเพื่อรักษาสมดุลกรด–ด่างของร่างกาย

    การศึกษาพบว่า ระหว่างปี 1999 ถึง 2020 ระดับไบคาร์บอเนตเฉลี่ยในเลือดเพิ่มขึ้นประมาณ 7% ขณะที่แคลเซียมและฟอสฟอรัสกลับมีแนวโน้มลดลง แม้การเปลี่ยนแปลงนี้ยังไม่เกินระดับที่ถือว่าเป็นอันตราย แต่ทิศทางของมันกำลังตั้งคำถามใหม่ต่อความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับชีววิทยาของมนุษย์

    รองศาสตราจารย์อเล็กซานเดอร์ ลาร์คอมบ์ นักสรีรวิทยาระบบหายใจ หนึ่งในผู้วิจัย อธิบายว่าสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กำลังเห็นคือ การเปลี่ยนแปลงทางเคมีในเลือดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งสะท้อนการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ

    หากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป แบบจำลองคาดการณ์ว่าภายในประมาณครึ่งศตวรรษ ระดับไบคาร์บอเนตในเลือดของมนุษย์อาจเข้าใกล้ขีดสูงสุดของช่วงสุขภาพที่ดี ขณะที่แร่ธาตุสำคัญบางชนิดอาจลดลงจนเข้าใกล้ขอบล่างของระดับที่ปลอดภัย

    sustainability-10-year-thailand-heat-average-temperatures-never-below-normal-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

    โลกที่มีคาร์บอนมากกว่าที่มนุษย์เคยวิวัฒนาการมา

    ในเชิงวิวัฒนาการ มนุษย์ถือกำเนิดและพัฒนาในบรรยากาศที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 280–300 ส่วนในล้านส่วน (ppm) แต่ในยุคอุตสาหกรรม ปริมาณดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

    ปัจจุบันระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศสูงกว่า 420 ppm ซึ่งเป็นระดับที่มนุษย์ไม่เคยเผชิญมาก่อนในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

    คำถามสำคัญนอกจากโลกจะร้อนขึ้นแค่ไหน? คือร่างกายมนุษย์จะสามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมใหม่ได้ทันหรือไม่ เพราะหากบรรยากาศเปลี่ยนเร็วกว่าการปรับตัวทางชีววิทยา ผลกระทบอาจปรากฏในรูปแบบที่ค่อยเป็นค่อยไป แต่ยาวนานข้ามรุ่น

    sustainability-black-acid-rain-tehran-war-energy-pollution-analysis-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

    “สงคราม” ตัวเร่งการปล่อยคาร์บอนที่โลกมองข้าม

    ขณะเดียวกัน แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มักไม่ถูกพูดถึงมากนักคือ “กิจกรรมทางทหาร” ซึ่งกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญในสมดุลคาร์บอนของโลก โดยการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร One Earth ประเมินว่า ความขัดแย้งในกาซาเพียงครั้งเดียวได้สร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 33 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ปริมาณที่ใกล้เคียงกับการปล่อยทั้งปีของประเทศอย่างจอร์แดน

    นักภูมิศาสตร์การเมือง เบนจามิน ไนมาร์ก จาก Queen Mary University of London ชี้ว่าปฏิบัติการทางทหารสมัยใหม่ต้องใช้พลังงานมหาศาล ตั้งแต่เครื่องบินรบ เครื่องบินทิ้งระเบิด ไปจนถึงกองเรือรบขนาดใหญ่ที่ต้องปฏิบัติการต่อเนื่องตลอดเวลา

    นอกจากนี้ การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันหรือคลังเชื้อเพลิงยังสร้างไฟไหม้และควันพิษที่ปล่อยคาร์บอนจำนวนมากสู่บรรยากาศ เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงสงครามอ่าวปี 1991 เมื่อการเผาไหม้บ่อน้ำมันในคูเวตปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลายร้อยล้านตัน

    จากวิกฤตภูมิอากาศสู่ความเสี่ยง “สุขภาพมนุษย์”

    เมื่อพิจารณาภาพรวมร่วมกัน ตั้งแต่การเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเศรษฐกิจโลก ไปจนถึงผลกระทบจากความขัดแย้งทางทหาร สิ่งที่กำลังปรากฏคือวิกฤตคาร์บอนที่เริ่มขยายผลจากระบบภูมิอากาศไปสู่ชีววิทยาของมนุษย์

    ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง ดั๊ก เวียร์ เตือนว่าความเสียหายจากสงครามยังสร้างมลพิษต่ออากาศ น้ำ และดิน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและระบบนิเวศในระยะยาว

    ทั้งนี้ นักวิจัยจึงเสนอว่าในอนาคต การติดตามผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจต้องขยายไปไกลกว่าการวัดอุณหภูมิโลกหรือระดับน้ำทะเล แต่ควรรวมถึงตัวชี้วัดทางชีวภาพของมนุษย์ด้วย เพราะหากคาร์บอนส่วนเกินยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เริ่มต้นจากการปล่อยก๊าซสู่ท้องฟ้า อาจค่อยๆ กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของมนุษย์ทั้งโลก

    และในจุดนั้น “วิกฤตคาร์บอน” จะไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็นคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับอนาคตของสุขภาพมนุษย์เอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/sustainability-war-climate-carbon-emissions-changing-human-blood&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L9vyEr9VCVT0XjuDTfoIv

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D584468&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27dSDOxp0BAebt9UjWufBZ

  • “เสี่ยเบล แสมสาร” หนุนงบครูต่างชาติ ดันคะแนน O-NET ภาษาอังกฤษ ม.3 โรงเรียนบ้านช่องแสมสาร สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ | TOPNEWS

    “เสี่ยเบล แสมสาร” หนุนงบครูต่างชาติ ดันคะแนน O-NET ภาษาอังกฤษ ม.3 โรงเรียนบ้านช่องแสมสาร สูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ | TOPNEWS

    โครงการ “พี่สู่น้อง” ในการจ้างครูชาวต่างชาติเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษให้กับนักเรียน โรงเรียนชุมชนบ้านช่องแสมสาร อำเภอ สัตหีบ จังหวัด ชลบุรี ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่องจาก ดนุพล ยมพงษ์ หรือ “เสี่ยเบล แสมสาร” สร้างผลลัพธ์ทางการศึกษาที่เห็นได้ชัด หลังดำเนินโครงการต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 1 ปีการศึกษา

    จากผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET ปีการศึกษา 2568 ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า คะแนนเฉลี่ยวิชาภาษาอังกฤษของโรงเรียนอยู่ที่ 36.02 คะแนน ขณะที่ค่าเฉลี่ยระดับประเทศอยู่ที่ 32.46 คะแนน ส่งผลให้คะแนนของโรงเรียนสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ 3.56 คะแนน

    ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของนักเรียนที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยตลอดการดำเนินโครงการ นักเรียนได้รับการเรียนการสอนจากครูชาวต่างชาติ ทำให้เด็ก ๆ มีโอกาสฝึกใช้ภาษาอังกฤษจริงในห้องเรียน ส่งผลให้ทักษะด้าน การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน มีพัฒนาการดีขึ้น รวมถึงสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษเบื้องต้นในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

    นอกจากนี้ จากการเปรียบเทียบผลคะแนน O-NET ระหว่างปีการศึกษา 2567 และ 2568 ยังพบว่า คะแนนเฉลี่ยภาษาอังกฤษของโรงเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสำเร็จของแนวทางการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษผ่านการเรียนรู้กับเจ้าของภาษาโดยตรง

    ทั้งนี้ โครงการ “พี่สู่น้อง” เกิดจากความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและภาคชุมชน โดยมี “เสี่ยเบล แสมสาร” เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่องทุกเดือน เพื่อจ้างครูชาวต่างชาติเข้ามาสอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนในพื้นที่ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการสนับสนุนด้านการศึกษาที่ช่วยยกระดับโอกาสของเยาวชนในชุมชนให้ก้าวสู่โลกกว้างในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1517453&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35BxvlCD-FRWMErbrKnbxz

  • ขัดแย้งตะวันออกกลาง ดันราคาพลังงานไทยพุ่ง เกียรตินาคินฯปรับ GDPไทย 1.8%

    ขัดแย้งตะวันออกกลาง ดันราคาพลังงานไทยพุ่ง เกียรตินาคินฯปรับ GDPไทย 1.8%

    วันนี้ (16 มี.ค2569) กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) วิเคราะห์สถานการณ์ราคาพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อไทยว่า ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงประมาณ 6.5% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ไทยจะได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่น ประเมินว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ  จากผลกระทบผ่านทางการท่องเที่ยว การส่งออก และการบริโภคที่จะชะลอตัวลง

