Blog

  • รู้จัก IRGC กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม กุมอำนาจการเมือง-เศรษฐกิจอิหร่าน

    รู้จัก IRGC กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม กุมอำนาจการเมือง-เศรษฐกิจอิหร่าน

    รู้จัก IRGC กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม กุมอำนาจการเมือง-เศรษฐกิจอิหร่าน

    ทำความรู้จัก IRGC กองกำลังที่เป็นมากกว่าทหาร แต่กุมอำนาจทั้งการเมืองและเศรษฐกิจของอิหร่าน จนถูกขนานนามว่าเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” ที่ทรงอิทธิพลและเขย่าโลกในปี 2026

    • กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ก่อตั้งขึ้นในปี 1979 หลังการปฏิวัติอิสลาม เพื่อพิทักษ์อุดมการณ์ของระบอบใหม่และเป็นกองกำลังที่แยกจากกองทัพดั้งเดิม
    • IRGC มีโครงสร้างองค์กรที่ทรงอิทธิพล ประกอบด้วย 5 หน่วยงานหลักที่ครอบคลุมทั้งการปฏิบัติการทางทหารในประเทศ การพัฒนาขีปนาวุธและโดรน และการปฏิบัติการพิเศษในต่างประเทศผ่านกองกำลังคุดส์ (Quds Force)
    • ขยายอิทธิพลเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจของอิหร่านอย่างกว้างขวาง โดยควบคุมโครงการขนาดใหญ่ตั้งแต่การก่อสร้าง พลังงาน ปิโตรเคมี และโลจิสติกส์ ทำให้มีทรัพยากรและอำนาจต่อรองทางการเมืองมหาศาล
    • เป็นเสาหลักสำคัญในโครงสร้างอำนาจของอิหร่าน มีความใกล้ชิดกับผู้นำสูงสุด และใช้อิทธิพลสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางทหารและการเมืองทั่วตะวันออกกลาง

    ทำความรู้จัก IRGC กองกำลังที่เป็นมากกว่าทหาร แต่กุมอำนาจทั้งการเมืองและเศรษฐกิจของอิหร่าน จนถูกขนานนามว่าเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” ที่ทรงอิทธิพลและเขย่าโลกในปี 2026

    IRGC หรือกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม ก่อตั้งขึ้นในปี 1979 หลังการปฏิวัติอิสลามโดย อยาตอลเลาะห์ โคไมนี สาเหตุหลักมาจากความระแวงต่อกองทัพดั้งเดิม (Artesh) ที่เคยใกล้ชิดกับระบอบกษัตริย์เดิม โคไมนีจึงสร้างกองกำลังนี้ขึ้นมาเพื่อ “พิทักษ์อุดมการณ์ปฏิวัติ” โดยเฉพาะ

    สงครามคือจุดเปลี่ยน

    ช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก (1980-1988) คือจุดที่ทำให้ IRGC เติบโตอย่างรวดเร็ว จากกลุ่มอาสาสมัครกลายเป็นกองทัพที่มีระบบ ภายใต้สภาวะถูกคว่ำบาตรทำให้อิหร่านต้องพัฒนาเทคโนโลยีอาวุธเอง จน IRGC กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านและผู้ปกป้องประเทศจากศัตรูภายนอก

    ในช่วงเวลาดังกล่าว IRGC ได้สร้างภาพลักษณ์ของตนเองในฐานะ “ผู้พิทักษ์การปฏิวัติ” และกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านศัตรูจากภายนอก

    • ผลลัพธ์สำคัญจากสงครามครั้งนั้น ได้แก่
    • การขยายกำลังพลและโครงสร้างองค์กร
    • การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในประเทศ
    • การเพิ่มบทบาททางการเมืองของผู้นำ IRGC

    หลังสงคราม IRGC ไม่ได้ลดบทบาทลง แต่กลับกลายเป็นองค์กรที่มีอำนาจมากขึ้น และเริ่มขยายอิทธิพลเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ

    รู้จัก IRGC กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม กุมอำนาจการเมือง-เศรษฐกิจอิหร่าน

    โครงสร้าง 5 ขาเหล็ก

    ปัจจุบัน IRGC มีโครงสร้างกำลังที่ซับซ้อนและแยกออกจากกองทัพปกติของอิหร่าน โดยประกอบด้วยหน่วยงานหลักหลายส่วนที่ทำหน้าที่แตกต่างกัน

    หน่วยสำคัญของ IRGC ได้แก่

    1. กองกำลังภาคพื้นดิน (IRGC Ground Forces) รับผิดชอบการปฏิบัติการทางทหารภายในประเทศ รวมถึงการรักษาความมั่นคงภายใน
    2. กองกำลังทางทะเล (IRGC Navy) มีบทบาทสำคัญในอ่าวเปอร์เซีย โดยใช้ยุทธศาสตร์สงครามแบบอสมมาตร เช่น เรือเร็วติดอาวุธและทุ่นระเบิดทางทะเล
    3. กองกำลังอวกาศและขีปนาวุธ (IRGC Aerospace Force) ดูแลโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน รวมถึงระบบโดรนและเทคโนโลยีอวกาศ
    4. กองกำลังคุดส์ (Quds Force) หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ทำหน้าที่ดำเนินภารกิจนอกประเทศ และสร้างเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค
    5. กองกำลังบาซิจ (Basij) เครือข่ายกึ่งทหารที่ระดมกำลังจากประชาชน ทำหน้าที่สนับสนุนความมั่นคงภายในและควบคุมการประท้วง

