Blog

  • นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เตือนผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามอิหร่านจะกินเวลานานหลายเดือน

    นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เตือนผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามอิหร่านจะกินเวลานานหลายเดือน

    นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เตือนผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามอิหร่านจะกินเวลานานหลายเดือน

    วันนี้, 01:17น.

              นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ของออสเตรเลีย กล่าวแถลงการณ์ผ่านทางโทรทัศน์ เตือนว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามในอิหร่านจะใช้เวลานานหลายเดือน เนื่องจากราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลเพิ่มสูงขึ้นมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้ทุกครัวเรือนได้รับความเดือดร้อน ทั้งยอมรับว่าช่วงเวลาต่อไปอาจไม่ใช่เรื่องง่าย

              เขากล่าวว่า ออสเตรเลียไม่ได้มีส่วนร่วมในสงคราม แต่ชาวออสเตรเลียทุกคนต้องจ่ายในราคาที่สูงขึ้นเพราะสงครามครั้งนี้

              อย่างไรก็ตาม ขอให้ทุกคนดำเนินชีวิตประจำวันไปตามปกติ รวมถึงการเติมน้ำมันเหมือนปกติ โดยขอให้คิดถึงคนอื่นๆ ในชุมชน ในชนบท และในอุตสาหกรรมที่สำคัญด้วย พร้อมแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้รถไฟ รถบัส หรือรถรางในการเดินทางไปทำงาน ซึ่งเขากล่าวว่า ประเทศจะรับมือกับความท้าทายระดับโลกเหล่านี้ในแบบของออสเตรเลีย

              ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน เริ่มต้นขึ้น เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ (2569) และอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ

              การปิดเส้นทางขนส่งทางเรือที่สำคัญ ส่งผลให้รัฐบาลทั่วโลกต้องประกาศใช้มาตรการประหยัดพลังงาน ซึ่งก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียพยายามสร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่รถยนต์ หลังจากมีรายงานเกี่ยวกับการที่ประชาชนจำนวนมากกักตุนน้ำมันจนสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งไม่มีน้ำมันให้บริการ

              รัฐบาลออสเตรเลียประกาศมาตรการชั่วคราวหลายประการเพื่อบรรเทาแรงกดดันด้านต้นทุนในระยะสั้น ซึ่งรวมถึงการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงลงครึ่งหนึ่งและยกเลิกค่าธรรมเนียมการใช้ถนนสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่เป็นเวลา 3 เดือน ขณะที่พยายามนำเข้าเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่น

    #พลังงาน

    #ออสเตรเลีย

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160432&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GZBXSdxunpTF0YSGlUigC

  • ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 32.59/60 แข็งค่าตามทิศทางราคาทอง รอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯคืนนี้

    ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 32.59/60 แข็งค่าตามทิศทางราคาทอง รอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯคืนนี้

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 เม.ย. 69)

              นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้ อยู่ที่ระดับ 32.59/60 บาท/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่  เปิดตลาดที่ระดับ 32.69 บาท/ดอลลาร์ โดยระหว่างวันเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 32.55 - 32.75 บาท/ดอลลาร์            เงินบาทและสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่า โดยเงินบาทได้รับปัจจัยจากราคาทองคำที่ปรับขึ้นระหว่าง  วัน            สำหรับคืนนี้ ตลาดรอติดตามดัชนีภาคการผลิตเดือนมี.ค. จากสถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) ของสหรัฐฯ            นักบริหารเงิน คาดว่า เงินบาทวันพรุ่งนี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.50 - 32.70 บาท/ดอลลาร์              * ปัจจัยสำคัญ            - เงินเยน อยู่ที่ระดับ 158.66/70 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 158.76 เยน/ดอลลาร์            - เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1590/1592 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.1560 ดอลลาร์/ยูโร            - ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,470.99 จุด เพิ่มขึ้น 22.85 จุด (+1.58%) มูลค่าการซื้อขาย 82,878.01 ล้านบาท            - สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 3,991.39 ล้านบาท            - ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 เหลือโต 1.2-1.6%   จากเดิมคาดโต 1.6-2.0% โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานโลกที่ดีดตัวสูงขึ้น และทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันใน  ประเทศต้องปรับสูงขึ้นตามกลไกตลาด ขณะที่ต้องเฝ้าระวังผลกระทบต่อแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งการบริโภค และ  ความเชื่อมั่นภาคเอกชน การปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายของภาครัฐ อาจจะต้องมีการก่อหนี้เพิ่มเพื่อประคองเศรษฐกิจ ภาคการผลิตที่ต้องบริหาร  จัดการต้นทุนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และการส่งออกที่จะได้รับผลกระทบจาก logistics disruption ตลอดจนจำนวนนัก  ท่องเที่ยวต่างชาติ ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดการเดินทางราว 1 ล้านคน ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า            - ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือนมี.ค. 69 ปรับลดลงเกือบทุกองค์  ประกอบ มาอยู่ที่ระดับ 47.7 นำโดยด้านคำสั่งซื้อ และต้นทุน จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ความเชื่อมั่นภาคที่มิใช่  การผลิต ปรับลดลงในเกือบทุกหมวดธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมและร้านอาหาร ซึ่งลดลงในระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือนตามด้านคำสั่ง  ซื้อ ผลประกอบการ และปริมาณการให้บริการที่ปรับลดลงมาก จากการยกเลิกการจองตั๋วเครื่องบิน และที่พักแรมของนักท่องเที่ยวตะวันออก  กลาง โดยเฉพาะโรงแรมในภาคใต้ ที่พึ่งพานักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และสหภาพยุโรปมาก รวมทั้งการยกเลิกเที่ยวบินตรงของสายการ  บินตะวันออกกลางมาประเทศไทย            - ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็น และเห็นชอบการปรับอัตราค่า  ไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพ.ค.-ส.ค. 69 โดยกำหนดค่าเอฟที เรียก  เก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อ  หน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)            - วอลล์สตรีท เจอร์นัล (WSJ) รายงานเมื่อวันอังคาร (31 มี.ค.) โดยอ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่อาหรับระบุว่า สหรัฐ  อาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กำลังเตรียมพร้อมช่วยสหรัฐฯ และพันธมิตรในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซด้วยการใช้กำลังทหาร โดย UAE กำลัง  ผลักดันให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ออกมติอนุญาตปฏิบัติการดังกล่าว พร้อมกันนี้ นักการทูตของ UAE ได้เรียกร้อง  ให้พันธมิตรจากสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย จัดตั้งแนวร่วมเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง  

    โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRF00IQE9JUP198AMGMW872SSP4YAAJN&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nzXUGWMYpjAxfIoYRZXem

  • “อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” ประธาน คตร. ศึกษาต้นทุน-กำหนดราคาน้ำมัน

    “อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” ประธาน คตร. ศึกษาต้นทุน-กำหนดราคาน้ำมัน

    “อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” ประธาน คตร. ศึกษาต้นทุน-กำหนดราคาน้ำมัน

    “อนุทิน” แต่งตั้ง “เอกนิติ” เป็นประธาน คตร. ศึกษาต้นทุน-กำหนดราคาน้ำมัน โดยมี รมว.พาณิชย์-พลังงาน เป็นคณะกรรมการร่วม ให้รายงานผลการศึกษาต่อ ครม.ภายใน 15 วัน

    1 เมษายน 2569 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง นายเอกนิติ นิตติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ ประธาน คตร. โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นกรรมการ คตร. รวมถึงยังให้ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นหนึ่งในคณะกรรมการชุดนี้ด้วย

    โดยทำหน้าที่ศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่าย ในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิง และเสนอผลการศึกษา ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา รวมถึงศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม ในการคำนวณราคา และกำหนดราคา สำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นและราคาน้ำมันที่ขายให้กับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 โดยเสนอให้คณะรัฐมนตรี ภายใน 15 วัน