    ด้านเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น เพราะราคาพลังงานมีน้ำหนักค่อนข้างมากในตะกร้าสินค้าของคนไทย กระทบต่อค่าครองชีพและการบริโภคของประชาชน และ ด้านดุลการค้า ดุลการค้าของไทยจะปรับตัวลดลงจากค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้น ตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลน้อยลง และกดดันให้เงินบาทมีทิศทางอ่อนค่า

    โดยศูนย์วิจัยเกียรตินาคินภัทร ประเมินกรณีฐานความขัดแย้งในตะวันออกกลาง น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวและราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น อาจจะปรับตัวลดลงกลับสู่ระดับ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเวลาไม่นานนัก อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ หรือลุกลามกลายเป็นสงครามภูมิภาค และราคาน้ำมันค้างสูงเป็นเวลานานกว่าที่คาด หรือเกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ (เช่น ปุ๋ย) ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยก็จะรุนแรงขึ้น

    กรณีที่ราคาน้ำมันดิบค้างสูงกว่าระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาเรลต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือนมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค โดยจะขยายตัวต่ำกว่า 0.7% และอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 2% ได้

    สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา ก่อนเกิดสงคราม ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย โดยมีแรงหนุนจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ ภาคการท่องเที่ยว หลังจากที่นักท่องเที่ยวจีนชะลอตัวลงอย่างมากในปี 2568 จากความกังวลด้านความปลอดภัย สถานการณ์เริ่มดีขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน เมื่อนักท่องเที่ยวจีนหันมาเลือกไทยแทนญี่ปุ่น หลังความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นทวีความรุนแรงขึ้น

    ศูนย์วิจัยเกียรตินาคินภัทร ปรับเพิ่มประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ในกรณีฐาน ขึ้นเป็น 35.1 ล้านคน และที่น่าสนใจคือการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวในครั้งนี้ไม่ได้กระจุกอยู่แค่นักท่องเที่ยวจีน แต่ยังมีสัญญาณที่ดีจากนักท่องเที่ยวอาเซียน ยุโรป อินเดีย และรัสเซียอีกด้วย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง

    ปัจจัยที่สองการส่งออกและการผลิตกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่ยังขยายตัวต่อเนื่องและสูงกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญขึ้นในการขับเคลื่อนภาคการผลิต เนื่องจาก HDD มีมูลค่าเพิ่มในประเทศสูงกว่าผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ต้องระวังว่าการเติบโตของการส่งออกส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนเส้นทางซัพพลายเชน คือการนำสินค้าจากประเทศอื่นผ่านไทยเพื่อส่งออกต่อ มากกว่าการผลิตจริงในประเทศ จึงไม่ได้หนุนเศรษฐกิจไทยได้เต็มที่นัก

    และปัจจัยที่สาม คือเสถียรภาพทางการเมืองที่มั่นคงมากขึ้น จากการจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ซึ่งลดความเสี่ยงจากความวุ่นวายทางการเมือง ที่เคยกดดันเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาได้อย่างมีนัยสำคัญ และถือเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ค้างคาอยู่นาน ทั้งด้านการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การยกระดับผลิตภาพ และการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA)

    ความท้าทายยังมีอยู่หลายด้าน ทั้งความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตที่ยังเผชิญแรงกดดันจากสินค้าราคาถูกนำเข้า หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงกดดันการบริโภคในประเทศ และภาวะสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่ยังตึงตัว ตราบใดที่สินเชื่อในประเทศยังไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ การบริโภคและเศรษฐกิจในประเทศก็ยังไม่สามารถขยายตัวได้ดีนัก

    สำหรับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นทันทีในระยะสั้น จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น คือ ภาระผูกพันของรัฐบาลในการตรึงราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่ประชาชนรับได้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่งจะสามารถลดหนี้กว่า 1.2 แสนล้านบาทที่สะสมมาจากช่วงวิกฤตราคาน้ำมันปี 2565 ได้สำเร็จ แต่ปัจจุบันกำลังแบกภาระอุดหนุนราคาน้ำมันอยู่สูงถึงราว 2 หมื่นล้านบาทต่อเดือน เพื่อรักษาราคาดีเซลปลีกไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร และภาระภาครัฐจะสูงขึ้นหากน้ำมันค้างสูงเป็นเวลานาน