    โครงสร้างดังกล่าวทำให้ IRGC สามารถดำเนินปฏิบัติการได้ทั้งในระดับยุทธศาสตร์ ระดับภูมิภาค และระดับภายในประเทศ

    รู้จัก IRGC กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม กุมอำนาจการเมือง-เศรษฐกิจอิหร่าน

    เครือข่าย IRGC ในตะวันออกกลาง

    ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา IRGC โดยเฉพาะกองกำลัง Quds ได้สร้างเครือข่ายพันธมิตรทางทหารและการเมืองในหลายประเทศของตะวันออกกลาง เครือข่ายเหล่านี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค

    พันธมิตรสำคัญที่มักถูกกล่าวถึง ได้แก่

    • กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน
    • กลุ่มติดอาวุธชีอะห์ในอิรัก
    • กองกำลังที่สนับสนุนรัฐบาลซีเรีย
    • กลุ่มฮูตีในเยเมน

    รู้จัก IRGC กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม กุมอำนาจการเมือง-เศรษฐกิจอิหร่าน

    มือมืดหลังเศรษฐกิจชาติ

    หลังสงครามอิหร่าน-อิรักในปี 1988 IRGC ไม่ได้ลดบทบาทลง แต่ขยายอิทธิพลเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจผ่านบริษัทวิศวกรรมยักษ์ใหญ่อย่าง Khatam al-Anbiya ปัจจุบันคุมตั้งแต่โครงการก่อสร้าง พลังงาน ปิโตรเคมี ไปจนถึงโลจิสติกส์ ทำให้พวกเขามีทรัพยากรมหาศาลและอำนาจต่อรองทางการเมืองสูงมาก

    เสาหลักที่กำหนดอนาคตโลก

    ในโครงสร้างอำนาจอิหร่าน IRGC คือเสาหลักที่ใกล้ชิดกับผู้นำสูงสุด และมีอดีตผู้บัญชาการจำนวนมากนั่งเก้าอี้สำคัญในรัฐบาล ด้วยขีดความสามารถด้านขีปนาวุธและโดรนขั้นสูง IRGC จึงไม่ใช่แค่ทหาร แต่เป็นผู้เล่นสำคัญที่จะกำหนดทิศทางความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์โลกในระยะยาว

    บทบาทในภูมิรัฐศาสตร์ยุคใหม่

    ในบริบทความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และพันธมิตรในภูมิภาค IRGC กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินยุทธศาสตร์ความมั่นคงของอิหร่าน

    บทบาทดังกล่าวครอบคลุมหลายมิติ เช่น

    • การพัฒนาเทคโนโลยีขีปนาวุธ
    • การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางทหาร
    • การดำเนินสงครามตัวแทนในภูมิภาค
    • การป้องปรามคู่แข่งผ่านยุทธศาสตร์อสมมาตร

    ในสายตาของรัฐบาลอิหร่าน IRGC คือกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างสมดุลอำนาจในภูมิภาค และป้องกันการแทรกแซงจากมหาอำนาจภายนอก

    ที่มา : nationtv 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862504&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rvDP6CROre9tdTeLJYX1b

  • สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบเศรษฐกิจโลก น้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์

    สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบเศรษฐกิจโลก น้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์

    สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหนัก เมื่อราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งสูงเกือบ 3% แตะระดับ 106 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศการโจมตีเป้าหมายทางทหารในเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันเกือบทั้งหมดของอิหร่าน

    ทรัมป์เตือนว่าการโจมตีอาจขยายไปถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหากสาธารณรัฐอิสลามแทรกแซงการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถูกปิดกั้นอย่างจริงจังนับตั้งแต่การดำเนินงานร่วมของสหรัฐฯ-อิสราเอลเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

    ญี่ปุ่นปล่อยน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์

    รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศเมื่อวันจันทร์ว่าได้เริ่มปล่อยน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์แล้ว หลังจากที่องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าการปล่อยจะเริ่มในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียก่อนภูมิภาคอื่น สมาชิก IEA ตกลงเมื่อวันที่ 11 มีนาคมให้ใช้สต็อกน้ำมันเพื่อบรรเทาการพุ่งสูงของราคาจากสงคราม ซึ่งถือเป็นการตอบสนองที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

    สหภาพยุโรปหารือเรื่องพลังงาน

    รัฐมนตรีพลังงานจาก 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปประชุมในกรุงบรัสเซลส์เมื่อวันจันทร์ เพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมสุดยอดวันพฤหัสบดี ที่ผู้นำจะหารือวิธีช่วยเหลือครอบครัวและธุรกิจรับมือกับราคาพลังงานที่พุ่งสูง บางประเทศได้ประกาศการกำหนดราคาเพดานภายในประเทศหรือลดภาษีเชื้อเฟื่อ ขณะที่อื่นผลักดันให้สหภาพยุโรปผ่อนปรนระบบการค้าการปล่อยคาร์บอน

    ภารกิจกองทัพเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

    รัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปหารือการขยายภารกิจกองเรือในทะเลแดงเพื่อช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตามที่ คายา คัลลาส นักการทูตระดับสูงของสหภาพยุโรประบุ น้ำมันดิบหนึ่งในห้าของโลกและก๊าซธรรมชาติจำนวนมากผ่านเส้นทางสำคัญนี้ ทางเลือกหนึ่งคือการเปลี่ยนภารกิจของปฏิบัติการ แอสไพด์ส ที่ป้องกันการจราจรทางเรือจากการโจมตีของกลุ่มฮูตีที่อิหร่านสนับสนุน