    และในการปฏิบัติหน้าที่ของ คตร. มีอำนาจในการเข้าไปในสถานที่ใดๆ หรือสั่งให้บุคคลใด ให้ข้อเท็จจริง หรือส่งเอกสารใดๆ เพื่อประกอบการพิจารณาได้

    ทั้งนี้ ลงนาม วันที่ 31 มีนาคม 2569

    “อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” ประธาน คตร. ศึกษาต้นทุน-กำหนดราคาน้ำมัน “อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” ประธาน คตร. ศึกษาต้นทุน-กำหนดราคาน้ำมัน

    “อนุทิน“ แจ้งโซเชียลอัพเดตสถานการณ์น้ำมัน 5 ปั๊มใหญ่

    เวลา 15.55 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงสถานการณ์ปั๊มน้ำมันที่ปิดในวันเดียวกันนี้ 5 ปั๊มใหญ่  โดยระบุว่า

    “บางจาก -ล่าสุดของบางจากเหลือแค่ 2 แห่งครับ ที่นครปฐม กับ ศรีสะเกษ , PTT จำนวนสถานีที่มีปัญหาการขาดช่วงในการขนส่ง (Shortage) ระยะเวลาเกิน 12–24 ชั่วโมง ลดลงมาเหลือเพียง 2 สถานี ที่ภาคเหนือ ,

    SHELL ของไม่ขาด จัดให้รถขนส่งน้ำมันวิ่งส่งทั้งวันจากคลังต่างๆ ของมีพอทุกผลิตภัณฑ์ , PT จำนวนสถานีที่มีปัญหาการขาดช่วงในการขนส่ง (Shortage) ระยะเวลาเกิน 24 ชั่วโมง ที่ไม่มีการขายต่อเนื่อง และ ลำปาง ขาดมากที่สุด 62 สาขา ขอนแก่น 32 สาขา สุราษฎร์ 20 สาขา และอื่นๆ  , SUSCO วันนี้กลับมาปกติทุกปั๊มแล้ว

    รายงานเมื่อบ่ายวันนี้ครับ ได้สั่งการให้ผู้รับผิดชอบได้ประสานงานไปที่ PT เพื่อให้เร่งแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด”

    “อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” ประธาน คตร. ศึกษาต้นทุน-กำหนดราคาน้ำมัน “อนุทิน” ตั้ง “เอกนิติ” ประธาน คตร. ศึกษาต้นทุน-กำหนดราคาน้ำมัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378975587&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30i5-2sn0v0qljMBafSV94

  • นายกฯ ตั้ง “เอกนิติ” นั่งประธาน คตร. ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมัน เพิ่มผู้เชี่ยวชาญคนนอกร่วมเป็นกรรมการ : อินโฟเควสท์

    นายกฯ ตั้ง “เอกนิติ” นั่งประธาน คตร. ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมัน เพิ่มผู้เชี่ยวชาญคนนอกร่วมเป็นกรรมการ : อินโฟเควสท์

    เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ปลัดกระทรวงคลัง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตรมว.พลังงาน เป็นหนึ่งในคณะกรรมการชุดนี้ด้วย

    พร้อมด้วยคณะกรรมการที่มาจากคนนอก ประกอบด้วย นายพรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และพลังงานระดับประเทศ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

    นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล อดีตผู้บริหารระดับสูงด้านพลังงาน มีชื่อเสียงจากการดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)(2548-2555) และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) น.ส.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    คตร. จะทำหน้าที่ศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่าย ในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิง และเสนอผลการศึกษา ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา รวมถึงศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม ในการคำนวณราคา และกำหนดราคา สำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นและราคาที่ขายให้กับผู้ค่าน้ำมันมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 โดยเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาด้วยเช่นกัน

    พร้อมทั้ง ในการปฎิบัติหน้าที่ของ คตร. มีอำนาจในการเข้าไปในสถานที่ใด ๆ หรือสั่งให้บุคคลใด ให้ข้อเท็จจริง หรือส่งเอกสารใดใด เพื่อประกอบการพิจารณาได้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/582020&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jzfoWvu508SyDd6-xeofV