    นอกจากนี้ ภาระการอุดหนุนค่าไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยในปี 2565-2566 ที่ราคาพลังงานแตะระดับสูง ภาระอุดหนุนค่าไฟฟ้าสะสมอยู่ที่ราว 1.35 แสนล้านบาท และยังคงเป็นหนี้ค้างอยู่ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) การพุ่งขึ้นของราคา LNG จะทำให้ กฟผ. ลดหนี้ได้ยากขึ้น แม้ภาระเหล่านี้จะไม่ถูกนับรวมในหนี้สาธารณะอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติถือเป็นภาระผูกพันที่รัฐต้องค้ำประกัน ซึ่งบั่นทอน พื้นที่ทางนโยบาย ที่มีอยู่อย่างจำกัด

    อ่านข่าว:

    สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ เสี่ยงฉุดGDP ไทย ร่วง 1.1%

    อินเดียก๊าซหุงต้มขาดแคลน คนแห่ต่อคิวซื้อ ร้านอาหารหันใช้ฟืน

    รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง กนอ.ชู นวัตกรรม-พลังงานสะอาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503403&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kvu9SUfTB1TY4imlBahhb

  • NT ขานรับนโยบายประหยัดพลังงาน ออกมาตรการ WFH ทันที ไม่กระทบการให้บริการลูกค้า

    NT ขานรับนโยบายประหยัดพลังงาน ออกมาตรการ WFH ทันที ไม่กระทบการให้บริการลูกค้า

    ไอที

    NT ขานรับนโยบายประหยัดพลังงาน ออกมาตรการ WFH ทันที ไม่กระทบการให้บริการลูกค้า

    วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.33 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    NT ขานรับนโยบายประหยัดพลังงาน ออกมาตรการ WFH ทันที ไม่กระทบการให้บริการลูกค้า

    NT เดินหน้าปรับแผนการปฏิบัติงานขององค์กร ตอบสนองนโยบายรัฐบาลรองรับภาวะฉุกเฉินจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านพลังงาน พร้อมวางเงื่อนไขสำคัญทุกกระบวนการต้องไม่กระทบการให้บริการลูกค้าและประสิทธิภาพขององค์กร

     พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่เห็นชอบให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ พิจารณา Work From Home (WFH) ได้ทันที โดยต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวน และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชนจากสถานการณ์ความตึงเครียด NT ได้ออกมาตรการเร่งด่วนปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานทันที โดยกำหนดให้แต่ละสายงานพิจารณาจัดรูปแบบการทำงานแบบ Work From Home (WFH) ตามความเหมาะสมของลักษณะงาน พร้อมกำหนดเงื่อนไขสำคัญให้ทุกรูปแบบของการปฏิบัติงานจะต้องไม่กระทบการให้บริการลูกค้า 100% และยังสามารถคงประสิทธิภาพขององค์กรไว้ได้สูงสุด เบื้องต้นได้กำหนดแนวทางการใช้พื้นที่สำนักงานให้กระชับเพื่อลดการใช้พลังงาน โดยเฉพาะในสำนักงานใหญ่ และสำนักงานแจ้งวัฒนะ กำหนดให้เข้าปฏิบัติงานได้ในพื้นที่ Co-Working Space และห้องประชุมเท่านั้น พร้อมกันนี้ได้วางกรอบเพื่อควบคุมคุณภาพการทำงานผ่านระบบงาน Online โดยมุ่งเน้นประสิทธิผลของผลลัพธ์และการสื่อสารที่ชัดเจนเพื่อให้ผลลัพธ์ด้านการปฏิบัติงานยังคงได้ประสิทธิภาพสูงสุด

     NT ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและดิจิทัลของประเทศ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ และร่วมขับเคลื่อนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารของประเทศ เพื่อให้ผู้ใช้บริการในทุกภาคส่วนสามารถดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่องในทุกสถานการณ์

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/469291&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vkzqazbixiX5xjUl-BTdN

  • “KKP” เตือนไทยเสี่ยง “ถดถอยเชิงเทคนิค” หากน้ำมันพุ่งแตะ 120 ดอลลาร์เกิน 6 เดือน

    “KKP” เตือนไทยเสี่ยง “ถดถอยเชิงเทคนิค” หากน้ำมันพุ่งแตะ 120 ดอลลาร์เกิน 6 เดือน

    “KKP Research” เตือนไทยเสี่ยงเผชิญภาวะถดถอยเชิงเทคนิค จากน้ำมันดิบค้างสูงกว่าระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาเรลเกิน 6 เดือน หวั่นเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิคขยายตัวต่ำกว่า 0.7% ทำเงินเฟ้อพุ่งแตะระดับ 2%

