Blog

  • คมนาคม เดินหน้ายุทธศาสตร์พัฒนาระบบขนส่งไทย ยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มโอกาสเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    คมนาคม เดินหน้ายุทธศาสตร์พัฒนาระบบขนส่งไทย ยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มโอกาสเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม กล่าวว่า บริบทของสังคมโลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับความผันผวนด้านพลังงาน ต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปัญหาฝุ่น PM 2.5 กระทรวงคมนาคมจึงเดินหน้ายุทธศาสตร์ในการพัฒนาระบบคมนาคมที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า มุ่งสู่ความยั่งยืนในระยะยาวด้วยการยกระดับระบบรางให้เป็นการขนส่งหลักของประเทศ คือการพัฒนารถไฟทางคู่ เพื่อความคล่องตัวในการเดินรถ มีความตรงต่อเวลา ลดข้อจำกัดการรอสับหลีก และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ควบคู่ไปกับการขยายเส้นทางรถไฟทางคู่สายใหม่ให้ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เชื่อมโครงข่ายทางรางทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

    พร้อมทั้งเพิ่มบทบาทการขนส่งทางน้ำ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในรูปแบบท่าเรืออัจฉริยะ (E-Port) และเชื่อมต่อกับระบบคมนาคมรูปแบบอื่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดระยะเวลา และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ของประเทศ เสริมศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค

    อีกหนึ่งทิศทางสำคัญคือพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะด้วยระบบขนส่งมวลชนรอง (Feeder system) เพื่อให้เกิดการเดินทางไร้รอยต่อ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบขนส่งได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีต้นทุนที่เหมาะสม และการขับเคลื่อนสู่ระบบคมนาคมขนส่งผ่านการใช้พลังงานสะอาด โดยเฉพาะการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในระบบขนส่งสาธารณะและภาคโลจิสติกส์ ทั้งรถเมล์ไฟฟ้า เรือไฟฟ้า รวมถึงรถบรรทุกไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน และปรับโครงสร้างพลังงานของภาคคมนาคมไปสู่รูปแบบที่สะอาดมากขึ้น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และบรรเทาปัญหามลพิษทางอากาศในเขตเมือง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

    “จากรากฐานที่สั่งสมมากว่า 114 ปี กระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์ของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกการขนส่งเดินทางของคนไทยเป็นไปอย่างสะดวก ปลอดภัย ตรงเวลา เข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเสริมศักยภาพไทยในเวทีโลก” นายพิพัฒน์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/581859&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WmKQDv45tSd2Nvo2obmrr

  • ‘ยศชนัน’ ย้ำ ‘การศึกษา’ คือเรื่องของทุกคนและทุกโครงสร้างในประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องของครูหรือโรงเรียน

    ‘ยศชนัน’ ย้ำ ‘การศึกษา’ คือเรื่องของทุกคนและทุกโครงสร้างในประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องของครูหรือโรงเรียน

    ‘ยศชนัน’ แลกเปลี่ยนการพัฒนาการศึกษาในยุคพลวัต กับ นักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 68 ย้ำ ‘การศึกษา’ คือเรื่องของทุกคนและทุกโครงสร้างในประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องของครูหรือโรงเรียน

    ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “การพัฒนาการศึกษาในยุคพลวัตเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยอย่างยั่งยืน” แก่นักศึกษาหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ประจำปีการศึกษา 2568-2569 ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ว่า

    “การศึกษา” คือเรื่องของ “ทุกคน” และ “ทุกโครงสร้าง” ในประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องของครูหรือโรงเรียน

    ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับ นักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 68 ในหัวข้อการพัฒนาการศึกษาในยุคพลวัต เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เป็นการพูดคุยที่ทำให้ได้มุมมองที่หลากหลาย มี 5 ประเด็นสำคัญที่ตั้งใจสื่อสารในวันนี้ครับ

    1. การศึกษา = เศรษฐกิจ + สังคม + คมนาคม

    ปัญหาการศึกษาไม่ได้อยู่แค่ที่ครูหรือหลักสูตร แต่คือ “โครงสร้างความเหลื่อมล้ำ” ตัวอย่างเช่น หากการคมนาคมเข้าถึง มีระบบเชื่อมต่อที่ดี ความเหลื่อมล้ำในการเดินทางจะลดลง การเข้าถึงโรงเรียนและทรัพยากรการเรียนรู้จะดีขึ้น ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาโดยตรง นักเรียนจะมีคุณภาพมากขึ้นทันที การพัฒนาการศึกษาจึงจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไปพร้อมกันครับ

    2. สร้าง Safety Net เพื่อตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น

    รัฐต้องมีระบบรองรับเมื่อครอบครัวเผชิญวิกฤต ไม่ว่าจะด้านสุขภาพหรือเศรษฐกิจ ต้องมีเครื่องมือให้กลับมาตั้งหลักได้ เช่น ระบบ Upskill / Reskill เพื่อไม่ให้ความยากจนเป็นอุปสรรคจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่น

    3. New Growth Engine: เพิ่มมูลค่าจากฐานเดิม

    ประเทศไทยต้องก้าวข้ามการส่งออกวัตถุดิบไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรหรืออุตสาหกรรมใหม่ เช่น AI, Wellness หรือ Medical Hub เพื่อยกระดับเศรษฐกิจให้แข่งขันได้ในระยะยาว

    4. ปฏิรูปโครงสร้างผ่าน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

    การปฏิรูปต้องเชื่อม “การศึกษา” กับ “ตลาดแรงงาน” ให้ใกล้กันมากขึ้น หลักสูตรต้องตอบโจทย์การทำงานจริง ขณะเดียวกันต้องลดภาระที่ไม่จำเป็นของครู ด้วยระบบดิจิทัล เพื่อให้ครูกลับไปโฟกัสกับการสอนอย่างเต็มที่

    5. ผู้นำต้องตัดสินใจบนอนาคต

    ในช่วงเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีและบริบทโลก ผู้นำต้องมองระยะยาว กล้าตัดสินใจในสิ่งที่อาจยังไม่เป็นที่เข้าใจในปัจจุบัน แต่จำเป็นต่ออนาคตของประเทศ พร้อมสื่อสารให้สังคมเห็นทิศทางร่วมกัน

    ขอบคุณนักเรียน วปอ.68 ทุกท่านสำหรับการแลกเปลี่ยนในวันนี้ครับ ผมมั่นว่าการพัฒนาการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และต้องเดินไปพร้อมกันครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/H7iMsfrCX&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gR_t02bi9OS75vlwKCjr5

  • ผู้ว่าททท.หวังสงครามยุติใน 1-3 เดือน คาดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ 30-34 ล้านคน เร่งพลิกวิกฤต

    ผู้ว่าททท.หวังสงครามยุติใน 1-3 เดือน คาดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ 30-34 ล้านคน เร่งพลิกวิกฤต

    ผู้ว่าททท.ถอดรหัสท่องเที่ยวไทย ปี 2569 ยันฟื้นตัวแต่ยังเปราะบาง

    วันนี้(วันที่ 2 เมษายน 2569) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยในปี 2569 ว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในช่วงต้นปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะ “ฟื้นตัวแต่ยังเปราะบาง

    แม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้น จากสัญญาณการฟื้นตัวบางส่วน โดยเฉพาะจากตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ และกิจกรรมท่องเที่ยวในช่วงต้นปี แต่การฟื้นตัวยังไม่สามารถกลับไปสู่ระดับเดียวกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าได้อย่างเต็มที่

    ล่าสุดความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ต่อสถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงกลางปีนี้ เนื่องจากเข้าสู่ช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว

    ประกอบกับแรงกดดันด้านต้นทุนและปัจจัยภายนอกประเทศที่ยังคงสูง ทั้งราคาพลังงาน ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และอัตราแลกเปลี่ยน การลดลงของดัชนีคาดการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่า การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยังไม่มีความต่อเนื่องและยังเปราะบางต่อแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2569  ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ภายใต้การฟื้นตัว และแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ดังนี้

    • วิกฤตต้นทุนและภูมิรัฐศาสตร์

    ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการเดินทาง และค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน นอกจากนี้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ยังส่งผลให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางบิน หรือบินอ้อมพื้นที่เสี่ยง

    ทำให้สถานการณ์ท่องเที่ยวในเดือนมีนาคม 2569 ตลาดท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล เช่น ยุโรปและอเมริกา เริ่มเห็นสัญญาณติดลบ หากสถานการณ์ยังไม่จบและมีสัญญาณบานปลาย

    • ความผันผวนของค่าเงินบาท

    ค่าเงินบาทที่แข็งค่าและผันผวนทำให้ประเทศไทยถูกมองว่ามีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญอย่างญี่ปุ่นและเวียดนาม ในขณะที่ตลาดนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ นักท่องเที่ยวจีนในช่วงต้นปี 2569 เติบโตต่อเนื่องกว่า 6.4 %

    • กำลังซื้อในประเทศที่จำกัด

    ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงทำให้คนไทยปรับพฤติกรรมเป็นการท่องเที่ยวแบบ “สั้น ใกล้บ้าน และประหยัด” มากขึ้น

    สถานการณ์ท่องเที่ยวไทย ปี 2569

    ททท.ปรับคาดการณ์ ชี้หากสงครามยุติภายใน 1-3 เดือน ต่างชาติเที่ยวไทย 3034 ล้านคน

    นางสาวฐาปนีย์ กล่าวต่อว่า เป้าหมายการท่องเที่ยวในปี 2569 ททท.ได้ปรับคาดการณ์ กรณีสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยุติภายใน 1-3 เดือน คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางมาเที่ยวไทย 30-34 ล้านคน ลดลงจากเป้าหมาย 18 % แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับสูง จากการชะลอตัว ของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา

    ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยจะมีการเดินทาง จำนวน 206 ล้านคน-ครั้ง ลดลงร้อยละ 3 จากเป้าหมาย คาดว่าจะสร้างรายได้รวมราว 2.58 ล้านล้านบาท

    เร่งพลิกวิกฤตเป็นโอกาส พลิกโฉมสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ทั้งนี้เพื่อให้ก้าวข้ามความท้าทายนี้ การฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะถัดไป ททท.จำเป็นต้องปรับแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ จากการมุ่งเน้นปริมาณนักท่องเที่ยวไปสู่การให้ความสำคัญกับ “คุณค่าทางเศรษฐกิจ” และ “ความยั่งยืน” มากยิ่งขึ้น ได้แก่

    1. “Value over Volume” ไทยจะเปลี่ยนแกนการสื่อสารจากการเป็นแหล่งท่องเที่ยวราคาถูก (Mass Tourism) สู่การเป็น High-value Tourism มุ่งเน้นกลุ่มที่มีศักยภาพสูง เช่น Digital Nomad, Wellness & Health Tourism, และกลุ่ม Premium FIT ซึ่งจะทำให้เกิดการพำนักระยะยาว และเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวสูงขึ้น 
    2. การสื่อสารเชิงรุกและใช้เทคโนโลยี เพื่อลดช่องว่างระหว่างข่าวเชิงลบในโซเชียลมีเดียกับความเป็นจริง ททท. มุ่งใช้ Influencer และ KOL ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Xiaohongshu และ Douyin สำหรับตลาดจีน รวมถึง TikTok และ YouTube สำหรับตลาดตะวันตก เพื่อกู้คืนความเชื่อมั่นในประเด็นความปลอดภัย และจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5
    3. การกระจายรายได้สู่เมืองรอง (Community Plus) ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองในรูปแบบ “แพ็กเกจประสบการณ์สำเร็จรูป” ที่เชื่อมโยงการเดินทางและระบบ Digital Payment เข้าด้วยกัน เน้นการทำตลาดตาม Theme เฉพาะกลุ่ม เช่น สายมู สายกิน สายสุขภาพ สายกีฬา สายผจญภัย สายสันทนาการ & คอนเสิร์ต หรือสาย Slow Life 
    4. การพยุง SMEs ท่องเที่ยว โดยททท.จะทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” ระหว่างผู้ประกอบการ ภาคการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และมาตรการภาษีเพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อย เสริมสร้างศักยภาพและการสร้างความแตกต่างด้านบริการ เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season) ไปได้ รักษาผู้ประกอบการให้อยู่ในระบบ ลดการแข่งขันตัดราคา และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

    ขับเคลื่อน 5 มาตรการฝ่าวิกฤต

    นอกจากนี้ททท.ได้หารือกับ 10 หน่วยงานภาคเอกชน เพื่อนำเสนอมาตรการในการช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเหมาะสมและทันท่วงที ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

    ผู้ว่าททท.หวังสงครามยุติใน 1-3 เดือน คาดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ 30-34 ล้านคน เร่งพลิกวิกฤต

    พร้อมข้อเสนอเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว ของภาคการท่องเที่ยวไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ สมดุล และยั่งยืน พร้อมรองรับความผันผวนในอนาคต และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศในภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลพิจารณามาตรการที่เหมาะสมต่อไป

    ผู้ว่าททท.ยังกล่าวต่อว่า  การพิจารณาแนวทางเพื่อกำหนดมาตรการการท่องเที่ยว จะประกอบด้วย 5 แนวทางหลัก ได้แก่ 

    1.หลีกเลี่ยงการดำเนินนโยบายที่อาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนกและส่งผลกระทบต่อระบบการท่องเที่ยวโดยไม่จำเป็น โดยมุ่งป้องกันไม่ให้มาตรการด้านพลังงานกลายเป็นปัจจัยเร่งให้การเดินทางและการท่องเที่ยวชะงักงันในภาพรวม โดยเฉพาะจากความเสี่ยงด้านการขาดแคลนพลังงานในภาคการขนส่ง ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ

    พร้อมดำเนินมาตรการลดต้นทุนการบินในเส้นทางระหว่างประเทศผ่านโครงการ “Thailand Summer Blast” อย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนกรกฎาคม 2569 

    2.รักษาและเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านการต่ออายุวีซ่า (VISA) และการจัดทำโปรโมชั่นเพื่อส่งเสริมการพำนักในประเทศไทย ด้วย “มาตรการขยายระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ” ที่ยังคงเชื่อมั่นและยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย     

    3.สนับสนุนการเดินทางระยะไกล และการเดินทางภายในภูมิภาคที่ก่อให้เกิดมูลค่าสูงทางเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิด “Peace Tourism” ส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน สร้างสรรค์ และมีศักยภาพต่อการกระตุ้นให้เกิดการเดินทางระหว่างประเทศ

    4. ส่งเสริมการกระจายรายได้สู่เมืองรอง และพื้นที่ชุมชน ผ่านการท่องเที่ยวภายในประเทศ ภายใต้แนวคิด “ไทยเที่ยวไทย” และ “Community Plus” ด้วยการส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะ กลุ่มเพื่อน กลุ่มครอบครัว และกลุ่มข้าราชการ ผ่านรูปแบบ Carpool เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร

    ผู้ว่าททท.หวังสงครามยุติใน 1-3 เดือน คาดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ 30-34 ล้านคน เร่งพลิกวิกฤต