  • สายการบิน-น้ำมันฉุดเที่ยวไทย ททท.ลุยตลาดใกล้ แก้เกมท่องเที่ยว

    สายการบิน-น้ำมันฉุดเที่ยวไทย ททท.ลุยตลาดใกล้ แก้เกมท่องเที่ยว

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์การเดินทางเข้าประเทศไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในช่วงวันที่ 1-31 มีนาคม ที่ผ่านมา พบว่า นักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลาง เริ่มได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ และมีแนวโน้มชะลอการเดินทางจากข้อจำกัดทางด้านที่นั่งสายการบิน และผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น

    economic-business-thai-airline-fuel-tourism-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ททท. จึงได้เร่งปรับกลยุทธ์การตลาดเชิงรุก เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ อาทิ จีน มาเลเซีย อินเดีย ซึ่งเป็นฐานตลาดนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่และมีแนวโน้มเติบโตดีเพื่อเป็นตลาดทดแทน โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่มีสัญญานการเติบโตเชิงบวกอย่างเห็นได้ชัดถึงร้อยละ 38 ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

    economic-business-thai-airline-fuel-tourism-SPACEBAR-Photo03.jpg

    นอกจากนี้ ยังมุ่งกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวชาวไทยด้วยแคมเปญ ‘ฮีลใจทุกที่ ฟีลดีทุกทริป’ ผ่านแนวคิด ‘เที่ยวใกล้บ้าน’ เน้นส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงชุมชน สอดรับกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อจูงใจให้นักท่องเที่ยวชาวไทยออกเดินทางในระยะใกล้ ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ควบคู่กับการกระจายรายได้สู่เมืองน่าเที่ยวและชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ

    พร้อมกันนี้ ททท. เดินหน้าผลักดันการจัดกิจกรรมและเทศกาลท่องเที่ยว (Event Marketing) ในหลากหลายมิติ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็น เทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนเมษายนนี้

    economic-business-thai-airline-fuel-tourism-SPACEBAR-Photo01.jpg

    นอกจากนี้ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ในการเป็น World Class Event Hub Destination ประเทศไทยยังมีกำหนดเป็นเจ้าภาพการจัดงาน Tomorrowland Thailand การจัดเทศกาลเต็มรูปแบบในเอเชียครั้งแรก ระหว่างวันที่ 11–13 ธันวาคม 2569 ณ Wisdom Valley พัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งคาดว่าจะสร้างแรงดึงดูดในการเดินทาง กระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

    “ททท. เชื่อมั่นว่าการปรับกลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะสั้น พร้อมทั้งวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว สอดคล้องกับทิศทาง “The New Thailand” ที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่า (Value over Volume) และการยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวในทุกมิติ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้สามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางความท้าทายของสถานการณ์โลกในปัจจุบัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/economic-business-thai-airline-fuel-tourism&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XNwSGfwUOnG7jXC-w2c6A

  • ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  และธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมให้บริการ เดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยวหลักหันมาใช้ QR ร้านค้าในการรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมให้บริการ เดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยวหลักหันมาใช้ QR ร้านค้าในการรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมให้บริการ เดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยวหลักหันมาใช้ QR ร้านค้าในการรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและสนับสนุนการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัล ภายใต้ธีม Scan Thailand – Pay Like A Local  โดยจัดกิจกรรมครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ณ ห้องอภิชา ศูนย์ประชุมมลฑาทิพย์ ฮอลล์ จังหวัดอุดรธานี โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายณัฐพงศ์ วงศ์คำปิน เป็นประธานเปิดงาน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเดินสายในศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ เพื่อแนะนำและสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ให้สามารถนำ QR ร้านค้าไปใช้งานได้จริง

    rn

     

    rn

    การเตรียมความพร้อมให้แก่ร้านค้าใช้ QR ร้านค้าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรองรับ Cross-border Payment จากนักท่องเที่ยวในประเทศและเขตเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ ฮ่องกง เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว กระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมผลักดันระบบการชำระเงินดิจิทัลของไทยให้เชื่อมโยงในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