    KKP Research ได้ปรับเพิ่มประมาณการอัตราเติบโตของ GDP ไทย ปี 2569 เป็น 1.8% จากเดิม 1.6% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ออกมาดีกว่าที่คาดไว้

    อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจปรับดีขึ้น ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังสร้างความเสี่ยงใหม่ที่น่ากังวลอย่างมาก โดยเฉพาะต่อประเทศไทยที่มีความเปราะบางต่อราคาพลังงานโลกสูงกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค

    ราคาน้ำมันพุ่ง: ความเสี่ยงสำคัญที่กระทบไทยมากกว่าใครในภูมิภาค

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงประมาณ 6.5% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นไทยจะได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่น

    KKP Research ประเมินว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่

    1. ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากผลกระทบผ่านทางการท่องเที่ยว การส่งออก และการบริโภคที่จะชะลอตัวลง
       
    2. ด้านเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น เพราะราคาพลังงานมีน้ำหนักค่อนข้างมากในตะกร้าสินค้าของคนไทย กระทบต่อค่าครองชีพและการบริโภคของประชาชน
       
    3. ด้านดุลการค้า ดุลการค้าของไทยจะปรับตัวลดลงจากค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลน้อยลงและกดดันให้เงินบาทมีทิศทางอ่อนค่า

    ในกรณีฐาน KKP Research ประเมินว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางน่าจะเป็น “การเปลี่ยนแปลงชั่วคราว” และราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น น่าจะปรับตัวลดลงกลับสู่ระดับ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเวลาไม่นานนัก

    อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ หรือลุกลามกลายเป็นสงครามภูมิภาค และราคาน้ำมันค้างสูงเป็นเวลานานกว่าที่คาด หรือเกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ (เช่น ปุ๋ย) ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยก็จะรุนแรงขึ้น

    KKP Research ประเมินว่าในกรณีที่ราคาน้ำมันดิบค้างสูงกว่าระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาเรลต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือนมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิคโดยจะขยายตัวต่ำกว่า 0.7% และอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 2% ได้

    ความท้าทายระยะสั้น: กองทุนน้ำมันและพื้นที่ทางการคลังที่จำกัด

    ความท้าทายที่จะเกิดขึ้นทันทีในระยะสั้นจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น คือ ภาระผูกพันของรัฐบาลในการตรึงราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่ประชาชนรับได้

    กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่งจะสามารถลดหนี้กว่า 1.2 แสนล้านบาทที่สะสมมาจากช่วงวิกฤตราคาน้ำมันปี 2565 ได้สำเร็จ แต่ปัจจุบันกำลังแบกภาระอุดหนุนราคาน้ำมันอยู่สูงถึงราว 2 หมื่นล้านบาทต่อเดือน เพื่อรักษาราคาดีเซลปลีกไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร และภาระภาครัฐจะสูงขึ้นหากน้ำมันค้างสูงเป็นเวลานาน

    นอกจากนี้ ภาระการอุดหนุนค่าไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยในปี 2565-2566 ที่ราคาพลังงานแตะระดับสูง ภาระอุดหนุนค่าไฟฟ้าสะสมอยู่ที่ราว 1.35 แสนล้านบาท และยังคงเป็นหนี้ค้างอยู่ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.)

    การพุ่งขึ้นของราคา LNG จะทำให้ กฟผ. ลดหนี้ได้ยากขึ้น แม้ภาระเหล่านี้จะไม่ถูกนับรวมในหนี้สาธารณะอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติถือเป็นภาระผูกพันที่รัฐต้องค้ำประกัน ซึ่งบั่นทอน “พื้นที่ทางนโยบาย” ที่มีอยู่อย่างจำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1225320&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mAIG7czmHkh3in43nJ3Vt

  • กลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลัง ททท. นำเสนอเอกลักษณ์ไทย ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว กรุงเบอร์ลิน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในยุโรปและเอเชีย

    กลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลัง ททท. นำเสนอเอกลักษณ์ไทย ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว กรุงเบอร์ลิน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในยุโรปและเอเชีย

    กลุ่มเซ็นทรัล ผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกและบริการในประเทศไทย ครอบคลุมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำเอกลักษณ์ของประเทศไทย ผ่านประสบการณ์เสน่ห์อาหารไทย สู่สายตานานาชาติผ่านกิจกรรม Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai) ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับงาน ITB Berlin 2026 เวทีเจรจาธุรกิจท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนไทย ในการใช้เครือข่ายธุรกิจระดับสากลเป็นพื้นที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ วัฒนธรรม เปิดประสบการณ์รสชาติอาหารไทย พร้อมเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตานักเดินทางคุณภาพจากทั่วโลก

    กิจกรรม Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai) แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญที่ทำให้พื้นที่ของ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) กลายเป็นเวทีของความเป็นไทยอย่างเต็มรูปแบบ

    Amazing Thailand Brand Take Over ระหว่างวันที่ 2–14 มีนาคม 2569 พื้นที่ด้านหน้าอาคารถูกปรับโฉมผ่านแบนเนอร์ขนาดยักษ์บน Façade และ Window Display จำนวน 10 ช่องตลอดแนวถนนสายหลักของกรุงเบอร์ลิน ถ่ายทอดเรื่องราววัฒนธรรมอาหารไทยทั้ง 5 ภาค ควบคู่ความงดงามของแหล่งท่องเที่ยว สถาปัตยกรรมไทย และงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย สื่อสารศักยภาพประเทศไทยด้าน Gastronomy และ Wellness สู่สายตานานาชาติอย่างโดดเด่น พร้อมกันนี้ ยังมีพันธมิตรภาคเอกชนไทยร่วมสะท้อนอีกมิติหนึ่งของประเทศไทย อาทิ Thailand Privilege Card Company Limited และ Good Goods แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของไทยที่ร่วมมือกับชุมชนพัฒนาสินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ร่วมสมัย ด้วยความปรารถนาที่จะสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม สนับสนุนให้ทุกชุมชนมีความสุข พร้อมรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน โดยรายได้ทั้งหมดนำกลับไปพัฒนาชุมชนเพื่อรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป ภายใต้บริษัท เซ็นทรัล ทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ได้ นำเสนอวินโดว์ดิสเพลย์ ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) กรุงเบอร์ลิน ถ่ายทอดเสน่ห์ของภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยสู่สายตาชาวโลก ผ่านการออกแบบร่วมสมัยที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยคุณค่า โดยนำชิ้นงานหัตถศิลป์จากชุมชนมารังสรรค์เป็นดีไซน์พิเศษ อาทิ เสื่อกกจากจังหวัดสุรินทร์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา และกระเป๋าหัตถกรรมที่ใช้ผ้าทอจากชุมชนนาหมื่นศรี จังหวัดตรัง ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างงดงาม เป็นคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดนำมาเปิดเผยเป็นที่แรก ผสานการตกแต่งวินโดว์ให้บรรยากาศหรูหราในแบบไทยร่วมสมัย ด้วยวัสดุผ้าไหมทอมือและองค์ประกอบจากธรรมชาติ เพื่อถ่ายทอดความงามของงานฝีมือไทยในมิติที่ร่วมสมัย สง่างาม และพร้อมก้าวสู่สายตาชาวโลก

    กิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมและสาธิตการประกอบอาหารไทย ระหว่างวันที่ 5–7 มีนาคม 2569 บริเวณชั้น 6 ของห้างสรรพสินค้าเพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์และเสน่ห์ความเป็นไทย โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกิจกรรมและลิ้มลองอาหารไทย ควบคู่กับการนำเสนอข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวไทย เพื่อเชื่อมโยง “รสชาติ” สู่ “ประสบการณ์การเดินทาง” และสร้างแรงบันดาลใจสู่การออกเดินทางท่องเที่ยวจริงในประเทศไทย พร้อมของที่ระลึกเป็นตุ๊กตาช้างจาก Good Goods ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ตลาดยุโรปเป็นตลาดคุณภาพที่มีศักยภาพสูง และเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ของประเทศไทย การได้ร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัล จึงเป็นโอกาสดีที่จะช่วยขยายการรับรู้ พร้อมถ่ายทอดเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของไทยไปสู่กลุ่มนักเดินทางที่มองหาประสบการณ์ที่มีคุณค่าได้อย่างตรงกลุ่มและมีประสิทธิภาพ การจัดกิจกรรมครั้งนี้ในช่วงเวลาเดียวกับ ITB Berlin 2026 ยิ่งช่วยเสริมพลังในการขยายการรับรู้ในระดับนานาชาติ และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางจริงมายังประเทศไทย ททท. เชื่อว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนไทยในลักษณะนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดระยะไกลอย่างยั่งยืน และช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่มอบประสบการณ์ระดับโลกได้อย่างครบมิติ”