    รวมถึงการชักชวนคนไทยเดินทางท่องเที่ยวใกล้บ้าน จุดประกายและยกระดับแหล่งท่องเที่ยว Hidden Gems ทั่วประเทศ

    5. ผลักดันการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยมุ่งยกระดับคุณภาพของกิจกรรมการท่องเที่ยวและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้มีความเข้มแข็งในเชิงคุณค่า

    ผู้ว่าททท.หวังสงครามยุติใน 1-3 เดือน คาดต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ 30-34 ล้านคน เร่งพลิกวิกฤต

    ควบคู่กับการสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความเชื่อมั่นในการเดินทาง ความปลอดภัย และมาตรฐานแหล่งพำนักรวมถึงการให้บริการที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวพำนักระยะยาว และสินค้าการท่องเที่ยวกลุ่ม Health & Wellness ทั้งด้านการดูแลสุขภาพ การพักฟื้น และการท่องเที่ยวเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายจากทั่วโลก 

    รวมทั้งททท. ได้จัดตั้ง “คณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน” เพื่อทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์ ประเมินผลกระทบ ขับเคลื่อน กำกับ และติดตามการดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นการวางฐานเชิงโครงสร้าง

    เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยจากการฟื้นตัวเชิงปริมาณไปสู่การฟื้นตัวเชิงคุณภาพ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืน เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยว กลับมาเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่ง และยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/655574&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jc9u88cGAGSz8MQjd5D9k

  • แก้เกมสู้วิกฤตพลังงาน! ททท. ดัน “เที่ยวใกล้บ้าน” ชูอีเวนต์โลกดึงต่างชาติ

    แก้เกมสู้วิกฤตพลังงาน! ททท. ดัน “เที่ยวใกล้บ้าน” ชูอีเวนต์โลกดึงต่างชาติ

    แก้เกมสู้วิกฤตพลังงาน! ททท. ดัน “เที่ยวใกล้บ้าน” ชูอีเวนต์โลกดึงต่างชาติ

    ททท. ปรับเกมรุกสู้วิกฤตน้ำมัน ดันตลาด “เที่ยวใกล้บ้าน” พลิกโฉม Event Marketing ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประกาศปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญเพื่อรับมือกับสัญญาณการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล โดยหันมาให้ความสำคัญกับการกระตุ้นตลาดในประเทศและนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ (Short-haul) ด้วยกลยุทธ์ที่เน้นความคุ้มค่าและประสบการณ์ระดับโลก
     

    แก้เกมสู้วิกฤตพลังงาน! ททท. ดัน “เที่ยวใกล้บ้าน” ชูอีเวนต์โลกดึงต่างชาติ

    พลิกวิกฤตพลังงานสู่เทรนด์ “เที่ยวใกล้บ้าน”

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่าจากการประเมินสถานการณ์ในเดือนมีนาคม 2569 พบว่านักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล โดยเฉพาะตะวันออกกลาง เริ่มลดลงเนื่องจากข้อจำกัดด้านที่นั่งสายการบินและราคาค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงตามราคาน้ำมัน ททท. จึงเร่งผลักดันแคมเปญ “ฮีลใจทุกที่ ฟีลดีทุกทริป” ภายใต้แนวคิด “เที่ยวใกล้บ้าน”

    กลยุทธ์นี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางให้นักท่องเที่ยวชาวไทย แต่ยังสอดรับกับเทรนด์ความยั่งยืนที่เน้นการท่องเที่ยวชุมชนและกระจายรายได้สู่เมืองน่าเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าจากประสบการณ์มากกว่าปริมาณ

    ชู “สงกรานต์-อีเวนต์โลก” ปักหมุด World Class Destination

    เพื่อทดแทนตลาดที่หายไป ททท. ได้รุกหนักในตลาดระยะใกล้ เช่น จีน (ซึ่งเติบโตเด่นชัดถึงร้อยละ 38) มาเลเซีย และอินเดีย โดยใช้ Event Marketing เป็นตัวนำทัพ ไฮไลต์สำคัญคือการยกระดับเทศกาลสงกรานต์สู่ระดับสากลผ่านงาน Maha Songkran World Water Festival 2026 และการเตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Tomorrowland Thailand ในช่วงปลายปี เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและคนรุ่นใหม่ แก้เกมสู้วิกฤตพลังงาน! ททท. ดัน “เที่ยวใกล้บ้าน” ชูอีเวนต์โลกดึงต่างชาติ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า: “นักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกลเริ่มได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ และมีแนวโน้มชะลอการเดินทางจากข้อจำกัดทางด้านที่นั่งสายการบิน และผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ททท. จึงได้เร่งปรับกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกเพื่อรับมือ โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ อาทิ จีน มาเลเซีย อินเดีย ซึ่งเป็นฐานตลาดขนาดใหญ่เพื่อเป็นตลาดทดแทน”

    “เรามุ่งกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศผ่านแนวคิด ‘เที่ยวใกล้บ้าน’ สอดรับกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อจูงใจให้นักท่องเที่ยวชาวไทยออกเดินทางในระยะใกล้ ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ควบคู่กับการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ”

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท.

    “ททท. เชื่อมั่นว่าการปรับกลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะสั้นพร้อมทั้งวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว สอดคล้องกับทิศทาง ‘The New Thailand’ ที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่า (Value over Volume) ในทุกมิติ”

    แก้เกมสู้วิกฤตพลังงาน! ททท. ดัน “เที่ยวใกล้บ้าน” ชูอีเวนต์โลกดึงต่างชาติ  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/740299&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xn6Zsuv-xafk1Yw05LSgY

  • รัฐมนตรีห้องแถว

    รัฐมนตรีห้องแถว

    ถล่มทลาย!

    ภาษาชาวโซเชียลเขาเรียกว่า “คาบ้าน”

    ๙๙ เปอร์เซ็นต์เข้าไปปกป้อง “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” กันโดยมิได้นัดหมาย

    ใบปริญญาจะสำคัญกว่าผลงานได้อย่างไร

    เหตุการณ์ไปเร็วมากยิ่งกว่าความเร็วแสง Northrop University อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นมหาวิทยาลัยห้องแถว

    ตีคุณวุฒิ “ศุภจี” เท่า “หมอเกศ-พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย” อดีต สว.

    “ศุภจี” กลายเป็นของปลอม

    ส่วนใหญ่เครือข่ายส้ม เขาจะมองแบบนั้น

    ชาวโซเชียลเขาเลยรวมพลังไปขุดคุ้ยความจริงมาว่า Northrop University ใช่ “มหาลัยห้องแถว” หรือไม่?

    ​ในทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่

    เดิมทีเป็น สถาบันเทคโนโลยีชื่อดังในเมืองอิงเกิลวูด รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการบินและวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ

    เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเฉพาะทางสูงและมีที่มาที่ไปชัดเจน :ก่อตั้งโดยเจ้าของธุรกิจจริง :ก่อตั้งในปี ๒๔๘๕  โดย Jack Northrop ผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตเครื่องบิน Northrop Corporation (ปัจจุบันคือ Northrop Grumman ยักษ์ใหญ่ด้านอาวุธและเทคโนโลยีอวกาศ)

    ​จุดประสงค์หลัก: เพื่อผลิตวิศวกรและนักบริหารป้อนอุตสาหกรรมการบินและเทคโนโลยีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ และยุคสงครามเย็น

    ​การรับรอง (Accreditation): ในช่วงที่คุณศุภจีเรียน น่าจะช่วงปี ๒๕๒๙-๒๕๓๒ มหาวิทยาลัยนี้ได้รับการรับรองวิทยฐานะจาก WASC (Western Association of Schools and Colleges) ซึ่งเป็นหน่วยงานรับรองมาตรฐานการศึกษาระดับภูมิภาคที่น่าเชื่อถือของสหรัฐฯ

    ดังนั้นในขณะนั้นมันคือสถาบันการศึกษาที่ถูกต้องตามกฎหมาย

    ทำไมถึงดูเหมือนมีปัญหาในภายหลัง?