    rn”}}” id=”02″>

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมให้บริการ เดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยวหลักหันมาใช้ QR ร้านค้าในการรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและสนับสนุนการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัล ภายใต้ธีม Scan Thailand – Pay Like A Local  โดยจัดกิจกรรมครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ณ ห้องอภิชา ศูนย์ประชุมมลฑาทิพย์ ฮอลล์ จังหวัดอุดรธานี โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายณัฐพงศ์ วงศ์คำปิน เป็นประธานเปิดงาน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเดินสายในศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ เพื่อแนะนำและสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ให้สามารถนำ QR ร้านค้าไปใช้งานได้จริง

    การเตรียมความพร้อมให้แก่ร้านค้าใช้ QR ร้านค้าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรองรับ Cross-border Payment จากนักท่องเที่ยวในประเทศและเขตเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ ฮ่องกง เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว กระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมผลักดันระบบการชำระเงินดิจิทัลของไทยให้เชื่อมโยงในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20260401.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lPhLbkLm2fQiH6HzqqAEe

  • “ศักดิ์ชัย” เปิดตัวชิงนายกพัทยา ชูโมเดลพัทยา 24 ชั่วโมง แก้ปัญหาระดับเส้นเลือดฝอย

    “ศักดิ์ชัย” เปิดตัวชิงนายกพัทยา ชูโมเดลพัทยา 24 ชั่วโมง แก้ปัญหาระดับเส้นเลือดฝอย

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2924072&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zz4xvFkwhNnLl145EQft8

  • โบรกคาด ‘สินค้าโภคภัณฑ์ขาขึ้น’ รับแรงกดดันเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นผันผวน 

    โบรกคาด ‘สินค้าโภคภัณฑ์ขาขึ้น’ รับแรงกดดันเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นผันผวน 

    สงครามอิหร่าน” แนวโน้มยังไม่แน่นอนจะจบจริงตามที่ประธานาธิบดีสหรัฐ “โดนัลด์ ทรัมป์” ระบุว่า จะจบสงครามภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือสถานการณ์จะเลวร้ายและลากยาวต่อเนื่อง แต่เป็นสิ่งที่กำลังสร้างแรงกระแทกต่อ “เศรษฐกิจโลก” และ “ตลาดการเงิน” อย่างต่อเนื่อง ทั้งจาก “ราคาพลังงาน” ที่พุ่งขึ้น และปัญหา “ซัพพลาย” ที่ยังไม่คลี่คลาย แม้จะเริ่มมีสัญญาณของความพยายามหาทางยุติ แต่ความไม่แน่นอนยังคงสูง ส่งผลให้ทิศทางการลงทุนยังผันผวนและต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

    โบรกคาด ‘สินค้าโภคภัณฑ์ขาขึ้น’ รับแรงกดดันเศรษฐกิจ-ตลาดหุ้นผันผวน 

    เกษม พันธ์รัตนมาลา” ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งใน “ตะวันออกกลาง” มีแนวโน้มยืดเยื้อและทวีความรุนแรงมากขึ้นหรือไม่ แต่ปัจจัยที่เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนจะเห็นได้จาก “ราคาสินค้าโภคภัณฑ์” 

    โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และมีโอกาสขยับสูงขึ้นต่อหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

    นอกจากนี้ การปรับขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในรอบนี้ ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนทรัพยากรโดยตรง แต่มีสาเหตุหลักจาก “ปัญหาด้านการขนส่ง” โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งหากยังไม่สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ จะยิ่งทำให้ซัพพลายไม่สามารถส่งถึงปลายทางได้

    โดยผลกระทบดังกล่าวครอบคลุมสินค้าในหลายกลุ่ม ทั้งแร่ธาตุอย่างเหล็ก สินค้าเกษตรและอาหารสัตว์ที่พึ่งพาการขนส่งทางทะเล รวมถึงน้ำมันซึ่งมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะตึงตัวในระยะถัดไป

    สำหรับประเทศไทย แม้ภาครัฐจะระบุว่า เรือไทยยังสามารถผ่านเส้นทางดังกล่าวได้ แต่ยังต้องติดตามเงื่อนไขอย่างใกล้ชิด ขณะที่ราคาพลังงานในประเทศเริ่มได้รับแรงกดดันตามตลาดโลก โดยหากราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศ เนื่องจากมีข้อจำกัดในการลดภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม

    ในด้านกลยุทธ์ลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง โดยเน้นถือเงินสดในสัดส่วนที่สูงขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด พร้อมแนะทยอยสะสมหุ้นเมื่อราคาปรับตัวลงลึก เนื่องจากเชื่อว่าสงครามไม่สามารถยืดเยื้อได้ตลอดไป

    นอกจากนี้ ยังประเมินเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยไว้ที่ระดับ 1,480 จุด อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ จะยิ่งกดดันเศรษฐกิจและบรรยากาศการลงทุนให้เปราะบางมากขึ้น

    กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า สถานการณ์สงครามและความขัดข้องในห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ “กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์” เคลื่อนไหวได้ดีกว่าตลาดในระยะสั้น และสามารถใช้เป็นเครื่องมือประกันความเสี่ยงจาก “ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน” (Stagflation) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ ปัจจัยหลักมาจากผลกระทบต่อระบบขนส่งและซัพพลายโลกที่ตึงตัว ดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และยิ่งสงครามยืดเยื้อจะยิ่งเร่งให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่กลุ่มนี้มากขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มอื่นมีความเสี่ยงถูกปรับลดประมาณการกำไร

    อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) อาจยังไม่สะท้อนชัดในไตรมาส 1 ปี 2569 โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นภาพชัดในช่วงเดือน พ.ค.- มิ.ย.2569 หลังการเปิดเผยข้อมูลต้นทุนวัตถุดิบและผลกระทบจากซัพพลายที่แท้จริง

    สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำระยะสั้นให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มโภคภัณฑ์เพื่อป้องกันความเสี่ยง เน้นถือหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่ระยะกลางรอจังหวะสะสมหุ้นกลุ่ม Domestic Play เมื่อราคาปรับลงสะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้ว โดยมองว่า สงครามยังมีแนวโน้มยืดเยื้อและเป็นตัวแปรหลักที่กำหนดทิศทางตลาด

    พิริยพล คงวาณิช” ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน สายงานวิจัย บล. บัวหลวง เปิดเผยว่า แม้สถานการณ์ความขัดแย้งทั่วโลกยังมีความรุนแรงและผันผวนในระยะสั้น แต่เริ่มเห็นสัญญาณของการหาทางยุติที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะจากฝั่งสหรัฐ

    ทั้งนี้ ประเมินสงครามมีโอกาสจบภายใน 6-8 สัปดาห์ หรือราวเดือนเม.ย. จากแรงกดดันภายในประเทศสหรัฐหลังคะแนนนิยมของ Donald Trump ปรับลดลง และเกิดกระแสประท้วงเรื่องค่าครองชีพ ขณะที่แนวโน้มการแก้ปัญหามีโอกาสใช้การเจรจามากกว่าการยกระดับกำลังทหาร แม้ยังมีความเสี่ยงจากท่าทีของอิหร่าน

    ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน แม้สงครามมีแนวโน้มคลี่คลาย แต่กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ยังควรมีติดพอร์ต เนื่องจากอุปทานโลกยังไม่ฟื้นตัวทันที หลังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางได้รับผลกระทบ ทำให้กลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมียังคงได้อานิสงส์จากค่าการกลั่นและภาวะสินค้าตึงตัว

    ขณะเดียวกัน กลุ่มเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะหมู ถูกมองเป็นม้ามืด ในไตรมาส 2 ปี 2569 จากปัจจัยหนุนทั้งด้านราคาและต้นทุน โดยอุปทานลดลงตามฤดูกาล ขณะที่ผู้ประกอบการล็อกต้นทุนวัตถุดิบไว้ล่วงหน้า ส่งผลให้กำไรมีแนวโน้มขยายตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1227849&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FfdZYvytONRyiE8h2DsvN

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 02 เมษายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 02 เมษายน 2569 – InterGold

    กลยุทธ์ : Sideway-Up
    แนวรับ : $4,630 หรือ 71,600
    แนวต้าน : $4,830 หรือ 73,800

    .