    ด้าน พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลเติบโตขึ้นจากประเทศไทย และได้ขยายธุรกิจสู่เวทีระดับสากลอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของเราไม่ได้เป็นเพียงการขยายขอบเขตทางธุรกิจ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่ออัตลักษณ์ความเป็นไทยไปสู่สายตาชาวโลก

    พื้นที่ค้าปลีกในยุโรปของเรา จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทางการค้า หากแต่เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้เรื่องราวของประเทศไทยได้ถูกถ่ายทอดอย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็นรสชาติอาหาร วัฒนธรรมอันมีเอกลักษณ์ งานฝีมือที่เปี่ยมด้วยภูมิปัญญา หรือวิถีชีวิตที่อบอุ่นของผู้คน

    การได้เห็นภาพของความเป็นไทยปรากฏอยู่ในห้างสรรพสินค้าระดับแลนด์มาร์กของโลก จึงไม่เพียงสะท้อนถึงการเติบโตของกลุ่มเซ็นทรัล หากยังเป็นความภาคภูมิใจที่เราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสน่ห์ของประเทศไทยให้โลกได้เห็นอย่างสง่างาม เป็นตัวอย่างว่า ภาคเอกชนไทยสามารถมีบทบาทในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม เราหวังว่าความ ร่วมมือนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่สามารถต่อยอดในการนำประเทศไทยสู่สายตานานาชาติได้อย่าง ต่อเนื่องในอนาคต”

    กลุ่มเซ็นทรัลขอเป็นอีกหนึ่งพลังขององค์กรไทยในการสนับสนุนประเทศไทยบนเวทีโลก ถ่ายทอดเรื่องราว วัฒนธรรม และคุณค่าของไทยสู่สายตานานาชาติอย่างงดงาม และร่วมผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่มีความหมายในระดับสากลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1564382&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Lf3jkqudzeA-a0OHUrjgF

  • ประกาศแล้ว! 42 มหาวิทยาลัยไทยติดอันดับโลก 2026 ปีนี้ Top 3 ยังแกร่ง

    ประกาศแล้ว! 42 มหาวิทยาลัยไทยติดอันดับโลก 2026 ปีนี้ Top 3 ยังแกร่ง

    เปิด 10 มหาวิทยาลัยไทยติดอันดับโลก จาก SCImago 2026 ผ่านเกณฑ์รวม 42 แห่ง

    การจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกยังคงเป็นหนึ่งในดัชนีสำคัญที่สะท้อนคุณภาพของสถาบันการศึกษา ทั้งในด้านงานวิจัย นวัตกรรม และบทบาทต่อสังคม ล่าสุดมีการเปิดเผยผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลก ซึ่งปรากฏว่ามีสถาบันจากประเทศไทยจำนวนไม่น้อยที่ผ่านเกณฑ์และได้รับการจัดอันดับในปีนี้

    เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 SCImago Institutions Rankings (SIR) สถาบันจัดอันดับระดับนานาชาติ ได้ประกาศผลการจัดอันดับสถาบันการศึกษาทั่วโลกประจำปี 2026 โดยอาศัยฐานข้อมูลจาก Scopus ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานข้อมูลวิชาการที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อใช้ประเมินศักยภาพของสถาบันต่าง ๆ

    การจัดอันดับของ SIR จะพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ด้านงานวิจัย (Research Rank) 50% ด้าน นวัตกรรม (Innovation Rank) 30% และด้าน ผลกระทบต่อสังคม (Societal Rank) 20% ก่อนนำมาคำนวณเป็นคะแนนรวมเพื่อจัดลำดับสถาบันการศึกษาจากทั่วโลก

    ปี 2026 ไทยมีมหาวิทยาลัยผ่านเกณฑ์ 42 แห่ง

    สำหรับผลการจัดอันดับในปี 2026 พบว่า มีมหาวิทยาลัยจากประเทศไทยผ่านเกณฑ์การประเมินของ SCImago Institutions Rankings ทั้งหมด 42 แห่ง ในหมวด “Universities” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษาไทยที่ยังคงมีบทบาทในเวทีวิชาการระดับนานาชาติ

    เมื่อพิจารณาในภาพรวมของการจัดอันดับ พบว่า มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยหลายแห่งยังคงติดอยู่ในกลุ่มอันดับต้น ๆ โดยอาศัยความโดดเด่นด้านงานวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