    ​ภาพลักษณ์ของ Northrop University มาเสียในช่วงปลายยุค 80s ก่อนปิดตัวในปี ๒๕๓๔

    ​ปัญหาภายใน: มหาวิทยาลัยประสบปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ การทำบัญชี และความพยายามรับนักศึกษาต่างชาติเข้ามามากเกินไปเพื่อพยุงฐานะการเงิน จนถูกตรวจสอบเรื่องมาตรฐานการรับรอง

    ​การปิดตัว: เนื่องจากปัญหาการเงินและจำนวนนักศึกษาที่ลดลง มหาวิทยาลัยจึงประกาศยุติการสอนในระดับปริญญาในปี ๒๕๓๔ ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่คุณศุภจีสำเร็จการศึกษามาแล้ว

    หลังจากปิดตัวในปี ๒๕๓๖ สินทรัพย์และหลักสูตรต่างๆ ถูกจัดการดังนี้

    สถาบันเทคโนโลยีการบิน Northrop Rice (NRAIT): แผนกซ่อมบำรุงอากาศยานได้แยกตัวออกมา และต่อมาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Spartan College of Aeronautics and Technology

    การขอใบทรานสคริปต์ (Transcript): เนื่องจากมหาวิทยาลัยปิดตัวลงแล้ว ศิษย์เก่ามักจะต้องติดต่อขอเอกสารผ่าน California Bureau for Private Postsecondary Education (BPPE) หรือบริการเก็บรักษาเอกสารการเรียนของวิทยาลัยที่ปิดตัวในแคลิฟอร์เนีย

    สถานะปัจจุบัน: ในปี ๒๕๖๙ พื้นที่วิทยาเขตเดิมในอิงเกิลวูดไม่มีสภาพเป็นมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ชื่อ Northrop Rice ยังคงดำเนินธุรกิจในฐานะผู้ให้บริการฝึกอบรมด้านการซ่อมบำรุงการบินและหลักสูตรออนไลน์ โดยมีฐานการดำเนินงานอยู่ที่เมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส

    ทำไม IBM ถึงไม่ “เอะใจ” หรือปฏิเสธวุฒินี้?

    ​เหตุผลที่ IBM และบริษัทชั้นนำอื่นๆ ในยุคนั้น  ยอมรับ มีหลายปัจจัย

    ​ความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม: สำหรับบริษัทเทคโนโลยีอย่าง IBM ในยุค 80s มหาวิทยาลัยที่เน้นด้านเทคโนโลยีและการจัดการจากแหล่งอุตสาหกรรมอย่าง Northrop ไม่ใช่เรื่องแปลก และถือว่ามีเครือข่ายศิษย์เก่าในวงการวิศวกรรมการบินสูงมาก

    ​วุฒิปริญญาตรีที่แข็งแกร่ง: คุณศุภจีจบปริญญาตรีจาก คณะบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสถาบันอันดับต้นๆ ของไทยที่เป็นเครื่องการันตีพื้นฐานความรู้ได้ดีเยี่ยมอยู่แล้ว

    ​IBM เน้น “ศักยภาพ” และ “ผลงาน”: คุณศุภจีเริ่มงานที่ IBM ในตำแหน่งพนักงานขาย (Sales) ซึ่งในสายงานนี้ “ยอดขายและทักษะการแก้ปัญหา” สำคัญกว่าชื่อมหาวิทยาลัยปริญญาโทมาก

    เมื่อเธอพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำผลงานทะลุเป้าและมีภาวะผู้นำที่โดดเด่น เส้นทางอาชีพจึงก้าวหน้าด้วย “Performance” มากกว่า “Credential” ครับ

    ​สรุปคือ: ในวันที่เธอสมัครงาน วุฒินี้เป็นวุฒิจากสถาบันที่ได้รับการรับรองจริง ไม่ใช่ปริญญาปลอมหรือมหาวิทยาลัยที่ไม่มีตัวตน เพียงแต่สถาบันนี้ “ปิดตัวลง” ในเวลาต่อมา จนทำให้คนรุ่นหลังที่ไม่ทันยุคนั้นเกิดความสงสัย

    คุณศุภจีได้รับการยอมรับว่าเป็น “หญิงเหล็ก” ที่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้องค์กร (Turnaround Agent) ทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ

    ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง

    ฟอร์เรสต์ เบิร์ด (ScD) นักบิน นักประดิษฐ์ และวิศวกรชีวการแพทย์

    ทิม บรัมเมอร์ ผู้ชนะรางวัลแอบบอตต์ และผู้ร่วมก่อตั้ง Lightning Cycle Dynamics ขณะยังเป็นนักศึกษาที่นอร์ธรอป

    ร็อบบีแอนโต บูดิมาน (MBA) นักธุรกิจชาวอินโดนีเซีย

    บ็อบ ซิตรอน (วิศวกรรมการบินและอวกาศ, ๒๕๐๒) ผู้ประกอบการและวิศวกรการบินและอวกาศ

    คริส ไดรก์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Lightning Cycle Dynamics ขณะยังเป็นนักศึกษาที่นอร์ธรอป

    คิตาว เอจิกู หัวหน้าวิศวกรระบบยานอวกาศและดาวเทียมของนาซา

    ชู ฟง-ชิ นักการเมืองชาวไต้หวันผู้ดำรงตำแหน่งในสภานิติบัญญัติ

    ดอน กุยชาร์ด ผู้ร่วมก่อตั้ง Lightning Cycle Dynamics ขณะยังเป็นนักศึกษาที่นอร์ธรอป

    เอ็ด ฮอร์สต์แมน (BS วิศวกรรมการบิน) สถาปนิกเรือและนักออกแบบเรือใบหลายลำตัว

    เรย์ จาร์ดีน (วิศวกรรมการบินและอวกาศ, ๒๕๐๖ นักปีนผาผู้เป็นคนแรกที่ปีนผาด้านตะวันตกของเอลคาปิตันในหุบเขาโยเซมิตีโดยไม่ใช้เชือก

    หลิน หลิงซาน (ปริญญาโท) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและการสื่อสารแห่งสาธารณรัฐจีน

    แอนโทนี เอส. มาเนรา (ปริญญาตรีวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ปี ๒๕๐๖) ประธานบรรษัทกระจายเสียงแห่งแคนาดา

    แคโรลีน แอล. มาซลูมี ภัณฑารักษ์ นักเย็บผ้า นักเขียน นักประวัติศาสตร์ศิลปะ และวิศวกรการบินและอวกาศ

    ฟรานซิส เอ็ม. แมกแดเนียล จูเนียร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งรัฐเซาท์ดาโคตา

    เอมิล นอตติ (ปริญญาตรีวิศวกรรมการบินและไฟฟ้า) ประธานคนแรกของสหพันธ์ชนพื้นเมืองอะแลสกา

    กอร์ดอน โนเวล นักสืบเอกชนและผู้เชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์

    นาวีด กามาร์ (ปริญญาโทการจัดการ ปี ๒๕๑๗) สมาชิกสภาแห่งชาติปากีสถาน, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของปากีสถาน

    แจ็ก เรียล (กิตติมศักดิ์ ปี ๒๕๒๘) ผู้บุกเบิกด้านการบินและอวกาศ

    ฌอน สตีล (นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต) กรรมการพรรครีพับลิกันแห่งชาติจากรัฐแคลิฟอร์เนีย และอดีตประธานพรรครีพับลิกันแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย

    เรย์ สวอนสัน จิตรกรแห่งอเมริกาตะวันตก

    จิม เธล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการจัดการวิศวกรรมการบิน มหาวิทยาลัย ERAU และผู้ประกอบการ

    เจอรัลด์ วีเกิร์ต วิศวกรยานยนต์และผู้ก่อตั้ง Vector Motors

    มูฮัมหมัด เมียน ซูมโร อดีตนายกรัฐมนตรีของปากีสถาน

    และศุภจี สุธรรมพันธุ์ ปริญญาโทบริหารธุรกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย

    เป็นไงครับรัฐมนตรีที่จบจากมหาวิทยาลัยห้องแถว มีรุ่นพี่เปิดห้องแถวขายก๋วยเตี๋ยวเพียบ

    ข้อมูลในปัจจุบันหาง่ายครับ มี AI สายพันธุ์ต่างๆ ให้ถามเพียบ

    แค่ถามก็ได้คำตอบ

    มีคนบางพวกไม่ถาม แถมใส่ชุดข้อมูลผิดๆ มาเผยแพร่ในโซเชียล เพื่อให้คนที่ไม่เคยถามอะไรเลยเอาไปเสพต่อ

    ฉะนั้นอย่าแปลกใจที่คนพวกนี้ตีราคา IBM จ้างคนจบมหาวิทยาลัยห้องแถวไปเป็นผู้บริหาร ว่าเป็นแค่บริษัทปลายแถว

    จบนะ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/973329/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3W-OykHX9mAPeBCJM01x8y

  • ธนาคารโลกกังวลสถานการณ์สงครามอิหร่าน กระทบเศรษฐกิจและความมั่นคงอาหาร

    ธนาคารโลกกังวลสถานการณ์สงครามอิหร่าน กระทบเศรษฐกิจและความมั่นคงอาหาร

    ธนาคารโลกแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่ส่งผลต่อเงินเฟ้อ การจ้างงาน และความมั่นคงด้านอาหารทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในเอเชียและแอฟริกาที่เผชิญความเสี่ยงสูงจากวิกฤตด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ตามที่ Paschal Donohoe ผู้อำนวยการบริหารธนาคารโลกเปิดเผยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

    องค์กรระดับโลกเตรียมให้ความช่วยเหลือฉุกเฉิน โดย Donohoe ระบุว่าธนาคารโลกกำลังปรึกษาหารือกับรัฐบาลหลายประเทศเกี่ยวกับความต้องการช่วยเหลือ และคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ทั้งนี้ธนาคารโลกได้ประกาศความร่วมมือใหม่กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และหน่วยงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เพื่อประสานการให้ความช่วยเหลือในวิกฤตครั้งนี้

    สงครามเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งที่ลุกลามไปทั่วตะวันออกกลาง กระทบห่วงโซ่อุปทานสำคัญ และผลักดันราคาพลังงานให้พุ่งสูงขึ้น

    วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบวงกว้าง

    ตั้งแต่เริ่มสงคราม เตหะรานได้ปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณหนึ่งในห้าของโลก รวมถึงปุ๋ยหนึ่งในสามของการผลิตทั่วโลก การปิดกั้นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศในเอเชีย ซึ่งเผชิญการขาดแคลนพลังงานอย่างกะทันหัน ราคาพุ่งสูง และอุปทานหดตัว

    ประเทศต่างๆ รวมทั้งลูกหนี้รายใหญ่ของธนาคารโลกอย่างปากีสถาน อินโดนีเซีย และบังกลาเทศ ได้ดำเนินมาตรการประหยัดเชื้อเพลิงอย่างกว้างขวางเพื่อรับมือกับวิกฤต โดยสำรองไว้ใช้ในอุตสาหกรรมและภาคส่วนสำคัญเท่านั้น

    ประเทศรายได้ต่ำเสี่ยงสูงสุด

    ความกังวลไม่จำกัดเพียงด้านพลังงาน แต่รวมถึงความมั่นคงด้านอาหารจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานปุ๋ย Donohoe เผยว่าประเทศเสี่ยงภัยในเอเชียและแอฟริกาได้แจ้งปัญหาต่างๆ ต่อธนาคาร “พวกเขากำลังเผชิญกับผลกระทบด้านรายได้จากราคาที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อครัวเรือนและธุรกิจ”

    รายงาน IMF เตือนว่าสงครามอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อประเทศรายได้ต่ำหากราคาอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากประชากรในประเทศรายได้ต่ำมีความเสี่ยงสูงสุดเมื่อราคาสินค้าขึ้น ด้วยอาหารคิดเป็น 36% ของการบริโภคโดยเฉลี่ย เทียบกับ 20% ในประเทศตลาดเกิดใหม่ และ 9% ในประเทศพัฒนาแล้ว

    ธนาคารโลกยืนยันความพร้อมในการช่วยเหลือประเทศสมาชิกผ่านเงินกู้ฉุกเฉิน คำแนะนำด้านนโยบาย และความช่วยเหลือทางเทคนิค โดยการหารือเรื่องตัวเลือกทางการเงินยังคงดำเนินต่อไป แต่คาดว่าจะไม่สรุปผลในอีกหลายสัปดาห์ ขณะที่การให้คำแนะนำด้านนโยบายคาดว่าจะเสร็จสิ้นในอีกไม่กี่วัน

    Indonesia, a major borrower from the bank, has announced fuel rationing and mandated work from home for civil servants as it seeks to conserve energy stocks

    Indonesia, a major borrower from the bank, has announced fuel rationing and mandated work from home for civil servants as it seeks to conserve energy stocks

    In Pakistan, spiking fertilizer prices due to the war on Iran could have a serious impact on food security

    In Pakistan, spiking fertilizer prices due to the war on Iran could have a serious impact on food security

    The war has caused the worst disruption to air traffic since the Covid pandemic, with Asian countries dependent on Gulf carriers for global connectivity particularly affected

    The war has caused the worst disruption to air traffic since the Covid pandemic, with Asian countries dependent on Gulf carriers for global connectivity particularly affected

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/world-bank-concerned-iran-war-economic-impact&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TgSly_wUZIZ7nw2VqTh-i

  • ทำความรู้จักท่าเรือหลูโจว (Luzhou Port) ประตูการค้าสู่จีนตอนใน

    ทำความรู้จักท่าเรือหลูโจว (Luzhou Port) ประตูการค้าสู่จีนตอนใน

    Luzhou Port (ท่าเรือหลูโจว) เป็นท่าเรือแม่น้ำที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งบนแม่น้ำแยงซีตอนบน ตั้งอยู่ในเมืองหลูโจว มณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อทางตะวันตกของจีนเข้ากับเส้นทางน้ำสู่ทะเล

    หลูโจวเป็นเมืองท่ามาแต่โบราณ ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่จุดบรรจบของแม่น้ำแยงซีและแม่น้ำถู (Tuo River) ทำให้เป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่งทางน้ำในภูมิภาคมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในยุคปฏิรูปและเปิดประเทศ หลังปี 1978 การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนทำให้การขนส่งทางน้ำมีความสำคัญมากขึ้น ท่าเรือหลูโจวจึงได้รับการพัฒนาและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ได้รับการพัฒนาเป็นท่าเรือหลัก ซึ่งในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หลูโจวได้รับการวางตำแหน่งให้เป็นท่าเรือหลักในระบบขนส่งของแม่น้ำแยงซี และเป็นประตูน้ำสำคัญสู่มณฑลเสฉวนและภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ในปัจจุบันมีการรวมกลุ่มเป็นหนึ่งเดียวกับท่าเรือสำคัญอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น ท่าเรืออี๋ปิน ท่าเรือเล่อชาน ภายใต้บริษัท Sichuan Port and Shipping Investment Group เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน

    ท่าเรือหลูโจวเป็นท่าเรือที่ทันสมัย และมีบทบาทสำคัญหลายประการ ได้แก่ การขนส่งสินค้าแบบต่อเนื่องหลายรูปแบบ เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญที่เปลี่ยนถ่ายสินค้าระหว่างการขนส่งทางน้ำ ทางถนน และทางรถไฟ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางรถไฟจีน-ลาว ที่เชื่อมต่อไปยังภูมิภาคอาเซียน) สินค้าหลักที่ขนส่ง ได้แก่ สินค้าเทกอง (ถ่านหิน แร่ธาตุ วัสดุก่อสร้าง) สินค้าเหลว โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากปิโตรเคมี เนื่องจากหลูโจวเป็นฐานอุตสาหกรรมเคมีที่สำคัญ และสินค้าทั่วไปและตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเครื่องจักรกลการเกษตร และสินค้าส่งออกอื่นๆ จากมณฑลเสฉวน

    ทั้งนี้ ท่าเรือหลูโจวมีส่วนสำคัญในการช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น ทั้งการลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ตอนในของจีน ทำให้สามารถส่งสินค้าออกสู่ตลาดโลกได้ทางน้ำผ่านนครฉงชิ่งและท่าเรือเซี่ยงไฮ้ และส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศให้แก่ท้องถิ่น เนื่องจากมีท่าเรือศุลกากร (Customs clearance) ที่สามารถดำเนินพิธีการศุลกากรได้ภายในท่าเรือ ช่วยอำนวยความสะดวกในการนำเข้าและส่งออก

    อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความสำคัญ แต่ท่าเรือหลูโจวก็เผชิญกับความท้าทายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดทางธรรมชาติของแม่น้ำแยงซีตอนบนที่มีความลึกไม่สม่ำเสมอ และมีแก่งหินใต้น้ำ โดยเฉพาะในฤดูแล้ง (ฤดูหนาว-ฤดูใบไม้ผลิ) ทำให้เรือขนาดใหญ่ไม่สามารถเดินเรือได้เต็มที่ หรือต้องบรรทุกสินค้าน้อยลง (light-load sailing) ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุด ในขณะเดียวกันมีการแข่งขันสูงกับท่าเรือใกล้เคียง และท่าเรืออื่นๆ ในลุ่มน้ำแยงซีตอนบน เช่น ท่าเรือฉงชิ่ง (ซึ่งใหญ่และทันสมัยกว่า) ท่าเรืออี๋ปิน ต่างก็แย่งชิงพื้นที่ (พื้นที่เบื้องหลังท่าเรือ) และปริมาณสินค้ากันอย่างรุนแรง และการแข่งขันกับการขนส่งรูปแบบอื่นๆ ทั้งการขนส่งทางถนนและทางรถไฟที่พัฒนาเร็วขึ้น โดยเฉพาะทางรถไฟความเร็วสูงและเส้นทางรถไฟจีน-ยุโรป (China Railway Express) ที่เร็วกว่า ดึงดูดสินค้ามูลค่าสูงที่ต้องการความรวดเร็ว ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานและประสิทธิภาพของท่าเรือที่แม้จะพัฒนาไปมาก แต่ในบางจุดท่าเรืออาจยังขาดแคลนอุปกรณ์ขนถ่ายที่ทันสมัยเพียงพอ หรือระบบการจัดการที่ล่าช้าเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล และสุดท้ายผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่เกิดจากการขนส่งทางน้ำและกิจกรรมในท่าเรือ เช่น การกำจัดสิ่งปฏิกูลจากเรือ ฝุ่นละอองจากการขนถ่ายสินค้าเทกอง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและอากาศในแม่น้ำแยงซี ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการปกป้องระบบนิเวศของแม่น้ำเป็นอย่างมาก

    โดยสรุป ท่าเรือหลูโจวถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตะวันตกของจีน แม้จะเผชิญอุปสรรคทางธรรมชาติและการแข่งขันสูง แต่ด้วยการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการปรับตัวสู่การเป็นท่าเรืออัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็จะยังคงรักษาบทบาทความเป็นประตูการค้าที่สำคัญต่อไป การที่ผู้ประกอบการไทยจะใช้ประโยชน์จากท่าเรือหลูโจวได้อย่างเต็มที่นั้น จำเป็นต้องเข้าใจทำเลที่ตั้ง (Location) และเส้นทางเชื่อมต่อ (Connectivity) ของท่าเรือเป็นสำคัญ ท่าเรือหลูโจวไม่ได้ใหญ่ที่สุดหรือทันสมัยที่สุดในจีนตอนบน แต่มีจุดแข็งคือการเป็น “ประตูการค้าสู่ตอนในของจีน” สำหรับสินค้าที่มาในเส้นทางเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะทางรถไฟจีน-ลาว

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ สคต. เฉิงตู

    โอกาสและการใช้ประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการไทย

    1. โอกาสหลักในการเชื่อมต่อกับรถไฟจีน-ลาว ถือเป็นโอกาสที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ประกอบการไทย เพราะท่าเรือหลูโจวเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเปลี่ยนถ่ายสินค้าระหว่างทางน้ำและทางรถไฟสายนี้ การนำเข้าสินค้าจากไทยไปจีนตอนใน อาทิ เส้นทางสินค้าไทย (เช่น ยางพารา ผลไม้สด ทุเรียนแช่เย็น แช่แข็ง ข้าว) สามารถขนส่งทางรถยนต์มาที่ด่านหนองคาย-เวียงจันทน์ จากนั้นขึ้นรถไฟจีน-ลาว ผ่านลาวไปยังนครคุนหมิง และต่อไปยังหลูโจว เมื่อสินค้ามาถึงหลูโจว ผู้ประกอบการไทยสามารถกระจายสินค้าต่อไปยังเมืองต่างๆ ในมณฑลเสฉวน กุ้ยโจว และฉงชิ่ง ผ่านเครือข่ายถนนและทางน้ำของท่าเรือได้ทันที ซึ่งเร็วกว่าการส่งทางเรือจากท่าเรือทะเลทางตะวันออก ในขณะเดียวกันการส่งออกสินค้าจีนตอนใต้สู่ไทย ท่าเรือหลูโจวรวบรวมสินค้าจากอุตสาหกรรมในเสฉวน เช่น เครื่องจักรกลการเกษตร อะไหล่รถยนต์ ปุ๋ยเคมี วัสดุก่อสร้าง สินค้าเหล่านี้สามารถถูกลำเลียงมาที่ท่าเรือ และส่งออกทางรถไฟจีน-ลาว ไปยังตลาดไทยและอาเซียนได้ โดยไม่ต้องอ้อมไปลงเรือที่เซี่ยงไฮ้