    ทองคำกำลังพักฐานเพื่อไปต่อ หรือกำลังหมดแรงจากแรงกดดันของข่าวการเมืองโลกกันแน่ หากสงครามในตะวันออกกลางมีโอกาสยุติเร็วกว่าคาด ความน่าสนใจของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจะลดลงมากแค่ไหน ขณะเดียวกัน เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังออกมาดีกว่าคาดทั้งภาคแรงงานและการบริโภค Fed จะยังจำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ยหรือไม่ และหากตลาดหุ้นยังเดินหน้าต่อ เม็ดเงินจะไหลออกจากทองคำต่อเนื่องหรือเปล่า สุดท้ายแล้ว ในจังหวะที่ราคาทองยังยืนเหนือแนวรับสำคัญได้ นักลงทุนควรมองว่านี่คือการย่อตัวระยะสั้น หรือเป็นโอกาสสะสมเพื่อรอขึ้นทดสอบแนวต้านรอบใหม่

    .

    กลยุทธ์วันนี้ยังให้น้ำหนักในลักษณะ Sideway-Up โดยมีแนวต้านที่ $4,830 หรือประมาณ 73,800 บาท และแนวรับที่ $4,630 หรือประมาณ 71,600 บาท ภาพรวมของราคาทองคำในระยะสั้นยังถูกกดดันจากข่าวที่ Donald Trump ส่งสัญญาณว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจมีโอกาสยุติลงภายใน 2-3 สัปดาห์ ผ่านการส่งสารกดดันให้อิหร่านกลับมาเจรจา เมื่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย ความต้องการถือทองคำในฐานะ Safe Haven จึงชะลอลงตามธรรมชาติ ขณะเดียวกันราคาน้ำมัน Brent ที่อ่อนตัวลงใกล้ระดับ $100 ก็ยิ่งช่วยลดแรงกังวลด้านเงินเฟ้อ ทำให้แรงหนุนทองในเชิงป้องกันความเสี่ยงลดลงไปอีก

    ในฝั่งเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน ADP ออกมาดีกว่าคาด สะท้อนว่าตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง และยังไม่เห็นภาพเศรษฐกิจถดถอยอย่างชัดเจน ภาวะการจ้างงานที่ยังดีทำให้ Fed ไม่มีแรงกดดันมากพอที่จะรีบลดดอกเบี้ยในทันที ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่จำกัด upside ของทองคำ เพราะดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงยังคงเป็นต้นทุนต่อการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยอย่างทองคำ

    นอกจากนี้ ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ที่ออกมาฟื้นตัวได้ดี ยังตอกย้ำว่าเศรษฐกิจจริงของสหรัฐฯ ยังเดินหน้าต่อได้ ผู้บริโภคยังใช้จ่าย และภาพรวมการเติบโตยังไม่อ่อนแรงมากพอจะเปิดทางให้ Fed เปลี่ยนท่าทีอย่างรวดเร็ว ปัจจัยนี้ช่วยพยุงค่าเงินดอลลาร์ และแม้ดอลลาร์จะมีจังหวะอ่อนค่าบ้างในระยะสั้น แต่ภาพรวมก็ยังแข็งแรงพอที่จะสกัดการขึ้นแรงของทองคำได้เช่นกัน

    ในอีกด้านหนึ่ง บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเริ่มกลับมาคึกคัก หลังดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากความหวังเรื่องสันติภาพ นักลงทุนบางส่วนจึงโยกเงินออกจากทองคำไปหาผลตอบแทนในตลาดหุ้นแทน ส่งผลให้ทองคำถูกลดความน่าสนใจลงชั่วคราวในฐานะสินทรัพย์พักเงิน