    10 มหาวิทยาลัยไทยอันดับสูงสุด จากการจัดอันดับ SCImago 2026

    จากการประเมินคะแนนรวม (Overall Rank) ของ SCImago Institutions Rankings ประจำปี 2026 มหาวิทยาลัยไทยที่มีอันดับสูงสุด 10 แห่ง มีดังต่อไปนี้

    1. มหาวิทยาลัยมหิดล (Mahidol University)
    2. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chulalongkorn University)
    3. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (Chiang Mai University)
    4. มหาวิทยาลัยขอนแก่น (Khon Kaen University)
    5. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (Kasetsart University)
    6. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (Prince of Songkla University)
    7. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (Walailak University)
    8. สถาบันวิทยสิริเมธี (Vidyasirimedhi Institute of Science and Technology)
    9. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (King Mongkut’s University of Technology Thonburi)
    10. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat University)

    นอกจากนี้ยังมีอันดับที่เหลือ ดังนี้

    สะท้อนศักยภาพมหาวิทยาลัยไทยในเวทีโลก

    ผลการจัดอันดับดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งยังคงมีศักยภาพด้านการวิจัยและนวัตกรรมในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะสถาบันขนาดใหญ่ที่มีผลงานวิชาการและงานวิจัยตีพิมพ์ในฐานข้อมูลระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

    ขณะเดียวกัน การมีมหาวิทยาลัยไทยผ่านเกณฑ์การประเมินถึง 42 แห่ง ยังแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาของระบบอุดมศึกษาไทย ที่พยายามยกระดับคุณภาพงานวิจัย เทคโนโลยี และการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    การจัดอันดับของ SCImago Institutions Rankings จึงถือเป็นอีกหนึ่งดัชนีสำคัญที่ช่วยสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยไทยบนเวทีโลก และยังเป็นแรงผลักดันให้สถาบันการศึกษาพัฒนาศักยภาพด้านวิชาการและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9878530/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qRkqdIKwGCODyWdWY_PLc

  • บอร์ดดีป้าเคาะ ศุภกร สิทธิไชย นั่งรักษาการแทน ก่อนสรรหาตัวจริง

    บอร์ดดีป้าเคาะ ศุภกร สิทธิไชย นั่งรักษาการแทน ก่อนสรรหาตัวจริง

    บอร์ดดีป้าเคาะ ศุภกร สิทธิไชย นั่งรักษาการแทน ก่อนสรรหาตัวจริง

    ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับ ดีป้า มีมติแต่งตั้ง ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ จับตากระทรวงดีอี เริ่มกระบวนการสรรหาคนใหม่

    เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 มีมติแต่งตั้ง ศุภกร สิทธิไชย ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า แทนที่ของ ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ที่ยื่นขอลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569

    ทั้งนี้ การดำรงตำแหน่งรักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า ของ ศุภกร มีผลตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2569 ไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่

    สำหรับ ศุภกร สิทธิไชย สำเร็จการศึกษาระดับ PhD in Digital Image Processing จาก Imperial College London และเริ่มต้นเส้นทางอาชีพในฐานะนักวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) โดยมีผลงานวิจัยและพัฒนาในด้าน Computer Vision, Intelligent Transportation Systems และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการพัฒนา

    ภายหลังเข้าร่วมงานกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ในปี 2560 ศุภกร มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการสำคัญระดับประเทศ อาทิ ขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) การพัฒนา Thailand Digital Valley รวมถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เข้มแข็งให้กับประเทศไทย ตลอดจนเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเครื่องหมาย dSURE เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลของไทย

    สำหรับกระบวนการสรรหาผอ.คนใหม่ คงต้องรอดูท่าทีของรัฐมนตรีคนเดิม ไชยชนก ชิดชอบ แห่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ต่อไป ว่าจะดำเนินการอย่างไร 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/739442&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AEn62xZRHuh7XE0DuC6hF

  • ถอดรหัส “คนเชือน” เกลื่อนเมือง เด็กหลุดระบบการศึกษาเสี่ยงวงจรยาเสพติด พบเสพหลายชนิดร่วมกันกว่า 52%

    ถอดรหัส “คนเชือน” เกลื่อนเมือง เด็กหลุดระบบการศึกษาเสี่ยงวงจรยาเสพติด พบเสพหลายชนิดร่วมกันกว่า 52%

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/news/135071&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kU8YdjspCszWgzAd1lCH5