    สถานการณ์ยังรุนแรงขึ้นเมื่อโดรนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันบนชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทำให้เกิดไฟไหม้ในเขตอุตสาหกรรมน้ำมันฟูไจราห์ โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่สนามบินดูไบกลับมาให้บริการหลังเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับโดรนทำให้เกิดไฟไหม้ถังเชื้อเพลิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/middle-east-war-global-economic-impact-oil-surge&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T2MyWKOttdGAtT-p3dsWR

  • กรมอนามัยชูแนวคิด ‘สุขภาวะยั่งยืน’ ลดโลกร้อน ลดความเสี่ยงสุขภาพ – อนามัยมีเดีย

    กรมอนามัยชูแนวคิด ‘สุขภาวะยั่งยืน’ ลดโลกร้อน ลดความเสี่ยงสุขภาพ – อนามัยมีเดีย

    กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ชู แนวคิดการสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืน ผ่านการปาฐกถาหัวข้อ “การสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก (Building Sustainable Wellness Under Climate Change)”  ชวน บุคคลและหน่วยงานดีเด่นที่ได้รับพระราชทานรางวัล Princess Health Award  ร่วมอภิปราย “ความสำเร็จสู่เส้นทางงานส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม” ในงานวิชาการส่งเสริมสุขภาพ และอนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 18 พ.ศ. 2569 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

               วันนี้ (16 มีนาคม 2569) แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อทั้งระบบสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสถานการณ์โลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นและเกิดปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้วบ่อยครั้ง องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีประชากรกว่า 38 ล้านคนทั่วโลกมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากโรคที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ ขณะเดียวกันยังมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5 เฉลี่ยกว่า 8 ล้านคนต่อปี รวมถึงมีผู้เสียชีวิตจากสภาพอากาศร้อนจัดประมาณ 2.4 ล้านคนต่อปี

               “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์หลายด้าน ทั้งสิทธิในการดำรงชีวิต สิทธิด้านสุขภาพ สิทธิในการเข้าถึงน้ำสะอาดและระบบสุขาภิบาล รวมถึงความมั่นคงทางอาหารและที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีรายได้น้อย ผลกระทบด้านสุขภาพ พบว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคลมแดด ภาวะขาดน้ำ และโรคหัวใจและหลอดเลือด ขณะที่มลพิษทางอากาศส่งผลต่อโรคระบบทางเดินหายใจและโรคปอดเรื้อรัง นอกจากนี้ ภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วมและพายุ ยังส่งผลต่อระบบสาธารณสุขการเข้าถึงบริการสุขภาพ ความปลอดภัยด้านอาหารและน้ำ การสร้างสุขภาวะที่ยั่งยืนในยุค Climate Change จึงจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่หลายมิติ ทั้งการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้ประชาชนสามารถปรับตัวและดูแลสุขภาพตนเองได้ การพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ เช่น เมืองสุขภาพดี อาหารปลอดภัย น้ำสะอาด และสิ่งแวดล้อมปลอดมลพิษ รวมถึงการเสริมความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุข กรมอนามัยจึงนำเสนอและแลกเปลี่ยนความสำเร็จของผู้ได้รับ Princess Health Award ในการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมของประเทศ” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

               รองศาสตราจารย์ ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำเสนอประสบการณ์การทำงานด้านสุขภาพเมือง ผลงานสำคัญ อาทิ การเปิดคลินิกมลพิษทางอากาศ PM2.5 โครงการห้องเรียนปลอดฝุ่นโครงการตรวจสุขภาพเชิงรุก 1 ล้านคน กิจกรรม วิ่งล้อมเมืองใน 50 เขต เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายของประชาชนและผลักดันความก้าวหน้าในสายงาน นักฉุกเฉินการแพทย์ เพื่อยกระดับระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินในเมืองใหญ่

               ศาสตราจารย์ ดร.วงศา เล้าหศิริวงศ์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้นำเสนอการขับเคลื่อนงานด้านความรอบรู้สุขภาพ ทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค และการพัฒนานวัตกรรม “ชุบันทึกสุขภาพแม่และเด็กสองภาษา (ไทย–พม่า)” โครงการวิจัย “การดำเนินยุทธศาสตร์ที่ชุมชนเป็นผู้นำเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในพื้นที่ภาคตะวันออกของเมียนมา” รวมถึงการผลักดันการเผยแพร่งานด้านการส่งเสริมสุขภาพและความรอบรู้ด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

               ด้าน นายแพทย์อดุลย์ เร็งมา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยี่งอเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดนราธิวาสได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนา โรงพยาบาลสีเขียว (Green Hospital) โดยมุ่งสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาและการฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วย ภายใต้แนวคิด “รมณียสถานเพื่อการเยียวยา” ที่เน้นการออกแบบพื้นที่และสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลให้เป็นธรรมชาติ ส่งเสริมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจของผู้รับบริการ

    ***                           

    กรมอนามัย / 16 มีนาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/160325692/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04mPct_O-6QFI7w_19Aae1

  • เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด “สวนสนลอย” คาเฟ่วิถียั่งยืนริมทะเล

    เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด “สวนสนลอย” คาเฟ่วิถียั่งยืนริมทะเล

    เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด “สวนสนลอย” คาเฟ่วิถียั่งยืนริมทะเล

    เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน เปิดตัวคาเฟ่สวนสนลอย พื้นที่สีเขียวผสานวิถีชุมชน ใต้ร่มไทรอายุ 80 ปี พร้อมขับเคลื่อน ESG มุ่งสู่ Green Hotel อย่างยั่งยืน

    เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด “สวนสนลอย” คาเฟ่แห่งวิถีชีวิตยั่งยืน เชื่อมโยงธรรมชาติ ชุมชน และประสบการณ์ริมทะเล

    ท่ามกลางกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความยั่งยืนที่กำลังมาแรง เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน เปิดตัวพื้นที่สีเขียวแห่งใหม่ใจกลางชะอำในชื่อ “คาเฟ่สวนสนลอย” จุดหมายปลายทางที่ไม่ได้เป็นเพียงคาเฟ่ธรรมดา

    แต่ถูกออกแบบให้เป็น Sustainable Experience Destination หรือพื้นที่ประสบการณ์เชิงยั่งยืนที่เชื่อมโยงธรรมชาติ วิถีชีวิต และชุมชนท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน
     

    เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด

    หนึ่งในสิ่งที่ทำให้คาเฟ่แห่งนี้โดดเด่นไม่ใช่แค่การออกแบบ แต่คือเรื่องราวเบื้องหลังที่ชื่อ “สวนสนลอย” แฝงไว้

    นายอัษฎางค์ สุขวิเศษ ผู้จัดการทั่วไป เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน เล่าให้ฟังว่า “ชื่อสวนสนลอยมีที่มาจากชื่อถนน ‘สวนสนลอย’ ซึ่งเป็นเส้นทางที่เชื่อมโยง 3 หมู่บ้านในพื้นที่เข้าด้วยกัน บวกกับตำนานของต้นสนในท้องถิ่นที่เมื่อล้มลงแล้วกลับลอยน้ำได้ ชื่อนี้จึงสะท้อนทั้งรากเหง้าของชุมชนและจิตวิญญาณของธรรมชาติในเวลาเดียวกัน”

    เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด

    ตัวคาเฟ่ตั้งอยู่ภายใต้ร่มเงาของต้นไทรคู่ยักษ์อายุกว่า 80 ปี ซึ่งกลายเป็นหัวใจของพื้นที่ทั้งหมด การออกแบบเน้นความเปิดโล่งรับลมธรรมชาติโดยไม่ใช้เครื่องปรับอากาศ เพื่อมอบความรู้สึกชุ่มชื้น ผ่อนคลาย และใกล้ชิดธรรมชาติอย่างแท้จริง

    อัษฎางค์ สุขวิเศษ ผู้จัดการทั่วไป เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน

    รสชาติจากชุมชน สู่ประสบการณ์ที่ยั่งยืน

    เมนูภายในคาเฟ่สวนสนลอยได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน โดยเน้นการใช้วัตถุดิบออร์แกนิกและเมล็ดกาแฟที่มาจากวิสาหกิจชุมชน อาทิ กลุ่มกะเหรี่ยงบางกลอย แก่งกระจาน และดอยช้าง เสิร์ฟคู่กับพิซซ่าแป้งสดฝีมือของเชฟชาวต่างชาติที่นำเสนอกลิ่นอายสากลในบรรยากาศท้องถิ่น
    นอกจากนี้ 

    ทุกวันเสาร์ที่ 2 ของเดือน คาเฟ่แห่งนี้จะแปรเปลี่ยนเป็น “ตลาดสวนสนลอย” พื้นที่กว่า 40 ร้านค้าที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรและช่างฝีมือท้องถิ่นนำสินค้าและภูมิปัญญามาจำหน่ายโดยตรงในราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งไม่เพียงกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน แต่ยังสร้างความผูกพันระหว่างผู้เข้าพักกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของชะอำอย่างแท้จริง

    เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด

    ธุรกิจที่ยืนหยัด แม้โลกผันผวน

    ในบริบทของสถานการณ์โลกที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงสร้างความกังวลในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว นายอัษฎางค์ ยืนยันด้วยความมั่นใจว่าผลกระทบต่อเซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน นั้นมีน้อยมาก

    “ฐานลูกค้าหลักของเรากว่า 90% เป็นชาวไทย ประกอบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรปที่พักระยะยาว หรือ Long Stay ซึ่งมีความภักดีต่อแบรนด์สูงมาก ทำให้ความผันผวนจากปัจจัยภายนอกเหล่านี้ไม่ได้กระทบต่อการดำเนินธุรกิจของเราอย่างมีนัยสำคัญ” นายอัษฎางค์กล่าว

    เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด

    เป้าหมายการเติบโต และวิสัยทัศน์สีเขียว

    ด้านทิศทางธุรกิจ นายอัษฎางค์ระบุว่าโรงแรมมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 65–75% ต่อปี โดยตั้งเป้าการเติบโตอย่างต่อเนื่องผ่านการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มครอบครัวและผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงและตอบสนองต่อแนวทางการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพได้ดี

    “เราไม่ได้มุ่งแค่เรื่องตัวเลข แต่เราต้องการสร้างสมดุลระหว่างการบริการที่ดีและการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อมกัน” ผู้จัดการทั่วไปกล่าวเสริม

    เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด

    ปัจจุบันโรงแรมได้รับการรับรองมาตรฐาน STGs ระดับ 5 ดาว และกำลังขับเคลื่อนแนวทาง ESG อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) และโครงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในด้านต่างๆ เพื่อก้าวสู่การเป็น Green Hotel อย่างยั่งยืนในอนาคตอันใกล้ เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด

    พักผ่อนเหนือระดับที่ เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ

    นอกจากคาเฟ่และตลาดชุมชน โรงแรมแห่งนี้ยังพร้อมรองรับผู้เข้าพักด้วยห้องพักถึง 190 ห้อง มีให้เลือกตั้งแต่ห้องซูพีเรีย ห้องดีลักซ์ ไปจนถึงห้องเอ็กเซ็กคูทีฟสวีท ตกแต่งด้วยโทนสีฟ้าและสีน้ำเงินเข้ม เข้ากับบรรยากาศชายหาดที่เงียบสงบ

    สิ่งอำนวยความสะดวกครบครันสำหรับทุกคนในครอบครัว:

    – สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ พร้อมสไลเดอร์และเครื่องเล่นสำหรับเด็ก

    – Kids’ Club ที่เตรียมปรับโฉมใหม่ในธีม “Little Chef” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

    – Cense by Spa Cenvaree สำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการการผ่อนคลาย

    – ห้องอาหาร Pearl และ Sands เสิร์ฟทั้งอาหารไทยดั้งเดิมและนานาชาติฟิวชั่น

    เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด

    ในด้านภาพรวมธุรกิจ นายอัษฎางค์ ยืนยันถึงความแข็งแกร่งของโรงแรมว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ เนื่องจากฐานลูกค้าหลักกว่า 90% เป็นชาวไทย (และ 75% ในช่วงไฮซีซัน) รวมถึงกลุ่มยุโรปที่พักระยะยาว (Long Stay) ซึ่งมีความเชื่อมั่นในแบรนด์สูง

    โรงแรมมุ่งมั่นสร้างสมดุลระหว่างการบริการและการดูแลทรัพยากร ปัจจุบันมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยปีต่อปีอยู่ที่ 65-75% พร้อมตั้งเป้าการเติบโตต่อเนื่องในฐานะแบรนด์ที่เข้าถึงง่ายและสนุกสนาน ภายใต้อัตลักษณ์ “Life” ที่เน้นความเรียบง่ายแต่ตอบโจทย์ทุกกลุ่มคน เซ็นทารา ไลฟ์ ชะอำ เปิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/739477&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pPoFrefAK_JugRf_VnoQE

  • ‘ประธานสภา’ นัดโหวต ‘นายกรัฐมนตรี’ วันที่ 19 มี.ค. นี้ | เดลินิวส์

    ‘ประธานสภา’ นัดโหวต ‘นายกรัฐมนตรี’ วันที่ 19 มี.ค. นี้ | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 14.45 น. วันที่ 16 มี.ค. 69 ที่รัฐสภา นายโสภณ  ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร  แถลงภายหลังพิธีรับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร  ว่า ตนเตรียมออกระเบียบวาระประชุมสภาผู้แทนราษฎร  เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 19 มี.ค.นี้ เพราะอยากเห็นรัฐบาลได้มีอำนาจเต็มก่อนสงกรานต์ เพราะตอนนี้มีวิกฤติต่างๆ รุมเร้า หากมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    เมื่อถามถึง ร่างกฎหมายต่างๆ รวมถึงการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในสภานั้น  นายโสภณ กล่าวว่า ต้องรัฐบาลใหม่ยืนยันเข้ามา รอให้มีครม.ก่อน คงมีการยืนยันเข้ามา.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5692798/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Lv0r1ki7H9PuTCGKGovk5

  • ประวัติ “จุลพันธ์” กับบทบาทใหม่ ว่าที่ รมว.ศึกษาธิการ ชู “เรียนฟรีมีรายได้” ยกเครื่องทุนมนุษย์

    ประวัติ “จุลพันธ์” กับบทบาทใหม่ ว่าที่ รมว.ศึกษาธิการ ชู “เรียนฟรีมีรายได้” ยกเครื่องทุนมนุษย์

    ประวัติ  “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย รับภารกิจสำคัญคุมกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาไทยรับตลาดแรงงานโลก

    เส้นทางของนักการเมืองรุ่นใหม่จากพรรคเพื่อไทยที่ชื่อ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์”  แม้จะไร้ขวากหนามเพราะมีพ่อที่ชื่อ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” เคลียร์ทางไว้ให้แล้ว แต่ก็ไม่ใช่เพราะบารมีพ่อเสียทีเดียวทำให้ก้าวมาถึงวันนี้ได้ แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะฝีไม้ลายมือที่มีบทบาทสำคัญในช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้”แพทองธาร ชินวัตร” 

    บทบาทในพรรคเพื่อไทยช่วงรัฐบาลแพทองธาร ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายจุลพันธ์ได้รับมอบหมายเป็นประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการด้านเศรษฐกิจและสวัสดิการของรัฐบาลเพื่อไทย

    หลังฟ้าผ่าพรรคเพื่อไทยจนนำมาสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ “หัวหน้าพรรค” เมื่อ น.ส.แพทองธารลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพราะถูกศาลตัดสิทธิ์ในตำแหน่งนายกฯ ในปี 2568 นายจุลพันธ์ก็ถูกเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ด้วยคะแนนท่วมท้นจากสมาชิกพรรค

    สำหรับประวัตินายจุลพันธ์ เกิด 8 เมษายน 2518 เป็นบุตรชายของนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กับ นางเพ็ชรี (เตชะไพบูลย์) อมรวิวัฒน์

    ด้านประวัติการศึกษา นายจุลพันธ์ สำเร็จการศึกษามัธยมศึกษาโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ปริญญาโท MBA, Boston College, USA