    อย่างไรก็ตาม หากมองในเชิงเทคนิค ทองคำยังไม่ได้เสียโครงสร้างขาขึ้นระยะสั้น เพราะราคายังคงยืนเหนือแนวรับสำคัญ $4,630 ได้ และภาพกราฟรายชั่วโมงยังคงอยู่ในลักษณะ Sideway-Up โดยจุดต่ำสุดใหม่ยกตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งยังยืนเหนือเส้น EMA50 ได้อย่างแข็งแกร่ง จึงมองว่าการอ่อนตัวรอบนี้ยังเป็นลักษณะพักฐานมากกว่าการกลับทิศเต็มตัว และยังเปิดโอกาสให้ราคาดีดขึ้นทดสอบแนวต้าน $4,830 ได้ หากไม่มีข่าวลบใหม่เข้ามากดดันเพิ่มเติม

    .

    แม้ทองคำจะถูกกดดันจากความหวังว่าสงครามอาจยุติเร็วกว่าคาด รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแรงและแรงดึงดูดจากตลาดหุ้น แต่ภาพรวมทางเทคนิคยังไม่เสียทรง โดยราคายังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideway-Up และมีโอกาสพักตัวเพื่อขึ้นต่อได้ กลยุทธ์จึงยังเน้นรอเข้าซื้อบริเวณแนวรับ $4,630 หรือ 71,600 บาท และทยอยขายทำกำไรบริเวณแนวต้าน $4,830 หรือ 73,800 บาท โดยมองว่าตราบใดที่ราคายังไม่หลุดแนวรับหลัก โอกาสฟื้นตัวขึ้นต่อยังคงเปิดอยู่

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-02-apr-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pbDJPFMCZj9uKfvv_AegC

  • ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  และธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมให้บริการ เดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยวหลักหันมาใช้ QR ร้านค้าในการรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมให้บริการ เดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยวหลักหันมาใช้ QR ร้านค้าในการรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมให้บริการ เดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยวหลักหันมาใช้ QR ร้านค้าในการรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและสนับสนุนการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัล ภายใต้ธีม Scan Thailand – Pay Like A Local  โดยจัดกิจกรรมครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ณ ห้องอภิชา ศูนย์ประชุมมลฑาทิพย์ ฮอลล์ จังหวัดอุดรธานี โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายณัฐพงศ์ วงศ์คำปิน เป็นประธานเปิดงาน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเดินสายในศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ เพื่อแนะนำและสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ให้สามารถนำ QR ร้านค้าไปใช้งานได้จริง

    rn

     

    rn

    การเตรียมความพร้อมให้แก่ร้านค้าใช้ QR ร้านค้าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรองรับ Cross-border Payment จากนักท่องเที่ยวในประเทศและเขตเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ ฮ่องกง เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว กระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมผลักดันระบบการชำระเงินดิจิทัลของไทยให้เชื่อมโยงในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

    rn”}}” id=”02″>

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมให้บริการ เดินหน้าส่งเสริมให้ผู้ประกอบการร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยวหลักหันมาใช้ QR ร้านค้าในการรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและสนับสนุนการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัล ภายใต้ธีม Scan Thailand – Pay Like A Local  โดยจัดกิจกรรมครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ณ ห้องอภิชา ศูนย์ประชุมมลฑาทิพย์ ฮอลล์ จังหวัดอุดรธานี โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายณัฐพงศ์ วงศ์คำปิน เป็นประธานเปิดงาน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเดินสายในศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ เพื่อแนะนำและสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ให้สามารถนำ QR ร้านค้าไปใช้งานได้จริง

    การเตรียมความพร้อมให้แก่ร้านค้าใช้ QR ร้านค้าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรองรับ Cross-border Payment จากนักท่องเที่ยวในประเทศและเขตเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ ฮ่องกง เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว กระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมผลักดันระบบการชำระเงินดิจิทัลของไทยให้เชื่อมโยงในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20260401.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lPhLbkLm2fQiH6HzqqAEe