    2. การลดต้นทุนสำหรับสินค้าเทกองและสินค้าน้ำหนักมาก สำหรับผู้ประกอบการไทยที่นำเข้าหรือส่งออกสินค้าประเภทเทกอง หรือ น้ำหนักมาก ที่ไม่เร่งรีบด้านเวลา ท่าเรือหลูโจวก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าวัตถุดิบจากจีน ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการนำเข้าวัตถุดิบ เช่น ถ่านหิน ปุ๋ยเคมี หรือแร่ธาตุ จากจีนตอนบน สามารถใช้เส้นทางเรือจากหลูโจวลงไปตามแม่น้ำแยงซี เพื่อต่อเรือสินค้าออกทะเลที่เซี่ยงไฮ้มายังไทย แม้จะช้ากว่ารถไฟแต่ต้นทุนต่อหน่วยถูกกว่ามากสำหรับสินค้าที่มีปริมาณมาก และในทางกลับกันการส่งออกสินค้าเกษตรไปจีน สินค้าเกษตรบางประเภทที่ต้องการความสด (ต้องใช้รถไฟ) แต่ถ้าเป็นสินค้าแปรรูปหรือแช่แข็ง ก็สามารถใช้เส้นทางเรือขากลับเพื่อประหยัดค่าระวางเรือได้

    3. การเจาะตลาดสินค้าเฉพาะกลุ่มในมณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นมณฑลที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของจีน และหลูโจวเป็นประตูสู่พื้นที่ตอนในที่มีกำลังการบริโภคเพิ่มสูงขึ้น โดยสินค้าที่มีโอกาส ได้แก่ (1) ผลไม้เมืองร้อน (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลำไย) ตลาดเสฉวนมีความต้องการสูงมาก การขนส่งผ่านรถไฟจีน-ลาว มายังหลูโจว ช่วยรักษาคุณภาพและลดเวลาส่งถึงมือผู้บริโภคในเฉิงตู (เมืองเอกของเสฉวน) ได้รวดเร็วขึ้น (2) สินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารฮาลาล เนื่องจากมีประชากรมุสลิมในจีนตะวันตกพอสมควร และ (3) ผลิตภัณฑ์ยางพารา เสฉวนมีอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน การส่งออกยางพาราแปรรูปหรือน้ำยางข้นผ่านเส้นทางนี้ช่วยให้อุตสาหกรรมปลายน้ำมีวัตถุดิบป้อนโรงงานได้อย่างสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพ

    4. การใช้สิทธิประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลจีน ท่าเรือหลูโจวได้รับการสนับสนุนจากนโยบายระดับชาติ (เช่น แผนพัฒนาแม่น้ำแยงซี) และระดับท้องถิ่นในการอำนวยความสะดวกทางการค้า ท่าเรือมีด่านศุลกากร (Inland Port Customs) ที่สามารถดำเนินพิธีการศุลกากรได้ภายในท่าเรือ ทำให้สินค้าที่ส่งไปไทยผ่านเส้นทางนี้ไม่ต้องผ่านพิธีการศุลกากรซ้ำซ้อนที่ท่าเรือชายฝั่ง นอกจากนี้ ยังมีเงินอุดหนุนค่าขนส่ง (Subsidy) รัฐบาลท้องถิ่นเสฉวนและหลูโจวมักมีนโยบายอุดหนุนค่าขนส่งทางน้ำและทางรางเพื่อดึงดูดสินค้า ดังนั้นผู้ประกอบการไทยที่ใช้ท่าเรือนี้ในการขนส่งอาจได้รับค่าขนส่งที่ถูกลงทางอ้อม หรือได้รับการดูแลเป็นพิเศษหากมีการขนส่งในปริมาณมาก

    กล่าวโดยสรุป โอกาสของผู้ประกอบการไทย คือการมองท่าเรือหลูโจวที่ไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทาง แต่เป็น “Hub” หรือศูนย์กลางกระจายสินค้าในจีนตะวันตก โดยใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบของเส้นทางรถไฟจีน-ลาว ที่เชื่อมกับท่าเรือแห่งนี้ เพื่อนำสินค้าไทยที่มีศักยภาพ (โดยเฉพาะผลไม้และสินค้าเกษตร) เข้าสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อสูง พร้อมกันนั้นก็อาจเป็นช่องทางในการนำเข้าวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากจีนตอนใต้มาใช้ในอุตสาหกรรมของไทยได้อีกทางหนึ่ง

    —————————————————-

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู

    มีนาคม 2569

    แหล่งข้อมูล

    Ministry of Transport, PRC 

    Sichuan Provincial Government & Luzhou Municipal Government

    Sichuan Port and Shipping Investment Group 

    Luzhou Port Authority 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/nj9q83o4j1t204iwrv2lxii3&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2x2nvlZ6R7Loe6zXzDVTSD

  • นายกฯ เซ็นตั้ง คตร. ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ

    นายกฯ เซ็นตั้ง คตร. ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ

    นายกฯ เซ็นตั้ง คตร. ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ ‘เอกนิติ’ นั่งประธาน ดึงนักวิชาการร่วมแก้ปัญหาน้ำมัน

    วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.46 น.

    “นายกฯ” เซ็นตั้งกรรมการ“คตร.”ดูโครงสร้างราคาน้ำมัน มอบ”เอกนิติ” เป็นประธาน ดึงนักวิชาการร่วมแก้ปัญหาน้ำมัน สั่งเร่งศึกษา ค่าการกลั่น-ค่าการตลาด-ค่าขนส่ง เชื้อเพลิง ก่อนกำหนดราคาน้ำมันให้เหมาะสมเพื่อเสนอ ครม.ภายใน 15 วัน 

    วันที่ 1 เมษายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 5/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 3) ให้มีคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน และมีรมว.พลังงาน ,รมว.พาณิชย์, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตรมว.พลังงาน, นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตที่ปรึกษารมว.พลังงาน,  นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทบางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), นางสาวอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นอกจากนี้ ยังมีปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานร่วมเป็นกรรมการด้วย

    สำหรับอำนาจหน้าที่นั้น  คตร.จะมีอำนาจในการศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่าย ในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิงและเสนอผลการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา และศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคาและกำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรง ราคาขายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้บังคับ พร้อมทั้งในการปฏิบัติหน้าที่ ให้ คตร. มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ใด ๆ หรือสั่งให้บุคคลใดได้ให้ข้อเท็จจริงหรือส่งเอกสารใด ๆ เพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/956247&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1An3XHyIrgt1Bok07Fw6x5

  • ‘อนุทิน’ ตั้ง ‘คตร.’ ให้ ‘เอกนิติ’ นั่งประธาน ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมัน

    ‘อนุทิน’ ตั้ง ‘คตร.’ ให้ ‘เอกนิติ’ นั่งประธาน ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมัน

    ‘อนุทิน’ ตั้ง ‘คตร.’ ให้ ‘เอกนิติ’ นั่งประธาน ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมัน

    นายกฯ ลงนามตั้ง คตร. ดึง เอกนิติ เป็นประธาน รื้อโครงสร้างค่าการกลั่นและค่าการตลาด หวังลดภาระประชาชนจากวิกฤตตะวันออกกลาง พร้อมขีดเส้นรายงานผลต่อครม.ภายใน 15 วัน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (1 เม.ย.) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 5/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 3)พ.ศ. 2569

    'อนุทิน' ตั้ง 'คตร.' ให้ 'เอกนิติ' นั่งประธาน ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมัน 'อนุทิน' ตั้ง 'คตร.' ให้ 'เอกนิติ' นั่งประธาน ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมัน

    โดยที่สถานการณ์ราคานำมันเชื้อเพลิงมีความผันผวนสูงมากอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในเร็ววัน และที่ผ่านมารัฐบาลได้เร่งดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ แต่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนและต้นทุนการประกอบธุรกิจ อีกทั้งยังมีความไม่ชัดเจนในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคาขาขายปลีก

    สมควรให้มีคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อศึกษาแนวทางที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่นและค่าการตลาดของน้ำมันเชื้อเพลิงให้สะท้อนราคา จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเร็วเพื่อลดภาระประชาชน