    ประสบการณ์การทำงานของนายจุลพันธ์ผ่านมาหลากหลายหน้าที่ ทั้ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร, อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ปี 2548, 2550, 2554, 2562, 2566 อดีตกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร, อดีตกรรมาธิการงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร, อดีตกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร, อดีตกรรมาธิการพืชผลการเกษตร สภาผู้แทนราษฎร, อดีตคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล, อดีตคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน, อดีตคณะกรรมการเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย และ อดีตประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส)

    นายจุลพันธ์ถูกมองว่าเป็น “ขุนพลสายบุ๋น” ที่เข้าใจเรื่องงบประมาณและการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์อย่างลึกซึ้ง โดยผลงานเด่นคือการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจะถูกนำมาต่อยอดสู่ระบบ “Digital Education” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

    ภารกิจ “ยกเครื่องการศึกษาไทย” จึงเป็นอภิมหาโปรเจกท์” ด้วยการเชื่อมโยงศรษฐกิจนำแนวคิด “เรียนรู้เพื่อมีรายได้” มาปรับใช้ ให้เด็กไทย “มีกิน-มีใช้-มีเกียรติ” ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ และล้างหนี้สินของครูด้วยการเตรียมสานต่อนโยบายแก้หนี้สินภาคประชาชน เข้าสู่ระบบการจัดการหนี้สินครูทั่วประเทศ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากรทางการศึกษา และนวัตกรรมหวยเกษียณที่เล็งปรับปรุงระบบการออมผ่านสถานศึกษา เพื่อวางรากฐานการเงินให้เยาวชนตั้งแต่วัยเรียน

    จากการเป็น สส. 5 สมัย และอดีตวิปฝ่ายค้านที่แม่นยำข้อมูล การข้ามห้วยจากคลังมาคุม “เสมา 1” ในครั้งนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยต้องการใช้ “มือบริหารเศรษฐกิจ” เข้ามาแก้ปัญหาเรื้อรังในกระทรวงศึกษาธิการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมก่อนถึงวันเลือกตั้งปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2920369&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M200iciKHDJV6ZfpCOwDp

  • ครอบครัว “สุวรรณบุตร” มอบเงินอัดฉีด วงดนตรีลูกทุ่ง PWS กว่าสามแสนบาท หลังคว้าชัย “ชิงช้าสวรรค์ 2026” ทะยานสู่รอบ 10 ทีมสุดท้าย | TOPNEWS

    ครอบครัว “สุวรรณบุตร” มอบเงินอัดฉีด วงดนตรีลูกทุ่ง PWS กว่าสามแสนบาท หลังคว้าชัย “ชิงช้าสวรรค์ 2026” ทะยานสู่รอบ 10 ทีมสุดท้าย | TOPNEWS

    ดร.ชูชาติ เที่ยงธรรม ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา รวมถึงคณะครู เดินทางไปให้กำลังใจนักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขันและร่วมเชียร์อย่างใกล้ชิด อีกทั้งเพื่อเป็นการสนับสนุนและจุดประกายความสามารถเยาวชนของนักเรียนโรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา PWS ให้แสดงศักยภาพบนเวทีระดับประเทศได้อย่างเต็มที่

    นอกจากนี้ หลังจากการแข่งขันครอบครัวสุวรรณบุตร ยังได้มอบเงินรางวัลให้กับสมาชิกวงดนตรีลูกทุ่ง PWS คนละ 10,000 บาท รวมมูลค่ามากกว่า 360,000 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเยาวชนที่สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับโรงเรียนและพี่น้องชาวแพรกษา สมุทรปราการ

    นายสัมฤทธิ์ ล้ำเลิศ/นายอัฑฒ์ สุทธารักษ์ คิวผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.สมุทรปราการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1517849&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b8AfQVUUVDo7f5EnXbZE3

  • ผู้ว่าฯ นครพนม รุดเคลียร์! สั่งปลดล็อกโควตาน้ำมันช่วยวัด หลังเมรุประกาศงดเผาศพชั่วคราว | เดลินิวส์

    ผู้ว่าฯ นครพนม รุดเคลียร์! สั่งปลดล็อกโควตาน้ำมันช่วยวัด หลังเมรุประกาศงดเผาศพชั่วคราว | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ว่าที่พันตรีอดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พร้อมด้วย นายวีระ ฤกษ์วาณิชย์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ชี้แจงมาตรการควบคุมการจำหน่ายน้ำมัน จากกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวว่า วัดมหาธาตุ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครพนม ประกาศงดให้บริการเมรุฌาปนกิจศพเป็นการชั่วคราว เนื่องจากข้อจำกัดด้านการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการเผาศพได้ในช่วงนี้

    จังหวัดนครพนมชี้แจงว่า สถานการณ์ดังกล่าวเป็นผลจากมาตรการควบคุมการจำหน่ายน้ำมันเพื่อบริหารจัดการการกระจายสินค้าให้ทั่วถึงและป้องกันการขาดแคลนในช่วงสถานการณ์ปัจจุบันภายใต้มาตรการดังกล่าว ประชาชนทั่วไปจะสามารถซื้อน้ำมันได้ในวงเงินที่จำกัดเพื่อให้เกิดการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึง

    อย่างไรก็ตาม สำหรับหน่วยงานบริการสาธารณะหรือกรณีจำเป็นเร่งด่วน เช่น รถกู้ชีพ รถมูลนิธิ เครื่องสูบน้ำฉุกเฉิน รวมถึงวัดที่ต้องใช้น้ำมันสำหรับการฌาปนกิจศพยังสามารถจัดซื้อน้ำมันในปริมาณที่มากกว่าปกติได้ โดยให้ประสานส่วนราชการในพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการแก่หน่วยงานสาธารณะดังกล่าว

    นอกจากนี้ จังหวัดนครพนมยังได้กำชับ สำนักงานพลังงานจังหวัดนครพนม และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครพนมให้เข้มงวดในการตรวจสอบต้นทุนและเอกสารการซื้อขายของผู้ประกอบการเพื่อป้องกันการฉวยโอกาสจำหน่ายสินค้าเกินราคา หรือกักตุนสินค้าหากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐและปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5692155/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zaEUHzeCnmN1snom_o_4P

  • ผลวิจัยชี้ คะแนนความพอใจศูนย์บริการรถยนต์ลดลง ลูกค้าเน้นโปร่งใส สื่อสารชัด

    ผลวิจัยชี้ คะแนนความพอใจศูนย์บริการรถยนต์ลดลง ลูกค้าเน้นโปร่งใส สื่อสารชัด

    ผลวิจัยชี้ คะแนนความพอใจศูนย์บริการรถยนต์ลดลง ลูกค้าเน้นโปร่งใส สื่อสารชัด

    ผลวิจัยชี้ คะแนนความพอใจศูนย์บริการรถยนต์ลดลง ลูกค้าเน้นโปร่งใส สื่อสารชัด

    ผลสำรวจชี้คนไทย คาดหวังคุณภาพงานบริการหลังการขายในธุรกิจรถยนต์สูงขึ้น โดยบริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด รายงานการศึกษาวิจัยประสบการณ์ลูกค้าในการนำรถเข้ารับบริการหลังการขาย (Service CXI) จากศูนย์บริการรถยนต์มาตรฐานของแต่ละยี่ห้อทั่วประเทศ โดยพบว่าผลคะแนนความพึงพอใจรวมลดลง

    ดิฟเฟอเรนเชียล ทำวิจัยฯดัชนี Service CXI ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซึ่งครั้งนี้ศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปของเจ้าของรถยนต์ โดยทำการเปรียบเทียบผลงาน ความพึงพอใจ มาตรฐานการปฏิบัติงานในส่วนของบริการหลังการขายของรถยนต์แต่ละยี่ห้อ รวมถึงการนำข้อมูลที่สำรวจในอดีตจนถึงปัจจุบันมาวิเคราะห์แนวโน้มของการแข่งขัน

    ผลการวิจัยฯ ปี 2569 ชี้ให้เห็นถึงการปรับลดลงของความพึงพอใจใน 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.คุณภาพงานบริการ 2.การบริการจากพนักงาน และสิ่งอำนวยความสะดวกในศูนย์บริการ 3.การสื่อสารและความชัดเจน และ 4.ความสะดวกและความง่ายในการเข้าถึงบริการ

    โดยพบว่า ความพึงพอใจของลูกค้าลดลงในหลายประเด็นปลีกย่อย อาทิ ความพึงพอใจในความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของบุคลากรของผู้จำหน่าย คุณภาพงานซ่อม การอัพเดตความคืบหน้าระหว่างซ่อม ความชัดเจนด้านค่าใช้จ่าย รวมถึงบรรยากาศและสิ่งอำนวยความสะดวกในศูนย์บริการ

    สะท้อนว่าลูกค้ามีความคาดหวังที่สูงขึ้นต่อมุมมองทั้งด้าน ความรู้ทางเทคนิคและความสามารถของบุคลากรของผู้จำหน่าย กระบวนการในการให้บริการและสื่อสารกับลูกค้า รวมถึงความสะดวกสบายในการมาใช้บริการที่ศูนย์บริการ

    นายศิรส สาตราภัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการศึกษาวิจัยประสบการณ์ลูกค้าด้านความพึงพอใจในการนำรถเข้ารับบริการหลังการขาย เราพบประเด็นที่น่าสนใจ เช่น คะแนน Service CXI โดยรวมในปี 2569 ลดลง 2 คะแนน

    การศึกษาวิจัยฯ ครั้งนี้ ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2568 โดยรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นจากเจ้าของรถยนต์ที่นำรถเข้ารับบริการภายในช่วงเวลาไม่เกิน 10 เดือนนับจากวันที่สัมภาษณ์ และเป็นเจ้าของรถที่มีอายุ 12 ถึง 36 เดือนนับจากวันที่สัมภาษณ์ โดยวัดความพึงพอใจใน 5 ปัจจัยหลักที่ลูกค้าให้ความสำคัญ ได้แก่ คุณภาพงานบริการ ราคาและความคุ้มค่า การบริการจากพนักงานและสิ่งอำนวยความสะดวกในศูนย์บริการ การสื่อสารและความชัดเจน และความสะดวก และความง่าย ในการเข้าถึงบริการ

    ดังนั้น เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดด้านประสบการณ์บริการหลังการขายของลูกค้า ผู้ผลิตรถยนต์ และผู้จำหน่ายควรมุ่งเน้น การเสริมสร้างความสม่ำเสมอในการปฏิบัติงานตลอดขั้นตอนการให้บริการ ตั้งแต่ การวิเคราะห์และการซ่อมให้ถูกจุดตั้งแต่ครั้งแรก การแจ้งระยะเวลาการซ่อมที่ชัดเจน การสื่อสาร การให้คำแนะนำของที่ปรึกษาการบริการอย่างมืออาชีพ

    ตามการศึกษายังระบุว่า แม้ว่ากว่า 80% ของลูกค้ายังคงนิยมจองคิวนัดหมายผ่านโทรศัพท์จากศูนย์บริการ แต่ช่องทางที่สร้างความพึงพอใจสูงสุดคือ “แอปพลิเคชัน” ของแบรนด์ รองลงมาคือ การสื่อสารผ่านแชทกับบุคลากรของผู้จำหน่าย