    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา3 แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งไว้ ดังต่อไปนี้

    ข้อ 1. คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นตันไป

    ข้อ 2. ให้มีคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ประกอบด้วย

    1.    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมกรรมการ

    2.    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นกรรมการ

    3.    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นกรรมการ

    4.     นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ เป็นกรรมการ

    5.    ดร. พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการด้านพลังงาน เป็นกรรมการ

    6.    ดร. อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่บางจาก เป็นกรรมการ

    7.    ดร. อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านพลังงานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เป็นกรรมการ

    8.    ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการ

    9.    ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นกรรมการ

    10.    ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นกรรมการและเลขานุการ

    11.     ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

    12.     อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

    ข้อ 3 ให้ คตร. มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

    1.    ศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่าย ในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิงและเสนอผลการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

    2.    ศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคาและกำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ราคาขายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

    3.     ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
    ให้ คตร. เสนอผลการศึกษาตาม ข้อ1 และ 2 ต่อคณะรัฐมนตรีภายใน 15 วัน นับแต่วันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ

    4.    ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้ คตร. มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ใด ๆ หรือสั่งให้บุคคลใด ให้ข้อเท็จจริงหรือส่งเอกสารใด ๆ เพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้

    สั่ง ณ วันที่ 31  มีนาคม พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/740285&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09UoPeXc2_5smvO6zfcx1Q

  • ผู้บริโภค 4 จังหวัด ยื่น อบจ. เร่ง ขนส่งสาธารณะ สู้วิกฤตน้ำมันแพง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ผู้บริโภค 4 จังหวัด ยื่น อบจ. เร่ง ขนส่งสาธารณะ สู้วิกฤตน้ำมันแพง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ผู้บริโภค 4 จังหวัด ยื่น อบจ. เร่ง ขนส่งสาธารณะ สู้วิกฤตน้ำมันแพง

    องค์กรผู้บริโภคใน 4 จังหวัด สุรินทร์ น่าน เชียงใหม่ อยุธยา ยื่นหนังสือถึง อบจ. เสนอมาตรการลดค่าครองชีพช่วงวิกฤตน้ำมัน พร้อมเร่งพัฒนา ขนส่งสาธารณะ

    องค์กรผู้บริโภค 4 จังหวัด ประกอบด้วย ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนอำเภอเมืองสุรินทร์ ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดน่าน ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมกันยื่นหนังสือถึงนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในพื้นที่ เสนอแนวทางเชิงนโยบายพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะระดับจังหวัด เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตราคาน้ำมัน

    ใจความในหนังสือระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวผันผวน และกระทบต่อประเทศไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะภาคการคมนาคมขนส่งที่มีต้นทุนเชื้อเพลิงเป็นปัจจัยหลัก ทำให้ต้นทุนการให้บริการเพิ่มขึ้น บางพื้นที่มีการลดเที่ยววิ่งหรือคุณภาพบริการ ส่งผลให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย นักเรียน และกลุ่มเปราะบาง ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่สูงขึ้น และเข้าถึงบริการได้ยากขึ้น

    นอกจากนี้ แนวโน้มการลดลงของคุณภาพและความครอบคลุมของระบบขนส่งสาธารณะ ยังอาจผลักให้ประชาชนหันไปใช้รถยนต์ส่วนบุคคลมากขึ้น นำไปสู่ปัญหาการจราจรติดขัดและมลพิษทางอากาศ ซึ่งกระทบต่อคุณภาพชีวิตในภาพรวม

    ทั้ง 4 หน่วยงานเห็นว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะในพื้นที่ ควรมีบทบาทเชิงรุกในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้ตอบสนองความต้องการของประชาชน และเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดภาระค่าครองชีพ พร้อมทั้งส่งเสริมความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการพื้นฐาน

    สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

    มาตรการสนับสนุน ขนส่งสาธารณะ ระยะสั้น (บรรเทาผลกระทบทันที)

    1. จัดบริการขนส่งสาธารณะฟรีหรืออัตราค่าโดยสารพิเศษในเส้นทางจำเป็น โดยให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดหาบริการหรือสนับสนุนบริการรถโดยสารสาธารณะ เช่น รถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) ในเส้นทางสำคัญ เช่น เส้นทางเชื่อมชุมชนกับศูนย์ราชการ โรงพยาบาล สถานศึกษา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงสถานการณ์วิกฤต
    2. จัดบริการรถรับ–ส่งเพื่อการเข้าถึงบริการสาธารณะที่จำเป็นสำหรับกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะ ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข การศึกษา และบริการภาครัฐได้อย่างทั่วถึง

    มาตรการระยะกลาง (วางระบบและกลไกในพื้นที่)

    1. จัดทำแผนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะระดับจังหวัดโดยการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค โดยให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์กรผู้บริโภคในพื้นที่ วิเคราะห์ข้อมูลความต้องการเดินทาง กำหนดเส้นทางที่จำเป็น และออกแบบรูปแบบบริการขนส่งสาธารณะที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และรองรับการพัฒนาไปสู่ระบบรถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) ในอนาคต
    2. พัฒนากลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนบริการขนส่งสาธารณะอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดให้มีกองทุนขนส่งสาธารณะระดับจังหวัด เพื่อสนับสนุนการจัดบริการขนส่งสาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงได้ รวมทั้งการอุดหนุนค่าใช้จ่ายเพื่อลดภาระค่าโดยสารของประชาชน และส่งเสริมการเข้าถึงบริการอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

    มาตรการระยะยาว (สร้างระบบที่ยั่งยืน)

    1. ส่งเสริมให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีบทบาทในการจัดหรือร่วมจัดบริการขนส่งสาธารณะด้วยรถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) เป็นระบบหลักของจังหวัดเพื่อให้เกิดระบบขนส่งสาธารณะที่มีความครอบคลุม มีคุณภาพ เป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
    2. พัฒนาระบบกำกับดูแลและติดตามคุณภาพบริการโดยยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง รวมถึงการจัดให้มีช่องทางรับฟังความคิดเห็น ข้อร้องเรียน และการประเมินคุณภาพบริการของประชาชน เพื่อนำมาปรับปรุงบริการอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ

    หน่วยงานผู้บริโภคทั้ง 4 จังหวัดเรียกร้องให้ อบจ. พิจารณานำข้อเสนอไปดำเนินการตามความเหมาะสม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงวิกฤตพลังงาน และยกระดับการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมในระยะยาว

    ทั้งนี้ องค์กรผู้บริโภคในอีก 8 จังหวัด ที่กำลังขับเคลื่อนงานการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพฯ ลำปาง ขอนแก่น กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ภูเก็ต สงขลา และปัตตานี เตรียมเข้ายื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อนายก อบจ. และผู้นำท้องถิ่น เพื่อให้เกิดมาตรการช่วยเหลือผู้บริโภคในช่วงวิกฤตน้ำมัน พร้อมผลักดันระบบขนส่งสาธารณะเป็นทางเลือกหลักในการเดินทางของประชาชน และลดการพึ่งพาน้ำมัน


    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    2 รัฐในออสเตรเลีย จัด “ขนส่งสาธารณะฟรี” ทางรอดน้ำมันแพง

    คนไทยกระอัก! รายได้ขึ้นไม่ทันของแพง

    พิษราคาน้ำมันแพง! เตรียมลดต้นทุนเลิกจ้างพนักงานในอนาคต 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/010469_urban-transport_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mRa73WPAwfxCUzqYeD4JQ