    นอกจากนี้ การติดตามผลหลังการเข้ารับบริการอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ(ไม่ใช่เพียงการติดต่อครั้งเดียว) หลังจากลูกค้าเข้ารับบริการ มีผลต่อความพึงพอใจที่ดีกว่า และช่วยสร้างความรู้สึกผูกพันกับศูนย์บริการได้มากกว่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/motor/motor/653988&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zNOHLFGSQcr7UQCTM01d9

  • ‘ท่องเที่ยวไทย’ เจอแรงกระแทก รายได้ส่อหาย 2 หมื่นล้าน

    ‘ท่องเที่ยวไทย’ เจอแรงกระแทก รายได้ส่อหาย 2 หมื่นล้าน

    ไฟสงครามตะวันออกกลางกำลังสะเทือนถึง ‘ท่องเที่ยวไทย’ เมื่อเส้นทางบินต้องอ้อม ต้นทุนสายการบินพุ่ง และเที่ยวบินถูกยกเลิก ขณะอุตสาหกรรมฯประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ไทยอาจสูญรายได้ท่องเที่ยว ‘หลายหมื่นล้านบาท’

    เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า “แผนฟื้นท่องเที่ยวของไทย” กำลังสะดุด หลังไฟสงครามในตะวันออกกลางปะทุ จนกดดันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับอุตสาหกรรมการเดินทางทั่วโลก

    หลังจากปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย “ลดลง 7%” เหลือ 32.9 ล้านคน เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนลดลงอย่างมาก ไทยจึงตั้งเป้าปี 2569 ว่า จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 36 ล้านคน โดยหวังว่าความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนจะฟื้นตัว และจำนวนนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตลาดระยะไกลอื่น ๆ จะเติบโตต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคาดว่า ไทยอาจเผชิญการลดลงของนักท่องเที่ยว “อีก 10-15%” เนื่องจากสงครามกับอิหร่านทำให้สายการบินต้องบินอ้อม ส่งผลให้ค่าโดยสารเครื่องบินสูงขึ้น อีกทั้งยังมีการยกเลิกเที่ยวบิน ซึ่งกระทบนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่มักเดินทางมาไทยผ่านศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลาง เช่น ดูไบ

    เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทยกล่าวว่า “การบินอ้อม” ทำให้ต้นทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น สายการบินจึงต้องขึ้นราคาตั๋ว และเมื่อค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยรวมสูงขึ้น ก็อาจทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจไม่เดินทางมาไทย

    ในขณะนี้ ภาคการท่องเที่ยวของไทยเริ่มได้รับผลกระทบแล้ว โดยในสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม หลังจากสหรัฐและอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่าน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย “ลดลง 8.9%” จากสัปดาห์ก่อนหน้า เหลือ 616,229 คน ตามข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ยิ่งไปกว่านั้น นักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางลดลงถึง 18% ในสัปดาห์ดังกล่าว ซึ่งกลุ่มนี้คิดเป็นประมาณ 27% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในปี 2568 สะท้อนให้เห็นผลกระทบจากความขัดแย้งทางทหาร

    ขณะเดียวกัน การบินไทยประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า จะขึ้นราคาตั๋วเครื่องบิน 10-15% เนื่องจากต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น และสายการบินอื่น ๆ จำนวนมากก็ประกาศปรับราคาขึ้นเช่นกัน ซึ่งยิ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักเดินทาง

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินว่า หากสงครามยืดเยื้อประมาณ 6 เดือน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอาจ “สูญเสียรายได้สูงถึง 29,000 ล้านบาท” แต่หากสงครามยืดเยื้อเพียง 1-3 เดือน รายได้ท่องเที่ยวอาจ “หายไป 9,000-20,000 ล้านบาท”

    ด้านบริษัทเซ็นทรัล รีเทล ซึ่งดำเนินธุรกิจห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศคาดว่า ต้นทุนการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของสงคราม และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง จะทำให้ผลประกอบการปีนี้ลดลง

    สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเซ็นทรัล รีเทลกล่าวว่า ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง จะทำให้กำไรของบริษัทลดลงประมาณ 1%

    เขายังระบุว่า ในระยะสั้นถึงระยะกลาง ผลกระทบเชิงลบจะเกิดขึ้นจากการยกเลิกเที่ยวบินและราคาการเดินทางที่เพิ่มขึ้น แต่ในระยะยาว ผลกระทบจะลดลง เพราะคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินทางมาไทยมากขึ้น

    ทั้งนี้ ภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วนประมาณ 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทย จึงเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนาม

    สมาคมโรงแรมไทยยังระบุว่า “จังหวัดภูเก็ต” ซึ่งเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรป จะได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ

    เทียนประสิทธิ์กล่าวว่า ขณะนี้ภาคท่องเที่ยวกำลังฝากความหวังไว้กับนักท่องเที่ยวจากจีน อินเดีย และมาเลเซีย และต้องการให้รัฐบาลทำการตลาดในประเทศเหล่านี้มากขึ้น เพราะเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง

    ในปี 2568 “มาเลเซีย” เป็นประเทศที่ส่งนักท่องเที่ยวมาไทยมากที่สุด จำนวน 4.5 ล้านคน รองลงมาคือจีน 4.4 ล้านคน และอินเดีย 2.4 ล้านคน ตามข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    อ้างอิง: nikkei

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1225347&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wjLqzUtflu8sIDB3cUOLS